The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โวหารภาพพจน์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by angerblack25, 2021-07-03 10:56:30

โวหารภาพพจน์

โวหารภาพพจน์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Keywords: ภาพพจน์โวหาร

โวหารภาพพจน์

ท31101 ภาษาไทย 1
ครูธีรกานต์ หอมประคา
Saipanyarangsit school

ภาพพจน์

คา หรือ กลุ่มคา ที่สร้างข้ึนจากกลวิธีในการใช้คา เพื่อให้ปรากฏ
ภาพท่ีเด่นชัดและลึกซึ้งขึ้นในใจทาให้ผู้อ่านและผู้ฟัง เกิดจินตภาพคล้อย
ตาม การสร้างภาพพจน์เป็นศิลปะทางภาษาข้ันสูงของการแต่งคาประพันธ์
โดยผแู้ ตง่ ใช้กลวิธกี ารเปรียบเทยี บท่คี มคายในลกั ษณะตา่ ง ๆ

ความงามทางวรรณศลิ ป์

โวหารภาพพจน์ คือ โวหารที่เป็นช้ันเชิง หรือเป็นสานวนแต่ง
หนังสือองผู้ส่งสารท่ีส่งให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจและเกิดจินตภาพตาม
ส่วนภาพพจน์เป็นการใช้ความเปรียบ ได้แก่ อุปมา อุปลักษณ์ บุคคลวัต
อตพิ จน์ สญั ลกั ษณ์ นามนัย

อุปมา

อุปมา (Simile) คือ การเปรียบสง่ิ หนึ่งว่าเหมอื นอกี สิง่ หนึ่ง โดยมีคาบุพ
บทหรอื คาสันธานเชือ่ มโดยใชค้ าเหลา่ น้ี "เหมอื น ราว ราวกับ เปรียบ ดุจ ประดุจ
ดัง ดั่ง เฉก เช่น เพียง เพี้ยง ปาน ประหน่ึง ปูน พ่าง ละม้าย แม้น เหมือน ดั่ง
ประเลห่ ์ ฯลฯ

เปรยี บ เธอเพชรงามนา้ หนึ่ง หวาน ปานนา้ ผึ้งเดือนหา้
หยาด เพชร เกลด็ แกว้ แวว ฟา้ ร่วง มา จากฟา้ หรือไร

(เพลงหยาดเพชร ชรนิ ทร์ นนั ทนาคร)

อปุ มา

“ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม เพรศิ พริ้มเพรารบั กบั ขนง”

(อเิ หนา)

“สูงระหงทรงเพรียวเรยี วรดู งามละมา้ ยคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พศิ แต่หัวตลอดเทา้ ขาวแตต่ า ทั้งสองแก้มกลั ยาดงั ลกู ยอ
ค้ิวก่งเหมอื นกงเขาดีดฝ้าย จมกู ละม้ายคลา้ ยพรา้ ขอ
หูกลวงดวงพกั ตร์หักงอ ลาคอโตตันสั้นกลม

(ระเดน่ ลนั ได : พระมหามนตรี (ทรพั ย์))

อปุ ลักษณ์

อุปลักษณ์ (Metaphor) คอื การเปรยี บสง่ิ หนึ่งเป็นอีกส่ิงหนึ่ง มกั ใช้
คาวา่ "คอื " และ "เปน็ " เชน่ ครูคือเรอื จ้าง ทหารเปน็ ร้ัวของชาติ

ปัญญาคือดาบส้ดู สั กร ครคู ือแมพ่ มิ พ์ของชาติ

อปุ ลักษณ์ เรากเ็ ปน็ ช้างสารอันสงู ใหญ่
นานไปก็จะยบั อปั มาน
“มันก็เปน็ ชา้ งงาอันกลา้ หาญ
จะอยูป่ า่ เดียวกนั นนั้ ฉนั ใด (ขนุ ชา้ งขนุ แผน)

อุปลกั ษณ์

บางครั้งภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ไม่มีคากริยา "คอื " และ "เป็น" ให้สังเกต เรา
จะตอ้ งตีความเอาเอง เช่น

“กม้ เกลา้ เคารพอภวิ าท พระปิน่ ภพภูวนาถนาถา
ยบั ย้ังคอยฟังพระวาจา จะบัญชาให้ยกโยธ”ี

(อิเหนา)

ภาษาอุปลักษณ์ นอกจากจะปรากฏในงานประพนั ธ์แลว้ ยังปรากฏใชใ้ น
ภาษาชีวิตประจาวนั เช่น ศึกฟตุ บอลโลก ไฟสงคราม ตะเขบ็ ชายแดน เปน็ ตน้

บคุ คลวัต / บคุ ลาธษิ ฐาน / บุคคลสมมติ

บุคคลวัต บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลสมมุติ (Personification) คอื การสมมุติส่ิง
ต่าง ๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ หรือเปรียบเทียบโดยนาเอาส่ิงที่เป็น
นามธรรมมาแปลงเป็นรูปธรรม เช่น ดวงตะวันแย้มยิ้ม สายลมโลมไล้เอาอกเอาใจ
พฤกษาลดามาลย์

ฟา้ หวั เราะเยาะขา้ ชะตาหรือ
ซงุ หลายทอ่ นนอนร้องไห้ท่ชี ายปา่
ดาวกะพรบิ ตาเยาะเราหรอื ดาวเอย๋
ตั๊กแตนโยงโย่ ผกู โบวท์ ัดดอกจาปา

บุคคลวัต / บคุ ลาธิษฐาน / บุคคลสมมติ

“ลมหนาวเริ่มล่องมาจากฟ้าแลว้ พรมจบู แผ่วเจา้ พระยาโรยฝ้าฝนั
คลื่นคล่ีเกลียวแก้วมว้ นกับนวลจนั ทร์ กระซบิ สน่ั ซา่ นกระเซน็ เป็นลานา”

(ลมหนาว : เนาวรตั น์ พงษไ์ พบลู ย์)

อตพิ จน์ / อธิพจน์

อติพจน์ (Hyperbole) คือ การเปรียบเทียบโดยการกลา่ วข้อความทเี่ กิน
จริง มักเปรียบเทียบในเร่ืองปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนาเน้นข้อความท่ี
กล่าวนั้นให้มีนา้ หนักยิ่งข้ึน ภาพพจนช์ นิดนนี้ ิยมใชก้ ันมากแมใ้ นภาษาพูด เพราะ
เปน็ การกล่าวที่ทาใหเ้ หน็ ภาพได้งา่ ยและแสดงความร้สู ึกของกวไี ดอ้ ย่างชัดเจน

รอ้ นตับจะแตก คิดถงึ ใจจะขาด
ไอ้หมดั ทะลวงไส้ เขาโกรธเธอจนอกระเบิด

อตพิ จน์ / อธพิ จน์

“เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย
เมรุชบุ สมุทรดนิ ลง เลขแต้ม
อากาศจักจารผจง จารกึ พอฤๅ
โฉมแมห่ ยาดฟา้ แย้ม อยรู่ ้อนฤๅเหน็ ”

(โคลงนริ าศนรนิ ทร์)

สญั ลักษณ์

สัญลักษณ์ (Symbol) คือ การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกส่ิงหน่ึงท่ีมีคุณสมบัติหรือลักษณะภาวะบาง

ประการร่วมกันทาให้เกิดความเข้าใจได้กว้างขวาง ลึกซึ้ง โดยไม่ต้องใช้คาอธิบาย ส่วนใหญ่มักจะ

เป็นท่ีเข้าใจในสังคม เช่น ใช้ ดอกไม้ แทน ผู้หญิง เพราะมีคุณสมบัติร่วมกัน คือความสวยงามและ

ความบอบบาง ใช้ ราชสีห์ แทน ผู้มีอานาจ เพราะราชสีห์และ ผู้มีอานาจต่างมีคุณสมบัติร่วมกนั คือ

ความนา่ เกรงขาม

ดอกกหุ ลาบสีแดง หมายถงึ ความรกั

ดอกหญา้ หมายถึง ความตอ้ ยตา่

ดอกมะลิ หมายถงึ ความบริสุทธิ์

ดอกบวั หมายถงึ พทุ ธศาสนา

ดอกทานตะวนั หมายถงึ ความอบอนุ่ ความรกั และความสุข

สญั ลกั ษณ์ แทน คนชนั้ สงู
แทน คนชนั้ ต่า
หงส์ แทน ของมีคา่ ความดีงาม
กา แทน คนเจ้าเล่ห์
แกว้ แทน ความตาย ความโศกเศรา้ ความชั่วรา้ ย
สนุ ัขจ้งิ จอก แทน ความบริสทุ ธิ์
สดี า แทน ความขยัน อดทน
สีขาว แทน ความหวงั พลงั กาลงั ใจ
ผ้งึ มด แทน มายา อปุ สรรค ส่งิ ที่สลายตวั รวดเร็ว
รุง้ แทน สันติภาพ
หมอก
นกพิราบ

นามนยั

นามนัย (Metonymy) คือ การใช้คาหรือวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือคุณสมบัติที่เป็น
จุดเด่นหรือลักษณะสาคัญของส่ิงใดส่ิงหน่ึง คล้าย ๆ สัญลักษณ์ แต่ต่างกันตรงท่ีนามนัย
นน้ั จะดงึ เอาลักษณะบางสว่ นของสงิ่ หน่ึงมากลา่ วใหห้ มายถงึ
สว่ นท้ังหมด

เขาเป็นกระตา่ ยท่ีหมายจนั ทร์
(กระต่ายแทนชายหนุ่มฐานะตา่ ตอ้ ยจันทรแ์ ทนผู้หญงิ ท่ีมีฐานะสูงส่ง)

เขาเป็นมอื ขวาของทา่ นนายกฯ (มือขวาแทนคนสนิททีไ่ วใ้ จ)

นามนยั หมายถงึ จังหวดั ราชบุรี
หมายถึง จงั หวดั นครราชสมี า
เมอื งโอง่ หมายถึง ทีมมาเลเซยี
เมืองย่าโม หมายถึง ทีมเนเธอร์แลนด์
ทีมเสือเหลือง หมายถงึ ทมี อังกฤษ
ทมี กังหนั ลม หมายถึง กษตั รยิ ์
ทมี สิงโตคาราม หมายถึง ตาแหน่ง
ฉัตร
เกา้ อ้ี

สทั พจน์

สัทพจน์ (Onomatopoeia) คือ ภาพพจน์ที่ใช้เสียงธรรมชาติต่าง ๆ
มาแสดงประกอบเพ่ือให้เกิดมโนภาพภาพพจน์ชนิดน้ีมีลักษณะที่เด่นชัดมาก
และเขา้ ใจง่ายท่สี ดุ ในบรรดาภาพพจน์ท้ังหมดและยงั เปน็ ทีน่ ิยมของกวีในการ
แต่งคาประพันธ์

เปรยี้ ง ๆ ดงั เสียงฟ้าฟาด ไผซ่ ออ้อเอยี ดเบยี ดออด
บดั เดี๋ยวดงั หง่างเหงง่ วังเวงแวว่ เครื่องบนิ ครางกระห่มึ มาแต่ไกล

เสยี งคลื่นซา่ ซดั สาดท่ีหาดทราย

สทั พจน์

“ตอ้ ยตะริดตดิ ตเ่ี จา้ พเี่ อ๋ย จะละเลยเรร่ ่อนไปนอนไหน
แอ้ออี ่อยสร้อยฟา้ สุมาลัย แมน้ เด็ดไดแ้ ล้วไมร่ า้ งให้ห่างเชย”

(พระอภยั มณี : สุนทรภู่)

ปฏิพากย์

ปฏพิ ากย์ หรือ ปฏิพจน์ (Paradox) คอื การใช้โวหารบอกความตรงข้าม หรือ
กล่าวคาเปรียบในเชงิ ขัดแยง้

เสยี นอ้ ยเสียยาก เสียมากเสยี งา่ ย ผู้ดีเดนิ ตรอก ขค้ี รอกเดินถนน
นา้ ร้อนปลาเปน็ น้าเย็นปลาตาย ความร้ทู ว่ มหัว เอาตัวไมร่ อด
สวยเปน็ บา้ สวยอย่างร้ายกาจ สวรรคบ์ นดิน ย่งิ รบี ย่งิ ช้า
นา้ รอ้ นปลาเปน็ นา้ เยน็ ปลาตาย เสยี น้อยเสยี ยาก เสียมากเสียง่าย
รกั ยาวให้บ่ัน รักสั้นให้ตอ่ แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร

ปฏิพากย์

น้าผ้งึ ขม ย่งิ รีบยิ่งชา้ รักยาวให้บ่ัน รกั สนั้ ใหต้ ่อ

“เธอตายเพ่ือจะปลกุ ใหค้ นตื่น เธอตายเพอ่ื ผูอ้ ่นื นบั หมืน่ แสน
เธอเปน็ ดนิ กอ้ นเดียวในดนิ แดน แตจ่ ะหนกั และจะแนน่ เต็มแผน่ ดนิ ”

(กระทุ่มแบน : เนาวรัตน์ พงษไ์ พบูลย์)

“หล่ังนา้ ตาสะอน้ื อยา่ งช่นื บาน” “เปน็ ความมดื ที่เว้งิ วา้ งสวา่ งไสว”
“เกิดแล้วกอ่ ลอ่ แลว้ เร้น เย็นแล้วร้อน” “ความขมข่ืนอันชื่นหวาน”

อปุ มานทิ ัศน์

คอื การยกเร่อื งราวหรอื นทิ านเร่อื งยาว ๆ มาเปรียบเทยี บ

นาฏการ

เป็นการใช้ภาพการสู้รบต่าง ๆ หรือ ภาพของการเคลื่อนไหวที่
สวยงาม

สนุ ทรียภาพทางวรรณศลิ ป์

คาไวพจน์ (การหลากคา, พอ้ งความ)

คาไวพจน์ คือ คาท่มี ีความหมายเหมือนกนั แตเ่ ขยี นตา่ งกนั เช่น

บรรพต ครี ี (ภูเขา)
นภา เมฆา (ท้องฟ้า)
กระบอื กาสร (ควาย)
ช้าง - หัสดนิ หตั ถี ไอยรา คช พารณ กญุ ชร สาร มาตงค์
ผูห้ ญงิ - เยาวมาลย์ สมร นุชนอ้ ง ดวงสมร นงเยาว์ นงคราญ
ม้า - อัศวะ อาชา อัสดร พาชี อาชาไนย มโนมยั แสะ หยั เรศ สนิ ธพ

คาอัพภาส

คาอัพภาส (อับ-พาด) คือ คาซ้าแล้วกร่อนเสียงพยางค์หน้า โดยคงเสียงพยัญชนะต้น
รว่ มกับสระ (อะ) เช่น รื่นร่ืน –ระร่นื ครืนครนื –คระครนื ฉาดฉาด – ฉะฉาด

“ยะเยอื กเยน็ เสน้ หญ้ารกุ ขาเขา สงดั เหงาเงยี บเสียงสาเนียงหาย”
“ยงิ่ ระร่ืนชื่นชุ่มชอุม่ ใบ หนาวหทยั โทมนสั ระมัดกาย”
“ลมระร้ิวปลิวหญ้าคาระยาบ ระเนนาบพลิ้วพลกิ กระดกิ หัน”

การเล่นคา

การเลน่ คา คอื การใชค้ าคาเดียวกนั หรือคาพอ้ งรูป พอ้ งเสียง ในคาประพันธ์

“โอ้บางกอกกอกเลอื ดให้เหอื ดโรค แต่ความโศกนี้จะกอกออกทีไ่ หน”

“ถึงบางพดู พดู ดีเป็นศรศี กั ด์ิ มคี นรกั รสถอ้ ยอร่อยจิต”

“เหน็ รักนา้ พร่าออกทัง้ ดอกผล ไมม่ ีคนรักรักมาหกั สอย”

การเล่นสมั ผสั

สัมผัสสระ คอื คาทีม่ ีเสียงสระเดียวกนั ใช้เปน็ สมั ผัสบงั คับและสัมผสั ใน

“มจั ฉาว่ายรายเรียงมาเคยี งกนั ”
“ถึงบ้านบ่อก่อจากมอิ าจกลับ”
“อย่กู ลางทุง่ รุ่งโรจน์สันโดษเด่น”
“เมอ่ื ย้มิ เหมอื นหลอกหยอกเหมือนขู่”

การเลน่ สมั ผัส

สมั ผสั อักษร คอื คาท่ใี ชพ้ ยญั ชนะต้นเดียวกัน ใช้เป็นสมั ผสั ใน

“ประดบั ด้วยก้อนแกว้ ปัทมราช”
“ทงั้ องคฐ์ านรานร้าวถงึ เกา้ แฉก”
“แมน่ ้ากว้างว้างเวงิ้ เป็นเชิงเลน”
“บัวเผ่อื นเกล่อื นกลาดในสาคร”

การเลน่ สมั ผัส

เสยี ง คอื การสมั ผสั เสยี ง อักษร สระ วรรณยกุ ต์ เสียงสงู ตา่

หูหมาหนา หมหู นี หมเี หน็ หมู เห็นหมหู ัน หหู นี หมีหนั ดู
หมีหมาหา เห็นหมู หนั หูด หาหมีเหน็ เหม็นหู หมหี เู หมน็
หาหมหี าย หมาเห็น เหม็นหหู มี หมาหนหี าย หมายหมู หูหันรี
หมายหาหมู หมาหนี หมหี ายตวั

การเล่นเสยี ง

การเลน่ เสียง คือ การใช้อกั ษรที่มเี สียงพยญั ชนะเดยี วกันเรียงตดิ ๆ กัน

“นกนอ้ ยนอนแนบนา้ ในนา
ตมเตอะตดิ เต็มตา ตนื่ เต้น
จิบจาบจับเจรจา จะแจ่ม
เรไรรอ่ นร้องเรน้ เรยี บรอ้ ยรมิ รงั ”

การเล่นความ

การเล่นความ คือ การใช้ถ้อยคาที่มีเน้ือความมีความหมายกินใจ กระทบอารมณ์
และความรู้สึกของผอู้ ่าน

“แม่รกั ลูกลูกกร็ ู้อยวู่ า่ รกั คนอน่ื สกั หม่นื แสนไมแ่ ม้นเหมอื น”



คือ ลีลาการแต่งบทร้อยกรองทานอง “ชมโฉม ชมความงาม” ของคน สัตว์

ธรรมชาติ สิ่งของ สถานที่ เช่น

“ผมเผ้าเจ้าดาขลับ แสงยับยบั กลิน่ หอมรวย

ประบ่าอา่ สละสลวย คอื มณีสแี สงนิล”

“ชมเกศดาขลบั เจา้ สาวสวย

แสงระยบั หอมรวย กลน่ิ แก้ว

ละเอียดเสยี ดเสน้ สวย ประบ่า

คือมณีเนอ้ื แลว้ คลบั คลา้ แสงนิล”

(กาพย์หอ่ โคลงนิราศธารโศก : เจา้ ฟ้าธรรมธิเบศร์)

คือ ลีลาการแต่งบทร้อยกรองทานอง “ฝากรัก แสดงความรัก เก้ียวพาราสี” ต่อ

นางอันเป็นที่รกั เช่น

“แม้นเป็นไมใ้ ห้พนี่ ้ีเปน็ นก ให้ไดก้ กกิ่งไมอ้ ยู่ไพรสณั ฑ์

แม้นเปน็ นารผี ลวิมลจนั ทร์ ขอให้ฉันเป็นพระยาวิชาธร
แม้นเป็นบัวตวั พี่เป็นแมงภู่ ได้ช่ืนชูสสู่ มชมเกสร
เปน็ วารีพ่หี วงั เป็นมังกร ไดเ้ ชยช้อนชมทะเลทกุ เวลา
แม้นเปน็ ถ้านา้ ใจใคร่เปน็ หงส์ จะไดล้ งสงิ สู่ในคูหา
แมน้ เนื้อเยน็ เปน็ เทพธดิ า พข่ี ออาศัยเสนห่ ์เป็นเทวัญ”

(นิราศพระประธม : สนุ ทรภ)ู่ )

คือ ลีลาการแต่งบทร้อยกรองทานอง “ความโกรธ ตัดพ้อ เสียดสี ประชดประชัน
เยาะเยย้ ” เชน่

“นริ าศเรอื่ งเมอื งแกลงแตง่ มาฝาก เหมือนขันหมากมง่ิ มิตรพสิ มยั
อยา่ หมางหมองข้องขัดตัดอาลัย ให้ช่ืนใจเหมือนแตห่ ลงั มงั่ เถดิ เอย”

(นิราศเมืองแกลง : สุนทรภ)ู่

คอื ลีลาการแตง่ บทรอ้ ยกรองทานอง “คร่าครวญ ราพงึ ราพัน” ถึงคนรักหรือความ

ทุกขย์ าก เช่น

“ลาดวนเอย๋ จะดว่ นไปกอ่ นแลว้ ทั้งเกดแกว้ พกิ ุลย่ีสุน่ สี

จะโรยร้างห่างสิน้ กลิ่นมาลี จาปีเอ๋ยก่ปี ีจะมาพบ”

(ขุนชา้ งขนุ แผน : พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัย)

“เคยหมอบใกล้ไดก้ ล่ินสคุ นธต์ รลบ ละอองอบรสรน่ื ชนื่ นาสา

สน้ิ แผน่ ดินสน้ิ รสสคุ นธา วาสนาเราก็สนิ้ เหมือนกลนิ่ สคุ นธ์”

(นิราศภเู ขาทอง : สนุ ทรภู่)


Click to View FlipBook Version