ศิลปกรรมในชวงสมยั จักรวรรดิ
นบั ต้งั แตจักรพรรดอิ อกุสตสุ (ออคตาเวียน ซซี าร) เปนจกั รพรรดอิ งคแ รก จนถึงชวงโรมันลม สลายในป ค.ศ. 476
รูปแบบศิลปกรรมจะเนนไปท่ีการกอสรางสถาปตยกรรมตางๆ เชน โฟรุมหรือจตุรัสชุมชนเมือง (Forum) บาสิลิกา
(Basilica) โรงอาบนํ้าสาธารณะ (Therme หรือ the Baths) สนามกีฬา (เดิมคือ อัฒจันทรมหรสพ Amphitheatre
กลายเปน Arena & Stadium) วิหาร (Temple) ประตูชัยยานุสรณ (Triumphal Arch) เสาจารึกอนุสรณ (the
Columns) สะพานลําเลียงน้ํา (Aqueduct) เจตนาและเปาหมายเพื่อสาธารณประโยชนตอประชาชนและเมือง เพื่อให
เมืองดสู งา นาเกรงขาม แสดงความหรูหราและอาํ นาจของจกั รวรรดิ
สะพานลําเลียงนํ้า เปนบริการสาธารณะที่ทําใหโรมันมีความเปนอยูท่ีดีทั่วทั้งจักรวรรดิ มีทอ ลําเลียงเขาสู
เมือง 12 แหง มาจากระยะทางไกลหลายทิศทาง สรา งโดยใชโครงสรางแบบคานโคง (arch) ทําใหส ามารถ
ซอ นกันไดห ลายชั้น สูงจากแมนาํ้ 49 เมตร กอดวยหินเรียงทับกันโดยไมมซี ีเมนตเ ช่ือม นี่คอื สะพานลําเลียง
น้ําปองต ดู การ (Pont du Gard) ราวศตวรรษท่ี 1 BC. ใกลเมืองนีมส แควนโปรวองซ ทางตอนใตของ
ฝร่งั เศส
วิหารแพนธีออน (Pantheon) สรางปรับปรุงสมบูรณในสมัยจักรพรรดิฮาเดรียน ราว ค.ศ.126 เพื่อเปน
เทวาลัยของเทพโรมันท้ัง 7 องค โครงสรางของแพนธีออน อาคารทรงกระบอก มีมุขดานหนายื่นออกมา
คลายวิหาร มเี สา16 ตน แบบคอรินเธียน และหลังคาเปนโดม ที่เปดชองรับแสงตรงกลางเรยี กวา oculus
ผนังภายในโดมทําเปนสเี่ หลย่ี มลดหลน่ั ลกึ ลงไป เรียกวา ฝาหลุมเหลยี่ ม (coffer) เพอ่ื มใิ หผนังดูหนาเกินไป
ลดเสียงสะทอ นและเพ่อื เปน การตกแตงไปในตวั
ศลิ ปะโรมนั 48.
สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) หรือ (Flavian’s Amphitheatre) ค.ศ.70-80 ความคิดมา
จากโรงอฒั จนั ทรม หรสพ (Amphitheatre) มาทําเปน สนามกีฬา เพอื่ ใชเปน สถานท่ชี มการตอ สู ผัง
ของโคลอสเซียมเปนรูปทรงไขยาวรี โครงสราง 4 ชัน้ ใช arch และ barrel vault (tunnel vault)
รองรับคาน แบบของเสาจะตกแตงแตกตางกัน ช้ันลางใชหัวเสาแบบดอริก ช้ันสองใชหัวเสาแบบ
ไอโอนิค สวนชั้นสามใชหัวเสาแบบคอรินเธียน ชั้นบนสุดเปนเสาหลอก (เสาเก็จ) แบบผาครึ่ง
(pilaster หรือ half-columns engaged) กอดวยวัสดุอิฐและหิน ยึดดวยขอโลหะและใชซีเมนต
เช่ือม ตกแตงดวยหินออ นปดทับ
ประติมากรรมมีการสรางงานแบบเหมือนจริงตามลักษณะบุคคลและแบบอุดมคติปะปนกัน แตงานแบบรูปคน
เหมือนเปนท่ีนิยมมาก เพราะเปนประโยชนในการบันทึกนั่นเอง และก็มีทั้งเหมือนจริงแบบไมถายทอดอารมณกับแบบ
เหมอื นจริงแฝงถา ยทอดอารมณดว ย ใชวัสดุจําพวกหินออ นและการหลอ โลหะ ลกั ษณะของแบบประติมากรรมจะมีอยสู าม
ลักษณะ คอื
-ลกั ษณะประติมากรรมแบบนูนสูง (high relief) ตามอนุสาวรยี ประตูชัย เสาจารึกอนุสรณ มักเปนภาพบันทึก
เหตุการณข องจักรพรรดิและจารกึ ประวัติศาสตร
-ลักษณะภาพจําหลกั นนู ตํา่ ประดับตามผนงั อาคาร สสุ าน
-ลกั ษณะรปู ลอยตวั คนเหมอื นตา งๆ โดยเฉพาะรูปขององคจ ักรพรรดิตางๆ และชนชั้นสูง
เสาทราจันอนุสรณ (Trajan’s Column)
เป น อ นุ ส ร ณ ส ถ า น แ ล ะ บั น ทึ ก เห ตุ ก า ร ณ
สรา งขน้ึ ในป ค.ศ.113 ดว ยหินออ น มีรูปสลัก
ประติมากรรมนูนต่ํารอบเสาซอนกันเปน
เกลียว มีฉากบรรยาย 150 ตอน แสดงเรื่อง
ราวสงครามท้ังสองครั้งของจักรพรรดิทราจัน
ท่ีสมรภูมิ Dacia ในป ค.ศ. 101 และ ค.ศ.
105 เสามคี วามยาวกวา 183 เมตร
ศิลปะโรมนั 49.
ประตูชัยคอนสแตนติน (the Triumphal Arch of
Constantine) ประตูชัย 3 ชองคานโคง มีเสาแบบ
คอมโพสิตตกแตงประกอบ เพ่ือเปนอนุสรณตอการ
มีชยั ของจักรพรรดคิ อนสแตนตินเหนือแมกเซนตอิ ุส
ในป ค.ศ.312 ชองคานโคงกลางมีคําบรรยาย มภี าพ
จํ า ห ลั ก นู น ส ม โ ภ ช ก า ร มี ชั ย ช น ะ ข อ ง จั ก ร พ ร ร ดิ
ออเรลิอุสเหนือพวกเยอรมันในป ค.ศ.174 ผนัง
กําแพงดานในชองคานโคงกลาง มีภาพจําหลักนูน
อนุสรณจักรพรรดิทราจันคราวพิชิตดาเชีย ดานบน
เหนือคานโคงเล็กท้ังสองขางเปนภาพจําหลักนูน
ระลกึ ถึงจกั รพรรดิฮาเดรยี น
ประติมากรรมรูปลอยตัวคนเหมือน จักรพรรดิออกุสตุส
(Augustus of Primaporta) ถายทอดลักษณะความเหมือน
จริงของบุคคล (ซึ่งเปนประเพณีของโรมันมาแตกอน) บุคลิก
ความสงางามและความนาเกรงขาม และไดรับอิทธิพลมาจาก
อุดมคติแบบกรีกแฝงอยูในประติมากรรม (หลอมรวมทาทาง
แบบตรีภังคกับบัญญัติสัดสวนของโปลีไคลตุส) สรางดวยหิน
ออน สงู 2.03 เมตร ราวตน คริสตศ ตวรรษท่ี 1
ภาพสันนิษฐานร้ือฟนของ ทราจันโฟรุม (Trajan’s
Forum) ออกแบบโดยอโปลโลโดรุสแหงดามัสกัส
(สรางภาพสันนิษฐานโดย James E. packer and
John Burge) โฟรุมทราจัน คือ ลานยานศูนยกลาง
ชมุ นุมของเมืองที่รวมอรรถประโยชน ประกอบดวย
สวนสําคัญ 1.วิหารทราจัน 2. เสาทราจัน 3.
หองสมุดกรีก หองสมุดละติน 4. บาสิลิกา อุลปอา
(basilica Ulpia) 5. ลานโฟรุม 6. พระรูปทรง
มาทราจัน
ศลิ ปะโรมนั 50.
ตารางเปรยี บเทยี บลกั ษณะตา งๆ ระหวา งศลิ ปกรรมกรีกกบั ศิลปกรรมโรมนั
ทําเลทต่ี ้ัง ภูมศิ าสตร กรกี โรมัน
ปรชั ญา คตนิ ิยม คาบสมุทรเพโลปอนเนซสุ ทะเลอเี จยี น คาบสมทุ รอติ าลี ทะเลอเดรยี ติค
จติ รกรรม
สถาปต ยกรรม มอี ดุ มคติ มีแบบของความงาม รับปรชั ญาและความงามกรกี มาใช
ศิลปกรรมตามหลกั อดุ มคติ และบทบัญญัติ ศลิ ปกรรมเพื่อจักรวรรดแิ ละมหาชน
ลกั ษณะประติมากรรม สัดสว น บูชาเทพเจา เปนนักอุดมคติ เพอ่ื สาธารณประโยชน ดูโออา หรูหรา
เปนนกั ปฏิบัติ
บนเคร่อื งปน ดินเผา ชนิด black figure
red figure การสรางภาพแบบโมเสก ภาพผนังปนู เปย กและโมเสก
มคี วามเสมือนธรรมชาติ การสรา งมติ ลิ วงตา
ผงั เปน สมดุลแบบดุลยภาพสมมาตร โดยเฉพาะแถบเมอื งปอมเปอี (Pompeii)
เนนสัดสว นแบบอุดมคติ (golden section)
หนั หนา ไปทางอะโครโปลสิ หนั หนา เขาสโู ฟรุม เปนสาํ คญั
โครงสรา งเสาและคานวางพาด เพื่อบูชาเทพ ประโยชน แกประชาชนและ
(post & lintel system) มเี สาเรยี งรายมาก สาธารณะ โครงสรา งคานโคง เพดานโคง และ
หลงั คาโดม (arch, vault, dome) มีเสา
ยึดหลัก ความงามและสดั สวนอุดมคติ ใน (เกจ็ ) หลอก (pilaster) ในการตกแตง
ยุคเฮเลนนสิ ติกถายทอดอารมณ ความ
สมจริงธรรมชาตแิ ละบคุ ลกิ ภาพเพมิ่ มากข้นึ เปา หมายเพ่อื บันทกึ เปน สาํ คญั นยิ มภาพคน
เหมือน แสดงบุคลกิ ภาพบุคคล และอดุ มคติ
แบบกรีกบางสว น ทง้ั รูปลอยตวั ภาพนนู
จําหลกั ประดบั ตางๆ
ราวคริสตศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันไดแบงออกเปนสองสวนอยางเด็ดขาด คือ โรมันตะวันตกและโรมัน
ตะวันออก ศิลปกรรมจึงมีพัฒนาการท่ีสําคัญในแถบโรมันตะวันออกอยางนาสนใจอีกแบบลักษณหน่ึงเรียกวา ศิลปกรรม
ไบแซนไทน เมื่อโรมันตะวันตกลมสลาย ศิลปะของโรมันยังเปนแบบของแรงบันดาลใจแกผูครองแผนดินท่ีเคยเปนเผา
อนารยชน (ภายใตสมญานามจักรพรรดิแหงจักรวรรดิโรมันอันศักด์ิสิทธิ์) ใหสืบแบบรื้อฟนตอไปอีกหลายยุค เชน
ศิลปกรรมสมัยการอแลง็ เฌียง อ็อตโตเนียนจนถงึ ศลิ ปกรรมโรมาเนสก อันจัดวา เปนศิลปกรรมท่ีอยูในยุคกลาง (Medieval
art) แตเจริญกาวหนาภายใตคติความเชื่อศรัทธาและแบบกําหนดของคริสตศาสนาโรมันคาธอลิก และถูกจัดวาเปนแบบ
แผนของศลิ ปกรรมคลาสสิกที่จะถูกนํามารื้อฟนขนานใหญอกี คร้ังในสมัยฟน ฟูศลิ ปะวทิ ยาการ คริสตศตวรรษที่ 15 และจะ
ถกู นาํ ไปลอกเลียนใชอ ยางเตม็ ทอ่ี กี คร้งั ในสมยั ศิลปะคลาสสิคใหม ราวปลายคริสตศ ตวรรษท่ี 18 ถงึ ตน คริสตศตวรรษที่ 19
แหลงอางองิ ขอมลู และภาพที่ใชใ นการเรยี บเรยี งและเพอื่ ศกึ ษาเพ่ิมเติม
Bédoyère, Guy de la. The Romans for Dummies. England : John Wiley & Sons. 2006.
Gowing, Lawrence, Sir. Britannica Encyclopedia of Art. China : The Brown Reference Group. 2005.
Honour, Hugh & Fleming, John. A World History of Art. China: Laurence King Publishing. 2005.
Kleiner, Fred S. Art through the Ages: A Concise Western History, third edition. USA: Wadsworth. 2008.
_____________. A History of Roman Art, enhanced edition. USA: Wadsworth. 2010.
Stokstad, Marilyn. Art History. New Jersey: Pearson Education. 2011.
ศลิ ปะโรมัน 51.
วิ ช า ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ศิ ล ป
(ศ30203)