ก ชื่อวิจัย : ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน สะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้วิจัย : นางสาวพัชรีภรณ์ ภู่คง หน่วยงาน : โรงเรียนอนุบาลวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 ปีที่ทำการวิจัย : 2566 บทคัดย่อ การทำวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ เรื่อง ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำกับเกณฑ์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องมาตราตัวสะกดที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา 2) แบบทดสอบการอ่านคำในมาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตรา รูปแบบการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลองในรูปของ (One Group Pre- test Post-test Design) สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำ ที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำ ที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คะแนนสอบหลังเรียนเท่ากับ ร้อยละ 83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้มีวัตถุประสงค์จัดทำขึ้นเพื่อรายงานผลการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อนำความรู้มาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนสอนของตนเอง และพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โดยพัฒนาสื่อนวัตกรรมมาใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของนักเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งได้เก็บรวบรวมข้อมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ขอขอบพระคุณ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวังเจ้าและคณะครูโรงเรียน อนุบาลวังเจ้าที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ และอำนวยความ สะดวกในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จนทำให้รายงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้วิจัย
ค สารบัญ บทคัดย่อ................................................................................................................................ ก กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................. ข สารบัญ................................................................................................................................ ค บทที่ 1 บทนำ........................................................................................................................ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา............................................................ 1 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย........................................................................................ 1 1.3 การสมมติฐานการวิจัย……………………………………………………………………......... 4 1.4 ขอบเขตในการวิจัย........................................................................................... 4 1.5 ตัวแปรที่การศึกษา............................................................................................ 5 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ.............................................................................................. 5 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ................................................................................ 5 1.8 กรอบแนวคิดการวิจัย....................................................................................... 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................... 7 2.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พุทธศักราช 2551.............................. 7 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องการอ่าน .............................................................................. 11 2.3 เอกสารเกี่ยวข้องการใช้สีเป็นรหัส……………………………………………….…………… 16 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................ 18 บทที่ 3 วิธีดำเนินวิธีดำเนินการวิจัย..................................................................................... 20 3.1 ประชาการและกลุ่มเป้าหมาย........................................................................... 20 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................... 20 3.3 วิธีดำเนินการทดลอง ........................................................................................ 20 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................ 21 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................... 22 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................... 22 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................... 22 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................... 23
ง สารบัญ(ต่อ) บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ................................................................ 24 5.1 สรุปผลการวิจัย ............................................................................................ 24 5.2 อภิปรายผล................................................................................................... 25 5.3 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป............................................................ 26 บรรณานุกรม................................................................................................................... 27 ภาคผนวก........................................................................................................................ 29 ภาคผนวก ก แบบทดสอบอ่านคำในมาตราตัวสะกดที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา สำหรับการทดสอบ ก่อน – หลังเรียน …………………………………….. 30 ภาคผนวก ข ตารางแสดงผลคะแนนจากการทดสอบการอ่าน ………………………. 34 ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรู้……………………………………………………………. 36 ภาคผนวก ง ตัวอย่างบัตรคำพื้นฐานโดยใช้สีกำหนดรหัสคำ…….......................… 43 ประวัตผู้วิจัย.................................................................................................................... 45
จ สารบัญตาราง ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design 17 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตาม 23 มาตราตัวสะกดกดก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 23 ตารางที่ 4 ตารางที่ 4 แสดงผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกด 35 ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจความสัมพันธ์ ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันใน สังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และ สร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาษาไทยเป็นทักษะ ที่ต้องฝึกฝน จนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ ในชีวิตจริง นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่า ค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 37) ด้วยความสำคัญดังกล่าวหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศกัราช 2551 มุ่งพัฒนา ผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้มนุษย์ที่มีความสมดุล ทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรมมีจิตสำนึก ในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการ ประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนทุก คนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4) เด็กไทยทุก คนควรเรียนรู้และใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องถูกโอกาส ซึ่งการเรียนการสอนภาษาไทยเป็นทักษะที่ ต้องฝึกฝีนจนเกิดความชำนาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การอ่านและการฟังเป็นทักษะของการ รับรู้เรื่องราวความรู้ประสบการณ์ ส่วนการพูดและการเขียนเป็นทักษะของการแสดงออกด้วยการ แสดงความคิดเห็น ความรู้และต้องประสบการณ์การเรียนภาษาไทยจึงเรียนเพื่อการสื่อสารให้สามารถ รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างพินิจ พิเคราะห์ สามารถนำความรู้ ความคิด มาเลือกใช้เรียบเรียงคำมาใช้ ตามหลักภาษาได้ถูกต้องตรงตามความหมายกาลเทศะและใช้ภาษาได้อย่างประสิทธิภาพ วิมล รัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 80) ซึ่งทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่ง ในการเป็นเครื่องมือในการสร้างความคิด ความเข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ นอกจากนนี้การอ่านยังเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์แม้ไม่ใช่ ประสบการณ์โดยตรงแต่ก็ทำให้ผู้ที่ได้อ่านมากเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
2 การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนโดยเฉพาะผู้เรียน เพราะความสำเร็จและสัมฤทธิ์ผลของการศึกษา ขึ้นอยู่กับความสามารถทางการอ่านของผู้เรียนเป็นสำคัญผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ก็จะมี ความสามารถในการอ่านภาษาไทยได้ดีกว่าผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ วรรณีโสม ประยูร (2542 :156) กล่าวว่าการอ่านสะกดคำเป็น การอ่านออกเสียงให้ผู้อื่นฟังเป็นพื้นฐานสำคัญของการ อ่าน เพราะต้องรู้จักสะกดคำให้ ถูกต้องก่อน จึงสามารถอ่านคำนั้นได้เด็กควรหัดอ่านสะกดคำตรง ตามมาตราตัวสะกดให้ได้ก่อน เพื่อนำไปสู่การอ่านที่ถูกต้องต่อไป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ ผ่านมายังไม่ ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ปัญหา ในด้านการสะกดผิดในเรื่อง สระ พยัญชนะวรรณยุกต์และอ่านไม่ออกนอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นอีก เช่น ปัญหาจากตัวนักเรียนเองเช่น ไม่ชอบวิชาภาษาไทยไม่เห็นความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนไม่รู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการเรียนภาษาไทย จากการสังเกตการจัดการเรียนการสอนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลวังเจ้า พบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการอ่าน คือผู้เรียนยังขาดทักษะในการอ่าน อ่านสะกดคำไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักมาตราตัวสะกดอ่านออกเสียวตัวสะกดไม่คล่อง จำรูปคำไม่ได้ จึงยิ่งส่งผลทำให้การสะกดคำไม่ ถูกต้องและไม่เข้าใจความหมายของคำนั้น ดังนั้นครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องหาวิธีช่วยเหลือผู้เรียนที่มี ปัญหาด้านการอ่านสะกดคำเพื่อให้ผู้เรียนสนใจการอ่าน โดยใช้เทคนิคการสอนที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดความเข้าใจในเนื้อหาและสอดแทรกกิจกรรมที่ท้าทายให้ผู้เรียนกระตือรือร้นและตั้งใจเรียน ซึ่งการ สอนผู้เรียนให้ฟังก่อนแล้วอ่านตาม โดยใช้วิธีการอ่านแจกรูปคำอ่านสะกดคำตามความเหมาะสมของ ผู้เรียน เป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้สอนนิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (รัตนาภรณ์ ชัยทน และคณะ, 2557) จากแนวคิดข้างต้นแสดงให้เห็นว่าครูผู้สอนคือ ผู้ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาในการพัฒนาทักษะการอ่าน สะกดคำของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งนี้เพราะหน้าที่โดยตรงของครูคือการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เช่น การจัดกระบวนการเรียน การสอนที่มีความหลากหลาย โดยเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลางและฝึกการปฏิบัติให้มากที่สุด อาจด้วยการใช้สื่อการสอนที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพ กระบวนการเหล่านี้จะช่วยส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนและความสามารถด้านการอ่าน สะกดคำได้ดีขึ้น จากการศึกษาข้อมูลข้างต้น ผู้วิจัยพิจารณาเห็นว่าการใช้สื่อและเครื่องมือประกอบการเรียน การสอนถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการอ่านที่ดีขึ้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการ เลือกใช้สีเข้ามากำหนดรหัสคำ ในบทเรียนเพื่อเป็นการกระตุ้นความสนใจ เป็นสื่อนำทางสายตาช่วย ให้ผู้เรียนสามารถอ่านคำต่าง ๆ ได้ สีจะเป็นตัวช่วยดึงดูดความสนใจให้เด็กมีความกระตือรือร้นในการ อ่านเพิ่มขึ้น ซึ่งสีแต่ละสีมีความสามารถในการดึงดูดสายตา และความสนใจไม่เท่ากันดังในเอกสาร ของหน่วยศึกษานิเทศก์ (2533:230) กำหนดว่าสีแดง เป็นสีที่กระตุ้นเร้าให้ตื่นเต้น ความรู้สึกเข้มแข็ง ความมุ่งมั่น, สีส้ม ทำให้รู้สึกสดชื่น สร้างการมีส่วนร่วมช่วยในการจำการตัดสินใจ, สีเหลือง ทำให้สงบ
3 พร้อมเรียนรู้ กระตุ้นความจำ การแสดงออก การคิดที่ชัดเจน, สีเขียว ทำให้ผ่อนคลาย สงบสุข สร้างสมาธิและทำให้คิดอย่างมีเหตุผล, สีฟ้า ทำให้รู้สึกสงบ เย็น ผ่อนคลาย ไวต่อปฏิกิริยาริเริ่ม สร้างสรรค์ ศรียา นิยมธรรม (2550: 77-89) กล่าวว่า สีมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในการดำเนินชีวิต สีก่อให้เกิดอารมณ์ช่วยให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา ส่งผลต่อพฤติกรรมและความรู้สึกที่มีต่อตนเองและผู้อื่น สีมีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติทั้งในห้วงจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกการใช้สีอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้อง เข้าใจถึงผลกระทบทางจิตวิทยาที่ว่า สีสามารถก่อให้เกิดการเลือกการแต่งกาย เครื่องประดับ และสภาพแวดล้อม หากเราเข้าใจถึงเรื่องนี้ก็จะสามารถใช้สีมาช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมี ความสุข สีเขียวสามารถช่วยให้เกิดสมดุลทางจิต เป็นสีที่เต็มไปด้วยการผ่อนคลาย การพักผ่อนสายตา มากที่สุด เชื่อกันว่าสีเขียวก่อให้เกิดความรู้สึกและทัศนคติที่ดี และเป็นสีธรรมชาติ ที่ทำให้เรารู้สึก มั่นคงปลอดภัย มรกตก็เป็นอัญมณีสีเขียวที่ทำให้เกิดความรู้สึกสมดุล และเป็นสีที่ใช้เปรียบเทียบกับ สิ่งแวดล้อม ความอุดมสมบูรณ์และอารมณ์ล้ำลึกในตน ความเป็นมาความสามารถในการมองเห็นสี ต่าง ๆ ของมนุษย์ สัตว์นำมาใช้ในการเอาตัวรอด สีบางสีช่วยให้หาอาหารได้ง่ายขึ้น สีเขียวช่วยสร้าง บรรยากาศที่สมดุลทางอารมณ์ เมื่อมองวัตถุสีเขียวดวงตาจะได้ผ่อนคลาย ทำให้มีสมาธิดีขึ้น เป็นต้น ดังนั้นการนำการใช้สีกำหนดพยัญชนะ มาใช้เป็นบทเรียนเพื่อกระตุ้นและเร้าความสนใจทำให้นักเรียน มีแรงจูงใจในการเรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้น จะช่วยพัฒนาความสามารถในการจำคำของ นักเรียนทางการเรียนรู้ด้านการอ่านคำต่อไป จากความสำคัญและเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาความสามารถ การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรตัวสะกดของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาล วังเจ้า โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อเป็นสื่อนำสายตาในส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการพัฒนาความสามารถ อ่านสะกดคำได้อย่างถูกต้อง และมีการออกเสียงที่ถูกต้องตามหลักภาษาไทยอันจะนำไปสู่การพัฒนา ความสามารถการอ่านในระดับสูงต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำกับเกณฑ์
4 การสมมติฐานการวิจัย 1. ความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่ได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำหลังเรียนสูงกว่าเรียน 2. ความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ขอบเขตในการวิจัย 1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลวังเจ้า อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดย การเลือกสุ่มแบบเจาะจงจากห้องเรียนที่โรงเรียนได้หมอบหมายให้ผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบการสอน 2. ระยะเวลาในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ใช้เวลาในการทดลองเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ในภาคเรียนที่1 เดือนกรกฎาคม ปีการศึกษา 2566 สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง รวมจำนวนทั้งหมด 20 ชั่วโมง ทั้งนี้รวมเวลา ที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เนื้อหาในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด 8 มาตราโดยการ เลือกคำจากบัญชีคำพื้นฐานภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งแบ่งเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผน ดังนี้ แผนที่ 1 - 2 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กง แผนที่ 3 - 4 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กม แผนที่ 5 - 6 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่เกย แผนที่ 7 - 8 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่เกอว แผนที่ 9 - 10 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กน แผนที่ 11 -12 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กก แผนที่ 13 -14 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กด แผนที่ 15 -16 การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กบ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด
5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำในการอ่านสะกดคำที่ มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด 8 มาตราสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทั้งหมด 16 แผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งได้จัดการเรียนรู้ตามการใช้สีกำหนดรหัสคำด้วยการใช้อักษร 4 สี โดยมี 4 ขั้นตอนในการเรียนรู้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ให้นักเรียนรู้จักสี 4 สีที่กำหนดและสามารถอ่านส่วนประกอบของคำเรียง ตามลำดับของสีที่กำหนดไว้ไห้ถูกต้อง ซึ่งสีจะเป็นตัวกำหนดให้นักเรียนลำดับความสำคัญในการอ่าน เช่น พยัญชนะ แทนด้วย สีดำ , สระ แทนด้วย สีแดง , ตัวสะกด แทนด้วย สีฟ้า และตัววรรณยุกต์ แทนด้วย สีเขียว ขั้นตอนที่ 2 ฝึกท่องจำคำอ่านพยัญชนะ ขั้นตอนที่ 3 ฝึกท่องจำคำอ่านสระ ขั้นตอนที่ 4 ฝึกอ่านและประสมคำ 2. การใช้สีกำหนดรหัสคำ หมายถึง การระบุตำแหน่งของคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา โดยใช้รหัสสีดำแทนพยัญชนะ รหัสสีแดงแทนด้วยสระ รหัสสีฟ้าแทนด้วยตัวสะกด รหัสสีเขียวแทน ด้วยตัววรรณยุกต์ นักเรียนจะต้องจำ รูปพยัญชนะ รูปสระ รูปตัวสะกด และรูปวรรณยุกต์ ตามลำดับ ของตำแหน่งสีดำ สีแดง สีฟ้า และสีเขียวเท่านั้น 3. ความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด หมายถึง การที่ นักเรียนสามารถอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกด 8 มาตรา ได้แก่ มาตราตัวสะกดแม่กง มาตรา ตัวสะกดแม่กม มาตราตัวสะกดแม่เกย มาตราตัวสะกดแม่เกอว มาตราตัวสะกดแม่กน มาตรา ตัวสะกดแม่กก มาตราตัวสะกดแม่กด และมาตราตัวสะกดแม่กบ ที่กำหนดให้ได้ถูกต้องซึ่งวัดได้ จากคะแนนที่ได้ทดสอบจากแบบทดสอบการอ่านที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด เรียงตามลำดับการอ่านได้อย่างถูกต้อง 2. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตาม มาตราตัวสะกดสำหรับนักเรียนในระดับชั้นอื่นต่อไป
6 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดย ใช้สีกำหนดรหัสคำ พัฒนาความสามารถ ในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกด ตรงตามมาตราตัวสะกด
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนาความสามารถในการ อ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย 1.2 สาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 1.3 จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องการอ่าน 2.1 ความหมายของการอ่าน 2.2 ความสำคัญของการอ่าน 2.3 การอ่านแจกลูกสะกดคำ 3. เอกสารเกี่ยวข้องการใช้สีเป็นรหัส 3.1 ทฤษฎีการมองเห็นสี 3.2 อิทธิพลของสีในทางจิตวิทยาและการเรียนรู้ 3.3 การใช้สีกับสื่อการเรียนการสอน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษา,2551:37) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยดังนี้ ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงานและดำรงชีวิต ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิ
8 ปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรมประเพณี และสุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่ การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการ ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง 1.1.1 การอ่าน การอ่านออกเสียงคำประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิด ต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่านเพื่อ นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 1.1.2 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบ ต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตาม จินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 1.1.3 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ คิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 1.1.4 หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคลการแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย 1.1.5 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความ ซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นนพ ื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดกรอบ โครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนซึ่ง สถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมและจุดเน้น โดยสามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ ละกลุ่มสาระการ เรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสภาพของผู้เรียน ทั้งนี้ ต้องมีเวลาเรียน รวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพตาม มาตรฐานการ เรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดในระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 6) ให้จัด เวลาเรียนเป็น รายปีโดยมีเวลาเรียนวันละไม่เกิน5 ชั่วโมง สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้น ประถมศึกษา ปีที่ 1 มีเวลา เรียน 200 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 22)
9 สรุปได้ว่า การสอนภาษาไทยได้กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ. 2551 โดยต้องการให้ผู้เรียนใช้ภาษาไทยในการสื่อสารศึกษาค้นคว้าและภาคภูมิในภาษาประจำชาติจึง ต้องมีการพัฒนาการเรียนรู้ทางภาษาที่เหมาะสม 1.2 สาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 1.2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นนพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กําหนดสาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเน้น ความรู้ทักษะและ วัฒนธรรมการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสาร ความชื่นชม การเห็นคุณภาพภูมิปัญญาไทย และภูมิใจใน ภาษาประจําชาติส่วนตัวชี้วัดได้ระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนใน แต่ละระดับชั้นซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้มีความเฉพาะเจาะจง และมีความเป็นรูปธรรม นําไปใช้ในการกําหนดเนื้อหา จัดทําหน่วยการเรียนรู้จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สําคัญ สําหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน และเป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละ ชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 12,44) 1) สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และ ความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน 2) สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและ รายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ 3) สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดู อย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ 4) สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและ หลักภาษาไทยการเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษา ภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ 5) สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความ คิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.2.2 ตัวชี้วัดชั้นปีสําหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน
10 1. อ่านออกเสียงคำข้อความ เรื่องสั้น ๆและบทร้อยกรองง่ายๆได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว 2. อธิบายความหมายของคำ และข้อความที่อ่าน 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบ 5. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจ อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ 8. อธิบายความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ 9. มีมารยาท ในการอ่าน สรุปได้ว่าหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้ความสําคัญกับสาระการอ่าน การเขียน การฟัง การดูการพูด หลักการใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งการสอนแต่ละช่วงวัย ให้ได้ผล จําเป็นต้องใช้สื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 1.3 จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพในตัวผู้เรียนที่มีความครอบคลุมในด้านความสามารถและทักษะตลอดจนคุณลักษณะ ที่จะช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียน มีคุณภาพบรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร และเพี่อให้เห็นความ เชื่อมโยงของจุดเน้นในแต่ละช่วงวัยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เหมาะสมกับพัฒนาการของ ผู้เรียนสําหรับนําไปจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงกําหนดความสามารถ และทักษะของ ผู้เรียนตามจุดเน้นในแต่ละระดับชั้น ไว้ดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 : 3, 10) 1.3.1 ด้านความสามารถทักษะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 1) อ่านออก หมายถึง ความสามารถรับรู้และเข้าใจความหมายของคํา ประโยค ข้อความ เรื่องราวในสื่อต่าง ๆ สั้นๆ บทร้อยกรองง่าย ๆ หรือในหนังสือได้ตามระดับชั้นนผู้เรียน 2) เขียนได้หมายถึงความสามารถเขียนคํา ประโยคข้อความสั้น ๆ เรื่องราวได้ถูกต้อง เหมาะสมตามระดับชั้นของผู้เรียน 3) คิดเลขเป็น หมายถึง วิธีการคิดได้หลายรูปแบบและสามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้ 4) ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน หมายถึง ความสามารถในการแสดงออกถึงพฤติกรรม ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน 5) ทักษะชีวิต หมายถึง การเน้นให้มีความสามารถในการรู้จัดตนเอง มองตนเอง และผู้อื่นในแง่บวก และจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ 6) การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วยวัย หมายถึงความสามารถในการรับและส่ง สารอันได้แก่การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนได้ตรงตามวัตถุประสงค์โดยใช้คําสุภาพ
11 1.3.2 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1) อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆได้ ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอและ มีมารยาทในการอ่าน 2) มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน 3) เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดง ความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญ ชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด 4) สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ ของคำในประโยคมีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ 5) เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรอง ที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ สรุปได้ว่า ผู้วิจัยได้นําจุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านความสามารถทักษะการ อ่านออก โดยผู้เรียนสามารถอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดในระดับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มาใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องการอ่าน 2.1 ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของเด็ก และคุณภาพการอ่านของเด็กย่อมส่งผล กระทบถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ การุณันทน์ รัตนแสนวงษ์ (2550: 27) ความหมายของการอ่าน คือ การเข้าใจหนังสือด้วยการ สังเกต พิจารณาและถ่ายทอดความรู้ความคิดของผู้เขียนไปยังผู้อ่าน การตีความจากการอ่านเพื่อ นําไปใช้ประโยชน์ก็มีความจําเป็นสําหรับมนุษย์เป็นอย่างมาก เพราะการอ่านจะทําให้เราได้รับความรู้ ข่าวสาร ทําให้เรามีความคิดที่กว้างขวางขึ้น และยังก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจด้วย พรวิไล เลิศวิชา (2550 : 33) ได้ให้ความหมายการอ่านไว้ว่า การอ่านหมายถึง ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียงอ่าน การอ่านเริ่มจากการให้เด็กฟังครูอ่านพร้อมกับดูตาม
12 ตัวหนังสือ/รูปภาพ จากหนังสือที่ครูอ่านเพื่อสมองจะได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาพและคำที่เห็น ความหมายจากภาพ ลักษณะเสียงที่เกิดจากการเรียงตัวอักษรในคำ มุกดา ลิบลับ (2550 : 8) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน หมายถึง การแปล ความหมายของตัวอักษร สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏสู่สายปรากฏสู่สายตาออกมาเป็นความคิดความ เข้าใจไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้การอ่านเป็นการบวนการทางความคิดอันเกิดจากสายตา ถอดรหัสความหมายของภาษาที่อ่านหรือผู้เขียนเขียนเรื่องไว้ตั้งแต่ระดับคำ วลี ประโยคไปจนถึง ข้อความ เพื่อเก็บข้อมูลเรียบเรียงเข้าสู่สมอง แล้วตีความข้อมูลนั้นเพื่อแยกแยะรายละเอียดต่อไป สําลี รักสุทธี (2553: 1) กล่าวว่า การอ่าน คือ การตีความ แปลความจากตัวอักษรที่ปรากฏ ในสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ออกมาเป็นข้อมูลความรู้สู่การรับรู้การเข้าใจของผู้อ่านจากความหมายของการ อ่านดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่แปลความหมายของตัวอักษรหรือ สัญลักษณ์ที่มองเห็น โดยผ่านการสัมผัสทางสายตา แล้วแปลความหมายสัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่สื่อ ออกมาเป็นความรู้ ความเข้าใจ แล้วสามารถนำความรู้ 2.2 ความสำคัญของการอ่าน วรรณี โสมประยูร (2544 : 121-123) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือมีผล ต่อผู้อ่าน 2 ประการ คือ ประการแรก อ่านแล้วได้ “อรรถ” ประการที่สอง อ่านแล้วได้ “รส” ถ้าผู้อ่านสำนึกอยู่ตลอดเวลาถึงผลสำคัญของสองประการนี้ ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จาก หนังสือตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนเสมอ การอ่านมีความสำคัญต่อทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุก สาขาอาชีพ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ 2.2.1 การอ่านเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียน จำเป็นต้องอาศัยทักษะการอ่านทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองได้รับ ความรู้และประสบการณ์ตามที่ต้องการ 2.2.2 ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสาร เพื่อทำ ความเข้าใจกับบุคคลอื่นร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการ ประกอบอาชีพการงานต่าง ๆ ในสังคม 2.2.3 การอ่านสามารถช่วยให้บุคคลสามารถนำความรู้และประสบการณ์ จากสิ่งที่อ่านไปปรับปรุง และพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระทำอยู่ให้เจริญก้าวหน้าและ ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด 2.2.4 การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่าง ๆ ได้เป็น อย่างดี เช่น ช่วยให้ความมั่นคงปลอดภัย ช่วยให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของ สังคม ช่วยให้มีเกียรติยศและชื่อเสียง ฯลฯ
13 2.2.5 การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้น อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ทำให้เป็นผู้รอบรู้ เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การบรรยายหรือ อภิปรายปัญหาต่าง ๆ นับว่าเป็นการเพิ่มบุคลิกภาพและความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง 2.2.6 การอ่านหนังสือหรือสิ่งพิมพ์หลายชนิดนับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่ น่าสนใจมาก เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยให้บุคคล รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เป็นอย่างดี 2.2.7 การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต เช่น อ่านศิลาจารึก ประวัติศาสตร์เอกสาร สำคัญ วรรณคดี ฯลฯ จะช่วยให้อนุชนรุ่นหลังรู้จักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไว้และ สามารถพัฒนา ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2543 : 2) ได้อธิบายความสำคัญของการอ่านว่าการอ่านเป็น เครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุก คน การรู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะช่วยให้เกิดความ ชำนาญและความรู้กว้างขวางด้วย ดังนั้นการที่นักเรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ ครูเป็นผู้จัดเตรียมให้ อีกทั้งยังต้องผสมผสานกับความสนใจของผู้อ่าน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้ นักเรียนได้อ่านอย่างสม่ำเสมอ ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2545 : 2) ได้อธิบายความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านมี ความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตและช่วยสนองความอยากรู้อยากเห็นอัน เป็นธรรมชาติของมนุษย์ได้ทุกเรื่อง ซึ่งมีอยู่ในทรัพยากรสารนิเทศทุกประการโดยเฉพาะความอยากรู้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆสรุปความสำคัญของการอ่านว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการแสวงหาความรู้ การเรียนรู้ และพัฒนาสติปัญญาของคนในสังคม พัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต องค์ประกอบในการ อ่าน อาจจะสรุปได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย 1.1 สายตา 1.2 ปาก 1.3 หู 2. องค์ประกอบทางด้านจิตใจ 2.1 ความต้องการ 2.2 ความสนใจ 2.3 ความศรัทธา
14 3. องค์ประกอบทางด้านสติปัญญา 3.1 ความสามารถในการรับรู้ 3.2 ความสามารถในการนำประสบการณ์เดิมไปใช้ 3.3 ความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้อง 3.4 ความสามารถในการเรียน 4. องค์ประกอบทางประสบการณ์พื้นฐาน 5. องค์ประกอบทางวุฒิภาวะ อารมณ์ แรงจูงใจและบุคลิกภาพ 6. องค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม 2.3 การอ่านแจกลูกสะกดคำ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 97-99) ได้อธิบายความหมายของการแจกลูก มีความหมาย 2 นัย คือ นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และกบ การแจกลูกจะเริ่มต้นการสอนให้จำ และออกเสียงพยัญชนะและสระให้ได้ก่อน จากนั้นจะเริ่มแจกลูกในมาตราแม่ ก กา จะใช้การสะกดคำไปทีละคำไล่ไปตามลำดับของสระ แล้วจึง อ่านโดยไม่สะกดคำจึงเรียกว่าแจกลูกสะกดคำ แล้วอ่านคำในมาตราตัวสะกดทุกมาตราจนคล่อง จากนั้นจะอ่านเป็นเรื่องเพื่อประยุกต์หลักการอ่านนำไปสู่การอ่านคำที่เป็นเรื่องอย่างหลากหลาย นัยสอง หมายถึง การเทียบเสียง เป็นการแจกลูกวิธีหนึ่ง เมื่อนักเรียนอ่านคำได้แล้ว ให้นำ รูปคำมาแจกลูกโดยการเปลี่ยนพยัญชนะต้นหรือพยัญชนะท้าย เช่น บ้าน สูตรของคำ คือ ให้เปลี่ยน พยัญชนะต้น เช่น ก้าน ป้าน ร้าน ล้าน ค้าน เป็นต้น หลักการเทียบเสียง มีดังนี้ 1. อ่านสระเสียงยาวก่อนสระเสียงสั้น 2. นำคำที่มีความหมายมาสอนก่อน 3. เปลี่ยนพยัญชนะที่เป็นพยัญชนะต้นและพยัญชนะเสียงท้าย 4. นำคำที่อ่านมาจัดทำแผนภูมิการอ่าน เช่น กา มา พา ลา ยา ค้า ม้า ช้า ล้า น้า บ้าน ก้าน ป้าน ร้าน ค้าน วิธีอ่านจะไม่สะกดคำให้อ่านเป็นคำตามสูตรของคำ เช่น อ่าน กา สูตรของคำ คือ -า นำพยัญชนะมาเติมและอ่านเป็นคำ เช่น ยา ทา หา นา ตา อา การสอนแบบการแจกลูกสำหรับ นักเรียนแรกอ่าน (ชั้น ป.1 และ ป. 2) มีหลักการสอนดังนี้ 1. เริ่มจากสระที่ง่ายที่สุดคือ สระ -า 2. ใช้แผนผังความคิดแจกลูก โดยเลือกคำที่มีความหมายก่อน 3. ผู้เรียนอ่านออกเสียงคำและทำความเข้าใจความหมาย 4. นำคำจากแผนผังความคิดมาแต่งประโยค
15 5. อ่านประโยคที่แต่ง 6. เขียนประโยคที่แต่ง สรุป การแจกลูก ในรูปแบบเช่นนี้ สามารถที่จะแจกต่อไปได้อีก เช่น แจกสระ เ- แ- โ- ไใ- เ-า ฯลฯ และนำมาแต่งประโยคโดยการบูรณาการกับคำที่ประสมกับสระอื่น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ และสามารถนำไปแต่งประโยคที่ยากและซับซ้อนขึ้นได้ เพราะเป็นการเรียนจากเรื่องที่ ง่ายไปสู่เรื่องที่ยากและยังได้ให้ความหมายของการสะกดคำ ดังนี้การสะกดคำ หมายถึง การอ่านโดย นำเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดมาประสมเป็นคำอ่าน การอ่านสะกดมาประสม เป็นคำอ่าน การอ่านสะกดคำจะต้องให้นักเรียนสังเกตรูปคำพร้อมกับการอ่าน การสอนอ่านสะกดคำ พร้อมกับการเขียน ครูต้องให้อ่านสะกดคำแล้วเขียนคำไปพร้อมกัน การสอนสะกดคำโดยการนำคำที่มี ความหมายมาสอนก่อน เมื่อสะกดคำจนจำได้แล้วจึงแจกคำ เพราะการสะกดคำจะเป็นเครื่องมือการ อ่านคำใหม่โดยเริ่มจากคำง่ายๆ แล้วบอกทิศทางการออกเสียงแล้วแจกคำโดยเปลี่ยนพยัญชนะต้น เรวดี อาษานาม (2537 : 83 - 84 ) ได้อธิบายถึงการอ่านสำหรับเด็กที่ยังไม่เรียนหนังสือ ให้สามารถอ่านและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดหรือคำพูดออกมาเป็นตัวหนังสือ นับตั้งแต่เริ่มมีการสอน หนังสือไทยจนถึงปัจจุบัน ได้กล่าวถึง การอ่านแบบแจกลูกสะกดคำ ดังนี้ คือการสอนที่ถือว่าคำ ประกอบด้วยรูปและเสียงของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ฯลฯ เวลาสอนอ่านแทนที่จะอ่าน เป็นคำ ๆ มีความหมายเลยที่เดียว ก็ต้องไล่พยัญชนะสระ ฯลฯ ให้ออกเสียงได้ถูกต้องเป็นคำ ๆ อีกที หนึ่ง เป็นการช่วยให้อ่านคำได้ เพราะผู้อ่านรู้จัก พยัญชนะ สระ ตัวสะกด แล้วช่วยพาไป เช่น จาน นักเรียนสะกดคำว่า จอ -า - จา - จา - นอ – จาน หรือ จ -า - น – จาน บ้าน นักเรียนสะกดคำว่า บ - า – บา บา - น – บาน หรือ บาน - ้- บ้านวิธีนี้ช่วยให้เด็กรู้จัก หลักเกณฑ์ของการเรียงลำดับตัวอักษรภายในคำหนึ่งๆ เพื่อจะได้ออกเสียงได้ชัดเจนและเขียนคำนั้น ได้ถูกต้อง กรมวิชาการ (2546 : 133 - 134) ได้อธิบายการอ่านแจกลูกและการสะกดคำ เป็น กระบวนการขั้นพื้นฐานของการนำเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมเสียงกัน ทำให้ออกเสียงคำต่าง ๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคำบางครั้งรวมเรียกว่าการ แจกลูกสะกดคำจะดำเนินไปด้วยกันอย่างประสมกลมกลืน เพื่อให้นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาทั้ง การอ่านและการเขียนไปพร้อมกัน และยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการแจกลูกสะกดคำ เป็นเรื่องที่ จำเป็นมากสำหรับผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้สอนการแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนในระยะเริ่มเรียนการ อ่าน นักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์การประสมคำ ทำให้เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้นจะสับสน อ่านหนังสือไม่ ออก เขียนหนังสือผิดซึ่งเป็นปัญหามากของเด็กนักเรียนไทยในปัจจุบัน ผลจากการอ่านไม่ออกเขียน ไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาอื่น ๆ ด้วยการอ่านเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทุกคนที่จำเป็น อย่างยิ่งที่ต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
16 สมควร น้อยเสนา (2549 : 21 - 22) ได้สรุปความสำคัญของการอ่าน ดังนี้ ความสำคัญของ การอ่านจะเป็นสิ่งที่ช่วยมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น มี 4 ประการ คือ 1. ช่วยในการเรียนรู้ 2. เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ 3. ช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน 4. องค์ประกอบพื้นฐาน ผู้อ่านจะประสบความสำเร็จทางการอ่านมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้ วุฒิภาวะ อายุ เพศ ประสบการณ์ สมรรถวิสัย ความบกพร่องทางร่างกาย และการจูงใจ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องการใช้สีเป็นรหัส 3.1 ทฤษฎีการมองเห็นสี (Theories of Color Vision) สิริอร วิชชาวุธ และ คณะ (2550) ได้กลาว ถึงทฤษฎีการมองเห็นสีว่า 1. ตัวสี (Hue) เช่น เขียว แดง ฯลฯ โดยสีจะต่างกันอย่างไรขึ้นอยู่กับคลื่นแสงเป็นสําคัญ ถ้าคลื่นแสงต่างกันสีจะต่างกันด้วย 2. ความสว่างของสี (Brightness) หมายถึง สีเดียวกนอาจมีความสวางต่างกัน 3. ความบริสุทธิ์ของสี (Saturation) หมายถึง สีทีอิ่มมตัวเป็นสีบริสุทธิ์ มีคลื่นสีเดียว เช่น สีแดงที่อิ่มตัวเต็มที่แล้ว แม้จะเติมหมึกแดงเข้าไปอีก ก็ไม่ทําให้สีเปลี่ยน โคนในเรตินาเป็นเซลล์ที่รับสี มีทฤษฎีหลายทฤษฎีอธิบายถึงการทํางานของโคนในการรับรู้ทฤษฎีสีแพร่หลายอันหนึ่ง คือทฤษฎี ของโทมัส ยัง (Thomas Young) และต่อมาได้รับการ ปรับปรุงโดยเฮอร์แมน และวัน แฮล์มฮอลทซ์ (Herman & Von Helmholtz) ทฤษฎีกล่าวว่า สี3 สีคือ แดง เขียว น้ำเงิน เป็นสีทีเกี่ยวกับรับสีใน โคน หรือ อีกนับหนึ่งคือ มีเซลล์อยู่ 3 ชนิด และแสดงความรู้สึกที่แตกต่างกัน 3 อย่างคือ แดง เขียว และน้ำเงิน ส่วนสีอื่น ๆ เกิดขึ้นมาได้โดยการแปรเปลี่ยนการผสมผสานของสัดส่วนในโคน ทั้ง 3 ชนิดนี้ กิจกรรมที่เท่ากันของโคนก่อให้เกิดสีขาว ทฤษฎีสีได้รับการสนับสนุนว่า ประกายสีที่พบในสเปคตรัม สามารถเกิดขึ้นได้โดยการผสมสีเหลานี้ทฤษฎีอีกหนึ่งทฤษฎีเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 เป็นทฤษฎี ขบวนการตรงข้าม (Opponent Process) ของ อีวอลล์เฮอริง(Ewald Hering) อธิบายปรากฏการณ์ ของสีที่ไม่สามารถรวมกันได้เช่น สีเหลืองกับสีฟ้า สีแดงกับสีเขียว สีสว่างกับสีมืด ปรากฏการณ์นี้ Trichromatic Theory อธิบายไม่ได้แต่ทฤษฎีขบวนการตรงข้าม อธิบายว่ากลไกการทํางานของ ganglion cells และเชลล์อื่น ๆ ที่อยู่ใกล้cortex เซลล์บางตัวจะเพิ่มการทําหน้าที่ในการตอบสนอง การกระตุ้นของอีกสีหนึ่ง และจะลดการทําหน้าที่ถูกกระตุ้นของสีอีกสีหนึ่งตัวอยางเช่น เซลล์อันหนึ่ง จะเพิ่มการทําหน้าที่เมี่อถูกกระตุ้นนโดยสีเหลือง และจะลดการทําหน้าที่เมื่อถูกกระตุ้นนโดยสีฟ้า เซลล์อีกประเภทหนึ่งจะจะเพิ่มการทําหน้าที่เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสีฟ้าและจะลดการทําหน้าที่เมื่อ กระตุ้นโดยสีเหลือง ดังนั้นกลุ่มเซลล์เหล่านี้จะทําหน้าที่ตรงกันข้าม การทำงานตรงกันข้ามในลกษณะ
17 ที่กล่าวมาแล้วยังพบในระหว่างสีแดงกับสีเขียว และในระหว่างสีสว่างกับสีมืดกระบวนของการทํา หน้าที่ต่างกันจะเกิดขึ้นที่ ระดับของ ganglion และ thalamus ปรากฏการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ของ คนปกติส่วนใหญ่แต่มีคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถแยกความ แตกต่างของสีทั้ง 3 คู่ที่กล่าวมาแล้วได้เรา เรียกผู้ที่มีความบกพร่องในการแยกความแตกต่างของสีทั้ง 3 คู่นี้ว่าเป็นพวก color deficiency ซึ่งพบในผู้หญิงน้อยมาก ส่วนในผู้ชายพบได้ประมาณร้อยละ 5 เหตุผลที่ไม่ใช้คําว่า color blindness เพราะว่าคนตาบอดสีสามารถเห็นสีต่าง ๆ ได้ยกเว้นบางสีที่เขามีความบกพร่องในการมองเห็นไม่ได้ หมายความว่าเขาไม่เห็นสีอะไรเลย จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การมองเห็นสี ( Color Vision ) เกิดขึ้นในสองระยะถึงระยะแรก เกิดขึ้นในเรตินา ระยะที่2 เกิดขึ้นในเซลล์ส่งไปซึ่งก่อให้เกิดสีตรงข้ามของสีน้ำาเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว 3.2 อิทธิพลของสีในทางจิตวิทยาและการเรียนรู้ ชม ภูมิภาค (อ้างถึงใน ณัฐธยาน์ เชาว์เฉลิมกุล, 2554 : 37) กลาวว่าสีเป็นสิ่งแวดล้อม ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอย่างมากชนิดหนึ่ง ในทางจิตวิทยาถือว่าสีเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่มนุษย์ได้รับ จาก จักษุสัมผัสทําให้เกิด การสนองตอบขบวนการของสิ่งเร้านี้มีอิทธิพลต่อระบบประสาทของ มนุษย์มาก สามารถจะเปลี่ยนอารมณ์นิสัยใจคอ และพฤติกรรมของมนุษย์ได้จากงานวิจัยทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ พบว่า คนส่วนมากชอบสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว เป็นอันดับแรก สีม่วง และ สีเหลือง เป็นสีที่คนชอบน้อย จากการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ปรากฏว่าชายกับหญิงมีความชอบสีต่างกัน เล็กน้อย คือผู้ชายชอบสีน้ำเงินเป็นอันดับแรก และสีแดงเป็นอันดับรอง ส่วนผู้หญิงชอบสีแดงเป็น อันดับแรก และสีน้ำเงินเป็นอันดับรองส่วนการชอบสีอื่น เรียงตามลําดับ คือ สีเขียว สีส้ม และสีเหลือง ตามลําดับ แพท และวิลสัน( Patt and Wilson, 1996) กล่าวว่า สีต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ได้เป็น เพียงแค่สิ่งที่ เราสามารถรับรู้และมองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่พลังของสียังส่งผลตออารมณ์และ ความรู้สึกนึกคิดด และการตัดสินใจของเราอีกด้วย นอกจากนี้สียังช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดังนี้ 1. ช่วยให้เกิดความสวยงามและน่าสนใจ 2. ช่วยให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ 3. ช่วยให้เกิดความแตกต่างของรายละเอียดของสื่อ 4. ช่วยให้มองได้ไกล 5. ช่วยสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้ดู 6. ช่วยให้จดจําได้ดีขึ้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า สีเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอย่างมากในทางจิตวิทยา ถือ ว่า สีเป็นสิ่งเร้าภายนอก ทําให้เกิดการสนองตอบและแต่ละสีจะเป็นสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน อีกทั้งพลัง ของสียังส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด และการตัดสินใจของเราอีกด้วย
18 3.3 การใช้สีกับสื่อการเรียนการสอน ฟลีมิ่ง และ โฮเวิร์ด ( Fleming and Howard, 1993: 28-32 ) กล่าวถึงการใช้สีกับการสอน ว่าการใช้สีในการออกแบบสื่อการเรียนนั้นสําคัญยิ่ง การจะตัดสินใจใช้สีก็ต่อเมื่อแสดงให้เห็นสำนัก หอสมุดกลางชัดเจนดีกว่า ใช้ในลักษณะขาวดำ การตัดสินใจนี้จําเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ อย่าง ระมดระวังก่อนที่จะใช้สีหนึ่งๆลงไป เมื่อใช้สีผลของความตัดกันของสีมีความสัมพันธ์กับความ ยากง่ายในการอ่าน การมองเห็นและการจดจํา สีจึงมีผลต่อเนื่องหาในการออกแบบสื่อการเรียนการ สอน ซึ่งการเลือกใช้สีที่ถูกต้องจะก่อให้เกิดผลต่าง ๆดังนี้ 1. ทําให้เกิดความตงใจและสนใจเห็นวัตถุประสงค์หลักการใช้สีซึ่งผลจากความตัดกันของสีจะ ทําให้ผู้ดูเกิดความสนใจ 2. ก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาการเพิ่มสีเข้าไปในส่อจะมีผลต่ออารมณ์ของผู้ดู 3. ทําให้จําได้ง่าย เมื่อเราจะอธิบายถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด เรามักอ้างถึงสีของสิ่งนั้นเพราะสีทําให้ สามารถระลึกถึงได้ง่าย ดังนั้นสีจึงช่วยผู้ดูให้จําได้ว่าเขาเห็นอะไร 4. สร้างสรรค์บรรยากาศที่งดงาม การใช้สีที่ถูกต้องจะทําให้เกิดความสบายตา และ ความ พอใจต่อผู้ดูนอกจากนี้ความสว่างและสีเป็นคุณลักษณะเบื้อต้นซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของนัก ออกแบบโดยทั่วไป คนส่วนมากชอบสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียวเป็นอันดับแรก สีม่วง และสีเหลือง เป็นสีที่ชอบน้อย สีแดงเห็นได้ดีในระยะใกล้สีน้ำเงินเห็นได้ดีในระยะไกล และสีเห็นได้ชัดเจน คือ สีขาว สีเหลือง และสีเขียว กล่าวโดยสรุปได้ว่า สีจะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนจดจําได้ดีรวมทงการใช้รหัสสีเพื่อเพิ่ม ความสนใจของนักเรียนทําให้นักเรียนมีความจดจ่อมากขึ้น 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นเรนทร์ ลิขิตวงศ์ขจร (2540) ได้ศึกษาสีของตัวอักษรไทยกับสีพื้นหลัง ที่มีผลต่อการอ่านบน จอคอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วยข้อความภาษาไทยที่ปรากฏ บนจอคอมพิวเตอร์ที่มีตัวอักษรไทยสีกับสีพื้นหลังแตกต่างกันจำนวน 8 คู่สีผลการวิจัยพบว่า สีของตัว อักษรไทยกับสีพื้นหลังที่แตกต่างกัน มีผลต่อความสามารถในการอ่านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ .05 วันเพ็ญ คุ้มดิษฐ ( 2548 : 54 ) ได้ศึกษาความสามารถในการอ่านของเด็กออทิสติกโดยใช้ เทคนิคการใช้สีสอนอ่านเป็นคำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านโดยใช้เทคนิคการใช้สี สอนอ่านเป็นคำมีความสามารถในการอ่านดีขึ้น เนื่องจากเทคนิคการใช้สีเป็นการกระตุ้นการสนใจเป็น สื่อนำทางสายตาช่วยให้เด็กสามารถอ่านคำต่าง ๆ ได้ สีเป็นตัวช่วยดึงดูดความสนใจให้กับเด็กมีความ กระตือรือร้นในการอ่านเพิ่มขึ้น จากผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสอนอ่านโดยใช้เทคนิคการใช้
19 สีสอนอ่านเป็นคำช่วยให้เด็กออทิสติกมีความสามารถในการอ่านสูงขึ้นเพราะวิธีการสอนที่เริ่มจาก ขั้นตอนง่ายไปหายาก โดยมีสื่อการสอนคือ บัตรภาพ บัตรคำ แบบทดสอบ กฤษฎา พรหมอินทร์ (2549) ได้ศึกษาผลการใช้ตัวอักษรสีจำนวน 4 สี คือ สีดำสีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง ที่ส่งผลต่อระยะเวลาในการระลึกความทรงจำพยัญชนะไทยของเด็กดาวน์ซินโดรม ได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด และส่งผลให้เกิดความคงทนในการจำผลการศึกษาพบว่า 1. พยัญชนะไทยสีดำสามารถส่งผลต่อการลดระยะในการระลึกความทรงจำของกรณีศึกษา ได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าพยัญชนะไทยสีอื่น ๆ รองลงมา คือ พยัญชนะไทยสีน้ำเงิน พยัญชนะไทย สีเขียว และพยัญชนะไทยสีแดง ตามลำดับ 2. พยัญชนะไทยสีน้ำเงิน ช่วยให้เกิดความคงทนในการจำของกรณีศึกษาได้ในระยะเวลาที่ ยาวนานกว่าพยัญชนะไทยสีอื่น ๆ รองลงมาคือ พยัญชนะไทยสีดำ พยัญชนะไทย สีเขียวและ พยัญชนะไทยสีแดง ตามลำดับ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยจะใช้สีกำหนดรหัสคำสอนอ่านคำสะกดตามมาตราตัวสะกดเพื่อพัฒนา ความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ เพื่อจะให้ผู้อ่านเห็นถึงความแตกต่างความ สะดุดตาเพราะการใช้สีที่แตกต่างกันส่งผลให้ผู้ดูเกิดความสนใจ จดจำและอ่านคำได้ง่ายขึ้น
20 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนา ความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีรายละเอียดขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 3. วิธีดำเนินการทดลอง 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลวังเจ้า อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการ เลือกสุ่มแบบเจาะจงจากห้องเรียนที่โรงเรียนได้หมอบหมายให้ผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ตัวสะกดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 แผน 2.2 แบบทดสอบการอ่านคำในมาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตร วิธีดำเนินการทดลอง 1. แบบแผนการทดลอง รูปแบบการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองในรูปของ One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์ 2543 : 60) ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pre-test Post-test Desig T1 X T2 เมื่อ T1 คือ การทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มทดลอง X คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนา ความสามารถในการอ่านสะกดคำตามมาตรตัวสะกด T2 คือ การทดสอบหลังเรียนของกลุ่มทดลอง
21 2. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ระยะเวลาในการทดลองครั้งนี้ จะใช้เวลาในการทดลองเป็นเวลา 4 สัปดาห์สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง การเก็บรวบรวมข้อมูลมีวิธีดำเนินการ ดังนี้ 2.1 นำแบบทดสอบความสามารถอ่านคำในมาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตรา 8 มาตราที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 40 คำไปทดสอบกับประชากรที่ใช้ในการวิจัยก่อนการทดลอง (Pre- test) บันทึกคะแนนผลการทดสอบก่อนการทดลองเก็บไว้เพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูล 2.2 ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้จากบทเรียนสอนอ่านสะกดคำที่มี ตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด โดยใช้เวลาทำการทดลอง ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ในภาคเรียนที่ 1 เดือนกรกฎาคม ปีการศึกษา 2566 สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง รวมจำนวนทั้งหมด 20 ชั่วโมง ทั้งนี้รวมเวลา ที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2.3 เมื่อดำเนินการทดลองครบ 4 สัปดาห์ แล้วจึงทำการทดสอบความสามารถอ่านสะกด คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด 8 มาตราหลังเรียน (Post- test) โดยใช้แบบทดสอบชุด เดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนการเรียน 2.4 นำแบบทดสอบมาตรวจให้คะแนน แล้ววิเคราะห์ผลเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ การทดสอบสมมติฐาน 1. เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำ โดยใช้ t-test 2. เปรียบเทียบความสามารถในที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้โดยใช้ t-test
22 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาผู้วิจัยได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 เป็นวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยข้อมูล ดังต่อไปนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมาย เพื่อความเข้าใจตรงกันผู้วิจัยขอเสนอ สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N หมายถึง จำนวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง X หมายถึง ค่าเฉลี่ยของคะแนน S.D. หมายถึง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t หมายถึง ค่าที่ใช้พิจารณาการแจกแจงแบบที (t-Distribution) การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา ตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัส คำซึ่งผู้วิจัยทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ t-test (Dependent Sample) ตอนที่ 2 เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำกับเกณฑ์ซึ่ง ผู้วิจัยทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ t-test (One Group)
23 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำ ซึ่งผู้วิจัยทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ t-test (Dependent Sample) ดังแสดงในตารางที่2 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรตัวสะกด ก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ X S.D. t ก่อนเรียน 16.65 2.64 27.60 หลังเรียน 33.30 1.56 *p< .05 จากตารางที่ 2 พบว่านักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดย การใช้สีกำหนดรหัสคำมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.65 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 33.30 จากการทดสอบทางสถิติโดยการทดสอบค่าที พบว่าคะแนนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ 1 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำกับเกณฑ์ ซึ่งผู้วิจัยทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ t-test แบบ One Group ดังแสดงในตารางที่3 ตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน นักเรียน ทั้งหมด (คน) คะแนนของแบบทดสอบหลังเรียน คะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 t คะแนนเต็ม (คะแนน) X S.D. 20 40 33.30 1.56 83.25 3.73 *p< .05 จากตารางที่ 3 พบว่าการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 33.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.25 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับ คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
24 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้วิจัยนำเสนอเป็นลำดับดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับจัดการเรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำกับเกณฑ์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลวังเจ้า อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการ เลือกสุ่มแบบเจาะจงจากห้องเรียนที่โรงเรียนได้หมอบหมายให้ผู้วิจัยเป็นผู้รับผิดชอบการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด 8 มาตรา จำนวน 16 แผนการจัดการเรียนรู้ 2. แบบทดสอบการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด สรุปผลการวิจัย จากการวิจัยสามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด โดยใช้สีกำหนดรหัสคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีคะแนนความสามารถใน การอ่านคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.88 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 33.82 ซึ่งคะแนนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด โดยใช้สีกำหนดรหัสคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีคะแนนความสามารถใน การอ่านหลังเรียนคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 33.82 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.56 และเมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผล
25 1. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด โดยใช้สีกำหนดรหัสคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีคะแนนความสามารถใน การอ่านคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าผู้วิจัยได้นำคำในมาตราตัวสะกด มากำหนดสี พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์และออกแบบสื่อการสอนที่มีความน่าสนใจ รวมถึงการเตรียมความ พร้อมสำหรับการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเป็นอย่างดี และจัดหาวิธีการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน จึงทำให้ผู้เรียนสามารถอ่านสะกดคำได้สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด/งานวิจัยของ จริดา แก้วขวา (2557) เปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านคำในมาตราตัวสะกด แม่กน ที่ไม่ตรงตามมาตรา ของเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการเรียนรู้ ก่อนและหลังการใช้สีกำหนดพยัญชนะ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางการเรียนรู้มีความสามารถในการอ่านหลังการสอนอ่านคำโดยใช้สีกำหนดพยัญชนะคำในมาตรา ตัวสะกด แม่กน ที่ไม่ตรงตามมาตราสูงขึ้นกว่าก่อนการสอน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า การจัดการเรียนการสอน โดยการใช้สีกำหนดรหัสคำ ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านให้ดียิ่งขึ้น และกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สีกำหนดรหัสคำมีความ สนุกสนาน ทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียน ส่งผลให้ทำเกิดความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สีกำหนดรหัสคำมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ผดุง อารยะวิญญู (2545: 43) ที่ได้ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนา นวัตกรรมสำหรับสอนเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โดยการใช้สีเป็นรหัสเพื่อพัฒนาความสามารถใน การเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้มีความสามารถ ในการเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ สูงขึ้น การสอนโดยใช้สีเป็นรหัส ยังเป็นวิธีสอนอีกหนึ่งวิธีใช้สี เป็นสื่อนำทางสายตา และทิศทางการเขียนที่ถูกต้อง ซึ่งจะเชื่อมโยงการใช้สีเข้าสู่ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดของ คายาและเอพพ์ส (Kaya and Epps,)อ้างถึงใน Mustafar, Dzulkifli. n.d.) ที่ได้กล่าวไว้ว่าการใช้สีในการเพื่อเพิ่มความสนใจ ทําให้สามารถจดจ่อได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นการเพิ่มระดับความสามารถในการจําข้อมูล และอีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสีคือ สีสามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นผลทําให้ช่วยในการจําข้อมูล บางประเภท ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1.ควรนำการจัดการเรียนรู้ที่ใช้สีกำหนดรหัสคำเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านสะกดคำ ที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดไปทดลองใช้กับนักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ 2.ควรมีการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ที่ใช้สีกำหนดรหัสคำในการอ่านอื่น ๆ เช่นการอ่านสะกด คำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดการอ่านออกเสียงข้อความสั้น ๆ หรือการอ่านบทร้อยกรอง เป็นต้น
26 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. _________.(2553). Roadmap จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพื่อการขับเคลื่อนหลักสูตร การจัดการเรียนรู้การวัดและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย กฤษฎา พรหมอินทร์. (2549). “สีของตัวอักษรที่เหมาะสมที่ส่งผลต่อความคงทนในการจ้า พยัญชนะไทย ของเด็กดาวน์ซินโดรม.” ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. การุณันทน์ รัตนแสนวงษ์. (2550). การใช้ภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศรีปทุม. จิรดา แก้วขาว. (2557). การใช้สีกำหนดพยัญชนะเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคำมาตร ตัวสะกด แม่กนที่ไม่ตรงตามมาตร ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้. ปริญญานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต การศึกษาพิเศษ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. (2545). การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โสภณการพิมพ์. ชม ภูมิภาค.(2526). เทคโนโลยีการสอนและการศึกษา.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์-วิโรต ประสานมิตร. ณัฐธยาน์ เชาว์เฉลิมกุล. (2554). “การศึกษาความสามารถเขียนพยัญชนะไทยของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย จากการสอนที่ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านร่วมกับการใช้สีเป็นรหัส.”ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาพิเศษบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. นเรนทร์ ลิขิตวงศ์ขจร. (2540). “สีของตัวอักษรไทยกับสีพื้นหลังที่มีผลต่อการอ่านบน จอคอมพิวเตอร์.” ปริญญานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต เทคโนโลยีการศึกษา : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
27 ผดุง อารยะวิญญู. (2542). การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. กรุงเทพฯ : รำไทยเพรส. พรวิไล เลิศวิชา. (2550). สอนภาษาไทยต้องเข้าใจสมองเด็ก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศาลาแดง มุกดา ลิบลับ. (2550). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยพระนครมณีรัตน์ ศุภโชติรัตน์. (2548). อ่านเป็น : เรียนก่อน สอนเก่ง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ดีรัตนาภรณ์ ชัยทน และ คณะ. (2557). การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำโดยใช้วิธีสอนแบบ เล่นเป็น เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สำนักเขตพื้นที่การประถมศึกษา สมุทรปราการเขต 2. ปริญญานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. เรวดี อาษานาม. (2537). พฤติกรรมการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. ภาควิชาหลักสูตร และการสอน. มหาสารคาม : สถาบันราชภัฏมหาสารคาม วันเพ็ญ คุ้มดิษฐ.(2548). “ศึกษาความสามารถในการอ่านของเด็กออทิสติกโดยใช้เทคนิคการ ใช้สีสอนอ่านปนคำ.” ปริญญานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต การศึกษาพิเศษ : บัณฑิตวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2549). นวัตกรรมตามแนวคิด Backward Design. ภาควิชาหลักสูตร และการสอน.คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วรรณี โสมประยูร. (2542). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช _________. (2544). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ศรียา นิยมธรรม. (2550). ทัศนศิลป์เพื่อการศึกษาพิเศษ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แว่นแก้ว. ศรีวิไล พลมณี. (2548). พื้นฐานการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือจุฬามหาวิทยาลัย. สิริอร วิชชาวุธ และคณะ. (2550). จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมควร น้อยเสนา. (2549). การพัฒนาการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนที่มีปัญหา การเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิดและแบบฝึกทักษะ. การศึกษาค้นคว้าอิสระกศม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2543). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชจำกัด สําสี รักสุทธี. (2553). สอนอย่างไรให้เด็กอ่านออก อ่านได้อ่านคล่อง อ่านเป็น เขียนได้เขียนคล่อง และเขียนเป็น. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์พัฒนาศึกษา หน่วยศึกษานิเทศก์. หลักการจัดอนุบาลศึกษา เอกสารวิชาการ-วิจัย ล้าดับที่ 9/2533. กรุงเทพฯ : บริษัทศรีเมืองการพิมพ์จำกัด.
28 ภาคผนวก
29 ภาคผนวก ก แบบทดสอบการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตัวสะกด สำหรับการทดสอบ ก่อน – หลังเรียน
30 แบบทดสอบการอ่าน คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คำชี้แจง 1. แบบทดสอบการอ่านออกเสียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาใน การอ่านคนละไม่เกิน 10 นาที 2. แบบทดสอบการอ่าน (คะแนนเต็ม 40 คะแนน) ครูให้นักเรียนอ่านออกเสียงคำที่กำหนด จำนวน 40 คำ ให้ครูใส่เครื่องหมาย √ ลงในช่องว่างหลังคำที่นักเรียนอ่านถูกต้อง และใส่เครื่องหมาย X ในช่องว่างหลังคำที่นักเรียนอ่านคำไม่ถูกต้อง นักเรียนอ่านคำได้ถูกต้อง ให้คะแนน คำละ 1 คะแนน นักเรียนอ่านคำไม่ถูกต้อง ให้คะแนน คำละ 0 คะแนน (คะแนนเต็ม 40 คะแนน)
31 ที่ คำศัพท์ ที่ คำศัพท์ 1 กระเดง 21 น้ำท่วม 2 บ่วง 22 มอมแมม 3 ขี้ผึ้ง 23 อารมณ์ 4 ใบตอง 24 มะขาม 5 ฝาผนัง 25 ยิ้มแย้ม 6 โลชั่น 26 โกหก 7 ยาสีฟัน 27 กระแทก 8 ตู้เย็น 28 เปียก 9 องุ่น 29 หญ้าแฝก 10 บ้านเรือน 30 จมูก 11 ประทับ 31 สายสร้อย 12 ปลอบ 32 ตาข่าย 13 กระพริบ 33 กระต่าย 14 กราบ 34 เฉาก๊วย 15 เหยียบ 35 กล้วย 16 หงุดหงิด 36 กริ้ว 17 ไม้กวาด 37 กล่าว 18 ประหลาด 38 ข้าวเหนียว 19 ตลาด 39 มะนาว 20 เตารีด 40 เขี้ยว แบบทดสอบการอ่านคำ คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
32 แบบบันทึกคะแนนการทดสอบการอ่าน ก่อนเรียน หลังเรียน ชื่อ - นามสกุล ................................................................................................... เลขที่ ................ ที่ คำศัพท์ คำที่นักเรียนอ่าน ที่ คำศัพท์ คำที่นักเรียนอ่าน 1 กระเดง 21 น้ำท่วม 2 บ่วง 22 มอมแมม 3 ขี้ผึ้ง 23 อารมณ์ 4 ใบตอง 24 มะขาม 5 ฝาผนัง 25 ยิ้มแย้ม 6 โลชั่น 26 โกหก 7 ยาสีฟัน 27 กระแทก 8 ตู้เย็น 28 เปียก 9 องุ่น 29 หญ้าแฝก 10 บ้านเรือน 30 จมูก 11 ประทับ 31 สายสร้อย 12 ปลอบ 32 ตาข่าย 13 กระพริบ 33 กระต่าย 14 กราบ 34 เฉาก๊วย 15 เหยียบ 35 กล้วย 16 หงุดหงิด 36 กริ้ว 17 ไม้กวาด 37 กล่าว 18 ประหลาด 38 ข้าวเหนียว 19 ตลาด 39 มะนาว 20 เตารีด 40 เขี้ยว
33 ภาคผนวก ข ตารางแสดงผลคะแนนจากการทดสอบการอ่าน
34 ตารางที่4 แสดงผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตร ตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน นักเรียนคนที่ คะแนนที่ได้ก่อนทดลอง คะแนนที่ได้หลังทดลอง คะแนนเต็ม(40) คิดเป็นร้อยละ คะแนนเต็ม(40) คิดเป็นร้อยละ 1 20 50 32 80 2 16 40 33 83 3 17 43 32 80 4 10 25 32 80 5 15 38 34 85 6 14 35 35 88 7 20 50 32 80 8 22 55 38 95 9 18 45 32 80 10 16 40 34 85 11 16 40 33 83 12 15 45 32 80 13 15 45 35 88 14 19 48 34 85 15 18 45 35 88 16 16 40 33 83 17 17 43 33 83 18 15 45 32 80 19 15 45 33 83 20 19 48 32 80
35 ภาคผนวก ค ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้
36 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ : มาตราตัวสะกด เวลา 16ชั่วโมง เรื่อง การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กง เวลา 1 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด มฐ.ท 1.1 ป.3/1 อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว 2. สารสำคัญ การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่าน และการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราที่พบในสาระการเรียนรู้อื่นและในชีวิตประจำวันเข้าใจ ธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา การและเขียน สะกดคำและบอกความหมายของคำ มาตราตัวสะกด แม่ กง เป็นตัวสะกดมีทั้งคำที่ประสมด้วยสระ เสียงสั้นและสระเสียงยาว คำในมาตราตัวสะกดแม่ กง เช่น กาง ชาง มั่ง นั่ง ปัง ช้าง ทาง ถาง เป็นต้น 3. สาระการเรียนรู้ การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดมาตรา แม่กง นั้นในกรณีที่คำนั้นสะกด ตรงตามมาตราจะใช้พยัญชนะ ง เป็นตัวสะกด 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนสามารถอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตัวสะกดมาตรา แม่กง ได้ถูกต้อง 5. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ 1. ครูและนักเรียนร่วมกันร้องเพลงมาตราตัวสะกด แม่กง จากบทเรียนออนไลน์พร้อมแสดง ท่าทางประกอบตามเพลง 1 รอบ เพลงมาตราแม่กง มาซิเชิญเข้ามา หาตัวสะกดแม่กง จง ดำรง มั่นคง ยืนตรง ธงชาติไทย จูง นกยูง บินสูง ฝูงปลาร่าเริงใจ
37 ลงลำคลองว่องไว กางใบเรือไม่โคลง ดูซิดู ง งู อยู่ท้าย ใคร ๆ ก็มอง หนู ๆ จงกู่ร้องว่า มาตราแม่กง 2. ครูให้นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างคำในมาตราตัวสะกด แม่ กง ในบทเพลง ขั้นจัดกระบวนการเรียนรู้ 3. ครูให้นักเรียนจดจำสีที่ใช้กำหนดอักษรต่างๆ ทั้งหมด 4 สี ซึ่งแต่ละสีจะเป็นตัวกำหนดให้ นักเรียนจัดลำดับความสำคัญในการอ่าน ดังนี้ 1) พยัญชนะ แทนด้วย สีดำ 2) สระ แทนด้วย สีแดง 3) ตัวสะกด แทนด้วย สีฟ้า 4) ตัววรรณยุกต์ แทนด้วย สีเขียว 4. ครูนำเสนอคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด แม่กง ที่จะสอนให้นักเรียนดูซึ่งสะกด ด้วยตัวพยัญชนะ ง จำนวน 5 คำ ได้แก่ ฆ้อง กระเดง บ่วง ขี้ผึ้ง ใบตอง ซึ่งตัวพยัญชนะ ง ที่เป็น ตัวสะกดจะเป็นสีฟ้าในขณะที่ตัวอักษรอื่น ๆ จะกำหนดให้พยัญชนะ แทนด้วย สีดำ สระ แทนด้วย สีแดง และตัววรรณยุกต์ แทนด้วยสีเขียว 5. ครูแนะนำการออกเสียงพยัญชนะและสระ โดยให้นักเรียนฝึกการอ่านออกเสียงพยัญชนะ และสระพร้อมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการผสมประสมคำต่อไป 6. ครูให้นักเรียนฝึกอ่านและประสมคำจำนวน 5 คำจากบัตรคำ ได้แก่ ฆ้อง กระเดง บ่วง ขี้ผึ้ง ใบตอง โดยให้นักเรียนออกเสียง สีที่เป็นรหัสสีดำก่อนซึ่งหมายถึงพยัญชนะต้น ตามด้วยรหัสสี แดงหมายถึงสระ ตามด้วยรหัสสีฟ้าหมายถึงตัวสะกด และตามด้วยสีเขียวหมายถึงวรรณยุกต์ ตามลำดับ คำที่ 1 - ครูอ่านสะกดคำคำว่า ฆ้อง ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำ คำว่า ฆ้อง ด้วยตนเอง 1 รอบ คำที่ 2 -ครูอ่านสะกดคำคำว่า กระเดง ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำ คำว่า กระเด้ง ด้วยตนเอง 1 เที่ยว คำที่ 3 -ครูอ่านสะกดคำคำว่า บ่วง ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำ คำว่า บ่วง ด้วยตนเอง 1 รอบ
38 คำที่ 4 - ครูอ่านสะกดคำ คำว่า ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนสะกดคำ คำว่า ขี้ผึ้ง ด้วยตนเอง 1 รอบ คำที่ 5 -ครูอ่านสะกดคำคำว่า ใบตอง ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำคำว่า ใบตอง ด้วยตนเอง 1 รอบ ขั้นสรุปกระบวนการเรียนรู้ 7. ครูให้นักเรียนทดสอบการอ่านสะกดคำในมาตราตัวสะกด แม่ กง จำนวน 10 คำ เป็นรายบุคคลทีละคน แล้วบันทึกผลคะแนนลงในแบบประเมินการอ่าน 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ - บทเรียนออนไลน์เพลง มาตรตัวสะกดแม่กง - บัตรคำ - แบบทดสอบการอ่านคำในมาตราตัวสะกด แม่ กง 7. กระบวนการวัดและประเมินผล การวัดผลประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน อ่านสะกดคำมาตรา ตัวสะกด แม่กง ประเมินการอ่าน แบบประเมินการอ่าน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป
39 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้: มาตราตัวสะกด เวลา 16 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านสะกดคำที่มีตรงมาตราตามตัวสะกดแม่กม เวลา 1 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด มฐ.ท 1.1 ป.3/1อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว 2. สาระสำคัญ การอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกดถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่าน และการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราที่พบในสาระการเรียนรู้อื่นและในชีวิตประจำวันเข้าใจ ธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา การและเขียน สะกดคำและบอกความหมายของคำ มาตราตัวสะกด แม่ กง เป็นตัวสะกดมีทั้งคำที่ประสมด้วยสระ เสียงสั้นและสระเสียงยาว คำในมาตราตัวสะกดแม่ กง เช่น ยาม คลุม คราม โฉม ปลอม ยอม เป็นต้น 3. สารการเรียนรู้ การสอนอ่านคำที่ใช้ตัวสะกดในมาตรา แม่กม ตรงตามมาตรา คือ คำที่ออกเสียงเหมือนมี ม สะกด พยัญชนะที่ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กม คือ ม และมีตำแหน่งอยู่ข้างท้ายสระ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนสามารถอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราตัวสะกด แม่กม ได้ถูกต้อง 5. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ 1. ครูและนักเรียนร่วมกันร้องเพลงมาตราตัวสะกด แม่กม จากบทเรียนออนไลน์พร้อมแสดง ท่าทางประกอบตามเพลง 1 รอบ นวล งาม ยาม ย่อม น้อม พร้อม ล้อม ซ่อม คำเหล่านี้ล้วนมี ตัว ม ขอให้เราจงจำไว้ให้มั่น มาตราไทย นั่นคือ แม่กม
40 2. ครูให้นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างคำในมาตราตัวสะกด แม่ กม ในบทเพลง ขั้นจัดกระบวนการเรียนรู้ 3. ครูให้นักเรียนจดจำสีที่ใช้กำหนดอักษรต่างๆ ทั้งหมด 4 สี ซึ่งแต่ละสีจะเป็นตัวกำหนดให้ นักเรียนจัดลำดับความสำคัญในการอ่าน ดังนี้ 1) พยัญชนะ แทนด้วย สีดำ 2) สระ แทนด้วย สีแดง 3) ตัวสะกด แทนด้วย สีฟ้า 4) ตัววรรณยุกต์ แทนด้วย สีเขียว 4. ครูนำเสนอคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด แม่กง ที่จะสอนให้นักเรียนดูซึ่งสะกด ด้วยตัวพยัญชนะ ง จำนวน 5 คำ ได้แก่ กลม ชมรม บวม อาศรม โสม ซึ่งตัวพยัญชนะ ม ที่เป็น ตัวสะกดจะเป็นสีฟ้าในขณะที่ตัวอักษรอื่น ๆ จะกำหนดให้พยัญชนะ แทนด้วย สีดำ สระ แทนด้วย สีแดง และตัววรรณยุกต์ แทนด้วยสีเขียว 5. ครูแนะนำการออกเสียงพยัญชนะและสระ โดยให้นักเรียนฝึกการอ่านออกเสียงพยัญชนะ และสระพร้อมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการผสมประสมคำต่อไป 6. ครูให้นักเรียนฝึกอ่านและประสมคำจำนวน 5 คำจากบัตรคำ ได้แก่ กลม ชมรม บวม อาศรม โสม โดยให้นักเรียนออกเสียง สีที่เป็นรหัสสีดำก่อนซึ่งหมายถึงพยัญชนะต้น ตามด้วยรหัสสี แดงหมายถึงสระ ตามด้วยรหัสสีฟ้าหมายถึงตัวสะกด และตามด้วยสีเขียวหมายถึงวรรณยุกต์ ตามลำดับ คำที่ 1 - ครูอ่านสะกดคำ คำว่า กลม ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำ คำว่า กลม ด้วยตนเอง 1 รอบ คำที่ 2 -ครูอ่านสะกดคำ คำว่า ชมรม ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำ คำว่า ชมรม ด้วยตนเอง 1 รอบ คำที่ 3 - ครูอ่านสะกดคำ คำว่า บวม ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำ คำว่า บวม ด้วยตนเอง 1 รอบ คำที่ 4 -ครูอ่านสะกดคำ คำว่าอาศรม ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนสะกดคำ คำว่า อาศรม ด้วยตนเอง 1 รอบ
41 คำที่ 5 -ครูอ่านสะกดคำ คำว่า โสม ให้นักเรียนฟังจากนั้นให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามครู 2 รอบ - ครูให้นักเรียนอ่านสะกดคำคำว่า โสม ด้วยตนเอง 1 รอบ ขั้นสรุปกระบวนการเรียนรู้ 7. ครูให้นักเรียนทดสอบการอ่านสะกดคำในมาตราตัวสะกด แม่ กม จำนวน 10 คำ เป็นรายบุคคลทีละคน แล้วบันทึกผลคะแนนลงในแบบประเมินการอ่าน 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ - บทเรียนออนไลน์เพลง มาตรตัวสะกดแม่กม - บัตรคำ - แบบทดสอบการอ่านคำในมาตราตัวสะกด แม่ กง 7. กระบวนการวัดและประเมินผล การวัดผลประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน อ่านสะกดคำมาตรา ตัวสะกด แม่กม ประเมินการอ่าน แบบประเมินการอ่าน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป
42 ภาคผนวก ง ตัวอย่างบัตรคำพื้นฐานโดยใช้สีกำหนดรหัสคำ
43
44