The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมเรื่องผมปัญญาอ่อน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tanyawee Pongnakapitak, 2023-07-10 13:00:36

วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมเรื่องผมปัญญาอ่อน

วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมเรื่องผมปัญญาอ่อน

1 การวิเคราะห์ตัวละครปัญญาอ่อนในวรรณกรรมเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ธันยวีร์ พงศ์นาคะพิทักษ์1 1.บทน า วรรณกรรมเยาวชนประเภทนวนิยายจดัวา่เป็นบนัเทิงคดีที่เราน้นัมกัจะเรียกกนัวา่“วรรณกรรม ส าหรับเยาวชน” หรือใช้อีกคา ว่า “นวนิยายส าหรับเด็ก” ปราณีเชียงทอง (2526) ได้ให้ความหมาย ของวรรณกรรมเยาวชน ซ่ึงสรุปได้ว่า วรรณกรรมเยาวชน หมายถึง หนังสือที่เขียนข้ึนส าหรับเด็ก ซ่ึงมีความเหมาะสมและมีความน่าสนใจสา หรับการอ่านในวยัต่าง ๆ ของเดก็ต้งัแต่ในวยัเดก็จนถึงวยัรุ่น ซ่ึงเดก็สามารถที่จะเลือกอ่านไดอ้ยา่งตามใจชอบ โดยที่ไม่มีการบงัคบั ในการเขียนวรรณกรรมเยาวชน ผูศ้ึกษาพบว่า วรรณกรรมเยาวชน เรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” เป็ นงานเขียนวรรณกรรมที่เล่าถึงเรื่องราวของเด็กผูช้ายคนหน่ึงที่เขาเป็นเด็กพิเศษ แลว้สะทอ้นมุมมอง การคิด การมองโลกและการปรับตวัอยรู่ ่วมกนักบัผอู้ื่นในสงัคม วรรณกรรมเล่มน้ียงัเป็นตวัแทนในการ สื่อถึงความคิด ความอ่าน ของคนในสังคมที่โดนดูถูกเหยียดหยาม อีกท้งัวรรณกรรมเรื่องน้ียงสะท้อน ั ภาพความคิด และมุมมองของ “บุคคลพิเศษ” ที่ดูมีความสุข สดใสอยเู่สมอการมองโลกในแง่ดีและคิด ว่าทุก ๆ คนหวงัดีต่อเขา เนื่องจาก “บุคคลพิเศษ” มีกระบวนการทางความคิดที่ไม่สลับซับซ้อน จึงทา ใหเ้ขา “ไม่คิดมาก” เหมือนอยา่งคนปกติทวั่ ไป สภาพสังคมในปัจจุบนั ให้การยอมรับในการทา กิจกรรมในสังคมร่วมกนักบัเด็กพิเศษมากข้ึน รวมไปถึงมีการพฒันาให้เด็กทวั่ ไปสามารถเรียนร่วมกบัเด็กพิเศษได้ซ่ึงแตกต่างจากสมยัก่อนที่เด็ก พิเศษจะถูกกีดกนัแบ่งแยกออกจากเด็กทวั่ๆ ไป เนื่องจากเด็กพิเศษจะมีพฒันาการที่ค่อนขา้งชา้กวา่เดก็ คนอื่น และอาจจะมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ ด้วย เช่น การพูด การคิด ทัศนคติการมองโลก และการควบคุมอารมณ์วงพกัตร์ภู่พนัธ์ศรี(2540 : 5)กล่าวว่าถึงแมเ้ด็กเหล่าน้ีจะมีลกัษณะเบี่ยงเบน (deviate) ไปจากเด็กปกติแต่ความต้องการพ้ืนฐาน (Basic Needs) ของเด็กเหล่าน้ีในเรื่องของ ความตอ้งการมีชีวิตและการพฒันาการในดา้นต่าง ๆ ก็มีลกัษณะเหมือน ๆ กนักบัเด็กปกติทวั่ๆ ไป เพียงแต่ว่าเด็กเหล่าน้ีอาจจะมีความตอ้งการที่นอกเหนือไปจากเด็กปกติบา้งในบางเรื่องเพื่อที่จะช่วย เสริมสร้างสิ่งที่เด็กเหล่าน้นัยงขาดหรือ ั ยังบกพร่องอยู่ซึ่งจะช่วยทา ให้ตวัเด็กเองสามารถพฒันาไปได้ อยา่งเตม็ที่เช่น เด็กเหล่าน้ีมกัตอ้งการการยอมรับจากเพื่อนและสังคมมากกวา่เด็กปกติท้งัน้ีก็เพราะเด็ก พิเศษเหล่าน้ีมกัจะไม่มีใครใหค้วามสนใจไม่ไดร้ับการเหลียวแลเหมือนเด็กปกติทวั่ๆ ไป ซ่ึงทา ใหพ้วก เขาต้องเก็บตวัอยเู่ฉพาะในสังคมของพวกเขาเองและส่งผลให้เด็กเหล่าน้ีมีความรู้สึกว่าถูกสังคมกีดกนั หรืออาจจะรู้สึกถึงการที่ไม่ไดรับ้ การยอมรับเหมือนเด็กปกติทวั่ๆ ไป 1 รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชาวรรณกรรมวิเคราะห์ภาคการศึกษาตน้2563คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลยัทกัษิณ


2 2.ภูมิหลงั 2.1 ผู้แต่ง : หวัง ซู เฟิ น แปลโดย : หวัง เผิง ภาพที่ 1 หน้าปก วรรณกรรมเยาวชนเรื่องผมปัญญาอ่อน 2.2 เรื่องย่อผมปัญญาอ่อน เรื่องราวของเดก็ชายที่ใคร ๆ ต่างกเ็รียกเขาวา่“ไอป้ ัญญาอ่อน” เขามีชื่อวา่“เผงิเถี่ย หนนั” เผิงเถี่ยหนัน ไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อนจริง ๆ เพราะคา ว่า ปัญญาอ่อน คา นิยามน้ันหมายถึง เด็กที่มี ผลวดัระดบัเชาวป์ ัญญาต่า กวา่25คะแนน แต่เขาทา ไดถ้ึง 70คะแนน เขาสามารถที่จะสื่อสารกบัผคู้นได้ จึงจดัอยู่ในขอบข่ายของ “การบกพร่องทางปัญญาชนิดที่พออบรมสั่งสอนได”้อย่างไรก็ดีในยุคที่เต็ม ไปด้วยการแข่งขนัและแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกนัน้ัน การอ่อนด้อยทางปัญญาก็ย่อมที่จะทา ให้เขาตอ้ง ประสบกบัการดูถูกเหยยีดหยาม ถูกกลนั่แกลง้จากคนรอบขา้งแต่เด็กคนน้ีกลบัมีแต่ความร่าเริงแจ่มใส แต่ก็แอบมีความกลวัแบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เขาไม่ไดรู้้สึกว่าเป็นทุกข์ใจ และไม่ไดว้ิตกกงัวลกบั สิ่งต่าง ๆ ไม่มีความโกรธแคน้ต่อใคร หรืออะไรบนโลกใบน้ีในเรื่องน้ียงัมีตวัละครที่กลา้หาญ ก็คือ “หลิน เจียอิน” เธอคนน้ีเป็นหวัหนา้ช้นัเรียน เธอกลา้ที่จะออกมาปกป้องเด็กปัญญาอ่อน เพื่อเผชิญหนา้ กบัทุกคนที่เขา้มารังแก ส่วนเด็กปัญญาอ่อนอีกคนก็คือ“ขาเป๋” เพื่อนร่วมช้นัเรียนของเด็กปัญญาอ่อน ผูซ้่ึงคอยเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเด็กปัญญาอ่อนทุกคร้ังที่เขาโดนกลนั่แกล้งหรือโดนเอารัด เอาเปรียบ และเขายนิดีที่จะเป็นเพื่อนกบัเดก็ ปัญญาอ่อนไปจนตลอดชีวิต การกระทา ที่สูงส่งของพวกเขา ทา ใหเ้ราตอ้งยอมรับวา่“ความรักกค็ือความกลา้อยา่งหน่ึง”


3 3. เอกสารเกี่ยวกับเด็กปัญญาอ่อน บทน้ีผูศ้ึกษาจะน าเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเด็กปัญญาอ่อน ซึ่ งจากการศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวขอ้งกบัเด็กปัญญาอ่อน ประกอบด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกบัความหมายของเด็กปัญญาอ่อน ประเภทของ เด็กปัญญาอ่อน สาเหตุของการที่ท าให้เด็กปัญญาอ่อน ลกัษณะของเด็กปัญญาอ่อน และพฤติกรรมของ เดก็ ปัญญาอ่อน ซ่ึงจากการศึกษาขอ้มูลดงักล่าว สามารถสรุปไดด้งัน้ี 3.1 ความหมายของเด็กปัญญาอ่อน อรนุช ลิมตศิริ (2553 : 34 ;อ้างถึงใน Grossman: 19831, 1) ให้ความหมายของเด็กปัญญาอ่อน ไว้ว่า สมาคมอเมริกันว่าด้วยความผิดปกติทางสติปัญญา ได้ให้ค านิยามของเด็กปัญญาอ่อนว่า “เด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีสติปัญญาต่า กว่าเด็กปกติโดยทวั่ ไป ซ่ึงส่งผลให้เด็กเหล่าน้นัมีปัญหา ในการปรับตัว ทา ให้เด็กไม่สามารถปรับตวัไดเ้หมือนเด็กปกติพฤติกรรมดงักล่าวจะแสดงให้เห็นได้ ในช่วงพฒันาการในวยัเดก็ คือแรกเกิด -18 ปี 3.2 พัฒนาการของเด็กปัญญาอ่อน ผดุง อารยะวิญญู (2542 : 67) กล่าววา่เดก็ ปัญญาอ่อนเป็ นเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านภาษาและ การพดูล่าชา้กวา่วยัเนื่องจาก มีความบกพร่องทางระดบัสติปัญญาทา ใหพ้ฒันาการทุกดา้นล่าชา้ไปกวา่ เด็กปกติที่อยู่ในวยัเดียวกนัสาเหตุของความผิดปกติอาจเกิดจากภาวะการเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งอาจจะเกิดข้ึนในระยะต้งัครรภ์ระหว่างการคลอด หรือในตอน หลังคลอด ส่งผลใหเ้ดก็อาจมีความผดิปกติซ้า ซอ้นทางกายไดแ้ก่ลิ้นหวัใจรั่ว มีความผดิปกติของสายตา การไดย้นิบางรายอาจมีปัญหาทางดา้นพฤติกรรมร่วมดว้ยเช่นอยไู่ม่นิ่งแยกตวักา้วร้าว รวมไปถึงเด็ก จะมีความบกพร่องทางภาษาและการพูด คือ พูดล่าชา้กวา่วยัเด็กจะพูดคา แรกที่มีความหมายได้เร็วหรือ ล่าชา้เพียงใดข้ึนอยกู่บัระดบัสติปัญญา หรืออาจจะพูดและสื่อความหมายไม่ไดเ้ลยถา้มีความบกพร่อง ทางสติปัญญาข้นัรุนแรง นอกจากน้ียงัมีปัญหาพดูไม่ชดั เสียงผิดปกติ จังหวะการพูดผิดปกติ 3.2.1 ระดับสติปัญญา เมื่อวัดระดับสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบตามมาตรฐานแล้ว เด็กปัญญาอ่อนจะมีระดับ สติปัญญาต่า กว่าเด็กปกติโดยทั่วไปและมีพฒันาการช้ากว่าเด็กปกติในเรื่องของความจ า การหา ความสมัพนัธ์และการจา แนกประเภทของขอ้มูลข่าวสารต่าง ๆ ทางดา้นเหตุผลและการตดัสินใจ กรอสแมน (Grossman : 1983)ไดแ้บ่งระดบัสติปัญญา (IQ) ของเดก็ ปัญญาอ่อนไวด้งัน้ี 1. เดก็ ปัญญาอ่อนเลก็นอ้ย(Mild) หมายถึง เดก็ ปัญญาอ่อนที่มีระดบัสติปัญญาอยรู่ะหวา่ง50-55 ถึง 70 วดัโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานคือมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ต่า กว่า ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 ถึง 3 เมื่อค่าเฉลี่ยของระดบัสติปัญญาเท่ากบั100 และผลการประเมินพฤติกรรม การปรับตวัต่า กวา่เกณฑป์กติ


4 2. เดก็ ปัญญาอ่อนปานกลาง (Moderate) หมายถึง เดก็ ปัญญาอ่อนที่มีระดบัสติปัญญาอยรู่ะหวา่ง 35-40 ถึง 50-55 วดัโดยใชแ้บบทดสอบมาตรฐานคือมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ต่า กว่าค่าเฉลี่ยระหว่าง 3 ถึง 5 เมื่อค่าเฉลี่ยของระดบัสติปัญญาเท่ากบั100 และการประเมินผลทาง พฤติกรรมต่า กวา่อายตุามปฏิทิน 3. เด็กปัญญาอ่อนข้นัรุนแรงและรุนแรงมาก (Severe & Profound) หมายถึง เด็กปัญญาอ่อน ที่มีระดบัสติปัญญาต่า กวา่35 3.2.2 พฤติกรรมในการปรับตัว (Adaptive Behavior) อรนุช ลิมตศิริ (2553 : 35 อ้างถึงใน กรอสแมน (Grossma : 1983))ความว่า พฤติกรรมในการ ปรับตัว หมายถึง การที่บุคคลสามารถที่จะปรับตวัให้เขา้กบัสังคม มีความเป็นอยู่อย่างอิสระ มีความ รับผิดชอบต่อสังคมตามเกณฑอ์ายแุละความคาดหวงัในบริบทของแต่ละสังคม ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไป ตามความคาดหวงัของแต่ละสังคม เช่น ในสังคมเกษตรกรรมที่อาศยัแรงงานเป็นหลกัมกัจะไม่คาดหวงั ใหเ้ด็กอ่านออกเขียนได้มากนักเด็กที่ปัญญาอ่อนเลก็นอ้ยอาจไม่ถูกมองวา่เป็นเด็กพิเศษ ในทางตรงข้าม คือในสังคมอุตสาหกรรมที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีสูง คนในสังคมถูกคาดหวงัใหอ้ ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็ น เดก็ ปัญญาอ่อนเลก็นอ้ยกลุ่มเดิมน้ีจะเผชิญกบั ปัญหาในการศึกษาและทางดา้นสงัคม จากคา จา กดัความดงักล่าวจึงมีผูไ้ม่เห็นดว้ยที่จะรวมเอาพฤติกรรมในการปรับตวัมารวมอยใู่น ความหมายของเด็กปัญญาอ่อน แต่อย่างไรก็ตามนักการศึกษาส่วนใหญ่รวมท้งันักจิตวิทยาเห็นพอ้ง ตอ้งกนั ในการนา เอาเรื่องของพฒันาการที่ล่าชา้ทางสติปัญญาและขอ้บกพร่องในการปรับตวัทางสังคม เป็นตวับ่งช้ีที่สา คญัของเดก็ ปัญญาอ่อน 3.3 ประเภทของเด็กปัญญาอ่อน อรนุช ลิมตศิริ (2553 : 35-36) ไดก้ล่าวถึงประเภทของเดก็ ปัญญาอ่อนไวด้งัน้ี 3.3.1 เดก็ ปัญญาอ่อนเลก็นอ้ย หรืออาจเรียกวา่เดก็ ปัญญาอ่อนที่เรียนหนงัสือได้ (Educable Mentally Retarded) มีความสามารถดงัน้ี 1) สามารถเรี ยนได้ในระดับประถมศึกษา และเรี ยนได้สูงสุดประมาณ ประถมศึกษาปีที่6และตอ้งไดร้ับการศึกษาพิเศษและการปรับหลกัสูตรใหเ้หมาะสมกบัเดก็ 2) เมื่อโตเป็นผใู้หญ่สงัคมคาดหวงัวา่หลงัจากที่ไดร้ับการศึกษาพิเศษแลว้ จะเป็นผใู้หญ่ที่สามารถปรับตวัและทา งานที่ไม่อาศยัทกัษะมากนกั เนื่องจากเป็ นการยากที่จะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของเด็กประเภทน้ีออกจากเด็ก ปกติเมื่ออยใู่นวยัอนุบาลจนกระทงั่เมื่อเด็กโตข้ึนและอยใู่นสังคมที่คาดหวงัวา่การเรียนรู้เป็นส่วนสา คญั ของสังคม จึงสามารถบอกไดว้า่เดก็เหล่าน้ีเป็นเดก็ ปัญญาอ่อนที่เรียนหนงัสือได้


5 3.3.2 เด็กปัญญาอ่อนปานกลาง หรือเด็กปัญญาอ่อนที่ฝึกอบรมได้(Trainable Mentaly Retarded) มีความสามารถดงัน้ี 1) สามารถพดูไดม้ีพฒันาการชา้พอช่วยตวัเองไดต้อ้งการการควบคุมดูแล จากผู้ใกล้ชิด 2) สามารถเรียนไดถ้ึงประมาณช้นั ประถมศึกษาปีที่4 หากไดร้ับ การศึกษาพิเศษ 3) สามารถเรียนเกี่ยวกบัความรู้พ้ืนฐานและทกัษะในการประกอบอาชีพ ที่ไม่ตอ้งการทกัษะมากนกั สามารถท างานในโรงงาน ในอารักษไ์ด้แต่ตอ้งการการดูแลและเอาใจใส่ จากผู้ใกล้ชิด 4)ควรไดร้ับการฝึกใหม้ีทกัษะในการช่วยเหลือตนเองหรือทกัษะทางสงัคม 5) สามารถช่วยเหลือตนเอง ในการแต่งกายเขา้หอ้งน้า ทานอาหารเองได้ 6) สามารถป้องกนัอนัตรายที่จะเกิดแก่ตนเองจากบา้นโรงเรียนและในละแวก เพื่อนบ้านได้ 7) ปรับตวัทางสงัคมไดเ้ช่นเรียนรู้ที่จะแบ่งปันและใหค้วามร่วมมือ 8) สามารถอ่านสญัลกัษณ์และสามารถนบัได้ 3.3.3 เด็กปัญญาอ่อนข้นัรุนแรงและรุนแรงมาก หรืออาจเรียกไดว้่า เด็กปัญญาอ่อน ประเภทที่ต้องพึ่งคนอื่น (Dependent Mentally Retarded) มีลกัษณะดงัน้ี 1) มีปัญหาในการเคลื่อนไหวพดูไม่ค่อยไดห้รือพดูไม่ไดเ้ลย 2) ช่วยตวัเองไม่ไดต้อ้งการการดูแลเอาใจใส่จากผใู้กลช้ิด 3) เรียนหนงัสือไม่ได้ 3.4 สาเหตุของการที่ท าให้เด็กปัญญาอ่อน อรนุช ลิมตศิริ (2553 : 36-37 อ้างถึงใน Abroms & Bennett, 1980) ไดก้ล่าวถึงสาเหตุของ การที่ทา ใหเ้ดก็ ปัญญาอ่อน ไวด้งัน้ี 1)ความผิดปกติของยีนส์ / โครโมโซม (Chromosomal Abnormalities) ความผิดปกติของยีนส์ที่สังเกตได้ชัดคืออาการของเด็กดาวน์ซินดรอม (Down Syndrome) เนื่องจากเด็กมีโครโมโซมเกินมาคือ 47 โครโมโซม ซ่ึงในเด็กปกติจะมีแค่46 โครโมโซม ทา ให้เด็กปัญญาอ่อนเล็กน้อยหรือปัญญาอ่อนปานกลาง และมีปัญหาเกี่ยวกบัการไดย้ิน โครงกระดูก และปัญหาเกี่ยวกบัหวัใจ สาเหตุของดาวน์ซินดรอมน้นัเกี่ยวขอ้งกนักบัอายขุองมารดากล่าวคือ มารดาที่ อายุ 35 ปีหรือมากกว่าน้นัสามารถให้กา เนิดลูกที่เป็นดาวน์ซินดรอมไดม้ากกว่า 50% นอกจากน้ียีนส์ ของพอ่เองกเ็ป็นผทู้ี่มีส่วนทา ใหลู้กเป็นดาวน์ซินดรอมไดถ้ึง20-25%


6 2) สาเหตุจากสารพิษ จากงานวิจัยท าให้พบว่ามารดาที่ดื่มสุรามากขณะต้งัครรภ์สามารถส่งผลให้ลูกเป็น ปัญญาอ่อนไดเ้พราะแอลกอฮอลจ์ะละลายเข้าไปในเส้นเลือดและท าลายการท างานของระบบประสาท ของทารกเนื่องจากทารกรับสารอาหารจากมารดา นอกจากน้ีแลว้สารพิษจากตะกวั่ที่อยใู่นบรรยากาศ หรือจากสีทาบา้นน้นัอาจสะสมในร่างกายส่งผลในเดก็ในครรภเ์ป็นปัญญาอ่อนได้ วงพกัตร์ภู่พนัธ์ศรี(2540 : 72-74) ได้อ้างถึงแนวคิด และนิยามของนักจิตวิทยาเด็ก พิเศษท่านอื่น ๆ เช่น Tredgold Doll และ Davenportไวด้งัน้ี Tredgold แบ่งสาเหตุของการเป็นปัญญาอ่อนออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. Primary amentia ซึ่งหมายถึง สาเหตุเกิดจากพนัธุกรรม 2. Secondary amentia ซึ่งหมายถึง สาเหตุที่เกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การไดร้ับเช้ือโรคเป็ นต้น Doll ไดแ้บ่งสาเหตุของการเป็นปัญญาอ่อนออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. Endogenous type หมายถึง สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของ Psychobiological insufficiency 2. Exogenous type หมายถึง สาเหตุเกิดจากพัฒนาการของบุคคลต้องเบี่ยงเบน ไปจากปกติอันเนื่องมาจาก สิ่งแวดลอ้มภายนอก Davenport ไดก้ล่าวถึงสาเหตุของการเป็นปัญญาอ่อนวา่เกิดจาก 1. ความไม่ปกติของ germ plasma 2. ความผดิปกติในระยะการปฏิสนธิของไข่ 3. ความผิดปกติในระยะ embryo 4. ความผิดปกติในระยะ fetus 5. ความผิดปกติในขณะคลอด 6. ความผิดปกติในระยะที่เป็ นทารกและในวัยเด็ก สรุปสาเหตุของการเป็นปัญญาอ่อนไดเ้ป็น 2 ประเภทคือ 1. พันธุกรรม ซ่ึงนับว่าเป็นตวัถ่ายทอดลกัษณะส าคญัจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลาน โดยอาศัยยีนส์ (genes) ถา้หากว่ายีนส์ผิดปกติแลว้จะทา ให้เด็กเป็นปัญญาอ่อนได้หรือเรียกอยา่งง่าย ๆ ว่าสาเหตุเกิดจากยีนส์นั่นเอง (genetic causes) เช่นจากการศึกษาของ Allen (1958) พบว่าพวกปัญญา อ่อนชนิด Mongolism เกิดจากโครโมโซมผิดปกติซ่ึงไดผ้ลเช่นเดียวกบัการวิจยัของ Tjio และ Levan (1959) ที่พบว่าพวก Mongolism น้ันมีจา นวนโครโมโซมมากกว่าปกติ(โดยทวั่ ไปคนเราจะมีเพียง 46 โครโมโซม แต่เด็กพวกน้ีมีถึง 48 โครโมโซม) และ Gottesman (1963) ไดค้น้พบต่อไปอีกวา่สาเหตุของ Mongolism เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่47 และจากการวิจัยของ Goddard ที่ได้ศึกษา


7 ตระกูลของ Martin Kallikak พบวา่ ในขณะที่เกิดสงคราม Kalikak ไดแ้ต่งงานกบัคนปัญญาอ่อนซ่ึงต่อมา พบวา่มีลูกหลานที่มีลกัษณะปัญญาอ่อนถึง 77 เปอร์เซ็นต์ สรุปไดว้า่พนัธุกรรมกม็ีอิทธิพลต่อระดบัสติปัญญาของเดก็มาก แต่กย็งัไม่มีจา นวนเปอร์เซ็นตท์ ี่แน่นอน 2. สิ่งแวดลอ้ม ซ่ึงสามารถแบ่งออกไดห้ลายอยา่งดว้ยกนัดงัน้ี 2.1ในระยะก่อนคลอด (Prenatal) ในขณะที่มารดากา ลงัต้งัครรภม์ารดาอาจจะ 2.1.1 ไดร้ับเชื่อโรคหรือเกิดการติดเช้ือ(infection) เช่น มารดาเป็ นหัด เยอรมันซิฟิ ลิสซึ่งมีผลท าให้เซลล์ในสมองถูกท าลาย หรือเสื่อมคุณภาพ 2.1.2 การขาดโภชนาการที่ดี (Nutrition Deprivation) คือการที่มารดา ไดร้ับอาหารไม่เพียงพอที่จะบา รุงร่างกาย ทา ใหร้่างกายอ่อนแอ หรือการขาดพวกวิตามินต่าง ๆ 2.1.3ความผดิปกติของต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนบางชนิด เช่น เดก็ ปัญญาอ่อนชนิด Mongolism เกิดจากการทา งานของPituitary gland ไม่ปกติส่วนพวก 2.1.4 การได้รับสารพิษต่าง ๆ (Toxic agents) ซึ่งอาจจะเป็ นอันตราย ต่อเน้ือเยอื่เซลล์ของสมอง ทา ใหเ้ซลลต์ ่างทา งานไม่ไดต้ามปกติเช่น มารดาทานยาแกป้วด ตลอดจนของ มึนเมา 2.1.5ลกัษณะเลือดพอ่กบัเลือดแม่ไม่เขา้กนั (Rh-factor) 2.2ในขณะคลอดซ่ึงสาเหตุอาจจะเกิดจาก 2.2.1 การคลอดก่อนก าหนด (Pre-mature birth) ซ่ึงมีผลต่อความ ผิดปกติของเด็กมากจากการศึกษาพบวา่ความผิดปกติของสมองจะเพิ่มมากข้ึนถา้น้า หนกัของเด็กที่เกิด ใหม่ลดลงพบว่าเด็กที่มีน้า หนักน้อยกว่า 1,501 กรัม (ประมาณ 3 ปอนด์ 3 ออนซ์) จะมีความผิดปกติ ทางสมองถึง 50.9 เปอร์เซ็นต์ 2.2.2 การได้รับอันตรายขณะคลอด (Birth injures) เช่นการวิจยัของ SuIireiber พบว่าในขณะที่คลอด ถา้หากว่าเด็กไดร้ับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะท าให้เยื่อสมองถูกท าลาย หรือในขณะทา คลอดน้ัน บางคร้ังมารดาต้งัครรภ์ผิดปกติซึ่งแพทย์ต้องอาศัยเครื่องมือช่วยเหลือ เช่น ใช้คีมคีบ ซ่ึงอุปกรณ์เหล่าน้ีอาจจะไปทา ให้ระบบประสาทของเด็กไดร้ับความกระทบกระเทือนทา ให้ สมองเสื่อมได้ 2.2.3 ภายหลังจากการคลอด (Postnatal Causes) มีเด็กจา นวนไม่นอ้ย ทีเดียวที่ตอนคลอดออกมาเด็กมีลกัษณะปกติแต่หลงัจากน้นัเด็กเกิดไดร้ับเช้ือเช่น ไวรัส จึงท าให้เด็กมี ไข้สูงและเป็ นสาเหตุให้เยื่อสมองเด็กถูกท าลาย ทา ใหเ้ป็นปัญญาอ่อนได้รวมไปถึงไดร้ับอุบตัิเหตุต่าง ๆ เช่น ตกจากที่สูง หกล้ม เป็ นต้น ซึ่งจะมีผลกระทบกระเทือนต่อระบบประสาทไดเ้ช่นเดียวกนั


8 3.5ลักษณะของเด็กปัญญาอ่อน อรนุช ลิมตศิริ (2553 : 38-40)ไดร้ะบุลกัษณะของเดก็ ปัญญาอ่อน ไวด้งัน้ี 1. พัฒนาการทางสติปัญญา 1.1 ลกัษณะที่เด่นชดัของเด็กปัญญาอ่อนเลก็นอ้ยและปัญญาอ่อนปานกลางคือ ขอ้จา กดัทางสติปัญญาจะเห็นไดจ้ากการที่เด็กเหล่าน้ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่า โดยเฉพาะทางด้าน การอ่าน 1.2 เด็กปัญญาอ่อนมีปัญหาทางด้านการแยกประเภท (classification) เช่น ไม่สามารถบอกไดว้า่ โต๊ะ เกา้อ้ีจัดเป็ นเฟอร์นิเจอร์หรือไม่สามารถบอกลกัษณะที่เหมือนกนัของรถไฟ และรถยนต์ 1.3 เด็กปัญญาอ่อนมีปัญหาทางดา้นความจา และมีความสามารถในการเก็บ ขอ้มูลระยะส้นัที่จา กดัจึงจา สิ่งที่เรียนไปแลว้ไม่ได้ 1.4 เดก็ ปัญญาอ่อนมีปัญหาในการถ่ายโยงความรู้จึงไม่สามารถนา สิ่งที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน 1.5 เด็กปัญญาอ่อนมีปัญหาในการเรียนสิ่งที่เป็นนามธรรม การสอนจึงควร เนน้ สิ่งที่เป็นรูปธรรม 2. พัฒนาการในการใช้ภาษาและค าพูด เด็กปัญญาอ่อนมีขอ้จา กดัทางภาษาและการพูด เช่น พูดไม่ชดัรู้คา ศพัท์จา นวนจา กดั และเขียนประโยคไม่ถูกต้อง เป็ นต้น การที่เด็กเหล่าน้ีมีปัญหาในการพูดและภาษาอาจส่งผลต่อ พัฒนาการทางสังคม การปรับตัว และสติปัญญา เนื่องจากเน้ือหาวิชาต่าง ๆ ต้องใช้ความรู้และ ความเขา้ใจทางภาษาเป็นส่วนประกอบสา คญั 3. พฒันาการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว เดก็ ปัญญาอ่อนอาจมีส่วนสูงและน้า หนกัโดยเฉลี่ยต่า กวา่เดก็ ปกติท้งัน้ีอาจเนื่องมาจาก เด็กเหล่าน้ีมีพฒันาการทางร่างกายชา้กว่าเด็กปกติความสามารถในการเคลื่อนไหวของเด็กปัญญาอ่อน จะด้อยกว่าเด็กปกติในวยัเดียวกัน เด็กปัญญาอ่อนข้นั ปานกลางจะประสบกับปัญหาในการทา งาน ของกลา้มเน้ือย่อย (การใชม้ือ นิ้วมือและขอ้มือ) การประสานงานของกลา้มเน้ือมือและตา ตลอดจน การทา งานของกลา้มเน้ือใหญ่(นงั่ ยืน เดิน วิ่งและทรงตัว) เป็ นต้น เด็กเหล่าน้ีมีท่าทางที่งุ่มง่าม อยา่งไร ก็ตาม การจดักิจกรรมพิเศษเช่น การแข่งขนักีฬาสา หรับคนพิการ(Special Olympics) หรือกีฬาคนพิการ นานาชาติ (FESPIC GAMES) เพื่อให้เด็กเหล่าน้ีมีส่วนร่วมในการเล่นกีฬาจะช่วยให้เด็กปัญญาอ่อน มีพฒันาการทางร่างกายและการเคลื่อนไหวที่ดีข้ึน


9 4. ลักษณะทางบุคลิกภาพและการเข้าสังคม 4.1เดก็ ปัญญาอ่อนมีความสนใจส้นัและเสียสมาธิง่าย 4.2 เด็กปัญญาอ่อนมีภาษาที่จา กัด และส่งผลให้เด็กเหล่าน้ีมีปัญหาในการ ปรับตวัและเขา้สงัคมกบัผอู้ื่น 4.3 เด็กปัญญาอ่อนจะไม่มีความอดทนเมื่อรู้สึกผิดหวงัจะแสดงอารมณ์ที่ ไม่พอใจออกมาทนัที 4.4 เด็กปัญญาอ่อนมกัมีทศันคติที่ไม่ดีต่อตนเอง คิดว่าตนไม่มีความสามารถ ทศันคติเช่นน้ีทา ใหเ้ดก็ ประสบความลม้เหลวในการเรียนและการทา งาน วงพกัตร์ภู่พนัธ์ศรี(2540: 69-71)ไดใ้หล้กัษณะทวั่ๆ ไปของเดก็ ปัญญาอ่อนไวด้งัน้ี เด็กปัญญาอ่อนจะมีพัฒนาการต้ังแต่ในช่วงวยัทารกและตอนเด็กช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป ตวัอย่างเช่น ในเรื่องของการนงั่เดิน หรือพูดซึ่ง Illingworth (1955) ไดก้ล่าวไวว้่า เด็กปัญญาอ่อนน้นั จะสังเกตไดจ้ากที่เมื่อแม่พูดกบัเด็กเด็กจะไม่ค่อยหนัมามองหนา้แม่ (โดยปกติเด็กอายุ4 สัปดาห์จะเริ่ม หันมองมาหาแม่เมื่อแม่พูดดว้ย) แต่เด็กพวกน้ีจะยงัหลบัตาและศีรษะโงนเงนไปมาอยู่เด็กจะยิ้มไดช้า้ เมื่อจบั ให้นงั่เด็กจะยงันงั่ ไม่ได้ศีรษะยงัไม่แขง็ ยังโงนเงนไปมา ซ่ึงถา้ประมาณ 6 สัปดาห์ยงัเป็นเช่นน้ี อยกู่แ็สดงใหเ้ห็นแลว้วา่เป็นเดก็ที่ผดิปกติแต่อยา่งไรกต็าม Garrison & Force กไ็ดส้รุปลกัษณะทางด้าน ร่างกายของเดก็ ปัญญาอ่อนไวว้า่ เด็กปัญญาอ่อนมกัจะมีรูปร่างที่ไม่สมประกอบ มือ เท้าใหญ่และยาวผิดปกติบางคนจะมี ลักษณะแคระแกร็น บางคนสูงใหญ่ผดิคนธรรมดา ซ่ึงสรุปไดด้งัน้ี 1. ศีรษะจะมีลักษณะสมองเล็กผิดปกติหรือมีลักษณะหัวกะโหลกเล็กเป็ นรูปกรวย (พวก Microcephaly) หรือบางพวกก็มีลักษณะศีรษะใหญ่ผิดปกติเพราะมีน้ าในสมองมาก (พวก Hydrocephaly) และบางรายศีรษะบิดเบ้ียวและแบนกม็ี 2. ผม เส้นผมมักหยาบแข็ง มีขนตามร่างกายดกผิดปกติแต่บางรายมีผมน้อย แต่ไม่ถึงกบัศีรษะลา้น 3. หน้าผาก มักจะมีหน้าผากแคบผิดปกติบางรายหน้าผากลาด (พวก Micro cephaly) 4. ตา มักจะตาเล็ก หางลูกตาเฉียวข้ึนข้างบน (พวก Mongolian) และมักเป็ นโรค เกี่ยวกบัตา บางรายมีเปลือกตาหนา (Critinism) 5. ปาก มักจะมีปากหนา ปากแบะ พร้อมท้ังมีน้ าลายไหลออกมา และเป็ นโรค ปากนกกระจอก 6. ผิวหนัง มักจะมีผิวหยาบกร้าน (พวก Critinism) และมักเป็ นโรคผิวหนัง 7.ลิ้น มกัจะโตเกินขนาดจนทา ใหพ้ดูไม่ชดั 8. พัน ฟันมักจะมีซี่โต ๆ ข้ึนไม่เป็นระเบียบและฟันเหยนิ


10 3.6 พฤติกรรมของเด็กปัญญาอ่อน วงพกัตร์ภู่พนัธ์ศรี(2540: 69-71) ได้อธิบายถึงลักษณะพฤติกรรมของเดก็ ปัญญาอ่อน ไวด้งัน้ี 1.การพูด มกัเริ่มพดูชา้กวา่เดก็ ปกติพดูแลว้ผฟู้ ังไม่เขา้ใจและพดูไม่ชดัซ่ึงแมว้า่อายจุะ มากแลว้กต็าม 2. การเคลื่อนไหวการเดิน วิ่ง มกัจะไม่กระฉบักระเฉงหรือเรียกวา่อืดอาด 3.การฟังและความเข้าใจ มกัจะตอ้งพดูหลาย ๆ คร้ังซ้า ๆ กนัจึงจะทา ความเขา้ใจได้ 4. ประสาทสัมผัส มีความรู้สึกทางประสาทสัมผัสช้ามาก บางรายได้รับอันตรายถึง เลือดออกกย็งัดูท่าทางเฉย ๆ 5.การตัดสินใจ มกัตดัสินใจผิด ๆ และแปลก ๆ อยเู่สมอเช่น ขา้มถนนโดยไม่กลวจะั ถูกรถชน เอาของสกปรกทิ้งในบ่อน้า เป็นตน้ (จึงทา ใหถู้กล่อลวงไดง้่าย) 6. อารมณ์มกัจะอ่อนไหวง่ายกลัวควบคุมอารมณ์ไม่ไดเ้ลย ดงัน้ันเด็กพวกน้ีมักจะ แสดงให้เห็นถึงความผิดหวัง หรือดีใจมากกวา่เดก็ ปกติ 7.ความจ าจา อะไรไม่ค่อยได้หรือจ าได้น้อยมาก บางรายจา ไม่ไดแ้มแ้ต่ชื่อตนเอง 8.ลกัษณะอื่น ๆ เช่น ชอบง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ปัสสาวะรดที่นอนบ่อย ไม่รู้จกัรักษา ความสะอาดท้งัของส่วนรวมและส่วนตวั ลกัษณะที่กล่าวมาน้ีเป็นเพียงขอ้ สังเกตเบ้ืองตน้เท่าน้ัน แต่ทางที่ดีแลว้ควรจะตอ้ง มีการทดสอบทางด้านเชาวน์ปัญญาด้วยเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดข้ึน แต่ข้อส าคัญก็คือ ถ้าหากว่าเด็กคนใดมีลักษณะข้อใดข้อหน่ึงหรือเพียง 2-3 ข้อไม่ควรที่จะเหมาว่า เด็กคนน้ันเป็น ปัญญาอ่อน เพราะจะเป็ นการท าลายจิตใจ และความรู้สึกของเด็ก ตลอดจนเป็ นการท าลายอนาคต ของเด็กไปด้วย จากการศึกษาและรวบรวมขอ้มูลที่เกี่ยวขอ้งกบัเด็กปัญญาอ่อน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของข้อมูล ดา้นพฒันาการในดา้นต่าง ๆ ของเด็กปัญญาอ่อน ประเภทของเด็กปัญญาอ่อน สาเหตุที่ทา ให้เด็กเป็น ปัญญาอ่อน ลกัษณะของเด็กปัญญาอ่อน และดา้นพฤติกรรมของเด็กปัญญาอ่อน จากการศึกษาพบว่า การที่เด็กคนหน่ึงจะเป็นเด็กปัญญาอ่อน หรือเป็นเด็กพิเศษน้ัน สามารถเกิดข้ึนไดจ้ากหลาย ๆ ปัจจยั หลาย ๆ สาเหตุซ่ึงส่วนใหญ่จะเกี่ยวเนื่องมาจากกรรมพนัธุ์และมารดาเสียเป็นส่วนใหญ่ซ่ึงเด็ก ปัญญาอ่อนที่เกิดมาน้ันลว้นมีลกัษณะที่คลา้ยคลึงกนั ในเรื่องของสติปัญญา รูปร่างหน้าตา รวมไปถึง ทกัษะการใชช้ีวิต ซ่ึงลกัษณะเหล่าน้ีอาจจะคลา้ยกนับา้ง แตกต่างกนับา้งข้ึนอยกู่บัการอบรมเล้ียงดูของ ผูป้กครอง การเล้ียงดูน้นัลว้นแลว้แต่จะส่งผลต่อตวัเด็กพิเศษเหล่าน้ีท้งัสิ้น และการที่ผูศ้ึกษาได้ท าการ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กปัญญาอ่อน ท าให้สามารถเข้าใจลักษณะนิสัย และพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กปัญญาอ่อนมากยิ่งข้ึน ความรู้ในด้านน้ีผูศ้ึกษาจะน าไปวิเคราะห์ตัวละครปัญญาอ่อนใน วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ต่อไป


11 4.วิเคราะห์ตัวละครปัญญาอ่อน ในสังคมปัจจุบันให้การยอมรับในตวัของเด็กพิเศษมากข้ึน มีการจัดการเรียนรู้ร่วมกนัระหว่าง เด็กพิเศษกบัเดก็ ปกติทวั่ ไป มีการยอมรับและยนิยอมใหเ้ดก็พิเศษเขา้มาเป็นส่วนหน่ึงในการทา กิจกรรม ของสังคม ซ่ึงบ่งช้ีไดว้า่มาตรฐานทางสงัคมไดป้รับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงไปมากจากเดิมที่เด็กพิเศษ ไม่ไดร้ับการยอมรับจากสังคม โดนกีดกนั หรือไม่มีการยนิยอมใหเ้ด็กพิเศษไดม้ีส่วนร่วมในการจดัการ เรียนรู้และการทา กิจกรรม ซ่ึงในปัจจุบนัเดก็พิเศษไดเ้ขา้มามีส่วนร่วมและมีบทบามมากยงิ่ข้ึน 4.1 พฤติกรรมของตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชน เรื่อง “ผมปัญญาอ่อน”จะเห็นไดว้า่ตวัละครเด็กปัญญาอ่อน จะมีพฤติกรรมที่เป็ นเอกลักษณ์เฉพาะตวัโดยที่เด็กปัญญาอ่อนแต่ละคนจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกนั ออกไป ซ่ึงตวัละครเด็กปัญญาอ่อนในเรื่องน้ีสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมได้อยา่งเด่นชดัจากตวัอยา่ง ดงัน้ี เผิงเถี่ยหนัน ตัวละครหลักในเรื่อง ซึ่งเขาเป็ นเด็กปัญญาอ่อนที่อารมณ์ดี ความไร้เดียงสาของเขา ท าให้เขามองโลกในแง่ดีอยเสมอู่ ไม่ว่าใครจะว่า จะด่า จะลอ้เขายงัไง เขาก็ไม่สามารถที่จะเขา้ใจอะไร ได้เลย เขาจึงทา ไดแ้ค่เพียงยิม้และหัวเราะให้กบัทุก ๆ สิ่ง ที่เขาพบเจออาจจะมีบางคร้ังที่เขารู้สึกโกรธ เวลาที่โดนเพื่อนร่วมช้ันกลั่นแกล้ง แต่เขาก็ยงัไม่สามารถที่จะเข้าใจความรู้สึกโกรธของเขาได้ เช่นเดียวกนัซ่ึงจะปรากฏอยู่ในหลาย ๆ ตอนของเรื่อง ยกตวัอย่างเช่น ตอนที่เผิงเถี่ยหนัน ตอ้งยา้ย หอ้งเรียนไปอยหู่อ้ง18 ดังอยา่งต่อไปน้ี ตอนพกัคาบเรียน ผมกลบั ไปที่ห้องเรียนเดิมและแอบมองเขา้ไปทางหน้าต่าง มีเด็กผูช้ายตวัสูงคนหน่ึงเดินเขา้มาแลว้พูดข้ึนว่า “แกกลบัมาทา ไม” เด็กผูช้าย ตวัเต้ียอีกคนกพ็ดูต่อวา่“ใช่ๆ แกรีบกลบัไปที่หอ้งเรียนพิเศษสิวะ ไอป้ ัญญาอ่อน” เขาท้งัสองคนหวัเราะชอบใจและผมกห็วัเราะตาม นั่นคือคร้ังแรกที่ผมได้ยินคน อื่นเรียกผมวา่“ไอป้ ัญญาอ่อน”ผมไม่รู้วา่“ปัญญาอ่อน”คืออะไรแต่ทุกคร้ังที่คน อื่นเรียกผมดว้ยคา คา น้ีพวกเขาก็จะพากนัหวัเราะชอบใจผมเองก็หวัเราะตามพวก เขาไปดว้ยอยา่งอารมณ์ดี (ผมปัญญาอ่อน : 016) อีกหน่ึงตวัอยา่งเป็นตอนที่เขาคุยกบัขาเป๋ถึงเรื่องของการเป็นเดก็ ปัญญาอ่อนของเขา ดงัตวัอยา่ง วนัหน่ึงขาเป๋บอกผมว่า “ถา้นายไม่ใช่ปัญญาอ่อนชีวิตของนายก็จะไม่ใช่อย่างน้ี เลย” “นายก็จะสามารถอ่านหนงัสือเล่นบอล ทา การสอบ ทะเลาะกบัเพื่อน...และ ที่ส าคัญจะไม่มีใครกลา้มาแกลง้นาย” “แต่ครูบอกว่าห้ามไปทะเลาะกบัเพื่อน ๆ” ผมตอบ ขาเป๋หัวเราะ “ฉันหมายความว่านายสามารถเขา้ใจความคิดของคนอื่น


12 และสามารถตอบโตเ้พื่อปกป้องตวัเองได”้ “แม่ก็บอกฉันว่าห้ามไปทะเลาะกบั ใครไม่ง้นัจะใหค้รูตีมือ” ขาเป๋ไม่พูดอะไรอีกแค่มองหนา้ผมแลว้ยมิ้“ยิม้อะไร?” ผมถาม “เปล่าความจริงนายก็ดูมีความสุขมากกวา่หลาย ๆ คนอีกนะอยา่งนอ้ยก็ มากกวา่ฉนั” ขาเป๋พดูอยา่งน้ีทา เอาผมอมยมิ้ (ผมปัญญาอ่อน: 177) จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าตัวละครปัญญาอ่อน เผิงเถี่ยหนัน เป็นเด็กปัญญาอ่อนที่มี ทัศนคติการมองโลกในแง่ดีไม่คิดร้ายกับใคร เขาเป็นคนที่เราอาจจะเรียกว่า เข้าใจอะไรได้ยาก หรือบางคร้ังก็ไม่สามาถเขา้ใจอะไรได้เลย จนเป็นเหตุทา ให้ท้งัเพื่อน ๆ และคนรอบขา้ง คอยที่จะ กลนั่แกลง้หรือหลอกใชใ้ห้เขาทา โน่นนี่อยู่บ่อย ๆ แต่นั่นก็ไม่ไดท้า ให้เขารู้สึกเศร้า หรือเสียใจในสิ่ง เหล่าน้นัเขายงัคงยมิ้และหวัเราะใหก้บัทุก ๆ สิ่งที่เขาเผชิญ 4.2วเิคราะห์การอยู่ร่วมกนัในสังคมของตวัละครปัญญาอ่อน การอยรู่ ่วมกนั ในสังคมของตวัละครปัญญาอ่อนในเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน”ผูแ้ต่งมีการนา เสนอ เน้ือเรื่องที่แสดงใหเ้ห็นได้อยา่งเด่นชดัวา่ตวัละครเด็กปัญญาอ่อนมีพฤติกรรมอยา่งไรในการอยรู่ ่วมกนั กบัผอู้ื่นในสังคม ซ่ึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เขาแสดงออกมาลว้นเป็นผลมาจากการที่เขาเป็นเด็กปัญญาอ่อน หรือเด็กพิเศษท้งัสิ้น เขาสามารถที่จะใชช้ีวิตอยใู่นสังคมไดต้ามปกติเพียงแต่ในบางคร้ังเขาอาจจะเสียรู้ ใหก้บัเพื่อน ๆ หรือคนรอบขา้ง เนื่องจากเขาไม่สามารถที่จะเขา้ใจอะไรไดง้่าย ๆ เหมือนเด็กปกติทวั่ ไป จึงทา ใหเ้ขาโดนหลอกและโดนกลนั่แกลง้อยบู่ ่อย ๆ อีกท้งัยงัส่งผลใหใ้นบางคร้ังเขาไม่สามารถควบคุม อารมณ์โกรธของตัวเองได้ ผูศ้ึกษาพบว่า ในประเด็นของการอยรู่ ่วมกนั ในสังคมกบัผูอ้ื่นของตวัละคร เดก็ ปัญญาอ่อนน้นัสามารถเห็นไดอ้ยา่งเด่นชดัดงัน้ี 4.2.1 การอยู่ร่วมกนัในครอบครัวของตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูศ้ึกษาพบว่าวรรณกรรม เยาวชนเรื่ องน้ีน าเสนอในด้านการอยู่ร่วมกันในครอบครัวของเด็กปัญญาอ่อนได้ค่อนข้างชัดเจน ซ่ึงเผิงเถี่ยหนัน เป็นเด็กปัญญาอ่อน เขามีน้องสาวอีกหน่ึงคน แม่ของเขามีอาชีพคือขายก๋วยเตี๋ยว เพื่อส่งเสียเล้ียงลูกถึงสองคน จึงทา ให้ไม่มีเวลาดูแลเผิงเถี่ยหนัน ไดอ้ย่างเต็มที่หลายต่อหลายคร้ังที่ คุณครูจะมาพบแม่ของเขาเพื่อบอกวา่เผงิเถี่ยหนนั ไปโรงเรียนกไ็ม่ไดอ้ะไรเขาไม่สามารถเขา้ใจในสิ่งที่ คุณครูสอนได้ไม่สามารถเขา้ใจหรือทา กิจกรรมอื่น ๆ ไดเ้ท่ากบัเพื่อน ๆ สิ่งที่เขาทา ไดค้ือ ตักน้า ร้อน เทขยะ และกินข้าวกล่อง เขาไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้เลยจนคุณครูเองก็หมดหนทางที่จะสอน แต่แม่ของเขาก็พยายามที่จะดูแลเขาอย่างเต็มที่พยายามหายาบา รุงสมอง ไม่ว่าจะเป็ นซุปไก่ตม้ยาจีน เธอก็พยายามสรรหามาให้เขากิน นอกจากน้ันเธอยงัส่งเขาไปเข้าคอร์สเรี ยนพิเศษภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์เธอก็ไดแ้ต่หวงัว่าสักวนัเผิงเถี่ยหนนัจะสามารถจดจา และรับรู้อะไรไดเ้หมือนกนักบั เด็กคนอื่น ๆ บ้าง ดงัตวัอยา่ง เช่น


13 หลงัเลิกเรียนแม่บอกผมวา่แม่ช่วยสมคัรชื่อใหแ้กและนอ้งสาวของแกแลว้เริ่มจาก พรุ่งน้ีพวกแกต้องไปติวภาษาอังกฤษด้วยกัน “หนูไม่อยากไปกับพี่อะแม่” น้องสาวผมโวยวาย “อะไรถึงเขาจะโง่ยงัไงเขาก็คือพี่ของแกนะ” แม่ส่งเสียงดงั แม่กบันอ้งสาวยืนมองหนา้กนัดว้ยความโมโหท้งัคู่แบบไม่มีใครยอมใครแลว้ผม จะทา ยงัไงดีล่ะ สุดทา้ยนอ้งสาวพดูข้ึนวา่“ยงัไงหนูกไ็ม่ไปพร้อมกนักบัพี่” (ผมปัญญาอ่อน : 075) จากตวัอย่างขา้งตน้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของแม่ที่พยายามจะหาสิ่งดีๆ มาให้ เพราะหวงัว่าเผิ่งเถี่ยหนนัจะสามารถเรียนรู้และเขา้ใจในอะไรหลาย ๆ อยา่งได้มากยิ่งข้ึน การที่แม่ส่ง เขาไปเขา้คอร์สเรียนพิเศษกบันอ้งสาวก็เพราะมีความตอ้งการใหเ้ขาเกิดการพฒันาข้ึนบา้ง และการที่ให้ เขาไปกับน้องสาวน้ัน เธอหวงัว่าจะได้ไปเป็นเพื่อนกัน เรียนด้วยกันสองคนพี่น้อง และหวงัอีกว่า น้องสาวคงจะดูแลพี่ชายของเธอไดบ้า้งแต่กลบัตรงกนัขา้มน้องสาวของเขาอายและไม่อยากไปเรียน พร้อมกันกับเผิงเถี่ยหนัน เพราะกลัวพี่ชายตัวเองท าเรื่องน่าอาย น่าขายหน้าต่อหน้าคนอื่น เธอไม่ตอ้งการใหใ้ครรู้วา่เธอกบัเผิงเถี่ยหนนัเป็นพี่นอ้งกนัเผิงเถี่ยหนนั ไม่เขา้ใจในคา พูดของนอ้งสาว เขาจึงไม่ไดค้ิดมากหรือเสียใจอะไรกบัคา พูดของเธอครอบครัวของเผิงเถี่ยหนนัถือว่าเป็นครอบครัว ครอบครัวหน่ึงที่ให้ความสนใจกบัลูกที่เป็นเด็กพิเศษหรือเด็กปัญญาอ่อนไดด้ีพอสมควรถึงแมอ้าจจะ ไม่ได้เต็มที่แต่นนั่ก็เพราะแม่ของเขาตอ้งทา งานเพื่อหาเงินเล้ียงลูกและการที่เผิงเถี่ยหนนั ไม่ไดไ้ปเรียน ที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษ เพื่อเรียนในหลกัสูตรแผนการเรียนพิเศษที่จดัข้ึนเฉพาะเด็กที่มีความต้องการ พิเศษแบบเขาน้นัก็เพราะในละแวกบา้นของเขาไม่มีโรงเรียนแบบน้นัและแม่ของเขาก็คงมีกา ลงัที่จะ ส่งเสียไดไ้ม่มากพอ อีกตวัอย่างหน่ึงที่แสดงให้เห็นว่าครอบครัวของเผิงเถี่ยหนัน มิไดเ้พิกเฉยต่อการเป็น เด็กปัญญาอ่อนของเขาก็คือการที่แม่ของเขาพยายามหาหนทาง หายาบ ารุงสมองมาใหเ้ขากิน เขาดื่มอยู่ เป็นประจา แม่ของเขาก็พยายามเต็มที่พยายามเต็มกา ลงัสุดความสามารถของแม่คนหน่ึงที่เธอจะ สามารถทา ให้กับลูกชายที่เป็นเด็กปัญญาอ่อนของเธอได้และหวงัว่าสักวนัอาการของเผิงเถี่ยหนัน จะดีข้ึนบา้งไม่มากกน็อ้ย ดงัตวัอยา่ง เช่น “ต้งัแต่วนัน้ีไป แม่ตอ้งช่วยลูกบา รุงสมอง” แม่พูดดว้ยน้า เสียงเฉียบขาด อะไรนะ ต้องดื่มซุปขม ๆ อีกแล้วเหรอ ผมรู้ ไอ้การบ ารุงสมองก็คือดื่มซุปสีดา เขม้ที่ขมจดั แม่บอกว่านั่นคือ ซุปไก่ตม้ยาจีน สุดฝีมือที่แม่ตม้เองดื่มแลว้จะฉลาดข้ึน อากาศ ร้อนอย่างน้ีผมอยากกินไอศกรีมมากกว่า ผมไม่อยากบา รุงสมองเลยอะ วนัน้ีผม อารมณ์เศร้าการ์ตูนก็ไม่ไดดู้เพราะท้งัครูและแม่พากนัถอนหายใจและผมยงัตอ้ง กินน้า ซุป ขม ๆ อีก ซุปนี่มันขมจริง ๆ (ผมปัญญาอ่อน : 147)


14 จากตวัอยา่งขา้งตน้จะเห็นไดว้่าแม่ของเผิงเถี่ยหนัน พยายามสรรหาสิ่งดีๆ สรรหายา บา รุงสมองมาให้เขากิน เพื่อที่จะได้บา รุงสมองให้ดียิ่งข้ึน และหวงัว่าเขาสามารถเรียนหนังสือได้ เหมือนกบัน้องสาวของเขา รวมไปถึงเด็กคนอื่น ๆ ดว้ยการกระทา เช่นน้ีแสดงถึงการที่ครอบครัวให้ ความสนใจไม่ไดป้ล่อยปละละเลยลูกชายที่เป็นเด็กปัญญาอ่อน คอยดูแลและช่วยเหลืออยา่งเต็มกา ลงั ความสามารถ ดว้ยความหวงัวา่สกัวนัหน่ึงเขาจะดีข้ึน 4.2.2 การอยู่ร่วมกนัในกลุ่มเพื่อนของตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูศ้ึกษาพบว่าวรรณกรรม เยาวชนเรื่องน้ีน าเสนอในด้านการอยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อนของเด็กปัญญาอ่อนได้ค่อนขา้งชัดเจน ซ่ึงเผิงเถี่ยหนนัเป็นเด็กปัญญาอ่อนที่เรียนร่วมกนักบัเดก็ ปกติมิไดม้ีการแบ่งแยกหอ้งเรียนหรือช้นัเรียน ออกไปแต่อยา่งใด เขาไม่สามารถเรียนรู้ไดเ้ท่าทนัเพื่อน ๆ คุณครูเองก็ไม่ไดม้ีการสนใจเขาไดเ้ท่าที่ควร เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ทา ได้เรียนรู้ไดต้ามวยัปกติท าให้เขาต้องกลายเป็ นตัวประหลาดในสายตาของ เพื่อน ๆ บางคน แต่เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ของเขาก็รักและเอน็ดูเขา เนื่องจากเผิงเถี่ยหนนัเป็นเด็กอารมณ์ดี คอยสร้างเสียงหัวเราะให้กบัผูอ้ื่นอยู่เสมอถึงแมว้่าการที่เขายิ้ม หรือหัวเราะน้นับางคร้ังอาจจะเกิดข้ึน จากความไม่รู้หรือความไม่เขา้ใจก็ตาม เผิงเถี่ยหนนั ใชช้ีวิตอยใู่นสังคมของเพื่อน ๆ ในโรงเรียนอยา่งมี ความสุข เขาเป็ นเด็กที่เอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่และเขาเองก็มีเพื่อนสนิทอยคู่นหน่ึง ซ่ึงนนั่ก็คือ“ขาเป๋”ขาเป๋เป็น คนที่คอยสอน คอยบอกคอยหา้ม และคอยใหก้า ลงัใหเ้ขาอยเู่สมอและในเวลาที่เขาถูกเอารัดเอาเปรียบ จากเพื่อน ๆ ก็จะมีขาเป๋กับหัวหน้าห้อง นั่นก็คือ หลินเจียอิน ที่คอยเตือนและคอยเรียกร้องความ ยตุิธรรมใหก้บัเผงิเถี่ยหนนัอยเู่สมอ ดงัตวัอยา่ง เช่น “นายเข้าไปในห้องเรี ยนนะ เจอหลินเจียอินก็เปิดกระโปรงเธอดูว่าเธอใส่ กางเกงในสีอะไรแล้วรีบออกมาบอกฉัน แค่น้ีนายก็จะเป็นฮีโร่แล้ว” “แต่ถ้า หัวหน้าช้ันไม่ไดใ้ส่กางเกงในล่ะ จะทา ยงัไง?” ผมถามเขา ติงโถงก็ตอบมาว่า “แลว้นายไดใ้ส่กางเกงในมาไหมล่ะ ทุกคนมาโรงเรียนตอ้งใส่มาอยู่แลว้หรือว่า นายไม่ไดใ้ส่มา?” “ฉนั ใส่มานะเป็นกางเกงในสีขาวยหี่อ้34 ราคาถูกมากถูกกวา่ ก๋วยเตี๋ยวของแม่อีก”ผมตอบ แต่ผมก็ยงัสงสัยอยจู่ ึงถามอีกวา่“แลว้ถา้หวัหนา้ช้นั โกรธล่ะ?” “ฮ่า ๆ ๆ เป็นไปไม่ได้ใครจะกลา้โกรธคนที่เป็นฮีโร่เล่า” ติงโถง หัวเราะเสียงดัง ผมเดินเข้าไปในห้องเรียน เห็นหลินเจียอินกา ลงันงั่เขียนอะไรอยู่ ที่โต๊ะ แล้วผมจะไปเปิ ดกระโปรงเธอได้ยังไง (ผมปัญญาอ่อน : 086) จากตวัอย่างขา้งตน้ติงโถงเพื่อนร่วมห้องตวัแสบของเผิงเถี่ยหนนัผูท้ี่คอยกลนั่แกลง้ เผิงเถี่ยหนันอยู่ตลอด ติงโถงหลอกให้เขาไปเปิดกระโปรงหลินเจียอินเพื่อดูว่าวนัน้ีเธอใส่กางเกงใน สีอะไรมาโรงเรียน เมื่อรู้แล้วให้รีบมาบอกเขา โดยที่ติงโถงหลอกเขาว่าหากทา แล้วจะได้เป็นฮีโร่


15 นายไม่อยากเป็นฮีโร่เหรอ ซ่ึงนี่ก็แสดงให้เห็นไดช้ดัว่า เผิงเถี่ยหนนั ไม่รู้และไม่สามารถเขา้ใจอะไรได้ เลย เขาจะสามารถรับรู้และเขา้ใจอะไรที่ง่าย ๆ เท่าน้นัหากเป็นทกัษะการคิดที่ซบัซ้อนข้ึนมาอีกสักนิด เขาก็จะงงและไม่สามารถเขา้ใจถึงความรู้สึกของคนอื่นได้และการที่เขาโดนหลอกให้ทา นู่นนี่ก็เพียง เพราะแค่เขาไม่รู้วา่สิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี อีกตวัอยา่งหน่ึงที่แสดงใหเ้ห็นวา่เผิงเถี่ยหนนัสามารถใชช้ีวิตอยรู่ ่วมกบัสังคมเพื่อนได้ กค็ือการที่เขาน้นัจริงใจและมีน้า ใจคอยช่วยเหลือเพื่อน ๆ คา วา่จริงใจของเขาน้นัอาจจะเกิดข้ึนเพราะเขา ไม่มีความคิดเชิงซบัซอ้นแบบเดก็ ปกติทวั่ ไป ทา ใหเ้ขาคิดอะไรเขากก็ระทา สิ่ง ๆ น้นัออกมาไม่มีการคิด เล็กคิดน้อย ไม่มีการน้อยใจแมก้ระทงั่ตอนโดนเอารัดเอาเปรียบ นี่เปรียบเสมือนข้อดีของการที่เขา ไม่สามารถเขา้ใจอะไรได้มนัจึงทา ใหเ้ขาน้นั ใชช้ีวิตอยกู่บัเพื่อน ๆ ไดอ้ยา่งมีความสุข ดงัตวัอยา่ง เช่น “ไม่ตอ้งเสียแรงเปล่าหรอก ห้องเรามีคนปัญญาอ่อนอยู่เราให้เขาไปแสดงละคร ดีกว่า ให้เผิงเถี่ยหนันรับบทเป็นพระเอก ชื่อเรื่องก็คือ อัจฉริยะปัญญานิ่ม” อะไรเหรอ ติงโถงเสนอให้ผมเป็นพระเอก ผมรีบใช้มือปิดปากไว้กลัวว่า จะหวัเราะออกมา พระเอกในทีวีน้นัหล่อมากผมรู้วา่ผมเป็นพระเอกอยา่งพวกเขา ไม่ได้หรอก ขาเป๋ลุกข้ึนแล้วพูดเสียงดังว่า “คนที่ไม่เหมาะที่จะเข้าร่วม การประกวดร้องเพลงหมู่ในคร้ังน้ีก็คือผมต่างหาก เผิงเถี่ยหนันร้องเพลงไดนี่ ้ ทา ไมถึงไม่ให้เขาร่วมดว้ยล่ะ” “ถา้เกิดพวกเราร้องเพลงอยู่ๆ เผิงเถี่ยหนนัดนัทา ตวัประหลาด ๆ ข้ึนมาจะทา ยงัไงล่ะ?” ติงโถงพาท้งัช้ันเรียนถกเถียงกันอย่าง เกรียวกราว “เงียบ ๆ” หลินเจียอินยกมือหา้ม “เรามายกมือโหวตกนัดีกวา่คนที่ไม่ เห็นดว้ยกบัการที่จะใหเ้ผงิเถี่ยหนนัเขา้ร่วมคณะร้องเพลงขอใหย้กมือข้ึน” (ผมปัญญาอ่อน : 095) จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าติงโถงคู่อริจอมแสบของเผิงเถี่ยหนันน้ันจะคอย กลนั่แกลง้เขาอยู่เสมอแต่ดว้ยความที่เผิงเถี่ยหนันไม่สามารถเขา้ใจในสิ่งที่ติงโถงพูดได้จึงท าให้เขา ไม่ไดค้ิดมากหรือรู้สึกอะไรกบัคา พูดเหล่าน้นัมิหนา ซ้า เผิงเถี่ยหนนัยงัขา และกล้นัหวัเราะเอาไว้เพราะ เขาคิดภาพตอนที่ตวัเองเป็นพระเอกแลว้คงจะตลกน่าดูและกค็ิดวา่มนัคงไม่มีวนัเป็นไปไดอ้ยา่งแน่นอน แต่ในสิ่งไม่ดีก็ยงัมีสิ่งที่ดีอยู่เผิงเถี่ยหนันเขามีเพื่อนรักที่คอยดูแลปกป้อง และคอยเรียกร้องความ ยุติธรรมให้เขาอยู่เสมอ นั่นก็คือ ขาเป๋และหัวหน้าช้ันอย่างหลินเจียอิน ที่คอยดูแลและปกป้อง เผิงเถี่ยหนันมาตลอด ดังในตัวอย่าง ก็เช่นกัน ขาเป๋เป็นคนออกความคิดเห็นว่าเผิงเถี่ยหนัน กม็ีความสามารถเราน่าจะใหเ้ขาเขา้ร่วมการร้องเพลงในคร้ังน้ีได้แต่กถ็ูกคดัคา้นโดยติงโถง หลินเจียอิน จึงตอ้งใช่การโหวตเพื่อนับจา นวนเสียงที่เห็นด้วยกบัการให้เผิงเถี่ยหนันเขา้ร่วมกิจกรรมร้องเพลง ในคร้ังน้ี


16 4.2.3 การอยู่ร่วมกนัในสังคมโรงเรียนของตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูศ้ึกษาพบว่าวรรณกรรม เยาวชนเรื่องน้ีนา เสนอในดา้นการอยู่ร่วมกนั ในสังคมโรงเรียนของเด็กปัญญาอ่อนไดค้ ่อนขา้งชดัเจน ซ่ึงเผงิเถี่ยหนนัเป็นเดก็ ปัญญาอ่อนที่เรียนอยใู่นโรงเรียนของเดก็ ปกติซ่ึงถา้เทียบกนัแลว้ถามวา่ โรงเรียน ประเภทน้ีเหมาะกบัเขาไหม แน่นอนวา่ ไม่เหมาะเพราะเขาควรจะไดร้ับการศึกษาในรูปแบบพิเศษที่เป็น หลกัสูตรพิเศษที่จดัข้ึนเพื่อเด็กแบบเขาโดยเฉพาะ แต่ถึงอยา่งน้นัการที่เขาเรียนในโรงเรียนปกติทา ให้ เขาไม่ไดร้ับความรู้อย่างเต็มที่หรือไดร้ับความรู้แบบที่เขาไม่สามารถเขา้ใจ จดจา และไม่สามารถ ที่จะนา ความรู้เหล่าน้นั ไปใชไ้ดเ้ลยเขาจะจา ไดแ้บบงูๆ ปลา ๆ ไม่แม่นอะไรสักอยา่งถึงแมคุ้ณครูและ เพื่อนจะพยายามช่วยกนัหาทางใหเ้ขาเขา้ใจขนาดไหนแลว้ก็ตาม เขาก็ยงัไม่สามารถที่จะเขา้ใจอะไรได้ เลย เขาจึงทา ไดแ้ค่มาใชช้ีวิตประจา วนั ในโรงเรียนกบัเพื่อน ๆ คอยตกัน้า ร้อน คอยเทขยะ และใช้เวลา ในโรงเรียนให้หมดไปในแต่ละวนัโดยที่เขาไม่สามารถซึมซับความรู้อะไรจากการเรียนไดเ้ลย และใน การสอบแต่ละคร้ังคุณครูก็จะพยายามหาหนทางทา อย่างไรก็ได้ให้เขามีคะแนนบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะไดไ้ม่มาดึงระดบัคะแนนเฉลี่ยรายวิชาของสายช้นัดงัตวัอยา่ง เช่น “การสอบคร้ังน้ีคะแนนเฉลี่ยของช้นัเราเป็นที่โหล่แน่นอนวา่เผิงเถี่ยหนนัช่วยได้ มากที่สุด” ครูเอาข้อสอบใบน้ันทิ้งไปอยู่ใต้โต๊ะแล้วใช้มือบังหน้าเหมือนจะ ร้องไห้พลางละเมอว่า ฉนัตอ้งถูกครูท้งัโรงเรียนหวัเราะเยาะ ทา ไมฉนัถึงไดซ้วย ขนาดน้ีเนี่ย แมผ้มจะกลวัมาก แต่ก็ยงัเดินไปขา้งหน้าเพื่อเก็บขอ้ สอบของผม กลบัมา นั่นคือข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ข้างบนนอกจากมีชื่อผมเขียนอยู่แล้ว ที่อื่น ๆ ล้วนว่างเปล่าหมด ตอนแรกผมก็อยากจะเขียนอะไรลงไปแต่ไม่รู้ว่า จะเขียนอะไรจริง ๆ ผมคิดแล้วคิดอีก จนไดย้นิเสียงกริ่งดงัข้ึน แลว้ขอ้สอบกถ็ูกครู เกบ็ ไป ตอนพกัคาบเรียนครูหยางดูไม่ค่อยโกรธแลว้เขาดื่มน้า อึกใหญ่แลว้โบกมือ เรียกผมให้เขา้ไปหาเขา ครูช้ีไปที่ใบขอ้ สอบแลว้พูดข้ึนว่า “เผิงเถี่ยหนนัพรุ่งน้ี กจ็ะสอบกลางเทอมแลว้ครูจะสอนเคลด็ลบัใหก้บันายเองรับรองวา่นายจะไม่ตอ้ง กินไข่เป็ดอีกต่อไป” วิธีน้นัง่ายมาก นายตอ้งหาวงเลบ็ ใหเ้จอก่อนแลว้ก็กรอกเลข หน่ึงในทุกช่องก็ได้แล้ว ครูพูดพลางยิ้มไปพลาง “ครูสอนให้นายทา แบบน้ี ก็ไม่ค่อยถูกตอ้งเท่าไหร่แต่จะทา ยงัไงไดใ้นเมื่อขอ้ สอบตอ้งมีโจทยท์ ี่ให้เลือก ตัวเลือกและตอ้งมีขอ้ที่นายตอบถูกบา้งล่ะถา้นายทา ตามวิธีการของครูนายอาจจะ ไดส้กัสองสามคะแนนหรืออาจโชคดีไดม้ากกวา่น้นักไ็ดน้ะ” (ผมปัญญาอ่อน : 031-032)


17 จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าในทุก ๆ การสอบเผิงเถี่ยหนันท าข้อสอบหรือ แบบทดสอบวิชาใดไม่ไดเ้ลยเขาส่งกระดาษเปล่าท าให้คะแนนของเขาเป็ นศูนย์ คุณครูเครียดเพราะการ ที่มีเด็กไดศู้นยค์ะแนนมนัทา ให้คะแนนของรายวิชากบัคะแนนของสายช้นัลดลงคุณครูเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะตอ้งสอนอยา่งไรใหเ้ขาเขา้ใจแบบที่เด็กคนอื่นเขา้ใจจึงจา เป็นตอ้งสอนเคล็ดลบัการเดาดิ่งขอ้ใด ขอ้หน่ึงให้กบัเผิงเถี่ยหนนัเพื่อให้ทา การสอบออกมาไดอ้ย่างนอ้ยคะแนนก็ไม่เป็นศูนย์ถึงแมว้่าจะได้ น้อยมากจนยงัไม่ผ่านเกณฑ์ที่ต้งัไวเ้ลยก็ตาม เผิงเถี่ยหนันใช้ชีวิตในสังคมโรงเรียนในเรื่องทวั่ๆ ไป ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากมายนกัแต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการใชช้ีวิตในโรงเรียนของเขามากที่สุด ก็คือ การเรียนนี่แหละ เขาไม่สามารถเขา้ใจสิ่งที่ครูสอน สิ่งที่เขาไดเ้รียนรู้มา เขาไม่เขา้ใจ ไม่สามารถนา มนั ไปใช้ประโยชน์อะไรไดเ้ลย และนี่คือปัญหาที่เขาเผชิญในตอนที่อยู่โรงเรียนและไม่สามารถจดัการ กบัมนั ได้ถึงแมว้่าทุก ๆ คนจะช่วยกนัอย่างเต็มที่แลว้ก็ตาม พฒันาการทางสมองของเผิงเถี่ยหนันก็ยงั คงที่เหมือนเดิม ก็คงทา ได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากนั ไปในแต่ละวนัเพื่อให้เขาอยู่ร่วมกบัเพื่อน ๆ และสามารถเรียนในโรงเรียนน้ีไดอ้ยา่งมีความสุข 4.3 มุมมองของคนในสังคมที่มีต่อตัวละครปัญญาอ่อน มุมมองภาพสะทอ้นของคนในสังคมต่อตวัละครปัญญาอ่อนในเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูแ้ต่ง มีการนา เสนอเน้ือเรื่องที่แสดงให้เห็นไดอ้ย่างเด่นชดัว่า ตวัละครเด็กปัญญาอ่อนมีพฤติกรรมอย่างไร ในการอยรู่ ่วมกนักบัผอู้ื่นในสงัคม มีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เขาแสดงออกมาลว้นเป็นผลมาจากการที่เขาเป็ น เด็กปัญญาอ่อน หรือเด็กพิเศษท้งัสิ้น เขาสามารถที่จะใชช้ีวิตอยู่ในสังคมไดต้ามปกติเพียงแต่สังคมยงั ไม่ไดเ้ปิดกวา้ง หรือเปิดใจให้เด็กพิเศษแบบเขาอย่างจริง ๆ จงัๆ เสียทีผูศ้ึกษาพบว่าในประเด็นของ มุมมองของคนในสงัคมที่มีต่อตวัละครปัญญาอ่อนน้นัสามารถเห็นไดอ้ยา่งเด่นชดัดงัน้ี 4.3.1 มุมมองของผู้ปกครองที่มีต่อตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูศ้ึกษาพบว่าวรรณกรรม เยาวชนเรื่องน้ีนา เสนอในดา้นของมุมมองของผูป้กครองที่มีต่อตวัละครปัญญาอ่อนไดค้ ่อนขา้งที่จะ ชดัเจน ซ่ึงเผิงเถี่ยหนันเป็นนักเรียนที่เรียนร่วมกนักบัเด็กปกติเขาเรียนที่โรงเรียนทวั่ๆ ไป ไม่ไดเ้ขา้ เรียนที่โรงเรียนพิเศษอยา่งที่ควรจะเป็น ทา ใหผ้ ปู้กครองของเด็กร่วมช้นัเรียนบางคนเกิดอาการไม่พอใจ ที่ลูกของตนตอ้งมาเรียนร่วมห้องเดียวกนักบัเด็กปัญญาอ่อน โดยอา้งว่ากลวัลูกจะโดนทา ร้ายบา้งล่ะ กลวัเด็กปัญญาอ่อน บอกว่าเผิงเถี่ยหนนัเป็นตวัอนัตรายบา้งล่ะกลวัลูกเสียการเรียนบา้งล่ะเนื่องจากมี เด็กปัญญาอ่อนอยใู่นห้องกลวัจะเรียนล่าชา้กว่าปกติเพราะตอ้งรอและคอยสอนเด็กปัญญาอ่อนให้มาก ข้ึน ซ่ึงเขาเรียนรู้ชา้กวา่ ใคร ๆ แต่ที่กล่าวมานี่ไม่ใช่ปัญหาที่แทจ้ริงเสียหน่อย ปัญหาที่แทจ้ริงก็คือการที่ ไม่เปิดใจยอมรับในตวัของเผิงเถี่ยหนนัแค่เพราะเขาข้ึนชื่อวา่เป็นเดก็ ปัญญาอ่อน เป็นเด็กพิเศษกค็งเป็น ที่รู้กนัแลว้ว่าเขาไม่ปกติคนทวั่ๆ ไปมกัจะตดัสินคนกลุ่มน้ีไปโดยปริยายว่าเขาตอ้งเป็นแบบน้ีแน่ๆ


18 ตอ้งเป็นแบบน้นัแน่ๆ แต่หากเราลองเปิดใจดูเราจะไดเ้รียนรู้อะไรใหม่ๆ และไดก้า้วเขา้สู่โลกอนังดงาม ของพวกเขา ดงัตวัอยา่ง เช่น แม่ของติงโถงใส่กระโปรงสีขาวและรองเทา้ส้นสูงเดินเขา้มาแต่ไม่กลา้นั่งเกา้อ้ี ของพวกเราครูจึงเรียกผมใหเ้อาผา้ชุบน้า มาเช็ดใหส้ะอาดแลว้เชิญแม่ติงโถงนงั่ลง ติงโถงเล่าว่า “ลูกฉันชอบทา ตวัพิเศษ” ครูพยกัหนา้แม่ติงโถงเล่าต่อว่า “เขาเป็น เด็กฉลาดแมบ้างคร้ังจะประมาทไปบา้ง” ครูพยกัหน้าอีกคร้ัง “ออ้ดิฉันไดย้ิน ติงโถงเล่าว่า...ในช้ันเรียนของเขามีเด็กปัญญาอ่อนคนหน่ึง ทา ไมถึงเป็นเช่นน้ี ล่ะ?” แม่ติงโถงส่ายหน้า “แบบน้ีมันไม่ยุติธรรมส าหรับเด็กคนอื่น ๆ นะครู มนัอาจจะส่งผลต่อเด็กคนอื่น ๆ ก็ไดน้ะครูควรแจง้ทางโรงเรียนใหร้ีบแกไ้ขเรื่อง น้ีโดยด่วน “มันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คุณแม่คิดหรอกนะครับ เขาเป็นเด็กที่ บกพร่องทางปัญญาก็จริงแต่ก็เป็นเดก็นิสัยดีเชื่อฟังครูและยงั...” “ไม่นะครูนี่คือ ปัญหาส าคญัถา้ในช้นัเรียนน้ีมีเด็กปัญญาอ่อน มนัตอ้งส่งผลเสียต่อการเรียนการ สอนอยา่งแน่นอน...” ครูยงัพูดไม่จบ แม่ติงโถงก็ขดัจงัหวะและเขาก็พดูไม่ทนัจบ ก็ถูกผูช้ายอีกคนหน่ึงขีดจงัหวะเขา้บา้ง “คุณนายเหมือนจะมีอคติบางอย่างอยู่นะ ...”ผมมารู้ทีหลงัว่าเขาคือพ่อหลินเจียอินผูเ้ป็นหัวหนา้ช้นัแม่ติงโถงกบัพ่อของ หลินเจียอิน ยงิ่พดูยงิ่เสียงดงัผมยงิ่ฟังยงิ่ ไม่เขา้ใจ (ผมปัญญาอ่อน : 058-059) จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าเผิงเถี่ยหนันตัวละครเด็กปัญญาอ่อนน้ัน ยงัมิได้ได้รับ การยอมรับจากผปู้กครองของเด็กคนอื่น ๆ ในช้นัเรียน และรวมไปถึงคนทุกคนในสังคม ซ่ึงนนั่ก็ไม่ใช่ เรื่องที่ผิดแปลกอะไร เพราะในปัจจุบนัถึงแมโ้ลกจะให้การยอมรับในการอยู่ร่วมกนักบักลุ่มเด็กพิเศษ แลว้แต่ก็มีกลุ่มคนบางส่วนที่ยงัมองว่าเด็กพิเศษเหล่าน้ีไม่สามารถมาอยรู่ ่วมกบักลุ่มคนปกติได้โดยที่ ยงัไม่ไดล้องเปิดใจ เช่นเดียวกนักบัแม่ของติงโถง เธอเอาแต่คิดวา่เผงิเถี่ยหนนัเป็นตวัปัญหา เธอคิดเพียง แค่ว่าเขาไม่ปกติเขาเป็นเด็กปัญญาอ่อน และคิดวา่เขามีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ถึงแมใ้ครต่อใคร จะบอกและพยายามอธิบายใหเ้ธอเปิดใจ หรือลองทา ความเขา้ใจเผิงเถี่ยหนนัดูแต่เธอก็ปฏิเสธเสียหมด และคัดค้านทุก ๆ อย่างที่จะท าให้เผิงเถี่ยหนันเข้ามามีส่วนร่วม หรือได้เรียนร่วมช้ันเรียนเดียวกัน กบัลูกชายหวัแกว้หวัแหวนของเธอ


19 4.3.2 มุมมองของครูที่มีต่อตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูศ้ึกษาพบว่าวรรณกรรม เยาวชนเรื่องน้ีนา เสนอในดา้นของมุมมองของครูที่มีต่อตวัละครปัญญาอ่อนไดค้ ่อนขา้งที่จะชัดเจน ซ่ึงเผิ่งเถี่ยหนัน เป็นเด็กปัญญาอ่อนที่เรียนร่วมช้ันเรียนเดียวกันกับเด็กปกติทั่วไป เขาเรียนอยู่ใน โรงเรียนปกติซ่ึงไม่ใช่โรงเรียนพิเศษที่จะมีสมรรถนะในการรองรับการดูแลเด็กพิเศษแบบเขาเลยสักนิด เดียว ทา ให้เขาไม่ไดร้ับการเรียนการสอนในรูปแบบที่ควรจะเป็น เขาตอ้งเรียนหลกัสูตรเดียวกนักบั เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ซ่ึงเป็นเด็กปกติที่สามารถเรียนรู้ไดร้วดเร็วอยา่งเหมาะสมตามวยัซ่ึงแตกต่างจากเขา โดยสิ้นเชิง เขาไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้เลยในแต่ละคร้ังที่เข้าเรียน ถึงแม้เขาจะพยายามสุด ความสามารถแลว้กต็าม เขาไม่สามารถเขา้ใจในสิ่งที่ครูสอน ไม่สามารถทา ขอ้สอบวดัระดบัเหมือนดงัที่ เพื่อน ๆ ของเขาทา ได้เวลามีการสอบวดัระดบัครูมกัจะใหเ้ขาเดาโดยใหใ้ส่เพียงคา ตอบเดียวในขอ้ สอบ ทุกขอ้บา้งล่ะใหห้ยดุอยบู่า้นไม่ตอ้งมาสอบบา้งล่ะและที่ยงิ่ ไปกวา่น้นั ในบางคร้ังคุณครูถึงกบัไปที่บา้น เพื่อบอกใหแ้ม่ของเขายา้ยเขาไปเรียนที่โรงเรียนพิเศษอยา่งที่ควรจะเป็น ดงัตวัอยา่ง เช่น ครูหยางบอกกับผมว่าพรุ่งน้ีผมไม่ต้องมาโรงเรียนแล้ว และพรุ่งน้ีของพรุ่งน้ี ก็ไม่ตอ้งมาดว้ยเพราะสองวนัน้ีคือวนัสอบ “เกิดเป็นคนปัญญาอ่อนนี่ดีจงั ไม่ตอ้ง สอบก็ได”้ติงโถงเอ่ยขาเป๋เหลือบตามองและเขาพูดข้ึนว่า “คนที่มาสอบก็ไม่แน่ วา่จะไม่ไดป้ ัญญาอ่อนนะ” เขาท้งัสองคนชอบทะเลาะกนัแต่ผมไม่รู้วา่เขาทะเลาะ กนัเรื่องอะไร “รออีกสองวนัค่อยมานะ” ครูหยางเอ่ยข้ึนดว้ยรอยยิ้ม “ครูคิดว่า อย่างน้ีดีที่สุด นายก็พกัสองวนัที่บ้าน คะแนนเฉลี่ยของห้องเราก็จะดูดีกว่า” ผมสะพายเป้เดินกลบับา้น ช้อนเหล็กกระทบกนั ในกล่องขา้วพลาสติกเสียงดงั กุกกัก ๆ แต่พรุ่งน้ีและพรุ่งน้ีของพรุ่งน้ีผมจะไม่ได้เอาข้าวกล่องใส่เป้มา ที่โรงเรียนอีกแลว้ “สองวนัน้ีลูกอ่านหนังสืออยู่ที่บา้นดีๆ นะ อย่าดูทีวีแม้จะ ไม่ไดไ้ปโรงเรียนกย็งัเรียนหนงัสือได”้แม่กา ชบัผมก่อนออกไปเปิดร้าน (ผมปัญญาอ่อน : 105-106) จากตวัอยา่งขา้งตน้จะเห็นไดว้า่เผงิเถี่ยหนนัตวัละครเดก็ ปัญญาอ่อนน้นัยงัมิไดร้ับการ ดูแลเอาใจใส่จากครูผูส้อนเท่าที่ควรอาจจะเป็นเพราะครูไม่ไดม้ีความเชี่ยวชาญในการที่จะดูแลและ สอนหนงัสือเด็กพิเศษอยา่งเขา ซ่ึงนนั่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไรเพราะโรงเรียนที่เขาเรียนคือโรงเรียน ปกติไม่ใช่โรงเรียนพิเศษดงัที่ควรจะเป็น แต่จะเห็นไดจ้ากตวัอย่างว่า เผิงเถี่ยหนันน้ันยังมิได้ได้รับ การยอมรับในทุก ๆ เรื่องจากครู ยังคงมีเรื่องของการสอบวัดระดับคะแนนที่เขายังโดนกีดกนั หรือที่ใช้ ค าพูดใหดู้ดีวา่“ไม่ตอ้งมาสอบก็ได”้แต่ที่ครูทา ไปแบบน้นัก็เพื่อใหค้ะแนนของสายช้นัสูงข้ึน เพราะถ้า หากเขามาสอบดว้ยคะแนนของเผิงเถี่ยหนนัจะดึงคะแนนของเพื่อน ๆ ท้งัสายช้นั ให้ดิ่งลงถึงแมว้่าการ กระท าของครูจะเป็นวิธีการแกป้ ัญญาที่ครูคิดวา่มนัอาจจะดีที่สุดแลว้แต่ในทางกลบักนัหากครูเขา้ใจเขา


20 และพยายามที่จะสอนเขาใหม้ากกวา่น้ีอีกสักนิด เขาอาจะทา ข้อสอบได้บา้ง ซ่ึงนนั่ยอมดีกวา่การที่ปล่อย ให้เขามาโรงเรียนแต่ไม่ไดเ้รียนรู้อะไรเลย ไม่ไดส้อบเหมือนกบัเพื่อน ๆ ดงัที่ควรจะเป็น คนเป็นครูจง อยา่ลืมวา่เดก็ทุกคนมีสิทธ์ิที่จะไดร้ับการศึกษาอยา่งเท่าเทียมกนัถึงแมส้ติปัญญาของเดก็จะต่างกนักต็าม 4.3.3 มุมมองของเพื่อนที่มีต่อตัวละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ผูศ้ึกษาพบว่าวรรณกรรม เยาวชนเรื่องน้ีนา เสนอในดา้นของมุมมองของเพื่อนที่มีต่อตวัละครปัญญาอ่อนไดค้่อนขา้งที่จะชดัเจน เผิงเถี่ยหนัน เป็นเด็กปัญญาอ่อนที่เรียนร่วมกันกับเด็กปกติมิได้มีการแบ่งแยกห้องหรือช้ันเรียน แต่อยา่งใด ทา ใหเ้ขาตอ้งใชช้ีวิตในโรงเรียนเหมือน ๆ กนักบัเดก็ทวั่ๆ ไป เพียงแต่สติปัญญาในดา้นของ ทกัษะการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ของเขาน้นั ไม่เท่าทนัเพื่อน ๆ ส่งผลทา ใหพัฒนาการทางด้านการเรียน ้ ล่าชา้และไม่เป็นไปตามวยัเหมือนกบัเด็กคนอื่น ๆ เขาไม่สามารถเรียนรู้ไดเ้ท่าทนัเพื่อน ๆ ในหอ้งก็จริง แต่เขาก็สามารถที่จะใชช้ีวิตในโรงเรียนแห่งน้ีได้ถึงแมว้่าการมาโรงเรียนในแต่ละวนัน้นัเขาแทบจะ ไม่ไดอ้ะไรเลยเผงิเถี่ยหนนัถึงแมจ้ะมีพฒันาการการเรียนรู้ที่ชา้กวา่เพื่อน ๆ แต่เขากส็ามารถที่จะปรับตวั และท ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับเพื่อน ๆ ได้บ้าง แม้ในบางคร้ังเขาต้องเสียรู้ให้เพื่อน ๆ แกล้ง หรือทา ใหเ้ขากลายเป็นตวัตลกในสายตาของคนรอบขา้งอยบู่ ่อย ๆ ก็ตาม แต่ที่เขายงัอยรู่ ่วมกบัเพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ ได้นนั่ก็เป็นเพราะเขาไม่เขา้ใจในสิ่งเหล่าน้นัเขาจึงมีความสุขที่ไดท้า สิ่งต่าง ๆ ร่วมกนั และเหมือน ๆ กนักบัเพื่อน ๆ ดงัตวัอยา่ง เช่น เพื่อน ๆ เล่ากนัวา่สงครามลูกโป่งน้า สนุกมาก ท้งัยงัสามารถไดเ้งินอีกดว้ยเพื่อน ๆ ชวนผมเขา้ร่วมผมเลยรับปากพวกเขา แต่มารู้ทีหลงัว่าผมตอ้งเป็นคนยืนอยู่หลงั แผ่นกระดานเพื่อให้คนอื่น ๆ เอาลูกโป่งน้ าปาใส่ผมก็บอกว่าผมไม่เอาแล้ว ผมไม่ได้โง่ขนาดน้ันนะ ที่จะต้องยืนเฉย ๆ ให้คนอื่นเอาลูกโป่งน้ าปาใส่เล่น “นายไม่เอาเหรอแลว้นายยงัจะช่วยอะไรไดล้่ะ วาดโปสเตอร์แจกตวั๋หรือเกบ็เงิน นายจะท าได้เหรอ” ติงโถงแสดงความสงสัย “เผิงเถี่ยหนนันายจะไม่โดนลูกโป่ง ง่าย ๆ หรอกนะ เพราะนายหลบได้นี่นายหลบเก่งอยู่แล้ว” หลินเจียอิน พูดให้กา ลงัใจผม ในเมื่อเธอเห็นดว้ย ผมก็ยินดีรับหน้าที่น้ีผมอยากเป็นคนเก่ง ในสายตาของเธอ เธอยงับอกกับผมว่าเงินที่ได้มาจะเอาไปซ้ือตู้กดน้ า ต่อไป ผมจะได้ไม่ต้องวิ่งไป ๆ มา ๆ เพื่อตักน้ าอีกแล้ว พอถึงวนัที่โรงเรียนจัดงาน ผมก็รับหนา้ที่ยืนอยหู่ลงักระดานและรอคนเอาลูกโป่งน้า มาปาใส่หนา้ผม ติงโถง ร้องตะโกนเรียกร้องความสนใจกบัคนที่ผ่านไปมา “ปาลูกโป่งน้า ปาลูกโป่งน้า เชิญครับ ๆ สนุกมาก ๆ เลย” บนไมก้ระดานไดท้า ช่องไวเ้ป็นรูปทรงกลม เพื่อเป็น ตา แหน่งให้ผมวางหนา้ไว้จู่ๆ ผมเห็นมีคนถือลูกโป่งน้า ในมือเดินมาผมมองเขา ดว้ยความตื่นเตน้พอเขาปามาผมก็รีบขยบัหนา้หลบ ไม่โดน ผมเก่งจงัคนต่อมา


21 ก็ไม่โดน เขาพากนับ่นว่าไม่สนุกเลย ติงโถงวิ่งเขา้มาพร้อมกบัส่ายหัวแลว้พูดว่า “นายอยา่เอาแต่หลบสิไม่เช่นน้นัจะไม่มีใครมาเล่น เราก็จะไม่ไดเ้งินนะ”ผมเลย ยืนนิ่ง ๆ ลูกโป่งน้า ที่ปามาก็โดนไหล่ผมแลว้ก็แตกเส้ือผา้ผมก็เปียกหมด ทีน้ีทุก คนต่างก็พากนัหวัเราะชอบใจผมก็เลยหวัเราะตามพวกเขา เพราะว่ามนั ไม่ไดเ้จ็บ อะไร ผมได้สัมผสัถึงความเปียกช้ืนก็ทา ให้สนุกไปอีกแบบ ดีแล้วที่แม่ไม่อยู่ ผมจะไดไ้ม่ตอ้งโดนด่า (ผมปัญญาอ่อน : 068-070) จากตวัอย่างขา้งตน้จะเห็นไดว้่าเผิงเถี่ยหนนัถึงแมเ้ขาจะไม่สามารถเรียนรู้ไดเ้ท่าทนั เพื่อน ๆ แต่เขาก็สามารถที่จะใชช้ีวิตร่วมกนักบัเพื่อน ๆ หรือเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ได้เพียงแต่เขาอาจจะเสียรู้ ไปบา้งในบางคร้ัง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไรมากนัก เพราะเขาเองก็ไม่เขา้ใจ และไม่ไดค้ิดอะไร มากนกัดว้ยความที่เขา้เป็นเด็กปัญญาอ่อน จึงทา ให้เขามีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ไม่ซบัซ้อน เขาจะ คิดอะไรแค่ในแง่มุมเดียว ยิ่งเด็กปัญญาอ่อนที่ชื่อ“เผิงเถี่ยหนนั” ดว้ยแลว้ละก็เขาจะคิดและมองโลก ในแง่บวกเสมอยกเวน้ว่าเขาจะโกรธข้ึนมาเสียจริง ๆ ซ่ึงนั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดข้ึนไดยากมาก ขนาด้เขา โดนเพื่อน ๆ หลอกใช้ โดนเพื่อน ๆ แกลง้เขายงัสามารถที่จะขา และหวัเราะไปดว้ยกนักบัที่เพื่อน ๆ หัวเราะเขา และนั่นมันก็คงจะจริงดังที่ขาเป๋เคยพูดกับเผิงเถี่ยหนัน ไว้ว่า “เพราะนายไม่เข้าใจ นายถึงมีความสุข” ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” ได้มีการน าเสนอพฤติกรรมของตัวละคร ปัญญาอ่อน นั่นก็คือเผิงเถี่ยหนัน วรรณกรรมเรื่องน้ีพยายามที่จะแสดงทกัษะการใช้ชีวิต และแสดง แง่มุมหรือทัศนคติในการมองโลกของเด็กปัญญาอ่อน ว่าเขามีมุมมองของการคิดและการใช้ชีวิต แตกต่างออกไปจากเด็กปกติอย่างไร ซ่ึงนั่นก็แสดงให้เห็นว่า การที่เขาเป็นเด็กปัญญาอ่อนน้ัน ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไรมากนกัเขายงัสามารถที่จะใชช้ีวิตอยใู่นสังคมได้สามารถมีเพื่อน สามารถเขา้ สังคมกับกลุ่มคนปกติได้เพียงแต่ว่าเขาจะคิดช้า และจะไม่เข้าใจในสิ่งที่คนทั่วไปเขาเข้าใจกัน วรรณกรรมเรื่องน้ีแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนพิเศษแบบเผิงเถี่ยหนนั ไม่ไดส้ร้างปัญหาให้กบัคนในสังคม เขามีโลกของเขา มีทัศนคติที่แตกต่างออกไปจากเรา แต่ท้ังหมดนี่ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติที่ท าให้ ในปัจจุบนัเดก็พิเศษแบบเผงิเถี่ยหนนัน้นัยงัไม่ไดร้ับการยอมรับจากสงัคมอยา่งเตม็ตวั


22 5.สรุปและอภิปราย จากการศึกษาการตวัละครปัญญาอ่อนในวรรณกรรมเรื่อง“ผมปัญญาอ่อน” มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์พฤติกรรมของตัวละคร วิเคราะห์การอยู่ร่วมกันในสังคมของตัวละครปัญญาอ่อน และวิเคราะห์มุมมองภาพสะทอ้นของคนในสังคมต่อตวัละครปัญญาอ่อน จากการศึกษาข้อมูลแสดงให้ เห็นวา่การที่เด็กคนใดคนหน่ึงน้นัจะเป็นเด็กปัญญาอ่อนไดล้ว้นมีสาเหตุมีที่มาที่ไป พฤติกรรมของตวั ละครเด็กปัญญาอ่อนก็เช่นกนัเขาจะมีพฤติกรรมอยา่งไรจะกา้วร้าวจะข้ีอายจะเรียบร้อยจะเป็ นมิตร หรือเขา้กบัคนในสังคมไดห้รือไม่ลว้นเกิดมาจากการอบรมเล้ียงดูและเกิดจากปัจจยัพ้ืนฐานที่หยงั่ราก ฝังลึกภายในจิตใจของคนแต่ละคนต้งัแต่ยงัเดก็ จากการวิเคราะห์ตวัละครปัญญาอ่อนในเรื่อง “ผมปัญญาอ่อน” แสดงให้เห็นว่า เผิงเถี่ยหนัน เป็นเด็กปัญญาอ่อนที่มีทศันคติการมองโลกในแง่ดีเขาสามารถเขา้กบัเพื่อนทุก ๆ คนได้แมจ้ะเสียรู้ให้ เพื่อน ๆ และคนใกลต้วัอยบู่ ่อย ๆ แต่เพราะความไม่เขา้ใจในสิ่งเหล่าน้นัจึงทา ใหเ้ขาไม่ตอ้งคิดมาก ดังค า ที่ขาเป๋พูดไวก้ ับเขาว่า “เพราะนายไม่เข้าใจ นายถึงมีความสุข” เผิงเถี่ยหนันมีครอบครัวที่อบอุ่น เขาอยู่กับแม่และน้องสาวอีกหน่ึงคน แม่ของเขาพยายามเต็มที่ที่จะรักษา ช่วยเหลือทุกทางเท่าที่จะ สามารถทา ไดเ้พื่อหวงัว่าเขาจะดีข้ึนบา้งในสักวนัส่วนในเรื่องของการเขา้สังคมไม่ว่าจะเป็นกบัเพื่อน หรือกบัคนรอบขา้งท้งัในและนอกโรงเรียนน้นัเขาสามารถทา ไดด้ีเพียงแต่เขาน้นัยงัไม่รับการยอมรับ จากคนทวั่ๆ ไป ยงัมีใครอีกหลาย ๆ คน เรียกเขาวา่ ไอป้ ัญญาอ่อน หรือไอ้เดก็ ปัญญาอ่อน ซ่ึงเขาเองก็ ไม่เขา้ใจคา ๆ น้นัเขาจึงทา ไดแ้ค่เพียงยิ้มและหัวเราะไปกบัคนที่หัวเราะเยาะเขา วรรณกรรมเยาวชน เรื่องน้ีจะทา ให้ผูอ้่านรู้สึกรักและเอ็นดูตวัละครเด็กปัญญาอ่อน จะรู้สึกว่าเขาน่ารักและจะทา ให้ผูอ้่าน จินตนาการไปถึงกลุ่มคนพิเศษที่มีมุมมองการมองโลกแตกต่างออกไปจากเราเหมือนกนักบัเผิงเถี่ยหนนั ในสังคมปัจจุบนัของเรานับว่ามีกลุ่มเด็กพิเศษอยู่เป็นจา นวนไม่น้อยเลย พวกเขาเหล่าน้ันยังต้องการ การดูแล ตอ้งการความรัก ความอบอุ่นเหมือน ๆ กนักบัเด็กทวั่ๆไป และสิ่งที่เด็กเหล่าน้ีตอ้งการคงจะ ไม่พน้การยอมรับจากสังคม ให้มองเขาเป็นแค่เด็กคนหน่ึงถึงแมเ้ขาจะไม่ไดเ้กิดมาปกติแบบเราทุกคน แต่อยา่งนอ้ยเขากอ็ยากจะเป็นเดก็ ปกติทวั่ๆ ไปคนหน่ึงในสายตาของคนทุกคนบนโลกใบน้ี 6.บรรณานุกรม ดารณีศกัด์ิศิริผล. (2553). เด็กที่มีความต้องการพิเศษ. วารสารสารานุกรมศึกษา,27(1),.55-59. ทิศนา แขมมณี. (2547). เด็กพิเศษได้รับการดูแลเป็ นพิเศษสมชื่อเพียงใด.วารสารราชบัณฑิตยสถาน, 24,(4),.871-874. บังอร ต้นปาน. (2537). มิติใหม่ของการเรียนการสอนเด็กพิเศษ การศึกษาพิเศษการจัดการศึกษา แบบเรียนร่วม.กรุงเทพฯ :คณะวิชาครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.


23 ผดุง อารยวิญญู. (2542). การศึกษาส าหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ.กรุงเทพฯ : แวน่ วงพกัตร์ภู่พนัธ์ศรี. (2534).จิตวิทยาเด็กพิเศษ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามค าแหง วารี ถิระจิตร. (2541). การศึกษาส าหรับเด็กพิเศษ.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หวัง ซู เฟิ น. (2563). ผมปัญญาอ่อน. (พิมพค์ร้ังที่4). นนทบุรี: วารา พบัลิซซิ่ง อรนุช ลิมตศิริ. (2553). การสอนเด็กพิเศษ. (พิมพค์ร้ังที่5).กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามค าแหง Abroms, K., & Bennett, J. (1980). Current Genetic Demographic Finding in Down’s Syndrome. How Are They Presented in college Textbooks on Exceptionality? Mental Retardation, 18, 101-107. Grossman, H.J. (ED). (1973). Manual on Termindogy and Classification in Mental Retardation. Washington, D.C. : Amerivan Association on Mental Deficiency.


Click to View FlipBook Version