โครงงานการทดลองสครับผิวชุŠมชื่นจากธรรมชาติ โรงเรยีนสุรศักดิ์มนตรี ผูšจัดทำ นางสาว พิมพŤวิมล โพธิ์นิล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปŘที่ 6/2 นางสาว ณัฐกฤตา เกตุภานิช ระดับชั้นมัธยมศึกษาปŘที่ 6/2 นางสาว กุรุพินทŤ ทับทิมไสย ระดับชั้นมัธยมศกึษาปŘที่ 6/2 นางสาว ญาณิชา ธราวรรณ ระดับชั้นมัธยมศกึษาปŘที่ 6/2 นางสาว ทิพานัน กดมงคล ระดับชั้นมัธยมศกึษาปŘที่ 6/2 เสนอ คุณครูพัชรินทรŤ แสนสุข โครงงานเลŠมนี้เปŨนสŠวนหนึ่งของวิชาเคมี 6 รหัส ว33222 โรงเรยีนสุรศักดิ์มนตรี ภาคเรยีนที่2 ปŘการศึกษา 2565
ก บทคัดยŠอ โครงงานเคมีเรื่องโครงงานการทดลองสครับผิวชุŠมชื่นจากธรรมชาติการศึกษาครั้งนี้เปŨนการทดลอง สครบัมีจุดประสงคŤเพื่อศึกษาวิธีการทำสูตรสครับและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสครับ กลุŠมตัวอยŠางที่ใชš ในการศึกษาครั้งน้ีคือ นักเรียนและคณะครูอาจารยŤโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ผลการศึกษาพบวŠาจากการทดลองการทำสครับจากธรรมชาติจากสูตรสามารถทำไดšจริงเนื่องจาก วัตถุดิบจำพวกกากกาแฟก็ซึ่ง มีสารตŠอตšานอนุมูลอิสระ ซึ่งทำหนšาที่เสมือนเปŨนตัวขจัดพิษใหšกับผิวชั้นนอก และกระตุšนการทำงานของเซลลŤผิวชั้นใน ปรับสภาพความดันโลหิต และกระตุšนการเผาผลาญไขมันใตšชั้นผิว ทำใหšผิวดูเปลŠงปลั่งที่สำคัญกากกาแฟไมŠทำรšายผิวเหมือนกับสครับที่เปŨนเกลืออีกดšวยแตŠกากกาแฟนั้นก็มี ขšอเสียที่มีผลตŠอสภาพแวดลšอมเราเปŨนอยŠางมากซึ่งกากกาแฟเหลŠานี้จะปลŠอยกŢาซพิษที่ชื่อวŠา 'มีเทน' ซึ่งเปŨน กŢาซที่มีสŠวนทำใหšโลกรšอน ดังนั้น เราก็เลยขอยกตัวอยŠางมา1อยŠางที่เปŨนประโยชนŤของกากกาแฟมาฝากวŠามัน สามารถนำไปใชšในการทำสครับตŠอไดšเพื่อที่จะไดšไมŠตšองทิ้งใหšเสียเปลŠา และเพราะเนื่องจากกากกาแฟเปŨน วัตถุดิบจากธรรมชาติเลยทำใหšไมŠสามารถเก็บในระยะยาวไดš
ข คำนำ รายงานนี้เปŨนโครงงานที่คณะผูšจัดทำไดšชŠวยกันคิดหาวิธีการประดิษฐŤสครับดšวยการทำโครงงาน “สครับ” และไดšลงมือปฏิบัติ เมื่อพบปŦญหาไดšชŠวยกันคิดและแกšไขปŦญหาการทำโครงงานนี้จึงเปŨนการไดšรับ ความรูšจากการปฏิบัติจริง เปŨนการฝřกการแกšปŦญหาดšวยตนเองจากขšอมูลที่มีอยูŠ คณะผูšจัดทำ
ค กิตติกรรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุลŠวงดšวยดี เพราะไดšรับความกรุณา แนะนำ ชŠวยเหลือเปŨนอยŠางดียิ่งจาก คุณครู พัชรินทรŤ แสนสุข ขอขอบพระคุณที่ทŠานไดšคอยใหšคำปรึกษา แนะนำ ในการปรับปรุงแกšไข ใหšความรูšดšานตŠาง ๆ ในการจัดทำโครงงานและใหšกำลังใจ ซึ่งผูšศึกษารูšสึกซาบซึ้งและขอบพระคุณอยŠางยิ่งไวš ณ โอกาสนี้ สุดทšายนี้ขอขอบคุณเพื่อนรŠวมโครงการทุกคนที่ชŠวยกันจัดทำโครงงาน “สครับ” จนทำใหšโครงงาน สำเร็จลุลŠวงดšวยดี คณะผูšจัดทำ
ง สารบัญ เรื่อง หนšา บทคัดยŠอ ก คำนำ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ 1 1.2 วัตถุประสงคŤ 1 1.3 สมมติฐานของการคšนควšา 1 1.4 ขอบเขตของการคšนควšา 1 1.5 ตัวแปรที่ใชšในการคšนควšา 1 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขšอง 1.1 ความหมายของสครบั 2 1.2 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับกาแฟ 2 1.3 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับวŠานหางจรเขš 4 1.4 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับมะขาม 5 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวขšอง 7 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ 3.1 อุปกรณŤ 9 3.2 วัสดอุ ุปกรณŤที่ใชšในการทำสครับ 10 3.3 ขั้นตอนการทำ 10 บทที่ 4 ผลการศกึษา 11 บทที่ 5 สรุป 5.1 อภิปรายผลการศึกษาคšนควšา 13 5.2 สรุปผลการดำเนินการ 13 5.3 ขšอเสนอแนะ 13 บรรณานุกรม 14 ภาคผนวก
1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงงาน เนื่องดšวยสภาพอากาศที่หนาวขึ้นทำใหšผิวมีความแหšงและแตกหยาบกรšาน โครงการของพวกเราจึงไดš วิจัยสครับนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อคิดคšนใหšสครบันี้สามารถชŠวยใหšผิวไมŠแหšงและเพิ่มความชุŠมชื้นใหšแกŠผิว ปŜองกันผิวจาก ภัยอากาศหนาวทั้งกระจŠางใส และเนียนนุŠมนŠาสัมผสั ผูšวิจัยจึงมีความสนใจเลือกการคิดคšนสูตรสครับผิว เพื่อศกึษาวิธีการทำสูตรสครับเพื่อการบำรุงผิวและ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสครับที่หลากหลายสูตรของเรา และพิสูจนŤสมมติฐานของโครงการนี้ โดยทั้งนี้ทางโครงการชองเราเลอืกสูตรสครับมีทั้งสิ้น 3 สูตร มีสูตรมะขาม สูตรวŠานหางจระเขšและ สูตรกาแฟ จะเปŨนในทิศทางที่พัฒนากลิ่นและสูตรสครับใหšออกมาตรงตามความตšองการของผูšบริโภคกลุŠม ตัวอยŠาง คือ นักเรียนภายในโครงการ 5 คน เพื่อใหšไดšสูตรที่ดีสุดและมั่นใจวŠาสามารถสรšางความพึ่งพอใจใหšกับ ผูšบริโภคภายในโรงเรยีนสุรศักดิ์มนตรี ความสำคัญของโครงการนี้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อใหšตอบโจทยŤตŠอความตšองการของผูšบริโภคที่ตšองการผิวที่ แข็งแรง เนียนนุŠม และไมŠหยาบกรšาวในชŠวงฤดูที่หนาวเหน็บ หรือจะเปŨนในฤดูอื่นๆที่สามารถปŦญหาใหšกับ สภาพผิวไดšเหมือนกัน โดยที่เราสอบถามความพึงพอใจในภายหลังจากการใหšผูšบริโภคภายในโรงเรยีนสุรศักดิ์ มนตรี และจะนำคำแนะนำและวิจารณŤมาพิจารณาและพัฒนาตัวสูตรสครับใหšดีมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงคŤการวิจัย 1. เพื่อศึกษาวิธีการทำสครบั 2. เพื่อเปรียบเทยีบประสิทธิภาพของสครับ สมมติฐานของการคšนควšา สครับที่ใชšสามารถชŠวยใหšผิวไมŠแหšงไดšหรือไมŠ วŠานหางจระเขšที่ใสŠลงไปในสครับชŠวยใหšผิวชุŠมชื้นไดšจริงหรือไมŠ ขอบเขตของการคšนควšา 1. ประชากรที่ใชšในการทดสอบประสิทธิภาพ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปŘที่ 1-6 และคณะครู อาจารยŤโรงเรยีนสุรศักดิ์มนตรีโดยการเลือกกลุŠมตัวอยŠางดšวยวิธีการสุŠมอยŠางงŠาย ตัวแปรที่ใชšในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ไดšแกŠ สูตรสครับ ตัวแปรตาม ไดšแกŠ ความชุŠมชื้นของผิว ตัวแปรควบคุม ไดšแกŠ ปริมาณสŠวนผสม
2 ที่มา : https://www.greatitude.live/lifestyle/food-and-beverage/7-เรื่องที่ตšองรูš-กับการคั/ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขšอง การศึกษาในครั้งนี้ ผูšศึกษาไดšศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขšอง โดยแบŠงเนื้อหาของเอกสารการ คšนควšาออกเปŨนหัวขšอตŠาง ๆ ดังนี้ 1.เอกสารที่เกี่ยวขšอง 1.1 ความหมายของสครบั 1.2 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับกาแฟ 1.3 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับวŠานหางจระเขš 1.4 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับมะขาม 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวขšอง 1.1 ความหมายของสครับ beauty24store ( 20 พ.ย. 2556 ) ใหšความหมายไวšวŠา สครับ (Scrub) สามารถแบŠงออกไดš เปŨน 2 ประเภทใหญŠๆ คือ สครับที่ผลิตจากธรรมชาติ และสครับที่ผลิตจากกระบวนการทางเคมี ซึ่งสครับทั้ง 2 ประเภท สามารถนำมาใชšการสครับเพื่อทำความสะอาดใบหนšาไดšอยŠางไรก็ตาม หากคุณสาวๆ ตšองที่จะทำกา รสครับใบหนšา ก็ควรที่จะทำการศึกษาสครับทั้ง 2 ประเภทดังกลŠาวเอาไวšวŠามีขšอดีและขšอเสียแตกตŠางกัน อยŠางไรทำการศึกษาสครับทั้ง 2 ประเภทดังกลŠาวเอาไวšวŠามีขšอดีและขšอเสียแตกตŠางกันอยŠางไร SPAromdee Massage and Body treatments (2552) ใหšความหมายไวšวŠา สครับ คือ ผลิตภัณฑŤที่ มีคุณสมบัติขจัดเซลลŤที่เสื่อมสภาพใหšหลุดออกอยŠางอŠอนโยนโดยไมŠกŠอใหšเกิดการระคายเคืองตŠอผิวเรามาดูการ เลือกสครบั ใหšเหมาะกับผิวคุณเพื่อเผยผิวสวยที่แตกตŠาง Thaibodycare ( 11 ก.พ. 2557 ) ใหšความหมายไวšวŠา การสครับ (Scrub) คือกระบวนการกำจัดเซลลŤ ผิว สŠวนที่ตายและเสื่อมสภาพไปแลšว อีกทั้งยังเปŨนการชŠวยขจัดสารพิษและของเสียอื่นๆ ที่ตกคšางบนผิวออกไป ดšวยวิธีการขัดหรือการสครับซึ่งเปŨนการนําเอาเซลลŤผิวสŠวนที่ตายแลšวออกไป เพื่อผลัดเซลลŤผิวใหมŠขึ้นมาแทน นั่นเอง 1.2 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับกาแฟ ภาพที่ 1.2 กาแฟ
3 ชื่อวิทยาศาสตรŤ : Coffea arabica L. ชื่อวงศŤ : Rubiaceae 1.2.1. ลักษณะของกาแฟ ไมšพุŠม สูง 2 - 4 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงขšาม รูปขอบขนาน กวšาง 8 - 12 ซม. ยาว 15 - 20 ซม. หูใบ อยูŠระหวŠางกšานใบ ดอกชŠอ ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ติดกันเปŨนหลอด มีกลิ่นหอม ผลเปŨนผลสด รูปไขŠแกม ทรงกลม 1.2.2. สรรพคุณของกาแฟ เมล็ดกาแฟมีสารกาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุšนหัวใจและกระตุšนประสาทสŠวนกลาง การดื่มกาแฟจึงชŠวย กระตุšนระบบประสาท ทำใหšตาแข็ง นอนไมŠหลับ ทำใหšรŠางกายสดชื่น ขจัดความเซื่องซึมและอŠอนลšาไดš ปริมาณกาเฟอีนในกาแฟที่เหมาะสมสามารถชŠวยลดอาการหงุดหงิด อารมณŤซึมเศรšา รวมถึง ความเครียดไดšชŠวยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอรŤ (ภาควิชากายวิภาคศาสตรŤ คณะทันตแพทยศาสตรŤ จุฬาลงกรณŤมหาวิทยาลัย, 2552) กาแฟจัดเปŨน เครื่องด่ืมที่ไดšรับความนิยมมากที่สุดอยŠางหนึ่งของโลก จากประวัติศาสตรŤ อันยาวนาน ตšนกำเนิดในทวีป แอฟริกาไปสูŠยุโรป และไดšแพรŠหลายไปยังทุกมุมโลก ผŠานเสšนทางการคšา ประวัติศาสตรŤของโลกยุคอาณานิคม ผลจากการเดินทางอันยาวนานไดšบŠมเพาะสายพันธุŤและกรรมวิธีการผลิต พัฒนาดšานการคั่วและการปรุงกาแฟ ในสูตรตŠาง ๆ ตามรากฐานทางวัฒนธรรมที่กาแฟไดš แทรกตัวเขšาไป กาแฟเปŨนผลผลิตที่ไดšจาก ตšนกาแฟ (Coffee Tree: Coffea) ผลกาแฟมีลักษณะเปŨน ผลกลมรี เมื่อ สุกจะมีสีแดงสดเหมือนลูกเชอรŤรี่ (แตŠมีบางสายพันธุŤที่สุกแลšวมีสีเหลือง) ภายในจะมี เมล็ด 2 เมล็ดประกบกัน โดยทั่วไปแลšว จะนิยมเรียกผลดิบนี้วŠาเชอรŤรี่ (Cherry) สŠวนที่นำมา รับประทานคือ เมล็ด ซึ่งตšองนำมาผŠาน กระบวนการแยกเนื้อออกกŠอน หลังจากนั้นจึงนำเมล็ดมาตาก แหšง เมื่อไดšเมล็ดแหšง (Green beans) แลšว เกษตรกรจึงนำไปขายใหšแกŠพŠอคšา โรงงานคั่ว เปŨนที่ทราบกันดีวŠากาแฟในโลกใบนี้แบŠงออกเปŨน 2 พันธุŤใหญŠ ๆ นั่นคือ อาราบิกšา และ โรบัสตšา โดยอาราบิกšาจะสามารถเพาะปลูกใหšไดšผลผลิตที่มีคุณภาพดีไดšตšองปลูกในที่สูง สภาพอากาศ เย็น เพราะหากปลูกในที่ต่ำและอากาศรšอนเกินไปจะทำใหšผลกาแฟเชอรŤรี่สุกเร็ว ซึ่งนั่นเปŨน ผลรšาย เพราะเมล็ดกาแฟจะไมŠมีปริมาณคาเฟอีนมากพอ จึงไรšคุณภาพ ในสŠวนของกาแฟโรบัสตšาสามารถ ปลูก ไดšในสภาพแวดลšอมทั่วไป คือ อากาศรšอนชื้น ตšองการน้ำจำนวนมาก โดยในตัวโรบัสตšานั้นจะมี สารคาเฟอีน มากพออยูŠแลšวจึงทำใหšมีความทนมากกวŠาอาราบิกšาที่ตšองใชšเวลาบŠมสะสม นอกจากนี้ พื้นที่ในการเพาะปลูกก็ สามารถปลูกไดšในที่ ๆ ต่ำกวŠาไดš เนื่องจากกาแฟที่รับประทานกันในปŦจจุบันนิยมใหšอยูŠในรูปแบบกระบวนการสุดทšาย นั่น คือ การนำ เมล็ดกาแฟสารมาคั่วตามความตšองการ เชŠน คั่วอŠอน คั่วกลาง คั่วแกŠ เมื่อเปŨนผลกาแฟ เชอรŤรี่ที่ยังไมŠไดšทำการ แปรรูปนั้นจะไมŠคŠอยไดšรับความนิยมมากนัก แตŠกลุŠมคนที่นิยมนำกาแฟไปใหšตัว ชะมดกินเพื่อเปŨนการหมัก กาแฟกลับไดšรับความนิยมมากกวŠาการที่คนทั่วไปจะกินเนื้อเชอรŤรี่นี้เอง แมšสุดทšายของการเปŨนกาแฟจะไมŠใชŠ
4 ผลเชอรŤรี่ที่คนนิยมรับประทาน กาแฟเชอรŤรี่จะถูกนำไปผŠาน 6 กระบวนการแปรรูป โดยแบŠงออก เปŨน 2 วิธี ใหญŠ ๆ นั่นคือการหมักเอาเนื้อเชอรŤรี่ออก และ การตาก แหšงกาแฟเชอรŤรี่ ซึ่งการหมักก็จะแบŠงออกเปŨน 3 ประเภทใหญŠ ๆ โดยที่กลŠาวไปขšางตšนคือการใหšชะมดรับประทานกาแฟและขับถŠายออกมา หรือการแชŠหมัก เอาไวšในบŠอซีเมนตŤ และการกะเทาะออก ดšวยเครื่องกะเทาะกาแฟเชอรŤรี่เปŘยก โดยวิธีนี้จะชŠวยใหšกาแฟมี รสชาติท่แีปลกใหมŠไปจากเดิม เนื่องจากเปŨนวิธีใหมŠที่ใชšเทคโนโลยีเขšาชŠวย (พัชนี สุวรรณวิศลกิจ, 2549)ตšนกาแฟจะเริ่มใหšผลผลิตประมาณเดือนเมษายนจะผลิตตาดอกในซอก ใบที่ขšอของ กิ่งนอนดอกกาแฟมีสีขาวเกิดเปŨนกลุŠม แตŠละชŠอดอกในแตŠละขšออาจมี 2-20 ดอก บาน ตŠอเนื่อง ในชŠวง 8-12 วัน ดอกที่ออกในแตŠละครั้งจะมีการติดผลจนถึงการเก็บเกี่ยว ผิวผลจะมีสีเขียวและคŠอนขšางแข็ง ตŠอเมื่อมีการเจริญพัฒนาและสะสมสารอาหารมากขึ้น จนกระทั่งมีขนาดผลโตเต็มที่ ผลที่สุกแกŠเต็มที่ (Coffee cherries) ดังแสดงในภาพที่ 2.1 ผิวผลจะมีการ 7 เปลี่ยนจากสีเขียวไปเปŨนสีตามลักษณะประจำพันธุŤ เชŠน สี แดงสดแบบเลือดนก สีแดงเขšม แบบสีเลือดหมู สีสšมหรือสีเหลือง เปŨนตšน ผิวผลจะมีความอŠอนนุŠมขึ้น ระยะเวลาตั้งแตŠการ ออกดอกจนถึงการเก็บเกี่ยวสำหรับอาราบิกšาคือ 6-8 เดือนการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เปŨนผล สดของกาแฟในประเทศไทยยังคงเปŨนการเก็บเกี่ยว ดšวยแรงงานเกษตรกร โดยการปลิดเฉพาะผลที่สุกแกŠจาก ชŠอผลในชŠวงตšนและปลายฤดูที่มีผล กาแฟสุกเต็มที่ การเก็บเกี่ยวผลสดที่สุกไมŠเต็มที่ จะทำใหšกาแฟเมล็ดท่ีมสีี ซีดจาง หรือมีความ หนาแนŠนนšอย สŠวนการเก็บเกี่ยวที่มีผลสุกเกินไป จะทำใหšไดšกาแฟเมล็ดที่มีกลิ่นรสไมŠดี เทŠาที่ควร เชŠน อาจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือรสเปรี้ยวที่เกิดจากการหมักของสารประกอบที่อยูŠ ภายในเนื้อผล นานเกินไป กาแฟเมล็ดลักษณะดังกลŠาวจัดวŠาเปŨนลักษณะที่ไมŠตšองการ และจัด วŠามีคุณภาพต่ำ 1.3 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับวŠานหางจระเขš ภาพที่ 1.3 วŠานหางจระเขš ที่มา : https://www.rama.mahidol.ac.th/patient_care/th/health_issue/06112015-1325-th ชื่อวิทยาศาสตรŤ: Aloe vera (L.) Burm.f. ชื่อวงศŤ : ASPHODELACEAE 1.3.1. ลักษณะของวŠานหางจระเขš ไมšลšมลุก อายุหลายปŘ สูงประมาณ 0.5 – 1 เมตร ลำตšนเปŨนขšอปลšองสั้น เนื้ออŠอน อวบน้ำ ใบ เปŨนใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบตšน ใบหนาและรูปรŠางยาว โคนใบใหญŠ ปลายใบแหลม ริมใบหยัก
5 และมีหนาม ขอบใบเปŨนหนามแหลมหŠางกัน แผŠนใบสีเขียวใสและมีรอยกระสีขาว ใบจะอุšมน้ำไดšดี ภายในมีวุšน และเมือกใสสีเขียวอŠอนๆ ดอก ออกดอกเปŨนชŠอกระจายที่ปลายยอด กšานชŠอดอกยาวมากชูตั้งตรง ดอกเปŨนหลอดปลายแยกสี สšมแดงอมเหลืองเล็กนšอย บานจากขšางลŠางขื้นขšางบน คลšายดอกซŠอนกลิ่นตูมๆ โคนเชื่อมติดกันเปŨนหลอด ปลายแยกเปŨน 6 แฉก เรียงเปŨน 2 ชั้น รูปแตร ผล เปŨนผลแหšง รูปกระสวย 1.3.2. สรรพคุณของวŠานหางจระเขš เปŨนยาฆŠาเชื้อ ฝาดสมานแผล หšามเลือด ในขณะเดียวกันก็เปŨนตัวกระตุšนเซลลŤเนื้อเยื่อใหšเจริญเติบโต ทำใหšแผลหายเร็วขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุśน ออสเตรีย ไดšทดลองพบวŠา วŠานหางจระเขšสามารถ นำมาใชšรักษาแผลธรรมดา แผลไฟไหมš น้ำรšอนลวก แผลที่เกิดจากการฉายรังสี ลดอาการอักเสบ ฆŠาเชื้อโรค ปŜองกันผิวไหมšเพราะแดด บำรุงผิวหนšา กำจัดฝŜา ยาระบาย แกšไอ เจ็บคอ รักษามะเร็ง แกšพิษแมงกะพรุน ชŠวย ประสานกระดูก รักษาโรคตับและรักษาสมองผิดปกติ ดšวยสรรพคุณที่มากมายนี้เอง “วŠานหางจระเขš” จึงถูก ขนานนามวŠา “สมุนไพรมหัศจรรยŤจากธรรมชาติ” วุฒิวุฒธิรรมเวช (2553) กลŠาวไวšวŠา วŠานหางจระเขšมีลักษณะเปŨนใบเลี้ยงเดี่ยวเปŨน ปลšองอวบน้ำมากสี เขียวภายในมีน้ำยางสีเหลืองถัดไปเปŨนวุšนใสสŠวนที่ใชšวุšน จากในใบลšางน้ำยาง สีเหลืองออกแลšวรสจืดเย็น สรรพคุณรักษาแผลไฟไหมšนšารšอนลวกเพราะวŠานหางจระเขšมีสารที่ออกฤทธิ์ฆŠาเชื้อ รักษาแผลพุพอง แตŠวิธีใชšวŠา นหางจระเขš นั้นตšองทำความสะอาดแชŠดšวยดŠางทับทิม ไมŠควรนำเนื้อวŠานหางจระเขšไปโดนความรšอนเพราะจะ สลายไป น้ำยางสีเหลืองหากลšางไมŠสะอาดจะมีผลตŠอผูšแพšยางวŠานหางจระเขš กชพร วานิชสรรพŤ (2558) กลŠาวไวšวŠา โดยมีงานวิจัย พบวŠา ในน้ำยางของวŠานหางจระเขšมีสารอะโลอิน (Aloin) ซึ่งสามารถดูดแสงอุลตราไวโอเลต (UltraViolet) เปŨนแสงที่สŠงผลทำใหšผิวหนังไหมšเกรียมไดšนอกจากนี้ ยังพบวŠา สารอะโลอิน(Aloin) และสารอื่นที่ไดšจากเปลือกใบของวŠานหางจระเขšมีฤทธิ์เอ็นไซมŤไทโรซิเนส (Tyrosinase) ใตšผิวหนัง ถšามีเอ็นไซมŤนี้มากไปก็อาจทำใหšเกิดจุดดŠางดำที่ผิวหนัง ไดš จึงมีการนำวŠานหางจระเขš มาสกัด และผสมเปŨนครีมกำจัดฝŜาและรอยดŠางดำบนผิวหนังในรูปของเครื่องสำอาง นอกจากนี้ยังนำมาผสมใน แชมพูสำหรับบำรุงผมชŠวยลดผมรŠวงไดš หากผสมในสบูŠก็จะชŠวยทำความสะอาดผิวหนšา ใหšความชุŠมชื้นไมŠแหšงตึง ใบสดของวŠานนำมา ฝานหนาๆแลšวทาปูนแดงใชšรักษาอาการปวดศีรษะดูดพิษทำใหšเย็นแมšแตŠรากและเหงšาของ ตšนก็ยังสามารถนำมาตšมกินรักษาโรคหนองในอีกทั้งปรุงอาหารและยังชŠวยเรื่องความงามไดš 1.4 ขšอมูลเบื้องตšนเกี่ยวกับมะขาม
6 ภาพที่ 1.4 มะขาม ที่มา :https://th.theasianparent.com/benefits-and-properties-of-tamarind ชื่อวิทยาศาสตรŤ : Tamarindus indica L. ชื่อวงศŤ : LEGUMINOSAE- CAESALPINIOIDEAE 1.4.1. ลักษณะของมะขาม ไมšตšน ขนาดกลางถึงขนาดใหญŠ สูงประมาณ 10 - 30 เมตร แตกกิ่งกšานเปŨนพุŠมกลม ลำตšนและกิ่ง เหนียว ปลายกิ่งหšอยลูŠลง เปลือกตšนสีน้ำตาลอŠอนและแตกสะเก็ดเปŨนรŠองเล็กๆ เปลือกตšนดšานในมีสีแดงเรื่อยๆ แกŠนสีนำ้ตาลเขšม กระพืชสีขาว ใบ ประกอบแบบขนนก ชั้นเดียวออกเรียงสลับ ใบยŠอยมีขนาดเล็ก ลักษณะใบรูปขอบขนาน ปลายใบ เวšาบุţมหรือมน โคนใบมน ออกใบเปŨนคูŠๆ เรียงกันตามกšานใบแบบตรงขšามประมาณ 10 - 18 คูŠ แผŠน ใบเรียบ บางสีเขียว ใบอŠอนสีออกแดงเรื่อๆ หรือชมพู ดอก ออกดอกเปŨนชŠอแบบชŠอกระจะ ชŠอหนึ่งมีประมาณ 10 - 15 ดอก ออกชŠอตามปลายกิ่งและ ซอกใบ มีกลีบรองกลีบดอก 4 กลีบ สีเหลืองหรือเขียวอŠอน กลีบดอกมี 5 กลีบ สีเหลืองประแตšมสีแดงสšม ผล เมื่อดอกรŠวงแลšวก็จะติดผลเปŨนฝŦกกลม แบนเล็กนšอย คอดเปŨนขšอตามเมล็ด และมีกšาน เปลือกสี เทาอมน้ำตาล ขšางในผลมีเนื้อเยื่อ แรกๆ เปŨนสีเหลืองอŠอน และคŠอยๆ เปลี่ยนเปŨนสีน้ำตาลเมื่อ ผลแกŠจัด ซึ่งจะหุšมเมล็ดอยูŠเมล็ด เมล็ดเปŨนรูปคŠอนขšางกลมแปŜน เปลือกผิวเกลี้ยงมีสีน้ำตาลดำหรือสีน้ำตาลเขšม 1.4.2. สรรพคุณของมะขาม ชŠวยเสริมสรšางภูมิตšานทานโรคใหšแกŠรŠางกายดšวยสารตŠอตšานอนุมูลอิสระ ชŠวยบำรุงผิวพรรณใหšเปลŠง ปลั่งสดใสดšวยวิตามินซี ชŠวยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแหŠงวัย แคลเซียมจากมะขามจะชŠวยบำรุง กระดูกและฟŦนใหšแข็งแรง ขามมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีสŠวนชŠวยในการสรšางเม็ดเลือด ชŠวยปŜองกันการเกิดและชŠวย รักษาโรคเลือดออกตามไรฟŦน ชŠวยลดความรšอนในรŠางกายไดšเปŨนอยŠางดี ชŠวยขับเสมหะ ละลายเสมหะ ดšวย การนำมะขามเปŘยกมาจิ้มเกลือแลšวรับประทาน ชŠวยถŠายพยาธิตัวกลมในลำไสš พยาธิไสšเดือน ดšวยการใชšเมล็ด มะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเมล็ดมาแชŠน้ำเกลือจนนิ่ม แลšวรับประทานคร้งัละ 20 เม็ด งานวิจัยของนันทิดา และคณะ (2556) ไดšสกัดสารตšานอนุมูลอิสระจากเปลือกหุšมเมล็ด มะขามที่ปลูก ในจังหวัดเพชรบูรณŤหลายสายพันธุŤ ไดšแกŠ มะขามหวานพันธุŤสีทองหนัก มะขามหวาน พันธุŤสีทองเบา มะขาม หวานพันธุŤศรีชมพู มะขามหวานพันธุŤขันตี และมะขามพันธุŤเปรี้ยวยักษŤดšวย ตัวทําละลายเอทานอลเขšมขšนรšอย ละ 70 ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เปŨนเวลา 24 ชั่วโมง สารสกัด ที่ไดšถูกนํามาระเหยตัวทําละลายออกดšวย เครื่องระเหยแบบลดความดัน ทําใหšไดšผลผลิตสารสกัดหยาบ คิดเปŨนรšอยละ 22.31 โดยนšําหนัก เปลือกหุšม เมล็ดมะขามแตŠละสายพันธุŤมีปริมาณของสารในกลุŠม total phenolic compounds ไมŠความแตกตŠางกัน คือ ประมาณ 748 mg GAE/g extract และมี ฤทธิ์ DPPH radical scavenging activity สูงกวŠาวิตามินอี(- Tocopherol) 3.14 เทŠา โดยมีคŠา half-inhibition concentration (IC50) เทŠากับ 53.42 ไมโครกรัมตŠอ
7 มิลลิลิตร งานวิจัยนี้ไดšนําสาร สกัดเปลือกหุšมเมล็ดมะขามมาพัฒนาเปŨนผลิตภัณฑŤเสริมอาหารดšวยวิธีตอกอัด เปŨนเม็ด งานวิจัยของ Nakchat และคณะ (2014a) ไดšศึกษาการสกัดสารตšานอนุมูลอิสระจากเปลือก หุšมเมล็ด มะขาม ดšวยนšํารšอนและเอทานอลเขšมขšนรšอยละ 70 พบวŠาสารสกัดจากเปลือกหุšมเมล็ด มะขามสŠวนใหญŠเปŨน สารประกอบฟŘนอลและแทนนิน โดยการสกัดดšวยนšํารšอนทําใหšไดšปริมาณ สารประกอบฟŘนอลและ แทนนินสูง กวŠาการสกัดดšวยเอทานอลเขšมขšนรšอยละ 70 ขณะที่สารสกัดจาก เอทานอลเขšมขšนรšอยละ 70 มีปริมาณสาร proanthocyanidins สูงกวŠาการสกัดดšวยนšํารšอน และ พบฤทธิ์ตšานอนุมูลอิสระที่วัดดšวยวิธี DPPH radical scavenging activity, superoxide anion scavenging activity แล ะ hydrogen peroxide scavenging activity ในสารสกัดเปลือกหุšมเมล็ด มะขาม 1.5 งานวิจัยที่เกี่ยวขšอง กลัยรัชญŤ เชื้อชาติ (2556) ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑŤครีมขัดผิวกายจากกากเนื้อมะพรšาว โดยนำกาก มะพรšาวมาอบใหšแหšง จากนั้นนำมาบดและผŠานแรŠงใหšไดšขนาด 20, 40 และ 60 mesh และเตรียมในรูปครีม ขัดผิว และทดสอบกับอาสาสมัคร พบวŠา ขนาดที่เหมาะสม คือ 20 mesh และปริมาณความเขšมขšนที่ 10% จากนั้นทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑŤดšวยวิธี Heatingcooling cycling 6 รอบ จากนั้น จึงประเมินความ พึงพอใจของผลิตภัณฑŤ โดยเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑŤในทšองตลาด พบวŠาอาสาสมัครมีความพึงพอใจใน ผลิตภัณฑŤขัดผิว กายจากกากเนื้อมะพรšาวมากกวŠาสูตรในทšองตลาด เพราะใหšความรูšสึกที่ขัดงŠาย ไมŠรูšสึกเจ็บ เหมือนบาดผิว แตŠความรูšสึกในเร่ืองของ ความสะอาด ทั้ง 2 ผลิตภัณ ฑŤใหšความรูšสึกในเร่ืองของความสะอาด หลังจากขัด ไมŠแตกตŠางกันและเมื่อพิจารณาถึงราคาตšนทุนของเม็ด ขัดผิว จากกากเนื้อมะพรšาวเปรียบเทียบกับ ราคาของเม็ดขัดผิวในทšองตลาด พบวŠา ราคาเม็ดขัดผิว ในทšองตลาดมีราคาที่สูงกวŠา ดังนั้น เม็ดขัดผิวจากกาก เนื้อมะพรšาว ก็สามารถเปŨนทางเลือกหนึ่งที่จะนำมาใชšแทนเม็ดขัดท่นีิยมใชšอยูŠในปŦจจุบันไดš ประดับฟŜา โหมดสุวรรณ (2550) ศึกษาเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑŤขัดผิวจากลูกเดือย พบวŠา อาสาสมัครรูšสึกชอบสีของผลิตภัณฑŤเนื้อของผลิตภัณฑŤและประสิทธิภาพขณะใชšผลิตภัณฑŤและรูšสึกเฉย ๆ กับ กลิ่นของผลิตภัณฑŤอาจเปŨนเพราะวŠามีกลิ่นของลูกเดือยปนอยูŠทำใหšไมŠนŠาใชšและเมื่อประเมินความพึงพอใจหลัง การใชšจากผลการประเมินพบวŠา อาสาสมัครรูšสึกชอบคุณสมบัติทุกอยŠาง คือความสะอาดของผิว ความกระจŠาง ใสของผิว ความชุŠมช้ืนของผิวและขนาดของเม็ดที่ใชšขัดผิว ทำใหšทราบวŠา ถšาสามารถปรับปรุงในเรื่องของกลิ่น ผลิตภัณฑŤไดšจะ ทำใหšตำรับมีประสิทธิภาพและนŠาใชšมากยิ่งขึ้น นางสาวสาลิกา นาพงษŤและนางสาวกนกประภา สมนึก (2562) โรงแรมแบงคŢอก แมริ ออท เดอะ สุ รวงศŤ (Bangkok Marriott The Surawongse) เปŨนโรงแรมแหŠงแรกในเครือแมริออทที่เปŗดใหšบริการทั้ง หšองพักและอพารŤทเมšนทŤออกแบบหšอง เพื่อตอบโจทยŤความตšองการของภาคธุรกิจการประชุมสัมมนา (MICE) และการบริการหšองอาหารสไตลŤบุฟเฟśตŤที่มีอาหารหลากหลายของหšองอาหารพระยา คิทเชŠน สŠงผลใหš ผูšใชšบริการทั้งชาวไทยและชาวตŠางชาติใหšความสนใจมาใชšบริการรับประทานอาหารที่โรงแรมเปŨ นจํานวนมาก นํ้าแครอทเปŨนเครื่องดื่มที่เปŨนที่นิยมมากที่สุดของอาหารมื้อเชšา ซึ่งในการค้นันํ้าแครอทแตŠละครั้งยŠอมทําใหšเกิด
8 กากแครอทสŠวนใหญŠจะถูกนําไปทิ้ง ทางคณะผูšจัดทําไดšเล็งเห็นถึงความสําคัญของกากแครอท จึงนํามาจัดทํา เปŨนโครงงาน “สครับสมุนไพรขัดผิวจากกากแครอท” (HERBAL SCRUB FROM CARROT SCRAPS) เพื่อใหš โรงแรมสามารถนําผลิตภัณฑŤจากกากแครอทไปประยุกตŤใชšภายในโรงแรมไดš กลัยรัชญŤเชšือชาติ(2556) ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑŤครีมขัดผิวกายจากกากเนšือมะพรšาว โดยนำ กาก มะพรšาวมาอบใหšแหšงจากนั้นนำมาบดและผŠานแรŠงใหšไดšขนาด 20, 40 และ 60 mesh และเตรียมในรูปครีมขัด ผิวและทดสอบกับอาสาสมัคร พบวŠาขนาดที่เหมาะสม คือ 20 mesh และ ปริมาณความเขšมขšนที่ 10% จากนšนั ทดสอบความคงตวัของผลิตภัณฑŤดšวยวิธี Heating cooling cycling 6 รอบ จากนั้นจึงประเมินความ พึงพอใจของผลิตภัณฑŤโดยเปรียบเทียบกบัผลิตภัณฑŤ ในทšองตลาด พบวŠาอาสาสมัครมีความพึงพอใจใน ผลิตภัณฑŤขัดผิวกายจากกากเนšือมะพรšาวมากกวาŠ สูตรในทอšงตลาด เพราะใหšความรูšสึกที่ขดังŠายไมŠรูšสึกเจ็บ เหมือนบาดผิว แตŠความรูšสึกในเรื่องของ ความสะอาด ทั้ง 2 ผลิตภัณฑŤใหšความรูšสึกในเรื่องของความสะอาด หลังจากขัดแตกตŠางกันและ เม่อืพิจารณาถึงราคาตšนทุนของเมล็ดผิวจากกากเนšือมะพรšาวเปรียบเทียบกับราคา ของเมล็ดขัดผิวในทšองตลาด พบวŠาราคาเมล็ดขัดผิวในทšองตลาดมีราคาที่สูงดังนั้นเมล็ดขัดผิวจากกากเนšือ มะพรšาว ก็สามารถเปŨนทางเลือกหนŠึง ที่จะนำมาใชšแทนเมล็ดขัดที่นิยมใชšอยูŠในปŦจจุบันไดš ประดับฟŜา โหมดสุวรรณ (2550) ศึกษาเรื่องการพัฒนาครีมขัดผิวสมุนไพรจากลูกเดือย พบวŠา อาสาสมัครรูšสึกชอบสีของผลิตภัณฑŤของผลิตภัณฑŤและประสิทธิภาพขณะใชšผลิตภัณฑŤและรูšสึกเฉย ๆ กับกลิ่น ของผลิตภัณฑŤอาจเปŨนเพราะ มีกลิ่นของลูกเดือยปนอยูŠทำใหšไมŠนŠาใชšและ เมื่อประเมินความพึงพอใจหลังการ ใชšจากผลการประเมินพบวาŠ อาสาสมัครรูšสึกชอบคุณสมบัติทุกอยŠาง คือ ความสะอาดของผิว ความกระจŠางใส ของผิว ความชุŠมชšืนของผิวและขนาดของเม็ด ที่ใชšขัดผิวทำใหšทราบวŠาถšาสามารถปรับปรุงในเรื่องของกลิ่น ผลิตภัณฑŤไดšจะทำใหšตัวสครับมีประสิทธิภาพและนŠาใชšมากยิ่งขšึน
9 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ ในการศึกษาครั้งน้ีผูšศึกษาไดšทำการศึกษา โครงงานประดิษฐŤสครบัผิวชŠมชื่นจากธรรมชาติุ มีวิธีการดังนี้ ประชากรที่ใชšในการศึกษาการทำสูตรสครับ 1. ประชากรกลุŠมตัวอยŠาง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศกึษาปŘที่ 1-6และคณะครูอาจารยŤโดยไดšจากการสุŠมอยŠางงŠาย 2. ระยะเวลาที่ใชšในการศึกษาคšนควšา ในภาคเรียนที่ 2 ปŘการศึกษา 2565 เดือน พฤศจิกายน ถึง มกราคม วัสดุอปุกรณŤ วัตถุดิบที่เปŨนสŠวนผสมของสครับ สูตรที่1 สูตรสครบัวŠานหางจระเขš 1. วŠานหางจระเขš 2. น้ำผึ้ง 3. นมสด 4. แตงกวา 5. มะเขือเทศ 6. Baby oil 7. เกลือสครบั 8. สารแตŠงกลิ่นเพียงเล็กนšอย (วนิลา) สูตรที่2 สูตรสครบักาแฟ 1. กากกาแฟ 2. น้ำตาลทราย 3. น้ำมันมะกอก 4. สารแตŠงกลิ่น 5. มะเขือเทศ 6. นมสด 7. แตงกวา สูตรที่3 สูตรสครบัมะขามเปŘยก 1. น้ำมะขาม 2. เกลือสครับ
10 3. น้ำผึ้ง 4. นมสด 5. สารแตŠงกลิ่น 6. น้ำมันมะพรšาว วัสดุอปุกรณŤที่ใชšในการทำสครับ 1. ถšวยชาม 2. ไมšพายกวน หรือ เครื่องกวนสŠวนผสม 3. กระปุกสะอาด ความสวยงานตามชอบ 4. ชšอนตวง ขั้นตอนการทำ 1. ปŦũนเนื้อสŠวนผสมสครบั ใหšพรšอม(สŠวนผสมแหšง) 2. เตรียมผงสมุนไฟรขัดผิว (สšวนผสมเปŘยก) 3. นำสŠวนผสงขšอ 2 ผสมในขšอ 1 กวนใหšเขšากัน แนะนำใชšไมšพายกวน ตŠอจากนั้น (ใครมีเครื่องกวนใชšเคร่ืองชŠวยไดšเลย) 4. ใสŠสารสกัด หัวห้ำหอม สี ตามใจชอบ กวนอีกครั้ง 5. ไดšเนื้อเบสตามใจชอบใสŠกระปุกสวย
11 บทที่ 4 ผลการดำเนินการโครงงาน การศึกษา เรื่อง โครงงานประดิษฐŤสครับผิวชุŠมชื่นจากธรรมชาติ มีจุดประสงคŤเพื่อศึกษาวิธีการทำ สูตรสครับและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสครับ เพื่อนำอุปกรณŤหรือวัตถุจากธรรมซาติมาใชšใหšเกิด ประโยชนŤสูงสุด และเพื่อใหšทั้ง นักเรียน คุณครู หรือผูšที่สนใจ สามารถนำไปใชšในชีวิตประจำวันไดš 4.1 ผลการพัฒนาโครงงาน การพัฒนาสูตรสครับ โดยการทดลอง ผูšจัดทำโครงงานไดšดำเนินการตามขั้นตอนทำในบทที่ 3 ไดšทำ การเตรียมวัถตุดิบและอุปกรณŤในการทำ และไดšเริ่มที่ทดลองไปตามแตŠละสูตร เพื่อตรวจสอบผลลัพธŤ คณะ ผูšจัดทำจึงเปŨนผูšทดลอง ทั้งยังระวังและตรวจสอบสครับในภายหลังทุกครั้ง เพื่อบันทึกผลวŠาสามารถนำมาใชšไดš จริงหรือไมŠ 4.2 ตัวอยŠางผลการทดลอง ภาพที่ 4 ขั้นตอนการทดลองขัดผิว ภาพที่ 5 ขั้นตอนการทดลองขัดผิว ภาพที่ 6 ขั้นตอนการเตรียมสŠวนผสม ภาพที่ 7 ขั้นตอนการเตรียมสŠวนผสม
12 4.3 ผลการทดลอง จากผลการทดลองและพัฒนาสูตรสครบัทำใหšคณะผูšจัดทำไดšทราบถึงปŦญหาและวิธีการแกšไขที่ถูกตšอง หลังจากศึกษาเปŨนเวลา 1 สัปดาหŤ ในการดูผลลัพธŤของผลิตภัณทŤเร่มิจาก สูตรที่ 1 พบวŠาตัวเจลวŠานหางที่เปŨนตัวหลักในสŠวนผสม หลังจากผสมกับสŠวนผสมตัวอื่นๆ ไมŠสามารถ กŠอรูปไดšตามที่คณะผูšจัดทำตšองการ ทางคณะผูšจัดทำจึงไมŠไดšใหšสูตรสครับวŠานหางจระเขšไดšเปŨนตัวทดลองท่ีจะ มานำเสนอใหšกับคณะคุณครูและเหลŠานักเรียน สูตรที่ 2 พบวŠากากกาแฟที่รับมาจากรšานคšาในตัวระแวงบšานไกลเรือนเคียงของคณะผูšจัดทำ หลังจาก ที่ทำการทดลอง คณะผูšจัดทำไดšเริ่มจากสูตรเปŘยกที่เปŨนตšนแบบหลัก ซึ่งหลักจากผสมกับสŠวนผสมอื่น ตัว เนื้อสครับเปŨนไปตามที่คณะผูšจัดทำตšองการ หลังจากที่สครับและลšางออก ใหšผลลัพธŤที่นŠาพอใจเปŨนอยŠางมาก ตรงตามโจทยŤ แตŠก็พบปŦญหาในภายหลัง เนื่องจากปลŠอยปลŠอยตัวสครับไวšเปŨนเวลา 3 วัน พบวŠาตัวสครับเกิด การขึ้นรา และสŠงกลิ่นไมŠพึ่งประสงคŤ ทางคณะผูšจัดทำ จึงตรวจสอบปŦญหาของตšนเหตุ จึงไดšรูšวŠา กากกาแฟที่ นำมาใชš ยังไมŠไดšผŠานการตากแหšงหรือตากแดด เพื่อฆŠาเชื่อที่ติดมากับถุงขยะที่รับมาจากรšานคšา และเพราะ ความเสี่ยงที่เริ่มจากสูตรเปŘยก เมื่อไดšทางออกในการแกšปŦญหา จึงไดšทำการตากแหšงตัวกากกาแฟกŠอนที่จะ เริ่มทำสูตรสครับ และเพื่อลดความเสี่ยงจึงไดšทำเปŨนสูตรแหšงแทน ผลวŠาใหšผลลัพธŤที่ดเีชŠนกัน ทางคณะผูšจัดทำ จึงภูมิใจที่จะนำเสนอสูตรกากกาแฟใหšกับคณะคุณครูและเหลŠานักเรียน สูตรที่ 3 เนื่องจากผลจากที่ไดšทดลองสูตรกาแฟ ทำใหšคณะผูšจัดทำ ตšองการหาวิธีการถนอมมะขาก เปŘยกไวš เพราะขะเปŘยกจำเปŨนตšองเปŨนสูตรเปŘยกเทŠานั้น เพื่อใหšใชšไดšนานและไมŠเกิดการขึ้นรา แตŠพบ วŠาการที่ จะถนอมน้ำมะขามเปŘยกไวšใหšใชšนาน ตšองใชšเวลาคŠอยขšางนานและเสียเวลาไมŠตรงตามโจทยŤที่คณะจัดทำตšอง ทั้งยังไดšลองผสมกับสŠวนผสมอื่นแลšว ไดšผลลัพธŤออกมาเชŠนเดียวกับสูตรเจลวŠาน ทางคณะผูšจัดทำจึงไมŠไดšใหš สูตรสครับวŠานหางจระเขšไดšเปŨนตัวทดลองที่จะมานำเสนอใหšกับคณะคุณครูและเหลŠานักเรียน
13 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และขšอเสนอแนะ สรุปผลการดำเนินการ จากการทดลองการทำสครับจากธรรมชาติ พบวŠา สูตรสครับจากกากกาเเฟ ทำใหšผิวนุŠมชุŠมชื้นขึ้น สŠวนในสูตรอื่นๆไมŠสามารถทำไดšเพราะบางสูตรก็เหลวมากเกินไป สŠวนผสมบางอยŠางที่มีความเหลวมากเกนิไป ขั้นตอนที่เอามาผสมกันจึงเละ ผสมแลšวเนื้อไมŠเขšากัน จึงทำใหšไมŠสามารถนำมาใชšงานไดš การอภิปรายผล โดยจากการทดลองการทำสครบัจากธรรมชาติจากสูตรสามารถทำไดšจริงเนื่องจากวัตถุดิบจำพวกกาก กาแฟ ซึ่งมีสารตŠอตšานอนุมูลอิสระ ทำหนšาที่เสมือนเปŨนตัวขจัดพิษใหšกับผิวชั้นนอก และกระตุšนการทำงานของ เซลลŤผิวชั้นใน ปรับสภาพความดันโลหิต และกระตุšนการเผาผลาญไขมันใตšชั้นผิว ทำใหšผิวดูเปลŠงปลั่งที่สำคัญ กากกาแฟไมŠทำรšายผิวเหมือนกับสครับที่เปŨนเกลืออีกดšวยแตŠกากกาแฟนั้นก็มีขšอเสียที่มีผลตŠอสภาพแวดลšอม เราเปŨนอยŠางมากซึ่งกากกาแฟเหลŠานี้จะปลŠอยกŢาซพิษที่ชื่อวŠา “มีเทน” ซึ่งเปŨนกŢาซที่มีสŠวนทำใหšโลก รšอน ดังนั้น เราก็เลยขอยกตัวอยŠางมา1 อยŠางที่เปŨนประโยชนŤของกากกาแฟมาฝากวŠามันสามารถนำไปใชšใน การทำสครับตŠอไดšเพื่อที่จะไดšไมŠตšองทิ้งใหšเสียเปลŠา และเนื่องจากกากกาแฟเปŨนวัตถุดิบจากธรรมชาติเลยทำ ใหšไมŠสามารถเก็บในระยะยาวไดš ขšอเสนอแนะ 1. ควรมีการพิจารณาสูตรใหšกลิ่นของสครับไมŠแรงจนเกินไป 2. ควรมีการพัฒนาสูตรของเนื้อสครับใหšมีความละเอียดที่มากกวŠานี้ 3. ควรมีการคิดสูตรใหšมากกวŠานี้ 4. ควรระวังเร่อืงวันหมดอายุของสครบั 5. ควรเก็บรักษาไวšในที่เย็นไมŠควรตั้วไวšในที่รšอนๆนาน
14 บรรณานุกรม พัชนี สุวรรณวิศลกิจ. 2549. สารสาระกาแฟ. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/4088/caffeine-กาแฟอีน พงศŤ. สืบคšน 15 มกราคม 2566. นางสาวสาลิกา นาพงษŤและนางสาวกนกประภา สมนึก. 2562. สครับสมุนไพรขัดผิวจากกากแครอท. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : https://e-research.siam.edu/kb/herbel-scrub/ใ. สืบคšน 15 มกราคม 2566. กชพร วานิชสรรพŤ. 2558. วŠานหางจระเขš. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : http://www.urnurse.net/contact.html. สืบคนš 15 มกราคม 2566. สุรวดี สารอินสม. 2559. การพัฒนานวตักรรมสินคšาแปรรูปเพื่อสรšางมูลคŠาเพิ่มแกŠวตัถุดิบเหลือใชš กรณีศึกษา ผลิตภัณฑŤครีมขัดผิวสมุนไพรจากเมล็ดมะขาม. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/56720084.pdf. สืบคšน 15 มกราคม 2566. ศิริรัตนŤ ศรีรักษา. 2564. การพัฒนาผลิตภัณฑŤพอกผิวกายจากเนื้อเมล็ดมะขาม. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : file:///C:/Users/ess_w/Downloads/jtam01,+%7B$userGroup%7D,+12-p.+135-146+272- %E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B5-F6-fix.pdf. สืบคšน 15 มกราคม 2566. กัลยรัชญŤ เชื้อชาติ. 2556. การพัฒนาผลิตภัณฑŤขัดผิวกายจากกากเนื้อมะพรšาว. วิทยานิพนธŤวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต, สาขาวิชาวิทยาศาสตรŤเครื่องสำอาง, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยแมŠฟŜาหลวง. ดินสอพอง. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : https://www.scimath.org/article-science/item/4739-qq- 1024. สืบคšน 15 มกราคม 2566. ประดับฟŜา โหมดสุวรรณ. 2550. การพัฒนาผลิตภัณฑŤขัดผิวจากลูกเดือย.วิทยานิพนธŤวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต, สาขาวิชาวิทยาศาสตรŤเครื่องสำอาง, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย แมŠฟŜาหลวง. สรรพคุณทางความ งามของเกลือ. (ออนไลนŤ). แหลŠงที่มา : http://www.kayajit.com. สืบคšน 15 มกราคม 2566.