The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-16 09:17:16

pdf_20220216_203727_0000

pdf_20220216_203727_0000

บุคคลสำคัญที่มี
ม.4/13
ส่วนสร้าง

วัฒนธรรมไทย

และ

ประวัติศาสตร์

from Angle gang

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท หรือ พระองค์เจ้านวม เป็นพระ

ราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระองค์เจ้านวมทรงได้รับการศึกษา

เบื้องต้นจากเจ้านายสตรีในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงโสกันต์แล้วได้ทรงผนวชเป็นสามเณร

ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต

ชิโนรส

พระองค์เจ้านวมทรงศึกษาวรรณคดี ศาสนา โบราณราชประเพณี และทรงศึกษาวิชาทาง

แพทย์แบบดั้งเดิมจากพระมารดาและขรัวตาขรัวยายซึ่งเป็ นแพทย์แผนโบราณแห่งตำบลบาง

ช้าง เมืองสมุทรสงคราม ทั้งยังทรงศึกษาเพิ่มเติมจากหมอหลวงและตำราต่าง ๆ จนทรงมี

ความรู้ทางแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างดี ในพ.ศ. 2371 ทรงเริ่มศึกษาความรู้ตามแบบตะวัน

ตกจากคณะมิชชันนารี ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและความรู้อื่น ๆ โดยเฉพาะวิชาการแพทย์

ในพ.ศ. 2373 ได้ทรงศึกษาจากนายแพทย์แดนบีช บรัดเล (หมอบรัดเล) และคณะ ซึ่งเป็นมิช

ชันนารีคณะต่อมา พระองค์เจ้านวมได้ทรงพยายามประยุกต์ความรู้ทางการแพทย์ตะวันตกเข้า

กับการแพทย์ดั้งเดิมของไทยในการรักษาโรคต่าง ๆ
พ.ศ. 2385 ตำแหน่งเจ้ากรมหมอหลวงว่างลง

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้พระองค์เจ้านวมเป็น

พระเจ้าน้ องยาเธอ กรมหมื่นวงศาธิราชสนิท ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมหมอหลวง ต่อมาพ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระเจ้าน้ องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท

กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การแพทย์แผนใหม่เป็ นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้น

นอกจากราชการกรมหมอหลวงแล้วยังทรงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการในกรมอื่น ๆ ด้วย เช่น ทรงกำกับ

ราชการกรมมหาดไทยและพระคลังสินค้า ทรงเป็นแม่ทัพหลวงในสงครามเชียงตุง ทรงเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่น


ดิน และเป็นพระอาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กรมหลวงวงศาธิราชสนิทสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2414 พระชนมายุได้ 64 ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล


สนิทวงศ์
ในพ.ศ. 2551 เนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 200 ปี องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง

สหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงเป็นบุคคลสำคัญ


ของโลก สาขาปราชญ์และกวี

ผลงาน / งานประพันธ์




1. ตำราสรรพคุณยา
2. โคลงจินดามณี
3. นิราศพระประธม
4. นิราศสุพรรณ
5. กลอนกลบทสิงโตเล่นหาง ใน จารึกวัดพระเชตุพน
6. กลบทชื่อสิงห์โตเล่นหาง ใน เพลงยาวกลบท
7. โคลงภาพฤาษีดัดตน

ตัวอย่างโคลงจินดามณี

จินดามณีฉบับพระนิพนธ์กรมหลวงวงษาธิราชสนิท

ข้อผูกตำนาน ตำเนอรอรรถการ ตำนานเกลากลอน
เป็นบทย่อมผูก เป็นครูอักษร เป็นโคลงกาพย์กลอน ฟัดบทต้นปลาย
อักขระเป็นหมู่ สอสามเป็นคู่ ไม้ม้วนไม้มลาย
ไม้เอกไม้โท เป็นคู่หมู่หมาย ปรฏิหารประกาย ฝนทองฟองมัน
สิถิลธนิด กาพย์กลอนฟัดติด ชิดรัดเกี่ยวพันธ์
คิดควรจงแม่น อย่าได้เสรวดสรัน อย่าเอาอื่นยรร มาใส่ใช่การ
หมู่ใดในคณะ เป็นคู่อย่าละ กาพย์โคลงพากย์หาร
บทฉันท์ใดฉงน สืบถามอย่านาน จู่ลู่ใช่การ ลิกขิตเกี้ยวพันธ์
หนึ่งสันตดิลก คู่ฉันท์โตฎก กาพย์มังกรพันธ์
บทอินทรวิเชียร คู่อาริยฉันท์ ผูกไว้ทุกสรรพ ทุกพรรณเกี้ยวการณ์

ตัวอย่างนิราศสุพรรณ

การเดินทางครั้งนี้เหนื่อยยากหนักหนาแทบจะเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา


ท่านได้เขียนเตือนบุตรหลานทั้งหลาย ในโคลงก่อนบทสุดท้ายของนิราศ คือบทที่ ๔๖๑ ว่า:

หวังไว้ให้ลูกเต้า เหล่าหลาน

รู้เรื่องเปลืองป่วยการ เกิดร้อน

อายุวัฒนะขนาน นี้พ่อ ขอเอย

แร่ปรอทยอดยากข้อน คิดไว้ให้จำฯ (๑) ๏ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้ า ดาดาว

จรูญจรัดรัศมีพราว พร่างพร้อย


ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย

เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้ าพาหนาวฯ

(๒) ๏ มหานากฉวากวุ้ง คุ้งคลอง
ชุ่มชื่นรื่นรุกขีสอง ฝั่งน้ำ
คุกคิดมิศหมายครอง สัจสวาดิ ขาดเอย
กล้าตกรกเรื้อซ้ำ โศกทั้งหมางสมรฯ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรด

เกล้าฯ ให้มีการเลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย การป้ องกันการเป็นอาณานิคม

ของจักรวรรดิฝรั่งเศสและจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการ

นับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม

สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีการนำระบบจากทางยุโรป

มาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขต

การปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และอำเภอ และได้มีการสร้าง

รถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง อยุธยา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรง

กับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ การก่อตั้ง

การประปา การไฟฟ้ า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ ส่วน

การคมนาคม ให้มีการขุดคลองหลายแห่ง

การเมืองการปกครอง

ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) และ

สภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวีเคาน์ซิล) ในปี พ.ศ. 2417 และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น "เคาน์

ซิลลอร์" ให้มีอำนาจขัดขวางหรือคัดค้านพระราชดำริได้ และทรงตั้งพระราชวงศานุวงศ์ 13 พระองค์ และ

ขุนนางอีก 36 นาย ช่วยถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำเนินการต่าง ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหา

ศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขุนนางสกุลบุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็นว่าสภาที่ปรึกษาเป็น

ความพยายามดึงพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดความขัดแย้งที่เรียก

ว่า วิกฤตการณ์วังหน้ า[19] วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้การปฏิรูปการปกครองชะงักลงกระทั่ง พ.ศ. 2428
พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ซึ่งพระองค์

เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบรา

ชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการปกครอง

แบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเริ่มทดลองแบ่งงานการปกครองออกเป็น 12 กรม (เทียบเท่า

กระทรวง)
พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง "เสนาบดีสภา" หรือ "ลูกขุน ณ ศาลา" ขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435 ได้ตั้ง

องคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อวินิจฉัยและทำงานให้สำเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ

"ลูกขุน ณ ศาลาหลวง" ขึ้นเพื้อปรึกษาราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี "การ

ชุมนุมเสนาบดี" อันเป็นการประชุมปรึกษาราชการที่มุขกระสัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ด้วยความพอพระทัยในผลการดำเนินงานของกรมทั้งสิบสองที่ได้ทรงตั้งไว้เมื่อ พ.ศ. 2431 แล้ว พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศตั้งกระทรวงขึ้นอย่างเป็นทางการจำนวน 12 กระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435

อันประกอบด้วย

1.กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบงานที่เดิมเป็นของสมุหนายก ดูแลกิจการพลเรือนทั้งหมดและบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่าย

เหนือและชายทะเลตะวันออก

2.กระทรวงนครบาล รับผิดชอบกิจการในพระนคร
3.กระทรวงโยธาธิการ รับผิดชอบการก่อสร้าง
4.กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศึกษา
5.กระทรวงเกษตรพานิชการ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์
6.กระทรวงยุติธรรม ดูแลเรื่องตุลาการ
7.กระทรวงมรุธาธร ดูแลเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์
8.กระทรวงยุทธนาธิการ รับผิดชอบปฏิบัติการการทหารสมัยใหม่ตามแบบยุโรป
9.กระทรวงพระคลังสมบัติ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงการคลัง
10.กระทรวงการต่างประเทศ (กรมท่า) รับผิดชอบการต่างประเทศ
11.กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบกิจการทหาร และบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้
12.กระทรวงวัง รับผิดชอบกิจการพระมหากษัตริย์

พระราชนิพนธ์
มีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 12 เรื่อง
1. ไกลบ้าน
2. ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน
3.พระราชนิพนธ์จดหมายเหตุรายวัน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จประพาสเกาะชวาครั้งหลัง
4. เงาะป่ า
5. นิทราชาคริต
6. พระราชพิธีสิบสองเดือน
7. กาพย์เห่เรือ
8. คำเจรจาละครเรื่ องอิเหนา
9. ตำราทำกับข้าวฝรั่ง
10. พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี
11. โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์
12. โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ

ตัวอย่างพระราชนิพนธ์

กาพย์เห่เรือ

เนื้อเรื่องพรรณนาความถึงสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทาง พร้อมกับเชื่อมโยงกับความรักความผูกพันและความรำลึกถึง
นางผู้เป็นที่รักที่ต้องพรากจากมา บทเห่เรือนี้แบ่งออกเป็น 4 ตอน
ตอนที่ 1 บทเห่ชมสวน เริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์ยานี 19 บท กล่าวถึงเรือที่แล่นเลื่อนเข้าไปในอุทยาน
กวีชมความงามของไม้ดอกนานาพรรณ เช่น นางแย้ม รสสุคนธ์ สาวหยุด เป็นต้น อันทำให้หวนคิดถึงนางที่รักที่ต้อง
พลัดพรากกัน
ตอนที่ 2 บทเห่ชมนก เริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์ยานี 8 บท กล่าวถึงนกชนิดต่างๆ ที่ได้พบเห็น เช่น
โนรี แก้ว สัตวา เป็นต้น อันทำให้นึกถึงเมื่อครั้งกวีเคยอยู่ร่วมกับนางที่รัก
ตอนที่ 3 บทเห่ชมไม้ เริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์ยานี 10 บท กล่าวถึงไม้ต่างๆ เช่น สลัดได สท้อน ศุกก
รม เป็นต้น โดยเชื่อมโยงความคิดกับความรักและความคิดถึงนาง
ตอนที่ 4 บทเห่ชมโฉม เริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์ยานี 10 บท พรรณนาความงามของนางที่กวีพึงใจรัก
โดยพรรณนาไปทีละส่วน ตั้งแต่ใบหน้ าลงจดเท้า รวมถึงเสียงพูดที่ไพเราะของนางด้วย กวีมีความหวังที่จะได้ครองรักกับ
นางในวันข้างหน้ า

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นามเดิม
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ใน พระบาทสมเด็จพระมหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใน
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมพรรษาจึงนับเป็น พระกุลเชษฐ์
พระองค์ปัจจุบันใน พระบรมราชจักรีวงศ์

พระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดย
เฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้
ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

ด้านการทหาร

ในกิจทางด้านการทหารนั้น ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21
รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษา

พระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติ
งานพร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เป็ นประจำ

ด้านการเกษตร

ในด้านการเกษตร จะทรงเน้ นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืช
สมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่ง
แต่ละโครงการจะเน้ นให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกร
สามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตรเพียงอย่าง
เดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้ าอากาศ หรือความแปรปรวนทางการ
ตลาด แต่ เกษตรกรควรจะมีรายได้จากด้านอื่นนอกเหนือไปจากการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะได้พึ่ง
ตนเองได้ในระดับหนึ่ ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปี หลวง

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ในวันที่
พระองค์ประสูตินั้นฝนตกหนักมากราวกับฟ้ ารั่ว เหมือนนาคให้น้ำบริเวณนั้น พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ

ผนวช

เมื่อพระชันษาได้ 8 ปี ทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลี จนสามารถแปลธรรมบทได้ก่อนผนวชเป็นสามเณร

นอกจากนี้ยังทรงศึกษาภาษาอังกฤษและโหราศาสตร์ อีกด้วย ถึงปี พ.ศ. 2416 เมื่อพระชันษาได้ 13
ปี ได้ทรงผนวชเป็นสามเณร โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระ
อุปัชฌาย์ และหม่อมเจ้าพระธรรมมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) ทรงเป็นผู้ประทานศีล 10 หลัง
จากทรงบรรพชาแล้วได้ประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณ 2 เดือน จึงทรงลาผนวช

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

หม่อมราโชทัย ( ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร )

หม่อมราโชทัย นามเดิม หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร (ชื่อเล่น;คุณชายกระต่าย) (12 มิถุนายน
พ.ศ. 2363 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2410) เป็นบุตรของพระวงศ์เธอ กรมหมื่นเทวานุรักษ์ เป็นพระ
นัดดาของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (พระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริ
เยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2) และเป็นพระปนัดดาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ ากรมพระ
ศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระเชษฐินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช

หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร เกิดตอนปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ
เจริญวัย บิดาได้นำไปถวายตัวอยู่กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นยังดำรงพระ
อิสริยยศเป็นเจ้าฟ้ ามงกุฎ สมมุติเทวาวงศ์ พงศาอิศวรกระษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร เมื่อเจ้าฟ้ ามงกุฎ
ผนวช หม่อมราชวงศ์กระต่ายก็ได้ตามเสด็จไปรับใช้ ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้ ามงกุฎทรงสนพระราชหฤทัยใน
ภาษาอังกฤษ หม่อมราชวงศ์กระต่ายก็ได้ศึกษาตามพระราชนิยม โดยมีมิชชันนารีที่เข้ามาสอน
ศาสนาเป็นผู้สอน จนได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ภาษาอังกฤษดี จนเจ้าฟ้ ามงกุฎทรงใช้ให้เป็นตัวแทน
เชิญกระแสรับสั่งไปพูดจากับชาวต่างชาติได้เป็ นอย่างดี

หม่อมราโชทัย ( ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร )


Click to View FlipBook Version