E-BOOK
สรุปชีวโมเลกุล
โรงเรียนหนองพระพทิ ยา
คานา
ในการศึกษากระบวนการเมแทบอลิซึมนนั้ ตอ้ งอาศยั ความรู้
พืน้ ฐานท่ีเก่ียวกับสารชีวโมเลกุลต่างๆ เช่น คารโ์ บไฮเดรต ลิปิด
กรดอะมิโน โปรตีน และกรดนิวคลิอิก เป็นตน้ เพ่ือใหเ้ กิดความรู้
ความเขา้ ใจในกระบวนการเมแทบอลิซึมของสารชีวโมเลกลุ ต่างๆ
ดงั นั้นในบทนีจ้ ะเป็นการทบทวนความรูเ้ ก่ียวกับสารชีวโมเลกุล
ต่างๆ
สารบญั หน้า
สารชีวโมเลกลุ 1-6
2-5
คาร์โบไฮเดรต 5-6
ชนิดและโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรต 7
สมบตั ิและปฏิกิริยาของคาร์โบไฮเดรต 7
13-17
กรดนิวคลอี กิ 13
โครงสร้างนิวคลีโอไทด์DNA และRNA 14
15
โปรตนี 15
กรดอมิโนและพนั ธะเพปไทด์ 17
โครงสร้างของโปรตีน 18-22
ชนิดและหนา้ ท่ีของโปรตีน 18-19
เอนไซม์ 20
การแปลงสภาพโปรตีน 21
21
ลพิ ดิ 22
ไขมนั และน้ามนั 23
สมบตั ิโครงสร้างและปฏิกิริยาของไขมนั และน้ามนั
ฟอสโฟลิพิด
ไข
สเตอรอยด์
บรรณานุกรม
1
คาร์โบไฮเดรต
เ ป็ น ส า ร อิ น ท รี ย์ ที่ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ถ้ า C H แ ล ะ O โ ด ย มี ห มู่ ค า ร์
บ อ ก ซ า ล ดี ไ ฮ ด์ แ ล ะ ห มู่ ไ ฮ ด ร็ อ ก ซิ ล เ ป็ น ห มู่ ฟั ง ชั น อั ต ร า ส่ ว น
อ ะ ต อ ม ข อ ง H : O = 2 : 1 เ ช่ น 6 12 6
สูตรทั่วไปของคารโ์ บไฮเดรตอาจจะเขียนได2้ แบบคือ
2 และ 2 เมื่อ n, x, y เปน็ เลขจานวนเต็ม
เช่น 6 12 6 = 2 6 เมือ่ n=6
6 10 5 = 6 2 5 เม่ือ = 6, = 5
2
1.มอนอแซกคาไรด์
(Monosaccharide)หมายถงึ นาตาล
หรอื คาร์โบไฮเดรตที่โมเลกลุ มขี นาด
เล็กและไมส่ ามารถจะไฮโดรไลซ์ได้
อีกละลายนาไดเ้ ปน็ หนว่ ยที่เล็กทีส่ ุด
ของคารโ์ บไฮเดรตเชน่ กลูโคสฟรุก
โตสกาแลกโตสและแมนโนส
กลูโคสเป็นน้าตาลที่พบมากท่ีสุดในธรรมชาติเป็นแหล่งพลงั งานหลกั ของส่ิงมีชีวิตมีรสหวาน
และละลายน้าไดด้ ีมากมีในผลไมต้ ่าง ๆ ในร่างกายของคนพบอยใู่ นเลือดคนปกติจะมีกลูโคส
100 มิลลิกรัมต่อ 100 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตรของเลือดคนท่ีเบาหวานจะมีกลูโคสอยใู่ นเลือดสูง
ถา้ มีมากกวา่ 160 มิลลิกรัมต่อ 100 ลูกบาศกร์ าเติเมตรของเลือดข้ึนไปร่างกายจะขบั ถ่าย
ออกมาทางปัสสาวะ
กลโู คสสามารถ
สงั เคราะหข์ นึ้ ไดใ้ นพืช
ท่ีมีคลอโรฟิลลโ์ ดย
กระบวนการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสงดงั นี้
3
6CO2+6H2O คลอโรฟลิ ล์ C6H12O6+6O2
แสงอาทติ ย์
นาตาลอลั โดสมีหมคู่ ารบ์ อกซาลดีไฮด์—COOH
เป็นหมู่ฟังกช์ ัน เช่น กลูโคส กาแลกโตน และไร
โบส
นาตาลรีโตนมีหมคู่ ารบ์ อนนลิ —COO เป็นหมู่
ฟังกช์ ัน เชน่ ฟรุกโตส
4
2. ไดแซกคาไรด์ (Disaccharides) หรือนาตาลโมเลกุลเกิดจากมอนอแซกคาไรด์ 2 โมเลกุลมา
รวมกันโดยสูญเสียนา 1 โมเลกุล) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ละลายนาได้เชน่ ซโู ครสหรือนาตาล
ทราย (C12 H22O11) เป็นแซกคาไรดท์ ี่เกดิ จากการรวมตวั กันของกลูโคสและฟรกุ โตสกลูโคส +
ฟรกุ โตส->ซูโครส + นา C6H12O6 +C6H12O6-> C12H22O11+ H2O
กลโู คส+ฟรุกโตส ซโู ครส+นา้
เมือ่ ไฮโดรไลส์ซูโครสในกรด HCL จงึ ไดก้ ลับมาเป็นกลโู คสและฟรุกโตส
ซโู ครส+นา้ ไฮโดรลิซสิ กลโู คส+ฟรุกโตส
C12H22O11+H2O C6H12O6+C6H12O6
กลโู คส+กาแลกโตส แลกโตส
กลโู คส+กลโู คส มอลโตส
กลโู คส+ฟรุกโตส ซโู ครส
5
3. พอลีแซกคาไรด์ (Polysaccharides) เป็นพวกคาร์โบไฮเดรตท่โี มเลกุลขนาดใหญ่เช่นแป้ ง
ไกลโคเจนเซลลูโลสไม่ละลายนา้ โมเลกุลของแป้ งเกดิ จากกลุโครหลาย ๆ โมเลกุลรวมกนั โดย
การสญู เสยี นา้ ออกไป
ดงั สมการ
nC6H12O6 (C6H10O5)n+nH2O
แป้ งพบในเมลด็ หัวผลและใบของต้นไม้เป็นแหล่งสะสมอาหารท่สี าคญั ต้นไม้และร่างกายคนสามารถย่อยแป้ งได้
เซลลูโลสเป็นสว่ นประกอบสาคญั ของผนังเซลล์ของต้นไม้และในเน้ือไม้ร่างกายของคนไม่สามารถย่อยเซลลูโลสได้
ไกลโคเจนพบในเน้ือเย่อื ของสตั ว์ในตับและกล้ามเน้ือของสตั ว์
สมบัติและปฏิกริ ยิ าของคาร์โบไฮเดรต
สมบัติของคาร์โบไฮเดรต
1. มอนอแซกคาไรดเ์ ป็นของแขง็ ละลายนา้ มรี สหวานทาปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายเบเน
ดกิ ต์เกดิ ตะกอนสแี ดงอฐิ
2 ไดแซกคาไรด์เป็นของแขง็ ละลายนา้ มีรสหวานสามารถเกดิ การไฮโดรอิซิสได้
มอนอแซกคาไรด์ 2 โมเลกุลและทาปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายเบเนดกิ ต์เกดิ ตะกอนสี
แดงอฐิ ยกเว้นซูโครส
3. พอลีแซกคาไรด์เป็นของแขง็ ไม่ละลายนา้ ไม่มีรสหวานเกดิ การไฮโดรลิซิสได้
มอนอแซกคาไรด์ท่เี ป็นกลูโคสจานวนมากมาย
6
ปฏิกริ ิยาของคารโ์ บไฮเดรต
1. ปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์เป็นปฏกิ ิริยาออกซิเดชันใช้ทดสอบนา้ ตาลและ
สารอินทรีย์ท่มี ีหมู่ -CHO เช่นแอลดีไฮด์ โดยจะทาปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายเบเนดิกต์
ได้ตะกอนสีแดงอิฐของคอปเปอร์ (II) ออกไซด์ (Cu2O) นา้ ตาลมอนอแซกคาไรด์
เช่น กลูโคส กาแลกโตสมีหมู่ -CHO จึงทดสอบกับสารละลายเบเนดิกต์ได้ตะกอน
Cu2O พวกแป้ ง นา้ ตาลทราย สาลีหรือ พวกพอลิแซกคาไรดซ์ ่งึ ไม่มีหมู่ -CHO จะไม่
เกดิ ปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายเบเนดกิ ต์
2. ปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีนสารละลายไอโอดีนสามารถใช้ทดสอบแป้ งได้ ให้
ตะกอนสีน้าเงิน แต่พวกน้าตาลท้ังมอนอแซกคาไรด์และไดแซกคาไรด์ จะไม่ทา
ปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายไอโอดนี
3. ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ เกิดข้ึนกบั พวกไดแซกคาไรด์ ไตรแซกคาไรด์ พอลิแซกคาไรด์
แต่ไม่เกิดกับมอนอแซกคาไรด์ ส่วนใหญ่จะใช้กรดเป็ นตัวเร่งปฏิกิริยาโดยนา
คาร์โบไฮเดรตต้ มกับกรดเจือจางถ้ าเกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์จะได้ ผลิตภัณ ฑ์เป็ นมอนอ
แซกคาไรด์เช่น HCI
แลกโตส + นา้ HCI กลูโคส + กาแลกโตส
มอลโตส + นา้ กลูโคส + กลูโคส
รัฟฟิ โนส + นา้ HCI กลูโคส + ฟรกุ โตส + กาแลกโตส
(รัฟฟิ โนสเป็นไตรแซกคาไรด์ชนิดหน่ึง)
ในการย่อยแป้ งให้เป็นนา้ ตาลยังสามารถใช้เอนไซม์บางชนิดเป็นตัวเร่งปฏกิ ริ ิยาได้
เช่นเอนไซมท์ ่มี ีอยู่ในนา้ ลายจะช่วยย่อยแป้ งให้กลายเป็นนา้ ตาลได้
กดนิวคลีอิก 7
เป็ นพอลิเมอร์ธรรมชาติเรียกว่าพอลินิวคลีโอ
ไทดท์ ่มี โี มเลกุลใหญ่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน
ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
พบในเซลล์พืชและเซลล์สตั ว์มีหน้าท่ใี นการเกบ็
และถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมของส่งิ มีชีวิต
นอกจากน้ียงั ควบคุมการทางานของเซลล์ท่พี บ
ในเซลล์ส่งิ มชี ีวิตมี 2 ชนิดคือกรดดีออกซีไรโบ
นิวคลีอกิ หรือ DNA และ
กรดไรโบนิวคลีอกิ หรือ RNA
โครงสรา้ งของนวิ คลีโอไทด์ DNA และ RNA
โมเลกุลของนวิ คลีโอไทด์ประกอบด้วยส่วนย่อย 3 ส่วนคือหมู่ฟอสเฟตเบสท่มี ี
ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบและนา้ ตาลเพนโทสซ่งึ เป็นนา้ ตาลโมเลกุลเด่ยี วท่ี
มคี าร์บอน 5 อะตอม
นิวคลีโอไทด์ของ DNA และ RNA ประกอบด้วยนา้ ตาลเพนโทสโดยนา้ ตาล
เพนโทสใน RNA คอื ไรโบส (ribose) ส่วนใน DNA คอื ดอี อกซีไรโบส
(deoxyribose) ซ่งึ นา้ ตาลท้งั สองมโี ครงสร้างคล้ายกนั แต่นา้ ตาลดอี อกซไี รโบ
สมีหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) น้อยกว่านา้ ตาลไรโบสอยู่หน่ึงหมู่
8
สาหรับเบสท่มี ไี นโตรเจนเป็น
องคป์ ระกอบและพบในนิวคลีโอไทด์มี
5 ชนดิ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือเบสพิวรีน
(purine) และไพริมิดีน (Pyrimidine)
เบสพิวรีนประกอบด้วยอะดีมนี และ
กวานีน
ส่วนเบสไพริมดีนประกอบด้วยไซ
โตซีนไทมีนและยูราซิล
9
เบสกับน้าตาลไรโบสจะเช่ือมต่อกันด้ วย
พันธะไกลโคซิดิก (glycocidic bond) นิ
วคลีโอไทด์จงึ แบ่งเป็น 2 ชนดิ คอื
ดี อ อ ก ซี ไ ร โ บ นิ ว ค ลี โ อ ไ ท ด์
(deoxyribonucleotide)
และไรโบนิวคลีโอไทด์ (ribonucleotide))
10
นวิ คลีโอไทดจ์ ดั เป็นมอนอเมอร์เม่ือเกดิ ปฏกิ ริ ิยาพอลิเมอไรเซชัน
โดยท่หี มู่ไฮดรอกซลิ (—OH) ท่ตี าแหน่งท่ี 3 ของนา้ ตาลไรโบสเกดิ
พันธะฟอสฟอไดเอสเทอร์กบั หมู่ฟอสเฟสของนา้ ตาลไรโบสท่ี
ตาแหน่ง 5 จะได้เป็นสายพอลินวิ คลีโอไทดม์ ที ศิ ทางจาก 5 ไป 3
สายพอลินิวคลีโอไทดใ์ นโครงสรา้ ง DNA
11
DNA เ ป็ น ส าย พอลิ เ ม อร์ มี
ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น เ ก ลี ย ว คู่
ประกอบด้วยสายพอลินิวคลีโอ
ไทด์ 2 สายยึดเหน่ียวกันด้วยคู่
เบสท่ีเหมาะสมด้ วยพั นธะ
ไฮโดรเจนโดย
เบสไทมีนจบั กบั อะดีนีน
ส่วน
เบสไซโตซีนจบั กบั เบสกวามีน
12
RNA เป็นสายพอลิเมอรม์ กี ารเช่ือมต่อ
ของไรโบนวิ คลโี อไทดค์ ล้ายกบั DNA
แต่โครงสร้างของ RNA ประกอบด้วย
สายพอลินิวคลีโอไทดเ์ พียงสายเดยี วและ
มีเบส
อะดีนนี กวานีน ไรโตซินและยูราซิล
เป็นองค์ประกอบเทา่ น้นั
14
โปรตีน โปรตีนเป็นพอลิเมอร์ของกรดอะมโิ น
เกดิ จากการเรียงตัวของกรดอะมิโน
ด้วยพันธะเพปไทด์ได้สารประกอบ
เชิงซ้อนเรียกว่าพอลิเพปไทดโ์ ปรตนี
เป็นพอลิเพปไทดท์ ่มี มี วลมากกว่า
5,000 ข้ึนไป
กรดอมโิ นและพันธะเพปไทด์
กรดอะมโิ นมีหมู่อะมิโน
(Amino Group: -NH)
และหมู่คาร์บอกซิล
(Carboxyl Group: -
COOH) เป็นหมู่ฟังกช์ ัน
ส่วน เป็นโซคาร์บอนเรียกว่าหมู่แออคิลในส่งิ มีชีวิตจะมีกรดอะมิโนประมาณ 20 ชนิดซ่ึง
เป็นกรดอะมโิ นท่จี าเป็นต่อร่างกายและไม่สามารถสงั เคราะห์ได้ 10 ชนิดคืออาร์จินิน
ฮิสทดิ ีน ไอโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไทโอนีน ฟี นิลอะลานีน ทรีโอนิน ทริปโตเฟนและ
แวน
โครงสร้างของโปรตีน 15
1. โครงสร้างปฐมภมู ิ (Primary 2. โครงสร้างทุติยภมู ิ (Secondary
structure) เป็นโครงสร้างท่ี structure) เป็นโครงสร้างท่เี กดิ จากการ
แสดงการจัดลาดับชนิดและ ขดหรือม้วนตวั ของโครงสร้างปฐมภมู ิถ้า
จานวนโมเลกุลของกรดอะมิโน เกดิ จากการสร้างพันธะไฮโดรเจน
ในสายพอลิเมอร์โซ่ยาว ระหว่าง C = 0 ของกรดอะมโิ นหน่ึงกับ
กาหนดให้ปลายหมู่อะมโิ นอยู่ N-H ของกรดอะมิโนถัดไปอกี 4 หน่วย
ด้านซ้าย (N-terminal) และ ในสายพอลิเพปไทด์เดยี วกนั จะเกดิ
ปลายคาร์บอกซิลิกอยู่ด้านขวา โครงสร้ างในลักษณะบิดเป็ นเกลียว
(C-terminal) เรียกว่าเกลียวแอลฟาและถ้าเกดิ จาก
การสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่าง C =
0 กบั N-H ของกรดอะมใี นระหว่างสาย
พอลิเพปไทด์ท่อี ยู่คู่กนั จะเกดิ โครงสร้าง
แบบแผ่นเรียกว่าแผ่นพลีตบุตา
3. โครงสร้างตติยภมู ิ (Tertiary structure) 4. โครงสร้างจตรุ ภมู ิ (Quaternary
ประกอบด้วยโครงสร้างทุติยภมู ิหลายสว่ นรวม structure) เกดิ จากการรวมตวั ของ
กนั โดยมแี รงยึดเหนียวอ่อน ๆ คล้ายโครงสร้าง หน่วยย่อยชนิดเดยี วกนั หรือต่าง
ทุตยิ ภมู มิ ีลักษณะจาเพาะข้นึ อยู่กับลาดบั ของ ชนิดกนั ของโครงสร้างตติยภมู ิโดย
กรดอะมโิ นในสายพอลิเพปไทดท์ าให้เกดิ อาจรวมกนั เป็นลักษณะเป็นก้อน
โครงสร้างท่เี หมาะสมในการทาหน้าท่ตี ่าง ๆ กลมเช่นฮโี มโกลบนิ หรือเป็นมัดเส้น
ใยเช่นคอลลาเจน
16
ชนิดและหน้าท่ขี องโปรตีน
1. โปรตีนเส้นใย (fiber protein) เกิดจากสายพอลิเพปไทด์หลายเส้นเรียงขนานกนั และพัน
รอบกนั เองคล้ายเส้นเชือกละลายนา้ ได้น้อยส่วนใหญ่ทาหน้าท่เี ป็นโปรตีนโครงสร้างเพราะ
มีความแขง็ แรงและยืดหยุ่นสงู เช่นไฟโบะอนิ ในเส้นไหม
อลิ าสตนิ ในเอน็
คอลลาเจนในเน้ือเย่ือเก่ยี วพัน
เคราตนิ ในผม ขนเ เลบ็
2. โปรตีนก้อนกลม (globular protein) เกดิ จากสายพอลิเพปไทด์ม้วนขดพันกันเป็นก้อนกลม
ละลายน้าได้ดีส่วนใหญ่ทาหน้าท่เี ก่ียวกับเมทาบอลิซึมต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนภายในเซลล์เช่นเอนไซม์
ฮอร์โมนอนิ ซูลินฮีโมโกลบนิ โกลบูลินในพลาสมา
เอนไซม์
เป็นโปรตนี ท่มี ีลักษณะก้อนกลมทาหน้าท่ี
เร่งปฏกิ ริ ิยาการเรียกช่ือเอนไซม์ให้
เรียกช่ือเหมือนซับสเตรตท่เี กดิ ปฏกิ ริ ิยา
กบั เอนไซมแล้วลงท้ายพยางคเ์ ป็น เ – ส
เช่น
ซูโครสเป็นซเุ ครส
อะไมโลสเป็ นอะไมเลส
มอลโทสเป็ นมอลเทสเป็ นต้ น
17
สมบตั ิของเอนไซม์
1) มคี วามจาเพาะเจาะจงเอนไซม์ชนิดหน่ึงใช้ได้กบั ซับสเตรตเพียงชนิดเดยี วเทา่ น้ัน
2) 2) ทาหน้าท่เี ป็นคะตะเลสท่มี ีประสทิ ธภิ าพสงู สามารถเร่งปฏกิ ริ ิยาได้หลายเทา่
E+S ES P+E
เอนไซมซ์ บั สเตรด สารประกอบเชงิ ซ้อน ผลิตภัณฑ์ เอนไซม์
18
ปัจจยั ท่มี ผี ลต่อการทางานของเอนไซม์
1) อุณหภมู เิ อนไซม่จะทางานได้ดจี ะต้องอยู่ในอุณหภมู ทิ ่เี หมาะสม
2) pH หากไม่เหมาะสมจะทาให้เอนไซมท์ า่ หน้าท่ไี ม่เตม็ ท่ี
3)ความเข้มข้นของเอนไซม์ถ้ามีค่ามากจะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้เร็วข้ึน แต่ถ้ามาก
เกนิ ไปอตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาจะมีค่าคงท่ี
4) ปริมาณสารต้ังต้นมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์เม่ือเพ่ิมซับส
เตรตอัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเพ่ิมข้ึน แต่เม่ือถึงระดับหน่ึงอั ตราการ
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาจะคงท่เี น่ืองจากไม่ได้เพ่ิมปริมาณของเอนไซม์
การแปลงสภาพโปรตีน
ถ้าแรงยึดเหน่ียวในโครงสร้างสามมติ ิของโปรตีนถูกทาลาย
จะทาให้โครงสร้างของโปรตีนเปล่ียนแปลงไปโดยการคลายตวั ออก
และไม่สามารถทาหน้าท่ที างชีวภาพได้เรียกว่าการแปลงสภาพ
โปรตีนปัจจยั ท่ที าให้โปรดนิ เกดิ เปล่ียนสภาพ ได้แก่ ความร้อน pH
การเตมิ เอทานอดการเติม Pb (NO3)2
ลักษณะการแปลงสภาพของโปรตีน ได้แก่ การแขง็ ตวั ไม่
ละลายนา้ เกดิ ตะกอนปูนขาวจบั ตัวเป็นก้อนขุ่นขาว
19
ลิพิด
ลพิ ดิ เป็นสารชีวโมเลกลุ ท่ีไมล่ ะลายนา้ สกดั ออกจากเซลล์
โดยใชต้ วั ทาละลายไมม่ ีขวั้ เช่นคลอโรฟอรมั อีเทอร์
สารประกอบท่ีจดั อยใู่ นกลมุ่ ลพิ ดิ มีหลายชนิดเชน่ ไตรเอกลี
เซอรอลส เตอรอยด์ โพรสตาแกลนดินส์ ฟอสโฟลพิ ิด ไข
ไขมนั และนา้ มนั
เป็นสารประกอบประเภทเอสเทอร์ไขมันเป็นเอสเทอร์ท่มี สี ถานะ
ของแขง็ นา้ มนั เป็นเอสเทอร์ท่มี สี ถานะของเหลวท่อี ณุ หภมู ิ 25 องศา
เซลเซียสไม่ละลายนา้ แต่ละลายในตัวทาละลายอนิ ทรียเ์ ช่นเฮกเซน
คลอโรฟอร์มพบได้ท้งั ในสตั วแ์ ละพืชไขมนั มีช่ือทางเคมวี ่าไตรกลีเซอ
ไรด์ (triglycerides) เกดิ จากการทาปฏกิ ริ ิยาระหว่างกลีเซอรอล 1
โมเลกุลกบั กรดไขมัน 3 โมเลกุล
20
กรดไขมนั เป็นกรดอนิ ทรีย์ชนิดหน่ึงประกอบด้วยโซคาร์บอนท่มี ีจานวนแตกต่างกนั
และมีหมู่คาร์บอกซิล (-C0OH) เป็นหมู่ฟังกช์ ันแบ่งเป็น 2 ชนิดคอื
กรดไขมนั อ่มิ ตัวและกรดไขมันไม่อ่มิ ตัว
กรดไขมนั อ่มิ ตวั มากจะเป็นไขมันเช่นกรดลอริก (C12) กรดไมสติก (14) กรดปาก
มิติก (C16) กรดสเตียริก (C18)
กรดไขมนั ไม่อ่มิ ตวั จะเป็นนา้ มนั เช่นกรดปาลมิโตเลอกิ
(C16) กรดโอเลอกิ (C18) กรดไลโนเลอกิ (C18)
ย่ิงมกี รดไขมนั ไม่อ่มิ ตวั มากเทา่ ใดสถานะย่ิงเหลวมาก
เทา่ น้ัน
21
กรดไขมนั จาเป็น ได้แก่ กรด
ไขมนั ท่รี ่างกายจะขาดไม่ได้และ
ต้องได้รับจากสารอาหารท่ี
รับประทาน ได้แก่ กรดไลโนเล
นกิ และกรดไลโนเลอกิ
สมบตั ิโครงสร้างและปฏกิ ริ ิยาของไขมันและนา้ มัน
1 .ละลายได้ดใี นตวั ทาละลายไมม่ ีขวั เช่นเฮกเซน
2. เกดิ กลิน่ เหม็นหินเมื่ออากาศรอ้ นกรดไขมันอสิ ระ
นามันพืชจะเกิดการเหมน็ หนื มากกว่าไขมันสัตว์
เพราะมีวติ ามนิ อีเป็นสารตา้ นออกซิเดชัน
3. ปฏิกริ ิยาไฮโดรจเิ นชัน (hydrogenation) เป็น
ปฏิกริ ิยาการเตมิ ไฮโดรเจนลงในกรดไขมนั ไมอ่ ม่ิ ตวั
ไฮโดรเจนจะทาปฏกิ ิรยิ ารวมตัวแลว้ เกดิ เป็นกรด
ไขมันชนดิ อิ่มตวั ใชใ้ นอุตสาหกรรมการผลิตเนยเทยี ม
และครีมเทียม
4. เกดิ ไฮโดรลซิ สิ ในสารละลายเบสใหส้ บู่ (เกลือของ
กรดไขมัน) กับกลีเซอรอลเรอื กปฏิกริ ยิ านวี า่ สะปอน
นิฟิเคชั่น
22
ฟอสโฟลิพิด
ฟอสโฟลิฟิ ดเป็นเอสเทอร์ของกลีเซอรอลกบั กรดไขมนั 2 กลุ่มสว่ น
กลุ่มท่ี 3 เป็นกรดฟอสฟอริกเย่ือหุ้มเซลล์ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิดและ
โปรตีนโดยโมเลกุลจะอยู่ในสภาพ 2 ช้ัน (bilayer) โมเลกุลจะจัดเป็น 2
แถวหันด้านไฮโดรโปนิกเข้าด้านในและหันด้านไฮโดรฟิ ลิกออกด้านนอก
ช้ันเย่ือหุ้มเซลล์น้ีจะเป็นทางผ่านของอาหารของเสยี ฮอร์โมน
คาร์โบไฮเดรตกรดอะมโิ นตลอดจนไอออนต่าง ๆ เช่นโพแทสเซียม
ไอออนโซเดยี มไอออน
ไข
ไข (waxes) เป็นเอสเทอรข์ อง
กรดไขมนั โซย่ าวกบั แอลกอฮอลโ์ ซ่
ยาวสว่ นใหญ่เป็นสารเคลอื บผวิ ใน
พืชหรอื สตั ว์
23
สเตอรอยด์
ลิพิดท่เี ย่ือเซลล์ชนิดสเตอรอยดเ์ ป็นลิพิดโครงสร้างท่เี พ่ือเซลล์
ของพวกยูแคริโอตโครงสร้างโดยท่วั ไปเป็นวงแหวนไฮโดรคาร์บอน
4 วงซ่ึงเป็นวงคาร์บอน 6 อะตอมสามวงและวงคาร์บอน 5 อะตอม
อกี หน่ึงวงสเตอรอยด์ชนิดต่าง ๆ ถูกสงั เคราะห์ข้ึนมาจากโมเลกุล
ของไอโซพรีน (isoprene) เช่นเดียวกนั กบั วติ ามนิ ต่าง ๆ ท่ลี ะลาย
ในไขมันสเตอรอยด์ชนิดท่พี บมากในเย่ือเซลลค์ อื คอเลสเตอรอยด์
(cholesterol)
26
บรรณานุกรม
วชิ ยั ลิขิตพรรักษ.์ //เคมีพ้ืนฐาน.//สืบคน้ เมื่อ 20 มีนาคม 2564./
จาก https://www.slideshare.net/meemahidol/3-48923892
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.//บทที่ 15 สารชีวโมเลกลุ .//สืบคน้ เมื่อ 20 มีนาคม 2564./
จากhttps://www.google.com/2Fbiomolecule1.doc&usg=AOvVaw1iM3zHDRa-
GbaB4Kg1RcQh