อารยธรรมตะวนั ตก (สมยั โบราณ)
กลาง ใหม่ และปจจบุ นั
ก
คาํ นํา
หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส (E-Book) เลมน้ีจัดทาํ ขึน้ เพอ่ื เปนสวนหนงึ่ ของวิชา
ประวตั ศิ าสตรสากล ส 33101 ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี 6 เพอ่ื ศึกษาในเรื่อง
อารยธรรมตะวันตก (สมัยโบราณ) กลาง ใหม และปจ จบุ นั มเี นอื้ หาเก่ยี วกบั
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียปิ ต อารยธรรมกรกี และ อารยธรรมโรมนั
ผจู ดั ทําไดเ ลอื กทาํ หวั ขอ น้เี พราะมีความสนใจ ในเรื่องอารยธรรมตะวนั ตก
ท่เี จรญิ และรุงเรอื งมานานตงั้ แตส มยั 3,200 ปกอนคริสตศักราช และอยากจะทํา
ความเขา ใจเพิ่มเติม ผจู ดั ทําหวังวา หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส (E-Book) เลมนีจ้ ะเปน
ประโยชนส ําหรับผูท่ีสนใจในอารยธรรมตะวันตกตอไป
ผูจดั ทํา
สารบญั ข
เรือ่ ง หนา
คํานํา ก
สารบญั ข
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี 1
อารยธรรมอียิปต 6
อารยธรรมกรีก 9
อารยธรรมโรมนั 12
อารยธรรมตะวนั ตกสมัยกลาง 15
อารยธรรมตะวนั ตกสมัยใหม 18
อารยธรรมตะวันตกสมยั ปจ จุบนั 20
บรรณานกุ รรม 22
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย 1
- กําเนิดในลุม แมน้ําสองสาย คอื ไทกริสและยเู ฟรตสิ เปนแหลงอารยธรรมแรกของโลก เมอ่ื ประมาณ 3500 ป กอ นค.ศ.
เนือ่ งจากเปน แหลงนา้ํ อุดมสมบูรณทา มกลางดินแดนทะเลทรายและภเู ขา (ปจ จบุ ันไดแกป ระเทศอิรกั )
- บริเวณท่ีราบที่แมน้าํ ทัง้ สองสายบรรจบกนั และไหลลงสทู ะเล อา วเปอรเ ซยี เรยี กวา “บาบโิ ลเนยี ”
- โดยเหตุนี้ ทําใหม ชี นหลายกลมุ หลายเผาผลัดกันมาตั้งถนิ่ ฐาน และมีอาํ นาจในดนิ แดนแถบน้ี
3500 ปกอนครสิ ตศ กั ราช
ชนเผา สุเมเรียน SUMERIAN
- เปน ชนเผาแรกท่เี ขา ครอบครอง และทาํ การกอสรา งระบบชลประทานเปน ชาติแรก
- สงั คมของสเุ มเรียนยกยอ ง เกรงกลวั เทพเจา นิยมกอ สรางศาสนสถานเรยี กวา “ซิกกูแรต” สรางดว ยอิฐตากแหง
- ชาวสเุ มเรยี น เปน กลุม แรกท่ีประดษิ ฐอ ักษร ไดแ ก อักษรล่ิม หรือ “คูนิฟอรม ” CUNEIFORM นกั ประวัติศาสตรจ ึงนับเอา
เปน เกณฑในการแบงยคุ ประวตั ิศาสตร
- “กลิ กาเมซ” EPIC OF GILGAMESH เปนมหากาพย ทถ่ี ูกแตงขึ้น เปน เรอื่ งเกีย่ วกบั นํา้ ทวมโลก
- มีความเจริญทางดา นคณิตศาสตร ปฏทิ นิ และการช่ัง ตวง วดั
2000 ปก อนคริสตศักราช
ชนเผาอามอไรต AMORITE
- หลงั จากสุเมเรยี นเสือ่ มอํานาจ ชาวอามอไรต AMORITE ไดต ัง้ อาณาจักรบาบิโลเนยี BABYLONIA ข้นึ มา การปกครอง
แบบรวมศูนย การจดั เก็บภาษี การเกณฑทหาร
- สมยั พระเจาฮมั มรู าบี ( 1792-1745 ปก อนคริสตศกั ราช ) ไดมี “ประมวลกฎหมายฮัมมุราบี” เปนลายลกั ษณอักษร
จารกึ แผนศลิ า ยึดถือหลัก ตาตอตา ฟน ตอ ฟน ในการลงโทษ
ชนเผาฮิตไทต HITTITE
- เขายดึ ครองแทนในดนิ แดนแถบนี้ เมื่อ 1590 ปก อ นคริสตศกั ราช ชนเผาคัสไซต KASSITE
- อพยพมาจาก เทือกเขาซากรอส เขา ครอบครองตอ และมีอายุยาวนานตอ เน่อื งกวา 400 ป
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย 2
800 ปกอ นคริสตศ กั ราช
ชนเผาอสั ซเี รีย
- พวกอัสซีเรยี น ไดเขายึดครองกรุงบาบิโลน มีศนู ยกลางท่ี นเิ นเวห ตั้งจกั รวรรดิอัสซเี รีย ASSYRIAN
- สมัยพระเจา อสั ชรู บานปิ าล 668-629 ปก อ นครสิ ตศักราช อัสซเี รียมีความเจรญิ ขีดสดุ
612 ปกอ นครสิ ตศ กั ราช
ชนเผาคาลเดีย
. เผา คาลเดยี น CHALDEAN เขา ยดึ ครองนิเนเวหสําเรจ็ สถาปนากรงุ บาบโิ ลนขนึ้ ใหม
- สมยั พระเจา เนบูคัดเนซซาร 605-562 ปกอ นครสิ ตศักราช สามารถตีเยรูซาเลม และกวาดตน เชลยมาเปน จาํ นวนมาก ไดสราง “สวน
ลอย
แหง บาบโิ ลน” HANGING GARDENS OF BABYLON
- ชาวคาลเดียน เปน ชาติแรกทน่ี าํ เอาความรูดานดาราศาสตรมาพยากรณโชคชะตามนุษย และยังสามารถคาํ นวณดานดาราศาสตรได
อยา งแมนยาํ
539 ปก อนครสิ ตศ กั ราช
พระเจา ไซรัสมหาราช แหง เปอรเ ซียเขา ยึดครอง และผนวกเขากบั จักรวรรดเ์ิ ปอรเ ซยี ทําใหประวตั ิศาสตรแถบเมโสโปเตเมียสิน้ สุดลง
ชนชาตอิ ่ืนในเอเชียไมเนอร ไดแ ก ดินแดนทอี่ ยูระหวา ง ทะเลดาํ กบั ทะเลเมดิเตอรเรเนียน (ปาเลสไตน ตรุ กี ซเี รยี )
1. ฟน ิเชียน • 1300-1000 ปก อนครสิ ตศักราช
เช่ยี วชาญในการเดนิ เรือทะเล มเี มืองทา คอื ไทร และไซดอน คา ขายจนถึงตอนเหนอื แอฟริกา (เมอื งคารเ ทจ CARTHAGE) จากการเปด
กวางของวฒั นธรรม ทาํ ใหช าวฟนิเชยี นดดั แปลงตวั อักษร เฮียราติก และคนู ฟิ อรม มาเปน “อลั ฟาเบต” ALPHABET ตอมากลาย
เปน ตนแบบของภาษากรีก ละตนิ ชาตติ ะวนั ตก และตะวนั ออก อืน่ ๆ ดวย
2. ฮบี รู 1400 ปก อ นคริสตศกั ราช
• เรียกอีกช่อื วา “ยิว” เรรอ นในทะเลทราย . ถูกจบั เปนทาสทอ่ี ยี ปิ ต ตอมา “โมเสส” เปน ผูชวยปลดแอก แลวอพยพไปต้งั ถนิ่ ฐานที่
ปาเลสไตน CANAAN
• เน่อื งจากเปนชาตทิ ี่ไมเ ขม แขง็ เร่ืองการทหาร จงึ ถูกชนเผา อน่ื ครอบครองซา้ํ แลว ซา้ํ เลา จนกระทง่ั ยคุ สงครามโลกคร้งั ที่ 2 จงึ เกดิ เปน
ประเทศอิสระ ชือ่ วา “อสิ ราเอล”
• มรดกตกทอดทย่ี งิ่ ใหญท่ีสุดไดแก “คมั ภีรไ บเบ้ลิ ” ถอื เปน หลกั ฐานประวัติศาสตรช น้ิ สําคัญของโลก รวมไปจนถึงการเปน ตน กําเนิด
ศาสนาคริสต และอิสลาม
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย 3
คําวา เมโสโปเตเมยี เปน ภาษากรกี มาจากคาํ วา MESOS เทา กบั ภาษาอังกฤษวา MIDDLE และคาํ วา POTAMOS เทากบั ภาษา
อังกฤษวา RIVER รวมความแลวหมายถงึ “ดินแดนระหวา งแมน าํ้ ” (LAND BETWEEN THE RIVERS) ไดแ กที่ราบระหวา งแมน้ําไท
กริส (TIGRIS) ทางตะวนั ออก และแมนํา้ ยูเฟรตสิ (EUPHRATES) ทางตะวันตก พื้นท่ีน้ตี ัง้ อยูทางทสิ ตะวันตกเฉยี งใตของเอเชยี ใน
บริเวณทีเ่ ช่อื มตอ ระหวางทวปี เอเชยี ยุโรป และแอปริกา โดยเฉพาะทางตะวนั ตกเฉียงเหนือซ่ึงหนั ออกสูทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน เปน
จดุ เชอ่ื มโยงตดิ ตอ กับอารยธรรมอยี ิปตโ บราณ พนื้ ท่ีของแหลงอารยธรรมทง้ั หมดจะกนิ อาณาบริเวณจากทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียนไปสู
อา วเปอรเ ซยี มีลกั ษณะเปนรูปเส้ียวจงึ เรียกอีกชอ่ื หนง่ึ วา “ดินแดนพระจันทรเ สีย้ วอันอุดมสมบูรณ” ครอบคลมุ ดนิ แดนบางสวนใน
ประเทศอริ กั และซเี รียในปจจบุ ัน ถอื เปน แหลงกาํ เนดิ อารยธรรมเกาแกแ หง แรก เมื่อราว 3,500 ป กอ นครสิ ตกาล
จากลักษณะทางภูมิศาสตรของเมโสโปเตเมยี เปน ที่ราบลมุ แมน ํา้ มกี ารทบั ถมของดินตะกอนตามชายฝงแมนํ้าทง้ั สอง ทําให
บรเิ วณแถบนอ้ี ดุ มสมบรู ณและมสี ภาพเหมาะสมแกก ารเพาะปลูก แมวา สภาพอากาศในดินแดนแถบนจ้ี ะแปรปรวนไมจนสามารถ
คาดเดาไดก็ตาม เกิดความแหงแลง ลาํ นํ้าทว มเปน ประจํา อันเปนเหตใุ หการควบคุมน้ําหรอื การชลประทานสาํ คัญจาํ เปนตอการทํา
กสกิ รรมของผคู นแถบนี้ นอกจากนน้ั แลว ทางบกยงั ติดกับทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน เชอื่ มตออียิปตแ ละอารยธรรมทก่ี ําลังกอตวั ในยุโรป
ไดทางตอนใตก็ยังเปดสูอา วเปอรเ ซีย ซ่งึ เออาํ นวยตอ การขนสง คาขายทางทะเลกบั อารยธรรมทห่ี า งไกล เชน สนิ ธุ ลกั ษณะเชนนีเ้ อง
ทําใหด นิ แดนเมโสโปเตเมียแหงนี้ เปนท่หี มายปองของชนกลุมตางๆ
ชวงประมาณ 4000 ปก อนคริสตกาลลงมาพบวา มนษุ ยท ีเ่ มโสโปเตเมยี เรมิ่ เรียนรูการใชโลหะทองแดง และพบหลักฐานความรู
เก่ียวกับภมู ศิ าสตร และดาราศาสตร เปน ตน ถดั มาประมาณ 3600-2800 ปก อนคริสตกาล ซึง่ อยูในยคุ อรู กุ (URUK) ถอื เปน การเรมิ่
ตนอารยธรรมเมืองในลกั ษณะนคร-รฐั (CITY-STATE) และท่ีน้ีมวี ิหารสองแหง คอื วิหารสาํ หรบั บูชาเทพอาทิตยและวหิ ารสาํ หรบั
บชู าเทพอินนั นา (INANNA) ซึง่ เปนเทพแี หง ความรกั และความอดุ มสมบูรณ
เทพในชวงนี้ของเมโสโปเตเมยี มหี ลายองค เชน วัวกระทงิ ซ่งึ มคี วามหมายถึงสวรรค ENLIL เปนเทพของสายฟา หรอื ดนิ ฟา
อากาศ EA เปน เทพแหง นา้ํ และมีการสรางวิหารทเี่ รียกวา “ซิกกแู รต” (ZIGGURAT) หมายถึง หอ งรอคอยเพ่อื บูชาหรือพบพระเจา
สันนษิ ฐานวา นาจะเปน สถานที่ติดตอหรอื เชือ่ มระหวางโลกและสวรรค
ชว งประมาณ 3000 ปกอ นคริสตกาล คนกลมุ แรกทสี่ รา งอารยธรรมเมโสโปเตเมยี ข้ึนคอื ชาวสุเมเรียน ผคู ดิ ประดิษฐตวั อกั ษรข้ึน
เปน คร้งั แรกในโลก อารยธรรมทีช่ าวสเุ มเรียนขึน้ เปนพ้นื ฐานสาํ คญั ของอารยธรรมเมโสโปเตเมยี สถาปตยกรรม ตวั อกั ษร ศลิ ปกรรม
อืน่ ๆ ตลอดจนทัศนคตติ อชวี ติ และเทพเจาของชาวสเุ มเรยี น ไดด ํารงอยแู ละมีอิทธิพลอยใู นลุมแมนา้ํ ทง้ั สองตลอดชวงสมัยโบราณ
ลกั ษณะสังคมของชาวสุเมเรยี นเปนอารยธรรมแบบเมือง ประกอบดวยผคู นหลากหลายอาชีพ เชน ชาวนา ชางโลหะ ชา งทอง
พระ ขุนนางและผูปกครองหรือกษตั ริย ชาวสุเมเรียนมกี ารปกครองแบบรฐั ศาสนา คอื มนี ักบวช ซึง่ นอกจากทาํ หนาท่ปี ระกอบ
พธิ ีกรรมทางศาสนาและความเชอ่ื แลว ยังเปนผูบรหิ ารจดั การเร่อื งชวี ติ ความเปนอยขู องราษฎรอีก เชน การจักสรรน้าํ และทด่ี ินเพ่อื
การเกษตร การแลกเปลีย่ นคา ขาย ธนาคาร เปน ตน นักบวชและวัดในสมยั นีจ้ ึงมบี ทบาทสําคญั มาก
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี 4
มรดกช้ินสําคญั ซ่ึงชาวสเุ มเรียนไดสรางไว คือ การประดษิ ฐอกั ษรใชบ ันทึกเรอ่ื งราวตางๆ โดยใชไมห รอื โลหะแหลมจารลงบนแผน
ดินเหนียวโดยพัฒนาจากตราประทับทรงกระบอกทเ่ี ปนอกั ษรภาพงายๆ เวลาใชต องนํากระบอกกลิ้งหมนุ บนแผน ดนิ เหนยี ว เปนจุด
กาํ เนดิ ของตัวอักษรครงั้ แรกจนกลายเปน อักษรรปู ลม่ิ และผา นการพัฒนาอยา งตอเน่ือง ซงึ่ ตอมาไดพัฒนาเปน ตนตอของตัวอักษร
กรีก และละติน
จากความม่ังคงั่ และเจริญรุง เรอื งของชาวเมโสโปเตเมียไดด ึงดดู กลุมชนอคั คาเดียน ซ่ึงเปน กลมุ ของพวก SEMITE และบรรพบุรษุ
ของชาวยวิ HEBREW ซง่ึ มตี นกาํ เนดิ อยูในคาบสมทุ รอารเบีย (ARABIA) ไดแ ทรกซึมเขา มาในดนิ แดนของชาวสุเมเรยี นและไดยดึ ครอง
เมโสโปเตเมีย ประมาณป 2,360 กอ นคริสตกาล ชาวอคั คาเดียนไดปกครองดนิ แดนเมโสโปเตเมยี อยูประมาณ 200 ป กษัตริยที่สาํ คัญ
ของอัคคาเดียนคอื พระเจา ซารก อน (SARGON) ไดร วบรวมนครรฐั ของสุเมเรียนทั้งหมด การรวมคร้ังนี้มีผลใหอารยธรรมของพวกสุ
เมเรียนจากตอนลา งของลมุ แมนาํ้ ไทกรสิ และยเู ฟรติส ไดข ยายขึ้นเหนืออยางกวางขวาง ผลจากการครอบครองสุเมเรียนของชาวอคั
คาเดยี นทาํ ใหเทพเจาของพวกเขาท่ชี ื่อวา “มารด ุก” (MARDUK) เขามาเปนเทพเจา สงู สุดแทนท่เี ทพ ENLIL เดิม
ชนชาตถิ ดั มาทีเ่ ขายดึ ครองดินแดนเมโสโปเตเมยี คือ ชาวบาบโิ ลน ซึ่งเปน เมืองทต่ี ั้งอยูท างตอนเหนือของเมืองยูรุก (URUK) ใกล
แมน ํ้ายเู ฟรตีส ในสมัยนม้ี ีกษัตริยซ ึง่ เปน ทรี่ ูจกั ในนาม “ฮัมมรู าบี” เปนผสู รา งความยง่ิ ใหญและความเจริญแกดนิ แดนเมโสโปเตเมยี
โดยเฉพาะอยา งย่ิงการบัญญตั ิกฎหมายบงั คับใชใ นดินแดนของพระองค เรยี กวา “ประมวลกฎหมายแหง ฮมั มูราบ”ี (CODE OF
HAMMURABI) กฎหมายนมี้ ลี ักษณะการลงโทษแบบตาตอตา ฟน ตอฟน กฎหมายนี้มวี ตั ถุประสงคส ว นหน่ึงเพอ่ื ปรบั เปลย่ี นวิธีการ
ควบคมุ คน แทนการใชจ ารตี ประเพณแี ละความเช่อื ในอํานาจศักด์สิ ทิ ธ์ิ และเทพเจา
หลังจากกษัตรยิ ฮ มั มรู าบสี นิ้ อํานาจลง ก็มชี นเผา หลายชนเผา ไดแก ชาวฮติ ไตท (HITTIES) ชาวแคสไซส (KASSITES) ชาวอลี า
ไมล (ELAMITES) และชาวอสั ซเี รยี น (ASSYRIANS) แตชาวอัสซเี รียนถอื วา เปนชนเผา ทีม่ บี ทบาทในการสรา งอารยธรรมอยางโดด
เดน โดยในชว งแรกไดย ายเมอื งจากหลวงจากกรบุ าบิโลนมาต้งั ท่เี มอื งอัสซูร (ASSUR) ซึง้ ตงั้ อยูบนรมิ ฝง ตอนกลางของแมน ้ําไทกริส
และไดครองอํานาจถงึ ขดี สดุ ระหวาง 712-612 ปกอ นคริสตกาล ชาวอสั ซเี รียนไดข ยายอํานาจการปกครองครอบคลุมไปถงึ ซเี รียน
ปาเลสไตน และบางสว นของอียิปต
จากอาํ นาจและบทบาททางอารยธรรมของชาวอสั ซีเรียนทําใหเทพอสูร (ASSUR) ซงึ่ เปน เทพประจําเมอื งอสั ซรู ไดรับการยอมรบั
นับถืออยากวา งขวางและมีความสําคัญเทา กบั เทพมารดุก (MARDUK) ซ่งึ เปนเทพเจาของชาวอคั คาเดียนเดมิ และไดขยายอทิ ธิพล
ความเชอ่ื ตอ อารยธรรมอนื่ ๆ เชน เปอรเซีย และอนิ เดีย แตด ว ยความโหดรา ยของชาวอัสซรู ท าํ ใหประชาชนตอ ตา นและเสื่อมอํานาจ
ลงในที่สดุ ทําใหบทบาทของอสรู เทพของชาวอสั ซีเรยี นลดบทบาทลงและเสื่อมคลายไปจนกลายเปนตัวรา ยในนิทาน แนวความคิด
เรอ่ื งอสูรเทพนีม้ ีอทิ ธพิ ลตอวรรณคดไี ทย เพราะวรรณคดไี ทยหลายเร่ืองไดรับแนวคิดมาจากอารยธรรมอนิ เดยี อกี ทอดหนึง่
ตอ มาเมอ่ื ชาวอสั ซีเรยี นพายแพสงครามตอ ชาวเมเดสและชาวเมืองบาบโิ ลน อํานาจการปกครองจงึ เปลีย่ นไปและเริ่มตนยุคใหม
เรียกยุคนีว้ า “ยุคบาบิโลนใหม” หรือ “นีโอบาบิโลน” (NEO BABYLON) ภายใตการปกครองของพระเจา เนบุชดั เนซซารท ่ีสอง
(NEBUCHADNESSAR II) กษตั ริยพ ระองคน ้ถี ือวาเปน กษัตริยน กั รบทเี่ กง กาจ พระองคไดย กทัพไปรบชนะชาวยิวยึดครองนคร
เยรูซาเล็ม ไดเชลยชาวยวิ มาเปน แรงงาน ในยุคของพระองคไดมีการกอ สรา งวิหารและพระราชวงั หลายแหง และผลงานทาง
สถาปต ยกรรมทีส่ ําคัญและถือวา เปนสิง่ มหศั จรรยหน่ึงในเจ็ดแหง ของโลกสมยั โบราณคือ “สวนลอยแหง เมืองบาบิโลน” (THE
HANGING GARDENS OF BABYLON) ซงึ่ เปน สวนทมี่ ถี นนกวางปลู าดดวยแผนหนิ และลาดดวยยางมะตอย เพ่อื ใหเ ปนเสนทางของ
ขบวนแหเ ฉลิมฉลองเทพมารด ุก (MARDUK) ซ่งึ กลับมามีบทบาทสาํ คัญตอ ชาวเมอื งบาบิโลนอกี คร้ัง
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย 5
จกั รวรรดบิ าบิโลนใหม รุงเรืองจนถงึ ประมาณ 539 ปก อนครสิ ตกาล อาณาจักรบาบโิ ลนกตกอยภู ายใตก ารยึดครองของพระเจา ไซ
รัสมหาราช (CYRUS, THE GREAT) ซึง่ เปน กษัตรยิ แ หงเปอรเ ซยี ดนิ แดนเมโสโปเตเมียซง่ึ รงุ เรืองผา นการปกครองและอารยธรรมชน
เผาตา งๆ มายาวนาน ก็สนิ้ สุดลงในท่ีสดุ
อารยธรรมเมโสโปเตเมยี ไดพัฒนาขึ้นถึงขีดสดุ ผานกลมุ ชนหลายเผาพันธทุ ีเ่ ขา มาครอบครองและผสมผสานความคิดความเชือ่
ของตนเองกบั ชนเผาตางๆ ชวี ิตของชาวเมโสโปเตเมียผูกพนั กบั พระและวัดอยา งมาก ชาวสเุ มเรียนซึ่งเปน ชนกลมุ แรกๆ ทเ่ี ขามา
ครอบครองดนิ แดนเมโสโปเตเมีย มีลักษณะความเช่ือในเทพเจา และโลกหลงั ความตายเปนหลัก และมกี ารนับถอื เทพเจา หลายองค
ซึง่ เทพเจา แตล ะองคกม็ บี ทบาทสาํ คัญตอ การดํารงชวี ิตใหค ณุ และโทษแกต นเอง เชน อูโต เทพแหง ดวงอาทิตย อนิ นั นา เทพแหง
ความอดุ มสมบูรณแ ละความรกั อินลลิ เทพแหงสายฟา หรือดิน ฟา อากาศ เปนตน นอกจากการนบั ถอื เทพเจา แลวแลว ชาวสเุ ม
เรียนยังเชอ่ื ในไสยศาสตร นับถอื โชคลางและปรากฏการณธ รรมชาติอีกดว ย ผูมบี ทบาทสาํ คัญในการสื่อสารระหวางชมุ ชนกบั เทพเจา
คือ พระ โดยผา นการทาํ พิธกี รรม เชนการจดั หารอาหาร และท่ีสําคญั อีกประการหนึง่ ก็คือ การสรางท่ีพํานักใหแ กเทพเจา และมี
เทพเจาหลายองคทกี่ ลายเปน เทพเจา ประจํารฐั แตใ นขณะเดียวกนั กย็ อมรบั นับถือเทพเจาองคอืน่ ๆ ดว ย
พัฒนาการทางความคิดท่สี าํ คัญของชาวสุเมเรยี นอีกประการหนง่ึ คือ การรูจกั การคณู การหาร ระบบหนว ยหกสิบ ไดแก 6, 60,
600, 3,600 ซง่ึ ปจจุบันใชก ับการนบั เวลาและการคํานวณวงกลม นอกจากน้ยี ังไดคิดระบบชัง่ ตวง วัด ซึ่งเปน รากฐานท่ีมาของการช่ัง
ท่ีคิดนํ้าหนกั เปนปอนด ทใี่ ชก ันอยูในปจจุบนั น้ี สว นชาวคาลเดยี นสามารถคาํ นวณวันเกิดสรุ ิยปราคาและจนั ทรปุ ราคา รวมทั้ง
สามารถจัดแบง สปั ดาหออกเปน 7 วนั
อารยธรรมอียิปต 6
อารยธรรมท่ีมีความยิ่งใหญอกี แหง หน่งึ ของโลกทีม่ ถี นิ่ กําเนิดในดินแดนใกลเคยี งกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ อารยธรรม
อียิปต อารยธรรมอียปิ ตเ ปนอารยธรรมทรี่ ูจกั กันอยางกวา งขวางและมผี ลตอพฒั นาการทางความคิดในหลายๆ ดาน เนือ่ งจากมี
มรดกทางสถาปต ยกรรม เชน ปรามิดและแนวความคดิ และความเชือ่ เกยี่ วกบั ศาสนาและปรัชญาอีกดว ย
ประมาณ 3,150 ปก อ นคริสตกาล พระเจาเมเนส (Menes) หรอื นาเมอร (Narmer) สามารถรวบรวมเมืองตางๆ
ท้ังในอียปิ ตบนและอียิปตลางเขาเปน อาณาจักรเดยี วกนั และต้ังเมอื งเมมฟส (Memphis) เปน เมอื งหลวง ประวตั ศิ าสตรของอยี ปิ ต
ยุคราชวงศจ ึงเรมิ่ ตนข้ึน ประวตั ศิ าสตรข องอียิปตอ าจแบงออกไดเ ปน 4 ยุค ดังน้ี
1.ยคุ ราชวงศเ รมิ่ แรก อยใู นชว ง 3100-2686 ปก อ นครสิ ตกาล โดยเรม่ิ ตัง้ แตพ ระเจาเมเนส รวบรวมเมอื งตา งๆ ไดทัง้ ในอียิปต
ลา งและอยี ิปตบ นเขาเปนอาณาจักรเดียวกัน และเขาสรู าชวงศท ่ี 1 และ 2 ยุคนเี้ ปน ยุคการสรางอียิปตใ หม คี วามเปน ปกแผนเขม็
แขง็
2.ยคุ ราชวงศเ กา อยใู นชว ง 2686-2181 กอนครสิ ตกาล โดยเรมิ่ จากราชวงศท ่ี 3 อยี ิปตป ระสบความวุน วายทางการเมอื ง มี
การยา ยเมืองหลวงไปตามเมืองตา งๆ แตห ลงั จากนน้ั กม็ รี าชวงศอยี ิปตปกครองตอ มาอกี 2 ราชวงศ คือ ราชวงษท ี่ 9 และ 10 ในยุค
นี้อยี ปิ ตม ีฟาโรหป กครองเร่มิ ตั้งแตร าชวงศที่ 3 ถงึ ราชวงศท ี่ 6 ราชวงศท ี่โดดเดนในสมัยน้ีคอื ราชวงศท่ี 4 ซึ่งมกี ารสรา งปร ามิดท่ีย่งิ
ใหญมากมายโดยเฉพาะมหาปรามิดของฟาโรหค ฟู ูท่ีเมอื งเซห ซงึ่ สรา งขนึ้ ประมาณ 2,500 ปก อ นคริสตกาล อียปิ ตใ นยคุ นถ้ี อื วา เปน
ยคุ ท่รี งุ เรอื งท่สี ดุ ยุคหนง่ึ และการสรางสรรคความเจริญในยคุ นี้ไดเปน รากฐานและแบบแผนของความเจรญิ ของอยี ปิ ตใ นสมัยราช
วงศต อ ๆ มา
อารยธรรมอียิปต 7
3.ยุคราชวงศก ลาง อยใู นชวง 2,040-1,782 ปกอ นคริสตกาล ระหวา งราชวงศท่ี 11-13 ฟาโรหท ่มี บี ทบาทในการสรางความรงุ เรือง
ใหก บั อยี ปิ ตในยุคนี้คือ อเมนเนมเฮตท่หี น่งึ (Amenemhet I) จนเรียกไดวาเปนยคุ ทองของอยี ิปตดา นเศรษฐกจิ สถาปต ยกรรม
การสรางคลองตดิ ตอ ไปถงึ ทะเลแดง การสรา งเขื่อนกั้นน้าํ วรรณคดีท้งั บทรอยแกวและรอยกรอง ยุคนเี้ ปน ชว งเดียวกันกับอารยธรรม
บาบิโลนของพระเจา ฮมั มรู าบี แตความรงุ เรืองของอยี ิปตกห็ ยุดชะงกั ลงจากการรกุ รานของกลุม ชนปศุสตั วเ รรอ นคอื พวกฮกิ โซส (Hyksos)
ซงึ่ กอนหนานี้ไดเ ขายึดครองซีเรีย ปาเลสไตน และเอเชียไมเนอรไ ดแ ลว เพราะพวกฮิกโซสมคี วามเกงกาจในการรบกวา ชาวอยี ิปต
ทําใหสามารถครอบครองอยี ิปตไวไดตง้ั แต 1,670-1,570 ปกอนคริสตกาล แตเนื่องดว ยอยี ิปตมีความเจริญที่เหนือกวา พวกฮิกโซส
จึงเปนฝายรับความเจริญไปจากอียิปต จึงทาํ ใหอ ารยธรรมอียิปตไมข าดความตอ เน่อื งแตอยางใด
4.ยคุ ราชวงศใหม อยใู นชว ง 1,570-332 กอนคริสตกาล ระหวางราชวงศท่ี 18-31 เมอื่ ชาวอยี ปิ ตไดก อ กบฏและมชี ัยเหนอื ชาวฮกิ โซส
จึงเร่มิ ราชวงศท่ี 18 และขยายอํานาจการปกครองไปยังดินแดนซีเรยี ปาเลสไตนและฟนเิ ซยี เพราะมอี าณาเขตกวา งมากขนึ้
สมยั นจี้ ึงไดร บั การขนานนามวา “สมัยจกั รพรรดิ” (Empire) แตใ นชวงหลงั ๆ อํานาจการปกครองจากสว นกลางคอ ยลดลง
เหลา ขนุ นางที่ปกครองเมอื งทห่ี างไกลก็เรม่ิ แขง็ ขนื ตออาํ นาจมากข้นึ จนถึงประมาณ 700 ปก อนคริสตกาล อยี ปิ ตก พ็ า ยแพ
ตอ ชาวอสั ซีเรียน และเม่ืออาณาจักรเปอรเ ซยี ไดเ ขา ยดึ ครองเมโสโปเตเมีย อยี ิปตก็ตกเปน สวนหน่ึงของเปอรเ ซยี
และประมาณ 332 ปกอ นคริสตกาล ดินแดนอารยธรรมท้งั เมโสโปเตเมยี เปอรเ ซยี และอยี ปิ ตก ไ็ ดตกอยภู ายใตอาํ นาจการปกครอง
ของพระเจา อเลก็ ซานเดอรม หาราช
อารยธรรมอยี ปิ ต 8
อารยธรรมกรีก 9
อารยธรรมกรีกเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 750 ปกอนครสิ ตศักราช มศี ูนยกลางอยทู ีก่ รุงเอเธนส (Athens) เมอื งหลวงของประเทศกรีซใน
ปจ จุบัน เปนอารยธรรมทเ่ี จรญิ รงุ เรืองและมอี ิทธพิ ลตอ โลกตะวันตกมาก
1.กาํ เนิดอารยธรรมกรกี
อารยธรรมกรีกทเี่ ปน มรดกตกทอดมาถึงปจจุบันนป้ี ระกอบดวยอารยธรรมหลกั 2 สว น ไดแก อารยธรรมของชาวกรกี โบราณหรอื อารย
ธรรมเฮลเลนกิ (Hellenic Civilizaton, ป 750-336 กอนครสิ ตศกั ราช) และ อารยธรรมเฮลเลนิสตกิ (Hellenistic Civilization, ป 336-31 กอ น
คริสตศ ักราช) ซ่ึงเกดิ ขน้ึ ในชวงเวลาทกี่ รีกอยภู ายใตก ารปกครองของจักรวรรดมิ าซโิ ดเนยี (Macedonia) และเปน อารยธรรมที่ผสมผสานกบั
ความเจริญทรี่ ับจากดินแดนรอบๆ ทะเลเมดเิ ตอรเรเนยี น ปจจัยที่สาํ คัญท่ีสงเสรมิ ใหเ กิดอารยธรรมกรกี โดยรวม คอื ทต่ี งั้ ทางภมู ิศาสตร ชาว
กรีกโบราณ และระบอบนครรฐั กรีก
ทีต่ ั้ง อารยธรรมกรกี เกดิ ขึ้นในบรเิ วณตอนใตข องคาบสมทุ รบอลขา นและชายฝงทะเลอเี จยี น ซึ่งก้ันระหวาง
คาบสมุทรบอลขานและเอเชียไมเนอร บรเิ วณเหลา น้อี ยใู นเขตทะเลเมดิเตอรเ รเนยี นซง่ึ รายรอบดว ย
อารยธรรมสาํ คัญของโลก คอื อารยธรรมอยี ปิ ตและเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะอยางย่ิงอยูใ กลก ับเกาะครีตซ่ึง
เปน ศนู ยกลางของอารยธรรมไมนวน (Minoan Civilization ประมาณป 2000-1400 กอ นครสิ ตศ ักราช)
2.ความรงุ เรอื งของอารยธรรมกรีก
ชาวกรีกไดส รา งสรรคความเจรญิ ใหเปนมรดกแกช าวโลกจํานวนมาก ที่สาํ คัญไดแก ความเจรญิ ดาน
ศิลปกรรม ปรชั ญา การศกึ ษา วรรณกรรมและวิทยาการตางๆ
ศลิ ปกรรม ความเจรญิ ดานศิลปกรรมเปนจุดเดน อยา งหนง่ึ ของอารยธรรมกรกี ซ่ึงไดรบั การยกยอ งวาเปน ตน
แบบของงานศิลปกรรมของโลก สว นใหญเ ปนงานสรางสรรคท ี่ไดร บั แรงบันดาลใจจากความศรทั ธาทาง
ศาสนา โดยสรางขนึ้ เพื่อแสดงความเคารพบูชาและบวงสรวงเทพเจาของตน ผลงานทีไ่ ดร ับการยกยอ งมี
จํานวนมากที่สาํ คัญไดแ ก ดานสถาปตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และศิลปะการแสดง
ดา นสถาปตยกรรม ชาวเอเธนสไดส รางสรรคงานดา นสถาปตยกรรมทโ่ี ดดเดนใหแกช าวโลกจาํ นวนมาก สว น
ใหญเ ปนการกอสรา งอาคารเพ่อื กจิ กรรมสาธารณะ เชน วหิ าร สนามกฬี า และโรงละคร ความโดดเดนของ
งานสถาปต ยกรรมไมไดข้นึ อยกู ับความใหญโ ตของส่ิงกอสราง แตเปนความงดงามของสดั สว นทีส่ มบูรณแบบ
ตวั อยางเชน วหิ ารพารเทนอน (Parthenon) ท่ีตงั้ อยูบ นเนนิ เขาอะโครโพลสิ (Acropolis) เปนสิ่งกอสรา งท่ีมี
สัดสวนงดงามทง้ั ความยาว ความกวางและความสูง จัดวา เปน ผลงานชิน้ เอกของโลก
อารยธรรมกรีก 10
ดานประติมากรรม ผลงานดานประติมากรรมจัดวาเปน สิ่งทีโ่ ดดเดนท่ีสดุ ในงานศิลปกรรมของกรีก ชาวกรกี สรา งงานประติมากรรม
จํานวนมาก สวนใหญเปนรปู ปนเทพเจาของกรีก อยางไรกต็ าม เน่อื งจากชาวกรีกยอมรบั และเช่อื มนั่ คุณคา ของมนุษย ผลงาน
ประตมิ ากรรมจึงดูเปน ธรรมชาติ ลกั ษณะของสรรี ะกลา มเนอ้ื และเสน เอน็ คลา ยมนุษยท ่มี ีชวี ิต ผลงานชิ้นเยยี่ มไดแก รูปปนเทพเจา อะที
นา ที่วิหารพารเ ทนอน และเทพเจาซุส ท่วี หิ ารแหงโอลิมเปย
ดา นจติ รกรรม ทป่ี รากฏอยสู ว นใหญเ ปน ลวดลายทีเ่ ขียนบนเคร่ืองปนดินเผา เชน แจกนั คนโท ฯลฯ และ
จติ รกรรมฝาผนังท่ีพบในวิหารและกาํ แพง
ศลิ ปะการแสดง ชาวกรีกไดคิดคนศลิ ปะการแสดงประเภทตา งๆ สว นใหญเ ปน การจัดแสดงเพ่ือเฉลิมฉลองพธิ ี
บวงสรวงเทพเจา ของตน เชน ละครกลางแจง ซง่ึ เปนตนแบบของการแสดงละครในปจจุบนั ดนตรแี ละการละเลน
อืน่ ๆ
ปรชั ญา ความเจริญดา นปรัชญาไดร ับการยกยอ งวา เปนความเจริญสงู สุดของภูมิปญญากรกี เชน เดียวกับความ
เจริญดา นศิลปกรรม นกั ปรชั ญากรีกทมี่ ชี ื่อเสียงโดดเดน ไดแ ก โซเครตสิ เพลโต และอริสโตเตลิ
การศึกษา การศึกษามคี วามสาํ คัญตอวิถีชวี ิตของชาวกรีก เพราะทําใหมสี ถานะทีด่ ใี นสงั คม ผทู ไี่ ดรับการศึกษา
สูงจะมีสวนรว มทางการเมืองการปกครอง โดยเฉพาะชาวเอเธนสเชอ่ื วาระบอบประชาธปิ ไตยจะประสบความ
สําเร็จไดถ า หากผูนํามีการศกึ ษา ดังน้ันจงึ จัดการศึกษาขน้ั ประถมใหแกเ ด็กชายโดยไมตอ งเสยี คาเลา เรยี น
วชิ าทสี่ อนในระดบั ประถมศึกษา ไดแ ก ไวยากรณก รีก ซงึ่ รวมถึงมหากาพย อเี ลยี ด (Iliad) และ โอเดสซี
(Odyssey) ของโฮเมอร (Homer) ดนตรี และยิมนาสติก หลกั สตู รน้เี นนการฝกฝนความรดู านภาษา อารมณ
และความแขง็ แกรงของรา งกาย สว นเด็กโตจะศึกษาวชิ ากวนี พิ นธ การปกครอง จรยิ ศาสตร ตรโี กณมิติ
ดาราศาสตร วาทกรรม เมื่อสําเรจ็ หลักสูตรแลว เยาวชนชายเหลา น้กี ม็ คี วามสมบูรณทง้ั สตปิ ญญาและรางกาย
และพรอมเปน พลเมืองกรกี เมอ่ื อายคุ รบ 19 ป
ประวัตศิ าสตร กรีกเปนชาติแรกในโลกตะวันตกท่ีเร่มิ ศกึ ษาประวตั ิศาสตรต ามแบบวิธกี ารทาง
ประวัตศิ าสตรซ ึ่งไดแ ก การสบื คน ขอมลู การตรวจสอบหลักฐาน และการเลือกใชขอ มูล นักประวัตศิ าสตร
กรกี คนแรกทีเ่ รมิ่ เขียนงานประวัติศาตรในลักษณะนคี้ อื เฮโรโดตัส (Herodotus) ซงึ่ ไดร ับการยกยอ งวาเปน
บิดาแหง ประวัติศาสตรข องโลกตะวันตก นอกจากนีย้ ังมี ทูซิดิดสี (Thucydides) นักประวตั ศิ าสตรท ไี่ ดรบั
รูปปนเทพเจ้าอะทีนา การยกยองดานการสรา งผลงานทางประวตั ศิ าสตรแ ละมาตรฐานของวิธกี ารศึกษาคนควา ทาง
ประวัติศาสตร ซึ่งเปนแบบอยางที่ยดึ ถือกันอยใู นปจจบุ ัน
คณติ ศาสตรและวทิ ยาศาสตร เจรญิ รงุ เรอื งมากตัง้ แต 400 ปก อนคริสตศกั ราช นักคณติ ศาสตรชาวกรีกคน
พบทฤษฎที างเรขาคณติ และพชี คณิต ซงึ่ เปน พ้ืนฐานของการคํานวณและประมวลผลขั้นสงู นอกจากน้ีกรีก
ยังมีความกา วหนาทางดานวิทยาศาสตร โดยมีอรสิ โตเติลเปนผูวางรากฐานการศึกษาวชิ าพฤกษศาสตร
สตั วแพทย และกายวิภาค
โซเครติส (Socrates) อริสโตเติล (Aristotle)
อารยธรรมกรีก 11
ดา นการแพทย ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) เปนแพทยชาวกรีกท่ีมีชือ่ เสยี ง และคนพบวา โรคราย
ตา งๆ ทีเ่ กดิ ข้ึนมีสาเหตุมาจากธรรมชาติไมใ ชการลงโทษลงพระเจา เขาเชือ่ วา วธิ ีการรกั ษาทด่ี ที ี่สดุ คอื
การควบคุมดา นโภชนาการและการพักผอ น นอกจากนี้ ฮิปโปเครตีสยังเปน ผรู ิเริม่ วิธกี ารรกั ษาโรค
ดว ยการผาตดั และกาํ หนดหลกั จรรยาแพทยท ถ่ี ือปฏิบัตติ อ มาจนถึงปจ จุบัน
ดาราศาสตรและภมู ิศาสตร ความกาวหนา ดานคณติ ศาสตร ชวยใหน กั ดาราศาสตรช าวกรกี คํานวณ
ตาํ แหนงของดวงดาวและระบบสุริยะจักรวาล นักดาราศาสตรก รกี บางคนเชอ่ื วาโลกและดาวเคราะห
ดวงอื่นหมุนรอบดวงอาทติ ย อยา งไรก็ตาม พวกเขาไมส ามารถโนมนาวใหชาวกรีกยอมรบั การคนพบนี้
อน่ึง นกั ภูมศิ าสตรก รกี ยงั เชอ่ื วาโลกกลมซ่งึ ทาํ ใหสามารถเดนิ เรือจากกรีกไปถึงอินเดยี ได รวมท้งั ยัง
คนพบวาการขนึ้ ลงของกระแสน้ําเกดิ จากอทิ ธพิ ลของดวงจนั ทร
เพลโต (Plato)
อารยธรรมโรมัน 12
1. ปจ จัยทางภมู ิศาสตรท มี่ ผี ลตอ อารยธรรมโรมนั
อารยธรรมโรมันกาํ เนดิ ทีค่ าบสมุทรอิตาลี ซ่งึ ตงั้ อยูทางตอนใตข องทวีปยุโรป โดยมลี ักษณะเปนแหลมย่นื ลง
ไปในทะเลเมดิเตอรเ รเนียน ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสวนใหญเปน ภเู ขา และเนินเขา ไดแ ก เทอื กเขาแอลปทาง
ทิศเหนือซง่ึ ก้นั คาบสมทุ รอิตาลอี อกจากดินแดนสวนอ่ืนของทวปี ยุโรป และเทอื กเขาแอเพนไนนซ ึ่งเปนแกน
กลางของคาบสมุทร สว นบริเวณท่ีราบมนี อยและมีทีร่ าบนอ ย จงึ ทาํ ใหการตง้ั ถิ่นฐานของชมุ ชนอยูอยาง
กระจดั กระจายเปน ชุมชนเล็กๆ พื้นท่ีการเกษตรมไี มม ากนัก แตเมอื่ ประชากรเพมิ่ ขนึ้ บรเิ วณดงั กลาวไม
สามารถรองรับการเกษตรขยายตวั ได จงึ เปน สาเหตทุ ชี่ าวโรมันขยายดินแดนไปยังดินแดนอน่ื ๆ
2. สมยั สาธารณรฐั
พวกอิทรสั กนั โดยไดรบั อารยธรรมของกรกี ซ่ึงตอมาไดอ พยพเขามาในแหลมอติ าลี จึงไดนําเอาความเชื่อ
ในศาสนาและเทพเจา ของกรกี ศิลปะการแกะสลัก การทาํ เครอื่ งปนดนิ เผา ตวั อกั ษร การทาํ นายจากการดู
เครอื่ งในของสัตวและการบนิ ของนก การสรา งซุมประตูโคง (Arch) และประตมิ ากรรมเทพเจา เขามาเผย
แพร นอกจากพวกอิทรสั กันแลวยังมีชนเผา อ่นื ๆ อกี เชน พวกละตนิ ตอมาไดตกมาอยภู ายใตก ารปกครอง
พวกอิทรัสกัน
ในระยะแรกปกครองระบอบกษตั รยิ เรียกวา อิมพเิ รียม (Imperium) กษัตริยจะสภาซีเนตหรอื สภา
ขุนนางเปน ท่ีปรกึ ษาโดยสมาชกิ จะอยใู นชนชน้ั พาทรีเชยี น (patrician) แตตอมาพวกละตนิ ไดข ับไลอทิ รสั กัน
ออกจากบลั ลงั กและตงั้ กรุงโรมขน้ึ แตอ าํ นาจการปกครองยังเปน ดินแดนของพวกพาทรเิ ชยี น (patrician)
เทานัน้ สวนราษฎรทีเ่ รียกวา เพลเบยี น (plebeian) ซง่ึ เปนสามญั ชนหรือประชาชนสว นใหญ เชน ชาวไร
ชาวนา ชางฝม ือ ไมมสี ทิ ธิใดๆทางการเมืองและสังคมจนนําไปสูความขัดแยง ระหวา ง 2 ชนช้นั จนพวกเพล
เบียนมีสทิ ธอิ อกกฎหมายรวมกับพวกพาทรเิ ชียน เรยี กวา กฎหมายสบิ สองโตะ (Law of the Twelve
Tables) เพอื่ ใชบงั คับกับชาวโรมันทุกคน ซงึ่ กฎหมายสบิ สองโตะ นับเปนมรดกช้ินสําคญั ของโรมทีถ่ อื เปน
แมแ บบของกฎหมายโลกตะวนั ตก ตอมาโรมนั ไดท าํ สงครามพวิ นกิ กบั พวกคารเทจ โดยมีสาเหตุมาจากการ
แยง ผลประโยชนใ นเกาะชชิ ิลี ผลคอื ฝายคารเทจแพ จงึ ทาํ ใหโรมนั กลายเปนรัฐท่มี อี ํานาจสงู สดุ ในขณะน้ัน
อารยธรรมโรมนั 13
3. สมยั จักรวรรดิ
ชาวโรมันเปลี่ยนการปกครองจากสาธารณรฐั มาใชเปน จักรวรรดิ และออกสุ ตสุ (Augustus) เปนจกั รพรรดิ
หรือซีซาร (Caesar ) พระองคแ รกของจักรวรรดโิ รมนั ในสมัยนโี้ รมันเจริญถงึ ขีดสุดละไดข ยายอาํ นาจไปยงั
ภมู ภิ าคตา ง ๆ และเมอื่ ศาสนาคริสตไ ดแ ผขยายมาถึงดนิ แดนทางภาคตะวนั ตกของปาเลสไตนซ ่งึ อยูภายใตก าร
ปกครองของจักรวรรดิโรมนั ทาํ ใหจกั รวรรดิโรมันตอ ตานศาสนาน้อี ยา งรุนแรง แตใ นสมยั จักรพรรดิคอนสแตนติ
นมหาราชพระองค (Constantine the Great) ทรงใหเ สรภี าพในการนับถือศาสนา ทาํ ใหจ ักรวรรดโิ รมนั กลาย
เปนจักรวรรดิของครสิ ตศาสนา ทรงสรางกรุงคอนสแตนติโนเปล (ปจจุบันคือ นครอสิ ตันบูลในประเทศตุรก)ี ทาง
ตะวนั ตกของจักรวรรดิโรมัน ตอมาเรยี กวา จักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ออกหรอื จักรวรรดิไบแซนไทน (Byzantine) จน
กระท่ังสมยั ปลายจกั รวรรดิ โรมนั เผชิญปญ หาภายในทําใหถูกพวก อนารยชนเผา เยอรมันหรอื เผากอธเขาปลน
สะดม และขบั ไลก ษัตรยิ อ อกจากบัลลงั ก ถอื เปนการสน้ิ สุดของจกั รวรรดิโรมันตะวันตก และประวัติศาสตรส มยั
โบราณ
4. มรดกของอารยธรรมโรมัน
ความโดดเดนของอารยธรรมโรมันเกิดจากรากฐานทแ่ี ข็งแรง ซึง่ ไดรบั อทิ ธพิ ลจากอารยธรรมกรีกและ
อารยธรรมของดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอรเ รเนียน ผสานกบั ความเจริญกาวหนา ทีเ่ ปนภมู ิปญ ญาของชาว
โรมันเองท่พี ยายามคิดคน สรางระบบตางๆ เพอ่ื ดํารงความยิง่ ใหญข องจักรวรรดิโรมนั ไว
4.1 สถาปต ยกรรม
เนน ความใหญโต แข็งแรงทนทาน โดยชาวโรมันไดพ ฒั นาเทคนิคการกอสรา งของกรีกเปน ประตโู คง (arch)
และเปลีย่ นหลงั คาจากจ่วั เปนโดม และสรา งอาคารตา ง ๆ เพอ่ื สนองความตองการของรฐั และ สาธาณชน เชน
โคลอสเซยี ม สถานท่ีอาบนา้ํ สาธารณะ วิหารแพนธีออน (Pantheon)
4.2 ประติมากรรม
สะทอ นบุคลิกภาพของมนุษยอยางสมจริงตามธรรมชาติ และมสี ัดสว นงดงามเหมอื นกรีก แตโ รมนั จะเนน
พัฒนาศิลปะดานการแกะสลกั รูปเหมือนบุคคลสาํ คัญๆ เชน จกั รพรรดิ นกั การเมือง โดยเฉพาะในคร่ึงทอนบน
จะสามารถแกะสลกั ไดอยางสมบูรณซ ึ่งแสดงใหเ หน็ ถึงความมีชีวติ ชวี า ชาวโรมนั เชือ่ วาการแกะสลกั รูปเหมือน
จรงิ ท่สี ดุ จะชวยรกั ษาวิญญาณของคนน้ันเมื่อตายไปแลว ไวได นอกจากนีย้ งั มีการแกะสลักภาพนนู ต่าํ เพื่อ
บันทึกเรื่องรามทางประวัตศิ าสตรและสดุดวี รี กรรมของนักรบ
อารยธรรมโรมัน 14
4.3 ภาษาและวรรณกรรม
ชาวโรมันพัฒนาภาษาละตินจากตัวพยัญชนะในภาษากรีกท่พี วกอีทรสั กนั นํามาใช จนใชกัน
แพรห ลายในมหาวทิ ยาลยั ของยโุ รปสมัยกลาง และเปนภาษาทางราชการของศาสนาครสิ ตน ิกาย
โรมันคาทอลิก สว นวรรณกรรมระยะแรกเปน บันทกึ พงศาวดาร กฎหมาย ตาํ ราการทหาร และ
การเกษตร ตอมามกี ารแตงงานประพนั ธเปนของตนเอง ไดแก เร่อื ง อิเนียด ประพันธโดยเวอรจ ิล
งานประพันธข องซเิ ซโร เปนตน
4.4 วิศวกรรม
การสรา งถนนคอนกรีต โดยถนนทง้ั 2 ขางจะมีทอระบายนํา้ และมีหลกั บอกระยะทาง นอกจากน้ี
ยังมกี ารสรางสะพานสง นํ้า (aqueduct) ขนาดสูงใหญจํานวนมากเพ่อื นําน้าํ วนั ละ 300 ลา น
แกลลอนหรือประมาณ 8,505 ลานลติ ร จากภูเขาไปยงั เมืองเพอ่ื ใหชาวเมืองไดใ ช
4.5 ปฏิทิน
ปฏทิ นิ จูเลียน (แบบสุรยิ คติ) ปหนึ่งมี 12 เดือน แตล ะปมี 365 วนั และเพมิ่ เดอื นกุมภาพันธ
ใหทกุ ๆ 4 ปมี 366 วนั ตอมาไดเ ปลย่ี นมาใชเ กรกอเรยี น
4.6 กฎหมาย
ระยะแรกโรมันไมไ ดเขยี นเปน ลายลักษณอกั ษรและไมเปน ระบบ แตม ลี กั ษณะกลมกลืนไป
กับศาสนา ตอมาเปลี่ยนเปน กฎหมายบานเมอื ง จนในทส่ี ุดก็ไดม กี ารตรากฎหมายสิบสองโตะ
(Law of the Twelve Tables) ซงึ่ ประมวลกฏหมายโรมันนเี้ ปน รากฐานประมวลกฎหมายของ
ประเทศตา ง ๆ แมแตก ฎหมายของวัดในสมัยกลาง และยังแสดงใหเหน็ ถึงอิทธิพลในกฎหมาย
โรมันในสมยั จักรพรรดิจสั ติเนียน ซงึ่ ไดและจดั เปน หมวดหมู เรียกวา ประมวลกฎหมายจัสติเนยี น
(Justinian Code) และท้ิงไวเ ปน มรดกลํ้าคาของโลกตะวนั ตก
4.7 การแพทย
แพทยโรมนั สามารถผา ตดั รกั ษาโรคไดหลายโรค โดนเฉพาะการผา ตัดทาํ คลอดทารกทาง
หนาทองของมารดา ซึง่ เรยี กวา ศลั ยกรรมซีซาร (Caesarean Operation) นอกจากนีย้ งั มกี าร
สรางโรงพยาบาล ระบบบาํ บัดน้าํ เสยี และส่งิ ปฏกิ ูล
อารยธรรมตะวันตกสมัยกลาง 15
ยคุ กลางเร่ิมตนตั้งแต อนารยนเผาติวตนั เขา ทําลายกรุงโรมลม สลายในป ค.ศ.476 และสิน้ สุดลงจากเหตุการณเ มือ่
โคลมั บัสพบทวีปอเมริกา ค.ศ.1492 หรือ การลมสลายของอาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออก ค.ศ.1453
1. หลงั จากตวิ ตนั ตกี รุงโรมแตก ชาวดรมนั ตะวันตกไดอ พยพไปอยทู ี่โรมันตะวันออกหรอื คอนสแตนติโนเปล
2.ชนเผา เยอรมันกลมุ ตางๆ เขา มาครอบครอง และรบกันจนเหลือ 2 กลมุ คือ
1)แองโกล – แซกซัน (Anglo Saxon) ในกาะอังกฤษ
2)แฟรงก (Frank) ในฝรัง่ เศส
-แฟรงกสามารถขยายอาณาเขตจนเปน ใหญในยุโรป ในสมัยจักรพรรดชิ ารลเลอมาญ
-หลงั จากจักรพรรดิเลอมาญสวรรคต จักรวรรดิก็แตกอกี คร้ังกลายเปนฝร่งั เศส เยอรมัน และอิตาลี ชวงนเี้ องที่
ขนุ นางเร่มิ มีอํานาจมากขึ้น จนเกิดเปนระบบศกั ดนิ าสวามิภักด(ิ์ Feudalism)
3.ระบบศักดินาสวามิภกั ด์ิ (Feudalism)
1)ระบบฟว ดลั เปนขนบประเพณขี องชนเผา เยอรมัน เนนระบบ “ตางตอบแทน”
โดยยึดหลกั การวากษตั ริยเปนเจาของท่ดี ิน และแบงที่ดินใหขนุ นางและอัศวินไปทาํ
ประโยชน ขุนนางและอศั วนิ ตองรับใชและจงรกั ภกั ดตี อกษตั รยิ เพื่อเปนการตอบแทน
2)ชนชน้ั ในระบบฟว ดัล
-กษตั รยิ เปนผแู จกทด่ี นิ ใหขุนนาง
-ขนุ นาง(Lord) ไดท ่ีดนิ จากกษตั รยิ มาปกครอง และออกกฎหมายในท่ีดินของตนเอง
-ขนุ นางระดับรอง อยใู นฐานะวสั ซัล (Vassal)
-Serf คอื ประชาชนสว นใหญ ซง่ึ เปน ขา ติดที่ดนิ ซงึ่ ไมใชเสรชี น แตก็ไมใ ชท าส
3)ระบบน้เี ปน การปกครองแบบกระจายอาํ นาจทอ งถิ่น โดยคนทีม่ ีอํานาจมากที่สดุ คอื ขุนนางแตละเขตปกครองมีอาํ นาจ
มาก สว นกษัตริยหรอื ประมุขของดินแดนตางๆ ไมมอี ํานาจท่ีแทจริง
อารยธรรมตะวนั ตกสมัยกลาง 16
4)ระบบฟวดลั ทําใหเกดิ ระบบเศรษฐกิจแบบแมเนอร
- มปี ราสาทเปน ศนู ยกลาง เปน ท่อี ยขู องขุนนาง
- รอบ ๆ ปราสาทเปน ไรนา ทุงหญาเลย้ี งสตั ว ตลาด วัด บอ นาํ้ และถนน
ลักษณะเศรษฐกิจในระบบแมเนอร
- ลักษณะเปนนาเปด (Open – field System) = ไมล อมรว้ั ไมใชเ ทคโนโลยี ไมใ ชป ุยบาํ รงุ ดนิ เลยี้ งสัตวป ลอ ยตามธรรมชาติ
- ใชร ะบบหมุนเวียนท่ีดิน = ทาํ นาแบบ 2 ทงุ / 3 ทุง (เวน 1ทุงไวพ กั ดิน)
- เนนการพง่ึ พาตนเอง
ผลกระทบของระบบฟว ดลั ตอ พัฒนาการของยุโรป
ระบบฟว ดลั กอ ใหเ กิดผลกระทบทีส่ าํ คัญตอ พฒั นาการของยุโรป ทัง้ ดา นการเมืองและสงั คม
- พฒั นาการทางการเมือง ระบบฟว ดัลสงเสรมิ พัฒนาการทางการเมืองของยโุ รปเพราะมบี ทบาทสาํ คัญในการวางรากฐานการ
ปกครองทองถ่นิ ของดนิ แดนตา งๆ ในยุโรป การสงเสรมิ ใหทอ งถิน่ ปกครองตนเอง ทําใหทอ งถน่ิ เขม แข็งและมีจติ สาํ นกึ รว มกนั ซ่ึง
เปนรากฐานสาํ คัญของการพัฒนารัฐชาตแิ ละอดุ มการณเ สรีนยิ ม
- พฒั นาการทางสังคม สงั คมยุโรปในระบบฟวดัลมปี ระชากร 2 กลุมใหญ คอื ผปู กครองหรอื เจา และกลมุ ผูอยูใตป กครองหรอื ขา
เมื่อเศรษฐกจิ ขยายตวั ในชวงปลายสมยั ฟวดลั ไดเ กิดกลมุ พอคาและสมาคมชา งฝม อื หรอื สมาคมอาชพี (Guild) ซง่ึ เปน ชนชนั้ กลางทม่ี ี
บทบาทสําคัญในการผลิตสนิ คาอุตสาหกรรมและการขยายการคา กลุมชนชัน้ กลางเหลา นี้มีฐานะดี และมีบทบาทสาํ คญั ทางการ
เมอื งและเศรษฐกิจของยโุ รปในเวลาตอมา
ศาสนาครสิ ต
1)คนในสมยั กลางใชค ริสตศ าสนาเปน เครือ่ งยึดเหนีย่ วจิตใจและฝากความหวังทีจ่ ะใชชวี ิตดีกวาในภายหนา หรอื บนสวรรคก ับพระเจา
จนบางคร้งั ยุคกลางถกู เรยี กวา “สมัยแหงศรัทธา” (The Age of Faith)
2)ครสิ ตศ าสนามอี ทิ ธิพลมากทีส่ ุด ในทกุ ๆ ดาน ไมว า เศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง หรอื ศิลปวทิ ยากร (Dark Age)
- คริสตจ กั รเขามากาํ หนดชีวติ คนในยุโรปสมัยนน้ั อยา งมาก
- ศาสนจกั รมีอิทธิพลเหนืออาณาจักร ใครทาํ ผิด สันตะปาปา ซ่งึ เปนประมุขของศาสนจักรมีอาํ นาจบัพพาชนยี กร
รม(Excommunication)คอื การตดั ออกจากศาสนจักร ดวยความผดิ ท่ีรายแรง
อารยธรรมตะวันตกสมัยกลาง 17
5. สงครามครูเสด (Crusades) ค.ศ.1096 -1291
1)เปน สงครามแยงชิงกรุงเยรซู าเล็ม ระหวา งศาสนาครสิ ต กับศาสนาอิสลาม
2)สงครามคร้งั นท้ี ําใหก ารคาขยายตัว เกดิ พอคา เมืองการคา ขนุ นางลดจํานวนและยากจนลง
- เมอื งการคาท่สี าํ คัญในยุคนี้ เชน เวนิส ฟลอเรนซ เจนวั ปซ า โบลัญญา
- มารโค โปโล (Marco Polo) พอคา ชาวอิตาเลยี นแหงเมอื งเวนิส ไดเ ดินทางไปคาขายที่จีน
3) เม่ือการคา เจริญขนึ้ พอ คาไมพ อใจระบบฟว ดลั เพราะขนุ นางออกกฎตามใจชอบและตอ งเสยี ภาษีซา้ํ ซอ น จึงรว มกันสนบั สนุน
ใหกษตั รยิ มอี าํ นาจขน้ึ ทําใหเ กิดและระบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย
4)สงครามคร้ังสดุ ทาย อสิ ลามชนะ
6.สงคราม 100 ป ระหวา งองั กฤษและฝรงั่ เศส (ค.ศ.1337-1453)
- สาเหตุ เกิดจากความขัดแยงทางเศรษฐกิจและการเมือง
- ผล พระมหากษตั รยิ มีอาํ นาจมากขนึ้ และ ลัทธิชาตินิยม
** รฐั สภาอังกฤษมีอาํ นาจมากขน้ึ เพราะกษัตริยต อ งการเงินจากรฐั สภาไปทาํ สงคราม
** ในฝรง่ั เศส เกดิ วีรสตรี Joan of Arc ซึ่งเปน ผูน าํ ทัพเอาชนะองั กฤษหลายคร้ัง แตสุดทา ยถูกลงโทษ เผาทัง้ เปน
7. กาฬโรค ทาํ ใหค นตายลงจํานวน 1 ใน 3
8. ยคุ กลางตอนปลาย
1)เหตุการณส าํ คญั ทเ่ี กดิ ข้ึน
- การคาเฟองฟู เกิด “พอคา” เปนจํานวนมาก
- ชาวยโุ รปเร่มิ เสอ่ื มศรัทธาตอศาสนาคริสต โดยเฉพาะเมอื่
- เตอรก เขายึดครองคอนสแตนติโนเปล ทาํ ใหค นยโุ รปท่ีเคยอพยพไปอยูคอนสแตนติโนเปล เดนิ ทางกลับยุโรป และนาํ ความรู
ตา งๆ กลบั มาดว ย
-จอหน กูเตนเบอรก ชาวเยอรมัน ประดิษฐ เคร่อื งพิมพ ทาํ ใหส ามารถพิมพหนังสือไดม าก คนยุโรปเริ่มอานหนงั สอื กนั มากขน้ึ
2)คนยุโรปเรม่ิ เปน ตัวของตัวเอง ไมถกู ศาสนาครสิ ตครอบงาํ ทาํ ใหคนยุโรปกลบั มาเปน พวกและตามกรีกและโรมนั อีกครั้ง เรา
เรียกยุคทย่ี โุ รปกลบั มาเจริญอีกครงั้ วา “ยุคฟนฟศู ิลปะวิทยาการ(Renaissance)”
อารยธรรมตะวันตกสมัยใหม 18
อารยธรรมสมัยใหม เปนอารยธรรมตะวนั ตก ตอ จากยคุ สมัยกลาง ไปจนถึงสนิ้ สดุ สงครามโลกครง้ั ที่ 2 ในป ค.ศ. 1945 ซ่ึง
ครอบคลมุ ชว งเวลาท่ชี าวตะวนั ตกออกเดินเรอื เพือ่ แสวงหาโลกใหม โลกตะวนั ตก และตะวันออก จงึ มาบรรจบกนั หากมองจาก
มมุ ดานความกาวหนาทางวิทยาการ สามารถมองยุคสมยั ใหมไดวา เปน การตืน่ ข้นึ จากการหลบั ใหลทางปญญาในยุคมดื ยคุ สมัย
ใหมม ีเหตกุ ารณสําคัญตา งๆ มากมายที่สง ผลกระทบมาถึงเหตุการณในโลกยคุ ปจจบุ ัน อาทิ การฟนฟูศลิ ปะวิทยาการ การปฏริ ปู
ศาสนาครสิ ต การเดินทางสํารวจโลก (ยุคแหงการสํารวจ) การปฏวิ ัติวงการวทิ ยาศาสตร การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม และ
สงครามโลก
การฟน ฟูศลิ ปะวิทยาการ (Renaissance)
หรอื ยคุ แหงการเกิดใหม มกี ารฟน ฟูอารยธรรมกรีก และโรมันโบราณขึ้นมาใหม ไมวาจะเปน วรรณคดี ศลิ ปะ ตลอดจนวฒั นธรรม
ดา นอนื่ ๆ ทเ่ี สื่อมสลายไปในชว งยุคกลาง โดยการประดษิ ฐเ ครอ่ื งพมิ พของ โยฮันน กูเท็นเบิรก (Johann Gutenberg) ชาว
เยอรมนี ถือเปนกญุ แจสําคัญที่สง ผลใหเกิดการขยายตวั ของความคดิ วทิ ยาการ และวรรณคดี ใหแพรห ลายออกไปเปน วงกวาง
การปฏิรูปศาสนาครสิ ต
เกิดขึ้นในชวงครสิ ตศ ตวรรษที่ 16 มกี ารแยกตวั ออกจากศาสนจกั รโรมันคาทอลกิ (Catholic Church) ทมี่ ีศูนยกลางท่นี ครวาตกิ ัน
(Vatican) ไปตั้งเปนนกิ ายใหม คอื โปรเตสแตนท (Protestantism) เปนผลมาจากการท่ี มารตนิ ลูเธอร (Martin Luther) โจมตี
ศาสนจักรโรมันคาทอลกิ ท่ชี กั ชวนผูคนใหซ ้อื บัตรไถบาป
การเดนิ ทางสํารวจโลกของชาวยุโรป
ทาํ ใหเกดิ “ยคุ แหง การสาํ รวจ” (Age of Discovery) ซง่ึ เร่ิมขึน้ ในชว งปลายคริสตศ ตวรรษท่ี 14 เปน สมยั ทมี่ ีการเดินเรือเพ่อื
สํารวจดนิ แดนใหมๆ โดยการลาอาณานคิ ม เพอ่ื กอบโกยทรัพยากรจากโลกใหม เพือ่ เปดเสนทางการคา ทางทะเลใหมๆ เพ่อื การ
เผยแพรศ าสนาคริสต รวมทง้ั เพอื่ การศกึ ษา นกั เดินเรอื ที่มชี อื่ เสียงโดง ดงั ไดแก ครสิ โตเฟอร โคลัมบสั (Christopher Columbus)
เฟอรด นิ านด แมกเจลแลน (Ferdinand Magellan)
อารยธรรมตะวันตกสมัยใหม 19
การปฏวิ ัติวงการวทิ ยาศาสตร
เกิดการเปล่ยี นแปลงในกระบวนการหาความรูเกยี่ วกับโลก เกดิ เปน วทิ ยาศาสตรสมัยใหมท ี่เนน การสงั เกต และการทดลอง ความ
รูต องผา นการพิสจู นใ หเปน ทีป่ ระจักษ มนี ักวทิ ยาศาสตรคนสําคัญเชน นโิ คลสั โคเปอรน คิ ัส (Nicolaus Copernicus) กาลิเลโอ กาลิ
เลอิ (Galileo Galilei) ไอแซค นวิ ตนั (Isaac Newton) ชารล ดาวิน (Charles Darwin) เกรเกอร เมนเดล (Gregor Mendel) หลยุ ส
ปาสเตอร (Louis Pasteur) อัลเบริ ต ไอนช ไตน (Albert Einstein)
การปฏวิ ัติอตุ สาหกรรม (Industrial Revolution)
เกดิ การเปล่ียนแปลงระบบการผลิต จากการใชแ รงงานคน และสตั ว มาเปนเคร่ืองจักร โดยเริ่มที่อังกฤษเปนท่แี รก แนน อนวาแร
โลหะท่ีสําคญั ในยคุ ปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรมคอื “เหลก็ ” และพลงั งานเชื้อเพลิงทส่ี ําคัญกค็ ือ “ถา นหิน”
สงครามโลก
เกิดขึ้นในชวงระหวา งป ค.ศ. 1914-1918 ชนวนของสงครามโลกครั้งท่ี 1 คอื การปลงพระชนม มกฎุ ราชกมุ ารแหงออสเตรยี -
ฮงั การี (Archduke Francis Ferdinand) มีศนู ยกลางอยทู ่ียุโรป สวนสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เกิดข้ึนในชวงระหวา งป ค.ศ. 1939-1945
เปน สงครามท่ขี ยายขอบเขตออกไปอยางกวางขวาง ทง้ั ทวีปยโุ รป เอเชยี และอเมริกา ชาติมหาอํานาจท้ังหมดของโลกในขณะน้นั มี
สว นเกี่ยวพันกบั มหาสงครามครงั้ นี้
ประวตั ิศาสตรรว มสมยั
หรือสมัยปจจบุ นั คือชว งเวลาตัง้ แต ค.ศ. 1945 จนถงึ ปจ จุบัน หรอื เร่มิ ตนจากหลงั สงครามโลกครงั้ ที่ 2 สิน้ สุดลงเปนตนมา
เหตุการณส ําคญั ๆ ในสมยั ปจจบุ ันคอื สงครามเยน็ (Cold War) โดยที่โลกแบง ออกเปน 2 คาย ไดแ ก คา ยเสรนี ิยมประชาธิปไตย
ซง่ึ มสี หรฐั อเมรกิ าเปน ผูนํา และคา ยคอมมวิ นสิ ต ซ่ึงมสี หภาพโซเวยี ต และจีน เปน ผนู ํา สงครามเย็นเปนการแขงขนั ของ
มหาอาํ นาจ 2 ขั้ว พรอมดว ยบริวารของทัง้ 2 ฝา ย เนอ่ื งจากมคี วามขดั แยง ในเรอื่ งของอดุ มการณทางการเมือง
อารยธรรมตะวนั ตกสมัยปจจุบนั 20
ประวัติศาสตรสมยั ปจจบุ นั (ค.ศ.1945 - ปจ จบุ นั ) หรือประวัติศาสตรร วมสมัยเริ่มตัง้ แตสิ้นสดุ สงครามโลกครั้งท่ี 2
จนกระทงั่ ถึงปจ จุบัน ในประวัติศาสตรส มยั ปจ จุบนั อาจแบงออกเปนสมยั ยอยไดด งั นี้
1. สมัยสงครามเย็น (ค.ศ.1945 - 1991) เปน การแขง ขนั ทางการเมอื งของคายประชาธิปไตย ทม่ี สี หรฐั อเมรกิ าเปนผูนาํ กบั คา ย
คอมมิวนสิ ตท ี่มีสหภาพโซเวยี ตเปนผนู าํ เปนสงครามจิตวทิ ยา ผูน าํ สองคายไมไ ดสรู บกนั โดยตรง ตางฝายตา งแสวงหาพันธมติ ร
ทําการโฆษณาชวนเชอ่ื อาจมสี งครามตวั แทนเกดิ ขึ้นบา ง
สงครามเยน็ แบงได 3 ระยะ
1.ยุคตึงเครยี ด ตา งฝายตางแรง ตอบโตก ัน แยง ชิงความเปนใหญ เปนโลก 2 ข้วั มหาอาํ นาจ ·วกิ ฤตการณเ รมิ่ ตน คอื โซเวียตปด
ลอมเบอรลนิ เนอื่ งจากไมพ อใจท่อี เมรกิ า ฝรง่ั เศสและอังกฤษ ปฏิรูปเงนิ ตราในพนื้ ทข่ี องตน
สหรฐั อเมริกา
-ประธานาธิบดีแฮรี่ ทรแู มน ออกวาทะทรแู มน คอื ใหความชวยเหลอื ประเทศที่โดนคอมมวิ นสิ ตร ุกราน
-ตั้งองคก รตอ ตา นคอมมิวนสิ ตท่วั โลก เชน SEATO ANZUS OAS CENTO
-ใชประเทศตางๆเปนฐานตอ ตานคอมมิวนิสตต ามทฤษฏโี ดมิโน ที่วา ถา ประเทศใดท่ีเปนคอมมิวนิสตแ ลว ประเทศขา งๆจะเปน
ดว ย (เหมือนโดมโิ นลม)
-ตั้งกองกําลงั ทหาร (NATO)
-แผนการมารแชล ใหความชวยเหลอื ทางเศรษฐกิจกบั ประเทศยโุ รปตะวนั ตก
สหภาพโซเวยี ต
-ต้ังองคก ร COMINTERN แนวรวมคอมมวิ นิสตส ากล
-แสวงหาบรวิ าร โดยเฉพาะประเทศยโุ รปตะวนั ออก
-ตั้งกองกําลัง WARSAW PACT
-ต้งั COMECON เปนองคกรดานเศรษฐกจิ
-ตั้ง COMINFORM เปน องคก ารดา นขา วสารขอมูลของโลกคอมมิวนสิ ต
วกิ ฤตการณค วิ บา ค.ศ.1962 เปนเหตุการณท ่อี เมริกา (สมัยจอหน เอฟเคเนด้ี) ตอบโตโ ซเวยี ตดว ยการปด ลอ มคิวบาเพราะโซเวียต
ไปสรางฐานขีปนาวธุ ท่ีนน่ั เรือ่ งตึงเครยี ดมากแตสดุ ทายกจ็ บดวยดี
อารยธรรมตะวันตกสมัยปจจุบัน 21
เกิดสงครามตัวแทนคือสงครามเกาหลแี ละสงครามเวียดนาม
2.ยุคผอ นคลายความตงึ เครียด
-ผนู ําของสองคายเร่มิ หันหนา เจรจากัน มนี โยบายประนีประนอมมากขน้ึ อกี อยางคือ ตอนนน้ั โซเวียตกับจีน ไมร ักกนั แลว อเมรกิ า
เลยหนั ไปคนื ดกี ับจนี จีนกลายเปร มหาอาํ นาจข้ัวท่ี 3
-อเมรกิ าในสมัยรชิ ารด นิกสนั เปน ยคุ แหง การเจรจา ออก หลักการนกิ สัน วา "อเมริกาจะใหค วามชว ยเหลอื ประเทศทีโ่ ดน
นิวเคลียรร ุกรานเทาน้นั และเรม่ิ ถอนทหารออกจากสงครามเวยี ดนาม"
-ริชารด นิกสัน เดินทางไปเยือนจนี แผนดินใหญใ นป 1972 บอกวาอเมริกากบั จีน เราจะรักกันนะ ออกแถลงการเซ่ียงไฮ วา
"อเมรกิ ายอมรบั จีนคอมมิวนสิ ตเพียงอยา งเดยี ว ยกเลกิ รบั รองไตห วัน"
-โซเวยี ต ในสมยั นกิ ิตา ครุสซอฟ มีนโยบายอยรู ว มกันอยา งสันติ
-มีการจัดต้ังกลุมประเทศโลกที่ 3 หรอื กลุม ไมฝกใฝฝายใด
-มีการเจรจาลดกําลงั อาวุธ SALT 1 และ 2 แตไ มส ําเร็จ
3.ยุคสดุ ทา ย ตึงเครียดแลว จบไปเลย -อเมรกิ า ในสมัย โรนัลด เรแกน ออกนโยบาย STAR WAR สงครามเย็นตงึ เครยี ดอีกครั้ง
-โซเวยี ต สมัยมิคารอิล กอรบ าชอฟ ตองการปรบั -เปดประเทศ โดยออกนโยบายกลาสนอต (เปด กวา งทางการเมือง) และเปรสต
รอยกา (ปฏริ ปู เศรษฐกิจ)
-มีการทาํ ลายกาํ แพงเบอรลนิ ในเยอรมนี ป1 989 ซึ่งเปน สญั ลกั ษณข องสงครามเยน็ เปนสญั ญาณวาสงครามเย็นใกลจะจบแลว
-ในท่สี ดุ สงครามเยน็ ก็ส้นิ สุดลงเม่อื โซเวียตลม สลาย ในป 1991 กลายเปน 14 ประเทศ รวมจดั ต้ังเครอื รฐั เอกราช (CIS)
2 สมัยโลกาภวิ ัตน (Age of Globalization) ในชวงทศวรรษ 1990 โลกดเู หมือนจะแคบลงเพราะความเจรญิ ทางดา นการส่ือสาร
คมนาคม เทคโนโลยสี ารสนเทศทาํ ใหการสื่อสารทั้งภาพและเสยี งติดตอ ถงึ กนั ไดอ ยา งรวดเรว็ โดยผานดาวเทียม อินเทอรเ นต็
โทรศพั ทเ คลอ่ื นท่ี กลอ งระบบดจิ ทิ ัล เหตุการณท ่ีเกิดข้นึ ในทกุ สวนของโลกสามารถรับรูกนั ไดอ ยา งรวดเรว็ ภายในเวลาไมกน่ี าที
และเหตกุ ารณนนั้ อาจสงผลกระทบตอ โลกในสวนอ่นื ดว ย
22
บรรณานกุ รม
บา นจอมยทุ ธ. อารยธรรมอียิปต. [ระบบออนไลน] . แหลง ทม่ี า https://www.baanjomyut.com/
library_2/origin_of_civilization/02.html. (30 มิถุนายน 2564)
xarythrrm-krik. อารยธรรมกรีก. [ระบบออนไลน]. แหลงท่มี า https://sites.google.com/site/history
inter123/xarythrrm-tawan-tk-smay-boran/xarythrrm-krik. (30 มิถนุ ายน 2564)
phensiri. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย. [ระบบออนไลน] . แหลง ทม่ี า https://sites.google.com/site/
phensirikm/neuxha-bth-reiyn/xandab-thi-3. (2 กรกฎาคม 2564)
xarythrrm-krik. อารยธรรมโรมัน. [ระบบออนไลน]. แหลง ทม่ี า https://sites.google.com/site/history
inter123/xarythrrm-tawan-tk-smay-boran/xarythrrm-krik. (6 กรกฎาคม 2564)
นํา้ ฝน ดวงทา และบุษรา ชนิ พงศพนั ธ. สมัยปจจบุ นั . [ระบบออนไลน] . แหลงทีม่ า https://historybn.
wixsite.com/history/single-post/2016/02/11/สม-ยป-จจ-บ-น. (5 สิงหาคม 2564)
รายชือสมาชิก
1.นายนนทกานต รตั โนภาพ เลขท่ี 7
2.นาย นฤดล ไชยวงษ เลขท่ี 17
3.นาย เดชาวตั จันทรนคร เลขที่ 20
4.นางสาวภัทรพร อินทรแกว เลขที่ 25
5.นางสาววรกมล หนูขาว เลขที่ 26
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6/5