The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัยการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tanyawee Pongnakapitak, 2023-07-10 12:57:25

บทความวิจัยการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา

บทความวิจัยการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา

การใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา ของนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ The a teacher’s language usage in multilingual school Of Education stucations Thaksin University กรญภัณฑ์ รัศศรี(Kornyapan Ratsri) 1 ญานิกา ก้องบูลยาพงษ์(Yanika Kongbullayapong) 2 ธันยวีร์พงศ์นาคะพิทักษ์ (Tanyawee Pongnakapitak) 3 นริศรา ฉลองกุล (Narissara Chalongkul) 4 นัสรี่ย์ ยอมรัญจวน (Nussary Yomrunjuan) 5 เบญจวรรณ ขวัญนา (Benjawan Khwanna ) 6 และฟาดีลา แวฮามะ(Fadila Waehama) 7 วรินธร เบญจศรี (Warintorn Benjasri,Ph.D.) 8 ศิริรัตน์ สินประจักษ์ผล (Sirirat Sinprajakpol,Ph.D.) 9 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ภาษาของครูในบริบทต่ าง ๆ เพื่อให้ครูสามารถเลือกใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์เพื่อให้ครูสามารถปรับตัวเข้ากับ สังคมพหุภาษาได้ในทุก ๆ บริบท และเพื่อให้ครูได้ปรับทัศนคติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้เรียน ที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม โดยได้มีการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่ เกี่ยวข้อง และถอดความจากการสัมภาษณ์ครูในแต่ละบริบท ได้แก่ นางณัฐธิดา แวฮามะ นางสาวอาริยา ทองขยัน นางกัญญาภรณ์ รัศศรี และนายเอกรัฐ เพ็ชรรักษ์ ผลการศึกษาพบว่าการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา ในแต่ละบริบทครูทั้ง 3 ประเภท ซึ่งในทุกบริบทของครูแม้จะแตกต่างกันตามหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่สิ่งเหล่านี้เป็น หน้าที่ของครูที่จะต้องท าให้สมบูรณ์และครูจะต้องสร้างความเสมอภาคในการได้รับการศึกษาให้แก่ ผู้เรียนที่หลากหลาย ดังนั้นในแต่ละบริบทของครูจะต้องเอื้อต่อผู้เรียนแบบพหุภาษาและวัฒนธรรม จึงจะช่วยแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคอย่างที่นักเรียนบางกลุ่มประสบอยู่ 1-7 นิสิตระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาไทย,หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต,คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา 8-9 อาจารย์ประจ ารายวิชา 0000112 รายวิชาพหุภาษาเพื่อการเรียนรู้,,คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา


Abstract This study aims to study the use of teachers' language in different contexts so that teachers can choose to use the language appropriately according to the circumstances, so that teachers can adapt to multi-lingual societies in every case. In order for teachers to adjust their attitudes to peaceful coexistence of students with a wide range of languages and cultures. The study was conducted based on relevant documents and transcripts from teacher interviews in each context: Mrs. Natthida Waehama, Ms. Ariya Thongkayan, Mrs. Kanyaporn Rassri and Mr. Ekarat Petrak. In each of the three teacher contexts, despite the differences in duties and responsibilities, these are teachers' responsibility to complete, and teachers must create equality in education for a wide range of learners. Therefore, each teacher context must be conducive to multilingual and cultural learners, helping to solve the inequality that some students are experiencing. ค าส าคัญ บริบท (context) หมายถึง สภาพแวดล้อม และเงื่อนไขต่างๆ ที่รายล้อมเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ของสิ่งๆหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราจัดให้เป็นศูนย์กลาง ครูที่ปรึกษา หมายถึง ครูผู้ดูแล และคอยช่วยเหลือผู้เรียนในทุกด้าน เมื่อประสบอุปสรรค ปัญหา ครูประจ ารายวิชา หมายถึง ครูผู้สอนประจ ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร จัดท าโครงสร้างรายวิชา แผนการเรียนรู้ และศึกษาเนื้อหาวิชาที่สอน ครูฝ่ายปกครอง หมายถึง ครูที่คอยอบรมด้านระเบียบวินัย และคุณธรรมให้แก่ผู้เรียน พหุวัฒนธรรมการศึกษา หมายถึง การจัดการศึกษารูปแบบหนึ่งที่มีสภาพแวดล้อมทาง การศึกษาประกอบไปด้วยนักเรียนที่มาจากกลุ่มวัฒนธรรมที่ต่างกัน การยอมรับซึ่งกันและกันซึ่งกัน และกัน ระหว่างกลุ่มนักเรียนต่างวัฒนธรรม โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อตกลงที่ว่าจะไม่ขัดแย้ง และแบ่งแยกตัวผู้เรียน


บทน า ความเหลื่อมล้ าทางการศึกษาอันเนื่องมาจากภาษา ในประเทศไทยมีผู้เรียนที่ไม่ได้พูด ภาษาไทยเป็นภาษาแม่เป็นจ านวนมาก ที่ต้องเผชิญอยู่กับปัญหาในการเรียนในรั้วโรงเรียนหลาย ประการ จึงเป็นกลุ่มพิเศษที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่จะมีส่วนส าคัญในการจัดการเรียนการสอน ให้กับกลุ่มนักเรียนกลุ่มนี้ ควรเป็นครูผู้สอน แต่กระนั้นครูผู้สอนเองก็มีบทบาทหน้าที่หลากหลาย ภายในรั้วของโรงเรียนที่จะต้องกระท า สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือ “การใช้ภาษาของครูผู้สอน” ที่จะต้อง สอดคล้องกับบริบทของตนเองในแต่ละบริบท เพื่อการสื่อสารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันของผู้เรียน และครูผู้สอน และต้องควบคู่ไปกับการสอนสั่งให้ผู้เรียนเข้าใจและยอมรับซึ่งความเป็นพหุภาษาและ พหุวัฒนธรรมภายในโรงเรียนให้ได้ เพราะการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนผู้เรียนที่แตกต่างทางภาษา ในชั้นเรียน เปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตที่ดีให้แก่ผู้เรียน ดังนั้นจากการที่ผู้ศึกษาได้เรียนรู้ และถอดบทเรียนจากรายวิชาพหุภาษาเพื่อการเรียนรู้ ผู้ศึกษาได้สนใจในประเด็นของการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนแบบพหุภาษา และการใช้ภาษา ของครูในแต่ละบริบทภายในรั้วโรงเรียน จึงในมีการศึกษาค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าวนี้ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ประเทศไทยปัจจุบันประกอบด้วยพลเมืองที่มีความหลากหลายชาติพันธุ์ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต และภาษาที่หลากหลาย ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ ท าให้สถานศึกษา และครู มีภาระงาน และอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากสถานศึกษาที่มีความ แตกต่างหล ากหล ายทางเชื้อชาติน้อย (กิตติวันท์ เดชชวนากร,2554 : 6) ได้กล่าวไว้ว่ า ครูผู้สอนในฐานะทรัพยากรหลักในการอบรมสั่งสอนนักเรียน จึงควรเห็นถึงความส าคัญ และใส่ใจใน ความต่างเหล่านี้ให้มาก และควรมีการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมแก่ห้องเรียนที่มีความ หลากหลายทางพหุภาษาเหล่านี้ การจัดการศึกษาในโรงเรียนที่มีความหลากหลายทางพหุภาษา และต่างวัฒนธรรม เรียนร่วมกันตามโรงเรียนส่วนใหญ่มักจัดการเรียนการสอน โดยยึดหลักสูตรกลาง ซึ่งมีเนื้อหาและ กิจกรรมการเรียนการสอนส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของเด็ก ส่งผลให้ เด็กต่างวัฒนธรรมและภาษาไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริงในชุมชนได้ ท าให้เกิด ความเบื่อหน่าย และไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียน (สุธารา โยธาขันธ์,2541 : 13) ได้กล่าวไว้ว่า ครูผู้สอนควรเป็นบุคคลที่มีบทบาทส าคัญในการจัดการเรียนการสอน และควรมีหน้าที่ส าคัญในการ


สอนเกี่ยวกับสังคมพหุภาษา และวัฒนธรรมให้แก่ผู้เรียนเป็นแบบอย่าง เพื่อให้นักเรียนเห็น ความส าคัญและตระหนักในเรื่องของสังคมอันหลากหลายนี้ ด้วยเหตุผลและความส าคัญดังกล่าวข้างต้น ผู้ศึกษาจึงต้องการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการจัด การศึกษาของโรงเรียนแบบพหุภาษาและบริบทของครูในบริบทต่าง ๆ ซึ่งมีความส าคัญอย่างยิ่ง ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจและตระหนักถึงความส าคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม พหุวัฒนธรรม และพหุภาษา แม้ว่าทุกคนจะมีความแตกต่างกันแต่ควรมีการยอมรับซึ่งกันและกัน เคารพในความเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน มีความเข้าใจ ช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยกัน สร้างความ เข้มแข็งให้กับชุมชนและมีการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งครูผู้สอนเป็นบุคคลที่ มีบทบาทในการปลูกฝังให้นักเรียนเห็นถึงความส าคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการใช้ภาษาของครูในบริบทต่าง ๆ 2. เพื่อให้ครูสามารถเลือกใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ 3. เพื่อให้ครูสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมพหุภาษาได้ในทุก ๆ บริบท วิธีการศึกษา ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา ครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษา โดยด าเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา เอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าโครงงานครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงตามประเด็น ของเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น บทความวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบพหุภาษา เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน บทความวิจัยเกี่ยวกับความขัดแย้งในปริบทของสันติศึกษาในเอกสารการ สอนชุดวิชาสันติศึกษา บทความวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาครูที่ปรึกษาด้านการด าเนินงานตามระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน บทความวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาตามความคิดเห็นของ อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา และหนังสือสิทธิทางภาษาเพื่อการพัฒนา


ขั้นตอนในการด าเนินการศึกษา 1. ผู้ศึกษาด าเนินการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียน พหุภาษา ทั้งจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน และการศึกษาจากการบันทึกภาพวิดีโอของบริบท ครูในแต่ละบริบท ในรอบระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 2. ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และถอดความจากภาพวิดีโอของบริบทครูใน แต่ละบริบทที่ได้บันทึกไว้อย่างละเอียด แล้วน ามาจ าแนกเป็นบริบทของครู 3 บริบท ได้แก่ การใช้ภาษาของครูในบริบทครูที่ปรึกษา การใช้ภาษาของครูในบริบทครูประจ าวิชา และการใช้ ภาษาของครูในบริบทครูฝ่ายปกครอง จากนั้นน ามาวิเคราะห์ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ตามบริบทของครู ในแต่ละบริบท ในแง่ของภาษาที่ครูในแต่ละบริบทต้องใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแบบโรงเรียน พหุภาษา 3. วิเคราะห์การใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา ในแง่ของการใช้ภาษาของครู ในแต่ละบริบท ของโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบพหุภาษา แล้วน ามาผนวกเข้ากับ เนื้อหาสาระรายวิชาพหุภาษาเพื่อการเรียนรู้ 4. น าผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล น ามาสรุป และสังเคราะห์ผลจากการศึกษาการใช้ ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษา เพื่อน ามาอภิปรายผลจากการศึกษาในเชิงวิเคราะห์ สรุปผลการศึกษา จากการศึกษาโครงงานเรื่องการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษาเพื่อศึกษาภาษา ของครูในบริบทต่าง ๆ ความเป็นพหุภาษาในโรงเรียนเปรียบเสมือนป่าไม้ที่มีความหลากหลายของ สิ่งมีชีวิต ซึ่งมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่สามารถจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้จึงจ าเป็นที่จะต้องมีการปรับตัว เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม การใช้ภาษาก็เช่นกันเราไม่ สามารถใช้ภาษาเดียวกันกับคนทุกคนได้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ และให้เกียรติซึ่งความเป็น เอกลักษณ์ของผู้อื่นแม้จะแตกต่างกัน คนเป็นครูก็เช่นกัน ควรให้ความส าคัญกับความเป็นพหุภาษา ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตนเองตลอดไปจนถึงภายในรั้วโรงเรียน ซึ่งในแต่ละบริบทมีความแตกต่างของ บทบาทหน้าที่และลักษณะการใช้ภาษาที่ต่างกัน โดยสามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1. ครูในบริบทครูที่ปรึกษามีบทบาทหน้าที่ที่ส าคัญ คือมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบและให้ ค าแนะน านักเรียนทั้งทางวิชาการหรือการใช้ชีวิต ดูแลนักเรียนเพราะได้รับมอบหมายเพื่อให้การ ช่วยเหลือและสนับสนุนให้นักเรียนประสบความส าเร็จ (กัลยานี พรมทอง,2548 : 12) ได้กล่าวถึง


บทบาทของครูที่ปรึกษาไว้ว่า เป็นอาจารย์ที่ได้รับค าสั่งแต่งตั้งให้มีหน้าที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบนักเรียน ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาประสบความส าเร็จในการศึกษาครูที่ปรึกษาจึงมี บทบาทส าคัญแก่นักเรียนอย่างมาก ในการศึกษาบริบทครูที่ปรึกษาจึงมีการใช้ภาษาที่เป็นกันเอง กับนักเรียนมากที่สุด เพราะครูที่ปรึกษามีบทบาทหลัก ๆ คือคอยให้ค าปรึกษา ดูแลช่วยเหลือนักเรียน อยู่ร่วมแก้ปัญหากับนักเรียนจนปัญหาจะถูกคลี่คลาย ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้ 1.1 กินข้าวมาแล้วม่ายลูก เป็นประโยคทักทายของครูที่ปรึกษาแทนค าว่านักเรียนด้วยค าว่า ลูกและปนค าว่า”ม่าย”ที่เป็นภาษาใต้เเทนค าว่าหรือยังในภาษากลาง (โรงอาหาร) 1.2 การบ้านวิชาสังคมนั้นท าส่งครูเขาซะด้วย อย่าให้ครูเค้าเที่ยวมาทวงอยู่หล่าว เป็นการ ตักเตือนที่ครูที่ปรึกษาใช้พูดตักเตือนนักเรียนในที่ปรึกษา มีการปนภาษาใต้ ให้ประโยคดูเป็นกันเอง เเละท าให้สถานการณ์ไม่ตึงเครียดเกินไป (ในห้องเรียน) 1.3 ต่อเช้าครูไปเยี่ยมบ้าน ซักผ้า ล้างชามเก้งเสียกันนะ อย่าตั้งบูดไว้ให้บัดสีครู เป็นประโยค ที่ครูที่ปรึกษาพูดกับนักเรียนในที่ปรึกษา ก่อนวันไปเยี่ยมบ้าน เพื่อให้นักเรียนรู้สึกไม่ตึงเครียดหรือ กังวลกับการเยี่ยมบ้านในวันถัดไป ให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น (หน้าเสาธงขณะโฮมรูม) 1.4 ส าหรับผู้ปกครองท่านใดที่เป็นตัวแทนของคณะกรรมการผู้ปกครองขอให้มาประชุม ตอเช้าอีกครั้งนึงเวลาตีสิบที่ห้องประชุมนะครับ ครูใช้การปนภาษาไทยถิ่นกลางกับภาษาไทยถิ่นใต้ใน ห้องเรียนขณะประชุมผู้ปกครองเพื่อนัดแนะกับผู้ปกครองท าให้ผู้ปกครองเข้าใจสารที่ครูจะสื่อทันที (ในห้องเรียน) 2. บริบทของครูประจ าวิชา ครูจ าเป็นจะต้องใช้ภาษาที่เด็กทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงเนื้อหาที่ ครูต้องการจะสื่อออกไปได้ เพราะเด็กแต่ละคนก็ต่างที่มา ต่างคนต่างมีภาษาแม่ที่แตกต่างกัน เช่น จากการสัมภาษณ์คุณครูณัฐธิดา แวฮามะ คุณครูโรงเรียนบ้านบราโอ คุณครูบอกว่าในโรงเรียนเด็ก นักเรียนส่วนใหญ่จะพูดภาษามลายูเป็นหลัก เด็กจะไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทย บางคนก็ไม่เข้าใจเลย คุณครูจึงมีการสลับภาษาและปนภาษาเวลาสอนนักเรียน เพื่อที่จะให้นักเรียนได้เข้าใจและไม่ได้รู้สึกว่า ตนนั้นแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ดังนั้นครูจึงควรใช้ภาษาที่เป็นกลาง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Lingual Franca ในขณะที่ยกตัวอย่างประกอบการเรียนการสอนก็ควรจะยกตัวอย่างที่เด็กทุกคนนั้น สามารถเข้าใจได้เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันเวลาเรียน นอกจากนี้ครูไม่ควรน าบรรทัดฐาน ความสามารถของตัวเองมาวัดกับความสามารถของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนนั้นมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ศักยภาพของเด็กก็ย่อมต่างกัน ขอแค่เขาได้กล้าพูด กล้าแสดงออกเพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ประสบ ความส าเร็จแล้วส าหรับครูประจ าวิชา ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้


2.1 พรุ่งนี้ท าการบ้านมาส่งด้วยนะ (แอเซาะวะงานมารีอาตาเตะนะ) 2.2 งานชิ้นนี้ใครเป็นคนท า แม่หรือพี่ (ปียอวะนิห์ เมาะกอกาเกาะวะ) 2.3 Good morning student สวัสดีตอนเช้านักเรียน 2.4 How are you today วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง 2.5 To กับ day มันต้องห่างกันมั้ย 3. ครูฝ่ายปกครองจะท าหน้าที่ดูแลนักเรียนเรื่องความประพฤติและกฎระเบียบ ยังรวมถึง ต้องควบคุมนักเรียนให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียนโดยไม่ต่อต้าน การใช้ภาษาของครูฝ่าย ปกครองจึงส าคัญ ครูฝ่ายปกครองจะใช้ภาษาที่ปกติอย่างครูประจ าวิชาและครูที่ปรึกษาเพียงแต่จะ เน้นตรงน้ าเสียงให้ดูหนักแน่น และน่าเกรงขามเพื่อที่จะควบคุมนักเรียนในทุกระดับชั้น บางครั้ง ครูฝ่ายปกครองอาจจะพูดภาษาทางการในด้านกฎระเบียบและข้อบังคับ แต่ใช้ภาษาแบบเป็นกันเอง กับนักเรียนได้ในบางโอกาส ครูฝ่ายปกครองจึงต้องใช้วิธีการปนภาษาและสลับภาษาเพื่อให้นักเรียน เข้าใจและรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน การปนภาษาหรือการสลับภาษาจึงเป็นวิธีการที่สามารถท าให้การ พูดคุยกันระหว่าครูฝ่ายปกครองกับนักเรียนไม่เข้มงวดจนเกินไป และท าให้การสนทนาดูผ่อนคลาย ดัง ตัวอย่างประโยคต่อไปนี้ 3.1 "ในการตรวจผมประจ าเดือนตุลาคม จะให้เกณฑ์เหมือนเดิมคือ ผู้หญิงห่างจากติ่งหู 2 เซนติเมตร ผู้ชายตัดรองทรงสูง" ครูฝ่ายปกครองจะต้องพูดกับนักเรียนทั้งสายชั้น ท าให้การพูดของ คุณครูต้องเป็นทางการและหนักแน่น (ในห้องประชุมของโรงเรียน) 3.2 "ผมเธอไม่ผ่านนะ ไปตัดมาให้เรียบร้อย ตอเช้ามาตรวจใหม่” ครูก าลังตรวจผมนักเรียน เป็นรายบุคคล ครูไม่จ าเป็นต้องพูดเป็นทางการมากเกินก็จะเห็นได้ว่าครูฝ่ายปกครองก็มีการปนภาษา เพื่อไม่ให้ดูเป็นการดูดุนักเรียนและลดความน่ากลัวลงได้เล็กน้อย (ในห้องเรียน) 3.3 "รู้ไหม ว่าการสูบบุหรี่มันไม่ดี มันอันตรายต่อปอดของเธอ ไหนจะคนรอบข้างจะได้รับ ผลกระทบอีก ถ้าเธอป่วยเป็นอะไรขึ้นมา พ่อแม่จะเสียใจแค่ไหน ครูว่าเลิกซะดีกว่า ครูจะช่วยหาทาง แก้ไขนี้" เมื่อมีนักเรียนที่มีพฤติกรรมในทางที่ไม่ดี คุณครูจ าเป็นต้องใช้น้ าเสียงที่เข้มงวดกับนักเรียน แต่ไม่ใช่เป็นการตะคอกหรือขึ้นเสียงใส่ (ในห้องปกครอง) 3.4 “เวลาขี่รถมอไซต์เข้าโรงเรียนหรือออกนอกโรงเรียนให้นักเรียนสวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และอย่าขับเร็วเกิน ให้ระวังตัวดีๆ ตอนนี้ใกล้สอบแล้ว” ครูฝ่ายปกครองก าลัง อบรมระดับชั้นนักเรียน ซึ่งเป็นการเรียกรวมนักเรียนทั้งระดับ หัวข้อในการอบรมวันนี้คือเรื่องการขับขี่ รถจักรยานยนต์บนท้องถนน” (ในห้องประชุม) 3.5 “พรุ่งนี้เป็นวันสอบวันเเรกให้นักเรียนทุกคนแต่งกายชุดนักเรียนให้เรียบร้อย ห้ามใส่ รองเท้าแตะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยให้พาร่มและดูแลตัวเองให้ดี เพราะเราสอบกันหลายวันเหลย อย่าทุจริต


ในการสอบ ครูจะให้ตกทันที”ครูฝ่ายปกครองและครูหัวหน้าระดับเรียกรวมนักเรียนเพื่อร่วมกัน รับทราบข้อตกลงและข้อปฏิบัติในการเตรียมตัวสอบ (ในหอประชุม) ดังนั้นการเลือกใช้ภาษาของครูในโรงเรียนจึงจ าเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับบริบทและหน้าที่ใน ขณะนั้น ๆ นอกจากนี้การใช้ภาษาของครูให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับสังคมในห้องเรียนที่เป็นแบบ พหุภาษาถือเป็นสิ่งส าคัญ เพราะนอกจากจะสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี นักเรียนที่มีความต่างของ การใช้ภาษาจากเพื่อน และผู้เรียนที่แตกต่างด้านการใช้ภาษาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดและอยากที่จะมี ส่วนร่วมในการเรียนการสอนของครูมากขึ้น เพราะเขาไม่ได้กลายเป็นคนแปลกแยกจากสังคมนั้น ๆ ดังนั้นการเป็นครูที่มีความรู้ ความอ่านที่สั่งสมมามากมาย แต่ไม่ได้เปิดรับและเข้าใจถึงความต่างของ ผู้เรียนก็กล่าวได้ว่าเป็นครูที่ไม่สมบูรณ์ คนเป็นครูต้องแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ดังนั้นครูหนึ่งคน สามารถเป็นได้ในทุกบริบท ทั้งครูที่ปรึกษา ครูฝ่ายปกครอง และครูประจ าวิชา อยู่ที่การเลือกใช้ภาษา ของครูให้เหมาะสมกับทุกบริบทที่ครูได้รับ การอภิปรายผลการศึกษา การส ารวจการใช้ภาษาของครูในสังคมโรงเรียนพหุภาษาในบริบทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นครูใน บริบทครูที่ปรึกษา ครูในบริบทครูประจ าวิชา และครูในบริบทครูฝ่ายปกครอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการใช้ภาษาของครูในบริบทต่าง ๆ ศึกษาการเลือกใช้ภาษาของครูได้อย่างเหมาะสมตาม สถานการณ์ ศึกษาการปรับตัวเข้ากับสังคมพหุภาษาของครูได้ในทุก ๆ บริบทตลอดจนศึกษาการปรับ ทัศนคติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของครูกับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมจาก วัตถุประสงค์ของโครงการผู้ศึกษาจึงต้องการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนแบบ พหุภาษาและบริบทของครูในบริบทต่าง ๆ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจและตระหนักถึงความส าคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม พหุวัฒนธรรม และพหุภาษา แม้ว่าทุกคนจะมีความแตกต่างกันแต่ควรยอมรับซึ่งกันและกัน เคารพใน ความเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันมีความเข้าใจ ช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยกัน สร้างความเข้มแข็ง ให้กับชุมชนและมีการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งครูผู้สอนเป็นบุคคลที่มี บทบาทในการปลูกฝังให้นักเรียนเห็นถึงความส าคัญในเรื่องดังกล่าว สามารถอภิปรายผลการศึกษา ได้ดังต่อไปนี้ 1. ครูหนึ่งคนสามารถมีบทบาทได้หลายบริบท ไม่จ าเป็นต้องรับหน้าที่เป็นแค่ครูที่ในการสอน หนังสือเพียงบริบทเดียว ต้องเป็นครูที่เข้าใจในการเลือกใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นการ สื่อสารไปในทิศทางเดียวกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน และยังเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เรียนทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน ครูต้องค านึงในเรื่องของสิทธิทางภาษาเป็นสิ่งส าคัญ ผู้เรียนทุกคนมีสิทธิใน


การที่จะเลือกใช้ภาษาของตนเองได้เท่าที่ต้องการ ซึ่งจะเป็นภาษาที่ผู้เรียนใช้สื่อสารได้ดี (Spolsky,2004 : 133) ได้กล่าวไว้ว่า นักเรียนที่มีภาษาแมแตกตางจากภาษาประจ าชาติ หรือภาษาราชการ จะเรียนรู้ไดชากวานักเรียนที่มีภาษาแมเปนภาษาประจ า ชาติหรือภาษา ราชการ หากไมมีการสนับสนุนหรือเขาใจเรื่องภาษา และสิทธิในการเลือกใช้ภาษาเท่าที่ควร จะท าใหนักเรียนไมอยากที่จะเรียน ฉะนั้นการที่ครูผู้สอนละเลยไมเห็นความส าคัญของภาษาอื่น แทนที่จะสรางความสมานฉันท ให เกิดขึ้นภายในโรงเรียนพหุภาษา กลับจะปรากฏผล ในทางตรงกันขาม นั่นก็คือการสรางความแตกแยกอยูลึก ๆ ให้แก่ผู้เรียน 2. ครูควรมีการสลับภาษา เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจในภาษาที่ครูต้องการสื่อมากยิ่งขึ้น เพราะใน ห้องเรียนไม่ได้มีการใช้ภาษาเพียง 1 ภาษาอย่างแน่นอน ดังนั้นการปนภาษาของครูจึงเป็นเรื่องที่ จ าเป็นในการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร (Grojens,1982 : 12) กล่าวว่า การสลับภาษาเป็นการที่ผู้พูดใช้ภาษาที่แตกต่างกันเพื่อบอกความตั้งใจ ซึ่งการสลับภาษา สามารถใช้เพื่อสร้างความเป็นพวกพ้อง หรือแสดงความห่างเหิน เช่น เมื่อผู้พูด ต้องการแสดงความเป็นพวกพ้องเดียวกันกับผู้ฟัง ก็จะเปลี่ยนไปใช้ภาษาเดียวกับผู้ฟัง การสลับภาษาเป็นเทคนิคเพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังได้ ดังนั้นครูผู้สอนความ จ าเป็นของการสลับภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งจึงตั้งอยู่ในสมมติฐานที่ว่า ภาษาใดภาษาหนึ่งจะ ใช้ได้เหมาะสมเมื่ออยู่ในสาถานการณ์ที่เหมาะสม 3. ครูต้องมีการปนภาษา เพราะครูผู้สอนควรตระหนักว่าภาษานอกจากจะสะท้อนตัวตนของปัจเจก บุคคล ภาษายังเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่บอกตัวตนของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ การปนภาษาใน สังคมโรงเรียนแบบพหุภาษาและวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งส าคัญ เพื่อท าให้เป็นการสื่อสารกันได้อย่าง เข้าใจ สร้างสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน รวมไปถึงการสร้างความมีตัวตนให้แก่ผู้เรียนใน โรงเรียนพหุภาษาและวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี(Marasigan,1988: 24) ได้มีการเสนอว่า การปน ภาษานั้นไม่มีรูปแบบที่แน่นอนว่าจะต้องปนเช่นนี้เมื่ออยู่ในบริบทนี้และสามารถสะท้อนสังคม วัฒนธรรมและความพึงพอใจส่วนบุคคล ว่าในสังคมที่อยู่นั้นยอมรับ การปนภาษาและมีการใช้ ภาษาอื่นปนในการสนทนาในชีวิตประจ าวัน โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า การใช้ภาษาของครูในโรงเรียนพหุภาษา คือแนวคิดและแนวปฏิบัติ ทางการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้คนในสังคมมีความเท่าเทียม ความเสมอภาค เสรีภาพ และรักศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ที่แตกต่างกัน โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา และครูในแต่ละ บริบทต่าง ๆ มีความส าคัญในการที่จะจัดการการเรียน การสอน และเตรียมผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ ได้อย่างมุ่งมั่นบนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม และภาษาเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิด เข้าใจยอมรับ และเคารพความแตกต่างกัน ทั้งด้านเชื้อชาติ สัญชาติ สถานะทางสังคม ความสามารถ และบทบาททางเพศ ตลอดจนประสบความส าเร็จทางการเรียนและสามารถเข้าสู่สังคมได้อย่างมี ความสุขโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นและความแตกต่างทางสังคมของผู้เรียน


ประโยชน์จากการศึกษา จากการศึกษาค้นคว้า และท าโครงงานในประเด็นเรื่อง การใช้ภาษาของครูในโรงเรียนสังคมพหุ ภาษา ท าให้นิสิตได้รับประโยชน์ ดังต่อไปนี้ 1. นิสิตเห็นแนวทางในการใช้ภาษาของครูในบริบทต่าง ๆ 2.นิสิตสามารถน าแบบอย่างการเลือกใช้ภาษาในห้องเรียนไปต่อยอดในอนาคตได้อย่าง เหมาะสมตามสถานการณ์ 3.นิสิตสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมพหุภาษาได้ในทุก ๆ บริบท 4.นิสิตสามารถสร้างทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ทางภาษาและวัฒนธรรมได้ ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการน าเอาแนวคิดเรื่องของการใช้ภาษาของครูในโรงเรียนแบบพหุภาษา ไปใช้สร้าง ค่านิยมให้เกิดความตระหนักในเรื่องดังกล่าวนี้ให้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนขยายผลไปยังสังคม โดยรอบให้มากยิ่งขึ้น 2. ควรน าเอาเรื่องของการใช้ภาษาของครูในโรงเรียนพหุภาษามาใช้อย่างจริงจัง และท าให้ เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ต้องอาศัยองค์กรในหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้อง กิตติกรรมประกาศ โครงงานนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาจากอาจารย์ ดร.วรินธร เบญจศรี และอาจารย์ ดร. ศิริรัตน์ สินประจักษ์ผล อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานที่ได้ให้ค าเสนอแนะ และแนวคิดของโครงงาน มาโดยตลอด จนโครงงานเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ ผู้ศึกษาจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณคุณครูและนักเรียนโรงเรียนอุตรกิจ จังหวัดกระบี่ โรงเรียนบ้าน บราโอจังหวัดปัตตานี และโรงเรียนวัดประทุมทายการาม จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอย่างสูงที่ได้ให้ ความร่วมมือในการท าโครงงานในครั้งนี้


เอกสารอ้างอิง เกสรีลัดเลีย. (2559). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบพหุภาษาเพื่อส ่งเสริมการอยู่ร ่วมกัน ของเด็กปฐมวัยในสังคมพหุวัฒนธรรมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. ยะลา : มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา. ไชยันต์รัชชกูล. (2532). ความขัดแย้งในปริบทของสันติศึกษาในเอกสารการสอนชุดวิชาสันติศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บัณฑิตย์สะมะอุน และคณะ. (2549). พหุวัฒนธรรมกับการพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้: กรณีศึกษาปอเนาะ. กรุงเทพฯ: ศูนย์มุสลิมศึกษาสถาบันเอเชียจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ทวีศักดิ์สนสี. (2547).การพัฒนาครูที่ปรึกษาด้านการด าเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนสวายวิทยาคาร อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์. การศึกษาค้นคว้าอิสระ ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต.(สาขาการบริหารการศึกษา). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. วรรณี จ านงรักษ์. (2532).บทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาตามความคิดเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษาและ นักศึกษาในวิทยาลัย อาชีวศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. โสภนา ศรีจ าปา. (2559). “พลังภาษาแม่”. ภาษา ; สิทธิและพลังเพื่อการพัฒนา.ปีที่ 35 (ฉบับที่ 1) 79.


Click to View FlipBook Version