The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๒๐๐ ปีกฎหมายตราสามดวง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by autzlawz, 2021-11-15 23:44:21

๒๐๐ ปีกฎหมายตราสามดวง

๒๐๐ ปีกฎหมายตราสามดวง

๒๐๐ ป กฎหมายตราสามดวง

ศนู ยข อ มลู กฎหมายกลาง สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คํานํา

ดวยกฎหมายตราสามดวงตราขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา
จุฬาโลกมหาราช เม่ือปพุทธศักราช ๒๓๔๗ เพื่อชําระกฎหมายที่กระจัดกระจายอยูในขณะนั้นให
เปน ระบบ และชาํ ระกฎหมายบางฉบบั ทมี่ ีเนื้อหาไมสอดคลองกับหลักเหตุผลและความเปนธรรม
ใหถูกตองเปนธรรม กฎหมายตราสามดวง จึงถือเปนวิวัฒนาการทางกฎหมายท่ีสําคัญชวงหนึ่งใน
ประวตั ิศาสตรกฎหมายของไทย เปนรอยตอระหวางกฎหมายสมัยเกากับกฎหมายปจจุบัน และใน
ปนี้ (พุทธศักราช ๒๕๔๗) ครบรอบ ๒๐๐ ป ของการตรากฎหมายตราสามดวง ศูนยขอมูล
กฎหมายกลาง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงจัดทําเอกสารเผยแพรเกี่ยวกับกฎหมายตรา
สามดวงเนื่องในโอกาสดังกลาว เพื่อเผยแพรความเปนมา และสาระสําคัญของกฎหมายตราสาม
ดวง ตลอดจนความสาํ คญั ที่มีตอกฎหมายปจจุบัน ใหนักกฎหมายและประชาชนไดทราบ และหวัง
วาเอกสารฉบับนีจ้ ะเปนประโยชนแ กผูสนใจประวตั ศิ าสตรกฎหมายไทยตามสมควร

คณะผูจัดทําขอขอบคุณสวนภาษาโบราณ หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑศาลไทย และพิพิธภัณฑอัยการไทย ที่อนุญาตใหถายภาพและใหขอมูลทาง
ประวตั ศิ าสตรท ีส่ ําคัญประกอบการจัดทาํ เอกสารฉบับน้ี

คณะผจู ดั ทํา

สารบัญ

หนา

๑. ความเปน มาของกฎหมายตราสามดวง ๑

๒. การคัดลอกกฎหมายตราสามดวง ๔

๓. เน้อื หาของกฎหมายตราสามดวง ๖

๔. อิทธพิ ลของกฎหมายตราสามดวงทมี่ ีตอ กฎหมายปจ จบุ นั ๑๐
๓.๑ หลักอนิ ทภาษ ๑๐
๓.๒ พระไอยการลักษณรับฟอ ง ๑๓
๓.๒.๑ การรบั ฟอ ง ๑๓
๓.๒.๒ ฟองซอน ๑๔
๓.๒.๓ คดอี ทุ ลุม ๑๕
๓.๓ พระไอยการลกั ษณผัวเมยี ๑๖
๓.๓.๑ เงื่อนไขการสมรส ๑๖
๓.๓.๒ ทรัพยสนิ ระหวา งสามภี รรยา ๑๘
๓.๓.๓ การสน้ิ สดุ การสมรส ๒๐
๓.๔ พระไอยการลักษณมรดก ๒๔
๓.๔.๑ การตกทอดแหง มรดก ๒๔
๓.๔.๒ มรดกของพระภิกษุ ๒๗
๓.๔.๓ การเสยี สทิ ธิในการรบั มรดก ๒๗
๓.๔.๔ มรดกทีไ่ มม ผี รู ับ ๒๘
๓.๕ พระไอยการลกั ษณวิวาทดา ตีกนั ๒๙
๓.๕.๑ หลกั การยกเวนโทษแกเด็กอายุ ๗ ขวบและคนชราอายุ ๗๐ ป ๒๙
๓.๕.๒ หลกั การยกเวน โทษสําหรับบุคคลวกิ ลจริต ๓๐
๓.๕.๓ การหมนิ่ ประมาท ๓๐
๓.๖ พระไอยการลกั ขณโจร ๓๒
๓.๖.๑ ความผิดตอศาสนา ๓๒
๓.๖.๒ การลกั ทรพั ยระหวา งคสู มรสและญาติ ๓๓

๔. การปฏิรูปกฎหมายไทยภายหลงั กฎหมายตราสามดวง ๓๕

๔.๑ การปฏริ ูปกฎหมายสมยั รชั กาลท่ี ๔ ๓๕

๔.๒ การปฏริ ูปกฎหมายสมยั รัชกาลท่ี ๕ ๓๕

๔.๓ การปฏิรูปกฎหมายตั้งแตสมัยรชั กาลท่ี ๖ เปน ตน มา ๓๖

๔.๔ ความแตกตา งระหวา งการจดั ทาํ กฎหมายตราสามดวงและกฎหมายสมยั ใหม ๓๗

บรรณานกุ รม ๓๙



๒๐๐ ป กฎหมายตราสามดวง

กฎหมายตราสามดวง

ตราข้ึนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระ

พุ ท ธ ย อ ด ฟ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช ป

พุทธศักราช ๒๓๔๗ เพื่อชําระกฎหมายที่

ใชอยูในขณะน้ันใหถูกตองเปนธรรมโดย

ยดึ พระธรรมศาสตรเปนหลักสําคัญในการ

ปรับปรุงและชําระกฎหมาย และกฎหมาย

ต ร า ส า ม ด ว ง ถื อ เ ป น วิ วั ฒ น า ก า ร ท า ง

ก ฎ ห ม า ย ที่ สํ า คั ญ ช ว ง ห น่ึ ง ใ น

ประวัติศาสตรกฎหมายของไทย และใน

ปนี้ (พุทธศักราช ๒๕๔๗) ครบรอบ

๒๐๐ ป แหงการตรากฎหมายตราสามดวง กฎหมายตราสามดวงฉบบั หลวง



จงึ ขอกลาวถึงความเปนมา และสาระสาํ คัญของกฎหมายตราสามดวง ดงั ตอไปน้ี

ความเปนมาของกฎหมายตราสามดวง

กฎหมายตราสามดวงเกิดข้ึนจากพระราชประสงคของพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ท่ีจะชําระกฎหมายที่มีอยูในขณะนั้นใหสอดคลองเหมาะสมกับหลัก
เหตุผลและความเปนธรรม เนอ่ื งจาก กฎหมายเกาคร้งั กรงุ ศรีอยุธยาไดสูญไปมาก ในบทกฎหมาย
เกาหรือสิบสวน จะคงเหลืออยูก็แตเพียงสวนเดียวเทาน้ัน ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟาจุฬาโลกมหาราชไดทรงทําการวินิจฉัยเร่ืองตาง ๆ โดยอาศัยมูลอํานาจอธิปไตยของ
พระองคเองบาง อาศัยหลักฐานที่ไดจากการสืบสวนฟงคําบอกเลาของผูเฒาผูแกบาง จนกระทั่ง
เกิดคดีหน่ึงซ่ึงมีการทูลเกลาฯ ถวายฎีกา คดีท่ีวาเปนคดีฟองหยาในป พ.ศ. ๒๓๔๗ โดยเปนคดี
ที่อาํ แดงปอม ฟอ งหยา นายบุญศรีชางเหลก็ หลวง ท้ัง ๆ ท่ีตนไดทําชูกับนายราชาอรรถและศาลได
พิพากษาใหหยาไดตามที่อําแดงปอมฟอง โดยอาศัยการพิจารณาคดีตามบทกฎหมายที่มีความวา
“ชายหาผดิ มิได หญิงขอหยา ทานวาเปนหญิงหยาชาย หยาได” เมื่อผลของคดีเปนเชนน้ี นายบุญ
ศรีจึงไดนําเร่ืองข้ึนทูลเกลาถวายฎีกาตอพระเจาแผนดิน พระองคทรงเห็นดวยกับฎีกาวาคํา
พิพากษาของศาลน้ันขัดตอหลักความยุติธรรม ทรงสงสัยวาการพิจารณาพิพากษาจะถูกตองตรง



ช่ือของบุคคลท่กี ลา วอา งถึงในบทความฉบบั น้ีคัดลอกมาจากเอกสารทางประวตั ิศาสตร
กฎหมายตางฉบับกันจงึ อาจเขียนแตกตางกัน และถอยคําในกฎหมายตราสามดวงฉบบั นีค้ ัดลอกจากจาก
“ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑ จลุ ศักราช ๑๑๖๖ พิมพตามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง” จดั พิมพโดย
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรและการเมือง, พ.ศ. ๒๕๒๙.ซ่ึงในตน ฉบับเขยี นตัวสะกดของคําเดียวกนั ในแตล ะท่ี
อาจแตกตา งกัน



ตามตัวบทกฎหมายหรือไม จึงมีพระบรมราชโองการใหเทียบกฎหมายท้ัง ๓ ฉบับ คือฉบับท่ีศาล
ใชกับฉบับที่หอหลวงและที่หองเคร่ืองแตปรากฏขอความท่ีตรงกัน เมื่อเปนดังน้ี จึงทรงมี
พระราชดํารวิ ากฎหมายนั้นไมเหมาะสม อาจมคี วามคลาดเคล่ือนจากการคดั ลอกสมควรทจ่ี ะจัดให
มีการชําระสะสางกฎหมายใหม เหมือนการสังคายนาพระไตรปฎก ดังพระราชปรารภที่วา “ให
กรรมการชําระพระราชกําหนดบทพระอายการอันมีอยูในหอหลวง ต้ังแตพระธรรมศาสตรไปให
ถูกถวนตามบาฬีและเนื้อความมิใหผิดเพี้ยนซํ้ากันได จัดเปนหมวดเปนเหลาเขาไว แลวทรง
อุสาหทรงชาํ ระดังแปลงซ่งึ บทอันวิประหลาดนัน้ ใหชอบโดยยตุ ธิ รรมไว”๑

ในการชําระกฎหมายคร้ังนั้นพระองคทรงโปรดเกลาฯ ใหต้ังกรรมการขึ้น เพื่อ
ชําระและพิจารณาสอบทานตัวบทท่ใี ชอยู กบั คัมภีรพระธรรมศาสตรใหสอดคลอ งตรงความกนั

กรรมการชาํ ระกฎหมาย มจี าํ นวน ๑๑ คน คือ
อาลกั ษณ

(๑) ขุนสนุ ทรโวหาร ผูวา ท่พี ระอาลักษณ
(๒) ขุนสาระประเสรฐิ
(๓) ขุนวเิ ชียรอกั ษร
(๔) ขนุ วิจิตรอกั ษร
ลูกขุน
(๑) ขุนหลวงพระไกรสี
(๒) พระราชพินิจใจราชบหลดั
(๓) หลวงอถั ยา
ราชบัณฑิต
(๑) พระมหาวชิ าธรรม
(๒) ขุนศรีวรโวหาร
(๓) นายพมิ
(๔) นายดอ นบาเรียน
โดยใหกรรมการดงั กลา วทาํ หนาที่ ๒ ประการ คือ
ประการท่ี ๑ จัดทําใหมีทางสําหรับคนหาตัวบทกฎหมายไดงาย เพื่อความ
สะดวกแกศ าลในอันทจ่ี ะคนควา นําเอามาพเิ คราะหประกอบการพจิ ารณาอรรถคดี
ประการท่ี ๒ สะสางเก่ียวกบั เนือ้ ความในตัวบทกฎหมายนั้น เพ่ือตัดทอนสวนที่มี
ความขัดแยงอันทําใหเกิดความฉงนสนเทหแกศาลในอันท่ีจะนําเอาบทกฎหมายมาปรับกับคดีให
ถูกตอง
เม่อื กรรมการตรวจชําระเสร็จแลวอาลักษณไดเขียนดวยหมึกบนสมุดขอย รวม ๖
ชุด ชุดละ ๔๑ เลม ๓ ชุดแรกเปนตนฉบับแท เรียกวาฉบับหลวงเขียนเสร็จเม่ือ พ.ศ. ๒๓๔๘ บน
ปกแตละเลม ประทบั ตราพระราชสีห ตราพระคชสีห และตราบวั แกว อีก ๓ ชุดเขียนเชนเดียวกัน

๑ แสวง บญุ เฉลมิ วิภาส, ประวตั ศิ าสตรก ฎหมายไทย (The Thai Legal History),
(กรงุ เทพฯ:วิญูชน, ๒๕๔๓), น. ๑๑๗-๑๒๐.



แตมิไดประทับตรา เรียกวาฉบับรองทรงเขียนเม่ือ พ.ศ. ๒๓๕๐ ฉบับรองทรงน้ีใชสําหรับอาน
เขียนคดั ลอก และเอาออกใชเวลาตดั สนิ คดี เพอ่ื ถนอมฉบับตวั จริงมิใหช อกชาํ้ บบุ สลายเรว็

เดิมกฎหมายตราสามดวงฉบับหลวงมี ๓ ชุด จํานวน ๑๒๓ เลม แตในปจจุบัน
เหลืออยูเพียง ๗๙ เลม เก็บไวท่ีกระทรวงยุติธรรม ๓๗ เลม หอสมุดแหงชาติ ๔๒ เลม สวนอีก
๔๔ เลม ไมทราบวาขาดหายไปดวยประการใด สวนที่ขาดหายไปน้ันคือพระไอยการพรหมศักด์ิ
และพระไอยการทาษ ซง่ึ ยงั คงปรากฏแตในฉบบั รองทรงเทาน้นั ๒

กฎหมายตราสามดวง จึงถือเปนชวงรอยตอประวัติศาสตรกฎหมายไทยระหวาง
กฎหมายยคุ เกาโดยนําเอากฎหมายลักษณะตางๆ กระจัดกระจายอยูตามที่ตางๆ มารวบรวมไวใน
ท่ีเดียวกัน และชําระเสียใหมใหสอดคลองกับความเปนธรรม และบริบทของสังคมขณะนั้น
กฎหมายตรา ๓ ดวง จงึ มลี กั ษณะใกลเคยี งกับงานประมวลกฎหมายในครงั้ แรกๆ ของยุโรป

๒ พระยานติ ิศาสตรไพศาลย, ประวัตศิ าสตรกฎหมายไทย, พิมพค รั้งที่ ๔, (กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๐๐), น.๕๗-๖๗.



การคัดลอกกฎหมายตราสามดวง

กฎหมายตราสามดวงไดมีผูนํามาคัดลอกเพื่อเผยแพรหลายครั้ง การคัดลอกแต
ละครั้งมีท้ังการนํากฎหมายสมัยที่มีการคัดลอกเพ่ิมเติมเขาไป หรือตัดบทกฎหมายท่ีถูกยกเลิกใน
สมัยท่ีมีการคัดลอกออก ทั้งยังมีการแกไขอักขรวิธีตามยุคสมัยเพ่ือวัตถุประสงคการใชงานที่
แตกตา งกัน ดงั ตอ ไปน๓ี้

(๑) เมื่อจุลศักราช ๑๒๑๑ พุทธศักราช
๒๓๙๒ พระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตกุล) คัดลอกมา
ตีพิมพข้ึนเปนขนาด ๒ เลมจบเรียกวา ๑ ชุด แตเม่ือนําเลม
หน่ึงออกจําหนาย ปรากฏวาเปนการกระทําโดยไมไดรับ
พระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว
จึงทรงโปรดเกลาฯ ใหริบและเผาเสีย แตยังหลงเหลือถึง
ปจ จบุ ันเลม หนึ่งเกบ็ รักษาทีห่ อสมดุ แหงชาติ

พระยากสาปนกิจโกศล (โหมด)

(๒) เม่ือจุลศักราช ๑๒๒๔-๑๒๒๕ พุทธศักราช ๒๔๐๕-
๒๔๐๖ รชั สมยั รชั กาลท่ี ๓ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ช่ือ
บรัดเลยรวมกับสหายชื่อโรบินสันเปนผูที่มีเครื่องพิมพของ
ตนเอง โดยนําเขามาจากตางประเทศ นํากฎหมาย ๒ เลม
ของพระยากสาปนกิจโกศล มาจัดพิมพขึ้นโดยนําเอา
กฎหมายโจรหาเสนซ่ึงประกาศใชในรัชกาลท่ี ๓ รวมพิมพ
ไวดวย โดยเรียกกฎหมายท่ีพิมพ ฉบับน้ีวา “กฎหมาย
หมอบรดั เลย”

หมอบรัดเลย

(๓) ตอมาหลวงดํารงธรรมสาร จัดพิมพกฎหมายเกาๆ และกฎหมายท่ี
ประกาศใชใ หมในสมัยนน้ั รวมกัน ๒ เลม จบ ชอื่ วา “กฎหมายเกา ใหม” เพ่ือใชในราชการ โดยการ
พิมพใชอักขรวิธีแบบใหมเ พอื่ ใหส ะดวกแกคนสมยั นั้น

(๔) เม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๔ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เสด็จในกรมหลวงราชบุรีทรง
จัดพิมพก ฎหมาย ๒ เลม ขึน้ เรยี กวา “กฎหมายราชบุรี” ทรงพิมพเพิ่มกฎหมายลิลิตและกรมศักดิ์
ลงไวดวย และทรงทําคําอธิบายไวใหผูอานรูวากฎหมายใดยังคงใชอยูหรือไดยกเลิกไปโดยปริยาย
เพราะมีกฎหมายใหมบ ญั ญัติแทนซง่ึ ทบั ซอ นหรอื ขัดแยงกันแลว

๓ หลวงสุทธิวาทนฤพุฒ,ิ คาํ บรรยายประวตั ศิ าสตรกฎหมาย, พิมพครัง้ ที่ ๗, (กรุงเทพฯ:
โรงพิมพมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๑๗), น.๙๕-๙๗.



(๕) เม่ือ พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๒ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและการเมือง
มอบหมายให ม.เอร แลงกาต เปนผูชําระและจัดพิมพกฎหมายตราสามดวงข้ึนเปน ๓ เลม
เพื่อใหเปนสมุดตําราศึกษาประวัติศาสตรกฎหมาย โดยคัดทั้งหมดตามรูปเดิมใหนักศึกษาไดเห็น
วาอกั ขรวธิ ีตวั สะกดการันต ในสมยั โบราณเปนอยา งไร และบทกฎหมายท่ีเลกิ ใชแลว ก็คัดไวท้ังส้ิน
เรยี กวา “กฎหมายตรา ๓ ดวง ฉบบั คัดลอกโดยมหาวทิ ยาลัย”

การคัดลอกและพิมพข้ึนดังกลาวแสดงถึงประวัติศาสตรกฎหมายและวิวัฒนาการ
ของกฎหมายในแตล ะชว งยุคสมยั ซงึ่ ในปจ จบุ นั การศกึ ษากฎหมายตราสามดวงยึดถอื ฉบับคัดลอก
โดยมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรแ ละการเมืองเปน หลัก



เนื้อหาของกฎหมายตราสามดวง

กฎหมายตราสามดวง มีลักษณะเปนการรวบรวมกฎหมายเดิมๆ ขึ้นเปนเร่ืองๆ
ตามรูปเดิมแตละเรื่องมีขอความไมติดตอกัน เรื่องหน่ึงๆ ถือเปนกฎหมายฉบับหน่ึง ในคําปรารภ
ของแตละเรื่องกลาวถึงเหตุแหงการออกกฎหมายเรื่องนั้น และคําสั่งของพระเจาแผนดินที่ใหตรา
กฎหมายนั้นข้ึนดวย ท้ังน้ี ตามที่ปรากฏในฉบับพิมพของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตรและ
การเมือง มี ๒๘ เรือ่ ง ดงั ตอ ไปน้ี

(๑) พระธรรมสาตร เปนคําภีรกลาวถึง พระราชพงษาวดารสมเด็จพระเจามหา
สมมุติราช และอุบัติเหตุแหงคัมภีรพระธรรมศาสตร ตลอดถึงประวัติของทานมโนสารอํามาตย
เหตแุ หง ตุลาการ ๒๕ ประการ มลู คดีผพู พิ ากษาและตระลาการ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาท ๒๙
ประการ

(๒) หลักอินทภาษ เปนคําภีรวางหลักวาบุคคลผูใดจะเปนผูพิพากษาตัดสินคดี
การแหงมนุษยท้ังหลาย พึงกระทําโดยปราศจากอคติท้ัง ๔ คือ ฉันทาคติ โทษาคติ ภยาคติ
โมหาคติ ทัง้ ๔ ประการนเ้ี ปนทจุ ริตธรรม

(๓) กฎมณเฑียรบาล ถือเปนกฎหมายสวนพระองคของพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยหู วั และขาราชสาํ นักแหง พระองคด ว ย

(๔) พระธรรมนูน วาดวยเร่ืองเก่ียวกับศาลและอํานาจศาล วาคดีใดควร
พิจารณาในศาลใดตลอดจนวธิ พี จิ ารณาความตา งๆ กบั เร่ืองดวงตราของกระทรวง ทบวง กรม

(๕) พระไอยการพรมศักดิ วาดวยเบ้ียปรับตามศักดินา เบ้ียปรับตามพิกัดคา
ของคน เบยี้ ปรบั เปนศักดม์ิ อื ศักดไิ์ ม และศกั ด์เิ หล็ก

(๖) พระไอยการตําแหนงนาพลเรือน วาดวยการกําหนดศักดินาฝายพลเรือน
มสี ูงตัง้ แตเ จานาย ขาราชการ ตลอดลงมาถึงไพรร าบ ไพรเลวและยาจก วรรณิพก ทาส เปนท่ีสุดมี
ศกั ดนิ า ๕ ไร

(๗) พระไอยการตําแหนงนาทหารหัวเมือง วาดวยเร่ืองศักดินาอีกบทหนึ่ง ซึ่ง
กาํ หนดศักดนิ าทหารท่วั ไปรวมทง้ั ในนครหลวงดว ย

(๘) พระไอยการบานผแนก วา ดวยการกาํ หนดวา ลูกท่ีไดจากการสมรสของชาย
ทหาร หรือหญิงทหาร จะอยใู นความดแู ลของใคร

(๙) พระไอยการลักษณรับฟอง วาดวยการรับฟอง การตัดฟอง และการตัด
สาํ นวน อายุความการฟองคดโี ดยกําหนดวา คดีวิวาทดาตีกันไมวาดวยเหตุใดๆ ใหฟองรองภายใน
๑๕ วัน หากพนกําหนดเวลาดังกลาวมิใหรับฟอง คดีลักทรัพยสิ่งของหรือคดีโทษเบาซ่ึงยอม
ความกันได เชน เชา, ฝาก, ยืม ทรัพยสินของแกกัน ทานใหฟองรองภายใน ๓ เดือน หากพน
กําหนดเวลาดังกลาวมิใหรับฟอง นอกจากนี้ยังกําหนดเรื่องคดีอุทลุม หามมิใหฟองรองบิดา
มารดา ปู ยา ตา ยาย ผใู ดฝา ฝน มีโทษอาญา เปน ตน

(๑๐) พระไอยการลักษณภญาน วาดวยเร่ืองการรับฟงพยานโดยกําหนด
ประเภทพยานในลักษณะตา งๆ เชนกําหนดตามศักด์ิในสังคมมี ๕ ประการ กําหนดจากคุณสมบัติ



ของบคุ คลผูควรถามเอาเปนพยานไดมี ๖ ประเภท และบคุ คลท่ตี องหา มมใิ หรบั ฟงเปนพยาน ๓๓
จําพวก

(๑๑) พีสูทดําน้ําพีสูทลุยเพลิง เปนกฎหมายวิธีพิจารณาความประเภทหนึ่ง ใช
เพื่อพิสูจนความจริงในคดีแพงโดยมีวิธีการพิสูจน ดังนี้ สาบาน ลุยเพลิงดวยกัน วายข้ึนน้ําขาม
ฟากแขงกนั ตามเทียนคนละ ๑ เลม เทา กนั ลวงตะกว่ั ดําน้ํา

(๑๒) พระไอยการลักษณตระลาการ กลาวถึงลักษณะผูจะเปนตระลาการโดยมี
บทบัญญัติบังคับถึงวิธีพิจารณาความ และ
กฎหมายสารบญั ญตั ดิ ว ย
(๑๓) พระไอยการ
ลักษณอุธร วาดวยการกําหนดลักษณะ
อุธรไว ๕ ประการ ไดแก ๑. ลักษณองค
อุธรมี ๙ ประการ ไดแก การอุทธรณวาไม
มีกฎหมายที่โจทกจะบังคับจําเลย หรือ
จําเลยยังมิไดแกฟองแตถูกตัดสินลงโทษ
เปนตน ๒. ลักษณสุธะอุธรมี ๑๒
ประการ ไดแก หาวาคัดเทียบสํานวนโดย

พระไอยการลกั ษณตระลาการ

มิให โจทกห รือจําเลยรู และตัดขอความเสีย หรือหาวามิไดเขียนเอาคําคูความหรือเขียนไวแลวลบ
เสยี เปนตน ๓. ลักษณอุตรอิ ธุ รมี ๒๑ ประการ ไดแก หาวาเกาะคูความหนวงเหน่ียวไว เรียกเอา
ขา ริดชาแตข างหนง่ึ หรือหาวา มไิ ดเอาคํา้ ประกนั ไวใหลูกความหนี เปนตน ๔. ลักษณนานาอุธรมี
๒๐ ประการ ไดแก หาวารับฟองไวโดยมิไดบังคับหมายกอนบังคับ หรือหาวามิไดเอาคูความมา
ถามโดยทานบังคับบัญชา เปนตน ๕. ลักษณอาษาชะณะอุธรมี ๕ ประการ ไดแก หาวาพยาน
มิไดรูเห็นกลับอาสาเขามารับสมอางติดใจมิฟง หรือหาวาพยานรูเห็นแตกลับมิไดรับรูตามท่ีเห็น
เปน ตน

(๑๔) พระไอยการลักษณผัวเมีย วาดวยการสมรสตามกฎหมาย ทรัพยสิน
ระหวางสามีภริยา การหยา เปนตน โดยกฎหมายยอมรับรองภรรยาหลายคนโดยแบงชั้นภรรยา
ออกเปน ๓ ประการ ดังนี้ ๑. เมียกลางเมือง คือ หญิงอันบิดามารดา “กุมมือ” ใหเปนเมียชาย
๒. เมียกลางนอก คือ ชายขอหญิงมาเล้ียงเปนอนุภรรยาหลั่นเมียหลวงลงมา ๓. เมียกลางทาษี
คอื หญงิ มที ุกขยากและชายชว ยไถมา

(๑๕) พระไอยการทาษ จัดแบงทาสตามแนวคัมภีรพระธรรมศาสตร เปน ๗
ประเภท คือ ทาษสินไถ ลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ย ทาษไดแตบิดามารดา ทาษทานให ทาษอันได
ดวยชวยกังวลแหงคนอันตองทัณฑโทษ ทาษอันไดเลี้ยงมาเมื่อกาลทุภิกขะ ทาษอันไดดวยเปน
เชลย

(๑๖) พระไอยการลักภาลูกเมียผูคนทาน กําหนดโทษของโจรผูลักพาลูกเมีย
ผูคนทานไป รวมถึงผูแนะนําใหลูกเมียขาคนอ่ืนหลบหนี ผูใหเสบียงหรือใหความชวยเหลือใดๆ



ทาสผนู ัน้ หนีออกไปนอกเมือง และยังกําหนดความผิดของผูใหความอุปการะแกผูหลบหนีมาสูตน
ดว ย อกี ท้งั ผทู ี่อําพรางไวเ ม่อื มที าสหนีมาพึง่ ตนกต็ อ งโทษเชนกัน การท่ีกฎหมายกําหนดความผิด
เร่ืองลักพาลูกเมียผูคนทานไวอาจเปนเพราะวากฎหมายลักษณะทาษใหผัวขายเมียได พอแมขาย
ลูกได นายเงินขายทาษตอไปได แตเมียก็ดี ลูกก็ดี ทาษก็ดี ไมสามารถโตแยงผัว พอแม นายเงิน
ได

(๑๗) พระไอยการลกั ษณมรดก เปนกฎหมายที่บัญญัติวิธีการแบงมรดก ซึ่งจะ
แตกตางกันตามบรรดาศักด์ิ กลาวคือ ถาผูตายเปนผูมีบรรดาศักด์ิตั้งแต ๔๐๐ ไรข้ึนไป มรดก
ของชายนัน้ แบงออกเปน ๔ ภาค คอื ภาคหลวง๑, ภาคบดิ ามารดา๑, ภาคภรรยา๑, และภาคญาติ
๑ แตในกรณตี อไปนี้การแบง มรดกไมจ ําเปน ตอ งมีภาคหลวง แมจ ะมศี ักดินา ๔๐๐ ไรข้ึนไป คอื

(๑) เม่ือผูตายมีศักดินา ๔๐๐ ไรขึ้นไปนั้นเปนผูมีบําเหน็จหรือบํานาญอยางใด
อยางหนง่ึ ในราชการ

(๒) เมอื่ ผตู ายนัน้ เปนพราหมณ ถงึ แมจะมีบรรดาศักดิ์กต็ าม
ถาผูตายมีศักดินาต่ํากวา ๔๐๐ ไร มรดกของชายนั้นแบงออกเปน ๓ ภาค คือ
ภาคบิดามารดา ๑, ภาคภรรยา ๑, ภาคญาติ ๑ ไมตองมภี าคหลวง
นอกจากนี้ผูมีทรัพยสมบัติและมีความประสงควาเม่ือตนถึงแกความตายแลวจะ
ยกทรัพยสมบัติใหตกเปนสิทธิแกผูหน่ึงผูใด เจาของทรัพยน้ันก็ตองทําพินัยกรรม ความประสงค
นน้ั จึงสําเร็จผล มิฉะน้ันการแบงสมบตั ติ อ งเปน ไปตามกฎหมาย
(๑๘) พระไอยการลักษณกูหนี้ วาดวยลักษณะกูหน้ียืมสินเปนมูลวิวาท ๒๙
ประการ ลักษณะสัมพันธมิตร ญาติสนิท ลักษณะผัวเมียกูยืมดวยกันและผัวเมียกู ผัวเมียมิรูและ
ผัวเมียตายและยัง ลักษณะกูหน้ีถือสินกันและเอาชื่อผูอ่ืนในกรมทันหลายคน ลักษณะกูหนี้ทาน
ยงั ไมไ ดใชล กู หน้ตี าย เปนตน
(๑๙) พระอายการเบดเสรจ เปนการรวมกฎหมายท้ังสิ้น ๑๒ ลักษณะดวยกัน
คือ ๑. ลักษณะท่ีไรที่นา ๒. ท่ีบานท่ีสวน ๓. ท่ีกระหนาบคาบเกี่ยว ๔. ลักษณะตูทรัพยขาคน
ทานตลอดถึงจํานํารับจํานํา ๕. ลักษณะฝากทรัพยสิ่งของ ๖. ลักษณะเชาทรัพยยืมทรัพย ๗.
ลกั ษณะจางวาน ๘. ลกั ษณะซอื้ ขายแตมีเรื่องเรือเกวียนโดนกันพวงทายอยู ๒ มาตราอันเปนเรื่อง
ละเมิด ๙. ลักษณะใหทรัพย แตมีเรื่องละเมิดตอทายอยู ๓ มาตรา ๑๐. ลักษณะพนันขันตอ
๑๑. ลักษณะสาเหตุอันบังเกิดมูลคดีวิวาทรวมตลอดท้ังเร่ืองละเมิดอันไมมีสาเหตุแกกันมากอน
๑๒. ลักษณะคดีเก่ียวกับชะมบ จะกละ กระสือ กระหาง ตลอดจนเวทวิทยาคมและกฤษติคุณเปน
มลู คดวี ิวาท
(๒๐) พระไอยการลักษณวิวาทตีดากัน เปนกฎหมายท่กี ําหนดเรื่องการวิวาทดา
ตีกัน การทาํ รายซง่ึ กนั และกนั และการหม่ินประมาท เปน ตน
(๒๑) พระไอยการลักขณโจร จําแนกไดเปน ๒ จําพวกใหญ คือ จําพวกแรก
องคโจร หมายถึงผูที่กระทําผิดตองรับโทษเต็มตามกฎหมาย ไดแก ๑. กระทําความผิดเอง ๒.
ใชใหผูอื่นกระทํา ๓. ส่ังสอนใหลัก จําพวกท่ีสองสมโจร หมายถึงผูกระทําผิดอันมีลักษณะเปน
ผูสนบั สนนุ ใหความชวยเหลือผูอื่นกระทําความผิด ไดแก ๑. ใหท่ีอยูแกโจร ๒. เปนเพ่ือน มิตร



สหายกับโจร ๓. สมรูรวมคิดกับโจร ๔. ปองกันโจรไว ๕. กินอยูสัมเลกับโจร นอกจากนี้ไดวาง
วิธีการกําหนดโทษในระหวางตัวการกับผูสนับสนุนไวดวยวาโทษขององคโจรน้ันตามสถานโทษ
สวนโทษสมโจรนัน้ กึ่งโทษโจร สมดวยผสู มโจรนั้นก่ึงผสู มโจร เปนตน

(๒๒) พระไอยการอาญาหลวง เปนการกําหนดลักษณะความผิดสําคัญและ
สถานโทษ โดยกําหนดโทษที่จะลงแกผูก ระทําความผดิ ๑๐ สถาน ตง้ั แตโทษเบาท่ีสดุ คอื ภาคทัณฑ
จนถึงโทษหนกั ที่สุดคอื บั่นคอรบิ เรือนตอ งเปน เร่ืองทีก่ ระทาํ ผิดตอ รัฐหรือตอหลวง

(๒๓) พระไอยการกระบดศึก กําหนดโทษของผูคิดกบฏประทุษรายตอ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวจะปลงพระชนม โจรคุมพรรคพวกถือสรรพสาตราวุธเขาปลนตี
เมือง โจรปลนตีพระนครเผาพระราชนิเวศมนเทียรสถาน โจรปลนตีอารามเผาพระอุโบสถและ
สังฆาราม ประหัดประหารพระ ชาวบาน หรือผูฆาบิดา มารดา ญาติและครูอุปชฌาถือเปนพวก
ผูร า ยยง่ิ โจรใหลงโทษกรรมกร ๒๑ สถาน

(๒๔) กฎพระสงฆ กําหนดใหพระภิกษุสงฆ สามเณร ปฏิบัติตนอยูใตพระธรรม
วินัยของสงฆ และพฤติตนใหเหมาะสม เชน ใหพระสงฆผูแสดงธรรมเทศนาตามพระบาลี และ
อรรถกถาใหบ ริบูรณ หา มเทศนาเปน กาพยก ลอน และกลาวถอ ยคําตลกคะนองโดยประมาทใหผิด
จากพระวินยั หากพระสงฆผ ูใดมไิ ดประพฤตปิ ฏิบตั ติ ามกฎหมายน้ีตอ งไดรับโทษาณโุ ทษ เปนตน

(๒๕) กฎ ๓๖ ขอ เดิมประกาศเปนกฎหมายรับสั่งและกฎขนอนรวมดวยกัน
๔๒ ภายหลังชําระ ไดก ําหนดเรือ่ งการเขาเฝาของขาราชบริพาร การที่โจทก จําเลยติดใจคําตัดสิน
ของตระลาการใหสงสํานวนใหกระทรวงพิจารณาตอไป หรือการกําหนดระยะเวลาการพิจารณาให
แลวเสร็จภายใน ๓ เดอื น ถา พยานอยูไกลทาง ๑๕ วันเดอื นหนง่ึ ใหกฎหมายตามใกลแลไกล อยา
ใหลว งพนอายุความตามระยะทางใกลไกลน้ันได เปนตน

(๒๖) พระราชบญั ญัติ มีลักษณะเปนการกําหนดขอกฎหมายจากการวินิจฉัยคดี
ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว โดยวาดวยความผิดฐานภรรยาทําชูเนื่องจากผัวไปราชการตาง
เมือง กําหนดความผิดโจรผูแทงฟนฆาเจาเรือนตาย การกําหนดโทษผูลักพาลูกเมียเขาขายตอไป
หรอื การกาํ หนดโทษแกผูเจรจาหยาบชา แกผมู ีบรรดาศักดนิ า ๔๐๐ ขน้ึ ไป เปน ตน

(๒๗) พระราชกําหนดเกา วาดวยการใหไวแกผูรักษาเมือง ผูร้ังกรมการเมือง
พระสุรีศวดีซายขวา และแกมหาดไทย กลาโหม กรมวัง เมื่อพิจารณาอรรถคดีตางๆ ชําระใหม
จ.ศ. ๑๑๖๖ และวาดวยบทอาญาหลวง ๑๓๐ มาตรา บทอาญาราษฎร ๒๐ มาตรา วาดวยเร่ือง
คาท่ีนั่งความผูรายหัวเมืองและบุตรภริยาผูราย ความนครบาลพิจารณายังไมเสร็จ หามอยาให
จําเลยย่ืนฟอ งหาอาญาอุทธรณ หรือเม่อื จับตัวผูรายปลน ฆา เจา ทรัพยตายไมไดใหผูรักษาเมืองและ
ชาวบานใชทนุ ทรัพย เปนตน

(๒๘) พระราชกําหนดใหม วาดวยการเสร็จพระราชดําเนิน การเสพสุรา เลน
เบยี้ บอน ไพรฟองกลา วโทษมูลนาย คาธรรมเนยี มตอและซอมสาํ เภา โทษเลกหลบหนีราชการการ
จบั ผรู า ยลักพระพุทธรูป การบวช การลักพาทาส เปนตน

๑๐

อิทธพิ ลของกฎหมายตราสามดวงทม่ี ตี อกฎหมายปจ จุบัน

กฎหมายตราสามดวง ถือเปนชวงรอยตอประวัติศาสตรกฎหมายไทยระหวาง
กฎหมายยุคเกากับกฎหมายสมัยใหม โดยชําระกฎหมายท่ีกระจัดกระจายอยูในสมัยน้ัน รวบรวม
เขา ไวใ นที่เดียวกนั ใหเ ปนหมวดหมู และตรวจชาํ ระเน้อื หาของกฎหมายใหสอดคลอ งกับหลักความ
เปนธรรม และบริบทของสังคมไทยขณะนั้น ท้ังน้ี จากการศึกษาพบวากฎหมายไทยปจจุบันไดรับ
อิทธิพลจากกฎหมายตราสามดวงบางลักษณะซ่ึงถือเปนเอกลักษณของกฎหมายไทยปจจุบัน และ
กฎหมายตราสามดวงบางลักษณะมีเน้ือหากฎหมายเชนเดียวกับหลักกฎหมายสากลท่ีใชอยู
ปจ จุบัน ซ่งึ จะขออธบิ ายโดยสังเขป ดังตอไปนี้

หลกั อนิ ทภาษ

หลักอินทภาษ คือ หลักธรรมที่ใชตัดสินคดีของผูพิพากษาในอดีต กลาวคือ ผู
พิพากษาตองปราศจากอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ โทษาคติ ภยาคติ และโมหาคติ ซ่ึงหลักธรรม
ดังกลา วยงั คงใชเ ปนหลักสําคญั ของผพู พิ ากษาในในการตัดสนิ คดคี วาม ดงั จะไดกลาวโดยละเอียด
ตอ ไปน้ี

พระธรรมสาตร

หลักอนิ ทภาษ
บทที่ ๔ บัญญัติวา “ในเทวะอรรรถาธิบายน้ันวา ดูกรมานพ โย ปุคฺคฺโล อันวา
บุคคลผูใดจะเปนผูพิภากษาตัดสีนคดีการแหงฝูงมนุษยนิกรทังหลาย นาติวตฺตติ บมิไดลวงเสีย
ธมฺมํ ซึง่ สุจริตธรรมอันเปนของแหงสับปรุษ ฉนทฺ า โทสา ภยา โมหา เหตโุ ลภแลโกรธแลกลวั
แลหลง... อรรถาธิบายวาบุคคลผูใดจะเปนผูพิภากษาตัดสินคดีการแหงมนุษยนิกรทั้งหลายพึง
กระทําสันดานใหนิราศปราศจากอะคติธรรมท้ังสี่ คือ ฉันทาคติ ๑ โทษาคติ ๑ ภะยาคติ ๑
โมหาคติ ๑...
แลซึ่งวาใหผูพิภากษาปราศจากฉันทาคะติน้ันคือใหทําจิตรใหนิราศจากขาดจาก
โลภ อยาไดเ หนแกล าภะโลกามิศสนี จางสนี บน... ถึงมาทวาผตู องดดีน้ันจะเปนเผาพันธุเปนตนวา
บิดามานดาตนกด็ ี อยาพงึ เขา ดวยสามาถฉันทาคติอันมิควรจะพึงไป จงทําจิตรใหตั้งอยูในอุเบกขา
ญาณ จงึ ไดช ือ่ วา เปนองคตุลาการ มอี าการอนั เสมอเหมือนตราชู...
แลใหปราศจากโทษาคตินั้น คือ ใหผูพิภากษากระลาการกระทําจิตรใหเสมอ
อยาไดไตไปตามอํานาจโทษาพยาบาทจองเวร วาผูนี้เปนคนปะฏิปกขขาศึกผิดกันกับอาตมา อยา

๑๑

กระทําซึ่งความโกรธแลเวระพญาบาทเปนเบ้ืองหนาแลวแลพิจารณากดขี่ใหพายแพ... พึงดําเนิน
ไปตามธรรมสาตรราชสาตร แลต้ังจิตรไวในมัชฌะอุเบกขาใหแนแนวแลวจึ่งพิจารณาตัดสีน
เปนทา มกลาง ฯลฯ

ซงึ่ วา กระลาการแลผูพิภากษาปราศจากภะยาคะตินั้นคือใหผูพิภากษากระลาการ
การะทําจิตรใหมั่นคง อยาไดหวั่นไหวแตไภยความกลวฝายโจทแลฝายจําเลย อยาสดุงหวาดเสียว
วา ผูนเี้ ปนอธบิ ดมี ียศถาศักดแิ ลเปนราชตระกูลประยูรอันยิ่งใหญ ถา อาตมาพิภากษาควรแพแลแพ
ลงบัดนี้ ก็จะทาํ ใหอาตมาถึงซงึ่ ความฉบิ หายดวยเหตุอนั ใดอันหนึง่ เปน มนั่ คง อนง่ึ อยาพึ่งกลวั วาผู
นมี้ ีวทิ ยาคมแลฝม ือกําลังกายแกลว กลา ถา พายแพล งก็จะเคียดโกรธอาตมาแลวจทําความวินาศอัน
ใดอันหน่ึงใหถึงเรา เพราะเหตุเราบังคับบันชาใหพายแพในท่ีอันควรจะแพ พึงกระทําจิตรให
องอาจอยา ไดห วาดไหวแตไ ภยความกลวั อะธบิ ดีตระกลู ...

แลใหปราศจากโมหาคตินั้น โมหะเจตสิกดวงน้ี คือ ตัวอะวิชา มีลักษณอันมืดไป
ในทที่ ังปวง...คดีใดควนแกแพ กพ็ ึงพิจารณาใหเหนดวยปญญาวาควนแพ คดีใดจะพึงชนะ ก็สอด
ใหเหนดวยปญาโดยแทวาควรชนะ อยาบังคับบันชาดวยความโมหาคติอันมืดหลงใหล ถาเหลือ
สติปญาตนก็พึงเทียบทานถามซ่ึงบัณฑิตยเสวะกามาตผูมีปญาชาญฉลาดในราชบัญญัติ แลเคยใน
กิจคดีตัดสีนพิภากษาในกาลกอน อยาทะอึงอวดตนดวยอุณตมานะอันโมหาเหนเปลาแลวแต
หลงใหล พึงหยุดหนวงซึ่งหลักคือสุจริตธรรม แลวพึงไตไปตามธรรมสาดรราชสาตร อยากลับซึ่ง
คดีอันแพใหชนะ กลับคดีชนะใหแ พดวยอาํ นาจแหง โมหะคือความหลง...”

ประมวลจรยิ ธรรมขาราชการตุลาการ พ.ศ.๒๕๒๙
“ขอ ๓ ในการนั่งพิจารณาคดี ผูพ พิ ากษาจกั ตอ งวางตวั เปนกลางและปราศจาก

อคติ ทั้งพึงสํารวมตนใหเ หมาะสมกบั ตาํ แหนง หนาที่ แตงกายเรียบรอ ยใชว าจาสภุ าพ ฟงความ
จากคูความและผเู กยี่ วของทุกฝา ยอยางตงั้ ใจ ใหค วามเสมอภาค และมคี วามเมตตา”

“ขอ ๑๒ เมอื่ จะพจิ ารณาหรอื มีคาํ ส่งั ในเรอื่ งใด ผูพพิ ากษาจกั ตอ งวางอคติท้งั
ปวงเก่ียวกบั คูค วามหรอื คดคี วามเรือ่ งน้ัน ทงั้ จักตองวนิ จิ ฉยั โดยไมชักชา และไมเหน็ แกหนา ผใู ด

คาํ พิพากษาและคําส่ัง ตอ งมคี าํ วินิจฉยั ทตี่ รงตามประเดน็ แหงคดีใหเ หตุผลแจง
ชดั และสามารถปฏบิ ตั ติ ามนน้ั ได การเรียงคาํ พพิ ากษาและคาํ สัง่ ควรใชภาษาเขียนทดี่ ี ใชถ อยคาํ ใน
กฎหมาย ใชโ วหารทรี่ ดั กุมเขา ใจงา ย และถกู ตอ งตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ขอความ
อน่ื ใดอนั ไมเ กยี่ วกับการวนิ จิ ฉัยประเดน็ แหงคดีโดยตรง หรอื ไมทําใหก ารวนิ ิจฉยั ประเด็นดงั กลาว
ชดั แจงข้นึ ไมพ ึงปรากฏอยใู นคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สง่ั ”

จรยิ ธรรมตลุ าการศาลปกครอง
“ขอ ๓. ในการไตส วนและการนงั่ พจิ ารณาคดี ตุลาการศาลปกครองจกั ตองวาง

ตนเปนกลางและปราศจากอคติ สํารวมตนใหเหมาะสมกบั ตาํ แหนง หนาท่ี แตงกายให
เรียบรอย ใชว าจาสภุ าพ ท้ังพึงไตสวน ซักถาม และฟงความจากคกู รณรี วมทัง้ ผูท่ีเกย่ี วของทกุ
ฝายอยา งตั้งใจ ใหค วามเสมอภาค และมีเมตาธรรม”

๑๒

“ขอ ๗. เมือ่ จะพิจารณาหรอื มคี ําส่งั ในคดีเรือ่ งใด ตลุ าการศาลปกครองจะตอ ง
ละวางอคตทิ ง้ั ปวงเกย่ี วกบั คกู รณหี รือคดเี ร่ืองน้นั ทัง้ จกั ตอ งวนิ จิ ฉยั โดยไมช ักชาและไมเห็นแก
ผใู ด”

ในปจจุบันประมวลจริยธรรมของตุลาการซึ่งถือเปนขอกําหนดการดํารงตน และ
การปฏิบัติหนาที่ของผูพิพากษา กําหนดใหผูพิพากษาวางตนเปนกลางและปราศจากอคติท้ังปวง
แสดงใหเหน็ วาหลกั อนิ ทภาษในกฎหมายตราสามดวงเปนหลักกฎหมายท่ีสอดคลองกับหลักธรรม
อนั เปนสากล และยงั คงยึดถอื ปฏบิ ัติกนั จวบจนปจจบุ นั

๑๓

พระไอยการลกั ษณรบั ฟอง

กฎหมายตราสามดวง พระไอยการลกั ษณรับฟอง แยกออกเปน ๖ ลกั ษณะ ดงั น้ี
๑. ลักษณะรับฟอง ตราขนึ้ เม่ือป พ.ศ. ๑๘๙๙ ในสมัยสมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ ๑
๒. ลกั ษณะรอ งฟอง ตราข้ึนในแผนดินสมเดจ็ พระเอกาทศรถ
๓. ลกั ษณะตดั สํานวน
๔. ลักษณะประวงิ ความ ท้งั สามลักษณะนไ้ี มป รากฏหลกั ฐานทแ่ี นน อน
๕. ลกั ษณะแกต างวา ตาง วา ตราข้นึ ในสมัยใด
๖. ลกั ษณะตดั พยาน ตราข้นึ ในแผนดนิ สมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ์
รวบรวมเปนกฎหมายตราสามดวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลท่ี ๑ ของ
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช

๑. การรับฟอ ง
พระไอยการลักษณรับฟอง
ในบทที่ ๑ ไดกําหนดลักษณะของบุคคล ๗ ประการ ที่หามมิใหรับฟองตามหลัก
อนิ ทพาษ ๗ ดังน้ี
๑. คนพิกลจรติ บาใบ
๒. เสียจกั ษุทง้ั สองขางมิไดเหน
๓. คนเสียหทู ง้ั สองขางมิไดย ิน
๔. เปนงอ ยเปล้ียเดิรไปมามิได
๕. เปนคนกยาจกถอื กระเบอ้ื งกะลาขอทาน
๖. เปนคนสูงอายศุ มหลงไหล
๗. เดกตํา่ อายุศมเอาถอ ยคาํ มิได
คน ๗ จําพวกน้ีถามาฟองรองเรียนอยาเพอฟงกอน ใหผูเปนตะลาการไตสวนผู
เปนสักขิญานรูเหน ถาสมด่ังมันกลาวจริง จึ่งใหรับไวบังคับบันชาโดยมันกลาว ถาหมีสม ทานวา
อยาใหร บั คดีนั้นไวบังคบั บันชาเลย
บทที่ ๒ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง มิใชคดีตนเเลคดีบิดามานดาปู ยา ตา ยาย ปา
นา อา บุตรภรรยาญาติพ่ีนองตนเกบเอาเน้ือความผูอ่ืนซ่ึงมิไดเปนเนื้อความเรื่องเดียวกันมา
กฎหมายรองฟอง ผูน้ันบังอาจใหยากแกความเมืองทานๆ วาเลมิด ใหไหมโดยยศถาศักดิ อยาให
รับฟอ งไวพ จิ ารณา”
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพง
การฟองคดีตามกฎหมายปจจุบันผูฟองคดี เรียกวา “โจทก” ผูที่ถูกฟองคดี
เรียกวา “จําเลย” ทั้งโจทกและจําเลยมีชื่อเรียกโดยรวมวา “คูความ” ในบางกรณีกฎหมายบังคับ
วาคูความดําเนินคดีเองไมได จึงตองมีผูแทนโดยชอบธรรม หรือบางทีคูความไมประสงคจะฟอง
หรอื ตอ สคู ดีดว ยตนเอง ก็ตงั้ ผูหนึ่งผใู ดเปน ทนายความ หรือผูแทนโดยชอบธรรมหรือผูที่ตัวความ
ต้ังมาเปนผูแทนตอ งกระทาํ การในนามของตวั ความ เปนผดู าํ เนนิ คดแี ทน เปน ตน

๑๔

มาตรา ๑ (๑๑) วิเคราะหศัพท “คูความ” หมายความวา “บุคคลผูย่ืนคําฟอง
หรือถูกฟองตอศาล และเพื่อประโยชนแหงการดําเนินกระบวนพิจารณาใหรวมถึงบุคคลผูมีสิทธิ
กระทาํ การแทนบคุ คลนัน้ ๆ”

พระไอยการลักษณรับฟองกําหนดลักษณะตองหามของบุคคลไมมีสิทธิฟองคดี
กลา วคือ บคุ คลทม่ี รี างกายพกิ ลพกิ ารหรือไมรูสาํ นึกผดิ ชอบเพยี งพอ รวมถึงผูที่มิไดเปนผูเสียหาย
ในคดีและมิไดมีสวนเกี่ยวพันเปนญาติกับผูเสียหายท่ีจะใชสิทธิฟองคดีได ดังน้ีผูที่ไมเขาลักษณะ
ตองหามดังกลาวจึงมีสิทธิฟองคดี ในกฎหมายปจจุบันโจทกตองเปนผูถูกโตแยงสิทธิท่ีกฎหมาย
รับรอง อยางไรก็ตามกฎหมายกําหนดใหบุคคลอ่ืนสามารถฟองคดีแทนผูถูกโตแยงสิทธิไดในบาง
กรณี เชน กรณีผูแทนโดยชอบธรรมฟองคดีแทนผูเยาว หรือผูอนุบาลฟองคดีแทนบุคคลไร
ความสามารถ เปนตน แตกฎหมายปจจุบันมิไดตองหามบุคคลพิการฟองคดีหากเปนผูมี
ความสามารถบรบิ รู ณต ามกฎหมาย แตบ คุ คลผหู ยอนความสามารถตามทกี่ ฎหมายกําหนดไว เชน
ผูเยาว ผูวิกลจริต หรือคนไรความสามารถจะตองมีผูฟองคดีแทน ท้ังน้ีเพ่ือใหมีผูปกปองดูแลการ
ใชสิทธิทางศาลของบุคคลดังกลาว แตพระไอยการลักษณรับฟองมิไดบัญญัติใหมีผูดําเนินการ
แทนบุคคลตองหามเหลานั้นแตอยางใด ดังน้ันกฎหมายปจจุบันจึงรับรองสิทธิการฟองคดีของ
บุคคลไดดกี วา

๒. ฟองซอน
พระไอยการลักษณรับฟอ ง
บทท่ี ๗ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผูใดมีคดีมาฟองรองเรียนหาความแกทานแหง
หน่ึงแลว ยังไมไดพิจารณาสําเรจแลไปฟองรองเรียนแหงหนึ่งเลา ทานวาทําดั่งน้ีเปนสองสารให
ไหมลาหนึง่ ตามบนั ดาศักดิ์เปนแตพิไนหลวง แลว วาใหตามคาํ ฟอ งรอ งกอนนั้น”
บทที่ ๘ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ราษฎรทําหนังสือรองฟองหาความแกกันใน
กรมใดๆ ตระลาการทอดโฉนฎฎีกาตราสารไปใหมุนนายสงผูตองคดีก็ดี แลมันผูตองคดีรูสึกคดี
แลวมันมิไดมาแกพิภาษโดยเขาหา มันไปฟองซอนเหนือคดีเขากลาวหาก็ดี ตระลาการไดไตถาม
แลว แลความนั้นยังมิไดพิจารณาสําเรจ ฝายจําเลยไปรองฟองกลาวโทษโจทเลา ทานวาเลมิดให
ไหมโดยบันดาศักดล์ิ าหนึ่งเปนพไิ นหลวง แลวใหพ ิจารณาโดยหนงั สือรอ งโจท แลสํานวนนั้นสืบไป
ใหเ หนเทจแ ลจริง”
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจาณาความแพง
มาตรา ๑๗๓ วรรคสองบัญญัติวา “นับแตเวลาที่ไดยื่นคําฟองแลว คดีน้ันอยูใน
ระหวางพิจารณาและผลแหง การนี้
(๑) หามไมใหโจทกย่ืนคําฟองเรื่องเดียวกันนั้นตอศาลเดียวกันหรือตอศาลอ่ืน
...”
กรณีดังกลาวเมื่อพิจารณาแลวเห็นไดวากฎหมายท้ังสองฉบับน้ันมีความ
คลายคลึงกันในหลักเกณฑการฟองซอนกลาวคือ หามมิใหโจทกฟองคูความเดียวกันในเร่ือง
เดียวกันที่คดีเดิมอยูในระหวางพิจารณา กลาวคือ เม่ือโจทกยื่นฟองคดีเรื่องหน่ึงไวแลว และคดี

๑๕

นั้นอยูในระหวางพิจารณาของศาล หามมิใหโจทกนําฟองเรื่องเดียวกันน้ันมายื่นตอศาลเดียวกัน
หรือศาลอื่นอีกเปนฟองซอน นอกจากน้ีตามพระไอยการลักษณรับฟอง การฟองซอนมีโทษปรับ
ไหมถือเปนการนําโทษอาญาซ่ึงเปนกฎหมายสารบัญญัติมาบัญญัติรวมกับกฎหมายวิธีสบัญญัติ
แตกตา งจากกฎหมายปจจุบันท่ีแยกกฎหมายทัง้ สองลกั ษณะออกจากกนั

๓. คดีอุทลุม
พระไอยการลกั ษณรบั ฟอ ง
บทที่ ๒๕ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผูใดเปนคนอุทลุมหมีไดรูคุณบิดามานดาปู
หญาตายาย แลมันมาฟองรองใหเรียกบิดามานดาปูญาตายายมัน ทานใหมีโทษทวนมันดวยลวด
หนังโดยฉกันอยาใหมันคนรอยนั้นดูเยี่ยงหยางกันตอไป แลวอยาใหบังคับบันชาวากลาวคดีของ
มนั นั้นเลย”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
มาตรา ๑๕๖๒ บัญญัติวา “ผูใดจะฟองบุพการีของตนเปนคดีแพงหรือคดีอาญา
มิได แตเมื่อผูนน้ั หรือญาติสนทิ ของผูน นั้ รองขอ อยั การจะยกคดขี ึน้ วา กลาวกไ็ ด”
ตามพระไอยการลักษณรับฟองบัญญัติหามการฟองคดีบิดา มารดา ปู ยา ตา
ยาย หากฝาฝนตองโทษอาญา และมิใหศาลรับคดีไวพิจารณา หลักดังกลาวถือเปนเอกลักษณของ
สังคมไทยต้ังแตอดีตกาลเพ่ือใหครอบครัวมีความสงบสุข มั่นคง และประสงคให ลูก หลานมี
ความกตัญูตอบุพการีและญาติผูใหญท่ีสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปโดยมิใหลูก หรือหลานฟอง
คดีตอบิดา มารดา หรือปู ยา ตา ยาย ของตน โดยผูฝาฝนตองไดรับโทษทางอาญาดวย ซึ่ง
กฎหมายปจจุบันไดรับอิทธิพลจากหลักการดังกลาวโดยนํามาบัญญัติไวในประมวลกฎหมายแพง
และพาณิชย มาตรา ๑๕๖๒ อยางไรก็ตามกฎหมายปจจุบันกลายความเครงครัดลงโดยคํานึงถึง
ขอเท็จจริงในสังคมมากย่ิงขึ้นโดยกําหนดความเพิ่มเติมข้ึนวาหากผูนั้นหรือญาติสนิทของผูน้ัน
รอ งขอ อัยการจะยกคดขี ึ้นวา กลา วก็ได

งาชางดชั นีชือ่ พระไอยการ

๑๖

พระไอยการลกั ษณผัวเมยี

พระไอยการลักษณผัวเมีย เปนบทบัญญัติที่เก่ียวกับความสัมพันธของครอบครัว
ซึ่งมีบัญญัติไวแตโบราณ พบในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใชชื่อกฎหมายวา “พระไอยการลักษณผัว
เมยี ” ตราขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๔ (จลุ ศักราช ๗๒๒) และมีการแกไขเพ่ิมเติมใน พ.ศ. ๑๙๐๕๔ เปน
พระราชบัญญัติเพ่ิมเติมวาดวยการแบงปนสินทรัพยระหวางผัวเมีย ซึ่งความสัมพันธนั้นอยูใน
รูปแบบประเพณีนยิ มเปนสวนใหญ

๑. เงอ่ื นไขการสมรส๕
พระไอยการลักษณผัวเมียกําหนดคุณสมบัติและลักษณะตองหามของชายและ
หญิงท่จี ะทําการสมรสกันตามกฎหมายดังตอ ไปน้ี๖
๑) หญิงตองไมเปนภรรยาของชายอื่นอยูกอนแลว หากหญิงมีสามีไปไดเสีย
กับชายอ่ืน กฎหมายถือวา ชายน้ันเปนเพยี งชายชูเทา น้นั จะตองเอาหญิงน้นั สง คืนสามเี ขา
พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
บทที่ ๒๕ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผูใดทําชูดวยเมียทาน แลชายชูน้ันจะเอาเมีย
ทานมาเปนเมียตน ทานวาอยาพึงให ใหสงหญิงน้ันใหแกผัวมันจงได ขาเมียแลบาดเบี้ยเทาใดให
ไหมเทา นั้น ใหแกเ จาผวั จงส้ิน”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย
มาตรา ๑๔๕๒ บญั ญตั วิ า “ชายหรอื หญิงจะทําการสมรสในขณะท่ีตนมีคูสมรสอยู
ไมไ ด”
มาตรา ๑๔๙๕ บัญญัติวา “การสมรสท่ีฝาฝนมาตรา ๑๔๔๙ มาตรา ๑๔๕๐
มาตรา ๑๔๕๒ และมาตรา ๑๔๕๘ เปนโมฆะ”
ในปจจุบันมิไดหามเฉพาะฝายหญิงเทานั้น แตหามฝายชายดวย เปล่ียนจาก
ระบบผวั เดยี วหลายเมยี มาเปนระบบผัวเดียวเมียเดียว โดยไดรับอิทธิพลจากตางประเทศ หากฝา
ฝนจะมผี ลใหการสมรสครง้ั หลงั เปน โมฆะ ซง่ึ ผลนี้ตางกับในอดีต กลาวคือ ในกฎหมายลักษณะผัว
เมียน้นั บัญญตั ิใหช ายท่ยี งุ เก่ียวกบั หญิงมสี ามีเปน ชายชแู ละใหป รับไหมชายชูนัน้ อาจจะเทียบไดวา
การทาํ ชนู ้นั แมวาชายหญงิ จะมีเจตนาเปนสามีภรรยากันก็ไมอาจทําใหหญิงน้ันเปนภรรยาโดยชอบ
ดวยกฎหมายของชายชูน้ันได แมกฎหมายจะมิไดบัญญัติชัดเจนดังเชนบรรพ ๕ ในปจจุบัน แต
โดยสภาพแลวผลจากการฝาฝน บทบญั ญตั ดิ งั กลา วไมแตกตางกัน

๔ แลงกาต โรแบรต, ประวัตศิ าสตรก ฎหมายไทย, (กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
และการเมือง, ๒๔๘๙), น.๑๗.

๕ การหมนั้ ตามกฎหมายปจ จุบันเปนการตกลงกนั วา จะทําการสมรส กลาวคอื กอใหเ กิด
ความผูกพันและกอ ใหเ กิดสถานะการเปน คูหมั้นซง่ึ เปน ประเพณีทีไ่ ดทาํ กันมาตัง้ แตโ บราณและกฎหมายรับรอง
ทงั้ นีเ้ พือ่ ใหบุคคลทัว่ ไปไดท ราบและกอ ใหเ กิดความมั่นใจแกช าย หญิงเทาน้นั

๖ ดวงจิตต กําประเสริฐ, ประวตั ศิ าสตรก ฎหมาย, (กรงุ เทพฯ:โรงพิมพมหาวิทยาลยั
รามคําแหง, ๒๕๔๒), น. ๗๘.

๑๗

๒) ชายตองไมเปนพระภิกษุ ในกฎหมายลักษณะผัวเมียหามไวโดยชัดแจง
ไมใหพระภิกษุสามเณรมีภรรยา ถาพระภิกษุสามเณรผิดเมียผูอ่ืนถึงชําเรา ไดช่ือวาปราชิกให
สึกออก และใหปรบั ไหมดวย

พระไอยการลักษณผวั เมีย
บทท่ี ๔๐ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง พระครูภิขุสํามเณร ผิดเมียทานถึงชําเราชื่อวา
ปราชกิ ใหสกึ ออกเสียแลวใหไ หมโดยพระราชกฤษฎกี า”
บทท่ี ๔๑ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ถาพระครูภิษุสํามเณรผูอยูในศีล ทําทุราจาน
ผิดกิจวิไนยทํารายดวยหญิงหาผัวมิไดถึงชําเราเปนสัจไซ ช่ือวาปราชิก ใหสึกออกลงโทษ ๕๐หรือ
๒๕ ที สงตัวลงญา ชา งหลวง สวนหญิงน้นั ใหท ําโทษดุจหญงิ ทาํ ชูนอกใจผัวน้นั แล”
กรณีดังกลาวน้ีปจจุบันเปนเร่ืองพระธรรมวินัยของสงฆ กลาวคือ กฎหมาย
ปจจุบันมิไดบัญญัติความผิดทางเพศของพระสงฆไวเนื่องจากตองการแยกกฎหมายบานเมือง กับ
พระธรรมวินัยออกจากกันโดยใหองคกรทางศาสนาเปนผูพิจารณาความผิดของพระสงฆเอง ซ่ึง
พระธรรมวินัยของสงฆน้ัน การท่ีพระภิกษุสามเณรยุงเกี่ยว หรือการเล้ียงดูหญิงเปนภรรยานั้น
ผิดตอพระวินัยสงฆต องโทษปราชิก เชนเดียวกัน

๓) ชายหญิงตองไมเปนญาติกัน โดยเชื่อกันวาหากชายหญิงที่เปนญาติกัน
สมรสกันจะทําใหเกดิ สิง่ อปั มงคลแกบา นเมือง ดงั ทบ่ี ญั ญัตไิ วต อ ไปนี้

พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
บทท่ี ๓๖ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง พอแมลูกพี่นองยายหลาน ตาหลานลุงนา
หลานทาํ ชูกันไซ ใหท าํ แพลอยผนู นั้ เสียในชะเล ใหเจา พอแมพี่นองพลีเมืองทานทัง ๔ ประตู ไก ๘
ตัว ใหพระสงฆพราหมณาจารยสวดมนตรทําพิทธีการระงับอุบาทวจันไร น้ําฟา นํ้าฝน จึงจะ
ตกเปนประโยชนแกคนทังหลาย ฝายพอแมพ่ีนองรูวาลูกหลานทํามิชอบมิไดวากลาว ทานวาเลมิด
ใหล งโทษโดยโทษาณุโทษ”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย
มาตรา ๑๔๕๐ บัญญัติวา “ชายหญิงซ่ึงเปนญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือ
ลงมากด็ ี เปนพี่นองรวมบดิ ามารดาหรือรวมแตบิดาหรือมารดาก็ดี จะทําการสมรสกันไมได ความ
เปนญาติดังกลาวมานี้ใหถือตามสายโลหิต โดยไมคํานึงวาจะเปนญาติโดยชอบดวยกฎหมาย
หรอื ไม”
เง่ือนไขในขอน้ีในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ ๕ บัญญัติไว
เชนเดียวกนั แตแนวคิดพนื้ ฐานในการบัญญัตกิ ฎหมายน้นั แตกตางกนั กลาวคือในอดีตหามมิใหผู
เปน ญาติกันทาํ การสมรสกนั โดยเช่อื วาจะเปน เรอ่ื งอัปมงคลแกบานเมือง แตในปจจุบันดวยความรู
ทางวิทยาศาสตรพบวาการสมรสกันระหวางเครือญาติจะทําใหบุตรที่เกิดมาภายหลังอาจมีความ
ผิดปกติบางประการ ซึ่งกฎหมายปจจุบันบัญญัติไวเฉพาะวาตองเปนญาติจากสายโลหิตเทานั้น
โดยไมค าํ นึงวา จะเปนญาตโิ ดยชอบดวยกฎหมายหรอื ไม ในเร่ืองน้ีจึงอาจกลาวไดวาเปนภูมิปญญา

๑๘

คนไทยสมัยกอนท่ีตองการรักษาความอบอุน และความเปนปกแผนของครอบครัว ซ่ึงสอดคลอง
กับหลกั กฎหมายปจจุบนั

๔) หญิงหมายที่สามีตาย จะทําการสมรสใหมตองจัดการเผาศพสามีให
เรียบรอยเสียกอน กฎหมายลักษณะผัวเมียเห็นวาถายังมิไดจัดการเผาศพสามีใหเรียบรอย
การสมรสยงั ไมขาดจากกนั ดังท่ีบญั ญัตไิ วตอไปน้ี

พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
บทท่ี ๓๐ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผัวตายหงายไวทังโลง สภยังอยูกับเรือน หญิง
เมยี น้ันนาํ้ ตาตกแลคลอ ยใจกําหนัดชกั เอาชายมานอน แลผีตายหงายรับกันอยูด่ังนั้น ถาพี่นองชาย
ผูตายรูเหนเอาความมาฟองรอง เมื่อสวนสับขับแทแพจริงไซ ทานใหสานกะตรอตากลวย
ครอบศีศะหญิงน้ันลงเพียงตา ใหทะเวนรอบเรือนท่ีผีผัวอยูน้ันสามรอบแลวใหไหมชายชูเปนเบ้ีย
๑๐ แสน ใหแ กญาตพิ ี่นอ งเผาผผี ตู าย”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
มาตรา ๑๔๕๓ บัญญัติวา “หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงดวยประการ
อื่นจะทาํ การสมรสใหมไ ดต อเมื่อการส้นิ สุดแหง การสมรสไดผ านพน ไปแลว ไมนอ ยกวา สามรอยสิบ
วนั เวน แต
(๑) คลอดบุตรแลว ในระหวา งนน้ั
(๒) สมรสกับคสู มรสเดิม
(๓) มีใบรับรองแพทยประกาศนียบัตรหรือปริญญาซ่ึงเปนผูประกอบการรักษา
โรคในสาขาเวชกรรมไดตามกฎหมายวามไิ ดมีครรภ หรอื
(๔) มีคําสั่งของศาลใหส มรสได”
การกระทําของหญิงในสมัยกอนนั้นจะตองใหเกียรติแกชายแมวาสามีตายไปแต
ยงั มิไดเ ผา ก็ยงั ไมถ อื วาการสมรสไดส ิน้ สุดลงอกี ทงั้ การกระทาํ ในลักษณะดังกลาวอาจเปรียบไดกับ
การเปนชูเชนกัน แตเง่ือนไขแหงการสมรสตามกฎหมายปจจุบันใหหญิงที่สามีตายหรือการสมรส
สิ้นสุดดวยสาเหตุใดจะทําการสมรสใหมไดตอเมื่อการส้ินสุดแหงการสมรสไดผานพนไปแลวไม
นอยกวา ๓๑๐ วัน เพ่ือแกปญหากรณีบุตรที่เกิดภายหลังสามีตายวาใครเปนบิดาท่ีชอบดวย
กฎหมายของเดก็ กฎหมายจงึ บญั ญัตหิ ามไวม ใิ หท ําการสมรสใหมภายใน ๓๑๐ วัน เวน แตห ญิงได
คลอดบตุ รแลวในระหวางน้นั หรอื สมรสกับคสู มรสเดมิ หรอื มใี บรบั รองแพทยวามไิ ดมีครรภ หรือ
มีคําส่ังของศาลใหสมรสได เนื่องจากระยะเวลา ๓๑๐ วันเปนระยะเวลาสูงที่สุดที่มนุษยสามารถมี
ครรภและคลอดบุตรได การที่กฎหมายปจจุบันกําหนดไวเชนน้ีจึงเปนเหตุผลทางเทคนิคมากกวา
เหตผุ ลทางจารตี ประเพณีและศิลธรรม

๑๙

๒.ทรพั ยส นิ ระหวางสามภี รรยา
พระไอยการลักษณผัวเมีย
บทที่ ๑๑๔ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ชายใดใหสูฃอลูกสาวหลานสาวทานแลเอา
ขันหมากสามขันไปกลา วถามพอ แม พี่นองหญิงรับเอาไววา ใหล กู สาวหลานสาวแกท า นๆ คํานับไว
ในกําหนฎซึ่งวากลาวกันไวน้ันยังเปนเมียชาย ถาชายใดทําชูสูหญิงน้ัน ทานวาผิดเมียทานใน
ขันหมาก ทานใหเอาขันหมากต้ังไหมขันหมากกลาวถามน้ัน ๑๑ ขันๆ หมากหมั้น ๕๐ ฃัน เปน
๖๑ ฃนั ใหต คี าฃันหมากกลา วถามนั้นฃันละเฟอ ง ใหต ีฃันหมากหม้นั นนั้ ฃันละสะหลึง เอาฃันหมาก
ทังนน้ั บวกกันเฃา แลวใหไหมทวีคณู ยกทุนใหเจาฃองเหลือนั้นเปนสีนไหมก่ึงพีในก่ึง ถาถึงกําหนฎ
ซ่ึงวากลาวนัดหมายกันไวน้ัน ชายมิไดเอาฃันหมากใหญมาแตงงานตามสันญานัด ทานวาหญิงน้ัน
มิไดเปนเมียชายเลย หญิงมีชูผัวอื่นหาโทษมิได แลฃันหมาก ๓ ฃันน้ัน ชายจะคืนเอามิได เหตุวา
พนกําหนฎซงึ่ วา กลาวกนั นน้ั แลว”
บทท่ี ๖๘ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ผัวเมียอยูดวยกัน ตางคนตางผิดใจกันจะหยา
กันไซ ใหหญิงสงสีนสอดขันหมากแกชาย ถามีลูกดวยกันไซ ทานมิใหสงสีนสอดขันหมากแกชาย
เลย ใหเรียกสีนเดิมทังสองขาง สินสมรศไซ ใหแหวกปนเปนสามสวนใหชายสองสวน ใหแกหญิง
สวนหนึง่ ถาหญงิ น้ันเขามที นุ เดมิ ซือ้ ฃายจายไดก าํ ไร แลชายหาทุนเดิมมิไดไซ ทานใหปนสีนสมรศ
นั้นสามสวน ไดแ กหญงิ สองสว น ไดแ กช ายสวนหนง่ึ เพราะชายหาทนุ มิได ชายไดไ ปหารักษาจึ่งได”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
มาตรา ๑๔๓๗ บัญญัติวา “การหม้ันจะสมบูรณเม่ือฝายชายไดสงมอบหรือโอน
ทรพั ยส นิ อนั เปนของหม้นั ใหแ กห ญงิ เพื่อเปน หลักฐานวาจะสมรสกบั หญงิ นั้น
เม่อื หมัน้ แลว ใหข องหมน้ั ตกเปนสิทธแิ กหญิง
สินสอด เปนทรัพยสินซ่ึงฝายชายใหแกบิดามารดา ผูรับบุตรบุญธรรม หรือ
ผูปกครองฝายหญิง แลวแตกรณี เพื่อตอบแทนการท่ีหญิงยอมสมรส ถาไมมีการสมรสโดยมีเหตุ
สําคญั อนั เกดิ แกหญงิ หรือโดยมพี ฤติการณซ่ึงฝายหญิงตองรับผิดชอบ ทําใหชายไมสมควรหรือไม
อาจสมรสกบั หญงิ น้นั ฝายชายเรียกสินสอดคืนได
ถาจะตองคืนของหม้ันหรือสินสอดตามหมวดนี้ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๔๑๒ ถึง
มาตรา ๔๑๘ แหงประมวลกฎหมายนวี้ า ดว ยลาภมคิ วรไดมาใชบังคบั โดยอนุโลม”
มาตรา ๑๔๓๙ บัญญัติวา “เม่ือมีการหม้ันแลว ถาฝายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝาย
หน่ึงมีสิทธิเรียกใหรับผิดใชคาทดแทน ในกรณีท่ีฝายหญิงเปนฝายผิดสัญญาหมั้นใหคืนของหม้ัน
แกฝ า ยชายดว ย”
มาตรา ๑๔๗๑ บญั ญัติวา “สนิ สวนตัวไดแ กทรัพยส ิน
(๑) ท่ีฝา ยใดที่ฝายหนง่ึ มอี ยกู อนสมรส
(๒) ที่เปนเครื่องใชสอยสวนตัว เคร่ืองแตงกาย หรือเครื่องประดับกายตามควร
แกฐานะ หรือเคร่ืองมือเคร่ืองใชท่ีจําเปนในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคูสมรสฝายใดฝาย
หน่ึง

๒๐

(๓) ที่ฝายใดฝายหนึ่งไดมาระหวางสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการใหโดย
เสนหา

(๔) ทีเ่ ปน ของหม้ัน”
มาตรา ๑๔๗๔ บญั ญัติวา “สนิ สมรสไดแ กท รพั ยสนิ
(๑) ทีค่ ูส มรสไดม าระหวา งสมรส
(๒) ท่ีฝายใดฝายหนึ่งไดมาระหวางสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการใหเปน
หนังสือเม่อื พินยั กรรมหรือหนงั สือยกใหระบวุ าเปนสนิ สมรส
(๓) ท่ีเปนดอกผลของสนิ สวนตวั
ถากรณีเปนท่ีสงสัยวาทรัพยสินอยางหน่ึงเปนสินสมรสหรือมิใช ใหสันนิษฐานไว
กอนวาเปน สินสมรส”
ทรัพยสินระหวางสามีภรรยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ไดแก ทองหม้ันหรือ
ของหม้ันที่ฝายชายใหไวแกบิดามารดาหรือผูปกครองของฝายหญิงแตถาชายหยากับหญิงตองคืน

ของนั้นใหแ กชายเวนแตจะมบี ุตรดวยกนั สนิ สอด เปน
ทรัพยท่ีฝายชายใหแกฝายหญิงเพื่อตอบแทนในการท่ี
บิดามารดาหญิงเลี้ยงดูหญิงจนไดแตงงานกับชาย เมื่อ
ชายหญิงหยากัน หญิงตองคืนสินสอดใหกับฝายชาย
เวนแตจ ะมีบตุ รดวยกัน สินเดิม เปนทรัพยท่ีชาย หญิง
ไดมากอนการเปนสามีภรรยากัน สินสมรส คือ ทรัพย
ที่สามภี รรยาไดม าภายหลงั การแตง งานอยกู ินดวยกัน

ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
บรรพ ๕ ในเรื่องทรพั ยส นิ ระหวางสามีภรรยาแบง

กฎหมายตราสามดวงฉบับหลวง

ออกเปน ๒ ประเภท คือ สินสวนตัว และสินสมรส ตามพระอัยการลักษณผัวเมียมิไดอธิบายวา
ทรัพยสินใดบา งทเ่ี ปนสนิ เดมิ สนิ สวนตัว หรือสนิ สมรส

สําหรับสินสอด และขันหมากในปจจุบันยังคงมีอยูแตเปนทรัพยท่ีใหไวแกพอแม
ของฝายหญิง ซึ่งบิดามารดาอาจยกใหเปนสินสวนตัวของฝายหญิง หรือยกใหเปนสินสมรสก็ได
ทรัพยสินระหวางสามีภรรยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียในปจจุบันยังคงมีอยูแตมิไดเปน
ทรัพยสินระหวา งสามีภรรยาตามกฎหมายแตอ าจถอื ตามประเพณี หรอื บางกรณีอาจจะรวมอยูเปน
สินสวนตัว หรือสินสมรส ไปโดยปริยาย เชน เรือนหอ อาจเปนทรัพยท่ีหามาไดในระหวางสมรส
หรอื เปน ทรัพยสินรวมกนั โดยเปนสนิ สวนตัวคนละคร่งึ ตามหลกั การแบงทรัพยส นิ กไ็ ด

อํานาจในการจัดการทรัพยสินนั้น ในปจจุบันหากเปนสินสมรส สามีภรรยามี
อํานาจจัดการทรัพยสินรวมกัน แตทรัพยท่ีมีความสําคัญน้ันกฎหมายบัญญัติใหตองไดรับความ
ยินยอมจากคูสมรสอีกฝายหนึ่งดวย สวนเร่ืองทรัพยสินตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย มิไดบัญญัติ
ไวใหใครเปนผูจัดการทรัพยสินทั้งปวง กฎหมายบัญญัติเพียงความสัมพันธระหวางสินเดิม และ
สินสมรส เทานน้ั

๒๑

๓. การส้ินสดุ แหงการสมรส
พระไอยการลักษณผัวเมีย
บทที่ ๖๗ บญั ญัติวา “มาตราหน่ึง ภิริยาสามีมิชอบเน้ือพึงใจกัน เฃาจะหยากันไซ
ตามน้ําใจเฃา เหตุวาเฃาทังสองนนั้ สิ้นบุญกันแลว จะจาํ ใจใหอ ยดู ว ยกันนน้ั มิได”
บทท่ี ๕๐ บญั ญตั วิ า “มาตราหนึ่ง ผวั เมียอยูดวยกัน หญิงนั้นหาความผิดมิได แล
ชายน้ันโกรธหญิงเกบเอาทรัพยสิ่งสีนตนลงจากเรือนไป แลชายนั้นมิไดไปมาเปนชานาน ถึง ๘ ๙
๑๐ หรือ ๑๑ เดือน ตามระยะทางพนกําหนฎแลว จ่ึงใหหญิงเอา สีนสอด ขันหมาก หรือทุนทรัพ
ของชายนั้น ไปสงใหแกชาย แลพอหรือแม ชายน้ันเปนตนเปนประทานแลว ชายหรือหญิง จึ่ง
ฃาดจากผวั เมยี กัน
อน่ึงถาชายไปดวยสามาทโทโสมาแขก คร้ันหายโกรธแลวมันเสียเมียมันมิได แล
กลับมาหาเมียมันดวยสุภาพสุจริต แลใหทรัพยสิ่งของเยี่ยมเยิยนแตใน ๘ ๙ ๑๐ หรือ๑๑ เดือนก็
ดีปหนึ่งก็ดี ถาหญิงน้ันมิสมักรักชาย แกลงคอนคับกลับดาชายเปนอันหมีดี มิใหชายนั้นไปมาอีก
เลาไซทานวาจะใหมันฃาดจากผัวเมียกันน้ันมิได ทานวาหญิงน้ันมันทุจริตคิดเอาใจออกนอกใจผัว
มนั ถาหญงิ มชี ผู วั ใหป รบั ไหม โดยพระราชกฤษฎีกา”
บทท่ี ๖๑ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ชายไปเล้ียงลูกหรือหลานสาวทาน แลมีสิ่งสีน
ไปดวยเปนคํานับ ถาชายหยาบชาตอดาหรือตี พอตาแมยายแลผูเถาผูแกแหงหญิง แลชายน้ันไม
ทําทานบนใหก็ดี ไมสะมักสมาพอตาหรือแมยายผูเถาผูแกก็ดี หญิงวามิอยูเปนเมียชายน้ันสืบไป
ใหเอาทรัพยสิ่งของทังปวงแหงชาย ซึ่งยังบริคนอยูน้ันสงใหแกชายน้ันเสีย เหตุวาทรัพยสิ่งสีนทังน้ี
เปนที่คํานึงพึงใจเสนห แกทวยราษฎรทังหลาย ทานจึ่งวาใหเอาสงเสียแกมันจงแลว อยาใหเอา
ทรัพยสิ่งของมันไวใหเปนบริคนสืบไปเลยแลวใหขับมันเสียอยาใหมันอยูดวยลูกสาวสืบไป ถาแล
ทรัพยสิงสีนแหงมันยังบริคนอยูแกหญิง หญิงมิสงใหแกมันไซ ทานวาหญิงนั้นยังเปนเมียชายน้ัน
อยูแล
กลาวลกั ษณผวั เมยี ววิ าทกัน เกนิ เลยพอตาหรอื แมยาย โดยสงเขบแตเ ทานี้”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
มาตรา ๑๕๑๔ บัญญัติวา “การหยาน้ันจะทําไดแตโดยความยินยอมของท้ังสอง
ฝายหรอื โดยคําพิพากษาของศาล
การหยาโดยความยินยอมตองทําเปนหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออยางนอย
สองคน”
มาตรา ๑๕๑๖ บญั ญตั ิวา “เหตุฟองหยามีดงั ตอ ไปนี.้ ..
(๒) สามีหรือภริยาประพฤติช่ัว ไมวาความประพฤติช่ัวนั้นจะเปนความผิดอาญา
หรือไม ถา เปนเหตใุ หอ กี ฝา ยหนงึ่

(ก) ไดรบั ความอับอายขายหนาอยา งรายแรง
(ข) ไดรับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเปนสามีหรือภริยาของฝายที่
ประพฤติช่ัวอยตู อไป หรือ

๒๒

(ค) ไดรับความเสียหายหรือเดือดรอนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และ
ความเปนอยรู วมกันฉันสามภี รยิ ามาคํานึงประกอบ

อีกฝายหนง่ึ นน้ั ฟอ งหยาได
(๓) สามีหรือภริยาทําราย หรือทรมานรางกายหรือจิตใจ หรือหม่ินประมาทหรือ
เหยียดหยามอีกฝายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝายหนึ่ง ทั้งนี้ ถาเปนการรายแรง อีกฝายหนึ่งนั้น
ฟอ งหยา ได
(๔) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งรางอีกฝายหนึ่งไปเกินหน่ึงป อีกฝายหน่ึงน้ันฟอง
หยาได...”
การสิ้นสุดแหงการสมรสในกฎหมายตราสามดวง ลักษณผัวเมีย อาจจําแนกได
เปน ๓ กรณี ดงั นี้
๑. ตายจากกนั
๒. การหยา หรอื มเี หตทุ าํ ใหส ามภี รรยาตอ งเลิกกนั เกดิ ขนึ้
๓. โดยคาํ พพิ ากษาของศาล
เหตุแหง การขาดจากการสมรสอาจเกิดขน้ึ จาก
๑. การหยากันดวยความสมัครใจของสามีและภรรยา ชายหญิงที่แตงงานกัน
ภายหลังอาจหยากันไดตามกฎหมาย ตามพระอัยการลักษณผัวเมีย บทท่ี ๖๗ เชนเดียวกับ
กฎหมายในปจจุบัน การหยาน้ันจะทําไดแตโดยความยินยอมของทั้งสองฝายหรือคําพิพากษาของ
ศาล ซ่ึงจะตองทําเปนหนังสือและมีพยานอยางนอยสองคนรับรอง อีกท้ังการหยาโดยความ
ยินยอมจะสมบูรณตอเม่ือไดจดทะเบียนการหยาน้ันแลว เง่ือนไขท่ีแตกตางกันคือ กฎหมาย
ปจจุบันกําหนดวาการหยาท่ีสมบูรณตองมีการจดทะเบียนดวย แตถาเปนการหยาโดยความสมัคร
ใจตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อตางผิดใจกันและหยากันใหฝายหญิงสงสินสอด ขันหมากคืน
แกช าย แตถา มลี ูกดว ยกันทานมใิ หสงสินสอดขนั หมากแกชายเลย และใหแบง ทรพั ยสินระหวางกัน
ถือวา การสมรสนัน้ สุดลงแลว
๒. ชายทิ้งรางภรรยาไปไมกลับมาหาภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกําหนด ถือวา
ชายหญิงขาดจากการเปนสามีภรรยากัน แตหญิงตองเอาสินสอด ขันหมาก ทุนทรัพย สงคืนชาย
หรือกรณีสามีไปคาขายตามหัวเมือง พนกําหนด ๑ ป ชายไมกลับมา ชายหญิงขาดจากการเปน
สามีภรรยา ในเรื่องการทิ้งรางนี้ในกฎหมายปจจุบัน ถือเปนเหตุฟองหยา ตามมาตรา ๑๕๑๖ (๔)
สามีหรือภริยาจงใจละท้ิงรางอีกฝายหน่ึงไปเกินหน่ึงป อีกฝายหนึ่งน้ันฟองหยาได ซึ่งกฎหมาย
ลักษณะผัวเมียน้ันบัญญัติใหเฉพาะกรณีชายทิ้งหญิงเทานั้น แตในปจจุบันสิทธิของชายและหญิง
เทาเทียมกัน หากหญิงทิ้งรางไปชายก็สามารถยกข้นึ เปน เหตฟุ อ งหยา ได
๓. ชายลวงเกินพอตาแมยาย หรือญาติผูใหญของหญิง หากหญิงไมประสงคอยู
รวมเปนสามีภรรยากับชาย ชายหญิงขาดจากกการเปนสามีภรรยากัน ฝายหญิงตองสงทรัพยสิน
ของชายคืนแกชาย ในปจจุบันถือเปนเหตุฟองหยาตามมาตรา ๑๕๑๖ (๓)๔. ชายคิดเอาใจออก
หางหญิง ยักยายสินเดิม สินสมรส ไปไวยังบิดามารดาญาติพี่นองของตน ใหชายสงทรัพยสินคืน
และแบง ปน ตามกฎหมาย ชายหญิงขาดจากการเปน สามภี รรยา

๒๓

๕. ชายคบหาโจรผูราย ใหพอตาแมยายขับไลชายน้ันไปเสียใหพน แลวสง
ขันหมากทนุ คนื แกช าย และบอกกลา วแกนายบา น นายอําเภอกรมการใหรบั ทราบไว ชายหญิงขาด
จากการเปนสามีภรรยา สําหรับกรณีน้ีอาจเทียบไดกับกรณีที่สามีหรือภริยาประพฤติชั่วไมวาจะ
เปนความผิดอาญาหรอื ไมก ต็ าม ตามมาตรา ๑๕๑๖ (๒)

๖. ชายมีศรัทธาในพระศาสนา ไปบวชเปนพระภิกษุ ชายหญิงขาดจากการเปน
สามีภรรยา สินเดิม สินสมรสตกเปนของหญิงหมด เวนแตชายจะไดแบงปนทรัพยสินไวกอนแลว
ซึ่งในปจจุบันนี้กฎหมายมิไดบัญญัติในเร่ืองนี้ไว แตอาจเปรียบไดกับการจงใจทิ้งรางอีกฝายหนึ่ง
หากเกิน ๑ ป อาจเปนเหตุฟองหยาได จะเหน็ ไดวา สงั คมไทยเปนสังคมเมืองพุทธ กฎหมายจึงวาง
แนวปฏิบัติใหสามีภรรยานั้นขาดจากกัน แตในทางปฏิบัติของสังคมไทยในปจจุบันน้ันการฟอง
หยาดวยเหตุดังกลาวน้ันอาจจะดูเปนการไมสมควรนัก แตถึงอยางไรก็ตามในทางปฏิบัติก็อาจถือ
ไดวามิไดเปนสามีภรรยากันโดยพฤตินัย แตผลในทางกฎหมายยังคงมีอยูและจะมีผลถึงเรื่องของ
การแบงมรดกตอไปดวย ดวยเหตุดังกลาวขางตน จะเห็นไดวาประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
บรรพ ๕ กรณีการส้ินสุดของการสมรสในปจจุบันนั้นมีท่ีมาจากกฎหมายลักษณะผัวเมียเปน
สวนมาก โดยมีการปรับปรุงแกไขใหทันสมัยเหมาะกับสังคมปจจุบัน เชนกรณีการหยาจะตองจด
ทะเบียนหยา จงึ จะมผี ลตามกฎหมาย ซง่ึ สอดคลองกับสังคมในปจจุบันท่ีใชระบบผัวเดียวเมียเดียว
ประกอบกับในปจจุบันมีประชากรเพ่ิมมากยิ่งขึ้นจึงตองมีระบบทะเบียนเพื่อใหสามารถตรวจสอบ
สถานการสมรสของบุคคลได แมวาบทบัญญัติบางเร่ืองน้ันจะมิไดนํามาบัญญัติไวอยางชัดเจนใน
กฎหมายปจจุบันแตในทางปฏิบัติแลวก็ยังแทรกซึมอยูในวิถีการดํารงชีวิตของคนไทยโดยมาก
เชน กนั ถอื เปนประเพณอี ันดีงามที่ตกสืบทอดกันมา

๒๔

พระไอยการลักษณมรดก

กฎหมายลักษณะมรดกบญั ญัติข้นึ โดยพระเจา ทรงธรรม ในปพ ทุ ธศกั ราช ๒๑๕๕
วาดวยเรอ่ื งบรรดาทรพั ยส นิ ของผตู ายรวมตลอดท้ังหนส้ี ินของผตู ายดว ย ซึง่ ในบทความนีจ้ ะหยิบ
ยกบางเรื่องในพระไอยการลักษณมรดกเปรียบเทียบกับกฎหมายปจ จุบนั เพ่อื ใหเ ขา ใจวิวฒั นาการ
ของกฎหมายพอสังเขป ดงั นี้

๑. การตกทอดแหง ทรัพยม รดก
พระไอยการลกั ษณมรดก
บทที่ ๑ บญั ญตั ิวา “ถาแลผูมบี นั ดาศกั ดติ ั้งแตน า ๔๐๐ ข้ึนไป ถึงแกมรณภาพแล
จะแบงปนทรัพยมรดกเปนสวน ซึ่งจะไดแกบิดามานดาแลญาติพี่นองบุตรภรรยาหลานเหลนลื่อ
นั้น โดยไดรับราชการแลมิไดรับราชการ แลมีบําเน็จบํานาญ แลหาบําเน็จบํานาญมิได ใหทําเปน
สว นดั่งพระผูเปนเจากลา วไวนี้”
บทที่ ๒ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ผูมรณภาพนั้น หาบําเน็จบํานาญแกราชการมิได
ใหทําทังพัทยาแลมรดกคงไวทังสองสถาน ถาผูมรณภาพนั้นมีบําเหน็จแกราชการแลหาบํานาญ
มิได อยาใหทํามรดกเลย ใหทําแตพัทยาคงไว ถาผูทํามรดกเลยใหทําแตพัทยาเกิด ถาผูมรณภาพ
น้ัน มที งั บําเหนจ็ บํานาญแกราชการไซ อยา ใหท าํ พัทยาแลมรดกเลย ใหเอาทรัพยอันเปนสะวิญาณ
กะทรัพยแลอะวิญาณกะทรัพทังสองประการนั้นแบงปนใหแกบิดามานดาแลลูกหลานชายหญิง
แหงผูมรณภาพน้ัน ถาแลหาบิดามานดาแลลูกหลานชายหรือหญิงมีได อยาใหทํามรดกพัทยาเลย
ใหคงไวแกญ าติพ่ีนอ งผมู รณภาพนนั้ เถดิ
อนึ่งผูมรณภาพนั้น เอาสะวิญาณกระทรัพแลอะวิญาณกะทรัพไปฝากไวยังอาราม
กด็ ี ผใู ดจะเอาออกจากอารามนั้นมิได ทานวา ผนู ้นั มิพน จัตุราบาย”
บทท่ี ๓ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง เสนาบดีมลตรีมุกขลูกขุน เจาราชนิกุญขุนหม่ืน
พันทนายผมู ีบนั ดาศักดิทงั ปวง แลบดิ ามานดาแตงใหมเี รอื นแตอ ายุสมควรจะมีเรือน แลคนทังนั้น
มที รัพยสงิ่ สนิ ดว ยผลราชการอันพระราชทานใหก ด็ ี แลมที รัพยสิง่ สีนขนึ้ ดว ยทาํ มาหากินดว ยกนั กด็ ี
แลผนู ้นั ถงึ แกม รณภาพลง ใหเ อาเคร่ืองสรรพาวุธชางมาเครื่องพัทยาบาวไพร แลเรือยาวแต ๗ วา
ข้ึนไปยกไวเปนหลวง แลทรัพยส่ิงสีนทาษกรรมกรชายหรือหญิง เรือกสวนไรนานั้น ยังมากนอย
เทาใดใหประมวนไว ถาแลผูมรณภาพน้ัน มีน่ีมากนอยเทาใดก็ดี ใหบิดามานดาบุตรภรรยา เอา
ทรัพยน้ันไชนี่จงครบกอน ถาแลผูมรณภาพหานี่มิไดก็ดี ใหเอาทรัพยส่ิงของทังปวงซึ่งยังอยูนั้น
แบงออกเปนสวนใหทําเปนส่ีภากๆ หนึ่งเขาพระคลังหลวง ภากหนึ่งใหแกบิดามานดา ถาแลบิดา
ถึงแกมรณภาพยังแตมารดา ใหมารดานั้นไดทรัพยทังสวน ถามารดามรณภาพยังแตบิดา ใหบิดา
นั้นไดทรัพยทังสวน ถาบิดามารดาหยารางกันแลว ใหไดทรัพยคนละก่ึงสวน แลภาคหน่ึงใหแกพี่
นองลูกหลานแลญาติกาผูถึงมรณภาพ ภาคหน่ึงใหแกพิริยา ถาแลผูมรณภาพนั้นหาแมเจาเรือน
มไิ ดย กไวเ ปนหลวง”

๒๕

จากบทบัญญัติขางตนเห็นไดวาพระไอยการลักษณมรดกถือหลักเรื่องการมีศักดิ
นาหรอื ไมม ีศกั ดินาเปน เกณฑสาํ คญั ในการแบง มรดก คือ ผตู ายมีศักดินา ๔๐๐ ไร หรือกวานั้นขึ้น
ไป ใหแบงมรดกออกเปน ๔ ภาค คือ ภาคหลวง ภาคบิดามารดา ภาคภรรยา และภาคญาติ ท้ังนี้
มีขอ ยกเวน สําหรบั พวกทมี่ ีศกั ดนิ า ๔๐๐ ไร หรือกวา นน้ั ขึน้ ไปไมตอ งแบง ภาคหลวง ถาหาก

๑. ผูตายมีบําเหนจ็ หรอื บาํ นาญอยางใดอยางหน่งึ ในราชการ
บําเหน็จ คือ คุณความดีความชอบที่กระทําเปนพิเศษเปนคร้ังคราว เปน
ประโยชนอยางมากแกบา นเมอื ง
บํานาญ คือ รางวลั ในการปฏิบตั ิราชการดว ยดีเสมอมาในการรับราชการ
๒. ผตู ายเปนพราหมณ แมจะมีศกั ดนิ ากวา ๔๐๐ ไรก ต็ าม
ในสวนภาคหลวงน้ียังมีเครื่องพัทยาท่ีผูตายจะตองคืนหลวงดวย เวนแตผูตายจะ
มีทั้งบาํ เหนจ็ และบาํ นาญจงึ ไมต อ งคืนเครอื่ งพัทยา
เคร่ืองพัทยา คือ
ส่ิงซ่ึงพระเจาอยูหัวพระราชทาน
สําหรับความชอบในตําแหนงหรือ
เกียรติยศ หรือส่ิงซึ่งพระราชทาน
พระบรมราชาอนุญาตใหสรางข้ึนใช
ในการประดับยศแหงตน เชน
เคร่ืองยศ เสลี่ยง เรือกันยา หีบ
หมาก พานทอง นอกจากนี้ยังมี
สิ่งของท่ีไดมาจากการสงครามที่
พระเจาอยหู วั พระราชทานใหเ ปน

กฎหมายตราสามดวงฉบบั หลวง

เครื่องประกอบเกียรติยศ เชน ชาง มา อาวุธ ขาทาษ เปนตนผูตายมีศักดินาตํ่ากวา ๔๐๐ ไร ให
แบงมรดกออกเปน ๓ ภาค คือ ภาคบิดามารดา ภาคภรยิ า และภาคญาติ๗

ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
มาตรา ๑๕๙๙ บัญญัตวิ า “เมื่อบคุ คลใดตายมรดกของบุคคลนน้ั ตกแกทายาท”
มาตรา ๑๖๒๙ บัญญัติวา “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเทาน้ัน และภายใตบังคับ
แหง มาตรา ๑๖๓๐ วรรคสอง แตล ะลาํ ดับมีสทิ ธิไดรบั มรดกกอนหลงั ดงั ตอ ไปน้ี…
(๑) ผูสบื สันดาน
(๒) บดิ ามารดา
(๓) พ่นี องรวมบดิ ามารดาเดียวกัน
(๔) พีน่ อ งรวมบดิ าหรือมารดาเดยี วกัน
(๕) ปู ยา ตา ยาย
(๖) ลุง ปา นา อา”

๗อา งแลว, เชิงอรรถท่ี ๖, น.๘๓-๘๔.

๒๖

มาตรา ๑๗๓๔ บัญญัติวา “เจาหน้ีกองมรดกชอบแตจะไดรับการชําระหนี้จาก
ทรพั ยส ินในกองมรดกเทานนั้ ”

คาํ วา “ผูส บื สนั ดาน” ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ในท่ีนี้หมายความวาบุตรท่ีสืบสาย
โลหิตโดยตรงลงไปจากเจามรดก จําแนกเปนช้ันๆ คือ บุตร หลาน เหลน ล้ือ ในกรณีท่ีมี
ผูสืบสันดานหลายชั้นมาตรา ๑๖๓๑ บัญญัติวา “ในระหวางผูสืบสันตางช้ันกัน บุตรของเจามรดก
อันอยูในช้ันสนิทที่สุดเทาน้ันมีสิทธิรับมรดก ผูสืบสันดานท่ีอยูชั้นถัดลงไปจะรับมรดกไดก็แตโดย
สิทธิการรับมรดกแทนท่ี” ดังนั้น ทายาทลําดับชั้นหลาน เหลน ล่ือ จะรับมรดกไดโดยเปนผูเขารับ
แทนบตุ รของเจา มรดกตามหลกั เกณฑวาดวยการรับมรดกแทนที่๘

นอกจากน้ี ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา ๑๖๒๗ บัญญัติวา “บุตร
นอกกฎหมายท่ีบิดาไดรับรองแลวและบุตรบุญธรรมใหถือเปนผูสืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบ
ดวยกฎหมาย ตามความหมายแหงประมวลกฎหมายนี้” ดังน้ัน บุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิรับมรดก
ของผูรบั บุตรบญุ ธรรมในฐานะผูสบื สนั ดาน ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ดวย

จากที่กลา วมาขา งตน พระไอยการลกั ษณมรดกจาํ แนกผูร ับมรดกเปน ๔ ประเภท
คือ ๑. ภาคหลวง คือ ผูท่ีมีศักดินาตั้งแต ๔๐๐ ไรขึ้นไป เวนแต มีคุณสมบัติตามขอยกเวนท่ี
กฎหมายกําหนดก็ไมตองแบงมรดกเขาหลวง ๒. ภาคบิดามารดา ๓. ภาคภรรยา และ ๔. ภาค
ญาติ หมายความถึง บุตร หลาน เหลน ล่ือ บุตรบุญธรรม พี่นองรวมบิดามารดา พี่นองตางบิดา
หรือตา งมารดา ปู ยา ตา ยาย ลุง ปา นา อา (พระไอยการลักษณมรดก บทที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๖,
๑๗) แตกฎหมายปจจุบันกําหนดทายาทโดยธรรมออกเปน ๖ ลําดับ คือ ๑. ผูสืบสันดาน
๒. บิดามารดา ๓. พ่ีนองรวมบิดามารดาเดียวกัน ๔. พี่นองรวมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ๕. ปู
ยา ตา ยาย ๖. ลุง ปา นา อา ซึ่งทายาทโดยธรรมนี้ตรงกับการแบงมรดกภาคญาติตามกฎหมาย
เกา และกฎหมายใหมแ บง การตกทอดมรดกแกค สู มรสไวต า งหากอกี สว นหนง่ึ มิไดร วมกับการแบง
มรดกของทายาทโดยธรรมซ่ึงก็มีลักษณะใกลเคียงกับกฎหมายเกาที่แบงการตกทอดมรดกภาค
ภรรยาแยกออกจากญาติ อยางไรก็ตามกฎหมายปจจุบันกําหนดใหทายาทอยูในลําดับกอนซ่ึงยังมี
ชีวิตอยมู สี ิทธไิ ดร ับมรดกท้ังหมดตามหลกั ญาติสนทิ ตัดญาติหาง ตางจากกฎหมายเกาท่ีกําหนดให
แบงมรดกออกเปนสวนท้ัง ๔ ภาค โดยไมมีลําดับการรับมรดกโดยพิจารณาจากความใกลชิดของ
การสืบสายโลหิต

นอกจากน้ีพระไอยการลักษณมรดกกําหนดใหผูท่ีมีศักดินาตั้งแต ๔๐๐ ไรขึ้นไป
ตองแบงมรดกเขาหลวง ซึ่งกฎหมายปจจุบันไมมีการบัญญัติใหมรดกของผูตายตองแบงเขาหลวง
เวนแตจะเปนมรดกท่ีไมมีผูรับซึ่งกฎหมายปจจุบันกําหนดใหตกเปนของแผนดิน (มาตรา
๑๗๕๓)

๘เพรยี บ หุตางกรู , คาํ อธิบายประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยว าดวยมรดก, พิมพครัง้ ท่ี
๖, (กรงุ เทพฯ:มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๑), น.๔๘-๔๙.

๒๗

๒. มรดกของพระภิกษุ
พระไอยการลกั ษณมรดก
บทที่ ๓๖ บัญญัติวา “ภิกษุจุติจากอาตมภาพแลคหัถจะปนเอาทรัพยมรดกน้ัน
มิได เหตุวา เขาเจตนาทาํ บุญใหแกเจาภกิ ษุเปนของอยใู นอารามทานแลว ถา เจา ภกิ ษอุ ทุ ศิ ไวใ หท าน
แกค หัถๆ จ่ึงรบั ทานทานได
อน่ึงถาคหัถมรณภาพ บิดาหรือมารดา ญาติพี่นองลูกหลานเปนเจาภิกษุอยูใน
สิกฃาบทแลว จะปนเอาทรัพยมรดกคหัถนั้นมิได เหตุวาเปนบุตรพระเจาแลว ถาคหัถผูมรณภาพ
นั้นอุทิศไว ถวายสวิญาณกะทรัพยแลอะวิญาณกะทรัพยแกเจาภิกษุผูเปนญาติพ่ีนองลูกหลาน จึ่ง
รับเอาทรัพยทังนั้นเปนของเจาภิกษุได ถาเจาภิกษุจุติจากอาตมภาพ ทรัพยน้ันคงเปนของใน
อาราม ผใู ดจะวากลาวเอา ทานวาหมิไดเลย”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๖๒๒ บัญญัติวา “พระภิกษุน้ัน จะเรียกรองเอาทรัพยมรดกในฐานะที่
เปนทายาทโดยธรรมไมได เวนแตจะไดสึกจากสมณเพศมาเรียกรองภายในกําหนดอายุความตาม
มาตรา ๑๗๕๔
แตพระภิกษุนนั้ อาจเปนผูรับพินยั กรรมได”
มาตรา ๑๖๒๓ บัญญัติวา “ทรัพยสินของพระภิกษุท่ีไดมาในระหวางเวลาที่อยูใน
สมณเพศน้ันเม่ือพระภิกษุนั้นถึงแกมรณภาพ ใหตกเปนสมบัติของวัดท่ีเปนภูมิลําเนาของ
พระภกิ ษุนน้ั เวนแตพ ระภกิ ษนุ ัน้ จะไดจ ําหนายไประหวา งชีวิตหรือโดยพนิ ยั กรรม”
พระไอยการลักษณมรดกบัญญัติมิใหพระภิกษุเปนทายาทโดยธรรมในการรับ
มรดก เวน แต ผูต ายจะมีเจตนาอทุ ิศไวแ กพระภิกษุ และในกรณีท่ีพระภิกษุมรณภาพใหทรัพยของ
พระภิกษุนั้นตกเปนของวัด กฎหมายปจจุบันบัญญัติมิใหพระภิกษุเรียกรองเอาทรัพยมรดกใน
ฐานะทเ่ี ปนทายาทโดยธรรม ซึ่งนา จะมผี ลทางกฎหมายเชนเดียวกัน
สวนกรณีที่พระภิกษุมรณภาพพระไอยการลักษณมรดกกําหนดใหทรัพยมรดก
นั้นเปนของวัดผูใดจะมาเรียกรองมิได โดยมิไดจําแนกทรัพยมรดกวาสิ่งใดไดมากอนหรือระหวาง
ที่อยูในสมณเพศ เหมือนดังกฎหมายปจจุบันท่ีกําหนดไวเฉพาะทรัพยมรดกท่ีไดมาในระหวางท่ี
เปน พระภิกษเทานน้ั จึงจะตกเปนสมบัติของวัดท่ีเปน ภมู ิลําเนาเทาน้ัน

๓. การเสยี สิทธใิ นการรับมรดก
พระไอยการลักษณมรดก
บทที่ ๔๓ บัญญัติวา “ถาแลญาติพี่นองบุตรภิริยาทําบาญชียมรดก แลมรดกนั้น
แกวแหวนทองเงินสรรพทรัพยสิ่งใดนั้นมากก็ดี แลเคร่ืองสรรพาวุธพัทยาแลสมพลทังปวงน้ันมาก
ก็ดี แลผูรักษาทรัพยมรดกน้ันยักยายเบียดบังไวทําบาญชียมรดกนั้นนอย แลสมุหะมรดกนั้น
สืบสวนเปนสัจวาคงมีบาญชียมรดกโดยมาก บุตรภิริยาญาติพ่ีนองหากยักยายซอนเนบไวใหบาญ
ชียคงแตนอย ทานวามันโลภหมิซ่ือตรงตอญาติพ่ีนอง มันจ่ึงยักยายอําพรางเบียดบังเอาไววา
สง่ิ ของนั้นนอย ทา นวาอยาใหไ ดสว นแบงปน ซึง่ แบงไวน ั้นเลย”

๒๘

ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๖๐๕ บัญญตั ิวา “ทายาทคนใดยักยา ย หรอื ปดบังทรัพยมรดกเทาสวนท่ี
ตนจะไดหรือมากกวานั้นโดยฉอฉลหรือรูอยูวา ตนทําใหเส่ือมประโยชนของทายาทคนอ่ืน ทายาท
คนนั้นตองถูกกําจัดมิใหไดมรดกเลย แตถาไดยักยายหรือปดบังทรัพยมรดกนอยกวาสวนที่ตนจะ
ได ทายาทคนนน้ั ตอ งถูกกาํ จัดมใิ หไดมรดกเฉพาะสว นทไี่ ดย ักยายหรือปดบังไวน ้นั ”
พระไอยการลักษณมรดกบัญญัติเรื่องการกําจัดมิใหทายาทหรือผูรักษาทรัพย
มรดกท่ียักยายหรือปดบังทรัพยมรดก พฤติการณดังกลาวยอมถือวาทายาทหรือผูรักษาทรัพย
มรดกมีเจตนาฉอ ฉลใหทายาทหรอื ผมู สี ทิ ธิรับมรดกอื่นเสอ่ื มประโยชน ซงึ่ กฎหมายปจจบุ นั บญั ญตั ิ
เร่ืองการกําจัดมิใหทายาทผูมีพฤติกรรมฉอฉลเบียดบังทรัพยมรดกมิใหรับมรดกแตไดบัญญัติ
เพิ่มเติมวา หากทายาทคนใดยักยาย หรือปดบังทรัพยมรดกนอยกวาสวนที่ตนควรจะได จะถูก
กําจัดใหรับมรดกเฉพาะสวนที่ไดยักยายหรือปดบังมิไดกําจัดมิใหรับมรดกซ่ึงแตกตางจาก
กฎหมายเกา นอกจากนี้กฎหมายปจจุบันมิไดมีผูรักษาทรัพยมรดก แตนาจะมีความหมาย
ใกลเคยี งกบั ผจู ัดการมรดก

๔. มรดกทีไ่ มมีผรู ับ
พระไอยการลักษณมรดก
บทที่ ๔ บัญญัติวา “ถาบิดามารดาผูมรณภาพนั้นหามิไดแลทรัพยส่ิงของทาษ
กรรมกรชายหญิงอันเปนเครื่องบริโภคทังปวงนอกกวาเครื่องสรรพาวุธพัทยาท่ีเปนของหลวงนั้น
ใหแบงปนออกเปนสามภาคๆ หนึ่งเขาพระคลังหลวง ภาคหนึ่งใหแกพี่นองลูกหลานแลญาติผูถึง
มรณภาพ ภาคหน่งึ ใหแ กพ ิรยิ า ถา แลผูมรณภาพนน้ั หาแมเ จาเรือนมไิ ดใ หย กไวเปนของหลวง”
บทท่ี ๔๘ บัญญัติวา “เศษฐีคฤหบดีผูมีทรัพยสิ่งสีนแลถึงแกมรณภาพ หาญาติพี่
นองพงษามิได ทานใหเอาทรัพยสิ่งสีนแกวแหวนเงินทองชามาขาคนเคร่ืองบริโภคท้ังปวงนั้นเขา
ทอ งพระคลงั หลวง...”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๗๕๓ บัญญตั ิวา “ภายใตบังคบั ของเจา หนก้ี องมรดกเมือ่ บคุ คลใดถงึ แก
ความตาย โดยไมมีทายาทโดยธรรมหรือผูรับพินัยกรรม หรือการต้ังมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดก
ของบุคคลนน้ั ตกทอดแกแ ผนดนิ ”
พระไอยการลกั ษณมรดก หากผตู ายมที รพั ยมรดกและไมม ที ายาทผูรบั มรดกตาม
กฎหมาย หรือหากเจามรดกที่เปนชายตายโดยท่ียังไมมีพิริยาหรือแมเจาเรือน ใหทรัพยมรดกตก
เปนของพระคลังหลวง กฎหมายปจจุบันบัญญัติไวในลักษณะเชนเดียวกัน คือ หากผูตายไมมี
ทายาทโดยธรรมมรดกนั้นยอมตกเปนของแผนดิน ซึ่งหมายความวา ทรัพยมรดกอาจตกเปนของ
แผน ดนิ ทงั้ หมดหรอื บางสวนก็ได๙

๙ อา งแลว , เชงิ อรรถท่ี ๖, น. ๘๘-๘๙.

๒๙

พระอยั การลักษณววิ าทดาตกี ัน

พระอัยการลักษณะวิวาทดาตกี นั เปนกฎหมายที่บญั ญัติเกี่ยวกับการวิวาทดาตีกัน
การทํารายซ่ึงกันและกัน การหมิ่นประมาท เปนตน ซ่ึงในตัวพระอัยการระบุวาตราขึ้นในป
มหาศักราช ๑๓๖๙ ซึ่งตรงกับป พ.ศ. ๑๙๙๒ กฎหมายฉบับน้ีมีเพียง ๔๖ บท (มาตรา) และถูก
ยกเลิกเม่ือใชกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ ในป พ.ศ.๒๔๕๑ เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมาย
อาญาท่ีใชกันอยู ณ ปจจุบัน จะเห็นไดวามีบางมาตราท่ีไดรับอิทธิพลมาจากพระอัยการลักษณะ
วิวาทดา ตีกันน้ี โดยมีรายละเอยี ดดงั ตอไปน้ี

๑. หลกั การยกเวนโทษแกเ ดก็ อายุ ๗ ขวบและคนชราอายุ ๗๐ ป
พระอัยการลกั ษณวิวาทดาตกี นั
บทท่ี ๑๐ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง
เดกตอเดกวิวาทตีกัน ใหพอหรือแมหามปราม ถา
พอหรือแมเดกฝายขางหน่ึงไปตีบุตรทานฝายขาง
หน่ึงไซ ใหไหมผูตีน้ันโดยกรมศักดิทวีคูน เหตุวา
เดกมิรูผิดแลชอบ ถาเดกตีกันมีบาทเจบไซ ให
พิเคราะดูเดกผูตีหรือผูเจบนั้น ถาเทากันอยาใหมี
โทษแกมันเลย เหดุเปนเดกดวยกัน ถาเดกผูตี
ผใู หญไซใ หท ําขวนั เสียคา นํา้ มนั ใหแกม ันผูน อย”

กฎหมายตราสามดวงฉบับหลวง

อน่ึงเดก ๗ เขาเถา ๗๐ เปนคนหลงใหลไปดาหรือตีทานๆมิใหปรับไหมมีโทษ
แตใหนายบา นนายเมืองชวยวากลา วใหส มกั สมาผเู จบน้ันโดยควร”

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๓ บัญญัติวา “เด็กอายุยังไมเกินเจ็ดป กระทําการอันกฎหมายบัญญัติ
เปนความผิด เดก็ นั้นไมต องรบั โทษ”
การที่กฎหมายยกเวนโทษแกเด็กอายุไมเกินเจ็ดป เน่ืองจากเด็กเปนผูท่ียังไม
สามารถแยกแยะการกระทําถูกผิดได ยังไมมีความรูผิดชอบเพียงพอถือเปนผูท่ีขาดความสามารถ
ในการกระทําชั่ว จึงยกเวนโทษให ซึ่งตามพระอัยการลักษณะวิวาทดาตีกัน ยกเวนโทษใหเด็กอายุ
เจ็ดขวบและคนชราอายุเจ็ดสิบปข้ึนไปแตเฉพาะการทะเลาะวิวาทตีกันระหวางเด็ก หรือเด็กตี
ผูใหญเทา หรือคนชราอายุเจ็ดสิบปข้ึนไปดาตีผูอ่ืนเทานั้นมิไดยกเวนโทษในทุกเรื่อง หากแตตาม
ประมวลกฎหมายอาญาไดย กเวน โทษเดก็ ไวท ุกความผดิ
นอกจากน้ีประมวลกฎหมายอาญายกเวน โทษใหเฉพาะแกเ ดก็ อายุเจด็ ขวบเทานั้น
สวนคนชรากฎหมายมิไดยกเวนโทษให จึงอาจที่จะยกการยกเวนโทษสําหรับคนวิกลจริตตาม
มาตรา ๖๕ มาปรับใชถาหากวา คนชรากระทําผดิ เพราะจติ บกพรอ งหรอื จติ ฟนเฟอ น

๓๐

๒. หลกั การยกเวนโทษสําหรบั บคุ คลวกิ ลจรติ
พระอัยการลักษณววิ าทดาตีกนั
บทที่ ๑๕ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง คนบาเขาบานทานตีฟนแทงคนดีตาย จะไหม
บาไซท า นวามิชอบ เพราะวาบาหาตาํ แหนงแบงสัจมิได ทา นวา ใหพ อ แมพ ่นี อ งเผาพันธุบาใชก งึ่ เบยิ้
ปลูกตัวผูตาย ใหเวนบานั้นไปใหแกพอแมพี่นองเผาพันธุบานั้นจ่ึงชอบ ถามันตีมีบาทเจบไซ หา
โทษมิได ถา ทเ่ี ปนที่ไรนาปา ดงพงแขมเปนทีอ่ ยแู หงคนผูสูงอายุศมแ ลคนพิกลจรติ บา ใบผูใดเขาไป
ในที่มันอยูมันฟนแทงมีบาทเจบแลตายก็ดี ถาพบปะมันกลางถนนหนทางมิไดหลีกแลมันฟนแทง
บาทเจบถึงตายก็ดี จะเอาโทษแกมันมิไดเลย ใหโฆษนาแกนครบาลใหจับเอาตัวมันจําจองไว
จนกวาจะส้นิ กาํ ม”
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๖๕ บัญญัติวา “ผูใดกระทําความผิด ในขณะไมสามารถรูผิดชอบ หรือไม
สามารถบังคับตนเองไดเพราะมีจิตบกพรอง โรคจิตหรือจิตฟนเฟอน ผูน้ันไมตองรับโทษสําหรับ
ความผิดนั้น
แตถาผูกระทําความผิดยังสามารถรูผิดชอบอยูบาง หรือยังสามารถบังคับตนเอง
ไดบาง ผูนั้นตองรับโทษสําหรับความผิดนั้น แตศาลจะลงโทษนอยกวาที่กฎหมายกําหนดไว
สําหรับความผิดนน้ั เพยี งใดกไ็ ด”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
มาตรา ๔๒๙ บัญญัติวา “บุคคลใดแมไรความสามารถเพราะเหตุเปนผูเยาวหรือ
วิกลจริตก็ยังตองรับผิดในผลที่ตนทําละเมิด บิดามารดาหรือผูอนุบาลของบุคคลเชนวานี้ยอมตอง
รับผิดรวมกับเขาดวย เวนแตจะพิสูจนไดวาตนไดใชความระมัดระวังตามสมควรแกหนาที่ดูแลซ่ึง
ทําอยนู ัน้ ”
จะเหน็ วา ตามพระอยั การลักษณววิ าทดาตีกนั เรียกบุคคลวกิ ลจริตวา คนบา เหตุท่ี
ไมลงโทษผูกระทําผิด ซ่ึงเปนบุคคลวิกลจริตเพราะบุคคลดังกลาวเปนผูที่ไมสามารถรูผิดชอบและ
ไมม คี วามสํานกึ ในการกระทําของตน จึงไมมีประโยชนที่จะลงโทษบุคคลดังกลาว ซึ่งเปนท่ียอมรับ
หลักการดังกลาวมาแตอดีตแลว สําหรับการลงโทษในอดีตน้ันใหนําตัวไปกักขังไว ซ่ึงในปจจุบัน
บุคคลวิกลจริตไมตองรับผิดในทางอาญา แตยังตองรับผิดในทางแพงซ่ึงในอดีตตามพระอัยการ
ลักษณะวิวาทดาตีกันใหพอแมของคนวิกลจริตตองรับผิดในคาปลงศพของผูท่ีถูกคนวิกลจริตทํา
รายถึงตายจึงเหมือนกับความรับผิดเพ่ือความละเมิดตามกฎหมายแพงและพาณิชย ท่ีใหบุคคล
วิกลจรติ ยังตอ งรับผิดในผลที่ตนกระทาํ และใหบ ิดามารดาหรือผูอนุบาลรวมรบั ผิดกบั เขาดว ย

๓. การหม่นิ ประมาท
พระอยั การลักษณววิ าทดาตกี นั
บทท่ี ๓๗ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ดาสบประมาททานใหไดความอายวามึงทําชู
ดวยแมมึงๆ ทําชูดวยพอมึงๆ ทําชูดวยลูกมึงๆ ทําชูดวยหลานมึง ถาเปนสัจด่ังมันดา อยาใหมี

๓๑

โทษแกผูดานั้นเลย ใหลงโทษแกมันผูทํากระลีลามกน้ันโดยบทพระอายการ ถาพิจารณาเปนสัจวา
มนั แกลง ดา ทานใหไ ดอ าย ใหไ หมกงึ่ คาตวั ตามกระเศยี รอายศุ มผตู องดา

อน่ึงดาทานวามึงเปนชูกูกอนมึงเปนขากูกอนก็ดี พิจารณาเปนสัจวามันแกลงดา
ทานใหไดความอายอดสูด่ังน้ัน เปนสบประมาทใหไหมก่ึงคา ถาจริ่งดุจมันดาไซก็ใหไหมก่ึงน้ันลง
มาเลา ถาดาสิ่งอ่ืนเปรียบเทียบทาน พิจารณาเปนสัจ ทานวามันดาหมูประทามันดาหมาประเทียบ
ใหไหมโดยเบี้ยคาตวั เอาแตกึ่งหน่งึ

กลา วลกั ษณวิวาทดากนั ใหป รับไหมโดยสงั เขปแตเ ทาน”้ี
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒๖ บัญญัติวา “ผูใดใสความผูอ่ืนตอบุคคลที่สาม โดยประการท่ีนาจะ
ทําใหผ ูอนื่ น้ันเสยี ช่ือเสยี ง ถกู ดูหม่นิ หรือถูกเกลียดชัง ผนู ั้นกระทาํ ความผิดฐานหม่ินประมาท ตอง
ระวางโทษจําคุกไมเ กินหนึง่ ป หรือปรับไมเกนิ สองหมืน่ บาท หรอื ทั้งจําทัง้ ปรบั ”
มาตรา ๓๓๐ บัญญัติวา “ในกรณีหมิ่นประมาท ถาผูถูกหาวากระทําความผิด
พสิ ูจนไดวาขอ หาท่ีวา เปน หมิ่นประมาทนั้นเปน ความจรงิ ผูนนั้ ไมตอ งรับโทษ
แตหามมิใหพิสูจน ถาขอที่หาวาเปนหม่ินประมาทน้ัน เปนการใสความในเร่ือง
สว นตวั และการพิสูจนจ ะไมเ ปน ประโยชนแกป ระชาชน”
จะเห็นไดว าการหม่ินประมาทตามพระอยั การลกั ษณวิวาทดาตีกัน ถา หากเปนการ
ใสความผูอื่นเรื่องชูสาวระหวางเครือญาติ ถาเปนความจริงผูใสความไมมีความผิด แตผูทําชูกัน
กลับมีความผิดเพราะกฎหมายเห็นวาเปนกาลีแกบานเมือง ถาเปนการแกลงดาใหไดรับความอับ
อายอดสูดั่งเปนการสบประมาทใหมีความผิดตองถูกปรับไหม สวนการใสความในเรื่องอื่นๆนั้น
ขอความท่ีใสความน้ันจะเปนความจริงหรือเท็จ ผูใสความลวนแตมีความผิด จะตองถูกปรับไหม
ท้ังส้ิน สวนประมวลกฎหมายอาญานั้น ผูกลาวหาจะตองพิสูจนวาขอหาที่หม่ินประมาทน้ันเปน
ความจริง จึงไมตองรับโทษ แตหากเปนเร่ืองสวนตัวและเปนเร่ืองท่ีไมเปนประโยชนตอประชาชน
หามมิใหพ สิ จู น

๓๒

พระไอยการลักขณโจร

พระไอยการลักขณโจรตราขึ้นโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจาอูทอง) เม่ือ
พุทธศกั ราช ๑๙๐๓ และถกู ยกเลิกเมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๑ โดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗
ซ่ึงกฎหมายลักษณะโจรนี้มีหลักกฎหมายท้ังในสวนที่เปนกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมาย
วิธีสบัญญัติรวมกัน เชนนี้ ในการศึกษาพระไอยการลักขณโจรเปรียบเทียบกับกฎหมายท่ีใชอยูใน
ปจ จุบันจงึ สามารถศึกษาแยกตามลักษณะของกฎหมาย ดงั น้ี

พระไอยการลกั ขณโจร

๑. ความผดิ ตอ ศาสนา
ความผิดตอศาสนาตามพระไอยการลักขณโจรแยกไดเปนการกระทําตอวัตถุอัน
เปนท่ีเคารพในพระศาสนาหรือตอพระสงฆ ซึง่ เปนผสู บื พระศาสนา ดังมกี ารกระทาํ ดงั ตอไปนี้
พระไอยการลักขณโจร
บทที่ ๔๗ บัญญัติวา “ผูใดทุจริตรจิตรบาปหยาบชาเปนโจรลักเอาองคพระพุทธิ
รูปทอง, หนาก, เงีน, แกว, สําฤท, ทองแดงหรือดีบุก แลสิ่งใดซ่ึงเปนรูปพระปติมากอรอยูน้ันไป
ขาย หรอื ทําลายก็ดี เอาไปหมีทนั ขายแลเอาไปหมที ันทาํ ลายจบั ไดท่ใี ด ๆ กด็ ี ใหเกาะกมุ มนั มาถาม
เอาพวกเพื่อนรูเหนเปนเพื่อนซื้อขายทําดวยกันจงได ถาเปนสัจโดยคําโจรใหทวนดวยลวดหนังคล
๖๐ ที ใหตดั ตนี สีนมือพวกเพื่อนทังน้ันเสีย แลวใหไหมเปนเบ้ียคล ๗๐๐๐๐๐ บุณพระพุทธรูปนั้น
สว รโจรแลพวกมันนนั้ ใหฆาเสียไชบาปมันจงลางแลว”
บทท่ี ๔๘ บัญญัติวา “ถาโจรมันเอาพระพุทธรูปไปลางไปเผาสํารอกเอาทองก็ดี
เอาพระบทไปสํารอกแชน ้าํ เอาผา ไปกด็ ี ใหเอามันใสเตาเพลีงสูบมันเสียด่ังมันทําแกพระนั้นบาง ไช
บาปมันจงลา งแลว”
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๐๖ บัญญัติวา “ผูใดกระทําดวยประการใด ๆ แกวัตถุหรือสถานอันเปน
ทเ่ี คารพในทางศาสนาของหมูช นใด อนั เปน การเหยียดหยามศาสนานั้น ตองระวางโทษจําคุกต้ังแต
หน่ึงปถึงเจ็ดป หรอื ปรับตง้ั แตส องพนั บาทถึงหนึ่งหมนื่ สพ่ี ันบาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรับ”
มาตรา ๓๓๕ ทวิ บัญญัติวา “ผูใดลักทรัพยท่ีเปนพระพุทธรูปหรือวัตถุในทาง
ศาสนา ถา ทรัพยน น้ั เปน ที่สกั การะบชู าของประชาชน หรือเก็บรกั ษาไวเปนสมบัติของชาติ หรือสวน

๓๓

หนึ่งสว นใดของพระพทุ ธรูปหรอื วตั ถุดงั กลาว ตอ งระวางโทษจําคุกต้งั แตส ามปถงึ สบิ ป และปรับตั้ง
แตห กพันบาทถึงสองหมน่ื บาท

ถาการกระทําความผิดตามวรรคแรก ไดกระทําในวัด สํานักสงฆ สถานอันเปนท่ี
เคารพในทางศาสนา โบราณสถานอันเปนทรัพยสินของแผนดิน สถานที่ราชการหรือ
พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหาปถึงสิบหาป และปรับต้ังแตหน่ึง
หมื่นบาทถงึ สามหม่ืนบาท”

เน่ืองจากพระพุทธศาสนามคี วามสําคัญตอสังคมไทยตั้งแตอดีตจวบจนถึงปจจุบัน
ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับศาสนาจึงตกทอดมาโดยตรงและนํามาบัญญัติอยูใน
ประมวลกฎหมายอาญาในมาตราดงั กลาวน่ันเอง

๒. การลกั ทรัพยร ะหวา งคสู มรสและเครือญาติ
พระไอยการลักขณโจร
บทท่ี ๑๔๖ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ลูกเขยลักทรัพยสิ่งของสิ่งใด ๆ ของพอตา
แมยาย ๆ ลักทรัพยของลูกเขย แลลูกษะใภลักทรัพยของพอผัวแมผัว ๆ ลักทรัพยของลูกษะใภ
ลกู ลกั ทรัพยของพอ แม ๆ ลักทรพั ยของลกู นาลกั ทรัพยของหลาน ๆ ลักทรัพยของนา ลุงตาปูหญา
อาวอาลักทรัพยหลาน ๆ ลักทรัพยลุงตาปูหญาอาวอา พี่ลักทรัพยของนอง ๆ ลักทรัพยของพี่
ประการเทาน้ีทานวาใชอ่ืน เขาทรัพยเรื่องเดียวกันยากไรเขาเสียกันมิได ใหคืนแตทรัพยสิ่งของน้ัน
ใหแกกัน จลงโทษและปรับไหมใหแกก ันดงั่ ฉนั ผอู นื่ มไิ ด
อนึ่งผัวเมียลักทรัพยส่ิงของกันเอง ทานมิใหเอาโทษด่ังฉันผูอ่ืนเลย แมนลักแลว
จะหยา แบง ทรพั ยกนั ก็ใหบงั คบั ใหโ ดยขนาด ถาญาติเขยษะใภทังหลายก็ดจุ เดยี วกัน
กลาวมาดว ยลักษณโจร อนั เปนลหุโทษ ส้นิ อยูแตเทาน”้ี
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๑ บัญญัตวิ า “ความผดิ ตามที่บัญญัติไวใ นมาตรา ๓๓๔ ถึงมาตรา ๓๓๖
วรรคแรก และมาตรา ๓๔๑ ถึงมาตรา ๓๖๔ นั้น ถาเปนการกระทําท่ีสามีกระทําตอภริยา หรือ
ภริยากระทําตอสามี ผูกระทาํ ไมตอ งรับโทษ
ความผิดดังระบุมาน้ี ถาเปนการกระทําที่ผูบุพการีกระทําตอผูสืบสันดาน
ผูสืบสนั ดานกระทําตอผูบุพการี หรือพ่ีหรือนองรวมบิดามารดาเดียวกันกระทําตอกัน แมกฎหมาย
มิไดบัญญัติใหเปนความผิดอันยอมความได ก็ใหเปนความผิดอันยอมความไดและนอกจากนั้น
ศาลจะลงโทษนอยกวา ทีก่ ฎหมายกําหนดไวสําหรบั ความผิดน้นั เพยี งใดกไ็ ด”
จะเห็นไดวาในประมวลกฎหมายอาญานั้นบัญญัติยกเวนโทษในความผิดเก่ียวกับ
ทรัพยบางมาตราเฉพาะที่สามีกระทําตอภรรยา หรือภรรยากระทําตอสามี สวนความผิดเก่ียวกับ
ทรัพยท่ีกระทําตอกันระหวางเครือญาติน้ัน ประมวลกฎหมายอาญามิไดยกเวนโทษให เพียงแต
กําหนดวาถาความผิดท่ีกระทําน้ันไมใชความผิดอันยอมความได ก็ใหถือวาเปนความผิดอันยอม
ความได ถาหากคูก รณีไมยอมความกนั ศาลจะลงโทษผูกระทําความผิดนอยกวาที่กฎหมายกําหนด
เพียงใดก็ได นอกจากนี้ เครือญาติผูไดรับประโยชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๑ ยัง
จํากัดไวเพียงผูบุพการี ผูสืบสันดาน พ่ีนองรวมแตบิดามารดาเดียวกันเทานั้น แสดงใหเห็นวา

๓๔

หลักการยกเวนโทษในกรณีการลักทรัพยระหวางสามีภรรยาตามประมวลกฎหมายอาญาน้ันเปน
หลักกฎหมายทไ่ี ดร ับอิทธพิ ลมาจากพระไอยการลักขณโจร แตเนอ่ื งจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง
ไปตามยคุ สมยั ทาํ ใหลกั ษณะครอบครัวในสังคมไทยมีขนาดเล็กลง ความใกลชิดในหมูเครือญาติจึง
ลดนอ ยลงไปดวย กฎหมายจงึ ตองบญั ญัติรองรบั ใหเ หมาะสมกับสภาพการณด ังกลา ว

๓๕

การปฏิรูปกฎหมายไทยภายหลงั กฎหมายตราสามดวง

ภายหลังจากมีการตรากฎหมายตราสามดวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา
จุฬาโลกมหาราชแลว กฎหมายดังกลาวมีผลใชบังคับเร่ือยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยูหัวซึ่งอยูในชวงวิกฤตการณลาอาณานิคมชาติตะวันตก ทําใหประเทศไทยเสียเอก
ราชทางศาลเปนผลใหมีการปรับปรุงแกไขกฎหมายและบัญญัติกฎหมายใหมออกมาจํานวนมาก
เพ่ือพัฒนาประเทศใหเปนอารยะและเพ่ือใหไดเอกราชทางศาลกลับคืนมา การปฏิรูปกฎหมาย
ดงั กลาวทาํ อยางตอ เนือ่ งจนถงึ รชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระองคทรง
มีดําริใหมีการชําระกฎหมายไทยใหเปนระบบประมวลกฎหมายตามแบบอยางชาติตะวันตกซึ่งถือ
เปน จดุ เปลย่ี นสาํ คัญทาํ ใหป ระเทศไทยเขาสยู คุ กฎหมายสมยั ใหมด งั ท่ีเปน อยใู นปจ จบุ ัน

๑. การปฏริ ูปกฎหมายสมยั รชั กาลที่ ๔
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ

จอมเกลาเจาอยูหัว ประเทศทางยุโรปเรืองอํานาจ
ทําใหประเทศไทยตองประสบปญหาเรื่องสิทธิ
สภาพนอกอาณาเขต จึงจําเปนตองปรับปรุงระบบ
กฎหมายใหทันสมัย โดยการรับแนวคิดของ
กฎหมายจากตะวันตกเขามา ซ่ึงสมัยน้ีถือวาเปน
ช ว ง ท่ี เ ริ่ ม นํ า ก ฎ ห ม า ย ส มั ย ใ ห ม เ ข า ม า ใ ช กั บ
สังคมไทย โดยมีการประกาศใชกฎหมายรวมกวา
๕๐๐ ฉบับ ซ่ึงกฎหมายทีป่ ระกาศใชใ นเวลา
ราชกิจจานุเบกษาฉบับแรกในสมัยรัชกาลท่ี ๔ น้ันเพื่อแกไขปญหาเฉพาะเรื่องและเพื่อปรับเปล่ียน
ความคิดของคนไทยใหทัดเทียมอารยประเทศดวย เพราะกฎหมายเดิมบางบทเปนกฎหมายท่ี

๑๐

ลา สมยั และยุง ยาก บางบทไมเ ที่ยงธรรม หรอื รุนแรงเกนิ สมควร

๒. การปฏิรูปกฎหมายสมยั รัชกาลท่ี ๕
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชประสงคที่จะ
พัฒนาประเทศไทยใหเจริญกาวหนาตามแบบตะวันตกนิยม จึงทรงปรับปรุงในทุกดานเพ่ือให
เจริญตามมาตรฐานตางประเทศ และเพ่ือแกไขขอบกพรองหละหลวมตางๆ จึงไดมีประกาศวา
ดวยพระราชบัญญัติเคานซิลออฟสเตด ไดจัดต้ังคณะท่ีปรึกษาราชการแผนดินข้ึนในลักษณะ
เดียวกนั กับ “สภาทปี่ รึกษาแหง รฐั ” (Council of State หรือ Conseil d’État)
“เคานซิลออฟสเตด” จะประกอบดวย พระบาทสมเด็จพระเจาแผนดินเปน
“เปรสสิเดน” และประกอบดวย “เคานซิลลอรออฟสเตด (Councillors of State) จํานวน ๑๐ -
๒๐ คน ซึ่งจะทรงแตงต้ังจากราชตระกูล และขาราชการซ่ึงมีตระกูลและสติปญญา รอบรู ในราช

๑๐ อา งแลว , เชิงอรรถที่ ๑, น. ๑๔๙-๑๕๒.

๓๖

กิจการตางๆ และให “เคานซิลลอรออฟสเตด” เลือกผูหนึ่งในยี่สิบคนน้ันข้ึนไปเปน “ไวซเปรสิ
เดน” (Vice–President) เพื่อไวเปนท่ีสองรองจากพระเจาแผนดินในเวลาที่พระองคไมไดเสด็จ
ออกปรกึ ษาราชการแผน ดนิ

อํานาจหนาท่ีของคณะที่ปรึกษาราชการ
แผน ดิน (เคานซ ลิ ออฟสเตด) ๒ ประการ คอื

๑. เปนที่ปรึกษาของพระองคในการ
บรหิ ารราชการแผนดิน และในการรางกฎหมาย

๒. พิจารณาเรื่องท่ีราษฎรไดรับความ
เดอื ดรอ น๑๑

อยางไรก็ตาม การดําเนินงานของคณะท่ี
ปรึกษาราชการแผนดินยังไมเปนไปตามพระราชประสงค
พระองคจึงทรงไดโปรดเกลาฯ ใหยกเลิกพระราชบัญญัติ
เคานซิลออฟสเตด จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๒๔๑๗) น้ันเสียใน
ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ. ๒๔๓๗)

สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในอดีต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจาอยูหัวไดทรงเริ่มตนการปฏิรูประบบกฎหมายไทย
ตามหลักกฎหมายของประเทศตะวันตกอยางจริงจัง ในป พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงโปรดเกลาฯ ใหหา
ผูเชี่ยวชาญทางกฎหมายจากตางประเทศเขามารับราชการหลายคน เชนนายโรแลง ยัคแมงค
(Rolin Jacquemyns) นายริชารด เกิกแปตริก (Richard Kirkpatrik) และนายโตกิจิ มาเซา
(Tokichi Masao) เพื่อเปนกรรมการตรวจชําระพระราชกําหนดบทอัยการเกาใหม จัดทําเปน
ประมวลกฎหมายขน้ึ โดยมีความมุงหมายสองประการ คือ

๑. เพอ่ื รวบรวมกฎหมายทก่ี ระจดั กระจายอยู เขาเปนหมวดหมูมาตรา ยกเลิกบท
กฎหมายที่พนสมัย คัดเอากฎหมายที่ขัดแยงกันออกเสีย บัญญัติตัวบทกฎหมายข้ึนใหมตามหลัก
กฏหมายอนั แพรหลายท่นี ยิ มกนั เพอ่ื ใหกฎหมายสอดคลอ งกบั ภาวะสงั คมสมยั ใหม

๒ เพอ่ื จะเลิกศาลกงศุลทมี่ ี “สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต” ใหหมดไป

๓. การปฏิรูปกฎหมายต้ังแตส มัยรชั กาลที่ ๖ เปน ตนมา
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงแตงต้ังกรรมการฝาย
ไทยเพ่ิมขึ้นป พ.ศ. ๒๔๕๙ จนกระทั่งวันท่ี ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ไดมีประกาศตั้งกรมราง

๑๑ คณะกรรมการกฤษฎีกา, สํานักงาน, “พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั :พระ
บดิ าแหงกฎหมายมหาชน (องคผใู หกําเนิดสถาบันที่ปรกึ ษาราชการแผน ดินและปฏริ ูประบบกฎหมายไทย)”
หนังสอื ๑๒๐ เคานซ ิลออฟสเตดจากทีป่ รึกษาราชการแผนดินมาเปน คณะกรรมการกฤษฎกี า พ.ศ. ๒๔๑๗-
พ.ศ. ๒๕๓๗, (กรงุ เทพฯ:สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒๕๓๗), น. ๙.

๓๗

กฎหมายโดยยกกองกรรมการชําระประมวลกฎหมายขึ้นเปนกรมชั้นอธิบดีสังกัดในกระทรวง
ยตุ ธิ รรม โดยมไิ ดมีหนา ทีช่ าํ ระประมวลกฎหมายแตอยา งเดยี วแตม หี นา ที่รา งกฎหมายอ่ืนๆ ดวย

ตอมาเม่ือวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดมีประกาศพระบรมราชโองการให
โอนกรมรา งกฎหมายในกระทรวงยตุ ิธรรมมาข้ึนตอคณะกรรมการราษฎร เพื่อความสะดวกในการ
ดําเนินการตรากฎหมาย และในปถัดมามีการตราพระราชบัญญัติวาดวยคณะกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๔๗๖ ใหโอนงานของกรมรางกฎหมายมาเปนงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดย
มงุ หมายใหค ณะกรรมการกฤษฎกี าทาํ หนาทรี่ างกฎหมายและพิจารณาคดีปกครอง การดําเนินงาน
ในสวนการรางกฎหมาย ใหค ณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทํารางกฎหมายตามคําสั่งของคณะรัฐมนตรี
และตามคํารองขอของสภาผูแทนราษฎร โดยแตงตั้งกรมรางกฎหมายหรือเลขาธิการ
คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือท่ีปรกึ ษากฎหมายชาวฝรงั่ เศสใหเปน กรรมาธิการดว ย

ความแตกตางระหวางการจัดทํากฎหมายตราสามดวงและกฎหมายสมัยใหม
มีดงั น้ี

๑. ในกฎหมายตราสามดวงนั้นมิไดจัดหมวดหมู และลําดับเร่ืองของกฎหมายไว
เชน กฎหมายลักษณะมรดก ไมไดแบงหมวดออกเปนการตกทอดแหงทรัพย การเปนทายาท การ
ตัดมิใหรับมรดก เปนตน ซ่ึงกฎหมายจะเขียนกระจัดกระจาย ไมลําดับเหตุการณอยางเชน
กฎหมายปจ จบุ ัน

๒. กฎหมายตราสามดวงมีที่มาจากการรวบรวมกฎหมายซึ่งใชอยูในกรุงศรี
อยุธยาใหเปนกฎหมายลายลักษณอักษรเพื่อความชัดเจนในการปรับใชกฎหมายอยางถูกตอง ซ่ึง
มิไดมีการแตงเติมหรือยกรางขึ้นใหมเพราะเช่ือวากฎหมายหรือหลักธรรมมิใชสิ่งท่ีมนุษยจะสราง
ขึ้นมาได ตางกับกฎหมายสมัยใหมซึ่งการยกรางประมวลกฎหมายนั้นมุงเนนถึงการบัญญัติ
กฎหมายที่มีความสอดคลองกับแนวคิดสมัยใหมท่ีกําลังมีอิทธิพลมากข้ึนและบทบัญญัติของ
กฎหมายใหมน ัน้ สามารถแกไขและเพ่ิมเติมกฎหมายใหเทาทันกบั สภาพสังคมที่เปล่ยี นไปได

๓. โดยสวนใหญแลวการจัดทํากฎหมายสมัยใหมจะตองมีความรูในสาขาวิชาการ
ตางๆไมเฉพาะทางนิติศาสตรเทานั้น เพราะการบัญญัติกฎหมายที่ดีนั้นจะตองสอดคลองและใช
บังคับไดผลดีกับสภาพสังคมที่อาจเปล่ียนแปลงไปในภายหนา แมอาจกลาวไดวาประมวล
กฎหมายของไทยปจ จบุ ันจะเปน การรวบรวมกฎหมายเชนเดียวกับกฎหมายตราสามดวงก็ตาม แต
วัตถุประสงคของการรวบรวมนั้นแตกตางกัน และความสัมพันธกันของตัวบทกฎหมายในแตละ
บรรพ แตละลักษณะนั้นแตกตางกันโดยส้ินเชิง จะเห็นไดวากฎหมายตราสามดวง แตละพระไอย
การนั้นจะมีลักษณะเปนเรื่องเฉพาะเทาน้ัน มิไดมีความสัมพันธและสอดคลองกับพระไอยการ
ลักษณะอ่ืน อีกท้ังมิไดมีบททั่วไปที่เปนหลักการ โดยสวนใหญแลวจะเปนจารีตประเพณีและวิถี
ปฏิบัติของชาวบานโดยแท รวมถึงความเช่ือทางศาสนาเขามาปะปนมากกวาท่ีจะมีหลักเกณฑทาง
นิตศิ าสตรดังเชน ปจ จุบัน

๔. ถอยคําในกฎหมายตราสามดวงสวนใหญเปนถอยคําสามัญท่ีมีความหมาย
ตรงไปตรงมา เชน คําวา “มัน” ในกฎหมายอาญา ใชเรียกสาํ หรบั ผูกระทาํ ความผดิ ทางอาญา คําท่ี

๓๘

ใชเรียกจําเลยในคดีอาญาวา “อาย”หรือ “อี” ซ่ึงบางถอยคําในกฎหมายยาวไป หรือมีภาษาพูด
ปะปน สวนกฎหมายสมัยใหมน้ันมักจะใชถอยคําท่ีกะทัดรัด ไมวกวน เขาใจงาย มีความหมาย
แนนอน และหากเปนศัพทเทคนิคทางกฎหมายจะมีบทวิเคราะหศัพทอธิบายความหมายของคํา
น้ันๆ

๕. ในกฎหมายสมัยใหมนั้นไดรับรองศักดิ์ศรีและความเทาเทียมกันของมนุษย
เชน ในเร่ืองสิทธิของสตรี ไดมีประกาศยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ใหบิดามารดา หรือสามี
ขายบุตร หรือภรรยาลงเปนทาสโดยเจาตัวไมสมัครใจเพื่อนําเงินมาชําระหนี้ ซ่ึงในกฎหมายตรา
สามดวงน้ันมีบทบัญญัติที่ใหสิทธิแกฝายชายมากกวา เชนพระไอยการลักษณผัวเมีย บัญญัติให
ชายมีภรรยาไดหลายคน นอกจากน้ีในกฎหมายสมัยใหมยังใหสิทธิแกสามีและภรรยาในการ
จัดการสนิ สมรสไดรวมกนั แตในกฎหมายตราสามดวงน้ันสามีจดั การสนิ สมรสไดเพียงฝายเดยี ว

๖. การรบั รองความศกั ด์ิสทิ ธ์ิของทรัพยส นิ ของเอกชน แมว า ความคิดในเรื่องสทิ ธิ
ในทรัพยสินจะเปนเรื่องที่รับรูมาตั้งแตกฎหมายเดิมแลว แตกฎหมายสมัยใหมนี้ก็ใหการรับรอง
และยืนยันในความคิดน้ีใหเดนชัดขึ้น จนกลายมาเปนหลักกฎหมายท่ีสําคัญวาดวยกรรมสิทธ์ิใน
ทรัพยส นิ

๗. ความคิดเก่ียวกับกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความ กฎหมายสมัยใหมได
กําหนดหลักไววา ไมมีโทษโดยไมมีกฎหมาย คือเจาหนาที่ของรัฐจะจับกุมลงโทษบุคคลใดไดตอง
ปรากฏวา การกระทําของบุคคลน้นั มกี ฎหมายบญั ญัติไวโ ดยชัดแจงวาเปนความผดิ และกาํ หนดโทษ
ไว สําหรับการพิจารณาคดีอาญา กฎหมายสมัยใหมคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษยและยังมีหลัก
ท่ีวา การพิจารณาคดตี อ งเปด เผย ฟงความทุกฝา ย และผตู องหาหรอื จาํ เลยเปนผูบ ริสทุ ธ์ิจนกวาจะ
ไดพิสูจนวาผูน้ันกระทําความผิดจึงจะลงโทษได แตกฎหมายสมัยเดิมน้ันใชวิธีการทรมานรางกาย
ขมขูใหรบั สารภาพ และมีการลงโทษทร่ี นุ แรง

๓๙

บรรณานุกรม

กาํ ธร กาํ ประเสรฐิ . ประวัตศิ าสตรก ฎหมาย. กรงุ เทพฯ:คณะนติ ิศาสตร มหาวทิ ยาลยั
รามคาํ แหง, ๒๕๒๖.

คณะกรรมการกฤษฎกี า, สาํ นกั งาน. “พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยหู ัว:พระบิดาแหง
กฎหมายมหาชน (องคผใู หก ําเนดิ สถาบนั ที่ปรกึ ษาราชการแผน ดนิ และปฏิรูป
ระบบกฎหมายไทย)” หนงั สือ ๑๒๐ เคานซ ลิ ออฟสเตดจากท่ีปรึกษาราชการ
แผนดนิ มาเปนคณะกรรมการกฤษฎกี า พ.ศ. ๒๔๑๗-พ.ศ. ๒๕๓๗.
กรุงเทพฯ:สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒๕๔๗.

เดอื น บนุ นาค. ประวัติศาสตรกฎหมายไทย. กรงุ เทพฯ:มหาวทิ ยาธรรมศาสตรแ ละการเมอื ง,
๒๔๘๙.

ดวงจติ ต กาํ ประเสรฐิ . ประวตั ิศาสตรก ฎหมาย. พมิ พคร้งั ที่ ๕. กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พ
มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง, ๒๕๔๒.

พระยานติ ศิ าสตรไพศาล. ประวตั ศิ าสตรก ฎหมายไทย. พมิ พค ร้งั ที่ ๔. กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๐๐.

พระวรภักดิ์พบิ ลู ย. ประวัตศิ าสตรก ฎหมายไทย. พิมพค ร้งั ที่ ๒. กรุงเทพฯ:สมาคม
สงั คมศาสตรแ หงประเทศไทย, ๒๕๑๒.

เพรียบ หุตางกูร. คําอธบิ ายประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยวาดว ยมรดก. พมิ พคร้ังที่ ๒.
กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๑.

มหาวทิ ยาลยั วิชาธรรมศาสตรแ ละการเมอื ง. ประมวลกฎหมายรชั กาลท่ี ๑ จลุ ศักราช ๑๑๖๖
พมิ พตามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง เลม ๑. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลยั วิชา
ธรรมศาสตรและการเมือง, ๒๕๒๙.

______________________________ . ประมวลกฎหมายรชั กาลท่ี ๑ จลุ ศักราช ๑๑๖๖
พิมพต ามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง เลม ๒. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยวิชา
ธรรมศาสตรและการเมอื ง, ๒๕๒๙.

______________________________ . ประมวลกฎหมายรชั กาลท่ี ๑ จลุ ศกั ราช ๑๑๖๖
พิมพต ามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง เลม ๓. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลยั วิชา
ธรรมศาสตรและการเมือง, ๒๕๒๙.

๔๐

แลงกาต, โรแบรต. ประวัตศิ าสตรกฎหมายไทย เลม ๑. พิมพค รัง้ ที่ ๓. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยวิชาธรรมศาสตรแ ละการเมอื ง, ๒๔๗๘.

วษิ ณุ เครืองาม. “อาํ แดงปอ มกบั การปฏริ ปู กฎหมายไทยครง้ั ท่ี ๑” หนังสือ ๖๐ ป สาํ นกั งาน
คณะกรรมการกฤษฎกี า. กรงุ เทพฯ:สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า,
๒๕๓๖.

วชิ า มหาคณุ . ประวัติกฎหมายและภาษากฎหมายไทย. พมิ พคร้ังที่ ๓. กรุงเทพฯ:คณะ
นติ ศิ าสตร จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๓.

แสวง บญุ เฉลมิ วภิ าส. ประวตั ศิ าสตรกฎหมายไทย (The Thai Legal History). กรงุ เทพฯ:
สาํ นกั พมิ พวญิ ชู น, ๒๕๔๓.

หลวงสุทธวิ าทนฤพุฒิ. ประวัตศิ าสตรก ฎหมาย. พมิ พคร้งั ท่ี ๗. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๑๗.

๔๑

รายนามคณะผูจัดทาํ
เอกสารเผยแพรเ นือ่ งในโอกาสครบรอบ ๒๐๐ ป กฎหมายตราสามดวง

คณะทีป่ รึกษา
นายธรรมนติ ย สุมันตกุล

นายเชวง ไทยย่งิ
นายประเสรฐิ สุขสบาย
นางศศิธร ศรีเลศิ ชัยพานิช
นางกาญจนา แสงทองลวน

บรรณาธิการ
นายเกยี รติกอง กจิ การเจริญดี

คณะผูจดั ทํา
นางสาวปาจรีย จาํ เนยี รกุล
นางสาวสุนันทา เอกไพศาลกลุ
นางสาวอรดา เชาวโ รดม
นางสาวนวพร สาระคุณ
นางสาวธัญกมล ลิมาคณุ าวุฒิ
นายกิติศักด์ิ สถิรเจริญทรพั ย

นายพิศษิ ฐ แกนคํา

ศนู ยข อมลู กฎหมายกลาง สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฏีกา


Click to View FlipBook Version