The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การใช้คำว่า บังคับกับ และ บังคับแก่ ในกฎหมาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-09 03:29:54

การใช้คำว่า บังคับกับ และ บังคับแก่ ในกฎหมาย

การใช้คำว่า บังคับกับ และ บังคับแก่ ในกฎหมาย

การใช้คำว่า “บังคบั กับ” และ “บงั คับแก่” ในกฎหมาย

ในการร่างกฎหมายนอกจากจะต้องพิจารณาว่า สาระสำคัญเนื้อหาของกฎหมายถูกต้องตามหลกั
กฎหมายแล้วหรือไม่ การร่างกฎหมายก็ยงั ต้องเขียนให้ถูกต้องและสอดคล้องตามหลักภาษาไทย ทัง้ นี้ มีประเด็นที่
ผู้ร่างกฎหมายมักจะถูกซักถาม โดยเฉพาะในชั้นการพิจารณาของสภา คือ ควรเลือกใช้คำใดระหว่างคำว่า
“บังคับกับ” และ “บงั คับแก”่ เม่ือพิจารณาจากหลักภาษาไทยแลว้ ปรากฏขอ้ พจิ ารณาดังตอ่ ไปน้ี

๑. ความหมายของคำวา่ “กบั ” และ “แก่”
การพิจารณาว่าควรเลือกใช้คำใดระหว่าง “บังคับกับ” กับ “บังคับแก่” นั้น ควรต้องพิจารณา

ความหมายทั่วไปของคำเสียก่อน โดยควรต้องพิจารณาความหมายตามหลักภาษาไทยท่ีอธิบายไว้ในพจนานุกรม
ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน

๑.๑ ความหมายของ “แก”่
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า“แก่” ที่ใช้เป็นคำบุรพบท ใช้นำหน้านามฝ่าย

รับ เชน่ ให้เงินแกเ่ ดก็
ตวั อย่างการใช้ในกฎหมาย

พระราชบญั ญัติการขนสง่ ต่อเน่อื งหลายรปู แบบ พ.ศ. ๒๕๔๘
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญตั ิน้ี

ฯลฯ ฯลฯ
“ใบตราส่งต่อเนื่อง” หมายความว่า เอกสารท่ีผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องออกให้แก่ผู้ตราส่ง
เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยมีสาระสำคัญแสดงว่าผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง
ได้รับมอบของตามที่ระบุในใบตราส่งต่อเนื่องและผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้ แก่
ผรู้ ับตราสง่ หรอื บุคคลผู้มสี ทิ ธริ ับของตามมาตรา ๒๒ น้นั

ฯลฯ ฯลฯ
“ส่งมอบของ” หมายความว่า ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปน้ี
(ก) มอบของให้แก่ผู้รบั ตราสง่
(ข) นำของไปไว้ในเงื้อมมือของผู้รับตราส่งตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือตาม
กฎหมายหรือประเพณที างการค้าท่ีถือปฏิบตั กิ นั อยู่ ณ สถานท่ีสง่ มอบแลว้ หรือ
(ค) มอบของให้แก่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ สถานที่ส่ง
มอบกำหนดใหผ้ ปู้ ระกอบการขนส่งตอ่ เนื่องต้องสง่ มอบของให้

ฯลฯ ฯลฯ



มาตรา ๗ สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ คือ สัญญาซึ่งผู้ตราส่ง ตกลงให้ผู้ประกอบการ
ขนส่งต่อเนื่อง ดำเนินการหรือจัดให้มีการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและผู้ตราส่งตกลงที่จะชำระค่าระวางให้ แก่
ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนอ่ื ง

๑.๒ การใช้คำวา่ “กบั ”
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำวา่ “กับ” เป็นคำทใี่ ชใ้ นไวยากรณ์ เป็นคำท่ีเชื่อม

คำหรอื ความเขา้ ด้วยกนั มีความหมายว่า รวมกนั เชน่ ฟ้ากบั ดิน กินกบั นอน หรอื มคี วามหมายท่ีเก่ียวข้อง โดย
เน้นกิริยาน้ันใหช้ ัดเจนข้ึน เปน็ ต้นวา่ คำหนึง่ บอกเครื่องมือท่ีกระทำ เช่น ไดย้ ินมากบั หู หรือบอกสถานที่ เช่น นั่ง
กับพื้น หรือเป็นผู้ถกู กระทำ เช่น เขารา้ ยกบั ฉัน อยา่ งไรก็ตาม พจนานกุ รมไมไ่ ด้ระบุวา่ “กับ” เปน็ คำชนดิ ใด

โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน ได้ชี้แจงว่า ชนิดของคำว่า “กับ” จะขึ้นอยู่กับ
บริบทในประโยค เช่น ในประโยค “พ่อกับแม่ไปเที่ยว” “กับ” ในกรณีนี้จะทำหน้าที่เป็นคำสันธาน แต่ในประโยค
“กินข้าวกบั มอื ” “กบั ” ในประโยคนจ้ี ะทำหนา้ ทเี่ ปน็ คำบุรพบท

ตวั อย่างการใชใ้ นกฎหมาย
พระราชบัญญัติการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ
ข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ พ.ศ. ๒๕๕๗
มาตรา ๑๓ ผู้รับบำนาญตามมาตรา ๔ (๒) ซึ่งได้แสดงความประสงค์ตามมาตรา ๖ ต้องคืนเงิน
สมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าวที่กองทุนคำนวณให้ในวันปิดบัญชีเงิน
รายบุคคลของผู้รับบำนาญนั้น และเงินบำนาญที่ได้รับหรือพึงได้รับตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติกองทุน
บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ตั้งแต่วันออกจาก
ราชการจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้แก่ส่วนราชการ โดยวิธีการหักกลบลบกัน กับ
เงินบำนาญที่พึงได้รับตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ตั้งแต่วันออก
จากราชการจนถงึ วันท่ี ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘

ฯลฯ ฯลฯ

พระราชบัญญัตกิ ารรบั ขนของทางถนนระหวา่ งประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๖
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญตั นิ ี้
“ผู้ขนส่ง” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบธุรกิจการรับขนของทางถนนเพ่ือ
คา่ ระวางโดยทำสญั ญารับขนของทางถนนระหว่างประเทศกับผสู้ ่ง
“ผู้ขนส่งช่วง” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ขนของตามสัญญารับขน
ของทางถนนระหว่างประเทศ แม้เพียงช่วงระยะทางช่วงใดช่วงหนึ่งและให้หมายความรวมถึงลูกจ้างตัวแทนของผู้
ขนสง่ ชว่ ง และบคุ คลอื่นซง่ึ ผขู้ นสง่ ช่วงได้มอบหมายช่วงต่อไปให้ทำการรับขนของนน้ั ด้วย ไมว่ า่ จะมีการมอบหมาย
ช่วงกนั ไปกีท่ อดก็ตาม
“ผู้ส่ง” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งในสัญญารับขนของทางถนนระหว่าง
ประเทศ

ฯลฯ ฯลฯ



๒. การเลอื กใช้ถอ้ ยคำระหว่าง “ใช้บงั คับกบั ” กบั “ใช้บังคบั แก”่
ปัจจุบันมีการใช้ถ้อยคำทั้ง “ใช้บังคับกับ” กับ “ใช้บังคับแก่” ในกฎหมายหลายฉบับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีตำราหลักภาษาไทยเล่มใดได้กำหนดชัดเจนว่าควรใช้คำใด ในการนี้ จึงได้รวบรวมข้อมูลที่
เก่ยี วขอ้ งในประเด็นดงั กล่าว ดงั นี้

๒.๑ การใชถ้ อ้ ยคำตามกฎหมายปัจจุบัน
ปัจจุบนั ในกฎหมายหลายฉบับกม็ ีการใช้ทง้ั “ใชบ้ งั คบั กบั ” และ “ใชบ้ ังคบั แก่” ดงั น้ี

(๑) ตัวอยา่ งการใช้ “ใช้บังคบั แก”่ ในกฎหมาย

พระราชบัญญัตกิ องทนุ พัฒนาระบบสถาบนั การเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๑๒ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการ
อยา่ งหน่งึ อย่างใดตามทีค่ ณะกรรมการมอบหมายได้
ใ ห ้ น ำ ค ว า ม ใ นม า ตร า ๑ ๐ ม า ใ ช ้ บ ั ง ค ั บ แ ก่ ก า ร ป ร ะ ช ุ ม ข อ ง ค ณ ะ อ น ุ ก ร ร ม การ
โดยอนโุ ลม

พระราชบัญญัตกิ ารกีฬาแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๓๒ ให้นำมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับแก่คณะกรรมการกีฬาจังหวัดโดย
อนโุ ลม

พระราชบญั ญัติกองทนุ ฟนื้ ฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒๐ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรประกอบด้วย ประธาน
กรรมการและกรรมการซึง่ คณะกรรมการแต่งตั้งมีจำนวนรวมกันเจ็ดคน โดยให้แต่งตั้งจากบคุ คลในคณะกรรมการ
จำนวนสามคนซึ่งในจำนวนนี้จะต้องเป็นผู้แทนเกษตรกรจำนวนสองคน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความ
เชี่ยวชาญมีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทางสาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาการบริหารการเงินหรือการธนาคาร
และสาขาเกษตรศาสตร์ สาขาละหนงึ่ คนเป็นกรรมการ และให้เลขาธกิ ารเปน็ กรรมการและเลขานุการ
ใหค้ ณะกรรมการบริหารเลอื กกรรมการด้วยกนั เป็นประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ
ให้นำมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับแก่คณะกรรมการบริหารด้วย
โดยอนโุ ลม



พระราชบัญญัติการชมุ นุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตนิ ้ไี ม่ใชบ้ ังคับแก่การชุมนุมสาธารณะ ดังต่อไปน้ี

ฯลฯ ฯลฯ
มาตรา ๙ หน่วยงานของรัฐอาจจัดใหม้ สี ถานทเ่ี พ่ือใชส้ ำหรบั การชุมนุมสาธารณะก็ได้
การจดั ใหม้ ีสถานท่ีเพื่อการชุมนุมสาธารณะตามมาตราน้ไี ม่กระทบต่อเสรภี าพของประชาชนที่จะ
จัดการชมุ นุมสาธารณะในที่สาธารณะอื่น
มิให้นำความในหมวด ๒ การแจ้งการชุมนุมสาธารณะ มาใช้บังคับแก่การชุมนุมสาธารณะที่จัด
ขน้ึ ภายในสถานทตี่ ามวรรคหนึง่
มาตรา ๑๒ ให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะซึ่งไม่สามารถแจ้งการชุมนุมได้ภายใน
กำหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ แจ้งการชุมนุมพร้อมคำขอผ่อนผันกำหนดเวลาดังกล่าวต่อผู้บังคับการตำรวจ
ผู้รับผิดชอบพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร หรือผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในจังหวัดอื่นแล้วแต่กรณีก่อนเริ่มการ
ชุมนมุ
ใหน้ ำความในมาตรา ๑๐ วรรคสาม มาใชบ้ งั คบั แก่การแจ้งตามวรรคหน่งึ โดยอนโุ ลม
ใหผ้ ้รู บั คำขอผ่อนผันตามวรรคหน่ึงมหี นงั สือแจ้งคำสัง่ พร้อมด้วยเหตผุ ลใหผ้ ยู้ ่ืนคำขอทราบภายใน
เวลายี่สบิ สช่ี ่วั โมงนบั แต่เวลาทไี่ ด้รบั คำขอ
มาตรา ๒๔ เมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุม หากมี
ผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ควบคุมหรือเข้าไปในพื้นที่ควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานดูแล
การชุมนมุ สาธารณะให้ถือวา่ ผ้นู ้นั กระทำความผิดซึ่งหน้า และให้ผู้ควบคมุ สถานการณ์และผู้ซึง่ ไดร้ บั มอบหมายจาก
ผู้ควบคุมสถานการณ์ดำเนินการให้มีการเลิกการชุมนมุ สาธารณะตามคำสั่งศาล โดยให้ผู้ควบคุมสถานการณ์และผู้
ซึ่งไดร้ ับมอบหมายจากผู้ควบคุมสถานการณม์ ีอำนาจ ดงั ตอ่ ไปน้ี

ฯลฯ ฯลฯ
ให้นำความในมาตรา ๑๙ วรรคเจ็ด มา ใช้บังคับแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหน่ึง
โดยอนุโลม

พระราชบัญญัตกิ ารถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๗
มาตรา ๕ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่หน่วยงานของรฐั ทั้งปวงเพื่อการถวายความปลอดภัย
ไม่วา่ หน่วยงานนั้นจะมกี ฎหมายกำหนดอำนาจหน้าท่ใี นการถวายความปลอดภยั ไวเ้ ป็นการเฉพาะหรือไม่ก็ตาม เวน้
แตห่ น่วยบัญชาการถวายความปลอดภยั รกั ษาพระองค์
ใ ห ้ ถ ื อ ว ่ า ก า ร ด ำ เ น ิ น ก า ร เ พ ื ่ อ ก า ร ถ ว า ย ค ว า ม ป ล อ ด ภ ั ย ต า ม พ ร ะ ร า ช บ ั ญ ญ ั ต ิ น ี ้ เ ป็ น
การดำเนนิ การตามมาตรา ๔ (๗) แห่งพระราชบญั ญตั วิ ิธีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๑๐ คณะกรรมการมอี ำนาจหนา้ ที่ ดังตอ่ ไปน้ี

ฯลฯ ฯลฯ
ให้นำบทบญั ญัติว่าดว้ ยคณะกรรมการท่ีมีอำนาจดำเนินการพจิ ารณาทางปกครองตามกฎหมายว่า
ดว้ ยวธิ ีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครองมาใชบ้ งั คบั แก่การประชมุ ของคณะกรรมการ และคณะอนกุ รรมการโดยอนุโลม



พระราชบัญญัติการทางพเิ ศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๔๒ ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกมาใช้บังคับแก่การจราจรในทางพิเศษโดย
อนุโลม และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษแก่การจราจร
ในทางพิเศษ ใหร้ ฐั มนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรการเก่ยี วกบั การควบคุมการจราจรในทางพเิ ศษได้

(๒) ตวั อย่างการใช้ “ใช้บังคบั กับ” ในกฎหมาย

พระราชบญั ญัตกิ องทนุ พฒั นาสื่อปลอดภยั และสรา้ งสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๓๔ ให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนจำนวนเจ็ดคน
ประกอบดว้ ยประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน ซ่งึ คณะรฐั มนตรีแต่งต้ังจากผู้ซ่ึงมีความรู้
ความสามารถ และประสบการณด์ ้านการเงนิ ด้านสื่อสารมวลชน ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกฎหมาย และด้านการ
ประเมนิ ผล โดยในจำนวนนต้ี อ้ งเป็นผ้มู ีความเช่ยี วชาญด้านการประเมนิ ผลจำนวนสองคน
ให้คณะกรรมการประเมนิ ผลแต่งตง้ั บุคคลท่เี หน็ สมควรเปน็ เลขานกุ าร
ให้นำมาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับกับกรรมการ
ประเมนิ ผลและการประชุมของคณะกรรมการประเมนิ ผลโดยอนุโลม
มาตรา ๓๖ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการประเมินผลอาจแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการเพื่อพจิ ารณาและเสนอความเหน็ ในเรื่องหน่ึงเรื่องใดหรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอยา่ ง
ใดไดต้ ามทเี่ ห็นสมควร
ให้นำมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการตาม
วรรคหนึง่ โดยอนโุ ลม

พระราชบญั ญัตกิ องทุนยตุ ิธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๒๓ ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๙
มาใช้บังคับกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของ
คณะอนกุ รรมการใหค้ วามชว่ ยเหลือและคณะอนุกรรมการให้ความชว่ ยเหลอื ประจำจังหวัดโดยอนโุ ลม

พระราชบัญญัตกิ ารกีฬาแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๑๑๐ ผมู้ ีหนา้ ท่สี ง่ เงินบำรุงกองทนุ ตามมาตรา ๓๗ ผูใ้ ดไมส่ ่งเงนิ บำรุงกองทนุ หรือส่งเงิน
บำรุงกองทนุ ไมค่ รบตามจำนวนทต่ี ้องส่ง ต้องระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ หนึ่งปหี รือปรบั ตั้งแต่ห้าเท่าถงึ ย่ีสิบเท่าของเงิน
บำรุงกองทนุ ท่ีจะตอ้ งนำสง่ หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิ บดีกรม
สรรพสามิตมีอำนาจเปรียบเทยี บได้ ทั้งนี้ ใหน้ ำบทบญั ญัตเิ กย่ี วกับการเปรียบเทียบคดีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและ
กฎหมายว่าด้วยยาสบู มาใชบ้ งั คบั กับการเปรียบเทยี บคดตี ามพระราชบัญญตั นิ ี้โดยอนโุ ลม



พระราชบญั ญัติกองทนุ หมบู่ ้านและชมุ ชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๓๑ เมื่อได้มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ให้
ถือว่าการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่จัดตั้งขึ้น
ตามพระราชกฤษฎกี าจัดตง้ั กองทุนหมูบ่ ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๔ เสรจ็ ส้ินลงแล้ว
และให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวดำเนินการตามมาตรา ๔๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ
องค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยประกาศยุติการดำเนินการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
(องคก์ ารมหาชน) ในราชกจิ จานุเบกษา

ฯลฯ ฯลฯ
ให้นำบรรดาประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบสำนัก
นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาใช้บังคับกับการ
จัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลมจนกว่าจะได้มีประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ
คำสง่ั ของคณะกรรมการท่ีออกตามพระราชบญั ญตั นิ ้ีกำหนดเป็นอยา่ งอื่น

พระราชบญั ญัตกิ ารจดั การศึกษาสำหรับคนพกิ าร พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๒๖ ให้นำบทบัญญัตมิ าตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๖ มาใชบ้ งั คับกับ
การดำรงตำแหนง่ การพน้ จากตำแหน่ง การแตง่ ต้ังกรรมการแทนตำแหนง่ ที่วา่ ง และการประชุมของคณะกรรมการ
บรหิ ารกองทนุ โดยอนุโลม

๒.๒. การพิจารณาตามหลักภาษาไทย
กรณกี ารเลือกใช้ถ้อยคำว่า “ใชบ้ งั คับกับ” และ “ใชบ้ งั คับแก่” ในการร่างกฎหมาย น้นั เห็นว่า

ตามหลักการใช้ภาษาไทย “กับ” เป็นคำที่ใช้ในไวยากรณ์ โดยใช้เชื่อมคำหรือความเข้าด้วยกัน ส่วนคำว่า “แก่”
เปน็ คำบรุ พบท ใชน้ ำหน้านามฝา่ ยรบั จึงเห็นควรให้เลือกใชถ้ ้อยคำวา่ “ใชบ้ งั คับแก”่

๒.๓ ตำราและเอกสารหลักภาษาไทยในอดีต
ตำราและเอกสารที่เกี่ยวกับหลักภาษาไทยที่อธิบายการใช้คำ “กับ” “แก่” ที่สำคัญและ

ได้รับการยอมรับ ได้แก่ (๑) มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาล
การันต์ และ (๒) ประกาศให้ใช้คำ กับ, แก่, แด่, ต่อ, ใน, ยัง, ในที่ควร (ประกาศ ณ วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๕
คำ่ ปีมะแม เอกศก)

(๑) หนังสือชุดมูลบทบรรพกิจอันประกอบด้วยหนังสือ มูลบทบรรพกิจ
วาหนติ ์นิ กิ ร อักษรประโยค สงั โยคพธิ าน ไวพจน์พจิ ารณ์ และพิศาลการันต์

พระยาศรสี ุนทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร) ได้ประพันธ์มูลบทบรรพกิจฯ ขึน้ เพื่อใช้เป็น
แบบเรียนภาษาไทยของกุลบุตรที่ศึกษาในโรงเรียนหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยมลู บทบรรพกจิ ส่วน “อกั ษรประโยค” ได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้คำว่า สำหรบั การใช้คำว่า “กับ” และ “แก่”
ดังนี้



- การใชค้ ำว่า “กบั ” ให้ใชใ้ นกรณีดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) คนอยูด่ ว้ ยกัน (๒๐) สมคบกนั (๓๙) ใกล้กัน
(๒) ไปด้วยกนั (๒๑) พบปะกนั (๔๐) เคยี งกนั
(๓) มาด้วยกนั (๒๒) รว่ มกัน (๔๑) ต่อกนั
(๔) น่งั นอนดว้ ยกัน (๒๓) ชว่ ยกัน (๔๒) รวมกนั
(๕) ทำดว้ ยกนั (๒๔) พร้อมกัน (๔๓) แข่งกัน
(๖) กนิ ดว้ ยกนั (๒๕) สร้างด้วยกนั (๔๔) แยง่ ชงิ กนั
(๗) เลน่ ด้วยกัน (๒๖) ผกู พนั กัน (๔๕) สมทบกนั
(๘) พูดกนั (๒๗) รอ้ ยด้วยกนั (๔๖) ประจวบกัน
(๙) เจรจากนั (๒๘) คู่กัน (๔๗) โดนกัน
(๑๐) ปฤกษากนั (๒๙) สำหรบั กนั (๔๘) คล้องจองกัน
(๑๑) คดิ อ่านกนั (๓๐) ตรงกัน (๔๙) ถูกต้องกนั
(๑๒) ดเู หมือนกัน (๓๑) ตอ้ งกัน (๕๐) ผสมกนั
(๑๓) คล้ายกัน (๓๒) ตดิ เนอื่ งกนั (๕๑) คละกนั
(๑๔) อย่างเดียวกัน (๓๓) ตลอดถึงกัน (๕๒) เจอื ปนกนั
(๑๕) เรอื่ งเดยี วกัน (๓๔) เพ่ือนกนั (๕๓) บวกเข้าด้วยกัน
(๑๖) ชอบกนั (๓๕) นับถอื กัน (๕๔) คราวเดียวกนั
(๑๗) ววิ าทกนั (๓๖) เป็นไมตรีกัน (๕๕) เสมอกัน
(๑๘) ชกตีกนั (๓๗) ชิดกัน (๕๖) เท่ากนั
(๑๙) รักใคร่กัน (๓๘) ซำ้ กนั (๓๕) ข้ึน
(๓๖) ทำคณุ
- การใช้คำว่า “แก่” ใหใ้ ชใ้ นกรณีดงั ต่อไปนี้ (๓๗) ทำโทษ
(๑) ให้ (๑๘) ไวใ้ จ (๓๘) ลงโทษ
(๒) สง่ ให้ (๑๙) ปลงใจ (๓๙) ทำร้าย
(๓) ยอมให้ (๒๐) ไวค้ วาม (๔๐) ทำอะไร ๆ
(๔) แจกให้ (๒๑) แจง้ ความ (๔๑) แจกจา่ ย
(๕) บอกให้ (๒๒) ชแี้ จง (๔๒) แบง่ ปนั
(๖) บอกเล่า (๒๓) แพค้ วาม (๔๓) ปรับไหม
(๗) เสยี เงนิ ให้ (๒๔) แพ้รู้ (๔๔) เอน็ ดู
(๘) ตดั สินให้ (๒๕) บอกไป (๔๕) เป็นสทิ ธ์ิ
(๙) แบง่ ให้ (๒๖) เสียของไป (๔๖) ลมุ่ หลง
(๑๐) ให้ถ้อยคำ (๒๗) เสยี ที (๔๗) ทอดเท
(๑๑) ใหก้ าร (๒๘) เสียกล (๔๘) ทบั ถม
(๑๒) มอบไว้ (๒๙) เสียอะไร ๆ (๔๙) ฆา่ ศึก
(๑๓) ขายไว้ (๓๐) ควร (๕๐) สงเคราะห์
(๑๔) จำนำไว้ (๓๑) สมควร (๕๑) อนเุ คราะห์
(๑๕) อายัดไว้ (๓๒) ว่า
(๑๖) ฝากไว้ (๓๓) ต่อวา่
(๑๗) ไว้ธรุ ะ (๓๔) ตอบ



(๒) ประกาศให้ใช้คำ กับ, แก่, แด่, ต่อ, ใน, ยัง, ในที่ควร ณ วันพฤหัสบดี
เดือนย่ี แรม ๕ ค่ำ ปมี ะแม เอกศก

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้
ฯ ให้ประกาศหลกั เกณฑเ์ กีย่ วกับการใช้ “กบั ” “แก่” “แด”่ “แต่” “ตอ่ ” “ใน”“ยัง” โดยมีหลักเกณฑ์การใช้คำว่า
“กับ” และ “แก่” ดงั น้ี

- การใช้คำว่า “กบั ” ใหใ้ ช้ในกรณคี นสองคนสามคนขึน้ ไปทำกิรยิ าเหมอื นกนั เชน่
(๑) ใช้วา่ กับ
(๒) ผัวนอนกบั เมีย
(๓) ผัวอยกู่ บั เมีย
(๔) นายไปกบั บ่าว
(๕) คนหน่ึงนั่งพูดเลน่ กับคนหนงึ่
(๖) นายปรึกษากบั บา่ ว
(๗) บุตรรว่ มสุขรว่ มทุกขก์ ับบิดามารดา
(๘) ลูกค้าซ้ือขายกับชาวบ้าน
(๙) ขุนนางเจรจากับแขกเมอื ง
(๑๐) ละครเล่นกบั ตลกคนหนึ่ง
(๑๑) ววิ าทกับเพ่ือนบ้าน
(๑๒) ผู้รา้ ยตรี ันกันกับเจา้ เรือน
(๑๓) คนโทษไปกบั ผ้คู มุ
อนึ่ง ถ้าเป็นของที่ไปด้วย มาด้วย อยู่ด้วย ได้มาด้วย เสียไป หายไปด้วยกัน ก็ใช้ “กับ” ได้
เช่น
(๑) คนไปกับย่ามของตัว ไปกับดาบแลปืนของตัว
(๒) คนมากบั หาบสงิ่ ของ
(๓) คนแก่มากับไม้เท้า
(๔) คนมากับช้าง กบั มา้ กบั โค กบั กระบอื
(๕) คนอย่กู ับหีบผ้า
(๖) ทองเก็บไว้กบั เงนิ
(๗) ผา้ กับเสอื้ อยดู่ ้วยกนั
(๘) คนได้มดี มากบั ดา้ ม
(๙) ไดข้ วานมากบั สวิ่
(๑๐) ได้ปืนมากับดนิ ดำ
(๑๑) ได้เกวยี นมากบั ววั
(๑๒) หีบไฟไหม้เสียกับผ้า
(๑๓) เงินหายไปกับถงุ ด้วยกัน



นอกจากน้ี ของกด็ ี สตั ว์ก็ดี คนกด็ ี อยู่ด้วยกนั ไปดว้ ยกนั ทำอะไรดว้ ยกัน ต้องที่จะออกช่ือ
ดว้ ยกนั ก็ใช้ “กบั ” ได้ เช่น

(๑) คือเงนิ กับทอง
(๒) หมอ้ ขา้ วกับเชิงกราน
(๓) บังเหียนกบั มา้
(๔) ตะพดกบั โค
(๕) สายสนตะพายกบั กระบือ
(๖) นกกับกรง
(๗) ทหารกบั ปนื
(๘) คนกับช้าง
(๙) มา้ กบั รถ
(๑๐) โคกับเกวยี น
(๑๑) คนกับร้องเทา้
(๑๒) ช้างกบั ม้า
(๑๓) ลากับอฐู
(๑๔) บุตรกับบดิ า
(๑๕) ขา้ กับเจ้า
(๑๖) เรอื กบั คน
- การใช้คำว่า “แก่” ให้ใชใ้ นกรณี เชน่
(๑) พระราชทานแก่
(๒) ใหแ้ ก่
(๓) บอกแก่
(๔) แจง้ ความแก่
(๕) ทำโทษแก่
(๖) ลงโทษแก่
(๗) แจ้งแก่
(๘) ร้องเรยี กแก่
(๙) ทำคุณแก่
(๑๐) ทำให้แก่
(๑๑) บอกให้แก่
(๑๒) แจกจา่ ยแก่
(๑๓) เสยี ไปแก่
(๑๔) ลงพระราชอาญาแก่
(๑๕) ให้ปรบั ไหมแก่
(๑๖) ได้แก่

๑๐

(๑๗) เสียแก่
(๑๘) ไวแ้ ก่
(๑๙) ไว้ใจแก่
(๒๐) ไวค้ วามแก่
(๒๑) เอ็นดูแก่
(๒๒) เห็นแก่
(๒๓) ให้ถอ้ ยคำแก่
(๒๔) ยอมแก่
(๒๕) โกรธแก่
(๒๖) ไว้ธุระแก่
(๒๗) ให้ศีลให้พรแก่
(๒๘) สมควรแก่
(๒๙) จงมแี ก่
(๓๐) สงสารแก่
(๓๑) อนเุ คราะห์แก่
(๓๒) ขายให้แก่
(๓๓) ใหช้ ่องแก่
แม้วา่ มลู บทบรรพกจิ ฯ และประกาศฯ จะไม่ไดก้ ำหนดว่า “ใชบ้ ังคบั ” จะตอ้ งใช้คู่กบั คำว่า “กับ”
หรอื “แก่” แต่เมือ่ พิจารณาจากถ้อยคำตามตวั อยา่ งแล้ว วเิ คราะหไ์ ดว้ า่ “กับ” เป็นกรณที ี่ใช้กับกรณีท่ีมีคนหรือส่ิง
ใดมาทำกรยิ าเดียวกัน ทำดว้ ยกนั สว่ น “แก่” เป็นกรณที ม่ี ีผกู้ ระทำคนเดียวและมีผตู้ ้องรับผลของการกระทำ ไม่ได้
เปน็ การทำกริยาร่วมกัน
อนึ่ง คำว่า “บังคับ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่เป็นคำกริยา แปลว่า ใช้อำนาจ
สั่งให้ทำหรือให้ปฏิบัติหรือให้จำต้องทำ “บังคับ” จึงมีลักษณะทำนองเดียวกับคำว่า “ทำโทษ” “ลงโทษ” และ
“ลงพระราชอาญา” ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องใช้อำนาจสั่งให้ทำหรือให้ปฏิบัติ ประกอบกับ คำว่า “ทำโทษ” “ลงโทษ”
และ “ลงพระราชอาญา” เป็นคำที่ต้องใช้คู่กับ “แก่” กล่าวอีกนัยหนึ่ง คำบุรพบท “กับ” จะใช้ในกรณีท่ีผู้ท่ีบงั คับ
กับผู้ที่ถูกบังคับมีความสัมพันธ์ไปดว้ ยกันหรอื มีการกระทำร่วมกัน เช่น “ฉันกินข้าวกับช้อน” “ฉัน” ที่เป็นผู้บังคับ
(ผู้กระทำ) จะมีความสัมพันธ์กระทำร่วมกันกับ “ช้อน” แต่หากเป็นกรณีคำบุรพบท “แก่” จะใช้ในกรณีที่ผู้บังคับ
ไมม่ ีความสัมพันธ์กับผ้ถู ูกบังคบั ดงั นนั้ จึงควรใชค้ ำวา่ “ใชบ้ งั คับแก่” มากกวา่ “ใช้บงั คบั กับ”
ดังนั้น ถึงแม้ความหมายของ “ใช้บังคับกับ” และ “ใช้บังคับแก่” จะไม่ได้แตกต่างกัน แต่เพื่อให้การ
ร่างกฎหมายและการชแี้ จงการใช้ถ้อยคำสอดคล้องกับหลักภาษาไทย เมอื่ พจิ ารณาตามหลักภาษาไทยแลว้ ผู้รา่ งกฎหมาย
จึงอาจพจิ ารณาใช้คำวา่ “ใช้บงั คบั แก”่ ในการรา่ งกฎหมายแทนคำวา่ “ใช้บังคบั กับ”

นางสาวพันไมล์ ธาราสุข
นักกฎหมายกฤษฎกี าชำนาญการพิเศษ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา


Click to View FlipBook Version