The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุป พรบ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พศ 2539

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2023-04-14 05:09:01

สรุป พรบ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พศ 2539

สรุป พรบ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พศ 2539

151 11. การแจ้งค าสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (มาตรา 68 ถึงมาตรา 74)


152 • การแจ้งค าสั่งทางปกครอง กรณีมีเหตุจ าเป็นเร่งด่วน – จะส่งทางเครื่องโทรสารก็ได้ แต่ต้องมีหลักฐานการได้ส่งจาก หน่วยงาน ผู้จัดบริการโทรคมนาคมที่เป็นสื่อในการส่งโทรเลขนั้น – ต้องจัดส่งค าสั่งทางปกครองตัวจริง ให้แก่ผู้รับในทันทีที่อาจกระท าได้ – ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งค าสั่งทางปกครองเป็นหนังสือตามวัน เวลา ที่ปรากฎใน หลักฐานของหน่วยงานผู้จัดบริการโทรคมนาคมที่เป็นสื่อในการส่งโทรสารนั้น เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับ หรือได้รับก่อนหรือหลังจากนั้น (มาตรา 74)


153 การแจ้งค าสั่งทางปกครอง 1. มิให้ใช้บังคับกับการแจ้งซึ่งไม่อาจท าได้ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ หรือ มีกฎหมายก าหนดวิธีการแจ้งไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 68 วรรคหนึ่ง) 2.กรณีค าสั่งทางปกครองที่แสดงให้ทราบโดยการสื่อความหมายในรูปแบบ อื่นตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง ให้มีผลเมื่อได้แจ้ง (มาตรา 68วรรคสอง) ***กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2540)ออกตามความในพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ให้ค าสั่งทางปกครองที่แสดงให้ทราบโดยทางเสียง แสงหรือสัญญาณที่ สามารถท าให้รับรู้ถึงค าสั่งทางปกครองนั้นได้ทันทีเป็นค าสั่งทางปกครองที่มีผล เมื่อได้แจ้ง


154 การแจ้งค าสั่งทางปกครอง • อาจกระท าด้วยวาจาก็ได้ • แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์ให้ท าเป็น หนังสือ ก็ให้แจ้งเป็นหนังสือ (มาตรา 69 วรรคหนึ่ง) • การแจ้งค าสั่งทางปกครอง • การนัดพิจารณา • การอื่นที่เจ้าหน้าที่ต้องแจ้ง ผู้เกี่ยวข้องทราบ


155 • การแจ้งเป็นหนังสือ – ให้ส่งต่อผู้นั้น หรือถ้าส่งไปยังภูมิล าเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่ารับแจ้งตั้งแต่ขณะที่ไปถึง (มาตรา 69วรรคสอง) • กรณีให้ที่อยู่ไว้กับเจ้าหน้าที่แล้ว การแจ้งไปยังที่อยู่ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการ แจ้งไปยังภูมิล าเนาของผู้นั้นแล้ว (มาตรา 69 วรรคสาม) **การแจ้งเป็นหนังสือโดยวิธีให้บุคคลน าไปส่งให้ถือว่าได้รับแจ้งแล้วเมื่อ -ถ้าผู้รับไม่ยอมรับ หรือ -ถ้าในขณะน าไปส่งไม่พบผู้รับ และหากส่งให้กับบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือ ท างานในสถานที่นั้น หรือ -กรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วางหรือปิดหนังสือนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตามที่ก าหนดในกฎกระทรวงที่ไปเป็นพยาน (มาตรา 70) ***การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อ - ครบก าหนด 7วัน นับแต่วันส่งฯ กรณีส่งภายในประเทศ - ครบก าหนด 15วัน นับแต่วันส่งฯ กรณีส่งไปต่างประเทศ - เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับ หรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น (มาตรา 71)


156 • กรณีมีผู้รับเกิน 50 คน เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบตั้งแต่เริ่มด าเนินการใน เรื่องนั้นว่า การแจ้งต่อบุคคลเหล่านั้นจะกระท าโดยวิธีปิดประกาศไว้ ณ ที่ ท าการของเจ้าหน้าที่ และที่ว่าการอ าเภอที่ผู้รับมีภูมิล าเนา ก็ได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15วันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้งโดยวิธีดังกล่าว (มาตรา 72) • การแจ้งเป็นหนังสือจะกระท าโดย ประกาศในหนังสือพิมพ์ซึ่งแพร่หลาย ในท้องถิ่นนั้นก็ได้ • ให้ถือว่ารับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งโดยวิธีการดังกล่าว (มาตรา 73) • กรณีไม่รู้ตัวผู้รับ • รู้ตัวแต่ไม่รู้ภูมิล าเนา • รู้ตัวและภูมิล าเนา แต่มีผู้รับเกิน 100 คน


157 สิทธิของคู่กรณีในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง 1. สิทธิมีที่ปรึกษาและผู้ท าการแทน (ม.23 ม.24และ ม.25) 2. สิทธิได้รับค าแนะน าและได้รับแจ้งสิทธิหน้าที่ในกระบวนการพิจารณา (ม.27) 3. สิทธิได้รับการพิจารณาโดยสมบูรณ์ (ม.28และ ม.29) 4. สิทธิตรวจดูเอกสารของเจ้าหน้าที่ (ม.31) 5. สิทธิที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริง และโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน (ม.30) 6. สิทธิได้รับการพิจารณาโดยรวดเร็ว (ม.33) 7. สิทธิได้รับทราบเหตุผลของค าสั่งทางปกครอง (ม. 37) 8. สิทธิได้รับแจ้งวิธีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งค าสั่งทางปกครอง (ม.40) 9. สิทธิในการขอพิจารณาใหม่ (ม. 54)


158 การเพิกถอนค าสั่งทางปกครอง ให้ประโยชน์เป็นเงินฯ ให้ประโยชน์อื่น ให้ประโยชน์ ไม่ให้ประโยชน์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ประโยชน์เป็นเงินฯ ให้ประโยชน์อื่น ให้ประโยชน์ ไม่ให้ประโยชน์ ชอบด้วยกฎหมาย ค าสั่งทางปกครอง


159 การเพิกถอนค าสั่งทางปกครอง 1. เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอน ค าสั่งฯ ได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52และมาตรา 53 ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการก าหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตาม กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่ (มาตรา 49วรรคหนึ่ง) 2. การเพิกถอนค าสั่งฯ ที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้อง กระท าภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนค าสั่งฯ นั้น เว้นแต่ค าสั่งฯ จะได้ท าขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือการข่มขู่หรือการชักจูง โดยการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มิชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 49วรรคสอง)


160 3. ค าสั่งฯ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือ บางส่วนโดยจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคต ไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่ก าหนดได้ แต่ถ้าค าสั่งฯ นั้นเป็นค าสั่งฯ ซึ่งเป็นการให้ประโยชน์การเพิกถอนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 51 และมาตรา 52 (มาตรา 50) 4. การเพิกถอนค าสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ ให้ค านึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่ของ ค าสั่งฯ นั้นกับประโยชน์สาธารณะประกอบกัน (มาตรา 51วรรคหนึ่ง) 5. ความเชื่อโดยสุจริตตามวรรคหนึ่ง (ข้อ 4) จะได้รับความ คุ้มครองต่อเมื่อผู้รับค าสั่งฯ ได้ใช้ประโยชน์อันเกิดจากค าสั่งฯ หรือได้ ด าเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินไปแล้ว โดยไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ หรือการเปลี่ยนแปลงจะท าให้ผู้นั้นต้องเสียหายเกินควรแก่กรณี (มาตรา 51วรรคสอง)


161 6. ในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้รับค าสั่งฯ จะอ้างความเชื่อ โดยสุจริตไม่ได้ (1) ผู้นั้นได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิด ข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง หรือข่มขู่ หรือชักจูงโดยการ ให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์อื่นใดที่มิชอบด้วยกฎหมาย (2) ผู้นั้นได้ให้ข้อความซึ่งไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ในสาระส าคัญ (3) ผู้นั้นได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของค าสั่งฯ ในขณะได้รับค าสั่งฯ หรือการไม่รู้นั้นเป็นไปโดยความประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง (มาตรา 51วรรคสาม)


162 7. ในกรณีที่เพิกถอนค าสั่งฯโดยให้มีผลย้อนหลัง การคืนเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่ผู้รับค าสั่งฯ ได้ไป ให้น าบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยถ้าเมื่อใดผู้รับ ค าสั่งฯ ได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของค าสั่งฯ หรือควรได้รู้เช่นนั้นหาก ผู้นั้นมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้ถือว่าผู้นั้นตกอยู่ในฐานะไม่สุจริต ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป และในกรณีตามวรรคสาม (ข้อ 6) ผู้นั้นต้องรับผิดใน การคืนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับไปเต็มจ านวน (มาตรา 51วรรคสี่) 8. ค าสั่งฯ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอน ค าสั่งฯ มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตใน ความคงอยู่ของค าสั่งได้ และให้น าความในมาตรา 51 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับ แต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น (มาตรา 52วรรคหนึ่ง) 9. ค่าทดแทนความเสียหายจะต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่ผู้นั้นอาจได้รับ หากค าสั่งฯ ไม่ถูกเพิกถอน (มาตรา 52วรรคสอง)


163 10. ค าสั่งฯ ที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่เป็นการให้ประโยชน์ แก่ผู้รับค าสั่งฯ อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผล ตั้งแต่ขณะที่เพิกถอนหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่ง ตามที่ก าหนดได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่คงต้องท าค าสั่งฯ ที่มีเนื้อหา ท านองเดียวกันนั้นอีก หรือเป็นกรณีที่การเพิกถอนไม่อาจกระท า ได้เพราะเหตุอื่น ทั้งนี้ ให้ค านึงถึงประโยชน์ของบุคคลภายนอก ประกอบด้วย (มาตรา 53วรรคหนึ่ง)


164 11. ค าสั่งฯ ที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับค าสั่งฯ อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผลตั้งแต่ขณะที่เพิกถอน หรือมีผล ในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่ก าหนดได้เฉพาะเมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้ (1) มีกฎหมายก าหนดให้เพิกถอนได้หรือมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ใน ค าสั่งฯ นั้นเอง (2) ค าสั่งฯ นั้นมีข้อก าหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติ แต่ไม่มีการปฏิบัติ ภายในเวลาที่ก าหนด (3) ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงและ พฤติการณ์เช่นนี้ในขณะท าค าสั่งฯ แล้ว เจ้าหน้าที่คงจะไม่ท าค าสั่งฯ นั้น และหากไม่ เพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะได้ (4) บทกฎหมายเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากมีบทกฎหมายเช่นนี้ในขณะท าค าสั่งฯ แล้ว เจ้าหน้าที่คงจะไม่ท าค าสั่งฯ นั้น แต่การเพิกถอนในกรณีนี้ให้กระท าได้เท่าที่ผู้รับ ประโยชน์ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือยังไม่ได้รับประโยชน์ตามค าสั่งฯ และหากไม่เพิกถอน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะได้ (5) อาจเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะหรือต่อ ประชาชนอันจ าเป็นต้องป้องกันหรือขจัดเหตุดังกล่าว (มาตรา 53วรรคสอง)


165 12. ในกรณีที่มีการเพิกถอนค าสั่งฯ เพราะเหตุตามวรรคสอง (3) (4) และ(5) (ข้อ 11(3) (4) และ (5)) ผู้ได้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอัน เกิดจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของค าสั่งฯ ได้ และให้น ามาตรา 52 มาใช้ บังคับโดยอนุโลม (มาตรา 53วรรคสาม) 13. ค าสั่งฯ ที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือ ให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผล ย้อนหลังหรือไม่มีผลย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่ ก าหนดไว้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) มิได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติล่าช้าในอันที่จะด าเนินการให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของค าสั่งฯ (2) ผู้ได้รับประโยชน์มิได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติล่าช้าในอันที่จะด าเนินการ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของค าสั่ง (มาตรา 53วรรคสี่) ทั้งนี้ ให้น าความในมาตรา 51 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (มาตรา 53 วรรคห้า)


166 ค าวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับ การเพิกถอนค าสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่


167 1. ค าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อร.22/2563 (1)กรมการปกครองได้มีหนังสือลงวันที่ 24กรกฎาคม 2558แจ้งผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1(ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม) ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2(กระทรวงมหาดไทย) ได้ พิจารณาค าร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี(นายด า) แล้ว เห็นว่า การที่รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ออกค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนวินัยร้ายแรงก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เป็นการด าเนินการโดยไม่มีอ านาจ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ไม่ได้มอบอ านาจให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามมี อ านาจในการด าเนินการทางวินัยกับก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2557จึงให้จังหวัดเพิกถอนค าสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดี ออกจากต าแหน่งก านัน และยกเลิกค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีเสีย ใหม่ และพิจารณาด าเนินการตามอ านาจหน้าที่ต่อไป


(2) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1จึงได้มีค าสั่ง ที่ 2357/2558ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 เพิกถอนค าสั่ง ที่ 671/2558ลงวันที่ 26 มีนาคม 2558 ที่สั่งลงโทษปลด ผู้ฟ้องคดีออกจากต าแหน่งก านัน และมีค าสั่ง ที่ 2358/2558ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 เพิกถอนค าสั่ง ที่ 2521/2557ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2557 ที่ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดี พร้อมกับ มีค าสั่ง ที่ 2359/2558ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558แต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีใหม่ (3) คณะกรรมการสอบสวนได้ด าเนินการสอบสวน และรายงานการ สอบสวน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีค าสั่ง ที่ 3696/2558ลงวันที่ 30ธันวาคม 2558ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดี ออกจากต าแหน่งก านัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15กันยายน 2557 (ผู้ฟ้องคดีถูกพัก หน้าที่ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2557)


(4) เมื่อค าสั่ง ที่ 671/2558ลงวันที่ 26 มีนาคม 2558 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้อง คดีออกจากต าแหน่งก านัน เป็นค าสั่งที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นค าสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อด าเนินการไม่ ถูกต้องตามขั้นตอนอันเป็นสาระส าคัญตามที่กฎหมายก าหนด มีผลให้ค าสั่ง ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจ เพิกถอนค าสั่งทางปกครองได้ตามมาตรา 49วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539และการเพิกถอนค าสั่งทางปกครองที่ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยให้มีผลย้อนหลัง หรือไม่ย้อนหลังได้ตามมาตรา 50แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว


(5)การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีค าสั่ง ที่ 2357/2558ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 เพิกถอนค าสั่ง ที่ 671/2558ลงวันที่ 26 มีนาคม 2558 ที่ลงโทษปลด ผู้ฟ้องคดีออกจากต าแหน่งก านัน ซึ่งแปลความให้การเพิกถอนค าสั่งลงโทษ ดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 26มีนาคม 2558จึงเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชา เพิกถอนค าสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 50แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ย่อมถือได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยส าหรับการ กระท าความผิดในกรณีเดียวกันนี้มาก่อน (6) เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีค าสั่ง ที่ 3696/2558ลงวันที่ 30ธันวาคม 2558ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากต าแหน่งก านัน จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีค าสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีซ้ าอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการลงโทษสองครั้ง ในการกระท าครั้งเดียว


(7) ดังนั้น ค าสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 3696/2558ลงวันที่ 30ธันวาคม 2558 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากต าแหน่งก านันจึงเป็นค าสั่งที่ชอบด้วย กฎหมาย และค าวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกค าร้องทุกข์ของ ผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยเหตุผลเดียวกัน จึงเป็นค าสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน พิพากษายกฟ้อง


2. ค าพิพากษาศาลปกครองสุงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อบ. 35/2561 (1) ค าสั่งกองบัญชาการต ารวจนครบาลที่ 396/2552ลงวันที่ 25กันยายน 2552 ที่แต่งตั้งยศผู้ฟ้องคดี(นายขาว) เป็นสิบต ารวจตรีและบรรจุแต่งตั้ง ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการต ารวจชั้นประทวน ต าแหน่งผู้บังคับหมู่ กองร้อยที่ 2 กองบังคับการอารักขา 1กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการต ารวจนครบาลเป็นค าสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ ประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดี (2) การเพิกถอนค าสั่งทางปกครองดังกล่าวจึงต้องกระท าภายใน 90วัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนค าสั่งทางปกครองนั้น ตามมาตรา 49วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539


(3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากองบังคับการอ านวยการ กองบัญชาการต ารวจนครบาลได้ ลงทะเบียนรับรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขา และควบคุมฝูงชนได้มีหนังสือ ลงวันที่ 21กรกฎาคม 2553 รายงานผลการสืบสวน ข้อเท็จจริงคุณสมบัติของผู้สมัครสอบแข่งขันบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุ แต่งตั้งเป็นข้าราชการต ารวจชั้นประทวน พ.ศ. 2552 จึงถือว่าวันที่ 22กรกฎาคม 2553 เป็นวัน อย่างช้าที่สุดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่1 (ผู้บัญชาการต ารวจนครบาล) ได้รู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอนค าสั่ง กองบัญชาการต ารวจนครบาล ที่ 396/2552ลงวันที่ 25กันยายน 2552ที่แต่งตั้งยศ ผู้ฟ้องคดีเป็นสิบต ารวจตรีและบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการต ารวจชั้นประทวน (4) การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีค าสั่งกองบัญชาการต ารวจนครบาล ที่ 371/2553 ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553จึงเป็นการด าเนินการเพิก ถอนค าสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ภายใน 90วัน นับแต่วันที่ได้ รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนค าสั่งทางปกครองดังกล่าวตามมาตรา 49วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พิพากษายกฟ้อง


3. ค าพิพากษาศาลปกครองสุงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ. 275/2552 (1)การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1(มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) ออกประกาศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เรื่อง การคัดเลือกบุคคล เพื่อเข้าศึกษา ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ลงวันที่ 6มกราคม 2549 ระบุจ านวนนักศึกษาที่จะรับเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในวิทยาลัย แพทยศาสตร์และการสาธารณสุข ประจ าปีการศึกษา 2549ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2จะรับนักเรียนเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และการสาธารณสุขในเขตพื้นที่ 4จังหวัด คือ อุบลราชธานี อ านาจเจริญ ยโสธร และศรีสะเกษ จ านวน 46คน และโควต้าโอลิมปิก จ านวน 2คน รวมทั้งสิ้น 48คน ประกาศดังกล่าวย่อมมี ผลผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ให้ต้องปฏิบัติตามและได้ประกาศรายชื่อ ผู้ได้รับคัดเลือกส ารองอีกจ านวน 49คน เรียงล าดับตั้งแต่ล าดับที่ 49ถึงล าดับที่ 97 ปรากฏ ชื่อผู้ฟ้องคดีที่ 9อยู่ในล าดับที่ 49(ส ารองล าดับที่ 1)ผู้ฟ้องคดีที่ 10อยู่ในล าดับที่ 54 (ส ารองล าดับที่ 6) และผู้ฟ้องคดีที่ 11อยู่ในล าดับที่ 66(ส ารองล าดับที่ 18)


(2) ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ได้มีประกาศรายชื่อผู้มี สิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ใหม่ จ านวน 70 คน และได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกส ารองอีกจ านวน 24 คน ปรากฏ รายชื่อผู้ฟ้องคดีที่ 9อยู่ในล าดับส ารองที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 10อยู่ในล าดับส ารอง ที่ 6และผู้ฟ้องคดีที่ 11อยู่ในล าดับส ารองที่ 17 (3) การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ได้มีประกาศรายชื่อผู้มี สิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ใหม่ ดังกล่าว ย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนประกาศเรื่องเดียวกับฉบับเดิม


(4) โดยที่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม และการเพิกถอนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้า ศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม แล้วออก ประกาศฉบับใหม่มีลักษณะเป็นการแจ้งผลการสอบหรือการวัดผลความรู้ หรือความสามารถของบุคคล จึงเป็นค าสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับ กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (5) เมื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องใน สาระส าคัญ จึงเป็นค าสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


(6) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2จึงมีอ านาจตามกฎหมายในอันที่จะ เพิกถอนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปี การศึกษา 2549 ฉบับเดิมแล้วออกประกาศฉบับใหม่ได้ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539โดยต้องเพิกถอน ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนค าสั่งนั้น คือ นับแต่วันที่ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รู้ว่ามีการค านวณคะแนนของผู้ที่ส าเร็จ การศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ก่อนปีการศึกษา 2548 ผิดพลาด ทั้งนี้ตามนัย มาตรา 49แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว


(7) โดยที่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกประกาศ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ การคัดเลือกบุคคล เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ประจ าปี การศึกษา 2549เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549กรณีจึงเชื่อได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตร แพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม หลังวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 (8) เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ เข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับใหม่ ซึ่งมีผลเป็น การเพิกถอนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2549กรณีจึงฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพิกถอนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษา หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม ภายในเก้าสิบวันนับแต่ ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว


(9) เมื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม ถูกเพิกถอนโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงสิ้นผลใช้ บังคับ (10)การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เรียกผู้ฟ้องคดีที่ 9 ผู้ฟ้องคดีที่ 10และผู้ฟ้องคดีที่ 11 เข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตาม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2549 ฉบับเดิม ที่สิ้นผลใช้บังคับไปแล้ว จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายก าหนดให้ต้องปฏิบัติ พิพากษายกฟ้อง


180 การขอให้พิจารณาใหม่ 1. เมื่อคู่กรณีมีค าขอ เจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติม ค าสั่งทางปกครองที่พ้นก าหนดอุทธรณ์ได้ในกรณี (1) มีพยานหลักฐานใหม่อันอาจท าให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้ว เปลี่ยนแปลงไปในสาระส าคัญ (2) คู่กรณีที่แท้จริงไม่ได้เข้ามาในกระบวนพิจารณาทางปกครอง หรือได้เข้า มาในกระบวนพิจารณาครั้งก่อนแล้วแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมใน การมีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณาทางปกครอง (3) เจ้าหน้าที่ไม่มีอ านาจที่จะท าค าสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น (4) ถ้าค าสั่งทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด และ ต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระส าคัญ ในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี (มาตรา 54 วรรคหนึ่ง)


181 2. การยื่นค าขอตามข้อ 1 (1) (2) หรือ (3) ให้กระท าได้ เฉพาะเมื่อคู่กรณีไม่อาจทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณาครั้ง ที่แล้วมาก่อนโดยไม่ใช้ความผิดของผู้นั้น ( มาตรา 54 วรรคสอง) 3. การยื่นค าขอให้พิจารณาใหม่ต้องกระท าภายใน 90 วัน นับแต่ผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ ได้ (มาตรา 54 วรรคสาม)


การขอให้พิจารณาใหม่ (ม.54) หลักเกณฑ์ คู่กรณีมีค าขอ...ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้ พ้นก าหนด อุทธรณ์ เจ้าหน้าที่...เพิกถอน แก้ไขเพิ่มเติม เหตุที่อาจขอให้พิจารณาใหม่ มีพยานหลักฐานใหม่อันอาจท าให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติเปลี่ยนแปลงในสาระส าคัญ คู่กรณีแท้จริงมิได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาฯ หรือเข้ามา แต่ถูกตัดโอกาส โดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่ไม่มีอ านาจที่จะท าค าสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น ค าสั่งฯออกโดยอาศัยข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายใด ต่อมาเปลี่ยนแปลงไปในสาระส าคัญ ในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี 2 1 3 4 เฉพาะเมื่อคู่กรณีไม่อาจ ทราบถึงเหตุนั้น มาก่อนโดยไม่ใช่ความผิด 182


183 การบังคับทางปกครอง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ 28 พฤษภาคม 2562 (บางมาตรา) ในส่วนการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ...ใช้บังคับเมื่อพ้นก าหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา 27 พฤษภาคม 2562 (บางมาตรา)


ทายาทผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดก ให้ถือว่าเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง เป็นมาตรการที่หน่วยงานทางปกครองด าเนินการเพื่อให้ค าสั่งทางปกครองบรรลุผล การบังคับทางปกครอง (มาตรการของฝ่ายปกครอง หมวด 2/1) หลักการ ส าคัญ ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองอาจอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ กรณีค าสั่งให้ช าระเงิน ต้องมีหนังสือเตือนก่อนยึด อายัดทรัพย์สินขายทอดตลาด ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองที่ก าหนดให้ช าระเงินให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับ ทางปกครองเพื่อด าเนินการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินต่อไป อายุความ : ให้ด าเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายในสิบปีนับแต่วันที่ค าสั่งทางปกครอง ที่ก าหนดให้ช าระเงินเป็นที่สุด กรณีหน่วยงานของรัฐไม่มีเจ้าหน้าที่ด าเนินการสืบหาทรัพย์สิน และหากจ านวนเงินที่ต้องช าระมี มูลค่าตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป อาจมอบหมายให้เอกชนสืบหาทรัพย์สินแทนได้ ไม่ให้ใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามค าสั่งทางปกครองที่ก าหนดให้ช าระเงินหรือให้กระท า หรือละเว้นกระท าในกรณีที่ได้ฟ้องคดีต่อศาลและศาลได้มีค าพิพากษาให้ช าระเงินหรือให้กระท า หรือละเว้นกระท าแล้ว 1 2 3 4 5 7 6 184


ระยะเวลาและอายุความ (มาตรา 64– มาตรา 67) การนับระยะเวลา ระยะเวลาสิ้นสุด การขยายระยะเวลาที่ก าหนดไว้ในค าสั่ง อายุความสะดุดหยุดอยู่ 185


ไม่ให้นับวันแรกรวมด้วย เว้นแต่จะได้เริ่มการในวันนั้น หรือ เจ้าหน้าที่ก าหนดเป็นอย่างอื่น การนับระยะเวลา มาตรา 64 ระยะเวลาสิ้นสุด มาตาร 64 กรณี จนท. ต้องกระท าการใด ภายในระยะเวลา ให้นับวันสิ้นสุดของระยะเวลารวมด้วย แม้วันสุดท้ายเป็นวันหยุดท างานของ จนท. กรณีบุคคลใดต้องกระท าการ ใดภายในระยะเวลา ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดของ จนท. หรือวันหยุดตามประเพณีของผู้รับค าสั่งให้ถือ วันสิ้นสุดในวันท างานที่ถัดจากวันหยุด เว้นแต่ กฎหมาย/ค าสั่งจะก าหนดอย่างอื่น การขยายระยะเวลา ที่ก าหนดไว้ในค าสั่ง ถ้าระยะเวลาที่ก าหนดไว้ในค าสั่งของ จนท. สิ้นสุดลงแล้ว จนท.อาจขยายโดยก าหนดให้มีผล ย้อนหลังได้ ถ้าการสิ้นสุดตามระยะเวลาเดิมจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ผู้ใดไม่อาจกระท าภายระยะเวลาที่ก าหนดไว้ในกฎหมายได้เพราะ (1) มีพฤติการณ์ที่จ าเป็นอันมิได้เกิดจากความผิดของผู้นั้น (2) ผู้นั้นมีค าขอ ภายใน 15 วัน นับแต่พฤติการณ์นั้นสิ้นสุดลง (3) จนท.อาจขยายระยะเวลาและด าเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ก็ได้ เมื่อมีการอุทธรณ์/ยื่นค าขอต่อ คกก.วินิจฉัยข้อพิพาท/ครท. เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ จนกว่าการพิจารณาจะถึงที่สุด/เสร็จโดยประการอื่น แต่ถ้าถอน/ทิ้งค าขอ ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดอยู่เลย อายุความสะดุดหยุดอยู่ ม.65 ม.66 ม. 67 186


ซักถามปัญหา


Click to View FlipBook Version