๒๐๐ ป กฎหมายตราสามดวง
ศนู ยข อ มลู กฎหมายกลาง สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คํานํา
ดวยกฎหมายตราสามดวงตราขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา
จุฬาโลกมหาราช เม่ือปพุทธศักราช ๒๓๔๗ เพื่อชําระกฎหมายที่กระจัดกระจายอยูในขณะนั้นให
เปน ระบบ และชาํ ระกฎหมายบางฉบบั ทมี่ ีเนื้อหาไมสอดคลองกับหลักเหตุผลและความเปนธรรม
ใหถูกตองเปนธรรม กฎหมายตราสามดวง จึงถือเปนวิวัฒนาการทางกฎหมายท่ีสําคัญชวงหนึ่งใน
ประวตั ิศาสตรกฎหมายของไทย เปนรอยตอระหวางกฎหมายสมัยเกากับกฎหมายปจจุบัน และใน
ปนี้ (พุทธศักราช ๒๕๔๗) ครบรอบ ๒๐๐ ป ของการตรากฎหมายตราสามดวง ศูนยขอมูล
กฎหมายกลาง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงจัดทําเอกสารเผยแพรเกี่ยวกับกฎหมายตรา
สามดวงเนื่องในโอกาสดังกลาว เพื่อเผยแพรความเปนมา และสาระสําคัญของกฎหมายตราสาม
ดวง ตลอดจนความสาํ คญั ที่มีตอกฎหมายปจจุบัน ใหนักกฎหมายและประชาชนไดทราบ และหวัง
วาเอกสารฉบับนีจ้ ะเปนประโยชนแ กผูสนใจประวตั ศิ าสตรกฎหมายไทยตามสมควร
คณะผูจัดทําขอขอบคุณสวนภาษาโบราณ หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑศาลไทย และพิพิธภัณฑอัยการไทย ที่อนุญาตใหถายภาพและใหขอมูลทาง
ประวตั ศิ าสตรท ีส่ ําคัญประกอบการจัดทาํ เอกสารฉบับน้ี
คณะผจู ดั ทํา
สารบัญ
หนา
๑. ความเปน มาของกฎหมายตราสามดวง ๑
๒. การคัดลอกกฎหมายตราสามดวง ๔
๓. เน้อื หาของกฎหมายตราสามดวง ๖
๔. อิทธพิ ลของกฎหมายตราสามดวงทมี่ ีตอ กฎหมายปจ จบุ นั ๑๐
๓.๑ หลักอนิ ทภาษ ๑๐
๓.๒ พระไอยการลักษณรับฟอ ง ๑๓
๓.๒.๑ การรบั ฟอ ง ๑๓
๓.๒.๒ ฟองซอน ๑๔
๓.๒.๓ คดอี ทุ ลุม ๑๕
๓.๓ พระไอยการลกั ษณผัวเมยี ๑๖
๓.๓.๑ เงื่อนไขการสมรส ๑๖
๓.๓.๒ ทรัพยสนิ ระหวา งสามภี รรยา ๑๘
๓.๓.๓ การสน้ิ สดุ การสมรส ๒๐
๓.๔ พระไอยการลักษณมรดก ๒๔
๓.๔.๑ การตกทอดแหง มรดก ๒๔
๓.๔.๒ มรดกของพระภิกษุ ๒๗
๓.๔.๓ การเสยี สทิ ธิในการรบั มรดก ๒๗
๓.๔.๔ มรดกทีไ่ มม ผี รู ับ ๒๘
๓.๕ พระไอยการลกั ษณวิวาทดา ตีกนั ๒๙
๓.๕.๑ หลกั การยกเวนโทษแกเด็กอายุ ๗ ขวบและคนชราอายุ ๗๐ ป ๒๙
๓.๕.๒ หลกั การยกเวน โทษสําหรับบุคคลวกิ ลจริต ๓๐
๓.๕.๓ การหมนิ่ ประมาท ๓๐
๓.๖ พระไอยการลกั ขณโจร ๓๒
๓.๖.๑ ความผิดตอศาสนา ๓๒
๓.๖.๒ การลกั ทรพั ยระหวา งคสู มรสและญาติ ๓๓
๔. การปฏิรูปกฎหมายไทยภายหลงั กฎหมายตราสามดวง ๓๕
๔.๑ การปฏริ ูปกฎหมายสมยั รชั กาลท่ี ๔ ๓๕
๔.๒ การปฏริ ูปกฎหมายสมยั รัชกาลท่ี ๕ ๓๕
๔.๓ การปฏิรูปกฎหมายตั้งแตสมัยรชั กาลท่ี ๖ เปน ตน มา ๓๖
๔.๔ ความแตกตา งระหวา งการจดั ทาํ กฎหมายตราสามดวงและกฎหมายสมยั ใหม ๓๗
บรรณานกุ รม ๓๙
๑
๒๐๐ ป กฎหมายตราสามดวง
กฎหมายตราสามดวง
ตราข้ึนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระ
พุ ท ธ ย อ ด ฟ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช ป
พุทธศักราช ๒๓๔๗ เพื่อชําระกฎหมายที่
ใชอยูในขณะน้ันใหถูกตองเปนธรรมโดย
ยดึ พระธรรมศาสตรเปนหลักสําคัญในการ
ปรับปรุงและชําระกฎหมาย และกฎหมาย
ต ร า ส า ม ด ว ง ถื อ เ ป น วิ วั ฒ น า ก า ร ท า ง
ก ฎ ห ม า ย ที่ สํ า คั ญ ช ว ง ห น่ึ ง ใ น
ประวัติศาสตรกฎหมายของไทย และใน
ปนี้ (พุทธศักราช ๒๕๔๗) ครบรอบ
๒๐๐ ป แหงการตรากฎหมายตราสามดวง กฎหมายตราสามดวงฉบบั หลวง
∗
จงึ ขอกลาวถึงความเปนมา และสาระสาํ คัญของกฎหมายตราสามดวง ดงั ตอไปน้ี
ความเปนมาของกฎหมายตราสามดวง
กฎหมายตราสามดวงเกิดข้ึนจากพระราชประสงคของพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ท่ีจะชําระกฎหมายที่มีอยูในขณะนั้นใหสอดคลองเหมาะสมกับหลัก
เหตุผลและความเปนธรรม เนอ่ื งจาก กฎหมายเกาคร้งั กรงุ ศรีอยุธยาไดสูญไปมาก ในบทกฎหมาย
เกาหรือสิบสวน จะคงเหลืออยูก็แตเพียงสวนเดียวเทาน้ัน ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟาจุฬาโลกมหาราชไดทรงทําการวินิจฉัยเร่ืองตาง ๆ โดยอาศัยมูลอํานาจอธิปไตยของ
พระองคเองบาง อาศัยหลักฐานที่ไดจากการสืบสวนฟงคําบอกเลาของผูเฒาผูแกบาง จนกระทั่ง
เกิดคดีหน่ึงซ่ึงมีการทูลเกลาฯ ถวายฎีกา คดีท่ีวาเปนคดีฟองหยาในป พ.ศ. ๒๓๔๗ โดยเปนคดี
ที่อาํ แดงปอม ฟอ งหยา นายบุญศรีชางเหลก็ หลวง ท้ัง ๆ ท่ีตนไดทําชูกับนายราชาอรรถและศาลได
พิพากษาใหหยาไดตามที่อําแดงปอมฟอง โดยอาศัยการพิจารณาคดีตามบทกฎหมายที่มีความวา
“ชายหาผดิ มิได หญิงขอหยา ทานวาเปนหญิงหยาชาย หยาได” เมื่อผลของคดีเปนเชนน้ี นายบุญ
ศรีจึงไดนําเร่ืองข้ึนทูลเกลาถวายฎีกาตอพระเจาแผนดิน พระองคทรงเห็นดวยกับฎีกาวาคํา
พิพากษาของศาลน้ันขัดตอหลักความยุติธรรม ทรงสงสัยวาการพิจารณาพิพากษาจะถูกตองตรง
∗
ช่ือของบุคคลท่กี ลา วอา งถึงในบทความฉบบั น้ีคัดลอกมาจากเอกสารทางประวตั ิศาสตร
กฎหมายตางฉบับกันจงึ อาจเขียนแตกตางกัน และถอยคําในกฎหมายตราสามดวงฉบบั นีค้ ัดลอกจากจาก
“ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑ จลุ ศักราช ๑๑๖๖ พิมพตามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง” จดั พิมพโดย
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรและการเมือง, พ.ศ. ๒๕๒๙.ซ่ึงในตน ฉบับเขยี นตัวสะกดของคําเดียวกนั ในแตล ะท่ี
อาจแตกตา งกัน
๒
ตามตัวบทกฎหมายหรือไม จึงมีพระบรมราชโองการใหเทียบกฎหมายท้ัง ๓ ฉบับ คือฉบับท่ีศาล
ใชกับฉบับที่หอหลวงและที่หองเคร่ืองแตปรากฏขอความท่ีตรงกัน เมื่อเปนดังน้ี จึงทรงมี
พระราชดํารวิ ากฎหมายนั้นไมเหมาะสม อาจมคี วามคลาดเคล่ือนจากการคดั ลอกสมควรทจ่ี ะจัดให
มีการชําระสะสางกฎหมายใหม เหมือนการสังคายนาพระไตรปฎก ดังพระราชปรารภที่วา “ให
กรรมการชําระพระราชกําหนดบทพระอายการอันมีอยูในหอหลวง ต้ังแตพระธรรมศาสตรไปให
ถูกถวนตามบาฬีและเนื้อความมิใหผิดเพี้ยนซํ้ากันได จัดเปนหมวดเปนเหลาเขาไว แลวทรง
อุสาหทรงชาํ ระดังแปลงซ่งึ บทอันวิประหลาดนัน้ ใหชอบโดยยตุ ธิ รรมไว”๑
ในการชําระกฎหมายคร้ังนั้นพระองคทรงโปรดเกลาฯ ใหต้ังกรรมการขึ้น เพื่อ
ชําระและพิจารณาสอบทานตัวบทท่ใี ชอยู กบั คัมภีรพระธรรมศาสตรใหสอดคลอ งตรงความกนั
กรรมการชาํ ระกฎหมาย มจี าํ นวน ๑๑ คน คือ
อาลกั ษณ
(๑) ขุนสนุ ทรโวหาร ผูวา ท่พี ระอาลักษณ
(๒) ขุนสาระประเสรฐิ
(๓) ขุนวเิ ชียรอกั ษร
(๔) ขนุ วิจิตรอกั ษร
ลูกขุน
(๑) ขุนหลวงพระไกรสี
(๒) พระราชพินิจใจราชบหลดั
(๓) หลวงอถั ยา
ราชบัณฑิต
(๑) พระมหาวชิ าธรรม
(๒) ขุนศรีวรโวหาร
(๓) นายพมิ
(๔) นายดอ นบาเรียน
โดยใหกรรมการดงั กลา วทาํ หนาที่ ๒ ประการ คือ
ประการท่ี ๑ จัดทําใหมีทางสําหรับคนหาตัวบทกฎหมายไดงาย เพื่อความ
สะดวกแกศ าลในอันทจ่ี ะคนควา นําเอามาพเิ คราะหประกอบการพจิ ารณาอรรถคดี
ประการท่ี ๒ สะสางเก่ียวกบั เนือ้ ความในตัวบทกฎหมายนั้น เพ่ือตัดทอนสวนที่มี
ความขัดแยงอันทําใหเกิดความฉงนสนเทหแกศาลในอันท่ีจะนําเอาบทกฎหมายมาปรับกับคดีให
ถูกตอง
เม่อื กรรมการตรวจชําระเสร็จแลวอาลักษณไดเขียนดวยหมึกบนสมุดขอย รวม ๖
ชุด ชุดละ ๔๑ เลม ๓ ชุดแรกเปนตนฉบับแท เรียกวาฉบับหลวงเขียนเสร็จเม่ือ พ.ศ. ๒๓๔๘ บน
ปกแตละเลม ประทบั ตราพระราชสีห ตราพระคชสีห และตราบวั แกว อีก ๓ ชุดเขียนเชนเดียวกัน
๑ แสวง บญุ เฉลมิ วิภาส, ประวตั ศิ าสตรก ฎหมายไทย (The Thai Legal History),
(กรงุ เทพฯ:วิญูชน, ๒๕๔๓), น. ๑๑๗-๑๒๐.
๓
แตมิไดประทับตรา เรียกวาฉบับรองทรงเขียนเม่ือ พ.ศ. ๒๓๕๐ ฉบับรองทรงน้ีใชสําหรับอาน
เขียนคดั ลอก และเอาออกใชเวลาตดั สนิ คดี เพอ่ื ถนอมฉบับตวั จริงมิใหช อกชาํ้ บบุ สลายเรว็
เดิมกฎหมายตราสามดวงฉบับหลวงมี ๓ ชุด จํานวน ๑๒๓ เลม แตในปจจุบัน
เหลืออยูเพียง ๗๙ เลม เก็บไวท่ีกระทรวงยุติธรรม ๓๗ เลม หอสมุดแหงชาติ ๔๒ เลม สวนอีก
๔๔ เลม ไมทราบวาขาดหายไปดวยประการใด สวนที่ขาดหายไปน้ันคือพระไอยการพรหมศักด์ิ
และพระไอยการทาษ ซง่ึ ยงั คงปรากฏแตในฉบบั รองทรงเทาน้นั ๒
กฎหมายตราสามดวง จึงถือเปนชวงรอยตอประวัติศาสตรกฎหมายไทยระหวาง
กฎหมายยคุ เกาโดยนําเอากฎหมายลักษณะตางๆ กระจัดกระจายอยูตามที่ตางๆ มารวบรวมไวใน
ท่ีเดียวกัน และชําระเสียใหมใหสอดคลองกับความเปนธรรม และบริบทของสังคมขณะนั้น
กฎหมายตรา ๓ ดวง จงึ มลี กั ษณะใกลเคยี งกับงานประมวลกฎหมายในครงั้ แรกๆ ของยุโรป
๒ พระยานติ ิศาสตรไพศาลย, ประวัตศิ าสตรกฎหมายไทย, พิมพค รั้งที่ ๔, (กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๐๐), น.๕๗-๖๗.
๔
การคัดลอกกฎหมายตราสามดวง
กฎหมายตราสามดวงไดมีผูนํามาคัดลอกเพื่อเผยแพรหลายครั้ง การคัดลอกแต
ละครั้งมีท้ังการนํากฎหมายสมัยที่มีการคัดลอกเพ่ิมเติมเขาไป หรือตัดบทกฎหมายท่ีถูกยกเลิกใน
สมัยท่ีมีการคัดลอกออก ทั้งยังมีการแกไขอักขรวิธีตามยุคสมัยเพ่ือวัตถุประสงคการใชงานที่
แตกตา งกัน ดงั ตอ ไปน๓ี้
(๑) เมื่อจุลศักราช ๑๒๑๑ พุทธศักราช
๒๓๙๒ พระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตกุล) คัดลอกมา
ตีพิมพข้ึนเปนขนาด ๒ เลมจบเรียกวา ๑ ชุด แตเม่ือนําเลม
หน่ึงออกจําหนาย ปรากฏวาเปนการกระทําโดยไมไดรับ
พระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว
จึงทรงโปรดเกลาฯ ใหริบและเผาเสีย แตยังหลงเหลือถึง
ปจ จบุ ันเลม หนึ่งเกบ็ รักษาทีห่ อสมดุ แหงชาติ
พระยากสาปนกิจโกศล (โหมด)
(๒) เม่ือจุลศักราช ๑๒๒๔-๑๒๒๕ พุทธศักราช ๒๔๐๕-
๒๔๐๖ รชั สมยั รชั กาลท่ี ๓ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ช่ือ
บรัดเลยรวมกับสหายชื่อโรบินสันเปนผูที่มีเครื่องพิมพของ
ตนเอง โดยนําเขามาจากตางประเทศ นํากฎหมาย ๒ เลม
ของพระยากสาปนกิจโกศล มาจัดพิมพขึ้นโดยนําเอา
กฎหมายโจรหาเสนซ่ึงประกาศใชในรัชกาลท่ี ๓ รวมพิมพ
ไวดวย โดยเรียกกฎหมายท่ีพิมพ ฉบับน้ีวา “กฎหมาย
หมอบรดั เลย”
หมอบรัดเลย
(๓) ตอมาหลวงดํารงธรรมสาร จัดพิมพกฎหมายเกาๆ และกฎหมายท่ี
ประกาศใชใ หมในสมัยนน้ั รวมกัน ๒ เลม จบ ชอื่ วา “กฎหมายเกา ใหม” เพ่ือใชในราชการ โดยการ
พิมพใชอักขรวิธีแบบใหมเ พอื่ ใหส ะดวกแกคนสมยั นั้น
(๔) เม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๔ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เสด็จในกรมหลวงราชบุรีทรง
จัดพิมพก ฎหมาย ๒ เลม ขึน้ เรยี กวา “กฎหมายราชบุรี” ทรงพิมพเพิ่มกฎหมายลิลิตและกรมศักดิ์
ลงไวดวย และทรงทําคําอธิบายไวใหผูอานรูวากฎหมายใดยังคงใชอยูหรือไดยกเลิกไปโดยปริยาย
เพราะมีกฎหมายใหมบ ญั ญัติแทนซง่ึ ทบั ซอ นหรอื ขัดแยงกันแลว
๓ หลวงสุทธิวาทนฤพุฒ,ิ คาํ บรรยายประวตั ศิ าสตรกฎหมาย, พิมพครัง้ ที่ ๗, (กรุงเทพฯ:
โรงพิมพมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๑๗), น.๙๕-๙๗.
๕
(๕) เม่ือ พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๒ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรและการเมือง
มอบหมายให ม.เอร แลงกาต เปนผูชําระและจัดพิมพกฎหมายตราสามดวงข้ึนเปน ๓ เลม
เพื่อใหเปนสมุดตําราศึกษาประวัติศาสตรกฎหมาย โดยคัดทั้งหมดตามรูปเดิมใหนักศึกษาไดเห็น
วาอกั ขรวธิ ีตวั สะกดการันต ในสมยั โบราณเปนอยา งไร และบทกฎหมายท่ีเลกิ ใชแลว ก็คัดไวท้ังส้ิน
เรยี กวา “กฎหมายตรา ๓ ดวง ฉบบั คัดลอกโดยมหาวทิ ยาลัย”
การคัดลอกและพิมพข้ึนดังกลาวแสดงถึงประวัติศาสตรกฎหมายและวิวัฒนาการ
ของกฎหมายในแตล ะชว งยุคสมยั ซงึ่ ในปจ จบุ นั การศกึ ษากฎหมายตราสามดวงยึดถอื ฉบับคัดลอก
โดยมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรแ ละการเมืองเปน หลัก
๖
เนื้อหาของกฎหมายตราสามดวง
กฎหมายตราสามดวง มีลักษณะเปนการรวบรวมกฎหมายเดิมๆ ขึ้นเปนเร่ืองๆ
ตามรูปเดิมแตละเรื่องมีขอความไมติดตอกัน เรื่องหน่ึงๆ ถือเปนกฎหมายฉบับหน่ึง ในคําปรารภ
ของแตละเรื่องกลาวถึงเหตุแหงการออกกฎหมายเรื่องนั้น และคําสั่งของพระเจาแผนดินที่ใหตรา
กฎหมายนั้นข้ึนดวย ท้ังน้ี ตามที่ปรากฏในฉบับพิมพของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตรและ
การเมือง มี ๒๘ เรือ่ ง ดงั ตอ ไปน้ี
(๑) พระธรรมสาตร เปนคําภีรกลาวถึง พระราชพงษาวดารสมเด็จพระเจามหา
สมมุติราช และอุบัติเหตุแหงคัมภีรพระธรรมศาสตร ตลอดถึงประวัติของทานมโนสารอํามาตย
เหตแุ หง ตุลาการ ๒๕ ประการ มลู คดีผพู พิ ากษาและตระลาการ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาท ๒๙
ประการ
(๒) หลักอินทภาษ เปนคําภีรวางหลักวาบุคคลผูใดจะเปนผูพิพากษาตัดสินคดี
การแหงมนุษยท้ังหลาย พึงกระทําโดยปราศจากอคติท้ัง ๔ คือ ฉันทาคติ โทษาคติ ภยาคติ
โมหาคติ ทัง้ ๔ ประการนเ้ี ปนทจุ ริตธรรม
(๓) กฎมณเฑียรบาล ถือเปนกฎหมายสวนพระองคของพระบาทสมเด็จพระ
เจาอยหู วั และขาราชสาํ นักแหง พระองคด ว ย
(๔) พระธรรมนูน วาดวยเร่ืองเก่ียวกับศาลและอํานาจศาล วาคดีใดควร
พิจารณาในศาลใดตลอดจนวธิ พี จิ ารณาความตา งๆ กบั เร่ืองดวงตราของกระทรวง ทบวง กรม
(๕) พระไอยการพรมศักดิ วาดวยเบ้ียปรับตามศักดินา เบ้ียปรับตามพิกัดคา
ของคน เบยี้ ปรบั เปนศักดม์ิ อื ศักดไิ์ ม และศกั ด์เิ หล็ก
(๖) พระไอยการตําแหนงนาพลเรือน วาดวยการกําหนดศักดินาฝายพลเรือน
มสี ูงตัง้ แตเ จานาย ขาราชการ ตลอดลงมาถึงไพรร าบ ไพรเลวและยาจก วรรณิพก ทาส เปนท่ีสุดมี
ศกั ดนิ า ๕ ไร
(๗) พระไอยการตําแหนงนาทหารหัวเมือง วาดวยเร่ืองศักดินาอีกบทหนึ่ง ซึ่ง
กาํ หนดศักดนิ าทหารท่วั ไปรวมทง้ั ในนครหลวงดว ย
(๘) พระไอยการบานผแนก วา ดวยการกาํ หนดวา ลูกท่ีไดจากการสมรสของชาย
ทหาร หรือหญิงทหาร จะอยใู นความดแู ลของใคร
(๙) พระไอยการลักษณรับฟอง วาดวยการรับฟอง การตัดฟอง และการตัด
สาํ นวน อายุความการฟองคดโี ดยกําหนดวา คดีวิวาทดาตีกันไมวาดวยเหตุใดๆ ใหฟองรองภายใน
๑๕ วัน หากพนกําหนดเวลาดังกลาวมิใหรับฟอง คดีลักทรัพยสิ่งของหรือคดีโทษเบาซ่ึงยอม
ความกันได เชน เชา, ฝาก, ยืม ทรัพยสินของแกกัน ทานใหฟองรองภายใน ๓ เดือน หากพน
กําหนดเวลาดังกลาวมิใหรับฟอง นอกจากนี้ยังกําหนดเรื่องคดีอุทลุม หามมิใหฟองรองบิดา
มารดา ปู ยา ตา ยาย ผใู ดฝา ฝน มีโทษอาญา เปน ตน
(๑๐) พระไอยการลักษณภญาน วาดวยเร่ืองการรับฟงพยานโดยกําหนด
ประเภทพยานในลักษณะตา งๆ เชนกําหนดตามศักด์ิในสังคมมี ๕ ประการ กําหนดจากคุณสมบัติ
๗
ของบคุ คลผูควรถามเอาเปนพยานไดมี ๖ ประเภท และบคุ คลท่ตี องหา มมใิ หรบั ฟงเปนพยาน ๓๓
จําพวก
(๑๑) พีสูทดําน้ําพีสูทลุยเพลิง เปนกฎหมายวิธีพิจารณาความประเภทหนึ่ง ใช
เพื่อพิสูจนความจริงในคดีแพงโดยมีวิธีการพิสูจน ดังนี้ สาบาน ลุยเพลิงดวยกัน วายข้ึนน้ําขาม
ฟากแขงกนั ตามเทียนคนละ ๑ เลม เทา กนั ลวงตะกว่ั ดําน้ํา
(๑๒) พระไอยการลักษณตระลาการ กลาวถึงลักษณะผูจะเปนตระลาการโดยมี
บทบัญญัติบังคับถึงวิธีพิจารณาความ และ
กฎหมายสารบญั ญตั ดิ ว ย
(๑๓) พระไอยการ
ลักษณอุธร วาดวยการกําหนดลักษณะ
อุธรไว ๕ ประการ ไดแก ๑. ลักษณองค
อุธรมี ๙ ประการ ไดแก การอุทธรณวาไม
มีกฎหมายที่โจทกจะบังคับจําเลย หรือ
จําเลยยังมิไดแกฟองแตถูกตัดสินลงโทษ
เปนตน ๒. ลักษณสุธะอุธรมี ๑๒
ประการ ไดแก หาวาคัดเทียบสํานวนโดย
พระไอยการลกั ษณตระลาการ
มิให โจทกห รือจําเลยรู และตัดขอความเสีย หรือหาวามิไดเขียนเอาคําคูความหรือเขียนไวแลวลบ
เสยี เปนตน ๓. ลักษณอุตรอิ ธุ รมี ๒๑ ประการ ไดแก หาวาเกาะคูความหนวงเหน่ียวไว เรียกเอา
ขา ริดชาแตข างหนง่ึ หรือหาวา มไิ ดเอาคํา้ ประกนั ไวใหลูกความหนี เปนตน ๔. ลักษณนานาอุธรมี
๒๐ ประการ ไดแก หาวารับฟองไวโดยมิไดบังคับหมายกอนบังคับ หรือหาวามิไดเอาคูความมา
ถามโดยทานบังคับบัญชา เปนตน ๕. ลักษณอาษาชะณะอุธรมี ๕ ประการ ไดแก หาวาพยาน
มิไดรูเห็นกลับอาสาเขามารับสมอางติดใจมิฟง หรือหาวาพยานรูเห็นแตกลับมิไดรับรูตามท่ีเห็น
เปน ตน
(๑๔) พระไอยการลักษณผัวเมีย วาดวยการสมรสตามกฎหมาย ทรัพยสิน
ระหวางสามีภริยา การหยา เปนตน โดยกฎหมายยอมรับรองภรรยาหลายคนโดยแบงชั้นภรรยา
ออกเปน ๓ ประการ ดังนี้ ๑. เมียกลางเมือง คือ หญิงอันบิดามารดา “กุมมือ” ใหเปนเมียชาย
๒. เมียกลางนอก คือ ชายขอหญิงมาเล้ียงเปนอนุภรรยาหลั่นเมียหลวงลงมา ๓. เมียกลางทาษี
คอื หญงิ มที ุกขยากและชายชว ยไถมา
(๑๕) พระไอยการทาษ จัดแบงทาสตามแนวคัมภีรพระธรรมศาสตร เปน ๗
ประเภท คือ ทาษสินไถ ลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ย ทาษไดแตบิดามารดา ทาษทานให ทาษอันได
ดวยชวยกังวลแหงคนอันตองทัณฑโทษ ทาษอันไดเลี้ยงมาเมื่อกาลทุภิกขะ ทาษอันไดดวยเปน
เชลย
(๑๖) พระไอยการลักภาลูกเมียผูคนทาน กําหนดโทษของโจรผูลักพาลูกเมีย
ผูคนทานไป รวมถึงผูแนะนําใหลูกเมียขาคนอ่ืนหลบหนี ผูใหเสบียงหรือใหความชวยเหลือใดๆ
๘
ทาสผนู ัน้ หนีออกไปนอกเมือง และยังกําหนดความผิดของผูใหความอุปการะแกผูหลบหนีมาสูตน
ดว ย อกี ท้งั ผทู ี่อําพรางไวเ ม่อื มที าสหนีมาพึง่ ตนกต็ อ งโทษเชนกัน การท่ีกฎหมายกําหนดความผิด
เร่ืองลักพาลูกเมียผูคนทานไวอาจเปนเพราะวากฎหมายลักษณะทาษใหผัวขายเมียได พอแมขาย
ลูกได นายเงินขายทาษตอไปได แตเมียก็ดี ลูกก็ดี ทาษก็ดี ไมสามารถโตแยงผัว พอแม นายเงิน
ได
(๑๗) พระไอยการลกั ษณมรดก เปนกฎหมายที่บัญญัติวิธีการแบงมรดก ซึ่งจะ
แตกตางกันตามบรรดาศักด์ิ กลาวคือ ถาผูตายเปนผูมีบรรดาศักด์ิตั้งแต ๔๐๐ ไรข้ึนไป มรดก
ของชายนัน้ แบงออกเปน ๔ ภาค คอื ภาคหลวง๑, ภาคบดิ ามารดา๑, ภาคภรรยา๑, และภาคญาติ
๑ แตในกรณตี อไปนี้การแบง มรดกไมจ ําเปน ตอ งมีภาคหลวง แมจ ะมศี ักดินา ๔๐๐ ไรข้ึนไป คอื
(๑) เม่ือผูตายมีศักดินา ๔๐๐ ไรขึ้นไปนั้นเปนผูมีบําเหน็จหรือบํานาญอยางใด
อยางหนง่ึ ในราชการ
(๒) เมอื่ ผตู ายนัน้ เปนพราหมณ ถงึ แมจะมีบรรดาศักดิ์กต็ าม
ถาผูตายมีศักดินาต่ํากวา ๔๐๐ ไร มรดกของชายนั้นแบงออกเปน ๓ ภาค คือ
ภาคบิดามารดา ๑, ภาคภรรยา ๑, ภาคญาติ ๑ ไมตองมภี าคหลวง
นอกจากนี้ผูมีทรัพยสมบัติและมีความประสงควาเม่ือตนถึงแกความตายแลวจะ
ยกทรัพยสมบัติใหตกเปนสิทธิแกผูหน่ึงผูใด เจาของทรัพยน้ันก็ตองทําพินัยกรรม ความประสงค
นน้ั จึงสําเร็จผล มิฉะน้ันการแบงสมบตั ติ อ งเปน ไปตามกฎหมาย
(๑๘) พระไอยการลักษณกูหนี้ วาดวยลักษณะกูหน้ียืมสินเปนมูลวิวาท ๒๙
ประการ ลักษณะสัมพันธมิตร ญาติสนิท ลักษณะผัวเมียกูยืมดวยกันและผัวเมียกู ผัวเมียมิรูและ
ผัวเมียตายและยัง ลักษณะกูหน้ีถือสินกันและเอาชื่อผูอ่ืนในกรมทันหลายคน ลักษณะกูหนี้ทาน
ยงั ไมไ ดใชล กู หน้ตี าย เปนตน
(๑๙) พระอายการเบดเสรจ เปนการรวมกฎหมายท้ังสิ้น ๑๒ ลักษณะดวยกัน
คือ ๑. ลักษณะท่ีไรที่นา ๒. ท่ีบานท่ีสวน ๓. ท่ีกระหนาบคาบเกี่ยว ๔. ลักษณะตูทรัพยขาคน
ทานตลอดถึงจํานํารับจํานํา ๕. ลักษณะฝากทรัพยสิ่งของ ๖. ลักษณะเชาทรัพยยืมทรัพย ๗.
ลกั ษณะจางวาน ๘. ลกั ษณะซอื้ ขายแตมีเรื่องเรือเกวียนโดนกันพวงทายอยู ๒ มาตราอันเปนเรื่อง
ละเมิด ๙. ลักษณะใหทรัพย แตมีเรื่องละเมิดตอทายอยู ๓ มาตรา ๑๐. ลักษณะพนันขันตอ
๑๑. ลักษณะสาเหตุอันบังเกิดมูลคดีวิวาทรวมตลอดท้ังเร่ืองละเมิดอันไมมีสาเหตุแกกันมากอน
๑๒. ลักษณะคดีเก่ียวกับชะมบ จะกละ กระสือ กระหาง ตลอดจนเวทวิทยาคมและกฤษติคุณเปน
มลู คดวี ิวาท
(๒๐) พระไอยการลักษณวิวาทตีดากัน เปนกฎหมายท่กี ําหนดเรื่องการวิวาทดา
ตีกัน การทาํ รายซง่ึ กนั และกนั และการหม่ินประมาท เปน ตน
(๒๑) พระไอยการลักขณโจร จําแนกไดเปน ๒ จําพวกใหญ คือ จําพวกแรก
องคโจร หมายถึงผูที่กระทําผิดตองรับโทษเต็มตามกฎหมาย ไดแก ๑. กระทําความผิดเอง ๒.
ใชใหผูอื่นกระทํา ๓. ส่ังสอนใหลัก จําพวกท่ีสองสมโจร หมายถึงผูกระทําผิดอันมีลักษณะเปน
ผูสนบั สนนุ ใหความชวยเหลือผูอื่นกระทําความผิด ไดแก ๑. ใหท่ีอยูแกโจร ๒. เปนเพ่ือน มิตร
๙
สหายกับโจร ๓. สมรูรวมคิดกับโจร ๔. ปองกันโจรไว ๕. กินอยูสัมเลกับโจร นอกจากนี้ไดวาง
วิธีการกําหนดโทษในระหวางตัวการกับผูสนับสนุนไวดวยวาโทษขององคโจรน้ันตามสถานโทษ
สวนโทษสมโจรนัน้ กึ่งโทษโจร สมดวยผสู มโจรนั้นก่ึงผสู มโจร เปนตน
(๒๒) พระไอยการอาญาหลวง เปนการกําหนดลักษณะความผิดสําคัญและ
สถานโทษ โดยกําหนดโทษที่จะลงแกผูก ระทําความผดิ ๑๐ สถาน ตง้ั แตโทษเบาท่ีสดุ คอื ภาคทัณฑ
จนถึงโทษหนกั ที่สุดคอื บั่นคอรบิ เรือนตอ งเปน เร่ืองทีก่ ระทาํ ผิดตอ รัฐหรือตอหลวง
(๒๓) พระไอยการกระบดศึก กําหนดโทษของผูคิดกบฏประทุษรายตอ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวจะปลงพระชนม โจรคุมพรรคพวกถือสรรพสาตราวุธเขาปลนตี
เมือง โจรปลนตีพระนครเผาพระราชนิเวศมนเทียรสถาน โจรปลนตีอารามเผาพระอุโบสถและ
สังฆาราม ประหัดประหารพระ ชาวบาน หรือผูฆาบิดา มารดา ญาติและครูอุปชฌาถือเปนพวก
ผูร า ยยง่ิ โจรใหลงโทษกรรมกร ๒๑ สถาน
(๒๔) กฎพระสงฆ กําหนดใหพระภิกษุสงฆ สามเณร ปฏิบัติตนอยูใตพระธรรม
วินัยของสงฆ และพฤติตนใหเหมาะสม เชน ใหพระสงฆผูแสดงธรรมเทศนาตามพระบาลี และ
อรรถกถาใหบ ริบูรณ หา มเทศนาเปน กาพยก ลอน และกลาวถอ ยคําตลกคะนองโดยประมาทใหผิด
จากพระวินยั หากพระสงฆผ ูใดมไิ ดประพฤตปิ ฏิบตั ติ ามกฎหมายน้ีตอ งไดรับโทษาณโุ ทษ เปนตน
(๒๕) กฎ ๓๖ ขอ เดิมประกาศเปนกฎหมายรับสั่งและกฎขนอนรวมดวยกัน
๔๒ ภายหลังชําระ ไดก ําหนดเรือ่ งการเขาเฝาของขาราชบริพาร การที่โจทก จําเลยติดใจคําตัดสิน
ของตระลาการใหสงสํานวนใหกระทรวงพิจารณาตอไป หรือการกําหนดระยะเวลาการพิจารณาให
แลวเสร็จภายใน ๓ เดอื น ถา พยานอยูไกลทาง ๑๕ วันเดอื นหนง่ึ ใหกฎหมายตามใกลแลไกล อยา
ใหลว งพนอายุความตามระยะทางใกลไกลน้ันได เปนตน
(๒๖) พระราชบญั ญัติ มีลักษณะเปนการกําหนดขอกฎหมายจากการวินิจฉัยคดี
ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว โดยวาดวยความผิดฐานภรรยาทําชูเนื่องจากผัวไปราชการตาง
เมือง กําหนดความผิดโจรผูแทงฟนฆาเจาเรือนตาย การกําหนดโทษผูลักพาลูกเมียเขาขายตอไป
หรอื การกาํ หนดโทษแกผูเจรจาหยาบชา แกผมู ีบรรดาศักดนิ า ๔๐๐ ขน้ึ ไป เปน ตน
(๒๗) พระราชกําหนดเกา วาดวยการใหไวแกผูรักษาเมือง ผูร้ังกรมการเมือง
พระสุรีศวดีซายขวา และแกมหาดไทย กลาโหม กรมวัง เมื่อพิจารณาอรรถคดีตางๆ ชําระใหม
จ.ศ. ๑๑๖๖ และวาดวยบทอาญาหลวง ๑๓๐ มาตรา บทอาญาราษฎร ๒๐ มาตรา วาดวยเร่ือง
คาท่ีนั่งความผูรายหัวเมืองและบุตรภริยาผูราย ความนครบาลพิจารณายังไมเสร็จ หามอยาให
จําเลยย่ืนฟอ งหาอาญาอุทธรณ หรือเม่อื จับตัวผูรายปลน ฆา เจา ทรัพยตายไมไดใหผูรักษาเมืองและ
ชาวบานใชทนุ ทรัพย เปนตน
(๒๘) พระราชกําหนดใหม วาดวยการเสร็จพระราชดําเนิน การเสพสุรา เลน
เบยี้ บอน ไพรฟองกลา วโทษมูลนาย คาธรรมเนยี มตอและซอมสาํ เภา โทษเลกหลบหนีราชการการ
จบั ผรู า ยลักพระพุทธรูป การบวช การลักพาทาส เปนตน
๑๐
อิทธพิ ลของกฎหมายตราสามดวงทม่ี ตี อกฎหมายปจ จุบัน
กฎหมายตราสามดวง ถือเปนชวงรอยตอประวัติศาสตรกฎหมายไทยระหวาง
กฎหมายยุคเกากับกฎหมายสมัยใหม โดยชําระกฎหมายท่ีกระจัดกระจายอยูในสมัยน้ัน รวบรวม
เขา ไวใ นที่เดียวกนั ใหเ ปนหมวดหมู และตรวจชาํ ระเน้อื หาของกฎหมายใหสอดคลอ งกับหลักความ
เปนธรรม และบริบทของสังคมไทยขณะนั้น ท้ังน้ี จากการศึกษาพบวากฎหมายไทยปจจุบันไดรับ
อิทธิพลจากกฎหมายตราสามดวงบางลักษณะซ่ึงถือเปนเอกลักษณของกฎหมายไทยปจจุบัน และ
กฎหมายตราสามดวงบางลักษณะมีเน้ือหากฎหมายเชนเดียวกับหลักกฎหมายสากลท่ีใชอยู
ปจ จุบัน ซ่งึ จะขออธบิ ายโดยสังเขป ดังตอไปนี้
หลกั อนิ ทภาษ
หลักอินทภาษ คือ หลักธรรมที่ใชตัดสินคดีของผูพิพากษาในอดีต กลาวคือ ผู
พิพากษาตองปราศจากอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ โทษาคติ ภยาคติ และโมหาคติ ซ่ึงหลักธรรม
ดังกลา วยงั คงใชเ ปนหลักสําคญั ของผพู พิ ากษาในในการตัดสนิ คดคี วาม ดงั จะไดกลาวโดยละเอียด
ตอ ไปน้ี
พระธรรมสาตร
หลักอนิ ทภาษ
บทที่ ๔ บัญญัติวา “ในเทวะอรรรถาธิบายน้ันวา ดูกรมานพ โย ปุคฺคฺโล อันวา
บุคคลผูใดจะเปนผูพิภากษาตัดสีนคดีการแหงฝูงมนุษยนิกรทังหลาย นาติวตฺตติ บมิไดลวงเสีย
ธมฺมํ ซึง่ สุจริตธรรมอันเปนของแหงสับปรุษ ฉนทฺ า โทสา ภยา โมหา เหตโุ ลภแลโกรธแลกลวั
แลหลง... อรรถาธิบายวาบุคคลผูใดจะเปนผูพิภากษาตัดสินคดีการแหงมนุษยนิกรทั้งหลายพึง
กระทําสันดานใหนิราศปราศจากอะคติธรรมท้ังสี่ คือ ฉันทาคติ ๑ โทษาคติ ๑ ภะยาคติ ๑
โมหาคติ ๑...
แลซึ่งวาใหผูพิภากษาปราศจากฉันทาคะติน้ันคือใหทําจิตรใหนิราศจากขาดจาก
โลภ อยาไดเ หนแกล าภะโลกามิศสนี จางสนี บน... ถึงมาทวาผตู องดดีน้ันจะเปนเผาพันธุเปนตนวา
บิดามานดาตนกด็ ี อยาพงึ เขา ดวยสามาถฉันทาคติอันมิควรจะพึงไป จงทําจิตรใหตั้งอยูในอุเบกขา
ญาณ จงึ ไดช ือ่ วา เปนองคตุลาการ มอี าการอนั เสมอเหมือนตราชู...
แลใหปราศจากโทษาคตินั้น คือ ใหผูพิภากษากระลาการกระทําจิตรใหเสมอ
อยาไดไตไปตามอํานาจโทษาพยาบาทจองเวร วาผูนี้เปนคนปะฏิปกขขาศึกผิดกันกับอาตมา อยา
๑๑
กระทําซึ่งความโกรธแลเวระพญาบาทเปนเบ้ืองหนาแลวแลพิจารณากดขี่ใหพายแพ... พึงดําเนิน
ไปตามธรรมสาตรราชสาตร แลต้ังจิตรไวในมัชฌะอุเบกขาใหแนแนวแลวจึ่งพิจารณาตัดสีน
เปนทา มกลาง ฯลฯ
ซงึ่ วา กระลาการแลผูพิภากษาปราศจากภะยาคะตินั้นคือใหผูพิภากษากระลาการ
การะทําจิตรใหมั่นคง อยาไดหวั่นไหวแตไภยความกลวฝายโจทแลฝายจําเลย อยาสดุงหวาดเสียว
วา ผูนเี้ ปนอธบิ ดมี ียศถาศักดแิ ลเปนราชตระกูลประยูรอันยิ่งใหญ ถา อาตมาพิภากษาควรแพแลแพ
ลงบัดนี้ ก็จะทาํ ใหอาตมาถึงซงึ่ ความฉบิ หายดวยเหตุอนั ใดอันหนึง่ เปน มนั่ คง อนง่ึ อยาพึ่งกลวั วาผู
นมี้ ีวทิ ยาคมแลฝม ือกําลังกายแกลว กลา ถา พายแพล งก็จะเคียดโกรธอาตมาแลวจทําความวินาศอัน
ใดอันหน่ึงใหถึงเรา เพราะเหตุเราบังคับบันชาใหพายแพในท่ีอันควรจะแพ พึงกระทําจิตรให
องอาจอยา ไดห วาดไหวแตไ ภยความกลวั อะธบิ ดีตระกลู ...
แลใหปราศจากโมหาคตินั้น โมหะเจตสิกดวงน้ี คือ ตัวอะวิชา มีลักษณอันมืดไป
ในทที่ ังปวง...คดีใดควนแกแพ กพ็ ึงพิจารณาใหเหนดวยปญญาวาควนแพ คดีใดจะพึงชนะ ก็สอด
ใหเหนดวยปญาโดยแทวาควรชนะ อยาบังคับบันชาดวยความโมหาคติอันมืดหลงใหล ถาเหลือ
สติปญาตนก็พึงเทียบทานถามซ่ึงบัณฑิตยเสวะกามาตผูมีปญาชาญฉลาดในราชบัญญัติ แลเคยใน
กิจคดีตัดสีนพิภากษาในกาลกอน อยาทะอึงอวดตนดวยอุณตมานะอันโมหาเหนเปลาแลวแต
หลงใหล พึงหยุดหนวงซึ่งหลักคือสุจริตธรรม แลวพึงไตไปตามธรรมสาดรราชสาตร อยากลับซึ่ง
คดีอันแพใหชนะ กลับคดีชนะใหแ พดวยอาํ นาจแหง โมหะคือความหลง...”
ประมวลจรยิ ธรรมขาราชการตุลาการ พ.ศ.๒๕๒๙
“ขอ ๓ ในการนั่งพิจารณาคดี ผูพ พิ ากษาจกั ตอ งวางตวั เปนกลางและปราศจาก
อคติ ทั้งพึงสํารวมตนใหเ หมาะสมกบั ตาํ แหนง หนาที่ แตงกายเรียบรอ ยใชว าจาสภุ าพ ฟงความ
จากคูความและผเู กยี่ วของทุกฝา ยอยางตงั้ ใจ ใหค วามเสมอภาค และมคี วามเมตตา”
“ขอ ๑๒ เมอื่ จะพจิ ารณาหรอื มีคาํ ส่งั ในเรอื่ งใด ผูพพิ ากษาจกั ตอ งวางอคติท้งั
ปวงเก่ียวกบั คูค วามหรอื คดคี วามเรือ่ งน้ัน ทงั้ จักตองวนิ จิ ฉยั โดยไมชักชา และไมเหน็ แกหนา ผใู ด
คาํ พิพากษาและคําส่ัง ตอ งมคี าํ วินิจฉยั ทตี่ รงตามประเดน็ แหงคดีใหเ หตุผลแจง
ชดั และสามารถปฏบิ ตั ติ ามนน้ั ได การเรียงคาํ พพิ ากษาและคาํ สัง่ ควรใชภาษาเขียนทดี่ ี ใชถ อยคาํ ใน
กฎหมาย ใชโ วหารทรี่ ดั กุมเขา ใจงา ย และถกู ตอ งตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ขอความ
อน่ื ใดอนั ไมเ กยี่ วกับการวนิ จิ ฉัยประเดน็ แหงคดีโดยตรง หรอื ไมทําใหก ารวนิ ิจฉยั ประเด็นดงั กลาว
ชดั แจงข้นึ ไมพ ึงปรากฏอยใู นคาํ พพิ ากษาหรือคาํ สง่ั ”
จรยิ ธรรมตลุ าการศาลปกครอง
“ขอ ๓. ในการไตส วนและการนงั่ พจิ ารณาคดี ตุลาการศาลปกครองจกั ตองวาง
ตนเปนกลางและปราศจากอคติ สํารวมตนใหเหมาะสมกบั ตาํ แหนง หนาท่ี แตงกายให
เรียบรอย ใชว าจาสภุ าพ ท้ังพึงไตสวน ซักถาม และฟงความจากคกู รณรี วมทัง้ ผูท่ีเกย่ี วของทกุ
ฝายอยา งตั้งใจ ใหค วามเสมอภาค และมีเมตาธรรม”
๑๒
“ขอ ๗. เมือ่ จะพิจารณาหรอื มคี ําส่งั ในคดีเรือ่ งใด ตลุ าการศาลปกครองจะตอ ง
ละวางอคตทิ ง้ั ปวงเกย่ี วกบั คกู รณหี รือคดเี ร่ืองน้นั ทัง้ จกั ตอ งวนิ จิ ฉยั โดยไมช ักชาและไมเห็นแก
ผใู ด”
ในปจจุบันประมวลจริยธรรมของตุลาการซึ่งถือเปนขอกําหนดการดํารงตน และ
การปฏิบัติหนาที่ของผูพิพากษา กําหนดใหผูพิพากษาวางตนเปนกลางและปราศจากอคติท้ังปวง
แสดงใหเหน็ วาหลกั อนิ ทภาษในกฎหมายตราสามดวงเปนหลักกฎหมายท่ีสอดคลองกับหลักธรรม
อนั เปนสากล และยงั คงยึดถอื ปฏบิ ัติกนั จวบจนปจจบุ นั
๑๓
พระไอยการลกั ษณรบั ฟอง
กฎหมายตราสามดวง พระไอยการลกั ษณรับฟอง แยกออกเปน ๖ ลกั ษณะ ดงั น้ี
๑. ลักษณะรับฟอง ตราขนึ้ เม่ือป พ.ศ. ๑๘๙๙ ในสมัยสมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ ๑
๒. ลกั ษณะรอ งฟอง ตราข้ึนในแผนดินสมเดจ็ พระเอกาทศรถ
๓. ลกั ษณะตดั สํานวน
๔. ลักษณะประวงิ ความ ท้งั สามลักษณะนไ้ี มป รากฏหลกั ฐานทแ่ี นน อน
๕. ลกั ษณะแกต างวา ตาง วา ตราข้นึ ในสมัยใด
๖. ลกั ษณะตดั พยาน ตราข้นึ ในแผนดนิ สมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ์
รวบรวมเปนกฎหมายตราสามดวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลท่ี ๑ ของ
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช
๑. การรับฟอ ง
พระไอยการลักษณรับฟอง
ในบทที่ ๑ ไดกําหนดลักษณะของบุคคล ๗ ประการ ที่หามมิใหรับฟองตามหลัก
อนิ ทพาษ ๗ ดังน้ี
๑. คนพิกลจรติ บาใบ
๒. เสียจกั ษุทง้ั สองขางมิไดเหน
๓. คนเสียหทู ง้ั สองขางมิไดย ิน
๔. เปนงอ ยเปล้ียเดิรไปมามิได
๕. เปนคนกยาจกถอื กระเบอ้ื งกะลาขอทาน
๖. เปนคนสูงอายศุ มหลงไหล
๗. เดกตํา่ อายุศมเอาถอ ยคาํ มิได
คน ๗ จําพวกน้ีถามาฟองรองเรียนอยาเพอฟงกอน ใหผูเปนตะลาการไตสวนผู
เปนสักขิญานรูเหน ถาสมด่ังมันกลาวจริง จึ่งใหรับไวบังคับบันชาโดยมันกลาว ถาหมีสม ทานวา
อยาใหร บั คดีนั้นไวบังคบั บันชาเลย
บทที่ ๒ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง มิใชคดีตนเเลคดีบิดามานดาปู ยา ตา ยาย ปา
นา อา บุตรภรรยาญาติพ่ีนองตนเกบเอาเน้ือความผูอ่ืนซ่ึงมิไดเปนเนื้อความเรื่องเดียวกันมา
กฎหมายรองฟอง ผูน้ันบังอาจใหยากแกความเมืองทานๆ วาเลมิด ใหไหมโดยยศถาศักดิ อยาให
รับฟอ งไวพ จิ ารณา”
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพง
การฟองคดีตามกฎหมายปจจุบันผูฟองคดี เรียกวา “โจทก” ผูที่ถูกฟองคดี
เรียกวา “จําเลย” ทั้งโจทกและจําเลยมีชื่อเรียกโดยรวมวา “คูความ” ในบางกรณีกฎหมายบังคับ
วาคูความดําเนินคดีเองไมได จึงตองมีผูแทนโดยชอบธรรม หรือบางทีคูความไมประสงคจะฟอง
หรอื ตอ สคู ดีดว ยตนเอง ก็ตงั้ ผูหนึ่งผใู ดเปน ทนายความ หรือผูแทนโดยชอบธรรมหรือผูที่ตัวความ
ต้ังมาเปนผูแทนตอ งกระทาํ การในนามของตวั ความ เปนผดู าํ เนนิ คดแี ทน เปน ตน
๑๔
มาตรา ๑ (๑๑) วิเคราะหศัพท “คูความ” หมายความวา “บุคคลผูย่ืนคําฟอง
หรือถูกฟองตอศาล และเพื่อประโยชนแหงการดําเนินกระบวนพิจารณาใหรวมถึงบุคคลผูมีสิทธิ
กระทาํ การแทนบคุ คลนัน้ ๆ”
พระไอยการลักษณรับฟองกําหนดลักษณะตองหามของบุคคลไมมีสิทธิฟองคดี
กลา วคือ บคุ คลทม่ี รี างกายพกิ ลพกิ ารหรือไมรูสาํ นึกผดิ ชอบเพยี งพอ รวมถึงผูที่มิไดเปนผูเสียหาย
ในคดีและมิไดมีสวนเกี่ยวพันเปนญาติกับผูเสียหายท่ีจะใชสิทธิฟองคดีได ดังน้ีผูที่ไมเขาลักษณะ
ตองหามดังกลาวจึงมีสิทธิฟองคดี ในกฎหมายปจจุบันโจทกตองเปนผูถูกโตแยงสิทธิท่ีกฎหมาย
รับรอง อยางไรก็ตามกฎหมายกําหนดใหบุคคลอ่ืนสามารถฟองคดีแทนผูถูกโตแยงสิทธิไดในบาง
กรณี เชน กรณีผูแทนโดยชอบธรรมฟองคดีแทนผูเยาว หรือผูอนุบาลฟองคดีแทนบุคคลไร
ความสามารถ เปนตน แตกฎหมายปจจุบันมิไดตองหามบุคคลพิการฟองคดีหากเปนผูมี
ความสามารถบรบิ รู ณต ามกฎหมาย แตบ คุ คลผหู ยอนความสามารถตามทกี่ ฎหมายกําหนดไว เชน
ผูเยาว ผูวิกลจริต หรือคนไรความสามารถจะตองมีผูฟองคดีแทน ท้ังน้ีเพ่ือใหมีผูปกปองดูแลการ
ใชสิทธิทางศาลของบุคคลดังกลาว แตพระไอยการลักษณรับฟองมิไดบัญญัติใหมีผูดําเนินการ
แทนบุคคลตองหามเหลานั้นแตอยางใด ดังน้ันกฎหมายปจจุบันจึงรับรองสิทธิการฟองคดีของ
บุคคลไดดกี วา
๒. ฟองซอน
พระไอยการลักษณรับฟอ ง
บทท่ี ๗ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผูใดมีคดีมาฟองรองเรียนหาความแกทานแหง
หน่ึงแลว ยังไมไดพิจารณาสําเรจแลไปฟองรองเรียนแหงหนึ่งเลา ทานวาทําดั่งน้ีเปนสองสารให
ไหมลาหนึง่ ตามบนั ดาศักดิ์เปนแตพิไนหลวง แลว วาใหตามคาํ ฟอ งรอ งกอนนั้น”
บทที่ ๘ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ราษฎรทําหนังสือรองฟองหาความแกกันใน
กรมใดๆ ตระลาการทอดโฉนฎฎีกาตราสารไปใหมุนนายสงผูตองคดีก็ดี แลมันผูตองคดีรูสึกคดี
แลวมันมิไดมาแกพิภาษโดยเขาหา มันไปฟองซอนเหนือคดีเขากลาวหาก็ดี ตระลาการไดไตถาม
แลว แลความนั้นยังมิไดพิจารณาสําเรจ ฝายจําเลยไปรองฟองกลาวโทษโจทเลา ทานวาเลมิดให
ไหมโดยบันดาศักดล์ิ าหนึ่งเปนพไิ นหลวง แลวใหพ ิจารณาโดยหนงั สือรอ งโจท แลสํานวนนั้นสืบไป
ใหเ หนเทจแ ลจริง”
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจาณาความแพง
มาตรา ๑๗๓ วรรคสองบัญญัติวา “นับแตเวลาที่ไดยื่นคําฟองแลว คดีน้ันอยูใน
ระหวางพิจารณาและผลแหง การนี้
(๑) หามไมใหโจทกย่ืนคําฟองเรื่องเดียวกันนั้นตอศาลเดียวกันหรือตอศาลอ่ืน
...”
กรณีดังกลาวเมื่อพิจารณาแลวเห็นไดวากฎหมายท้ังสองฉบับน้ันมีความ
คลายคลึงกันในหลักเกณฑการฟองซอนกลาวคือ หามมิใหโจทกฟองคูความเดียวกันในเร่ือง
เดียวกันที่คดีเดิมอยูในระหวางพิจารณา กลาวคือ เม่ือโจทกยื่นฟองคดีเรื่องหน่ึงไวแลว และคดี
๑๕
นั้นอยูในระหวางพิจารณาของศาล หามมิใหโจทกนําฟองเรื่องเดียวกันน้ันมายื่นตอศาลเดียวกัน
หรือศาลอื่นอีกเปนฟองซอน นอกจากน้ีตามพระไอยการลักษณรับฟอง การฟองซอนมีโทษปรับ
ไหมถือเปนการนําโทษอาญาซ่ึงเปนกฎหมายสารบัญญัติมาบัญญัติรวมกับกฎหมายวิธีสบัญญัติ
แตกตา งจากกฎหมายปจจุบันท่ีแยกกฎหมายทัง้ สองลกั ษณะออกจากกนั
๓. คดีอุทลุม
พระไอยการลกั ษณรบั ฟอ ง
บทที่ ๒๕ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผูใดเปนคนอุทลุมหมีไดรูคุณบิดามานดาปู
หญาตายาย แลมันมาฟองรองใหเรียกบิดามานดาปูญาตายายมัน ทานใหมีโทษทวนมันดวยลวด
หนังโดยฉกันอยาใหมันคนรอยนั้นดูเยี่ยงหยางกันตอไป แลวอยาใหบังคับบันชาวากลาวคดีของ
มนั นั้นเลย”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
มาตรา ๑๕๖๒ บัญญัติวา “ผูใดจะฟองบุพการีของตนเปนคดีแพงหรือคดีอาญา
มิได แตเมื่อผูนน้ั หรือญาติสนทิ ของผูน นั้ รองขอ อยั การจะยกคดขี ึน้ วา กลาวกไ็ ด”
ตามพระไอยการลักษณรับฟองบัญญัติหามการฟองคดีบิดา มารดา ปู ยา ตา
ยาย หากฝาฝนตองโทษอาญา และมิใหศาลรับคดีไวพิจารณา หลักดังกลาวถือเปนเอกลักษณของ
สังคมไทยต้ังแตอดีตกาลเพ่ือใหครอบครัวมีความสงบสุข มั่นคง และประสงคให ลูก หลานมี
ความกตัญูตอบุพการีและญาติผูใหญท่ีสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปโดยมิใหลูก หรือหลานฟอง
คดีตอบิดา มารดา หรือปู ยา ตา ยาย ของตน โดยผูฝาฝนตองไดรับโทษทางอาญาดวย ซึ่ง
กฎหมายปจจุบันไดรับอิทธิพลจากหลักการดังกลาวโดยนํามาบัญญัติไวในประมวลกฎหมายแพง
และพาณิชย มาตรา ๑๕๖๒ อยางไรก็ตามกฎหมายปจจุบันกลายความเครงครัดลงโดยคํานึงถึง
ขอเท็จจริงในสังคมมากย่ิงขึ้นโดยกําหนดความเพิ่มเติมข้ึนวาหากผูนั้นหรือญาติสนิทของผูน้ัน
รอ งขอ อัยการจะยกคดขี ึ้นวา กลา วก็ได
งาชางดชั นีชือ่ พระไอยการ
๑๖
พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
พระไอยการลักษณผัวเมีย เปนบทบัญญัติที่เก่ียวกับความสัมพันธของครอบครัว
ซึ่งมีบัญญัติไวแตโบราณ พบในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใชชื่อกฎหมายวา “พระไอยการลักษณผัว
เมยี ” ตราขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๔ (จลุ ศักราช ๗๒๒) และมีการแกไขเพ่ิมเติมใน พ.ศ. ๑๙๐๕๔ เปน
พระราชบัญญัติเพ่ิมเติมวาดวยการแบงปนสินทรัพยระหวางผัวเมีย ซึ่งความสัมพันธนั้นอยูใน
รูปแบบประเพณีนยิ มเปนสวนใหญ
๑. เงอ่ื นไขการสมรส๕
พระไอยการลักษณผัวเมียกําหนดคุณสมบัติและลักษณะตองหามของชายและ
หญิงท่จี ะทําการสมรสกันตามกฎหมายดังตอ ไปน้ี๖
๑) หญิงตองไมเปนภรรยาของชายอื่นอยูกอนแลว หากหญิงมีสามีไปไดเสีย
กับชายอ่ืน กฎหมายถือวา ชายน้ันเปนเพยี งชายชูเทา น้นั จะตองเอาหญิงน้นั สง คืนสามเี ขา
พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
บทที่ ๒๕ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผูใดทําชูดวยเมียทาน แลชายชูน้ันจะเอาเมีย
ทานมาเปนเมียตน ทานวาอยาพึงให ใหสงหญิงน้ันใหแกผัวมันจงได ขาเมียแลบาดเบี้ยเทาใดให
ไหมเทา นั้น ใหแกเ จาผวั จงส้ิน”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย
มาตรา ๑๔๕๒ บญั ญตั วิ า “ชายหรอื หญิงจะทําการสมรสในขณะท่ีตนมีคูสมรสอยู
ไมไ ด”
มาตรา ๑๔๙๕ บัญญัติวา “การสมรสท่ีฝาฝนมาตรา ๑๔๔๙ มาตรา ๑๔๕๐
มาตรา ๑๔๕๒ และมาตรา ๑๔๕๘ เปนโมฆะ”
ในปจจุบันมิไดหามเฉพาะฝายหญิงเทานั้น แตหามฝายชายดวย เปล่ียนจาก
ระบบผวั เดยี วหลายเมยี มาเปนระบบผัวเดียวเมียเดียว โดยไดรับอิทธิพลจากตางประเทศ หากฝา
ฝนจะมผี ลใหการสมรสครง้ั หลงั เปน โมฆะ ซง่ึ ผลนี้ตางกับในอดีต กลาวคือ ในกฎหมายลักษณะผัว
เมียน้นั บัญญตั ิใหช ายท่ยี งุ เก่ียวกบั หญิงมสี ามีเปน ชายชแู ละใหป รับไหมชายชูนัน้ อาจจะเทียบไดวา
การทาํ ชนู ้นั แมวาชายหญงิ จะมีเจตนาเปนสามีภรรยากันก็ไมอาจทําใหหญิงน้ันเปนภรรยาโดยชอบ
ดวยกฎหมายของชายชูน้ันได แมกฎหมายจะมิไดบัญญัติชัดเจนดังเชนบรรพ ๕ ในปจจุบัน แต
โดยสภาพแลวผลจากการฝาฝน บทบญั ญตั ดิ งั กลา วไมแตกตางกัน
๔ แลงกาต โรแบรต, ประวัตศิ าสตรก ฎหมายไทย, (กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
และการเมือง, ๒๔๘๙), น.๑๗.
๕ การหมนั้ ตามกฎหมายปจ จุบันเปนการตกลงกนั วา จะทําการสมรส กลาวคอื กอใหเ กิด
ความผูกพันและกอ ใหเ กิดสถานะการเปน คูหมั้นซง่ึ เปน ประเพณีทีไ่ ดทาํ กันมาตัง้ แตโ บราณและกฎหมายรับรอง
ทงั้ นีเ้ พือ่ ใหบุคคลทัว่ ไปไดท ราบและกอ ใหเ กิดความมั่นใจแกช าย หญิงเทาน้นั
๖ ดวงจิตต กําประเสริฐ, ประวตั ศิ าสตรก ฎหมาย, (กรงุ เทพฯ:โรงพิมพมหาวิทยาลยั
รามคําแหง, ๒๕๔๒), น. ๗๘.
๑๗
๒) ชายตองไมเปนพระภิกษุ ในกฎหมายลักษณะผัวเมียหามไวโดยชัดแจง
ไมใหพระภิกษุสามเณรมีภรรยา ถาพระภิกษุสามเณรผิดเมียผูอ่ืนถึงชําเรา ไดช่ือวาปราชิกให
สึกออก และใหปรบั ไหมดวย
พระไอยการลักษณผวั เมีย
บทท่ี ๔๐ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง พระครูภิขุสํามเณร ผิดเมียทานถึงชําเราชื่อวา
ปราชกิ ใหสกึ ออกเสียแลวใหไ หมโดยพระราชกฤษฎกี า”
บทท่ี ๔๑ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ถาพระครูภิษุสํามเณรผูอยูในศีล ทําทุราจาน
ผิดกิจวิไนยทํารายดวยหญิงหาผัวมิไดถึงชําเราเปนสัจไซ ช่ือวาปราชิก ใหสึกออกลงโทษ ๕๐หรือ
๒๕ ที สงตัวลงญา ชา งหลวง สวนหญิงน้นั ใหท ําโทษดุจหญงิ ทาํ ชูนอกใจผัวน้นั แล”
กรณีดังกลาวน้ีปจจุบันเปนเร่ืองพระธรรมวินัยของสงฆ กลาวคือ กฎหมาย
ปจจุบันมิไดบัญญัติความผิดทางเพศของพระสงฆไวเนื่องจากตองการแยกกฎหมายบานเมือง กับ
พระธรรมวินัยออกจากกันโดยใหองคกรทางศาสนาเปนผูพิจารณาความผิดของพระสงฆเอง ซ่ึง
พระธรรมวินัยของสงฆน้ัน การท่ีพระภิกษุสามเณรยุงเกี่ยว หรือการเล้ียงดูหญิงเปนภรรยานั้น
ผิดตอพระวินัยสงฆต องโทษปราชิก เชนเดียวกัน
๓) ชายหญิงตองไมเปนญาติกัน โดยเชื่อกันวาหากชายหญิงที่เปนญาติกัน
สมรสกันจะทําใหเกดิ สิง่ อปั มงคลแกบา นเมือง ดงั ทบ่ี ญั ญัตไิ วต อ ไปนี้
พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
บทท่ี ๓๖ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง พอแมลูกพี่นองยายหลาน ตาหลานลุงนา
หลานทาํ ชูกันไซ ใหท าํ แพลอยผนู นั้ เสียในชะเล ใหเจา พอแมพี่นองพลีเมืองทานทัง ๔ ประตู ไก ๘
ตัว ใหพระสงฆพราหมณาจารยสวดมนตรทําพิทธีการระงับอุบาทวจันไร น้ําฟา นํ้าฝน จึงจะ
ตกเปนประโยชนแกคนทังหลาย ฝายพอแมพ่ีนองรูวาลูกหลานทํามิชอบมิไดวากลาว ทานวาเลมิด
ใหล งโทษโดยโทษาณุโทษ”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย
มาตรา ๑๔๕๐ บัญญัติวา “ชายหญิงซ่ึงเปนญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือ
ลงมากด็ ี เปนพี่นองรวมบดิ ามารดาหรือรวมแตบิดาหรือมารดาก็ดี จะทําการสมรสกันไมได ความ
เปนญาติดังกลาวมานี้ใหถือตามสายโลหิต โดยไมคํานึงวาจะเปนญาติโดยชอบดวยกฎหมาย
หรอื ไม”
เง่ือนไขในขอน้ีในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ ๕ บัญญัติไว
เชนเดียวกนั แตแนวคิดพนื้ ฐานในการบัญญัตกิ ฎหมายน้นั แตกตางกนั กลาวคือในอดีตหามมิใหผู
เปน ญาติกันทาํ การสมรสกนั โดยเช่อื วาจะเปน เรอ่ื งอัปมงคลแกบานเมือง แตในปจจุบันดวยความรู
ทางวิทยาศาสตรพบวาการสมรสกันระหวางเครือญาติจะทําใหบุตรที่เกิดมาภายหลังอาจมีความ
ผิดปกติบางประการ ซึ่งกฎหมายปจจุบันบัญญัติไวเฉพาะวาตองเปนญาติจากสายโลหิตเทานั้น
โดยไมค าํ นึงวา จะเปนญาตโิ ดยชอบดวยกฎหมายหรอื ไม ในเร่ืองน้ีจึงอาจกลาวไดวาเปนภูมิปญญา
๑๘
คนไทยสมัยกอนท่ีตองการรักษาความอบอุน และความเปนปกแผนของครอบครัว ซ่ึงสอดคลอง
กับหลกั กฎหมายปจจุบนั
๔) หญิงหมายที่สามีตาย จะทําการสมรสใหมตองจัดการเผาศพสามีให
เรียบรอยเสียกอน กฎหมายลักษณะผัวเมียเห็นวาถายังมิไดจัดการเผาศพสามีใหเรียบรอย
การสมรสยงั ไมขาดจากกนั ดังท่ีบญั ญัตไิ วตอไปน้ี
พระไอยการลกั ษณผัวเมยี
บทท่ี ๓๐ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ผัวตายหงายไวทังโลง สภยังอยูกับเรือน หญิง
เมยี น้ันนาํ้ ตาตกแลคลอ ยใจกําหนัดชกั เอาชายมานอน แลผีตายหงายรับกันอยูด่ังนั้น ถาพี่นองชาย
ผูตายรูเหนเอาความมาฟองรอง เมื่อสวนสับขับแทแพจริงไซ ทานใหสานกะตรอตากลวย
ครอบศีศะหญิงน้ันลงเพียงตา ใหทะเวนรอบเรือนท่ีผีผัวอยูน้ันสามรอบแลวใหไหมชายชูเปนเบ้ีย
๑๐ แสน ใหแ กญาตพิ ี่นอ งเผาผผี ตู าย”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
มาตรา ๑๔๕๓ บัญญัติวา “หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงดวยประการ
อื่นจะทาํ การสมรสใหมไ ดต อเมื่อการส้นิ สุดแหง การสมรสไดผ านพน ไปแลว ไมนอ ยกวา สามรอยสิบ
วนั เวน แต
(๑) คลอดบุตรแลว ในระหวา งนน้ั
(๒) สมรสกับคสู มรสเดิม
(๓) มีใบรับรองแพทยประกาศนียบัตรหรือปริญญาซ่ึงเปนผูประกอบการรักษา
โรคในสาขาเวชกรรมไดตามกฎหมายวามไิ ดมีครรภ หรอื
(๔) มีคําสั่งของศาลใหส มรสได”
การกระทําของหญิงในสมัยกอนนั้นจะตองใหเกียรติแกชายแมวาสามีตายไปแต
ยงั มิไดเ ผา ก็ยงั ไมถ อื วาการสมรสไดส ิน้ สุดลงอกี ทงั้ การกระทาํ ในลักษณะดังกลาวอาจเปรียบไดกับ
การเปนชูเชนกัน แตเง่ือนไขแหงการสมรสตามกฎหมายปจจุบันใหหญิงที่สามีตายหรือการสมรส
สิ้นสุดดวยสาเหตุใดจะทําการสมรสใหมไดตอเมื่อการส้ินสุดแหงการสมรสไดผานพนไปแลวไม
นอยกวา ๓๑๐ วัน เพ่ือแกปญหากรณีบุตรที่เกิดภายหลังสามีตายวาใครเปนบิดาท่ีชอบดวย
กฎหมายของเดก็ กฎหมายจงึ บญั ญัตหิ ามไวม ใิ หท ําการสมรสใหมภายใน ๓๑๐ วัน เวน แตห ญิงได
คลอดบตุ รแลวในระหวางน้นั หรอื สมรสกับคสู มรสเดมิ หรอื มใี บรบั รองแพทยวามไิ ดมีครรภ หรือ
มีคําส่ังของศาลใหสมรสได เนื่องจากระยะเวลา ๓๑๐ วันเปนระยะเวลาสูงที่สุดที่มนุษยสามารถมี
ครรภและคลอดบุตรได การที่กฎหมายปจจุบันกําหนดไวเชนน้ีจึงเปนเหตุผลทางเทคนิคมากกวา
เหตผุ ลทางจารตี ประเพณีและศิลธรรม
๑๙
๒.ทรพั ยส นิ ระหวางสามภี รรยา
พระไอยการลักษณผัวเมีย
บทที่ ๑๑๔ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ชายใดใหสูฃอลูกสาวหลานสาวทานแลเอา
ขันหมากสามขันไปกลา วถามพอ แม พี่นองหญิงรับเอาไววา ใหล กู สาวหลานสาวแกท า นๆ คํานับไว
ในกําหนฎซึ่งวากลาวกันไวน้ันยังเปนเมียชาย ถาชายใดทําชูสูหญิงน้ัน ทานวาผิดเมียทานใน
ขันหมาก ทานใหเอาขันหมากต้ังไหมขันหมากกลาวถามน้ัน ๑๑ ขันๆ หมากหมั้น ๕๐ ฃัน เปน
๖๑ ฃนั ใหต คี าฃันหมากกลา วถามนั้นฃันละเฟอ ง ใหต ีฃันหมากหม้นั นนั้ ฃันละสะหลึง เอาฃันหมาก
ทังนน้ั บวกกันเฃา แลวใหไหมทวีคณู ยกทุนใหเจาฃองเหลือนั้นเปนสีนไหมก่ึงพีในก่ึง ถาถึงกําหนฎ
ซ่ึงวากลาวนัดหมายกันไวน้ัน ชายมิไดเอาฃันหมากใหญมาแตงงานตามสันญานัด ทานวาหญิงน้ัน
มิไดเปนเมียชายเลย หญิงมีชูผัวอื่นหาโทษมิได แลฃันหมาก ๓ ฃันน้ัน ชายจะคืนเอามิได เหตุวา
พนกําหนฎซงึ่ วา กลาวกนั นน้ั แลว”
บทท่ี ๖๘ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ผัวเมียอยูดวยกัน ตางคนตางผิดใจกันจะหยา
กันไซ ใหหญิงสงสีนสอดขันหมากแกชาย ถามีลูกดวยกันไซ ทานมิใหสงสีนสอดขันหมากแกชาย
เลย ใหเรียกสีนเดิมทังสองขาง สินสมรศไซ ใหแหวกปนเปนสามสวนใหชายสองสวน ใหแกหญิง
สวนหนึง่ ถาหญงิ น้ันเขามที นุ เดมิ ซือ้ ฃายจายไดก าํ ไร แลชายหาทุนเดิมมิไดไซ ทานใหปนสีนสมรศ
นั้นสามสวน ไดแ กหญงิ สองสว น ไดแ กช ายสวนหนง่ึ เพราะชายหาทนุ มิได ชายไดไ ปหารักษาจึ่งได”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
มาตรา ๑๔๓๗ บัญญัติวา “การหม้ันจะสมบูรณเม่ือฝายชายไดสงมอบหรือโอน
ทรพั ยส นิ อนั เปนของหม้นั ใหแ กห ญงิ เพื่อเปน หลักฐานวาจะสมรสกบั หญงิ นั้น
เม่อื หมัน้ แลว ใหข องหมน้ั ตกเปนสิทธแิ กหญิง
สินสอด เปนทรัพยสินซ่ึงฝายชายใหแกบิดามารดา ผูรับบุตรบุญธรรม หรือ
ผูปกครองฝายหญิง แลวแตกรณี เพื่อตอบแทนการท่ีหญิงยอมสมรส ถาไมมีการสมรสโดยมีเหตุ
สําคญั อนั เกดิ แกหญงิ หรือโดยมพี ฤติการณซ่ึงฝายหญิงตองรับผิดชอบ ทําใหชายไมสมควรหรือไม
อาจสมรสกบั หญงิ น้นั ฝายชายเรียกสินสอดคืนได
ถาจะตองคืนของหม้ันหรือสินสอดตามหมวดนี้ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๔๑๒ ถึง
มาตรา ๔๑๘ แหงประมวลกฎหมายนวี้ า ดว ยลาภมคิ วรไดมาใชบังคบั โดยอนุโลม”
มาตรา ๑๔๓๙ บัญญัติวา “เม่ือมีการหม้ันแลว ถาฝายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝาย
หน่ึงมีสิทธิเรียกใหรับผิดใชคาทดแทน ในกรณีท่ีฝายหญิงเปนฝายผิดสัญญาหมั้นใหคืนของหม้ัน
แกฝ า ยชายดว ย”
มาตรา ๑๔๗๑ บญั ญัติวา “สนิ สวนตัวไดแ กทรัพยส ิน
(๑) ท่ีฝา ยใดที่ฝายหนง่ึ มอี ยกู อนสมรส
(๒) ที่เปนเครื่องใชสอยสวนตัว เคร่ืองแตงกาย หรือเครื่องประดับกายตามควร
แกฐานะ หรือเคร่ืองมือเคร่ืองใชท่ีจําเปนในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคูสมรสฝายใดฝาย
หน่ึง
๒๐
(๓) ที่ฝายใดฝายหนึ่งไดมาระหวางสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการใหโดย
เสนหา
(๔) ทีเ่ ปน ของหม้ัน”
มาตรา ๑๔๗๔ บญั ญัติวา “สนิ สมรสไดแ กท รพั ยสนิ
(๑) ทีค่ ูส มรสไดม าระหวา งสมรส
(๒) ท่ีฝายใดฝายหนึ่งไดมาระหวางสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการใหเปน
หนังสือเม่อื พินยั กรรมหรือหนงั สือยกใหระบวุ าเปนสนิ สมรส
(๓) ท่ีเปนดอกผลของสนิ สวนตวั
ถากรณีเปนท่ีสงสัยวาทรัพยสินอยางหน่ึงเปนสินสมรสหรือมิใช ใหสันนิษฐานไว
กอนวาเปน สินสมรส”
ทรัพยสินระหวางสามีภรรยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ไดแก ทองหม้ันหรือ
ของหม้ันที่ฝายชายใหไวแกบิดามารดาหรือผูปกครองของฝายหญิงแตถาชายหยากับหญิงตองคืน
ของนั้นใหแ กชายเวนแตจะมบี ุตรดวยกนั สนิ สอด เปน
ทรัพยท่ีฝายชายใหแกฝายหญิงเพื่อตอบแทนในการท่ี
บิดามารดาหญิงเลี้ยงดูหญิงจนไดแตงงานกับชาย เมื่อ
ชายหญิงหยากัน หญิงตองคืนสินสอดใหกับฝายชาย
เวนแตจ ะมีบตุ รดวยกัน สินเดิม เปนทรัพยท่ีชาย หญิง
ไดมากอนการเปนสามีภรรยากัน สินสมรส คือ ทรัพย
ที่สามภี รรยาไดม าภายหลงั การแตง งานอยกู ินดวยกัน
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
บรรพ ๕ ในเรื่องทรพั ยส นิ ระหวางสามีภรรยาแบง
กฎหมายตราสามดวงฉบับหลวง
ออกเปน ๒ ประเภท คือ สินสวนตัว และสินสมรส ตามพระอัยการลักษณผัวเมียมิไดอธิบายวา
ทรัพยสินใดบา งทเ่ี ปนสนิ เดมิ สนิ สวนตัว หรือสนิ สมรส
สําหรับสินสอด และขันหมากในปจจุบันยังคงมีอยูแตเปนทรัพยท่ีใหไวแกพอแม
ของฝายหญิง ซึ่งบิดามารดาอาจยกใหเปนสินสวนตัวของฝายหญิง หรือยกใหเปนสินสมรสก็ได
ทรัพยสินระหวางสามีภรรยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียในปจจุบันยังคงมีอยูแตมิไดเปน
ทรัพยสินระหวา งสามีภรรยาตามกฎหมายแตอ าจถอื ตามประเพณี หรอื บางกรณีอาจจะรวมอยูเปน
สินสวนตัว หรือสินสมรส ไปโดยปริยาย เชน เรือนหอ อาจเปนทรัพยท่ีหามาไดในระหวางสมรส
หรอื เปน ทรัพยสินรวมกนั โดยเปนสนิ สวนตัวคนละคร่งึ ตามหลกั การแบงทรัพยส นิ กไ็ ด
อํานาจในการจัดการทรัพยสินนั้น ในปจจุบันหากเปนสินสมรส สามีภรรยามี
อํานาจจัดการทรัพยสินรวมกัน แตทรัพยท่ีมีความสําคัญน้ันกฎหมายบัญญัติใหตองไดรับความ
ยินยอมจากคูสมรสอีกฝายหนึ่งดวย สวนเร่ืองทรัพยสินตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย มิไดบัญญัติ
ไวใหใครเปนผูจัดการทรัพยสินทั้งปวง กฎหมายบัญญัติเพียงความสัมพันธระหวางสินเดิม และ
สินสมรส เทานน้ั
๒๑
๓. การส้ินสดุ แหงการสมรส
พระไอยการลักษณผัวเมีย
บทที่ ๖๗ บญั ญัติวา “มาตราหน่ึง ภิริยาสามีมิชอบเน้ือพึงใจกัน เฃาจะหยากันไซ
ตามน้ําใจเฃา เหตุวาเฃาทังสองนนั้ สิ้นบุญกันแลว จะจาํ ใจใหอ ยดู ว ยกันนน้ั มิได”
บทท่ี ๕๐ บญั ญตั วิ า “มาตราหนึ่ง ผวั เมียอยูดวยกัน หญิงนั้นหาความผิดมิได แล
ชายน้ันโกรธหญิงเกบเอาทรัพยสิ่งสีนตนลงจากเรือนไป แลชายนั้นมิไดไปมาเปนชานาน ถึง ๘ ๙
๑๐ หรือ ๑๑ เดือน ตามระยะทางพนกําหนฎแลว จ่ึงใหหญิงเอา สีนสอด ขันหมาก หรือทุนทรัพ
ของชายนั้น ไปสงใหแกชาย แลพอหรือแม ชายน้ันเปนตนเปนประทานแลว ชายหรือหญิง จึ่ง
ฃาดจากผวั เมยี กัน
อน่ึงถาชายไปดวยสามาทโทโสมาแขก คร้ันหายโกรธแลวมันเสียเมียมันมิได แล
กลับมาหาเมียมันดวยสุภาพสุจริต แลใหทรัพยสิ่งของเยี่ยมเยิยนแตใน ๘ ๙ ๑๐ หรือ๑๑ เดือนก็
ดีปหนึ่งก็ดี ถาหญิงน้ันมิสมักรักชาย แกลงคอนคับกลับดาชายเปนอันหมีดี มิใหชายนั้นไปมาอีก
เลาไซทานวาจะใหมันฃาดจากผัวเมียกันน้ันมิได ทานวาหญิงน้ันมันทุจริตคิดเอาใจออกนอกใจผัว
มนั ถาหญงิ มชี ผู วั ใหป รบั ไหม โดยพระราชกฤษฎีกา”
บทท่ี ๖๑ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ชายไปเล้ียงลูกหรือหลานสาวทาน แลมีสิ่งสีน
ไปดวยเปนคํานับ ถาชายหยาบชาตอดาหรือตี พอตาแมยายแลผูเถาผูแกแหงหญิง แลชายน้ันไม
ทําทานบนใหก็ดี ไมสะมักสมาพอตาหรือแมยายผูเถาผูแกก็ดี หญิงวามิอยูเปนเมียชายน้ันสืบไป
ใหเอาทรัพยสิ่งของทังปวงแหงชาย ซึ่งยังบริคนอยูน้ันสงใหแกชายน้ันเสีย เหตุวาทรัพยสิ่งสีนทังน้ี
เปนที่คํานึงพึงใจเสนห แกทวยราษฎรทังหลาย ทานจึ่งวาใหเอาสงเสียแกมันจงแลว อยาใหเอา
ทรัพยสิ่งของมันไวใหเปนบริคนสืบไปเลยแลวใหขับมันเสียอยาใหมันอยูดวยลูกสาวสืบไป ถาแล
ทรัพยสิงสีนแหงมันยังบริคนอยูแกหญิง หญิงมิสงใหแกมันไซ ทานวาหญิงนั้นยังเปนเมียชายน้ัน
อยูแล
กลาวลกั ษณผวั เมยี ววิ าทกัน เกนิ เลยพอตาหรอื แมยาย โดยสงเขบแตเ ทานี้”
ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
มาตรา ๑๕๑๔ บัญญัติวา “การหยาน้ันจะทําไดแตโดยความยินยอมของท้ังสอง
ฝายหรอื โดยคําพิพากษาของศาล
การหยาโดยความยินยอมตองทําเปนหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออยางนอย
สองคน”
มาตรา ๑๕๑๖ บญั ญตั ิวา “เหตุฟองหยามีดงั ตอ ไปนี.้ ..
(๒) สามีหรือภริยาประพฤติช่ัว ไมวาความประพฤติช่ัวนั้นจะเปนความผิดอาญา
หรือไม ถา เปนเหตใุ หอ กี ฝา ยหนงึ่
(ก) ไดรบั ความอับอายขายหนาอยา งรายแรง
(ข) ไดรับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเปนสามีหรือภริยาของฝายที่
ประพฤติช่ัวอยตู อไป หรือ
๒๒
(ค) ไดรับความเสียหายหรือเดือดรอนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และ
ความเปนอยรู วมกันฉันสามภี รยิ ามาคํานึงประกอบ
อีกฝายหนง่ึ นน้ั ฟอ งหยาได
(๓) สามีหรือภริยาทําราย หรือทรมานรางกายหรือจิตใจ หรือหม่ินประมาทหรือ
เหยียดหยามอีกฝายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝายหนึ่ง ทั้งนี้ ถาเปนการรายแรง อีกฝายหนึ่งนั้น
ฟอ งหยา ได
(๔) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งรางอีกฝายหนึ่งไปเกินหน่ึงป อีกฝายหน่ึงน้ันฟอง
หยาได...”
การสิ้นสุดแหงการสมรสในกฎหมายตราสามดวง ลักษณผัวเมีย อาจจําแนกได
เปน ๓ กรณี ดงั นี้
๑. ตายจากกนั
๒. การหยา หรอื มเี หตทุ าํ ใหส ามภี รรยาตอ งเลิกกนั เกดิ ขนึ้
๓. โดยคาํ พพิ ากษาของศาล
เหตุแหง การขาดจากการสมรสอาจเกิดขน้ึ จาก
๑. การหยากันดวยความสมัครใจของสามีและภรรยา ชายหญิงที่แตงงานกัน
ภายหลังอาจหยากันไดตามกฎหมาย ตามพระอัยการลักษณผัวเมีย บทท่ี ๖๗ เชนเดียวกับ
กฎหมายในปจจุบัน การหยาน้ันจะทําไดแตโดยความยินยอมของทั้งสองฝายหรือคําพิพากษาของ
ศาล ซ่ึงจะตองทําเปนหนังสือและมีพยานอยางนอยสองคนรับรอง อีกท้ังการหยาโดยความ
ยินยอมจะสมบูรณตอเม่ือไดจดทะเบียนการหยาน้ันแลว เง่ือนไขท่ีแตกตางกันคือ กฎหมาย
ปจจุบันกําหนดวาการหยาท่ีสมบูรณตองมีการจดทะเบียนดวย แตถาเปนการหยาโดยความสมัคร
ใจตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อตางผิดใจกันและหยากันใหฝายหญิงสงสินสอด ขันหมากคืน
แกช าย แตถา มลี ูกดว ยกันทานมใิ หสงสินสอดขนั หมากแกชายเลย และใหแบง ทรพั ยสินระหวางกัน
ถือวา การสมรสนัน้ สุดลงแลว
๒. ชายทิ้งรางภรรยาไปไมกลับมาหาภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกําหนด ถือวา
ชายหญิงขาดจากการเปนสามีภรรยากัน แตหญิงตองเอาสินสอด ขันหมาก ทุนทรัพย สงคืนชาย
หรือกรณีสามีไปคาขายตามหัวเมือง พนกําหนด ๑ ป ชายไมกลับมา ชายหญิงขาดจากการเปน
สามีภรรยา ในเรื่องการทิ้งรางนี้ในกฎหมายปจจุบัน ถือเปนเหตุฟองหยา ตามมาตรา ๑๕๑๖ (๔)
สามีหรือภริยาจงใจละท้ิงรางอีกฝายหน่ึงไปเกินหน่ึงป อีกฝายหนึ่งน้ันฟองหยาได ซึ่งกฎหมาย
ลักษณะผัวเมียน้ันบัญญัติใหเฉพาะกรณีชายทิ้งหญิงเทานั้น แตในปจจุบันสิทธิของชายและหญิง
เทาเทียมกัน หากหญิงทิ้งรางไปชายก็สามารถยกข้นึ เปน เหตฟุ อ งหยา ได
๓. ชายลวงเกินพอตาแมยาย หรือญาติผูใหญของหญิง หากหญิงไมประสงคอยู
รวมเปนสามีภรรยากับชาย ชายหญิงขาดจากกการเปนสามีภรรยากัน ฝายหญิงตองสงทรัพยสิน
ของชายคืนแกชาย ในปจจุบันถือเปนเหตุฟองหยาตามมาตรา ๑๕๑๖ (๓)๔. ชายคิดเอาใจออก
หางหญิง ยักยายสินเดิม สินสมรส ไปไวยังบิดามารดาญาติพี่นองของตน ใหชายสงทรัพยสินคืน
และแบง ปน ตามกฎหมาย ชายหญิงขาดจากการเปน สามภี รรยา
๒๓
๕. ชายคบหาโจรผูราย ใหพอตาแมยายขับไลชายน้ันไปเสียใหพน แลวสง
ขันหมากทนุ คนื แกช าย และบอกกลา วแกนายบา น นายอําเภอกรมการใหรบั ทราบไว ชายหญิงขาด
จากการเปนสามีภรรยา สําหรับกรณีน้ีอาจเทียบไดกับกรณีที่สามีหรือภริยาประพฤติชั่วไมวาจะ
เปนความผิดอาญาหรอื ไมก ต็ าม ตามมาตรา ๑๕๑๖ (๒)
๖. ชายมีศรัทธาในพระศาสนา ไปบวชเปนพระภิกษุ ชายหญิงขาดจากการเปน
สามีภรรยา สินเดิม สินสมรสตกเปนของหญิงหมด เวนแตชายจะไดแบงปนทรัพยสินไวกอนแลว
ซึ่งในปจจุบันนี้กฎหมายมิไดบัญญัติในเร่ืองนี้ไว แตอาจเปรียบไดกับการจงใจทิ้งรางอีกฝายหนึ่ง
หากเกิน ๑ ป อาจเปนเหตุฟองหยาได จะเหน็ ไดวา สงั คมไทยเปนสังคมเมืองพุทธ กฎหมายจึงวาง
แนวปฏิบัติใหสามีภรรยานั้นขาดจากกัน แตในทางปฏิบัติของสังคมไทยในปจจุบันน้ันการฟอง
หยาดวยเหตุดังกลาวน้ันอาจจะดูเปนการไมสมควรนัก แตถึงอยางไรก็ตามในทางปฏิบัติก็อาจถือ
ไดวามิไดเปนสามีภรรยากันโดยพฤตินัย แตผลในทางกฎหมายยังคงมีอยูและจะมีผลถึงเรื่องของ
การแบงมรดกตอไปดวย ดวยเหตุดังกลาวขางตน จะเห็นไดวาประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
บรรพ ๕ กรณีการส้ินสุดของการสมรสในปจจุบันนั้นมีท่ีมาจากกฎหมายลักษณะผัวเมียเปน
สวนมาก โดยมีการปรับปรุงแกไขใหทันสมัยเหมาะกับสังคมปจจุบัน เชนกรณีการหยาจะตองจด
ทะเบียนหยา จงึ จะมผี ลตามกฎหมาย ซง่ึ สอดคลองกับสังคมในปจจุบันท่ีใชระบบผัวเดียวเมียเดียว
ประกอบกับในปจจุบันมีประชากรเพ่ิมมากยิ่งขึ้นจึงตองมีระบบทะเบียนเพื่อใหสามารถตรวจสอบ
สถานการสมรสของบุคคลได แมวาบทบัญญัติบางเร่ืองน้ันจะมิไดนํามาบัญญัติไวอยางชัดเจนใน
กฎหมายปจจุบันแตในทางปฏิบัติแลวก็ยังแทรกซึมอยูในวิถีการดํารงชีวิตของคนไทยโดยมาก
เชน กนั ถอื เปนประเพณอี ันดีงามที่ตกสืบทอดกันมา
๒๔
พระไอยการลักษณมรดก
กฎหมายลักษณะมรดกบญั ญัติข้นึ โดยพระเจา ทรงธรรม ในปพ ทุ ธศกั ราช ๒๑๕๕
วาดวยเรอ่ื งบรรดาทรพั ยส นิ ของผตู ายรวมตลอดท้ังหนส้ี ินของผตู ายดว ย ซึง่ ในบทความนีจ้ ะหยิบ
ยกบางเรื่องในพระไอยการลักษณมรดกเปรียบเทียบกับกฎหมายปจ จุบนั เพ่อื ใหเ ขา ใจวิวฒั นาการ
ของกฎหมายพอสังเขป ดงั นี้
๑. การตกทอดแหง ทรัพยม รดก
พระไอยการลกั ษณมรดก
บทที่ ๑ บญั ญตั ิวา “ถาแลผูมบี นั ดาศกั ดติ ั้งแตน า ๔๐๐ ข้ึนไป ถึงแกมรณภาพแล
จะแบงปนทรัพยมรดกเปนสวน ซึ่งจะไดแกบิดามานดาแลญาติพี่นองบุตรภรรยาหลานเหลนลื่อ
นั้น โดยไดรับราชการแลมิไดรับราชการ แลมีบําเน็จบํานาญ แลหาบําเน็จบํานาญมิได ใหทําเปน
สว นดั่งพระผูเปนเจากลา วไวนี้”
บทที่ ๒ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ผูมรณภาพนั้น หาบําเน็จบํานาญแกราชการมิได
ใหทําทังพัทยาแลมรดกคงไวทังสองสถาน ถาผูมรณภาพนั้นมีบําเหน็จแกราชการแลหาบํานาญ
มิได อยาใหทํามรดกเลย ใหทําแตพัทยาคงไว ถาผูทํามรดกเลยใหทําแตพัทยาเกิด ถาผูมรณภาพ
น้ัน มที งั บําเหนจ็ บํานาญแกราชการไซ อยา ใหท าํ พัทยาแลมรดกเลย ใหเอาทรัพยอันเปนสะวิญาณ
กะทรัพยแลอะวิญาณกะทรัพทังสองประการนั้นแบงปนใหแกบิดามานดาแลลูกหลานชายหญิง
แหงผูมรณภาพน้ัน ถาแลหาบิดามานดาแลลูกหลานชายหรือหญิงมีได อยาใหทํามรดกพัทยาเลย
ใหคงไวแกญ าติพ่ีนอ งผมู รณภาพนนั้ เถดิ
อนึ่งผูมรณภาพนั้น เอาสะวิญาณกระทรัพแลอะวิญาณกะทรัพไปฝากไวยังอาราม
กด็ ี ผใู ดจะเอาออกจากอารามนั้นมิได ทานวา ผนู ้นั มิพน จัตุราบาย”
บทท่ี ๓ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง เสนาบดีมลตรีมุกขลูกขุน เจาราชนิกุญขุนหม่ืน
พันทนายผมู ีบนั ดาศักดิทงั ปวง แลบดิ ามานดาแตงใหมเี รอื นแตอ ายุสมควรจะมีเรือน แลคนทังนั้น
มที รัพยสงิ่ สนิ ดว ยผลราชการอันพระราชทานใหก ด็ ี แลมที รัพยสิง่ สีนขนึ้ ดว ยทาํ มาหากินดว ยกนั กด็ ี
แลผนู ้นั ถงึ แกม รณภาพลง ใหเ อาเคร่ืองสรรพาวุธชางมาเครื่องพัทยาบาวไพร แลเรือยาวแต ๗ วา
ข้ึนไปยกไวเปนหลวง แลทรัพยส่ิงสีนทาษกรรมกรชายหรือหญิง เรือกสวนไรนานั้น ยังมากนอย
เทาใดใหประมวนไว ถาแลผูมรณภาพน้ัน มีน่ีมากนอยเทาใดก็ดี ใหบิดามานดาบุตรภรรยา เอา
ทรัพยน้ันไชนี่จงครบกอน ถาแลผูมรณภาพหานี่มิไดก็ดี ใหเอาทรัพยส่ิงของทังปวงซึ่งยังอยูนั้น
แบงออกเปนสวนใหทําเปนส่ีภากๆ หนึ่งเขาพระคลังหลวง ภากหนึ่งใหแกบิดามานดา ถาแลบิดา
ถึงแกมรณภาพยังแตมารดา ใหมารดานั้นไดทรัพยทังสวน ถามารดามรณภาพยังแตบิดา ใหบิดา
นั้นไดทรัพยทังสวน ถาบิดามารดาหยารางกันแลว ใหไดทรัพยคนละก่ึงสวน แลภาคหน่ึงใหแกพี่
นองลูกหลานแลญาติกาผูถึงมรณภาพ ภาคหน่ึงใหแกพิริยา ถาแลผูมรณภาพนั้นหาแมเจาเรือน
มไิ ดย กไวเ ปนหลวง”
๒๕
จากบทบัญญัติขางตนเห็นไดวาพระไอยการลักษณมรดกถือหลักเรื่องการมีศักดิ
นาหรอื ไมม ีศกั ดินาเปน เกณฑสาํ คญั ในการแบง มรดก คือ ผตู ายมีศักดินา ๔๐๐ ไร หรือกวานั้นขึ้น
ไป ใหแบงมรดกออกเปน ๔ ภาค คือ ภาคหลวง ภาคบิดามารดา ภาคภรรยา และภาคญาติ ท้ังนี้
มีขอ ยกเวน สําหรบั พวกทมี่ ีศกั ดนิ า ๔๐๐ ไร หรือกวา นน้ั ขึน้ ไปไมตอ งแบง ภาคหลวง ถาหาก
๑. ผูตายมีบําเหนจ็ หรอื บาํ นาญอยางใดอยางหน่งึ ในราชการ
บําเหน็จ คือ คุณความดีความชอบที่กระทําเปนพิเศษเปนคร้ังคราว เปน
ประโยชนอยางมากแกบา นเมอื ง
บํานาญ คือ รางวลั ในการปฏิบตั ิราชการดว ยดีเสมอมาในการรับราชการ
๒. ผตู ายเปนพราหมณ แมจะมีศกั ดนิ ากวา ๔๐๐ ไรก ต็ าม
ในสวนภาคหลวงน้ียังมีเครื่องพัทยาท่ีผูตายจะตองคืนหลวงดวย เวนแตผูตายจะ
มีทั้งบาํ เหนจ็ และบาํ นาญจงึ ไมต อ งคืนเครอื่ งพัทยา
เคร่ืองพัทยา คือ
ส่ิงซ่ึงพระเจาอยูหัวพระราชทาน
สําหรับความชอบในตําแหนงหรือ
เกียรติยศ หรือส่ิงซึ่งพระราชทาน
พระบรมราชาอนุญาตใหสรางข้ึนใช
ในการประดับยศแหงตน เชน
เคร่ืองยศ เสลี่ยง เรือกันยา หีบ
หมาก พานทอง นอกจากนี้ยังมี
สิ่งของท่ีไดมาจากการสงครามที่
พระเจาอยหู วั พระราชทานใหเ ปน
กฎหมายตราสามดวงฉบบั หลวง
เครื่องประกอบเกียรติยศ เชน ชาง มา อาวุธ ขาทาษ เปนตนผูตายมีศักดินาตํ่ากวา ๔๐๐ ไร ให
แบงมรดกออกเปน ๓ ภาค คือ ภาคบิดามารดา ภาคภรยิ า และภาคญาติ๗
ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
มาตรา ๑๕๙๙ บัญญัตวิ า “เมื่อบคุ คลใดตายมรดกของบุคคลนน้ั ตกแกทายาท”
มาตรา ๑๖๒๙ บัญญัติวา “ทายาทโดยธรรมมีหกลําดับเทาน้ัน และภายใตบังคับ
แหง มาตรา ๑๖๓๐ วรรคสอง แตล ะลาํ ดับมีสทิ ธิไดรบั มรดกกอนหลงั ดงั ตอ ไปน้ี…
(๑) ผูสบื สันดาน
(๒) บดิ ามารดา
(๓) พ่นี องรวมบดิ ามารดาเดียวกัน
(๔) พีน่ อ งรวมบดิ าหรือมารดาเดยี วกัน
(๕) ปู ยา ตา ยาย
(๖) ลุง ปา นา อา”
๗อา งแลว, เชิงอรรถท่ี ๖, น.๘๓-๘๔.
๒๖
มาตรา ๑๗๓๔ บัญญัติวา “เจาหน้ีกองมรดกชอบแตจะไดรับการชําระหนี้จาก
ทรพั ยส ินในกองมรดกเทานนั้ ”
คาํ วา “ผูส บื สนั ดาน” ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ในท่ีนี้หมายความวาบุตรท่ีสืบสาย
โลหิตโดยตรงลงไปจากเจามรดก จําแนกเปนช้ันๆ คือ บุตร หลาน เหลน ล้ือ ในกรณีท่ีมี
ผูสืบสันดานหลายชั้นมาตรา ๑๖๓๑ บัญญัติวา “ในระหวางผูสืบสันตางช้ันกัน บุตรของเจามรดก
อันอยูในช้ันสนิทที่สุดเทาน้ันมีสิทธิรับมรดก ผูสืบสันดานท่ีอยูชั้นถัดลงไปจะรับมรดกไดก็แตโดย
สิทธิการรับมรดกแทนท่ี” ดังนั้น ทายาทลําดับชั้นหลาน เหลน ล่ือ จะรับมรดกไดโดยเปนผูเขารับ
แทนบตุ รของเจา มรดกตามหลกั เกณฑวาดวยการรับมรดกแทนที่๘
นอกจากน้ี ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา ๑๖๒๗ บัญญัติวา “บุตร
นอกกฎหมายท่ีบิดาไดรับรองแลวและบุตรบุญธรรมใหถือเปนผูสืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบ
ดวยกฎหมาย ตามความหมายแหงประมวลกฎหมายนี้” ดังน้ัน บุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิรับมรดก
ของผูรบั บุตรบญุ ธรรมในฐานะผูสบื สนั ดาน ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ดวย
จากที่กลา วมาขา งตน พระไอยการลกั ษณมรดกจาํ แนกผูร ับมรดกเปน ๔ ประเภท
คือ ๑. ภาคหลวง คือ ผูท่ีมีศักดินาตั้งแต ๔๐๐ ไรขึ้นไป เวนแต มีคุณสมบัติตามขอยกเวนท่ี
กฎหมายกําหนดก็ไมตองแบงมรดกเขาหลวง ๒. ภาคบิดามารดา ๓. ภาคภรรยา และ ๔. ภาค
ญาติ หมายความถึง บุตร หลาน เหลน ล่ือ บุตรบุญธรรม พี่นองรวมบิดามารดา พี่นองตางบิดา
หรือตา งมารดา ปู ยา ตา ยาย ลุง ปา นา อา (พระไอยการลักษณมรดก บทที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๖,
๑๗) แตกฎหมายปจจุบันกําหนดทายาทโดยธรรมออกเปน ๖ ลําดับ คือ ๑. ผูสืบสันดาน
๒. บิดามารดา ๓. พ่ีนองรวมบิดามารดาเดียวกัน ๔. พี่นองรวมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ๕. ปู
ยา ตา ยาย ๖. ลุง ปา นา อา ซึ่งทายาทโดยธรรมนี้ตรงกับการแบงมรดกภาคญาติตามกฎหมาย
เกา และกฎหมายใหมแ บง การตกทอดมรดกแกค สู มรสไวต า งหากอกี สว นหนง่ึ มิไดร วมกับการแบง
มรดกของทายาทโดยธรรมซ่ึงก็มีลักษณะใกลเคียงกับกฎหมายเกาที่แบงการตกทอดมรดกภาค
ภรรยาแยกออกจากญาติ อยางไรก็ตามกฎหมายปจจุบันกําหนดใหทายาทอยูในลําดับกอนซ่ึงยังมี
ชีวิตอยมู สี ิทธไิ ดร ับมรดกท้ังหมดตามหลกั ญาติสนทิ ตัดญาติหาง ตางจากกฎหมายเกาท่ีกําหนดให
แบงมรดกออกเปนสวนท้ัง ๔ ภาค โดยไมมีลําดับการรับมรดกโดยพิจารณาจากความใกลชิดของ
การสืบสายโลหิต
นอกจากน้ีพระไอยการลักษณมรดกกําหนดใหผูท่ีมีศักดินาตั้งแต ๔๐๐ ไรขึ้นไป
ตองแบงมรดกเขาหลวง ซึ่งกฎหมายปจจุบันไมมีการบัญญัติใหมรดกของผูตายตองแบงเขาหลวง
เวนแตจะเปนมรดกท่ีไมมีผูรับซึ่งกฎหมายปจจุบันกําหนดใหตกเปนของแผนดิน (มาตรา
๑๗๕๓)
๘เพรยี บ หุตางกรู , คาํ อธิบายประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยว าดวยมรดก, พิมพครัง้ ท่ี
๖, (กรงุ เทพฯ:มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๑), น.๔๘-๔๙.
๒๗
๒. มรดกของพระภิกษุ
พระไอยการลกั ษณมรดก
บทที่ ๓๖ บัญญัติวา “ภิกษุจุติจากอาตมภาพแลคหัถจะปนเอาทรัพยมรดกน้ัน
มิได เหตุวา เขาเจตนาทาํ บุญใหแกเจาภกิ ษุเปนของอยใู นอารามทานแลว ถา เจา ภกิ ษอุ ทุ ศิ ไวใ หท าน
แกค หัถๆ จ่ึงรบั ทานทานได
อน่ึงถาคหัถมรณภาพ บิดาหรือมารดา ญาติพี่นองลูกหลานเปนเจาภิกษุอยูใน
สิกฃาบทแลว จะปนเอาทรัพยมรดกคหัถนั้นมิได เหตุวาเปนบุตรพระเจาแลว ถาคหัถผูมรณภาพ
นั้นอุทิศไว ถวายสวิญาณกะทรัพยแลอะวิญาณกะทรัพยแกเจาภิกษุผูเปนญาติพ่ีนองลูกหลาน จึ่ง
รับเอาทรัพยทังนั้นเปนของเจาภิกษุได ถาเจาภิกษุจุติจากอาตมภาพ ทรัพยน้ันคงเปนของใน
อาราม ผใู ดจะวากลาวเอา ทานวาหมิไดเลย”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๖๒๒ บัญญัติวา “พระภิกษุน้ัน จะเรียกรองเอาทรัพยมรดกในฐานะที่
เปนทายาทโดยธรรมไมได เวนแตจะไดสึกจากสมณเพศมาเรียกรองภายในกําหนดอายุความตาม
มาตรา ๑๗๕๔
แตพระภิกษุนนั้ อาจเปนผูรับพินยั กรรมได”
มาตรา ๑๖๒๓ บัญญัติวา “ทรัพยสินของพระภิกษุท่ีไดมาในระหวางเวลาที่อยูใน
สมณเพศน้ันเม่ือพระภิกษุนั้นถึงแกมรณภาพ ใหตกเปนสมบัติของวัดท่ีเปนภูมิลําเนาของ
พระภกิ ษุนน้ั เวนแตพ ระภกิ ษนุ ัน้ จะไดจ ําหนายไประหวา งชีวิตหรือโดยพนิ ยั กรรม”
พระไอยการลักษณมรดกบัญญัติมิใหพระภิกษุเปนทายาทโดยธรรมในการรับ
มรดก เวน แต ผูต ายจะมีเจตนาอทุ ิศไวแ กพระภิกษุ และในกรณีท่ีพระภิกษุมรณภาพใหทรัพยของ
พระภิกษุนั้นตกเปนของวัด กฎหมายปจจุบันบัญญัติมิใหพระภิกษุเรียกรองเอาทรัพยมรดกใน
ฐานะทเ่ี ปนทายาทโดยธรรม ซึ่งนา จะมผี ลทางกฎหมายเชนเดียวกัน
สวนกรณีที่พระภิกษุมรณภาพพระไอยการลักษณมรดกกําหนดใหทรัพยมรดก
นั้นเปนของวัดผูใดจะมาเรียกรองมิได โดยมิไดจําแนกทรัพยมรดกวาสิ่งใดไดมากอนหรือระหวาง
ที่อยูในสมณเพศ เหมือนดังกฎหมายปจจุบันท่ีกําหนดไวเฉพาะทรัพยมรดกท่ีไดมาในระหวางท่ี
เปน พระภิกษเทานน้ั จึงจะตกเปนสมบัติของวัดท่ีเปน ภมู ิลําเนาเทาน้ัน
๓. การเสยี สิทธใิ นการรับมรดก
พระไอยการลักษณมรดก
บทที่ ๔๓ บัญญัติวา “ถาแลญาติพี่นองบุตรภิริยาทําบาญชียมรดก แลมรดกนั้น
แกวแหวนทองเงินสรรพทรัพยสิ่งใดนั้นมากก็ดี แลเคร่ืองสรรพาวุธพัทยาแลสมพลทังปวงน้ันมาก
ก็ดี แลผูรักษาทรัพยมรดกน้ันยักยายเบียดบังไวทําบาญชียมรดกนั้นนอย แลสมุหะมรดกนั้น
สืบสวนเปนสัจวาคงมีบาญชียมรดกโดยมาก บุตรภิริยาญาติพ่ีนองหากยักยายซอนเนบไวใหบาญ
ชียคงแตนอย ทานวามันโลภหมิซ่ือตรงตอญาติพ่ีนอง มันจ่ึงยักยายอําพรางเบียดบังเอาไววา
สง่ิ ของนั้นนอย ทา นวาอยาใหไ ดสว นแบงปน ซึง่ แบงไวน ั้นเลย”
๒๘
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๖๐๕ บัญญตั ิวา “ทายาทคนใดยักยา ย หรอื ปดบังทรัพยมรดกเทาสวนท่ี
ตนจะไดหรือมากกวานั้นโดยฉอฉลหรือรูอยูวา ตนทําใหเส่ือมประโยชนของทายาทคนอ่ืน ทายาท
คนนั้นตองถูกกําจัดมิใหไดมรดกเลย แตถาไดยักยายหรือปดบังทรัพยมรดกนอยกวาสวนที่ตนจะ
ได ทายาทคนนน้ั ตอ งถูกกาํ จัดมใิ หไดมรดกเฉพาะสว นทไี่ ดย ักยายหรือปดบังไวน ้นั ”
พระไอยการลักษณมรดกบัญญัติเรื่องการกําจัดมิใหทายาทหรือผูรักษาทรัพย
มรดกท่ียักยายหรือปดบังทรัพยมรดก พฤติการณดังกลาวยอมถือวาทายาทหรือผูรักษาทรัพย
มรดกมีเจตนาฉอ ฉลใหทายาทหรอื ผมู สี ทิ ธิรับมรดกอื่นเสอ่ื มประโยชน ซงึ่ กฎหมายปจจบุ นั บญั ญตั ิ
เร่ืองการกําจัดมิใหทายาทผูมีพฤติกรรมฉอฉลเบียดบังทรัพยมรดกมิใหรับมรดกแตไดบัญญัติ
เพิ่มเติมวา หากทายาทคนใดยักยาย หรือปดบังทรัพยมรดกนอยกวาสวนที่ตนควรจะได จะถูก
กําจัดใหรับมรดกเฉพาะสวนที่ไดยักยายหรือปดบังมิไดกําจัดมิใหรับมรดกซ่ึงแตกตางจาก
กฎหมายเกา นอกจากนี้กฎหมายปจจุบันมิไดมีผูรักษาทรัพยมรดก แตนาจะมีความหมาย
ใกลเคยี งกบั ผจู ัดการมรดก
๔. มรดกทีไ่ มมีผรู ับ
พระไอยการลักษณมรดก
บทที่ ๔ บัญญัติวา “ถาบิดามารดาผูมรณภาพนั้นหามิไดแลทรัพยส่ิงของทาษ
กรรมกรชายหญิงอันเปนเครื่องบริโภคทังปวงนอกกวาเครื่องสรรพาวุธพัทยาท่ีเปนของหลวงนั้น
ใหแบงปนออกเปนสามภาคๆ หนึ่งเขาพระคลังหลวง ภาคหนึ่งใหแกพี่นองลูกหลานแลญาติผูถึง
มรณภาพ ภาคหน่งึ ใหแ กพ ิรยิ า ถา แลผูมรณภาพนน้ั หาแมเ จาเรือนมไิ ดใ หย กไวเปนของหลวง”
บทท่ี ๔๘ บัญญัติวา “เศษฐีคฤหบดีผูมีทรัพยสิ่งสีนแลถึงแกมรณภาพ หาญาติพี่
นองพงษามิได ทานใหเอาทรัพยสิ่งสีนแกวแหวนเงินทองชามาขาคนเคร่ืองบริโภคท้ังปวงนั้นเขา
ทอ งพระคลงั หลวง...”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๗๕๓ บัญญตั ิวา “ภายใตบังคบั ของเจา หนก้ี องมรดกเมือ่ บคุ คลใดถงึ แก
ความตาย โดยไมมีทายาทโดยธรรมหรือผูรับพินัยกรรม หรือการต้ังมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดก
ของบุคคลนน้ั ตกทอดแกแ ผนดนิ ”
พระไอยการลกั ษณมรดก หากผตู ายมที รพั ยมรดกและไมม ที ายาทผูรบั มรดกตาม
กฎหมาย หรือหากเจามรดกที่เปนชายตายโดยท่ียังไมมีพิริยาหรือแมเจาเรือน ใหทรัพยมรดกตก
เปนของพระคลังหลวง กฎหมายปจจุบันบัญญัติไวในลักษณะเชนเดียวกัน คือ หากผูตายไมมี
ทายาทโดยธรรมมรดกนั้นยอมตกเปนของแผนดิน ซึ่งหมายความวา ทรัพยมรดกอาจตกเปนของ
แผน ดนิ ทงั้ หมดหรอื บางสวนก็ได๙
๙ อา งแลว , เชงิ อรรถท่ี ๖, น. ๘๘-๘๙.
๒๙
พระอยั การลักษณววิ าทดาตกี ัน
พระอัยการลักษณะวิวาทดาตกี นั เปนกฎหมายที่บญั ญัติเกี่ยวกับการวิวาทดาตีกัน
การทํารายซ่ึงกันและกัน การหมิ่นประมาท เปนตน ซ่ึงในตัวพระอัยการระบุวาตราขึ้นในป
มหาศักราช ๑๓๖๙ ซึ่งตรงกับป พ.ศ. ๑๙๙๒ กฎหมายฉบับน้ีมีเพียง ๔๖ บท (มาตรา) และถูก
ยกเลิกเม่ือใชกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ ในป พ.ศ.๒๔๕๑ เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมาย
อาญาท่ีใชกันอยู ณ ปจจุบัน จะเห็นไดวามีบางมาตราท่ีไดรับอิทธิพลมาจากพระอัยการลักษณะ
วิวาทดา ตีกันน้ี โดยมีรายละเอยี ดดงั ตอไปน้ี
๑. หลกั การยกเวนโทษแกเ ดก็ อายุ ๗ ขวบและคนชราอายุ ๗๐ ป
พระอัยการลกั ษณวิวาทดาตกี นั
บทท่ี ๑๐ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง
เดกตอเดกวิวาทตีกัน ใหพอหรือแมหามปราม ถา
พอหรือแมเดกฝายขางหน่ึงไปตีบุตรทานฝายขาง
หน่ึงไซ ใหไหมผูตีน้ันโดยกรมศักดิทวีคูน เหตุวา
เดกมิรูผิดแลชอบ ถาเดกตีกันมีบาทเจบไซ ให
พิเคราะดูเดกผูตีหรือผูเจบนั้น ถาเทากันอยาใหมี
โทษแกมันเลย เหดุเปนเดกดวยกัน ถาเดกผูตี
ผใู หญไซใ หท ําขวนั เสียคา นํา้ มนั ใหแกม ันผูน อย”
กฎหมายตราสามดวงฉบับหลวง
อน่ึงเดก ๗ เขาเถา ๗๐ เปนคนหลงใหลไปดาหรือตีทานๆมิใหปรับไหมมีโทษ
แตใหนายบา นนายเมืองชวยวากลา วใหส มกั สมาผเู จบน้ันโดยควร”
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๓ บัญญัติวา “เด็กอายุยังไมเกินเจ็ดป กระทําการอันกฎหมายบัญญัติ
เปนความผิด เดก็ นั้นไมต องรบั โทษ”
การที่กฎหมายยกเวนโทษแกเด็กอายุไมเกินเจ็ดป เน่ืองจากเด็กเปนผูท่ียังไม
สามารถแยกแยะการกระทําถูกผิดได ยังไมมีความรูผิดชอบเพียงพอถือเปนผูท่ีขาดความสามารถ
ในการกระทําชั่ว จึงยกเวนโทษให ซึ่งตามพระอัยการลักษณะวิวาทดาตีกัน ยกเวนโทษใหเด็กอายุ
เจ็ดขวบและคนชราอายุเจ็ดสิบปข้ึนไปแตเฉพาะการทะเลาะวิวาทตีกันระหวางเด็ก หรือเด็กตี
ผูใหญเทา หรือคนชราอายุเจ็ดสิบปข้ึนไปดาตีผูอ่ืนเทานั้นมิไดยกเวนโทษในทุกเรื่อง หากแตตาม
ประมวลกฎหมายอาญาไดย กเวน โทษเดก็ ไวท ุกความผดิ
นอกจากน้ีประมวลกฎหมายอาญายกเวน โทษใหเฉพาะแกเ ดก็ อายุเจด็ ขวบเทานั้น
สวนคนชรากฎหมายมิไดยกเวนโทษให จึงอาจที่จะยกการยกเวนโทษสําหรับคนวิกลจริตตาม
มาตรา ๖๕ มาปรับใชถาหากวา คนชรากระทําผดิ เพราะจติ บกพรอ งหรอื จติ ฟนเฟอ น
๓๐
๒. หลกั การยกเวนโทษสําหรบั บคุ คลวกิ ลจรติ
พระอัยการลักษณววิ าทดาตีกนั
บทที่ ๑๕ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง คนบาเขาบานทานตีฟนแทงคนดีตาย จะไหม
บาไซท า นวามิชอบ เพราะวาบาหาตาํ แหนงแบงสัจมิได ทา นวา ใหพ อ แมพ ่นี อ งเผาพันธุบาใชก งึ่ เบยิ้
ปลูกตัวผูตาย ใหเวนบานั้นไปใหแกพอแมพี่นองเผาพันธุบานั้นจ่ึงชอบ ถามันตีมีบาทเจบไซ หา
โทษมิได ถา ทเ่ี ปนที่ไรนาปา ดงพงแขมเปนทีอ่ ยแู หงคนผูสูงอายุศมแ ลคนพิกลจรติ บา ใบผูใดเขาไป
ในที่มันอยูมันฟนแทงมีบาทเจบแลตายก็ดี ถาพบปะมันกลางถนนหนทางมิไดหลีกแลมันฟนแทง
บาทเจบถึงตายก็ดี จะเอาโทษแกมันมิไดเลย ใหโฆษนาแกนครบาลใหจับเอาตัวมันจําจองไว
จนกวาจะส้นิ กาํ ม”
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๖๕ บัญญัติวา “ผูใดกระทําความผิด ในขณะไมสามารถรูผิดชอบ หรือไม
สามารถบังคับตนเองไดเพราะมีจิตบกพรอง โรคจิตหรือจิตฟนเฟอน ผูน้ันไมตองรับโทษสําหรับ
ความผิดนั้น
แตถาผูกระทําความผิดยังสามารถรูผิดชอบอยูบาง หรือยังสามารถบังคับตนเอง
ไดบาง ผูนั้นตองรับโทษสําหรับความผิดนั้น แตศาลจะลงโทษนอยกวาที่กฎหมายกําหนดไว
สําหรับความผิดนน้ั เพยี งใดกไ็ ด”
ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย
มาตรา ๔๒๙ บัญญัติวา “บุคคลใดแมไรความสามารถเพราะเหตุเปนผูเยาวหรือ
วิกลจริตก็ยังตองรับผิดในผลที่ตนทําละเมิด บิดามารดาหรือผูอนุบาลของบุคคลเชนวานี้ยอมตอง
รับผิดรวมกับเขาดวย เวนแตจะพิสูจนไดวาตนไดใชความระมัดระวังตามสมควรแกหนาที่ดูแลซ่ึง
ทําอยนู ัน้ ”
จะเหน็ วา ตามพระอยั การลักษณววิ าทดาตีกนั เรียกบุคคลวกิ ลจริตวา คนบา เหตุท่ี
ไมลงโทษผูกระทําผิด ซ่ึงเปนบุคคลวิกลจริตเพราะบุคคลดังกลาวเปนผูที่ไมสามารถรูผิดชอบและ
ไมม คี วามสํานกึ ในการกระทําของตน จึงไมมีประโยชนที่จะลงโทษบุคคลดังกลาว ซึ่งเปนท่ียอมรับ
หลักการดังกลาวมาแตอดีตแลว สําหรับการลงโทษในอดีตน้ันใหนําตัวไปกักขังไว ซ่ึงในปจจุบัน
บุคคลวิกลจริตไมตองรับผิดในทางอาญา แตยังตองรับผิดในทางแพงซ่ึงในอดีตตามพระอัยการ
ลักษณะวิวาทดาตีกันใหพอแมของคนวิกลจริตตองรับผิดในคาปลงศพของผูท่ีถูกคนวิกลจริตทํา
รายถึงตายจึงเหมือนกับความรับผิดเพ่ือความละเมิดตามกฎหมายแพงและพาณิชย ท่ีใหบุคคล
วิกลจรติ ยังตอ งรับผิดในผลที่ตนกระทาํ และใหบ ิดามารดาหรือผูอนุบาลรวมรบั ผิดกบั เขาดว ย
๓. การหม่นิ ประมาท
พระอยั การลักษณววิ าทดาตกี นั
บทท่ี ๓๗ บัญญัติวา “มาตราหนึ่ง ดาสบประมาททานใหไดความอายวามึงทําชู
ดวยแมมึงๆ ทําชูดวยพอมึงๆ ทําชูดวยลูกมึงๆ ทําชูดวยหลานมึง ถาเปนสัจด่ังมันดา อยาใหมี
๓๑
โทษแกผูดานั้นเลย ใหลงโทษแกมันผูทํากระลีลามกน้ันโดยบทพระอายการ ถาพิจารณาเปนสัจวา
มนั แกลง ดา ทานใหไ ดอ าย ใหไ หมกงึ่ คาตวั ตามกระเศยี รอายศุ มผตู องดา
อน่ึงดาทานวามึงเปนชูกูกอนมึงเปนขากูกอนก็ดี พิจารณาเปนสัจวามันแกลงดา
ทานใหไดความอายอดสูด่ังน้ัน เปนสบประมาทใหไหมก่ึงคา ถาจริ่งดุจมันดาไซก็ใหไหมก่ึงน้ันลง
มาเลา ถาดาสิ่งอ่ืนเปรียบเทียบทาน พิจารณาเปนสัจ ทานวามันดาหมูประทามันดาหมาประเทียบ
ใหไหมโดยเบี้ยคาตวั เอาแตกึ่งหน่งึ
กลา วลกั ษณวิวาทดากนั ใหป รับไหมโดยสงั เขปแตเ ทาน”้ี
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒๖ บัญญัติวา “ผูใดใสความผูอ่ืนตอบุคคลที่สาม โดยประการท่ีนาจะ
ทําใหผ ูอนื่ น้ันเสยี ช่ือเสยี ง ถกู ดูหม่นิ หรือถูกเกลียดชัง ผนู ั้นกระทาํ ความผิดฐานหม่ินประมาท ตอง
ระวางโทษจําคุกไมเ กินหนึง่ ป หรือปรับไมเกนิ สองหมืน่ บาท หรอื ทั้งจําทัง้ ปรบั ”
มาตรา ๓๓๐ บัญญัติวา “ในกรณีหมิ่นประมาท ถาผูถูกหาวากระทําความผิด
พสิ ูจนไดวาขอ หาท่ีวา เปน หมิ่นประมาทนั้นเปน ความจรงิ ผูนนั้ ไมตอ งรับโทษ
แตหามมิใหพิสูจน ถาขอที่หาวาเปนหม่ินประมาทน้ัน เปนการใสความในเร่ือง
สว นตวั และการพิสูจนจ ะไมเ ปน ประโยชนแกป ระชาชน”
จะเห็นไดว าการหม่ินประมาทตามพระอยั การลกั ษณวิวาทดาตีกัน ถา หากเปนการ
ใสความผูอื่นเรื่องชูสาวระหวางเครือญาติ ถาเปนความจริงผูใสความไมมีความผิด แตผูทําชูกัน
กลับมีความผิดเพราะกฎหมายเห็นวาเปนกาลีแกบานเมือง ถาเปนการแกลงดาใหไดรับความอับ
อายอดสูดั่งเปนการสบประมาทใหมีความผิดตองถูกปรับไหม สวนการใสความในเรื่องอื่นๆนั้น
ขอความท่ีใสความน้ันจะเปนความจริงหรือเท็จ ผูใสความลวนแตมีความผิด จะตองถูกปรับไหม
ท้ังส้ิน สวนประมวลกฎหมายอาญานั้น ผูกลาวหาจะตองพิสูจนวาขอหาที่หม่ินประมาทน้ันเปน
ความจริง จึงไมตองรับโทษ แตหากเปนเร่ืองสวนตัวและเปนเร่ืองท่ีไมเปนประโยชนตอประชาชน
หามมิใหพ สิ จู น
๓๒
พระไอยการลักขณโจร
พระไอยการลักขณโจรตราขึ้นโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจาอูทอง) เม่ือ
พุทธศกั ราช ๑๙๐๓ และถกู ยกเลิกเมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๑ โดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗
ซ่ึงกฎหมายลักษณะโจรนี้มีหลักกฎหมายท้ังในสวนที่เปนกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมาย
วิธีสบัญญัติรวมกัน เชนนี้ ในการศึกษาพระไอยการลักขณโจรเปรียบเทียบกับกฎหมายท่ีใชอยูใน
ปจ จุบันจงึ สามารถศึกษาแยกตามลักษณะของกฎหมาย ดงั น้ี
พระไอยการลกั ขณโจร
๑. ความผดิ ตอ ศาสนา
ความผิดตอศาสนาตามพระไอยการลักขณโจรแยกไดเปนการกระทําตอวัตถุอัน
เปนท่ีเคารพในพระศาสนาหรือตอพระสงฆ ซึง่ เปนผสู บื พระศาสนา ดังมกี ารกระทาํ ดงั ตอไปนี้
พระไอยการลักขณโจร
บทที่ ๔๗ บัญญัติวา “ผูใดทุจริตรจิตรบาปหยาบชาเปนโจรลักเอาองคพระพุทธิ
รูปทอง, หนาก, เงีน, แกว, สําฤท, ทองแดงหรือดีบุก แลสิ่งใดซ่ึงเปนรูปพระปติมากอรอยูน้ันไป
ขาย หรอื ทําลายก็ดี เอาไปหมีทนั ขายแลเอาไปหมที ันทาํ ลายจบั ไดท่ใี ด ๆ กด็ ี ใหเกาะกมุ มนั มาถาม
เอาพวกเพื่อนรูเหนเปนเพื่อนซื้อขายทําดวยกันจงได ถาเปนสัจโดยคําโจรใหทวนดวยลวดหนังคล
๖๐ ที ใหตดั ตนี สีนมือพวกเพื่อนทังน้ันเสีย แลวใหไหมเปนเบ้ียคล ๗๐๐๐๐๐ บุณพระพุทธรูปนั้น
สว รโจรแลพวกมันนนั้ ใหฆาเสียไชบาปมันจงลางแลว”
บทท่ี ๔๘ บัญญัติวา “ถาโจรมันเอาพระพุทธรูปไปลางไปเผาสํารอกเอาทองก็ดี
เอาพระบทไปสํารอกแชน ้าํ เอาผา ไปกด็ ี ใหเอามันใสเตาเพลีงสูบมันเสียด่ังมันทําแกพระนั้นบาง ไช
บาปมันจงลา งแลว”
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๐๖ บัญญัติวา “ผูใดกระทําดวยประการใด ๆ แกวัตถุหรือสถานอันเปน
ทเ่ี คารพในทางศาสนาของหมูช นใด อนั เปน การเหยียดหยามศาสนานั้น ตองระวางโทษจําคุกต้ังแต
หน่ึงปถึงเจ็ดป หรอื ปรับตง้ั แตส องพนั บาทถึงหนึ่งหมนื่ สพ่ี ันบาท หรอื ทั้งจําทง้ั ปรับ”
มาตรา ๓๓๕ ทวิ บัญญัติวา “ผูใดลักทรัพยท่ีเปนพระพุทธรูปหรือวัตถุในทาง
ศาสนา ถา ทรัพยน น้ั เปน ที่สกั การะบชู าของประชาชน หรือเก็บรกั ษาไวเปนสมบัติของชาติ หรือสวน
๓๓
หนึ่งสว นใดของพระพทุ ธรูปหรอื วตั ถุดงั กลาว ตอ งระวางโทษจําคุกต้งั แตส ามปถงึ สบิ ป และปรับตั้ง
แตห กพันบาทถึงสองหมน่ื บาท
ถาการกระทําความผิดตามวรรคแรก ไดกระทําในวัด สํานักสงฆ สถานอันเปนท่ี
เคารพในทางศาสนา โบราณสถานอันเปนทรัพยสินของแผนดิน สถานที่ราชการหรือ
พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหาปถึงสิบหาป และปรับต้ังแตหน่ึง
หมื่นบาทถงึ สามหม่ืนบาท”
เน่ืองจากพระพุทธศาสนามคี วามสําคัญตอสังคมไทยตั้งแตอดีตจวบจนถึงปจจุบัน
ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับศาสนาจึงตกทอดมาโดยตรงและนํามาบัญญัติอยูใน
ประมวลกฎหมายอาญาในมาตราดงั กลาวน่ันเอง
๒. การลกั ทรัพยร ะหวา งคสู มรสและเครือญาติ
พระไอยการลักขณโจร
บทท่ี ๑๔๖ บัญญัติวา “มาตราหน่ึง ลูกเขยลักทรัพยสิ่งของสิ่งใด ๆ ของพอตา
แมยาย ๆ ลักทรัพยของลูกเขย แลลูกษะใภลักทรัพยของพอผัวแมผัว ๆ ลักทรัพยของลูกษะใภ
ลกู ลกั ทรัพยของพอ แม ๆ ลักทรพั ยของลกู นาลกั ทรัพยของหลาน ๆ ลักทรัพยของนา ลุงตาปูหญา
อาวอาลักทรัพยหลาน ๆ ลักทรัพยลุงตาปูหญาอาวอา พี่ลักทรัพยของนอง ๆ ลักทรัพยของพี่
ประการเทาน้ีทานวาใชอ่ืน เขาทรัพยเรื่องเดียวกันยากไรเขาเสียกันมิได ใหคืนแตทรัพยสิ่งของน้ัน
ใหแกกัน จลงโทษและปรับไหมใหแกก ันดงั่ ฉนั ผอู นื่ มไิ ด
อนึ่งผัวเมียลักทรัพยส่ิงของกันเอง ทานมิใหเอาโทษด่ังฉันผูอ่ืนเลย แมนลักแลว
จะหยา แบง ทรพั ยกนั ก็ใหบงั คบั ใหโ ดยขนาด ถาญาติเขยษะใภทังหลายก็ดจุ เดยี วกัน
กลาวมาดว ยลักษณโจร อนั เปนลหุโทษ ส้นิ อยูแตเทาน”้ี
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๗๑ บัญญัตวิ า “ความผดิ ตามที่บัญญัติไวใ นมาตรา ๓๓๔ ถึงมาตรา ๓๓๖
วรรคแรก และมาตรา ๓๔๑ ถึงมาตรา ๓๖๔ นั้น ถาเปนการกระทําท่ีสามีกระทําตอภริยา หรือ
ภริยากระทําตอสามี ผูกระทาํ ไมตอ งรับโทษ
ความผิดดังระบุมาน้ี ถาเปนการกระทําที่ผูบุพการีกระทําตอผูสืบสันดาน
ผูสืบสนั ดานกระทําตอผูบุพการี หรือพ่ีหรือนองรวมบิดามารดาเดียวกันกระทําตอกัน แมกฎหมาย
มิไดบัญญัติใหเปนความผิดอันยอมความได ก็ใหเปนความผิดอันยอมความไดและนอกจากนั้น
ศาลจะลงโทษนอยกวา ทีก่ ฎหมายกําหนดไวสําหรบั ความผิดน้นั เพยี งใดกไ็ ด”
จะเห็นไดวาในประมวลกฎหมายอาญานั้นบัญญัติยกเวนโทษในความผิดเก่ียวกับ
ทรัพยบางมาตราเฉพาะที่สามีกระทําตอภรรยา หรือภรรยากระทําตอสามี สวนความผิดเก่ียวกับ
ทรัพยท่ีกระทําตอกันระหวางเครือญาติน้ัน ประมวลกฎหมายอาญามิไดยกเวนโทษให เพียงแต
กําหนดวาถาความผิดท่ีกระทําน้ันไมใชความผิดอันยอมความได ก็ใหถือวาเปนความผิดอันยอม
ความได ถาหากคูก รณีไมยอมความกนั ศาลจะลงโทษผูกระทําความผิดนอยกวาที่กฎหมายกําหนด
เพียงใดก็ได นอกจากนี้ เครือญาติผูไดรับประโยชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๑ ยัง
จํากัดไวเพียงผูบุพการี ผูสืบสันดาน พ่ีนองรวมแตบิดามารดาเดียวกันเทานั้น แสดงใหเห็นวา
๓๔
หลักการยกเวนโทษในกรณีการลักทรัพยระหวางสามีภรรยาตามประมวลกฎหมายอาญาน้ันเปน
หลักกฎหมายทไ่ี ดร ับอิทธพิ ลมาจากพระไอยการลักขณโจร แตเนอ่ื งจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง
ไปตามยคุ สมยั ทาํ ใหลกั ษณะครอบครัวในสังคมไทยมีขนาดเล็กลง ความใกลชิดในหมูเครือญาติจึง
ลดนอ ยลงไปดวย กฎหมายจงึ ตองบญั ญัติรองรบั ใหเ หมาะสมกับสภาพการณด ังกลา ว
๓๕
การปฏิรูปกฎหมายไทยภายหลงั กฎหมายตราสามดวง
ภายหลังจากมีการตรากฎหมายตราสามดวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา
จุฬาโลกมหาราชแลว กฎหมายดังกลาวมีผลใชบังคับเร่ือยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยูหัวซึ่งอยูในชวงวิกฤตการณลาอาณานิคมชาติตะวันตก ทําใหประเทศไทยเสียเอก
ราชทางศาลเปนผลใหมีการปรับปรุงแกไขกฎหมายและบัญญัติกฎหมายใหมออกมาจํานวนมาก
เพ่ือพัฒนาประเทศใหเปนอารยะและเพ่ือใหไดเอกราชทางศาลกลับคืนมา การปฏิรูปกฎหมาย
ดงั กลาวทาํ อยางตอ เนือ่ งจนถงึ รชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระองคทรง
มีดําริใหมีการชําระกฎหมายไทยใหเปนระบบประมวลกฎหมายตามแบบอยางชาติตะวันตกซึ่งถือ
เปน จดุ เปลย่ี นสาํ คัญทาํ ใหป ระเทศไทยเขาสยู คุ กฎหมายสมยั ใหมด งั ท่ีเปน อยใู นปจ จบุ ัน
๑. การปฏริ ูปกฎหมายสมยั รชั กาลที่ ๔
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลาเจาอยูหัว ประเทศทางยุโรปเรืองอํานาจ
ทําใหประเทศไทยตองประสบปญหาเรื่องสิทธิ
สภาพนอกอาณาเขต จึงจําเปนตองปรับปรุงระบบ
กฎหมายใหทันสมัย โดยการรับแนวคิดของ
กฎหมายจากตะวันตกเขามา ซ่ึงสมัยน้ีถือวาเปน
ช ว ง ท่ี เ ริ่ ม นํ า ก ฎ ห ม า ย ส มั ย ใ ห ม เ ข า ม า ใ ช กั บ
สังคมไทย โดยมีการประกาศใชกฎหมายรวมกวา
๕๐๐ ฉบับ ซ่ึงกฎหมายทีป่ ระกาศใชใ นเวลา
ราชกิจจานุเบกษาฉบับแรกในสมัยรัชกาลท่ี ๔ น้ันเพื่อแกไขปญหาเฉพาะเรื่องและเพื่อปรับเปล่ียน
ความคิดของคนไทยใหทัดเทียมอารยประเทศดวย เพราะกฎหมายเดิมบางบทเปนกฎหมายท่ี
๑๐
ลา สมยั และยุง ยาก บางบทไมเ ที่ยงธรรม หรอื รุนแรงเกนิ สมควร
๒. การปฏิรูปกฎหมายสมยั รัชกาลท่ี ๕
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชประสงคที่จะ
พัฒนาประเทศไทยใหเจริญกาวหนาตามแบบตะวันตกนิยม จึงทรงปรับปรุงในทุกดานเพ่ือให
เจริญตามมาตรฐานตางประเทศ และเพ่ือแกไขขอบกพรองหละหลวมตางๆ จึงไดมีประกาศวา
ดวยพระราชบัญญัติเคานซิลออฟสเตด ไดจัดต้ังคณะท่ีปรึกษาราชการแผนดินข้ึนในลักษณะ
เดียวกนั กับ “สภาทปี่ รึกษาแหง รฐั ” (Council of State หรือ Conseil d’État)
“เคานซิลออฟสเตด” จะประกอบดวย พระบาทสมเด็จพระเจาแผนดินเปน
“เปรสสิเดน” และประกอบดวย “เคานซิลลอรออฟสเตด (Councillors of State) จํานวน ๑๐ -
๒๐ คน ซึ่งจะทรงแตงต้ังจากราชตระกูล และขาราชการซ่ึงมีตระกูลและสติปญญา รอบรู ในราช
๑๐ อา งแลว , เชิงอรรถที่ ๑, น. ๑๔๙-๑๕๒.
๓๖
กิจการตางๆ และให “เคานซิลลอรออฟสเตด” เลือกผูหนึ่งในยี่สิบคนน้ันข้ึนไปเปน “ไวซเปรสิ
เดน” (Vice–President) เพื่อไวเปนท่ีสองรองจากพระเจาแผนดินในเวลาที่พระองคไมไดเสด็จ
ออกปรกึ ษาราชการแผน ดนิ
อํานาจหนาท่ีของคณะที่ปรึกษาราชการ
แผน ดิน (เคานซ ลิ ออฟสเตด) ๒ ประการ คอื
๑. เปนที่ปรึกษาของพระองคในการ
บรหิ ารราชการแผนดิน และในการรางกฎหมาย
๒. พิจารณาเรื่องท่ีราษฎรไดรับความ
เดอื ดรอ น๑๑
อยางไรก็ตาม การดําเนินงานของคณะท่ี
ปรึกษาราชการแผนดินยังไมเปนไปตามพระราชประสงค
พระองคจึงทรงไดโปรดเกลาฯ ใหยกเลิกพระราชบัญญัติ
เคานซิลออฟสเตด จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๒๔๑๗) น้ันเสียใน
ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ. ๒๔๓๗)
สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในอดีต
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจาอยูหัวไดทรงเริ่มตนการปฏิรูประบบกฎหมายไทย
ตามหลักกฎหมายของประเทศตะวันตกอยางจริงจัง ในป พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงโปรดเกลาฯ ใหหา
ผูเชี่ยวชาญทางกฎหมายจากตางประเทศเขามารับราชการหลายคน เชนนายโรแลง ยัคแมงค
(Rolin Jacquemyns) นายริชารด เกิกแปตริก (Richard Kirkpatrik) และนายโตกิจิ มาเซา
(Tokichi Masao) เพื่อเปนกรรมการตรวจชําระพระราชกําหนดบทอัยการเกาใหม จัดทําเปน
ประมวลกฎหมายขน้ึ โดยมีความมุงหมายสองประการ คือ
๑. เพอ่ื รวบรวมกฎหมายทก่ี ระจดั กระจายอยู เขาเปนหมวดหมูมาตรา ยกเลิกบท
กฎหมายที่พนสมัย คัดเอากฎหมายที่ขัดแยงกันออกเสีย บัญญัติตัวบทกฎหมายข้ึนใหมตามหลัก
กฏหมายอนั แพรหลายท่นี ยิ มกนั เพอ่ื ใหกฎหมายสอดคลอ งกบั ภาวะสงั คมสมยั ใหม
๒ เพอ่ื จะเลิกศาลกงศุลทมี่ ี “สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต” ใหหมดไป
๓. การปฏิรูปกฎหมายต้ังแตส มัยรชั กาลที่ ๖ เปน ตนมา
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงแตงต้ังกรรมการฝาย
ไทยเพ่ิมขึ้นป พ.ศ. ๒๔๕๙ จนกระทั่งวันท่ี ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ไดมีประกาศตั้งกรมราง
๑๑ คณะกรรมการกฤษฎีกา, สํานักงาน, “พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั :พระ
บดิ าแหงกฎหมายมหาชน (องคผใู หกําเนิดสถาบันที่ปรกึ ษาราชการแผน ดินและปฏริ ูประบบกฎหมายไทย)”
หนังสอื ๑๒๐ เคานซ ิลออฟสเตดจากทีป่ รึกษาราชการแผนดินมาเปน คณะกรรมการกฤษฎกี า พ.ศ. ๒๔๑๗-
พ.ศ. ๒๕๓๗, (กรงุ เทพฯ:สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒๕๓๗), น. ๙.
๓๗
กฎหมายโดยยกกองกรรมการชําระประมวลกฎหมายขึ้นเปนกรมชั้นอธิบดีสังกัดในกระทรวง
ยตุ ธิ รรม โดยมไิ ดมีหนา ทีช่ าํ ระประมวลกฎหมายแตอยา งเดยี วแตม หี นา ที่รา งกฎหมายอ่ืนๆ ดวย
ตอมาเม่ือวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดมีประกาศพระบรมราชโองการให
โอนกรมรา งกฎหมายในกระทรวงยตุ ิธรรมมาข้ึนตอคณะกรรมการราษฎร เพื่อความสะดวกในการ
ดําเนินการตรากฎหมาย และในปถัดมามีการตราพระราชบัญญัติวาดวยคณะกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๔๗๖ ใหโอนงานของกรมรางกฎหมายมาเปนงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดย
มงุ หมายใหค ณะกรรมการกฤษฎกี าทาํ หนาทรี่ างกฎหมายและพิจารณาคดีปกครอง การดําเนินงาน
ในสวนการรางกฎหมาย ใหค ณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทํารางกฎหมายตามคําสั่งของคณะรัฐมนตรี
และตามคํารองขอของสภาผูแทนราษฎร โดยแตงตั้งกรมรางกฎหมายหรือเลขาธิการ
คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือท่ีปรกึ ษากฎหมายชาวฝรงั่ เศสใหเปน กรรมาธิการดว ย
ความแตกตางระหวางการจัดทํากฎหมายตราสามดวงและกฎหมายสมัยใหม
มีดงั น้ี
๑. ในกฎหมายตราสามดวงนั้นมิไดจัดหมวดหมู และลําดับเร่ืองของกฎหมายไว
เชน กฎหมายลักษณะมรดก ไมไดแบงหมวดออกเปนการตกทอดแหงทรัพย การเปนทายาท การ
ตัดมิใหรับมรดก เปนตน ซ่ึงกฎหมายจะเขียนกระจัดกระจาย ไมลําดับเหตุการณอยางเชน
กฎหมายปจ จบุ ัน
๒. กฎหมายตราสามดวงมีที่มาจากการรวบรวมกฎหมายซึ่งใชอยูในกรุงศรี
อยุธยาใหเปนกฎหมายลายลักษณอักษรเพื่อความชัดเจนในการปรับใชกฎหมายอยางถูกตอง ซ่ึง
มิไดมีการแตงเติมหรือยกรางขึ้นใหมเพราะเช่ือวากฎหมายหรือหลักธรรมมิใชสิ่งท่ีมนุษยจะสราง
ขึ้นมาได ตางกับกฎหมายสมัยใหมซึ่งการยกรางประมวลกฎหมายนั้นมุงเนนถึงการบัญญัติ
กฎหมายที่มีความสอดคลองกับแนวคิดสมัยใหมท่ีกําลังมีอิทธิพลมากข้ึนและบทบัญญัติของ
กฎหมายใหมน ัน้ สามารถแกไขและเพ่ิมเติมกฎหมายใหเทาทันกบั สภาพสังคมที่เปล่ยี นไปได
๓. โดยสวนใหญแลวการจัดทํากฎหมายสมัยใหมจะตองมีความรูในสาขาวิชาการ
ตางๆไมเฉพาะทางนิติศาสตรเทานั้น เพราะการบัญญัติกฎหมายที่ดีนั้นจะตองสอดคลองและใช
บังคับไดผลดีกับสภาพสังคมที่อาจเปล่ียนแปลงไปในภายหนา แมอาจกลาวไดวาประมวล
กฎหมายของไทยปจ จบุ ันจะเปน การรวบรวมกฎหมายเชนเดียวกับกฎหมายตราสามดวงก็ตาม แต
วัตถุประสงคของการรวบรวมนั้นแตกตางกัน และความสัมพันธกันของตัวบทกฎหมายในแตละ
บรรพ แตละลักษณะนั้นแตกตางกันโดยส้ินเชิง จะเห็นไดวากฎหมายตราสามดวง แตละพระไอย
การนั้นจะมีลักษณะเปนเรื่องเฉพาะเทาน้ัน มิไดมีความสัมพันธและสอดคลองกับพระไอยการ
ลักษณะอ่ืน อีกท้ังมิไดมีบททั่วไปที่เปนหลักการ โดยสวนใหญแลวจะเปนจารีตประเพณีและวิถี
ปฏิบัติของชาวบานโดยแท รวมถึงความเช่ือทางศาสนาเขามาปะปนมากกวาท่ีจะมีหลักเกณฑทาง
นิตศิ าสตรดังเชน ปจ จุบัน
๔. ถอยคําในกฎหมายตราสามดวงสวนใหญเปนถอยคําสามัญท่ีมีความหมาย
ตรงไปตรงมา เชน คําวา “มัน” ในกฎหมายอาญา ใชเรียกสาํ หรบั ผูกระทาํ ความผดิ ทางอาญา คําท่ี
๓๘
ใชเรียกจําเลยในคดีอาญาวา “อาย”หรือ “อี” ซ่ึงบางถอยคําในกฎหมายยาวไป หรือมีภาษาพูด
ปะปน สวนกฎหมายสมัยใหมน้ันมักจะใชถอยคําท่ีกะทัดรัด ไมวกวน เขาใจงาย มีความหมาย
แนนอน และหากเปนศัพทเทคนิคทางกฎหมายจะมีบทวิเคราะหศัพทอธิบายความหมายของคํา
น้ันๆ
๕. ในกฎหมายสมัยใหมนั้นไดรับรองศักดิ์ศรีและความเทาเทียมกันของมนุษย
เชน ในเร่ืองสิทธิของสตรี ไดมีประกาศยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ใหบิดามารดา หรือสามี
ขายบุตร หรือภรรยาลงเปนทาสโดยเจาตัวไมสมัครใจเพื่อนําเงินมาชําระหนี้ ซ่ึงในกฎหมายตรา
สามดวงน้ันมีบทบัญญัติที่ใหสิทธิแกฝายชายมากกวา เชนพระไอยการลักษณผัวเมีย บัญญัติให
ชายมีภรรยาไดหลายคน นอกจากน้ีในกฎหมายสมัยใหมยังใหสิทธิแกสามีและภรรยาในการ
จัดการสนิ สมรสไดรวมกนั แตในกฎหมายตราสามดวงน้ันสามีจดั การสนิ สมรสไดเพียงฝายเดยี ว
๖. การรบั รองความศกั ด์ิสทิ ธ์ิของทรัพยส นิ ของเอกชน แมว า ความคิดในเรื่องสทิ ธิ
ในทรัพยสินจะเปนเรื่องที่รับรูมาตั้งแตกฎหมายเดิมแลว แตกฎหมายสมัยใหมนี้ก็ใหการรับรอง
และยืนยันในความคิดน้ีใหเดนชัดขึ้น จนกลายมาเปนหลักกฎหมายท่ีสําคัญวาดวยกรรมสิทธ์ิใน
ทรัพยส นิ
๗. ความคิดเก่ียวกับกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความ กฎหมายสมัยใหมได
กําหนดหลักไววา ไมมีโทษโดยไมมีกฎหมาย คือเจาหนาที่ของรัฐจะจับกุมลงโทษบุคคลใดไดตอง
ปรากฏวา การกระทําของบุคคลน้นั มกี ฎหมายบญั ญัติไวโ ดยชัดแจงวาเปนความผดิ และกาํ หนดโทษ
ไว สําหรับการพิจารณาคดีอาญา กฎหมายสมัยใหมคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษยและยังมีหลัก
ท่ีวา การพิจารณาคดตี อ งเปด เผย ฟงความทุกฝา ย และผตู องหาหรอื จาํ เลยเปนผูบ ริสทุ ธ์ิจนกวาจะ
ไดพิสูจนวาผูน้ันกระทําความผิดจึงจะลงโทษได แตกฎหมายสมัยเดิมน้ันใชวิธีการทรมานรางกาย
ขมขูใหรบั สารภาพ และมีการลงโทษทร่ี นุ แรง
๓๙
บรรณานุกรม
กาํ ธร กาํ ประเสรฐิ . ประวัตศิ าสตรก ฎหมาย. กรงุ เทพฯ:คณะนติ ิศาสตร มหาวทิ ยาลยั
รามคาํ แหง, ๒๕๒๖.
คณะกรรมการกฤษฎกี า, สาํ นกั งาน. “พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยหู ัว:พระบิดาแหง
กฎหมายมหาชน (องคผใู หก ําเนดิ สถาบนั ที่ปรกึ ษาราชการแผน ดนิ และปฏิรูป
ระบบกฎหมายไทย)” หนงั สือ ๑๒๐ เคานซ ลิ ออฟสเตดจากท่ีปรึกษาราชการ
แผนดนิ มาเปนคณะกรรมการกฤษฎกี า พ.ศ. ๒๔๑๗-พ.ศ. ๒๕๓๗.
กรุงเทพฯ:สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒๕๔๗.
เดอื น บนุ นาค. ประวัติศาสตรกฎหมายไทย. กรงุ เทพฯ:มหาวทิ ยาธรรมศาสตรแ ละการเมอื ง,
๒๔๘๙.
ดวงจติ ต กาํ ประเสรฐิ . ประวตั ิศาสตรก ฎหมาย. พมิ พคร้งั ที่ ๕. กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พ
มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง, ๒๕๔๒.
พระยานติ ศิ าสตรไพศาล. ประวตั ศิ าสตรก ฎหมายไทย. พมิ พค ร้งั ที่ ๔. กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๐๐.
พระวรภักดิ์พบิ ลู ย. ประวัตศิ าสตรก ฎหมายไทย. พิมพค ร้งั ที่ ๒. กรุงเทพฯ:สมาคม
สงั คมศาสตรแ หงประเทศไทย, ๒๕๑๒.
เพรียบ หุตางกูร. คําอธบิ ายประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยวาดว ยมรดก. พมิ พคร้ังที่ ๒.
กรุงเทพฯ:มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๑.
มหาวทิ ยาลยั วิชาธรรมศาสตรแ ละการเมอื ง. ประมวลกฎหมายรชั กาลท่ี ๑ จลุ ศักราช ๑๑๖๖
พมิ พตามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง เลม ๑. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลยั วิชา
ธรรมศาสตรและการเมือง, ๒๕๒๙.
______________________________ . ประมวลกฎหมายรชั กาลท่ี ๑ จลุ ศักราช ๑๑๖๖
พิมพต ามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง เลม ๒. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยวิชา
ธรรมศาสตรและการเมอื ง, ๒๕๒๙.
______________________________ . ประมวลกฎหมายรชั กาลท่ี ๑ จลุ ศกั ราช ๑๑๖๖
พิมพต ามฉะบบั หลวง ตรา ๓ ดวง เลม ๓. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลยั วิชา
ธรรมศาสตรและการเมือง, ๒๕๒๙.
๔๐
แลงกาต, โรแบรต. ประวัตศิ าสตรกฎหมายไทย เลม ๑. พิมพค รัง้ ที่ ๓. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยวิชาธรรมศาสตรแ ละการเมอื ง, ๒๔๗๘.
วษิ ณุ เครืองาม. “อาํ แดงปอ มกบั การปฏริ ปู กฎหมายไทยครง้ั ท่ี ๑” หนังสือ ๖๐ ป สาํ นกั งาน
คณะกรรมการกฤษฎกี า. กรงุ เทพฯ:สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า,
๒๕๓๖.
วชิ า มหาคณุ . ประวัติกฎหมายและภาษากฎหมายไทย. พมิ พคร้ังที่ ๓. กรุงเทพฯ:คณะ
นติ ศิ าสตร จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๓.
แสวง บญุ เฉลมิ วภิ าส. ประวตั ศิ าสตรกฎหมายไทย (The Thai Legal History). กรงุ เทพฯ:
สาํ นกั พมิ พวญิ ชู น, ๒๕๔๓.
หลวงสุทธวิ าทนฤพุฒิ. ประวัตศิ าสตรก ฎหมาย. พมิ พคร้งั ท่ี ๗. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๑๗.
๔๑
รายนามคณะผูจัดทาํ
เอกสารเผยแพรเ นือ่ งในโอกาสครบรอบ ๒๐๐ ป กฎหมายตราสามดวง
คณะทีป่ รึกษา
นายธรรมนติ ย สุมันตกุล
นายเชวง ไทยย่งิ
นายประเสรฐิ สุขสบาย
นางศศิธร ศรีเลศิ ชัยพานิช
นางกาญจนา แสงทองลวน
บรรณาธิการ
นายเกยี รติกอง กจิ การเจริญดี
คณะผูจดั ทํา
นางสาวปาจรีย จาํ เนยี รกุล
นางสาวสุนันทา เอกไพศาลกลุ
นางสาวอรดา เชาวโ รดม
นางสาวนวพร สาระคุณ
นางสาวธัญกมล ลิมาคณุ าวุฒิ
นายกิติศักด์ิ สถิรเจริญทรพั ย
นายพิศษิ ฐ แกนคํา
ศนู ยข อมลู กฎหมายกลาง สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฏีกา