The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หมวกใบร่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rewat.253731, 2022-08-02 23:42:15

ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หมวกใบร่ม

ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หมวกใบร่ม

แบบสำรวจและจัดฐำนขอ้ มูลมรดกภมู ิปัญญำทำงวัฒนธรรม
ของสภำวัฒนธรรมจังหวัดพังงำ

๑. ช่ือรำยกำรมรดกภูมปิ ัญญำทำงวัฒนธรรม
ชือ่ รายการ หมวกใบรม่ ขา้ ว
ชอ่ื เรยี กในทอ้ งถ่ิน หมวกใบรม่ ขา้ ว
ช่อื ภาษาอ่ืน (ถา้ ม)ี

๒. ประเภทมรดกภมู ปิ ญั ญำทำงวฒั นธรรม
 รายการตวั แทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (มีการปฏบิ ัติอย่างแพร่หลาย)
 รายการมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมทตี่ ้องไดร้ บั การสง่ เสริมและรักษาอยา่ งเร่งดว่ น
(เสีย่ งต่อการสญู หาย)

๓. ลกั ษณะมรดกภูมปิ ญั ญำทำงวฒั นธรรม (ตอบไดม้ ากกวา่ ๑ หวั ขอ้ )
 วรรณกรรมพืน้ บา้ นและภาษา
 ศลิ ปะการแสดง
 แนวปฏิบตั ิทางสังคม พธิ ีกรรม ประเพณี และเทศกาล
 ความรูแ้ ละการปฏิบัติเก่ียวกบั ธรรมชาตแิ ละจกั รวาล
 งานชา่ งฝีมือด้ังเดิม
 การเล่นพน้ื บา้ น กีฬาพนื้ บ้านและศิลปะการต่อส้ปู ้องกันตัว

๔. ประวตั ิควำมเป็นมำและรำยละเอียดมรดกภมู ิปัญญำทำงวัฒนธรรม
“ต้นใบร่มข้าว” เป็นไม้ยืนต้นเฉพาะถ่ิน พบในบางจังหวัดของภาคใต้ เช่น จังหวัดพังงา เป็นพันธ์ุไม้

ท่ีเจริญเติบโตในป่าดิบร้อนช้ืนบริเวณเชิงเขา หรือหุบเขา ลักษณะคล้ายต้นหูกวาง ลาต้นใหญ่เนื้อแข็ง ขนาดลาต้น
มีเส้นรอบวงประมาณ ๑๒ นิ้ว ใบเป็นพวงหรือกระจุกเรียวคล้ายรูปหอก ใบติดกันกับก่ิงเป็นวงรอบ มีความยาว
ประมาณ ๖๕ - ๑๐๐ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๑๔ - ๓๐ เซนติเมตร ใบแห้งมีความทนทานต่อความช้ืน มีความ
ยดื หย่นุ ไม่กรอบแห้งแตกหกั ง่าย เหมาะสาหรบั ทาหมวกใบร่มขา้ วใชก้ ันเดดกนั ฝน

ชุมชนบ้านปากพู่ ตาบลเหมาะ อาเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นชุมชนท่ีตั้งอยู่ในบริเวณท่ีมีหุบเขาล้อมรอบ
มีลักษณะภูมิอากาศเป็นป่าร้อนช้ืน เป็นชุมชนที่มีการต้ังถิ่นฐาน มากกว่า ๑๐๐ ปี ในอดีตมีชาวจีนอพยพมาอาศัยทา
เหมอื งแร่เปน็ จานวนมาก เม่ือแรห่ มดไปและราคาตกตา่ ชาวบา้ นกห้ ันมาประกอบอาชีพการเกษตร สภาพพื้นดินมคี วาม
ชุ่มชื้นตลอดปี มีฝนตกชุกตลอด ๘ เดือน ส่วนอีก ๔ เดือน ตกเล็กน้อยเหมาะแก่การปลูกยางพารา ทาสวนผลไม้
ทาสวนปาล์มนา้ มัน ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ ประชากรสว่ นใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ความสัมพันธ์ของ
คนในแต่ละบ้านเป็นไปอย่างฉันท์มิตร เน่ืองจากพื้นเพบรรพบุรุษเป็นคนจีน ชุมชนมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อ
สรา้ งผลประโยชน์ร่วมกันในชมุ ชน เช่น กลุ่มออมทรพั ย์ กล่มุ แม่บ้านทาผลติ ภัณฑต์ า่ งๆออกจาหนา่ ยเป็นอาชีพเสริม

เดิมชาวบ้านในชุมชนบ้านปากพู่ได้นาใบร่มข้าว (เดิมเรียกว่า “ใบรวบข้าว”) มาใช้ประโยชน์ในวิถี
ชีวิตประจาวัน เช่น ใช้รวบต้นข้าวในช่วงฤดูเก็บเก่ียว นามามุงหลังคา เนื่องจากคุณสมบัติของใบร่มข้าวมีความคงทน
ต่อแดดและฝน และนามาใช้ประกอบในพิธีกรรมของท้องถ่ิน เช่นพิธีรับขวัญข้าว ก่อนทาการเก็บเกี่ยว เพื่อความเป็น
สิริมงคล ทาให้ข้าวในท้องนาเกิดความอุดมสมบูรณ์ ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ต่อมาได้มีชาวจีนแผ่นดินใหญ่อพยพเข้า
มาตั้งถ่ินฐาน เพ่ือประกอบอาชีพการทาเหมืองแร่ดีบุก และได้แต่งงานกับหญิงพ้ืนถ่ินท่ีเป็นคนไทย ชาวจีนเหล่านั้นได้
นาหมวกทรงจีนท่ีทาจากใบไผ่มาใส่ขณะทาเหมืองแร่ และได้ถ่ายทอดการทาหมวกให้กับภรรยาของตน เม่ือชาวบ้าน
เห็นคนจีนนาหมวกรปู ทรงดังกล่าวมาใช้ และเห็นว่ามีประโยชน์ จึงได้ใช้ต่อๆกนั มา แต่ดว้ ยใบไผ่เมื่อนามาใช้นานๆมัก
ขาด และเปื่อยยุ่ยได้ง่าย ขาดความคงทน ชาวบ้านในรุ่นต่อๆมา จึงได้คิดดัดแปลงประยุกต์ ทดลองหาพืชที่มีอยู่ใน
ท้องถิ่น จากการนาพืชต่างๆมาปรับใช้ ปรากฏว่า ใบร่มข้าว มีคุณสมบัติเหมาะสมมากที่สุด เพราะมีความคงทน

เพราะเมอ่ื โดนน้าแล้วจะไม่เป่อื ย ไม่ขาดยุ่ยง่าย การทาหมวกใบร่มขา้ วจึงกลายเป็นภูมปิ ัญญาของท้องถนิ่ ท่ีมกี ารเรียนรู้
ประยุกต์ดัดแปลง สืบทอดต่อๆกันมานับร้อยปี ความนิยมใช้หมวกใบร่มข้าวเร่ิมแพร่หลายเรื่อยมา ต่อมาความนิยม
ในการใชห้ มวกใบร่มข่าวเร่มิ ลดลง อันเน่ืองมาจากความเปลยี่ นแปลงของสงั คม มคี วามเจริญมากข้ึน เกิดค่านิยมใหม่ๆ
ตามยุคสมัย ทาให้ทัศนคติ และความนิยมในตัวบุคลของทุกกลุ่มสังคม ทั้งในระดับท้องถ่ิน ชนบท ไปตลอดถึงสังคม
เมืองเร่ิมเปล่ียนแปลงไปสู่ความเจริญและความทันสมัยมากข้ึนตามลาดับ จนกระทั่งใน พ.ศ.๒๕๒๘ รัฐบาลได้เล็งเห็น
คุณค่าในการนาภูมิปัญญาที่เกิดจากการนาทรัพยากรในท้องถ่ินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงส่งเสริมและพัฒนาให้หมวก
ใบร่มข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ท่ีสร้างอาชีพและรายได้กับคนในชุมชน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผลิตภัณฑ์หมวก
ใบร่มข้าวกาลงั ไดร้ ับความนิยม แต่ใบรม่ ขา้ วซ่ึงเป็นวัสดุสาคัญกลับมีจานวนลดลง เนือ่ งจากกลุม่ คนทไ่ี ม่ได้ใช้ประโยชน์
จากใบร่มขา้ ว มักทาลายต้นใบร่มข้าวเพ่ือเปลี่ยนแปลงพน้ื ท่ีมาใช้ประโยชน์ในการทากิน จะมีต้นใบร่มข้าวเหลือเฉพาะ
ในพ้ืนท่ีของผู้ผลิตหมวกใบร่มข้าวเท่านั้น แต่ก็ไม่มากนัก (ต้นใบร่มข้าว ๑ ต้น จะมีใบจานวนมากสามารถทาหมวก
ได้หลายใบ) นอกจากนี้ ต้นใบร่มข้าวยังเป็นต้นไม้ท่ีขยายพันธุ์ยาก และต้นท่ีจะนาใบมาใช้ได้ต้องมีอายุ ๗ - ๑๐ ปี
ดังน้ันในปัจจุบันจึงมีโครงการส่งเสริมการปลูกต้นใบร่มข้าวข้ึนในลกั ษณะแปลงสาธิต โดยความรว่ มมือระหวา่ งโรงเรียน
กะปงพิทยาคม อาเภอกะปง จังหวัดพังงา ซึ่งได้ทาโครงการวิจัย สารวจเก่ียวกับต้นใบร่มข้าว ท่ีถือเป็นพืชประจาถิ่น
ของอาเภอกะปง ในลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างกลุ่มกับเด็กนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าว และมีการ
ส่งเสรมิ ให้อนุรักษ์เพ่ือการนาใบรม่ ขา้ วมาใช้เกิดประโยชนอ์ ย่างยง่ั ยนื

กลมุ่ จักสานหมวกใบร่มขา้ วบา้ นปากพู่ เปน็ กลุ่มท่ีทาขนึ้ มาเพ่ือเป็นอาชพี เสรมิ นอกเหนือจากการทานา ทา
สวน ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ ได้รับการสนบั สนนุ งบประมาณจากกรมพัฒนาชุมชนเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ ปัจจุบนั มี
จานวนสมาชิก ๑๙๐ กวา่ คน มีลักษณะการดาเนินงานโดยมีประธานกล่มุ เปนผู้นา โดยอยู่ในระยะ ๒ ปี ซ่ึงประธานคน
ปัจจุบัน คือ นางบุญสม มีเกิด เป็นผู้ดูแล บริหารจัดการกลุ่ม เช่น ด้านการตลาด บัญชี การเงิน และการจัดกิจกรรม
ภายในชุมชนและภายนอกชมุ ชน ภายใต้ชื่อกลมุ่ วา่ “กลุ่มจกั สานหมวกใบรม่ ข้าว” โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ๕ ชนิด ไดแ้ ก่
หมวกใบร่มข้าว เคร่ืองจักสาน บาติก กลองยาว และกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งในแต่ละกลุ่มย่อยจะมีหัวหน้ากลุ่ม และมี
สมาชกิ จานวน ๙ - ๑๒ คน

ประธานกลุ่มจักสานหมวกใบร่มข้าว จะเป็นบุคคลที่สมาชิกกลุ่มให้ความเคารพนับถือ เพราะเป็นบุคคลท่ีมี
ความซือ่ สัตย์ มีความรับผิดชอบ โปร่งใส เพราะตอ้ งเปน็ คนดูแลด้านการขายละการเงินจงึ จาเป็นต้องจัดวางระบบและ
กฎระเบียบของกลุ่มเพื่อให้ ทั้งประธานและสมาชิกได้ปฏิบัติตาม โดยจะกาหนดให้ทุกวันที่ ๒๐ ของเดือนเป็นวัน
ประชุมกลุ่ม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่ม และผลจากการดาเนินงานในช่วงท่ีผ่านมา ทั้งสมาชิกและประธาน
กลุ่มไดด้ าเนนิ งานตามกฎระเบียบดงั กลา่ วจนทาให้เกิดกลุ่มเกิดความเขม้ แข็ง และสามารถขยายตลาดใหผ้ ลิตภัณฑ์เป็น
ที่นิยมแพร่หลายท่ัวไป ตลอดจนมีการก่อต้ังให้กลุ่มเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านหัตกรรมพ้ืนถ่ินให้แก่กลุ่มนักเรียน
นักศึกษา และบคุ คลท่ัวไป สมาชิกกลุ่มแต่ละคนจะทาการผลติ อยู่ท่ีบ้านของตัวเอง เมื่อเสร็จแล้วจะนามาขายส่งให้กับ
กลุ่ม กลุ่มจะเป็นฝ่ายรับซ้ือไปขาย ขายได้เทา่ ไหร่ จึงนามาปันผล หรือสมาชิกอาจนาออกขายด้วยตัวเอง โดยท่ีไม่ต้อง
ผ่านกลุ่ม ซึ่งได้ราคาท่ีสูงกว่าราคาส่ง แต่โดยความรับผิดชอบและความมีจิตสานึกต่อกลุ่ม สมาชิกกลุ่มทุกคนต่างแบ่ง
ผลิตภัณฑ์มาขายให้กับกลุ่มอยู่เสมอและสลับกับการขายด้วยตนเอง ท้ังน้ีเพ่ือเป็นการช่วยให้กลุ่มได้มีรายได้ และ
สามารถดารงชวี ิตอยเู่ พ่ือเป็นศนู ย์กลางในการในการสง่ เสริมอาชพี ต่อไป

องค์ควำมรู้ของภูมปิ ัญญำกำรทำหมวกใบร่มขำ้ ว
ในการทาหมวกใบร่มข้าวของกลุ่ม จะใช้ทรัพยากรท่ีหาได้ในชุมชนเป็นหลัก ได้แก่ ใบร่มข้าว ไม้ไผ่เหมียง
ชาวบ้านเรียก “ตอกไผ่เหมียง” ไม้ไผ่ผะ และหวายหอม สาหรับวัสดุอุปกรณ์เคร่ืองมือท่ีใช้ประกอบด้วย มีดคัดเตอร์
กรรไกร ที่เหลาไม้ไผ่ กระป๋องนามาเจาะรู้ ตามขนาดต่างๆ ขวดฉีดน้า เบ้าโฟมต้นแบบ (สาหรับวัดขนาดและขึ้นโครง
หมวก) และเชือกหวาย

วธิ ีกำรทำหมวกใบรม่ ขำ้ ว
ขน้ั ตอนท่ี ๑ กำรเตรยี มวตั ถดุ บิ
(๑) เตรียมใบร่มขำ้ ว
การเลือกใบร่มข้าวที่มีความเหมาะสมสาหรับนามาทาหมวก จะต้องเลือก “ใบเพหลาบ” หมายถึง ลักษณะ

ใบก่ึงอ่อนกึ่งแก่ หากเป็นช่วงหน้าแล้ง ชาวบ้านมักจะเตรียมใบร่มข้าว และไม้ไผ่ไว้ใช้ตลอดปี โดยการนาใบร่มข้าว
มาแช่น้า แล้วลอกบริเวณก้านด้านหลงั ของใบอออก นาไปผ่ึงแดด เป็นเวลา ๓ - ๔ วัน ใช้วิธีโปรยตากไว้ หรืออาจร้อย
ด้วยเชือกหวาย หรือลวด เป็นพวง และพลิกด้านสลับกันวันละด้าน การตากใบร่มข้าวในช่วงเวลาดังกล่าวจะทาให้
ใบร่มข้าวแห้ง และสามารถเก็บไวใ้ ช้ในหน้าฝนได้ จากนั้นนามาคัดแยกตามขนาด ท้ังหมด ๗ ขนาด โดยเก็บใบร่มข้าว
ท่แี ห้งและแยกแล้วไว้ในถุงพลาสติก

(๒) เตรียมหวำย
หวายท่ีนิยมนามาเป็นส่วนประกอบของหมวกใบร่มข้าว คือ หวายหอม เนื้ออ่อนนุ่ม หาได้ในป่าใกล้หมู่บ้าน
มีกล่ินหอม ขนาดเส้นรอบวงประมาณ ๑ เซนติเมตร ผ่าเป็น ๔ ซีก นาไปตากแดดให้แห้ง จนเปลี่ยนเป็นสีแดงอม
เหลืองเงางาม จากน้ันรวบรวมแล้วทาเป็นมัดไว้ และค้ดแยกตามขนาดท่ีจะให้ทาหมวกขนาดต่างๆ ท่ีต้องการซึ่งแบ่ง
ออกเป็น ๓ ขนาด คือ ใหญ่ กลาง เล็ก (เกบ็ ไวส้ าหรบั ทาในหนา้ ฝน)
(๓) เตรียมไมไ้ ผ่
ไม้ไผท่ ่ีนยิ มนามาสานเปน็ โครงสรา้ งของหมวกมีอยู่ ๒ ชนิด คือ ไมไ้ ผ่เหมียง สาหรับสานเป็นโครงหมวกและไม้
ไผผ่ ะ สาหรับทาเป็นขอบวงกลมของโครงหมวก ไผ่ทงั้ ๒ ชนิดนี้ ขนึ้ อยู่ท่ัวไปในท้องถ่นิ ลกั ษณะของไมไ้ ผ่เหมยี ง เปน็ ไม้
ไผ่ลาโต เส้นรอบวงขนาด ๔ - ๖ นิ้ว เนื้อไม้หนา ๑ เซนติเมตร แต่ละข้อจะมีความยาวประมาณ ๕ – ๖ เมตร
คณุ สมบตั ิของไมไ้ ผ่ชนิดนี้เหมาะสมในการนามาทาเปน็ โครงสร้างหมวก เพราะเม่ือนามาจักตอกแล้วไม่ติดข้อ เมอื่ ได้ไม้
ไผ่มาแล้ว นามาตัดให้ได้ขนาดตามท่ีต้องการใช้มีดจัดตอก และใช้มีดคัดเตอร์เหลา ให้มีผิวรอบข้างเรียบส่วนกลางนูน
เล็กน้อย หรือท่ีภาษาชาวบ้านเรียกว่า “อกไก่” ให้ได้ขนาดของหมวกที่ต้องการจะทา จากน้ันจึงนาไปสอดในกระป๋อง
โลหะมราเจาะรูเรียบร้อย แล้วดึงออกเพื่อเป็นการเหลา ให้ไม้ไผ่มีขนาดและผิวเรียบตามท่ีต้องการ จากนั้นนาไปตาก
แดด เม่ือแห้งแล้วนับไปคัดแยกตามขนาดเช่นเดียวกับหวาย ห่อด้วยผ้าหรือพลาสติก ซ่ึงพร้อมที่จะนาไปทาเป็น
โครงสรา้ งของหมวกต่อไป (วตั ถุดบิ ตา่ งๆเหล่านี้ เมอ่ื เตรยี มไวแ้ ลว้ สามารถเกบ็ ไว้ใช้ไดเ้ ปน็ ป)ี
ขั้นตอนที่ ๒ กำรประกอบหมวกใบร่มขำ้ ว
(๑) นาไม้ไผ่ท่ีเตรียมไว้มาข้ึนเป็นโครงสร้างของหมวก เป็น ๒ ชุด ไว้สาหรับแรกบซ้อนกัน โดยจะมีเบ้าโฟม
ทรงกรวยคว่าสาหรับวัดขนาดของหมวก ๓ ขนาด และข้ึนโครงสร้างโดยการสานเป็นลวดลาย ซ่ึงลายที่นิยมสานกัน
มากที่สุด คือ ลายตานกเปล้า (นกเขกเต้า) ลายตะขาบ ลายคดกริช ลายหนึ่ง และลายสอง ระหว่างการสานจะมีการ
ฉีดหรือพรมน้าลงบนไม้ไผ่เพ่ือให้เกิดความออ่ นตวั และสานได้ง่ายข้นึ เม่ือสานโครงสรา้ งหมวกเรียบรอ้ ยแล้วให้ทาการ
เน้นจัดเกบ็ ขอบหมวกใหเ้ รียบรอ้ ย
(๒) พลิกหมวกให้หงายข้ึน นาใบร่มข้าวท่ีเตรียมไว้ มาตัดบริเวณส่วนปลายและขอบใบแล้วนาลงไปวางปิดไว้
บริเวณส่วนกลางของหมวก จากนั้นจึงนาใบร่มข้าวท้ังใบลูบน้าเพ่ือให้เกิดความอ่อนตัว วางทับสลับหน้า หลัง ลงไป
รอบๆหมวกทลี ะชัน้ จนครบ ๒ รอบ
(๓) เมื่อนาใบร่มข้าวมาวางเรียบสลับกันจนเต็มแล้ว นาโครงสร้างของหมวกที่สานด้วยไม้ไผ่ส่วนท่ี ๒
วางซ้อนทับอีกคร้ัง การเก็บริมส่วนท่ีเหลือของใบร่มข้าวให้เรียบร้อย จากน้ันนาใบร่มข้าวมาพับให้เป็นรูปทรง
สี่เหล่ียมผนื ผ้า (หมอนทาโทง) ขนาดความยาวประมาณ ๑.๕ - ๒ น้ิว ตามขนาดของหมวก นาไปอุดบริเวณศูนย์กลาง
ของยอดหมวกแล้วรอ้ ยยดึ ตดิ กับบริเวณหวั จอม (ยอดแหลม) ของหมวก โดยรอ้ ยเปน็ ลายตะขาบ
(๔) นาไม้ไผ่ (ไผ่ผะ) ที่มีความแข็งกว่าไม้ไผ่เหมียง มาดัดให้เป็นทรงกลมตามขนาดของหมวกเพ่ือทาเป็นขอบ
แล้วใช้หวายหอมผูกให้แน่น และร้อยไปรอบๆขอบ รอบแรก ร้อยแบบตาเว้นตา (ช่องเว้นช่อง) จากน้ันรอบสอง

ให้ร้อยตาเว้นตา (ช่องเว้นช่อง) สับระหว่างลงในช่องที่เว้นไว้ในรอบแรก จนครบรอบ ส่วนท่ีเหลือนามาบิดเกลียวทา
เปน็ ห่วงเล็กๆไวส้ าหรับแขวน

(๕) นาใบรม่ ข้าวมาตัดตกแตง่ และปิดทับรอบนอกบริเวณศนู ย์กลางยอดหมวกให้เรียบรอ้ ยใช้หวายรอ้ ยโยงกับ
ส่วนจอม (ยอดหมวก)

(๖) นาไปลนไฟเพื่อกาจัดส่วนท่ีเป็นขน หรือเส้นใยจากไม้ไผ่ออก ขั้นตอนน้ีเป็นเทคนิคท่ีพึ่งนามาประยุกต์ใช้
ในภายหลัง จากน้ันนามาทาด้วยวานิช (น้ายาเคลือบเงา) และนาไปตากแดดจึงได้หมวกใบร่มข้าวที่เสร็จเรียบร้อย
พร้อมจาหนา่ ย ในช่วงแรกของการทาหมวกใบรม่ ข้าวเพ่ือจาหน่ายน้ัน โดยวิธีการเดิมของชาวบา้ นไมม่ ีการทาน้ามันวา
นชิ หรือลงแลกเกอร์ ชาวบ้านกจ็ ะขายหมวกในราคาใบละ ๗ บาท และค่อยปรับราคาขึ้นเป็น ๑๕ บาท ๒๐ บาท ๒๕
บาท จนราคาปรับสูงขึ้นเป็น ๓๕ บาท เม่ือราคาของหมวกใบรม่ ข้าวสูงขึ้นทาให้ชาวบ้านคนอ่ืนๆเริ่มที่จะยดึ การหมวก
ใบร่มข้าวเป็นอาชีพเสริมกันมากข้ึน และได้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหมวกใบร่มข้าว ปริมาณการผลิตหมวกใบร่มข้าว
อยู่ที่ประมาณ ๒๐๐ ใบ/ เดือน และนาไปวางจาหน่อยในตลาดภายในจังหวัด ส่งขายยังกลุ่มจังหวัดที่มีการท่องเที่ยว
และงานแสดงสนิ ค้าตา่ งๆ

๕. พื้นที่ปฏิบัติมรดกภูมิปัญญำทำงวัฒนธรรม (พื้นท่ีท่ีปรากฏหรือชุมชนท่ีมีการปฏิบัติมรดกภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรม)

บ้านปากภพู่ หมู่ ๔ ตาบลทา่ นา อาเภอกะปง จงั หวดั พงั งา
๖. คุณค่ำและควำมสำคัญของมรดกภูมิปัญญำทำงวัฒนธรรมในแต่ละระดับ (เช่น ระดับปัจเจกบุคคล/
ระดบั ครอบครวั /ระดับชุมชนท้องถิ่น/ระดับจงั หวดั /ระดับประเทศ เป็นต้น)

 ระดับชมุ ชนท้องถิ่น
กลุ่มจักสานหมวกใบร่มข้าวบ้านปากพู่ สามารถขยายตลาดให้ผลิตภัณฑเ์ ป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไป ตลอดจน
มีการก่อตั้งให้กลุ่มเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านหัตกรรมพ้ืนถ่ินให้แก่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และบุคคลท่ัวไป
สมาชิกกลุ่มแต่ละคนจะทาการผลิตอยู่ท่บี ้านของตัวเอง เม่ือเสร็จแล้วจะนามาขายสง่ ให้กับกลุ่ม กลุ่มจะเปน็ ฝา่ ยรบั ซ้ือ
ไปขาย ขายได้เท่าไหร่ จงึ นามาปนั ผล หรือสมาชิกอาจนาออกขายด้วยตัวเอง โดยที่ไมต่ ้องผ่านกลุ่ม ซึ่งได้ราคาที่สูงกว่า
ราคาสง่ แต่โดยความรบั ผิดชอบและความมีจติ สานึกต่อกลมุ่ สมาชกิ กล่มุ ทกุ คนต่างแบ่งผลิตภณั ฑม์ าขายใหก้ ับกลุ่มอยู่
เสมอและสลับกับการขายด้วยตนเอง ทั้งนี้เพ่ือเป็นการช่วยให้กลุ่มได้มีรายได้ และสามารถดารงชีวิตอยู่เพ่ือเป็น
ศูนยก์ ลางในการในการส่งเสรมิ อาชีพต่อไป
๗. รำยชอ่ื ผสู้ ืบทอด / ผ้คู รอง / ผู้ทีม่ สี ่วนเกย่ี วขอ้ งหลักในปจั จบุ นั

รำยช่ือบุคคล/หัวหนำ้ คณะ/ อำย/ุ อำชีพ ทอี่ ยู่ (สถำนทตี่ ดิ ต่อ) / หมำยเลขโทรศัพท์
กลุ่ม/สมำคม/ชุมชน
ทาสวน
นางด่วน ทิพยร์ งค์ ทาสวน หมู่ที่ ๔ ตาบลทา่ นา อาเภอตะก่ัวปา่ จงั หวดั พงั งา
นางสาวอุบล ทิพยร์ งค์

๘. ปจั จบุ นั รำยกำรมรดกภูมิปญั ญำทำงวฒั นธรรมไดร้ ับกำรประกำศขนึ้ บญั ชใี นระดบั ใด
 ยังไม่เคยไดร้ ับการประกาศขนึ้ บญั ชี (รายการสารวจและจัดเกบ็ ใหม)่
 ระดับจงั หวดั (รายการเบ้ืองตน้ มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม)
 ระดับชาติ
 ระดบั นานาชาติ (ยเู นสโก)

๙. จำกขอ้ ๘ ควรจะเสนอรำยกำรมรดกภมู ิปัญญำทำงวัฒนธรรมใหไ้ ดร้ ับกำรประกำศขน้ึ บญั ชใี นระดบั ใด
 สารวจและจดั เก็บเทา่ น้ัน (ยงั ไม่ควรไดร้ บั การประกาศข้ึนบญั ช)ี
 ระดับจงั หวัด (รายการเบื้องต้นมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม)
 ระดับชาติ
 ระดบั นานาชาติ (ยูเนสโก)

๑๐. เอกสำรอำ้ งอิงและ/หรือผลงำนทเ่ี กี่ยวขอ้ งในกำรส่งเสรมิ และรกั ษำมรดกภมู ิปัญญำทำงวัฒนธรรม
สอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์
ที่มา : รายงานวิจัย เรอื่ ง อมั พร และคณะ. ๒๕๕๔. การสกึ ษาและรวบรวมองค์ความรูภ้ ูมิปญั ญาท้องถิ่นใต้.

๑๑. รปู ภำพกำรทำหมวกใบรม่ ขำ้ ว พร้อมคำอธิบำยใต้ภำพ จำนวน ๑๐ ภำพ

๑. ตน้ ใบร่มขำ้ วท่นี ำใบมำใช้ทำหมวกใบร่มข้ำว

๒.สำธิตกำรสำนโครงหมวก
๓. สำธิตกำรวำงใบรม่ ข้ำวเรยี งซ้อนกนั บนโครงหมวก

๔. ลกั ษณะของโครงใบรม่ ข้ำว
๕. สำธติ กำรเย็บปดิ ทับบรเิ วณศูนย์กลำงของยอดหมวก

๖. กลมุ่ จกั สำนหมวกใบรม่ ข้ำวบ้ำนปำกพู่ อำเภอกะปง จงั หวัดพงั งำ
๗. กลุ่มจักสำนหมวกใบรม่ ข้ำวบำ้ นปำกพู่ อำเภอกะปง จังหวัดพังงำ

๘. หมวกใบร่มขำ้ วที่พร้อมใช้งำน
๙. หมวกใบร่มข้ำวขนำดเล็ก

๑๐. พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้รับกำรคดั สรรเป็นผลติ ภัณฑห์ นงึ่ ตำบลหนงึ่ ผลติ ภณั ฑ์ OTOP ระดับ ๓ ดำว
ของออำเภอกะปง จังหวัดพังงำ

๑๒. ข้อมลู ภำพถำ่ ย ข้อมูลภำพเคลอ่ื นไหว หรือข้อมลู เสียง (ระบุประเภทของสอ่ื ที่แนบไฟล์มาพร้อมคาอธบิ าย)
ขอ้ มลู ภาพถ่าย ได้แก่ ภาพขน้ั ตอนการทาหมวกใบร่มข้าว จานวน ๑๐ ภาพ
ขอ้ มลู ภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ -
ข้อมลู เสยี ง ไดแ้ ก่ .............................................................................................................................

๑๓. ข้อมูลผ้สู ำรวจและจดั เก็บ
ชอ่ื – สกุล นายยอดชาย เทพสุวรรณ์ ตาแหนง่ เจ้าหน้าทีม่ รดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
หน่วยงาน สภาวฒั นธรรมจังหวัดพังงา
สานกั งานวัฒนธรรมจังหวดั พังงา ศาลากลางจังหวัดพังงา(หลงั แรก) ถนนเพชรเกษม
ตาบลทา้ ยช้าง อาเภอเมือง จงั หวัดพงั งา ๘๒๐๐๐
โทรศพั ท์ ๐-๗๖๔๘-๑๕๙๖ ตอ่ ๑๐๔
โทรสาร ๐-๗๖๔๘-๑๕๙๕


Click to View FlipBook Version