The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เพื่อศึกษาความหมายของระบบนิเวศวิทยาและความหมายของระบบห่วงโซ่อาหารและเพื่อศึกษาอย่างเข้าใจและเกิดประโยชน์กับการเรียนการสอนของรายวิชาอีกด้วย
ผู้จัดทำหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือนักเรียนนักศึกษาที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้หากมีข้อแนะนำหรือผิดพลาดประการใดผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุไลมาน มะตาเยะ, 2023-03-21 15:47:47

ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร

เพื่อศึกษาความหมายของระบบนิเวศวิทยาและความหมายของระบบห่วงโซ่อาหารและเพื่อศึกษาอย่างเข้าใจและเกิดประโยชน์กับการเรียนการสอนของรายวิชาอีกด้วย
ผู้จัดทำหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือนักเรียนนักศึกษาที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้หากมีข้อแนะนำหรือผิดพลาดประการใดผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

เรื่อง ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร จัดท าโดย นายสุไลมาน มะตาเยะ รหัสนักศึกษา 6501122053 สาขาส่งเสริมและสื่อสารเกษตร คณะผลิตกรรมการเกษตร เสนอ อาจารย์ ดร.นภารัศม์ เวชสิทธิ์นิรภัย วิชา ระบบนิเวศวิทยาทางการเกษตรแบบยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่โจ้


ก ค ำน ำ รายงานเรื่องนี้จัดท าขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาระบบนิเวศวิทยาทางการเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อศึกษาความหมายของระบบนิเวศวิทยาและความหมายของระบบห่วงโซ่อาหารและเพื่อศึกษาอย่าง เข้าใจและเกิดประโยชน์กับการเรียนการสอนของรายวิชาอีกด้วย ผู้จัดท าหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือนักเรียนนักศึกษาที่ก าลังหาข้อมูลเรื่องนี้หากมี ข้อแนะน าหรือผิดพลาดประการใดผู้จัดท า ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดท ำ นำยสุไลมำน มะตำเยะ


ข สารบัญ เรื่อง หน้า ค ำน ำ ก สำรบัญ ข ระบบนิเวศ 1 ห่วงโซ่อำหำรและสำยใยอำหำร 1-2 กำรถ่ำยทอดพลังงำนในห่วงโซ่อำหำร 2-3 ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสิ่งมีชีวิต 4 ควำมหลำกหลำยของระบบนิเวศ 5 ระบบนิเวศในน ำ 6 วัฏจักรน ำ (water cycle) 7 วัฏจักรคำร์บอน (Carbon Cycle) 7 วัฏจักรออกซิเจน(oxygen cycle) 7 วัฏจักรไนโตรเจน (nitrogen cycle) 7 วัฎจักรฟอสเฟต (phosphorus cycle) 8 สำยใยอำหำรในระบบนิเวศ 8-9 ประเภทของห่วงโซ่อำหำร 10 บรรณำนุกรม 11


1 ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ระบบนิเวศ คืออะไร ระบบนิเวศ หรือ ecosystem คือ การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตในหนึ่งหน่วยพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิด ความสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองและปฏิสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการถ่ายทอดพลังงานและการ หมุนเวียนของสสารจากธรรมชาติสู่สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ องค์ประกอบของระบบนิเวศ มีอะไรบ้าง ระบบนิเวศมีองค์ประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ 1. องค์ประกอบทางชีวภาพ (biological component) คือ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เช่น พืช สัตว์ มนุษย์ เห็ด รา จุลินทรีย์ เป็นต้น โดยโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ผู้ผลิต (producer) ได้แก่พืช สาหร่าย โปรโตซัว เช่น ยูกลีน่า หรือเเบคทีเรียบางชนิด โดยมีบทบาทใน การน าพลังงานจากแสงอาทิตย์มากระตุ้นสารอนินทรีย์บางชนิดให้อยู่ในรูปของสารอาหาร ผู้บริโภค (consumer) ได้แก่ สัตว์ที่ด ารงชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินสิ่งมีชีวิตอื่น ได้แก่ o ผู้บริโภคพืช (herbivore หรือ primary consumer) เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ กระต่าย เป็นต้น o ผู้บริโภคสัตว์ (carnivore หรือ secondary consumer) เช่น เสือ สิงโต เหยี่ยว งู เป็นต้น o ผู้บริโภคทั้งสัตว์ทั้งพืช (omnivore) เช่น คน ไก่ ลิง เป็นต้น ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ (decomposer) ได้แก่ เห็ด รา แบคทีเรีย และจุลินทรีย์ต่างๆ ที่สามารถย่อย สลายซากพืช ซากสัตว์ หรือสารอินทรีย์ ให้เป็นสารอนินทรีย์พืชสามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้ 2. องค์ประกอบทางกายภาพ (physical component) คือ สิ่งไม่มีชีวิตในระบบนิเวศ เช่น ดิน น้ า แสง อุณหภูมิ เป็นต้น ห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหาร ห่วงโซ่อาหาร หรือ Food Chain คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็น ทอด ๆ จาก ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ท าให้มีการถ่ายทอดพลังงานในอาหารต่อเนื่องเป็นล าดับจากการกินต่อ โดย ห่วงโซ่อาหารนั้นมีทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ 1. ห่วงโซ่อาหารแบบผู้ล่า (Predator chain or Grazing food chain) เริ่มจากผู้ผลิตคือพืช ตามด้วย ผู้บริโภคอันดับต่างๆ การถ่ายทอดพลังงานจึงประกอบด้วย ผู้ล่า (Predator) และเหยื่อ (Prey)


2 2. ห่วงโซ่อาหารแบบปรสิต (Parasitic chain) เริ่มจากผู้ถูกอาศัย (Host) ถ่ายทอดพลังงานไปยังปรสิต (Parasite) และต่อไปยังปรสิตอันดับสูงกว่า (Hyperparasite) โดยภายในห่วงโซ่นี้จะใช้การเกาะกินซึ่งกัน และกัน 3. ห่วงโซ่อาหารแบบเศษอินทรีย์ (Detritus chain) เริ่มจากซากพืชหรือซากสัตว์ (Detritus) หรือสิ่งที่ไม่มี ชีวิตถูกผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์กัดกิน และผู้บริโภคซากอาจถูกกินต่อโดยผู้บริโภคสัตว์ อีกทอด 4. ห่วงโซ่อาหารแบบผสม (Mixed chain) เป็นการถ่ายทอดพลังงานระหว่างสิ่งมีชีวิตหลายๆ ประเภท อาจมีทั้งแบบผู้ล่า และปรสิต เช่น จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคพืช และไปยังปรสิตเป็นต้น สายใยอาหาร (food web) พลังงานทั้งหลายในระบบนิเวศนี้เกิดจากแสงอาทิตย์ พลังงานแสงถูกถ่ายทอดโดยเปลี่ยนรูปเป็น พลังงานศักย์สะสมไว้ในสารอาหาร ซึ่งเกิดจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แล้วถูกถ่ายทอดไปสู่ ผู้บริโภคล าดับต่างๆ ในระบบนิเวศ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนในรูปแบบที่เรียกว่า สายใยอาหาร (food web) โดยสายใยอาหารของกลุ่มสิ่งมีชีวิตใดที่มีความซับซ้อนมาก แสดงว่าผู้บริโภคล าดับที่ 2 และ ล าดับที่ 3 มีทางเลือกในการกินอาหารได้หลายทาง มีผลท าให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตนั้นมีความมั่นคงในการ ด ารงชีวิตมากตามไปด้วย การถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร สามารถแสดงผ่านสามเหลี่ยมพีระมิดทางนิเวศวิทยา (Ecological Pyramid) ได้ 3 ลักษณะ ดังนี้ • พีระมิดจ านวนของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of Numbers) คือ การแสดงจ านวนประชากรของ สิ่งมีชีวิตตามล าดับขั้นของการบริโภคในหนึ่งหน่วยพื้นที่ ซึ่งพีระมิดจ านวนของสิ่งมีชีวิตมักมีรูปลักษณ์ต่าง จากพีระมิดฐานกว้างทั่วไป เนื่องจากจ านวนประชากรในระบบนิเวศ ไม่ได้ค านึงถึงมวลชีวภาพของ สิ่งมีชีวิต ท าให้เกิดพีระมิดกลับด้านในระบบนิเวศที่มีจ านวนของผู้ผลิตน้อย แต่มีชีวมวลขนาดใหญ่ ซึ่ง สามารถรองรับผู้บริโภคจ านวนมาก ระบบนิเวศ


3 • พีระมิดมวลชีวภาพ (Pyramid of Biomass) คือ การแสดงปริมาณมวลรวมชีวภาพหรือ เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในแต่ละล าดับขั้นของการบริโภค ในรูปของน้ าหนักแห้ง (Dry Weight) ต่อหนึ่งหน่วย พื้นที่ ซึ่งพีระมิดมวลของสิ่งมีชีวิต สามารถแสดงผลของการถ่ายทอดพลังงานภายในห่วงโซ่อาหารได้ แม่นย าขึ้น ถึงแม้จ านวนหรือมวลของสิ่งมีชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาหรือฤดูกาลต่าง ๆ รวมไปถึงอัตราการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่ไม่คงที่ • พีระมิดพลังงาน (Pyramid of Energy) คือ การแสดงปริมาณพลังงานของสิ่งมีชีวิตในแต่ละ ล าดับขั้นของการบริโภคภายในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสามารถแสดงผลของการถ่ายทอดพลังงานภายในห่วงโซ่ อาหารได้ชัดเจนที่สุด โดยพีระมิดปริมาณพลังงานจะมีลักษณะเป็นพีระมิดฐานกว้างเสมอ ตามปริมาณ พลังงานของสิ่งมีชีวิตในแต่ละล าดับขั้นของการบริโภค ซึ่งจะมีค่าลดลงตามล าดับขั้นที่สูงขึ้นตาม “กฎ 10 เปอร์เซ็นต์” (Ten Percent Law) กล่าวคือ พลังงานที่สิ่งมีชีวิตแต่ละล าดับขั้นในระบบนิเวศได้รับนั้นจะ ไม่เท่ากันตามหลักของลินด์แมนกล่าวไว้ว่า พลังงานที่ได้รับจากผู้ผลิตทุกๆ 100 ส่วน จะมีเพียง 10 ส่วน เท่านั้นที่ผู้บริโภคน าไปใช้ในการด ารงชีวิตและการเจริญเติบโต และพลังงานในผู้บริโภคแต่ละล าดับทุกๆ 100 ส่วนก็จะถูกน าไปใช้แค่ 10 ส่วนนั่นเอง


4 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน 2. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. การได้รับประโยชน์ร่วมกัน (mutualism) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่ได้ประโยชน์ ด้วยกันทั้งสองชนิด ใช้สัญลักษณ์ (+, +) เช่น แมลงกับดอกไม้ แมลงดูดน้ าหวานจากดอกไม้เป็นอาหาร และดอกไม้ก็มีแมลงช่วยผสมเกสร 2. ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล (commensalism) เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยที่ฝ่ายหนึ่งได้ ประโยชน์ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ประโยชน์แต่ก็ไม่เสียประโยชน์ (+,0) เช่น ปลาฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามอาศัยอยู่ใกล้ตัวปลาฉลามและกินเศษอาหารจากปลาฉลาม ซึ่งปลาฉลามจะไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ ไม่เสียประโยชน์ 3. ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ ( +, -) ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การล่าเหยื่อ (predation) เป็นความสัมพันธ์โดยมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ล่า (predator) และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ (prey) หรือ เป็นอาหารของอีกฝ่าย เช่น งูกับกบ และภาวะปรสิต (parasitism) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีฝ่าย หนึ่งเป็นผู้เบียดเบียน เรียกว่า ปรสิต (parasite) และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของบ้าน (host)


5 ความหลากหลายของระบบนิเวศ โครงสร้างของระบบนิเวศในแต่ละแหล่งของโลกมีความแตกต่างกัน โดยบางแห่งเป็นภูเขา ที่ราบ ทะเลทราย ทะเลสาบ และทะเล ท าให้เกิดระบบนิเวศที่หลากหลายบนโลก โดยระบบนิเวศทั้งหมดนี้ จัดเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่าชีวภาคหรือโลกของสิ่งมีชีวิต (biosphere) ตารางเเสดงประเภทของระบบนิเวศ ลักษณะ และบริเวณที่พบระบบนิเวศ ประเภทของระบบนิเวศ ลักษณะ บริเวณที่พบ 1. ป่าดิบชื้น (tropical rain forest) – อยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร – ฝนตกตลอดปี อาจสูงกว่า 400 เซนติเมตรต่อปี – พบพืชพวกไม้ยาง ตะเคียน กันเกรา บุนนาค ปาล์ม เฟิน และมอสส์ – ประเทศไทย – อเมริกาใต้ – แอฟริกา – มาเลเซีย – อินโดนีเซีย – ฟิลิปปินส์ 2. ทะเลทราย (desert) – อยู่บริเวณเหนือหรือใต้เส้นศูนย์สูตร บริเวณละติจูด ที่ 30 องศาเหนือหรือใต้ – มีฝนตกอย่างน้อย 20 เซนติเมตรต่อปี – พบกระบองเพชร – ทางเหนือของแม็กซิโก – ประเทศชิลี – เปรู – แอฟริกา 3. ป่าผลัดใบ (temperate deciduous forest) – อยู่เหนือหรือใต้บริเวณที่มีทะเลทราย – อากาศอบอุ่น มีฝนตกมาก – พบพืชพวกโอ๊ก เมเปิล – อเมริกาเหนือ – ออสเตรเลีย – ยุโรป – ญี่ปุ่น 4. ป่าสน (taiga) – อากาศหนาวจัด มีหิมะในฤดูหนาว – พบไม้ไม่พลัดใบ เช่น สน – ตอนใต้ของประเทศแคนาดา – ไซยีเรีย 5. ทุนดรา (tundra) – ปกคลุมด้วยน้ าแข็ง – ไม่พบต้นไม้ใหญ่ พบหญ้ามอสส์ ไลเคน ไม่พุ่มเล็กๆ – ทางเหนือของประเทศแคนาดา – รัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกา 6. ทุ่งหญ้า (grassland) – พบหญ้าเป็นจ านวนมาก – ฝนตกไม่มาก – อเมริกาเหนือ – แอฟริกาใต้ – อาร์เจนตินา


6 ระบบนิเวศในน้ า 1. ระบบนิเวศน้ าจืดแบ่งออกเป็น 3 บริเวณ คือ บริเวณน้ าตื้น (littoral zone) บริเวณกลางน้ า (limnetic zone) และบริเวณใต้น้ า (profundal zone) ซึ่งแต่ละบริเวณมีแสงเป็นปัจจัยหลัก ที่ท าให้ สิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน 2. ระบบนิเวศน้ าทะเลแบ่งออกเป็น 4 บริเวณ คือ บริเวณน้ าขึ้น-น้ าลง บริเวณน้ าตื้น บริเวณ ขอบทวีป และบริเวณใต้มหาสมุทรซึ่งมืดมิด โดยแต่ละบริเวณมีแสง อุณหภูมิ และความเค็ม เป็นปัจจัยใน การด ารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต


7 วัฏจักรน้ า (water cycle) น้ าเป็นองค์ประกอบส าคัญในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เป็นตัวกลางของกระบวนการต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมายเพราะโลกของเราประกอบด้วยน้ า 3 ใน 4 ส่วน วัฏจักร ของน้ าจึงนับว่ามีความส าคัญต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก การเกิดวัฎจักรของน้ าตามธรรมชาติแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การระเหย การควบแน่น การเกิดฝนตก และการรวมตัวของน้ า วัฏจักรคาร์บอน (Carbon Cycle) คาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักของสารอินทรีย์ทั้งหมด ดังนั้นวัฏจักรคาร์บอนจึงเกิดควบคู่กับวัฏ จักรพลังงานในระบบนิเวศ การสังเคราะห์ด้วยแสงโดยพืช สาหร่าย แพลงก์ตอนพืชและแบคทีเรีย ใช้ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ และให้ผลผลิตเป็นคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ าตาลและเมื่อมีการหายใจ ก๊าซ ค า ร์บอนไดออกไซด์ถูกปลดปล่อยออกสู่บ ร รย าก าศอีกครั้ง แม้ว่ าในบ ร รย าก าศจะมีก๊ าซ คาร์บอนไดออกไซด์เพียง 0.03% แต่การสังเคราะห์ด้วยแสงใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศไป ถึง 1 ใน 7 ในขณะเดียวกันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจก็ชดเชยส่วนที่หายไปคืนสู่บรรยากาศ ท าให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศคงที่ตลอดเวลา วัฏจักรออกซิเจน(oxygen cycle) วัฏจักรน้ าและวัฏจักรออกซิเจน มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน เพราะต่างประกอบด้วยโมเลกุล ออกซิเจน โดยทั่วไป O2 ได้มาจากการสังเคราะห์ด้วยแสง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นน้ าในขั้นตอนการหายใจที่มี การใช้ O2 วัฏจักรออกซิเจนแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเคราะห์ด้วยแสง และการหายใจแบบ ใช้ออกซิเจน วัฏจักรไนโตรเจน (nitrogen cycle) ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบส าคัญของกรดอะมิโนซึ่งเป็นองค์ประกอบของโปรตีนทุกชนิดในสิ่งมีชีวิต พืช ใช้ไนโตรเจนได้ใน 2 รูป คือแอมโมเนียม (ammonium หรือ NH4 +) และไนเตรต (nitrate หรือ NO3 -) และแม้ว่าในบรรยากาศจะประกอบด้วยไนโตรเจนถึง 80% แต่อยู่ในรูปก๊าซไนโตรเจน (N2) ซึ่งพืชไม่ สามารถน ามาใช้ได้


8 วัฎจักรฟอสเฟต (phosphorus cycle) จะแตกต่างจากวัฎจักรอื่นๆ เช่น คาร์บอน ออกซิเจนและไนโตรเจน คือ จะไม่พบฟอสฟอรัสในบรรยากาศ ทั่วไปไม่เหมือนกับวัฏจักรที่กล่าวมา ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของของแข็งของสารประกอบฟอสเฟตเกือบ ทั้งหมด เช่น พบในชั้นหินฟอสเฟต ฟอสฟอรัสเป็นสารที่เป็นองค์ประกอบส าหรับสารพันธุกรรม เช่น DNA (deoxyribonucleic acid) และ RNA (ribonucleic acid) ซึ่งท าหน้าที่ควบคุมกระบวนการเมตาบอลิซึม และการถ่ายทอดพันธุกรรมของเซลล์ นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญส าหรับสารให้พลังงานสูงใน สิ่งมีชีวิต เรียกว่า ATP รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของฟอสโฟไลปิด (phospholipid) ในธรรมชาติ เรามักพบว่าสิ่งมีชีวิตหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิต หรือเป็นสังคม ของ กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณแหล่งที่อยู่แตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มสิ่งมีชีวิตในสระน้ าจืด ในทะเล ในป่า บนต้นไม้ใหญ่ ใต้ขอนไม้ผุ ริมก าแพงบ้านหรือแม้แต่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตก็ยังเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต บางชนิดด้วย ภาพที่ 1 ตัวอย่างภาพสายใยอาหารในระบบนิเวศ ที่มา : http://thitirat18.blogspot.com/ กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งที่อยู่แต่ละแห่งนั้นจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้งใน ลักษณะที่พึงพาอาศัยกันในรูปแบบต่างๆ และการแก่งแย่งแข่งขันกัน เป็นความสัมพันธ์ทางชีวภาพกลุ่ม สิ่งมีชีวิตยังมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของแหล่งที่อยู่ ซึ่งเป็นสภาพทางกายภาพ ได้แก่ ดิน น้ า แร่


9 ธาตุ แสงสว่าง และอื่นๆ ที่จ าเป็นต่อการด ารงชีพของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ทั้งหมดดังกล่าวประกอบกัน เป็นระบบนิเวศ พืชและสัตว์จ าเป็นต้องได้รับพลังงานเพื่อใช้ในการด ารงชีวิต โดยพืชจะได้รับพลังงานจาก แสงของ ดวงอาทิตย์ โดยใช้รงควัตถุสีเขียวที่เรียกว่า คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นตัวดูดกลืน พลังงานแสงเพื่อน ามาใช้ ในการสร้างอาหาร เช่น กลูโคส แป้ง ไขมัน โปรตีน เป็นต้น บทบาทด้าน พลังงานของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศจากพืชผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคสัตว์ ผู้บริโภคทั้งพืชและ สัตว์ และผู้ย่อยสลายอินทรียสารตามล าดับดังนี้ 1. ผู้ผลิต (producer) คือสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารเองได้ทั้งหมดในระบบนิเวศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดโดย วิ ธี สัง เ ค ร า ะ ห์ ด้ ว ย แ สง เ นื่ อง จ า ก มี ค ล อ โ ร ฟี ล ล์ เ ป็ น อง ค์ ป ร ะ ก อ บ ไ ด้ แ ก่ พื ช สี เขียว สาหร่าย โพรทิสต์ รวมทั้งแบคทีเรียบางชนิด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็น พลังงานเคมี และเก็บไว้ในโมเลกุลของสารอาหารพวกแป้งและน้ าตาล จากนั้นจะถ่ายทอดพลังงานนี้ ให้กับกลุ่มของ ผู้บริโภคต่อไป 2. ผู้บริโภค (consumer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง ต้องอาศัยการบริโภคผู้ผลิตหรือ ผู้บริโภคด้วยกันเป็นอาหารเพื่อการด ารงชีพ ผู้บริโภคยังสามารถแบ่งออกตามลักษณะและการกินได้ดังนี้ - ผู้บริโภคพืช (herbivore) ถือเป็นผู้บริโภคล าดับที่หนึ่ง เช่น กระต่าย วัว ควาย ม้า กวาง ช้าง เป็นต้น - ผู้บริโภคสัตว์ (carnivore) ถือเป็นผู้บริโภคล าดับที่สอง เช่น เหยี่ยว เสือ งู เป็นต้น - ผู้กินทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) ถือเป็นผู้บริโภคล าดับที่สาม เช่น ไก่ นก แมว สุนัข คน เป็นต้น - ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ (scavenger) ถือว่าเป็นผู้บริโภคล าดับสุดท้าย เช่น แร้ง ไส้เดือน ดิน กิ้งกือ ปลวก เป็นต้น 3. ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ (decomposer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองไม่ได้ ด ารงชีพอยู่ได้โดยการย่อย สลายซากพืชซากสัตว์ใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์จึงเป็นผู้ที่ท าให้สาร อนินทรีย์หรือแร่ ธาตุต่าง ๆ หมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบนิเวศ และผู้ผลิตสามารถน าไปใช้ในการเจริญเติบโตอีกด้วย สิ่งมีชีวิต จะสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตในเรื่องของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค เช่น ไก่กินข้าวเป็น


10 อาหาร งูกินไก่เป็นอาหาร และเหยี่ยวกินงูเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง การกินต่อกันเป็นทอด ๆ เช่นนี้ เรียกว่า โซ่อาหาร ประเภทของห่วงโซ่อาหาร 1. ห่วงโซ่แบบจับกิน เป็นห่วงโซ่ที่เริ่มต้นจากพืชไปยังสัตว์กินพืช และสัตว์กินสัตว์ตามล าดับ เช่น พืช ------> หนอน ------> นก ------> งู 2. ห่วงโซ่แบบเศษอินทรีย์ เป็นห่วงโซ่ที่เริ่มต้นจากซากอินทรีย์ จะถูกย่อยสลายด้วยผู้ย่อยอาหารซึ่งส่วน ใหญ่เป็นพวกจุลินทรีย์ แล้วถูกกินโดยสัตว์ และผู้ล่าอื่นๆอีกต่อไป เช่น เศษไม้ใบหญ้า ------> กุ้ง ------> กบ ------> นก 3. ห่วงโซ่อาหารแบบปรสิต เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มต้นจากผู้ถูกอาศัยไปยังผู้อาศัยอันดับหนึ่งแล้วไปยังผู้ อาศัยล าดับต่อๆไป เช่น ไก่ ------> ไรไก่ ------> โปโตซัว ------> แบคทีเรีย ------> ไวรัส สายใยอาหาร ( food web) ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ ห่วงโซ่อาหารไม่ได้ด าเนินไปอย่างอิสระ แต่ละห่วงโซ่อาหารอาจมี ความสัมพันธ์ กับห่วงโซ่อื่นอีก โดยเป็นความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน เช่น สิ่งมีชีวิตหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร อาจเป็นอาหาร ของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งในห่วงโซ่อาหารอื่นก็ได้ เราเรียกลักษณะห่วงโซ่อาหาร หลายๆ ห่วงโซ่ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างสลับซับซ้อนว่า สายใยอาหาร (food web) สายใยอาหารของกลุ่มสิ่งมีชีวิตใดที่มีความซับซ้อนมาก แสดงว่าผู้บริโภคล าดับที่ 2 และล าดับที่ 3 มี ท าง เ ลื อ ก ใ น ก า ร กิ น อ า ห า ร ไ ด้ ห ล า ย ท าง มี ผ ล ท า ใ ห้ ก ลุ่ ม สิ่ง มี ชี วิ ต นั้ น มี ค ว า ม มั่ น คง ในการด ารงชีวิตมากตามไปด้วย


11 บรรณานุกรม แหล่งที่มา สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2566, จาก http://thitirat18.blogspot.com/ การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ. สืบค้นเมื่อ พฤศจิกายน 2561, จาก https://sites.google.com/a/nps.ac.th/sawai2558/withyasastr/kar-thaythxdphlangngan-ni-rabb-niwes


Click to View FlipBook Version