The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

04 การร้อยเรียงประโยค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศิริวรรณ ทับทิม, 2020-06-10 21:54:43

04 การร้อยเรียงประโยค

04 การร้อยเรียงประโยค

ตวั ชวี้ ัด
 ใชค้ าและกลมุ่ คาสรา้ งประโยคตรงตามวตั ถุประสงค์ (ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๒)
 วเิ คราะหแ์ ละประเมินการใชภ้ าษาจากสือ่ สิ่งพิมพ์และสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์

(ท ๔.๑ ม.๔-๖/๗)

ส่วนประกอบของ
ประโยค

การวิเคราะห์ ลาดับคา
การรอ้ ยเรยี งประโยค ในประโยค

หลักในการ ความยาวของ
รอ้ ยเรียงประโยค ประโยค

การแสดงเจตนาของ
ผู้ส่งสารในประโยค

การรอ้ ยเรียงประโยค

การร้อยเรยี งคาเปน็ ประโยคต้องใชค้ าใหร้ ัดกุม ชดั เจน และถกู ต้อง
ตามระเบยี บของภาษา การพจิ ารณาประโยคควรพิจารณาในดา้ นตา่ ง ๆ ดังน้ี

สว่ นประกอบของประโยค

ลาดบั คาในประโยค

ความยาวของประโยค

การแสดงเจตนาของผู้สง่ สารในประโยค

ส่วนประกอบของประโยค
มี ๒ สว่ น ดังนี้

ภาคประธาน ภาคแสดง
เชน่ ฉัน คนไทย เกษตรกร เช่น ยิ้ม ปลูก วิ่ง อา่ น เปดิ

ภาคประธานอาจมี ภาคแสดงอาจมีกรรม
คาขยายได้ หรือไม่มกี รรมมารับ
หรอื อาจมีคาขยายกไ็ ด้

การเพิม่ คาในประโยคทาให้ความหมาย
ชดั เจนขึ้น บางประโยคอาจเพิ่มคาเช่อื มในประโยค
เพอื่ เช่ือมความเขา้ ดว้ ยกนั เช่น

คร้นั เขาทาการบ้านเสร็จเขาก็เขา้ นอน
พอฉนั ออกจากบา้ นฝนก็ตก

พอ่ ชอบร้องเพลงแตแ่ ม่ชอบดูละคร

คาเชือ่ ม คร้ัน…ก็ พอ…ก็ แต่
เพราะ…จึง เชือ่ มประโยคยอ่ ย
๒ ประโยค ใหเ้ ป็นใจความเดียวกัน

การรวมประโยคโดยใชค้ าเชอื่ มอาจทาให้ประโยคหนงึ่
กลายเป็นสว่ นประกอบของอีกประโยคหนง่ึ ได้ เชน่

ลกู เสือที่กาลังปนี ตน้ ไม้เปน็ ดาราของสวนสัตว์แหง่ น้ี
“ท่กี าลังปนี ต้นไม”้ เป็นส่วนประกอบหน่ึงของประโยค
“ลกู เสือเป็นดาราของสวนสตั วแ์ ห่งน้ี”

ฉะน้นั ส่วนประกอบของประโยคอาจจะเป็นดงั น้ี

๑. พีป่ ลกู ต้นไม้
๒. พป่ี ลูกต้นไม้ นอ้ งรดน้าตน้ ไม้

๓. พป่ี ลูกตน้ ไมข้ ณะทนี่ ้องรดนา้ ตน้ ไม้

๔. พท่ี ี่เป็นลูกของปา้ ปลูกต้นไม้
ขณะท่ีนอ้ งซึ่งเพงิ่ กลบั จากโรงเรียนรดน้าต้นไม้

การรอ้ ยเรยี งประโยคใหม้ สี ว่ นประกอบตา่ ง ๆ ช่วยสื่อความหมายให้
ชดั เจนยง่ิ ขึน้ และเปน็ ศิลปะอย่างหน่ึงของการใชถ้ ้อยคาในประโยค

ลาดบั คาในประโยค

มีลกั ษณะดังนี้

๑. การเรยี งลาดบั คาตา่ งกัน
ทาให้ความสัมพันธข์ องคาในประโยค
ตา่ งกัน และทาให้ความหมาย
ของประโยคเปลยี่ นไป เชน่

ฉันรักเขา (“เขา” ถูกรัก)
เขารกั ฉัน (“ฉัน” ถูกรัก)

๒. การเรียงลาดับคา โดยเปลีย่ นลาดบั คาได้หลากหลาย
แตค่ วามหมายยังคงเดิม เชน่

 พ่อแม่จะมาเยีย่ มลูกทีก่ รงุ เทพฯ ในวันสงกรานต์
 ในวนั สงกรานต์พ่อแมจ่ ะมาเย่ยี มลกู ทีก่ รุงเทพฯ
 ท่กี รงุ เทพฯ พ่อแม่จะมาเยย่ี มลูกในวันสงกรานต์
 ท่กี รงุ เทพฯ ในวนั สงกรานต์พ่อแม่จะมาเยยี่ มลูก

จะเห็นว่าทงั้ ๔ ประโยคนแ้ี ม้ลาดบั คาจะแตกตา่ งกัน
แตส่ ือ่ ความหมายเหมือนกนั เพยี งแตก่ ารเนน้ ต่างกัน
ขึ้นอยกู่ บั ผ้สู ง่ สารว่าจะให้ความสาคญั กับเรอ่ื งใด

๓. การเรียงลาดบั คาเปล่ียนท่ีกนั ความหมาย
เปลย่ี นนอ้ ยมากหรอื ไมเ่ ปล่ยี นเลย เช่น

 นายก่งิ นายขวญั นายปาน เป็นคนไทย

นายปาน นายขวัญ นายกงิ่ เปน็ คนไทย
 สมชายมคี วามสงู เทา่ กบั สมพงศ์

สมพงศ์มคี วามสูงเท่ากบั สมชาย
 สมใจนาแกว้ มาใส่น้า

สมใจนาน้ามาใส่แกว้

ความยาวของประโยค

๑. เราอาจสรา้ งประโยคใหย้ าวออกไปเรื่อย ๆ โดยไมจ่ ากดั

เขาชอบไปเท่ียวทะเล
เขาและเธอชอบไปเที่ยวทะเลทจี่ งั หวดั ภเู ก็ต
เขาซึง่ เป็นนกั ดาน้าและเธอซงึ่ เปน็ เพอ่ื นสนทิ ชอบไป
เที่ยวทะเลทจี่ งั หวดั ภูเก็ตทุกครง้ั ท่มี ีเวลาวา่ งตรงกัน

๒. ในกรณีทีป่ ระโยคยาวมากจากการเพิม่ รายละเอยี ดให้
มากขน้ึ ถา้ นกั เรยี นไมต่ อ้ งการประโยคยาวเกนิ ไป สามารถ
แยกรายละเอียดไว้อกี ประโยคหน่ึง หรอื แยกใหเ้ ป็นหลาย
ประโยคได้

เขาเปน็ นักดาน้าและเธอเปน็ เพอ่ื นสนิท ท้งั สองต่างก็ชอบ
ไปเท่ยี วทะเลท่ีจังหวดั ภูเกต็ ทกุ ครง้ั ทมี่ เี วลาว่างตรงกนั

ในกรณีที่มีข้อความซ้ากันอาจละคาหรือนาคาอ่นื มาใชแ้ ทน
เพื่อให้ประโยคสั้นลง เชน่

การละคา

๑. ฉนั ชอบมะเฟอื งผลโต ๆ ที่มีรสหวาน แตม่ ะเฟืองผลโต ๆ
ท่ีมรี สหวานหายากเหลือเกนิ
๒. ฉนั ชอบมะเฟืองผลโต ๆ ทม่ี รี สหวาน แตห่ ายากเหลือเกิน

การใชค้ าแทน

๑. เราควรคบคนท่ีมีจิตใจเมตตาเพราะถา้ มใี จเมตตาแลว้ เขาจะไมค่ ดิ
ทาร้ายใคร เราจะสบายใจในการคบเขา

๒. เราควรคบคนที่มจี ิตใจเมตตาเพราะคนอย่างนจี้ ะไมค่ ิดทารา้ ยใคร
เราจะสบายใจในการคบเขา

การแสดงเจตนาของผสู้ ่งสารในประโยค

๑. ประโยคแจ้งให้ทราบ บอกเล่า

๒. ประโยคถามใหต้ อบ คาถามหรอื สอบถาม

๓. ประโยคบอกให้ทา คาสั่งหรอื ขอรอ้ ง

๑. ประโยคแจง้ ใหท้ ราบ ประโยคที่ผพู้ ดู มีเจตนาบอกกล่าว
หรอื เล่าเรื่องราวให้ทราบ
หรือเรยี กวา่ ประโยคบอกเล่า เชน่

ถ้าการบอกเล่าน้นั มีเน้ือความปฏิเสธ เขาชอบกินกว๋ ยเต๋ยี วเรอื
จะมคี าปฏเิ สธอยใู่ นประโยค เช่น เธอชอบดภู าพยนตร์
เธอไม่ชอบคนโกหก นกั เรยี นชอบเลน่ กฬี า
เขาไม่อยากว่ายนา้
เด็กๆ ไมช่ อบคนจู้จี้

๒. ประโยคถามให้ตอบ ประโยคท่ีผู้พดู มเี จตนาถามเพอ่ื ให้
ผฟู้ ังตอบเรยี กวา่ ประโยคคาถาม
มักจะมีคาว่า ใคร อะไร ท่ีไหน
อย่างไร เมอ่ื ไร หรอื หรอื ไม่ เทา่ ไร

ถ้าการถามนนั้ มีเนื้อความปฏิเสธ ใครไดร้ บั รางวลั เมขลาในปนี ี้
นกั เรยี นไปทัศนศกึ ษาท่ีไหน
ก็จะมคี าปฏิเสธอยดู่ ว้ ย เชน่
คุณไม่ชอบเส้ือทีผ่ มซอ้ื ให้ใช่ไหมครับ

๓. ประโยคบอกใหท้ า ประโยคท่ีผู้พูดมเี จตนาบอก
เพอ่ื ขอรอ้ ง ออ้ นวอน วิงวอน
เชิญชวน บงั คับ ออกคาสง่ั ให้ผฟู้ งั
ทาตามความตอ้ งการของผพู้ ดู
หรอื เรียกว่าประโยคคาสั่ง
หรือขอรอ้ ง เช่น

เปิดประตูหน่อยซิ
ไปวา่ ยนา้ ด้วยกันนะ
มาช่วยบริจาคโลหติ กนั เถอะ

ขอ้ สังเกต คาท้ายประโยคมกั ใช้คาวา่ ซิ นะ เถอะ
และไมป่ รากฏประธานแต่พอจะอนมุ านได้ว่าประธาน
เปน็ สรรพนามบรุ ุษที่ ๒ ในกรณีปฏเิ สธจะมีคาว่า
ต้องไม่ อย่า ปรากฏในประโยค เช่น

เธอต้องไม่ใจเรว็ ดว่ นได้

อย่ากลบั บ้านเยน็ นกั นะจะ๊

หลกั ในการรอ้ ยเรยี งประโยค

การเชอื่ ม การซ้า

การละ การแทน

การเชอ่ื ม

การเช่ือมประโยคให้ต่อเนื่องกันจะใช้สันธาน
ซึ่งสันธานนี้อาจเป็นคาหรือกลุ่มคา เม่ือนามาเชื่อม
ประโยคจะทาให้ประโยคใหม่นนั้ มเี นอ้ื ความคล้อยตามกนั
ขัดแย้งกัน ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุเป็นผลกัน
เก่ียวข้องกันทางเวลา หรือเป็นเงื่อนไขตามบริบทของ
ประโยค ซง่ึ จะอธบิ ายรายละเอียด ดงั น้ี

๑. การเช่ือมทที่ าให้ ๒. การเช่อื มทท่ี าใหป้ ระโยค
ประโยคมีเน้อื ความคล้อย มเี นือ้ ความขดั แย้งกัน จะใช้
ตามกนั จะใช้สันธาน และ สันธาน แต่ แต่ทวา่ แต่ว่า
แม้ แมว้ า่ เช่น
ทั้ง อกี ทั้ง รวมทั้ง คร้นั …ก็
ครนั้ …จึง เชน่ แม้ว่าเขาจะรักเธอแต่เธอ

เธอและฉันต่างมี กไ็ มส่ นใจ

ความคดิ จะไปเชียงใหม่

เหมอื นกนั

๓. การเช่อื มทท่ี าให้ ๔. การเช่อื มท่ีทาใหป้ ระโยคมี
ประโยคมีเนอื้ ความใหเ้ ลือก เนื้อความเป็นเหตุเปน็ ผลกัน
อย่างใดอยา่ งหน่ึง จะใช้ จะใชส้ ันธาน เพราะ เพราะวา่
สนั ธาน หรือ หรือไม่ก็ เช่น
เพราะ…จงึ เพราะฉะนนั้
เด็กๆ ต้ังใจจะชว่ ยกัน จนกระทัง่ จึง เชน่

ทาความสะอาดหรอื ไมก่ ็ เพราะเขาซ้อมกฬี าอยา่ งหนัก

ปลูกตน้ ไม้ในชมุ ชน เขาจงึ ได้รับเหรียญทอง

๕. การเชอื่ มทท่ี าให้ ๖. การเชอ่ื มท่ีทาใหป้ ระโยค
ประโยคมเี น้อื ความแสดง มีเนือ้ ความเกยี่ วข้องกนั
เงื่อนไข จะใช้สันธาน ถ้า ทางเวลา มีเหตุการณ์เกดิ ขน้ึ ก่อน
แมว้ ่า หากว่า หาก...ก็ และเกิดข้ึนทีหลัง จะใชส้ นั ธาน
ถา้ ...แลว้ เชน่ แลว้ และแลว้ แลว้ จึง ตอ่ มา
ต่อจากนั้น เช่น
ถา้ ฝนไมต่ กฉนั จะไป
เขาเดินทางไปสระบุรีแล้วจึง
ฟงั ดนตรี
เลยไปปากช่อง

การซา้

การใช้คาหรือวลีซ้าในประโยค ๒ ประโยคจะต้อง
ซ้าคาหรือวลีท่ีจาเป็น ถ้าไม่ใช้การซ้าจะทาให้เข้าใจผิด
หรือสับสนได้ การซ้าคาหรือวลีจึงมีประโยชน์ คือ ทาให้
ใจความชดั เจนยงิ่ ข้ึน เช่น

ฉันเป็นคนหนึ่งทช่ี อบอา่ นหนังสือ
เมอื่ ไดอ้ ่านหนังสอื ฉันจะมีความสุขมาก
ประโยคทั้งสองน้ีกล่าวถึงการกระทาเดียวกัน
จึงใชว้ ลี “อา่ นหนงั สอื ” ซ้ากนั

ในการซ้าคาหรอื วลอี าจใชค้ าวเิ ศษณบ์ อกความชเี้ ฉพาะ
(นยิ มวเิ ศษณ)์ คือ นี้ นน้ั โนน้ น่ี น่นั โนน่ มาขยายก็ได้ เช่น

เมืองสโุ ขทัยเปน็ แหล่งอดุ มสมบูรณ์ ในศลิ าจารึกหลักท่ี ๑

บันทกึ ความอดุ มสมบรู ณ์ของเมืองนี้ไว้วา่ “ไพร่ฟา้ หน้าใส

ใครใคร่คา้ ช้างคา้ ใครใคร่คา้ ม้าค้า”
“เมอื งนี้” แทนคาวา่ “เมืองสโุ ขทัย” เพื่อชว่ ยระบุว่าเป็น
เมืองเดียวกบั ท่ีกล่าวถึงในประโยคแรก

ถา้ ในประโยคหน้าใชค้ าวเิ ศษณ์บอกความช้เี ฉพาะขยายคาหรือ
วลแี ลว้ มักจะไม่ใช้ ในประโยคหลังอีก เชน่

ครอบครัวนท้ี ุกคนรกั และเขา้ ใจกัน
ทุกคนในครอบครัวจึงมคี วามสขุ

การซ้าคาหรือวลีนอกจากจะใช้คาวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะช่วยขยาย
แลว้ ยงั ใชค้ าชนิดอน่ื ได้ เช่น

ประเพณีสงกรานตข์ องไทยจะมีการรดนา้ ดาหวั เพอ่ื ขอพรผู้ใหญ่ ก่อเจดยี ์ทราย

เลน่ สาดน้ากันเป็นตน้ ซึ่งปจั จุบนั คนไทยยงั คงรกั ษาขนบประเพณีแบบเดิมไว้

ประโยคหน้าและประโยคหลังใช้คาว่า “ประเพณี” ซ้ากันเพราะกล่าวถึง
ส่ิงเดียวกัน และใช้ลักษณนามกับประมาณวิเศษณ์บอกลาดับในประโยคหลัง
เพ่ือให้เข้าใจว่าประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบันยังคงทากิจกรรมเหมือนที่กล่าวไว้
ในประโยคหนา้

การละ

ประโยคบางประโยคเมื่อมี
ประธาน เหตุการณ์ หรือสภาพ
อย่างเดียวกัน ไม่จาเป็นต้อง
กล่าวซ้า ๆ กัน การละคาหรือวลี
จะทาให้ประโยคสละสลวยขึ้น

แมร่ ดน้าต้นไม้ ลา้ งจาน ทากบั ขา้ วแลว้ กอ็ าบนา้

ประธานทลี่ ะไว้ คอื “แม”่ ใชเ้ พยี งครงั้ เดยี วก็สามารถเขา้ ใจได้
วา่ ใครเป็นผู้ทากิจกรรมตา่ ง ๆ หรือถ้าอยใู่ นสภาพเหตุการณ์เดียวกัน
ก็อาจละข้อความได้ เช่น

รฐั บาลต้องการสง่ เสริมประชาธปิ ไตยใหเ้ กดิ กับ
ทกุ คน โรงเรียนกเ็ ชน่ เดยี วกัน

การแทน

ในกรณีทไ่ี ม่ตอ้ งการใชก้ ารซ้า อาจใชค้ าหรอื วลอี ืน่ มาแทน
ส่ิงท่ีกลา่ วไปแลว้ เชน่

 สภุ าพบรุ ษุ ผู้น้ีใหเ้ กยี รตยิ กยอ่ งสภุ าพสตรี เขาเปน็ คนดมี าก
 สุนัขมคี วามซือ่ สัตย์ภักดีต่อเจ้าของ
มันจึงเป็นสตั วท์ คี่ นนิยมเลย้ี ง

การวิเคราะหก์ ารร้อยเรียงประโยค

การศึกษาวิธีการร้อยเรียงประโยคด้วย
การเช่ือม การซ้า การละ และการแทนน้ันสามารถ
นามาฝึกทักษะการร้อยเรียงประโยคให้สละสลวย
และสามารถนาความรู้ไปวิเคราะห์ประโยค
ใหเ้ ข้าใจข้อเขียนได้แจม่ แจ้งอกี ด้วย

ตวั อยา่ งการวเิ คราะหก์ ารร้อยเรยี งประโยค

“ทุกวันน้ีอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่
ของมนุษย์ในแทบทุกด้าน รวมท้ังได้ก่อให้เกิดประเด็นปัญหาข้ึนในสังคม ไม่ว่าในเร่ือง
ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย เสรีภาพของการพูดอ่านเขียน ความซ่ือสัตย์ รวมถึง
ความตระหนักในเรอ่ื งพฤติกรรมทเ่ี ราปฏบิ ัตติ อ่ กันและกนั ในสงั คมอินเทอร์เนต็ ”

ที่มา : “มารยาทในการใช้อนิ เทอรเ์ นต็ ”
จาก http://www.m-culture.go.th/detail_page.php?sub_id=1315

ประโยคในข้อความน้ีใช้การเชื่อมหลายแห่ง
คือคาว่า และ รวมท้ัง รวมถึง เพ่ือให้ประโยค
ต่าง ๆ มีใจความต่อเน่ืองในทางคล้อยตามกัน
เกีย่ วกับผลกระทบจากอนิ เทอร์เน็ต

ตัวอย่างการวเิ คราะห์การรอ้ ยเรยี งประโยค

“การหัวเราะอาจจะเป็นยาวิเศษได้จริง ๆ จากการศึกษาวิจัยท่ีนาเสนอโดย
วิทยาลัยเกี่ยวกับโรคหัวใจของอเมริกาพบว่า การหัวเราะเป็นการกระตุ้นการไหลเวียน
ของโลหิต และนักวิจัยกล่าวว่าส่ิงนี้อาจช่วยลดความเส่ียงในการเกิดโรคหัวใจได้อีก
ดว้ ย”

ท่ีมา : “หัวเราะ...เปน็ ยาวเิ ศษ”
จาก http://www.thaihealth.or.th/node/18060

ข้อความนี้ใช้การแทนคาว่า “การหัวเราะ” ด้วย
คาว่า “สงิ่ น”ี้ เพอ่ื จะไดไ้ มต่ ้องกลา่ วคาซา้ อีก


Click to View FlipBook Version