The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมหลักกฎหมาย จากมติที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาลปกครองสูงสุด principle of law

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2023-04-27 23:52:33

รวมหลักกฎหมาย จากมติที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาลปกครองสูงสุด principle of law

รวมหลักกฎหมาย จากมติที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาลปกครองสูงสุด principle of law

รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๒๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา ตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่แตงตั้งเจาหนาที่ของรัฐรายหนึ่งเปนอนุกรรมการไตสวน ซึ่งเจาหนาที่ของรัฐรายนั้น เคยทำหนาที่เปนผูสอบสวนกรณีที่ผูฟองคดีถูกกลาวหาในฐานะพนักงานสอบสวนในคดีอาญา จึงเปนผูที่รูเห็นเหตุการณเกี่ยวกับเรื่องที่กลาวหามากอน โดยไมไดขอถอนตัวกับคณะอนุกรรมการ ไตสวน แตความเห็นของเจาหนาที่ของรัฐรายนั้นไมปรากฏวาเปนการชี้นำการลงมติของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. แตอยางใด เมื่อเจาหนาที่ของรัฐผูนั้นเปนอนุกรรมการเพียงรายเดียว ที่มีคุณสมบัติตองหามตามกฎหมาย และไมปรากฏวาความเห็นของอนุกรรมการรายดังกลาว มีสวนสำคัญอันเปนการชี้นำการลงมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แตอยางใด ประกอบกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดมีคำสั่งแตงตั้งคณะอนุกรรมการไตสวนคณะใหมจำนวน ๓ คนแลว จึงเห็นวา การที่เจาหนาที่ของรัฐซึ่งมีคุณสมบัติตองหามตามกฎหมาย ทำหนาที่เปนอนุกรรมการ ไตสวนขอเท็จจริงในกรณีนี้ จึงไมถึงขนาดที่จะทำใหการไตสวนขอเท็จจริงทั้งหมดเสียไป เรื่องที่ ๔ กรณีที่วา ผูฟองคดีไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ในฐานะ คณะกรรมการตรวจการจางและผูควบคุมงานโครงการกอสรางปรับปรุงซอมแซมถนนลูกรัง ไดรับคำสั่งใหชดใชคาสินไหมทดแทนแกทางราชการ อันเนื่องจากจงใจกระทำละเมิดเปนเหตุให หนวยงานของรัฐไดรับความเสียหาย กรณีนี้ผูฟองคดีจะตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน ทั้งสองฐานะ หรือรับผิดในฐานะซึ่งตองชดใชคาเสียหายในจำนวนที่มากกวาเพียงฐานะเดียว ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่ผูฟองคดีซึ่งไดรับ มอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ทั้งในฐานะคณะกรรมการตรวจการจางและผูควบคุมงานโครงการ กอสรางปรับปรุงซอมแซมถนนลูกรัง ไดรับคำสั่งใหชดใชคาสินไหมทดแทนแกทางราชการ อันเนื่องจากจงใจกระทำละเมิดเปนเหตุใหหนวยงานของรัฐไดรับความเสียหาย นั้น เมื่อไมปรากฏ ขอเท็จจริงวาผูฟองคดีไดกระทำการโดยประมาทเลินเลออยางรายแรงอันสมควรรับผิดในฐานะ ซึ่งตองชดใชคาเสียหายในสวนที่มีจำนวนมากกวาเพียงฐานะเดียว ดังนั้น ผูฟองคดีจึงตองรับผิดชดใช คาสินไหมทดแทนใหแกองคการบริหารสวนจังหวัดชัยภูมิในฐานะคณะกรรมการตรวจการจางและ ผูควบคุมงานโครงการดังกลาว _________________________


๒๖ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๗/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา กรณีผูบรรจุเขารับราชการครั้งแรกเปนขาราชการตำรวจ ชั้นพลตำรวจสำรอง ดำรงตำแหนงลูกแถว ในทองที่ใดทองที่หนึ่ง เพื่อใหขาราชการตำรวจผูนั้น เขารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจ (สำนักงานตำรวจแหงชาติในปจจุบัน) ตอมา ขาราชการตำรวจผูนั้นไดรับคำสั่งบรรจุและแตงตั้งใหเปนพลตำรวจสำรองพิเศษ ดำรงตำแหนง ลูกแถว ในทองที่อีกทองที่หนึ่ง และใหทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการในตำแหนงที่ไดรับแตงตั้ง กรณีนี้จะถือวาทองที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก คือ ทองที่ที่ขาราชการตำรวจผูนั้นเขารับ การศึกษาอบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจ หรือทองที่ที่ใหทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ ในตำแหนงที่ไดรับแตงตั้ง ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การที่จะถือวาทองที่ใด เปนทองที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกนั้น จะตองพิจารณาไดวา เปนทองที่ที่มีคำสั่งบรรจุเขารับราชการ และแตงตั้งใหดำรงตำแหนงหนึ่งตำแหนงใดตามที่ทางราชการไดมีการกำหนดตำแหนงไวแลว และจะตองมีการปฏิบัติงานในหนาที่ของตำแหนงนั้นจริงเปนครั้งแรก โดยใหเริ่มทดลองปฏิบัติหนาที่ ราชการในตำแหนงดังกลาวดวย ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา ๕ (๑) แหงพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่บัญญัติวา ชั้นพลตำรวจ ไดแก ... พลตำรวจสำรอง พลตำรวจสำรองพิเศษ ... พลตำรวจสำรอง คือ ผูที่ไดรับการบรรจุเขารับราชการ โดยไดรับการคัดเลือก เขารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจ พลตำรวจสำรองพิเศษ คือ ผูที่ไดรับการบรรจุ เขารับราชการใหทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ... แลว เห็นไดวา ผูที่ไดรับบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสำรอง ดำรงตำแหนงลูกแถว ในทองที่ใดทองที่หนึ่งตามคำสั่ง ของผูบังคับบัญชา มีวัตถุประสงคเพื่อใหขาราชการผูนั้นเขารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของ กรมตำรวจ กอนที่จะไดรับแตงตั้งใหปฏิบัติหนาที่ราชการในภารกิจตางๆ ของกรมตำรวจ กรณีจึง ไมอาจถือไดวา ทองที่ที่ขาราชการผูนั้นไดเขารับการศึกษาอบรมหลักสูตรนักเรียนพลตำรวจ เปนทองที่ ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก เมื่อตอมา ผูบังคับบัญชามีคำสั่งบรรจุและแตงตั้งใหขาราชการผูนั้นเปน พลตำรวจสำรองพิเศษ ดำรงตำแหนงลูกแถว ในทองที่อีกทองที่หนึ่ง และใหทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ ในตำแหนงที่ไดรับแตงตั้ง กรณีจึงเปนการบรรจุและแตงตั้งใหขาราชการผูนั้นปฏิบัติหนาที่ ของขาราชการตำรวจ โดยใหเริ่มทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการในตำแหนง ตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๒๗ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงถือไดวาทองที่ที่ไดรับคำสั่งบรรจุ และแตงตั้ง และใหทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ เปนทองที่ที่ขาราชการผูนั้นเริ่มรับราชการครั้งแรก เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา กรณีที่ขาราชการผูใดนำคดีมาฟองตอศาลปกครองภายหลัง จากที่ศาลลมละลายกลางไดมีคำสั่งพิทักษทรัพยขาราชการผูนั้นเด็ดขาดแลว โดยมีคำขอให ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ และใหชดใชคาเสียหายจากการที่ไมได รับเงินบำเหน็จบำนาญและคาเสียหายจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ โดยที่ไมปรากฏ ขอเท็จจริงวา เจาพนักงานพิทักษทรัพยไดมีคำสั่งหรือไดมีความเห็นชอบใหขาราชการผูนั้น นำคดีมายื่นฟองตอศาล กรณีดังกลาวจะถือวาขาราชการผูนั้นเปนผูมีสิทธิฟองคดีในขอหาที่ ฟองขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหผูถูกฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทน หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่ขาราชการที่ถูกคำสั่ง ลงโทษไลออกจากราชการ นำคดีมาฟองตอศาลปกครองโดยมีคำขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ใหหนวยงานทางปกครองและเจาหนาที่ของรัฐชดใชคาเสียหายจากการที่ขาราชการผูนั้นไมไดรับ เงินบำเหน็จบำนาญและคาเสียหายจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ กรณีดังกลาวถือเปน การฟองรองหรือตอสูคดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพยสินของขาราชการผูนั้นภายหลังจากที่ศาลลมละลายกลาง ไดมีคำสั่งพิทักษทรัพยเด็ดขาดแลว เมื่อขาราชการซึ่งเปนลูกหนี้ในคดีลมละลายตองเขาสู กระบวนการจัดการทรัพยสินของเจาพนักงานพิทักษทรัพย และไมสามารถกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพยสินของตนเองได การจัดการเกี่ยวกับทรัพยสิน รวมถึงการฟองรองหรือตอสูคดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพยสินของขาราชการผูนั้น จึงเปนอำนาจหนาที่ของเจาพนักงานพิทักษทรัพยแตเพียงผูเดียว ตามมาตรา ๒๒ (๓) แหงพระราชบัญญัติลมละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ กรณีจึงถือวาขาราชการผูนั้น มิใชผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได ที่จะมีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ๒. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา กรณีที่ขาราชการไดยื่นหนังสือรองทุกขตอผูมีอำนาจ ตามกฎหมาย เนื่องจากไมไดรับความเปนธรรมจากคำสั่งแตงตั้งขาราชการใหดำรงตำแหนงสูงขึ้น โดยที่ไมปรากฏรายชื่อของตน จึงไดนำคดีมาฟองตอศาลในขณะที่ยังไมไดรับทราบผลการพิจารณา เรื่องรองทุกข และยังไมพนระยะเวลาการพิจารณาเรื่องรองทุกขดังกลาว อยางไรก็ตาม ในระหวางการพิจารณาคดีของศาล ระยะเวลาการพิจารณาเรื่องรองทุกขของผูมีอำนาจ ตามกฎหมายไดลวงพนไปแลว โดยที่ขาราชการผูนั้นยังไมไดรับแจงผลการพิจารณาจาก


๒๘ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ผูมีอำนาจพิจารณาเรื่องรองทุกขกรณีนี้ศาลจะอาศัยเหตุที่ระยะเวลาการพิจารณาเรื่องรองทุกข ไดลวงพนไปแลวในระหวางการพิจารณาคดี เพื่อที่จะมีคำสั่งรับคำฟองนี้ไวพิจารณาไดหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา เมื่อขาราชการผูใดมีหนังสือ รองทุกขและขอความเปนธรรมตอผูมีอำนาจพิจารณาเรื่องรองทุกขตามกฎหมาย อันเปนกรณีที่มีกฎหมาย กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแกไขความเดือดรอนหรือเสียหายเปนการเฉพาะแลว กรณีดังกลาว จึงยังคงอยูในขั้นตอนการพิจารณาเรื่องรองทุกขของผูมีอำนาจ โดยที่ขาราชการผูนั้นยังไมไดรับทราบ ผลการพิจารณาเรื่องรองทุกข และยังไมพนระยะเวลาการพิจารณาของผูมีอำนาจดังกลาว กรณีจึง ถือไมไดวา ในขณะที่ยื่นฟองคดีนี้ ขาราชการผูนั้นไดดำเนินการครบถวนตามขั้นตอนและวิธีการ สำหรับการแกไขความเดือดรอนหรือเสียหายตามที่กฎหมายกำหนด และมิไดมีการสั่งการหรือ มีคำวินิจฉัยเรื่องรองทุกขในเรื่องนี้กอนที่จะฟองคดี ขาราชการผูนั้นจึงไมอาจนำคดีมาฟองตอศาลได ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา ระยะเวลาการยื่นคำรองขอใหศาลบังคับตามคำชี้ขาดของ คณะอนุญาโตตุลาการตามที่มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติใหยื่นคำรองตอศาลภายในกำหนดสามปนับแตวันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได นั้น หากคูพิพาทอีกฝายหนึ่งยื่นคำรองขอใหศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการแลว วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดไดตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว คือวันใด ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา ระยะเวลาในการยื่นคำรอง ขอใหศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติวา เมื่อคูพิพาทฝายใดประสงคจะใหมีการบังคับตามคำชี้ขาด ของคณะอนุญาโตตุลาการ ใหคูพิพาทฝายนั้นยื่นคำรองตอศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลาสามป นับแตวันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได... โดยมิไดบัญญัติวาวันที่ศาลอาจบังคับตามคำชี้ขาดไดคือวันใด แตเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา ๔๓ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ที่บัญญัติวา ศาลมีอำนาจ ทำคำสั่งปฏิเสธไมรับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไมวาคำชี้ขาดนั้นจะไดทำขึ้นใน ประเทศใด ถาผูซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจนไดวา... (๖) คำชี้ขาดยังไมมีผลผูกพัน หรือไดถูก เพิกถอน หรือระงับใชเสีย โดยศาลที่มีเขตอำนาจหรือภายใตกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาด เวนแตในกรณีที่ยังอยูในระหวางการขอใหศาลที่มีเขตอำนาจทำการเพิกถอนหรือระงับใชซึ่งคำชี้ขาด ศาลอาจเลื่อนการพิจารณาคดีที่ขอบังคับตามคำชี้ขาดไปไดตามที่เห็นสมควร และถาคูพิพาท ฝายที่ขอบังคับตามคำชี้ขาดรองขอ ศาลอาจสั่งใหคูพิพาทฝายที่จะถูกบังคับวางประกันที่เหมาะสม กอนก็ได แลว จะเห็นไดวา กรณีที่คูพิพาทฝายที่อาจถูกบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไดยื่นคำรองขอใหศาลเพิกถอนคำชี้ขาด คูพิพาทอีกฝายหนึ่งก็อาจยื่นคำรองขอใหศาลบังคับตาม


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๒๙ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไดในขณะเดียวกัน เพียงแตศาลอาจใชดุลพินิจเลื่อนการพิจารณา คำรองดังกลาวตามที่เห็นสมควรเทานั้น คูพิพาทฝายที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดไดจึงไมจำตองรอให คูพิพาทฝายที่จะถูกบังคับตามคำชี้ขาด ไดรับแจงคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและลวงพน ระยะเวลาในการใชสิทธิขอใหศาลเพิกถอนคำชี้ขาดกอนแตอยางใด ดังนั้น วันที่มีคำชี้ขาดจึงเปน วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได เรื่องที่ ๓ ปญหาที่วา การที่ศาลปกครองชั้นตนมีคำสั่งไมรับคำรองแยง (คำฟองแยง) ของผูคัดคานไวพิจารณา เนื่องจากเปนเรื่องอื่นไมเกี่ยวกับคำรองเดิม (คำฟองเดิม) พอที่จะรวม พิจารณาดวยกันไดตามขอ ๔๔ วรรคสอง แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ คำสั่งดังกลาวของ ศาลปกครองชั้นตนจะถือเปนที่สุดตามขอ ๔๔ วรรคสอง แหงระเบียบดังกลาว และตองหามอุทธรณ ตามขอ ๑๐๐ วรรคหนึ่ง แหงระเบียบเดียวกัน หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่ศาลปกครองชั้นตน มีคำสั่งไมรับคำรองแยง (คำฟองแยง) ของผูคัดคานไวพิจารณา เนื่องจากเปนเรื่องอื่นไมเกี่ยวกับ คำรองเดิม (คำฟองเดิม) พอที่จะรวมพิจารณาดวยกันได คำสั่งของศาลปกครองชั้นตนที่ไมรับ คำฟองแยงไวพิจารณา ถือเปนที่สุดตามขอ ๔๔ วรรคสอง แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ และตองหามอุทธรณ ตามขอ ๑๐๐ วรรคหนึ่ง แหงระเบียบดังกลาว ศาลปกครองชั้นตนจึงตองพิจารณาคำรองอุทธรณคำสั่ง ดังกลาว แลวมีคำสั่งไมรับอุทธรณตามขอ ๑๐๔ วรรคสอง แหงระเบียบเดียวกัน กรณีดังกลาว จึงมิใชเปนกรณีที่ศาลปกครองชั้นตนมีคำสั่งไมรับคำฟองไวพิจารณา ซึ่งพนักงานเจาหนาที่จะตองรีบสง คำรองพรอมดวยคำสั่งของศาลปกครองชั้นตนไปยังศาลปกครองสูงสุดโดยพลัน ตามขอ ๔๙/๑ วรรคสอง แหงระเบียบขางตน _________________________


๓๐ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ประจำเดือนเมษายน ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๙/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๕ ปญหาที่วา การที่นายทะเบียนหุนสวนบริษัทมีคำสั่งรับจดทะเบียนแกไขเพิ่มเติม ที่ตั้งสำนักงานใหญ จำนวนกรรมการ และอำนาจกรรมการที่ลงชื่อผูกพันบริษัท โดยพิจารณา จากหลักฐานอันเปนเท็จ เปนคำสั่งที่ชอบดวยกฎหมายหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การที่กรรมการบริษัทคนหนึ่ง ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานใหญ จำนวนกรรมการ และอำนาจกรรมการที่ลงชื่อ ผูกพันบริษัท โดยอางมติที่ประชุมสามัญผูถือหุนประจำปและยื่นรายงานการประชุมดังกลาวเปนหลักฐาน ประกอบการยื่นคำขอ และนายทะเบียนหุนสวนบริษัทมีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เมื่อขอเท็จจริง เชื่อไดวาไมมีการประชุมสามัญผูถือหุนดังที่กรรมการบริษัทผูนั้นกลาวอางจริง และการจัดทำรายงาน การประชุมดังกลาวเปนการจัดทำรายงานการประชุมอันเปนเท็จ คำสั่งของนายทะเบียนหุนสวนบริษัท ที่รับจดทะเบียนตามคำขอโดยอาศัยหลักฐานอันเปนเท็จนั้น จึงเปนคำสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย ๒. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕ ปญหาที่วา เมื่อผูฟองคดีมีหนังสือรองขอใหหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ ของรัฐปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย แลวตอมาไดรับแจงผลการพิจารณาไมดำเนินการภายในเกาสิบวัน นับแตวันที่ผูฟองคดีมีหนังสือรองขอ แตผูฟองคดีเห็นวาการแจงผลการพิจารณาดังกลาวเปนคำชี้แจง ที่ไมมีเหตุผล กรณีนี้ระยะเวลาการฟองคดีเกาสิบวันตามมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเริ่มนับตั้งแตเมื่อใด นับแตวันที่ผูฟองคดี ไดรับแจงผลการพิจารณาแตเห็นวาเปนคำชี้แจงที่ไมมีเหตุผล หรือนับแตวันที่ครบกำหนดเกาสิบวัน นับแตวันที่ผูฟองคดีมีหนังสือรองขอตอหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐดังกลาว ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การนับระยะเวลาการฟองคดี ตามมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีที่ผูฟองคดีมีหนังสือรองขอใหหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติหนาที่ตาม กฎหมาย แลวตอมาหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐมีหนังสือชี้แจงแจงตอผูฟองคดี ภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ผูฟองคดีมีหนังสือรองขอ แตผูฟองคดีเห็นวาเปนคำชี้แจงที่ไมมีเหตุผล กรณีนี้ระยะเวลาการฟองคดีจะเริ่มนับแตวันที่ผูฟองคดีไดรับแจงหนังสือชี้แจงดังกลาว


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๓๑ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ปญหาที่วา กรณีที่เจาหนาที่ของกรมที่ดินออกโฉนดที่ดินใหแกบุคคลภายนอก เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งในภายหลังผูฟองคดีไดซื้อที่ดินแปลงดังกลาว ตอมา อธิบดีกรมที่ดิน ไดมีคำสั่งใหเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกลาวในป พ.ศ. ๒๕๕๔ เนื่องจากโฉนดที่ดินนั้นออกโดยไมชอบ ดวยกฎหมาย ผูฟองคดีจึงนำคดีมาฟองตอศาลขอใหมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหกรมที่ดินชดใช คาสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจาหนาที่ของกรมที่ดิน กรณีนี้จะถือวาการกระทำ ของเจาหนาที่ของกรมที่ดินที่ไดกระทำโดยประมาทเลินเลอในการออกโฉนดที่ดินฉบับนี้โดยไมชอบ ดวยกฎหมาย เปนการกระทำละเมิดตอผูฟองคดีหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การที่เจาหนาที่ของกรมที่ดิน ออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทเมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยใชหลักฐาน ส.ค. ๑ ซึ่งไดใชในการออกโฉนดที่ดิน แปลงอื่นไปกอนแลว จึงเปนกรณีที่โฉนดที่ดินแปลงพิพาทออกโดยใชหลักฐาน ส.ค. ๑ ซ้ำกับโฉนดที่ดิน แปลงอื่น และยังปรากฏดวยวา ตำแหนงที่ดินตามโฉนดที่ดินแปลงพิพาทไดทับซอนกับที่ดินของ บุคคลอื่นตาม ส.ค. ๑ อีกฉบับหนึ่งซึ่งในภายหลังไดออกเปนโฉนดที่ดินแลว พฤติการณดังกลาวถือวา เจาหนาที่ของกรมที่ดินปฏิบัติหนาที่ในการออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทดวยความประมาทเลินเลอ ทำใหผูฟองคดีซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทไดรับความเสียหาย อันเปนการกระทำละเมิด ตอผูฟองคดีตามมาตรา ๔๒๐ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย กรมที่ดินในฐานะหนวยงาน ตนสังกัดของเจาหนาที่ผูนั้น จึงตองรับผิดตอผูฟองคดีตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ 2. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา ขอพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการตามโครงการที่ออกตาม พระราชกำหนดใหอำนาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อแกไขปญหา เยียวยา และฟนฟูเศรษฐกิจ และสังคม ที่ไดรับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ เปนคดีพิพาทที่อยูในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา โดยที่มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชกำหนดใหอำนาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อแกไขปญหา เยียวยา และฟนฟูเศรษฐกิจ


๓๒ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด และสังคม ที่ไดรับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ บัญญัติให คณะกรรมการกลั่นกรองการใชจายเงินกูมีหนาที่และอำนาจในการกำหนดวงเงินสำหรับรายการ เงินสำรองจายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไวในบัญชีทายพระราชกำหนดนี้ ซึ่งรวมถึงแผนงาน หรือโครงการเพื่อชวยเหลือ เยียวยา และชดเชย ใหแกประชาชน เกษตรกร และผูประกอบการซึ่งไดรับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพื่อจัดเตรียมไวเปนคาใชจายสำหรับ การแกไขปญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการตามความจำเปนและเหมาะสม โดยผูมีอำนาจอนุมัติ กำหนดจำนวนเงินชวยเหลือ เยียวยา และชดเชย ใหแกประชาชน คือ คณะรัฐมนตรี ซึ่งหาก การกำหนดจำนวนเงินชวยเหลือ เยียวยา และชดเชยดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย ผูที่จะตอง รับผิดชอบในการจายเงินดังกลาวเพิ่มขึ้น คือ หนวยงานทางปกครองที่มีหนาที่รับผิดชอบ เมื่อมี การกำหนดเงินชวยเหลือ เยียวยา และชดเชยใหแกบุคคลหลายกลุม โดยแตละกลุมมีสิทธิไดรับเงิน ตามจำนวนเงินที่แตกตางกัน กรณีจึงเปนการกำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจาย ตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไวในบัญชีทายพระราชกำหนดนี้ โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชกำหนดดังกลาว ซึ่งเปนการใชอำนาจทางปกครอง ตามกฎหมาย ดังนั้น ขอพิพาทเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงคเพื่อชวยเหลือ เยียวยา และชดเชยใหกับภาคประชาชน เกษตรกร และผูประกอบการที่ไดรับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ จึงเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอยางอื่นของหนวยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากการใชอำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา กรณีที่เจาหนาที่กระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐและ หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาที่ไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิด อายุความใชสิทธิเรียกรองหนึ่งปตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จะตองเริ่มนับตั้งแตเมื่อใด ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่เจาหนาที่กระทำละเมิด ในการปฏิบัติหนาที่ตอหนวยงานของรัฐและหนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาที่ไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเห็นวาเจาหนาที่ตองรับผิด เมื่อหนวยงานของรัฐไดรับแจง ความเห็นของกระทรวงการคลังแลว หนวยงานของรัฐตองมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง กอนที่จะออกคำสั่งเรียกใหเจาหนาที่ชำระเงินคาสินไหมทดแทนตามจำนวนเงินที่ไดมีคำสั่งไปตาม ความเห็นของกระทรวงการคลังนั้น อายุความใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ของ หนวยงานของรัฐดังกลาวที่มีกำหนดหนึ่งปตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จะตองเริ่มนับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็น ของกระทรวงการคลัง


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๓๓ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ๓. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๕ วันพุธที่ 25 พฤษภาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา การเลิกจางพนักงานราชการทั่วไปเนื่องจากมีคะแนนเฉลี่ย ของผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ๒ ครั้ง ติดตอกันต่ำกวาระดับดีตามขอ ๑๐ ของประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง แนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงาน ของพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ นั้น จะใชคะแนน ของผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ๒ ครั้ง ติดตอกันขามปงบประมาณไดหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา โดยที่ประกาศคณะกรรมการ บริหารพนักงานราชการ เรื่อง แนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ขอ ๓ กำหนดวา การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ ตองเปนไปเพื่อประโยชนในการที่สวนราชการจะใชเปนเครื่องมือในการบริหารพนักงานราชการ และนำผลการประเมินไปใชเปนขอมูลประกอบการพิจารณาในเรื่องตางๆ แลวแตกรณี ดังนี้ ... (๒) การเลิกจาง ... และขอ ๑๐ กำหนดวา พนักงานราชการทั่วไปผูใดซึ่งผูบังคับบัญชาไดประเมินผล การปฏิบัติงานแลว มีคะแนนเฉลี่ยของผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ๒ ครั้ง ติดตอกันต่ำกวา ระดับดีใหผูบังคับบัญชาทำความเห็นเสนอหัวหนาสวนราชการเพื่อพิจารณาสั่งเลิกจางตอไป นั้น กรณียังไมอาจแปลความไดวา ผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ๒ ครั้ง ติดตอกันต่ำกวาระดับดี ดังกลาวจะตองเปนผลการประเมินผลการปฏิบัติงานในปงบประมาณเดียวกันเทานั้น และเมื่อขอ ๓๐ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดใหสวนราชการอาจ บอกเลิกสัญญาจางกับพนักงานราชการผูใดกอนครบกำหนดตามสัญญาจางได โดยไมตองบอกกลาว ลวงหนา ดังนั้น กรณีการพิจารณาสั่งเลิกจางตามขอ ๑๐ ของประกาศคณะกรรมการบริหาร พนักงานราชการ เรื่อง แนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ยอมถือเปนกรณีที่สัญญาจางสิ้นสุดลงเมื่อมีเหตุอื่นตามที่กำหนดไว ในระเบียบนี้ หรือตามขอกำหนดของสวนราชการหรือตามสัญญาจาง ทั้งนี้ ตามขอ ๒๘ (๖) ประกอบกับ ขอ ๓๐ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยกรณีดังกลาว มิใชเปนกรณีที่สัญญาจางสิ้นสุดลงเมื่อไมผานการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำป หรือการประเมิน ผลการปฏิบัติงานเพื่อตอสัญญาจางตามขอ ๑๙ ตามที่กำหนดไวในขอ ๒๘ (๔) ของระเบียบดังกลาว แตอยางใด เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา กรณีที่ผูฟองคดีซึ่งเปนพนักงานมหาวิทยาลัยฟองวา ผูถูกฟองคดีซึ่งเปนมหาวิทยาลัยที่ตนสังกัด ไดกำหนดอัตราคาจางหรือคาตอบแทนพนักงานตาม ประกาศของมหาวิทยาลัยไมเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรี ทำใหผูฟองคดีไดรับคาจางในอัตรานอยกวา ที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนด และผูถูกฟองคดีนำเงินสวนตางของเงินที่ไดรับการจัดสรรเปนคาใชจาย


๓๔ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด การจางพนักงานมหาวิทยาลัยและคาใชจายบุคลากรในสวนที่เหลือจากการจายเปนเงินเดือน หรือคาจางของพนักงานมหาวิทยาลัยในรอบปงบประมาณ ใหเปนรายไดของกองทุนสวัสดิการ พนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเปนการใชจายเงินงบประมาณไมตรงตามวัตถุประสงค จึงขอใหศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหผูถูกฟองคดีจายเงินคาจางดังกลาวคืนแกผูฟองคดี นั้น จะถือเปน คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐตาม มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา เมื่อผูฟองคดีซึ่งเปนพนักงาน มหาวิทยาลัย มิไดโตแยงวามหาวิทยาลัยมิไดปฏิบัติเกี่ยวกับการจายคาตอบแทนใหเปนไปตามที่ กำหนดในสัญญาจางพนักงานมหาวิทยาลัย หากแตโตแยงวา การกำหนดอัตราคาจางหรือคาตอบแทน ตามประกาศมหาวิทยาลัยไมเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรี จึงมิใชเปนขอพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหนาที่ ตามสัญญาจาง ที่จะถือวาเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ขอพิพาท ในสวนที่ขอใหมหาวิทยาลัยจายเงินคาจางหรือคาตอบแทนในสวนที่หักไวคืนใหแกผูฟองคดี จึงเปน คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจาก การใชอำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ _________________________


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๓๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง และการวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๑๔/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕ ปญหาที่วา กรณีคำฟองขอใหเพิกถอนมติของคณะกรรมการการเชาที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัด ที่เห็นชอบตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเชาที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล และขอใหชดใชคาเสียหาย เปนคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับการคัดคานคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติการเชาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่อยูในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา คดีที่ผูฟองคดียื่นคำฟอง ตอศาลเพื่อขอใหมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเชาที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัด (คชก. จังหวัด) ที่เห็นชอบตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเชาที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล (คชก. ตำบล) ถือวาเปนกรณีที่คูกรณีหรือผูมีสวนไดเสียในการเชานา ซึ่งไมพอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัด ไดใชสิทธิอุทธรณตอศาล ตามที่บัญญัติไวในมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติการเชาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ จึงมิใชเปนกรณีมีการฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอันถึงที่สุดของ คชก. จังหวัด ที่ผูมีสวนไดเสียใชสิทธิรองขอตอศาล เพื่อใหมีการบังคับตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัด อันใหถือวาเปนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว แตอยางใด ดังนั้น จากคำฟองและคำขอ ทายคำฟองที่ขอใหเพิกถอนมติของ คชก. จังหวัด ดังกลาว และให คชก. จังหวัด ชดใชคาเสียหาย จากการที่ตองเสียสิทธิในการเขาทำประโยชนในนาที่พิพาทและคาเสียหายในอนาคต จึงเปน คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แหงพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใชเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มี กฎหมายกำหนดใหอยูในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๖) แหงพระราชบัญญัติ ดังกลาว


๓๖ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ๒. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๕ ปญหาที่วา การฟองคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองกรณีสิทธิเรียกรองเกิดขึ้น จากการรับสภาพความรับผิด ระยะเวลาการฟองคดีจะมีกำหนดหาปนับแตวันที่ไดรับสภาพ ความรับผิดตามมาตรา ๕๑ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือจะมีกำหนดสองปนับแตวันที่ไดรับสภาพความรับผิดตามมาตรา ๑๙๓/๓๕ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การที่หนวยงานทางปกครอง ซึ่งเปนลูกหนี้ไดมีหนังสือถึงเอกชนซึ่งเปนเจาหนี้ตามสัญญาทางปกครอง ยอมรับวาหนวยงาน ทางปกครองยังมีหนี้คางจายตามขอเรียกรองของเอกชน ซึ่งเปนเวลาภายหลังจากที่หนี้เดิมไดพน กำหนดระยะเวลาการฟองคดีไปแลว ถือไดวาเปนกรณีที่ลูกหนี้ไดรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐาน เปนหนังสือตามมาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคสอง แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ดังนั้น ระยะเวลาการฟองคดีของเอกชนรายนี้จึงมีกำหนดสองปนับแตวันที่หนวยงานทางปกครองไดรับสภาพ ความรับผิดตามมาตรา ๑๙๓/๓๕ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ๓. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา กรณีที่กฎหมายเฉพาะมิไดกำหนดเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ คำสั่งทางปกครองโดยวิธีการสงทางไปรษณียไว กรณีนี้จะถือวาวันที่การอุทธรณมีผล คือ วันที่เจาหนาที่ไดรับหนังสืออุทธรณคำสั่งทางปกครองที่ยื่นทางไปรษณีย หรือวันที่สง หนังสืออุทธรณคำสั่งทางปกครองทางไปรษณีย ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่กฎหมายเฉพาะ มิไดกำหนดใหการยื่นอุทธรณคำสั่งทางปกครองโดยวิธีการสงทางไปรษณีย มีผลนับแตวันที่ สงทางไปรษณียเหมือนดังเชนมาตรา ๔๖ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือขอ ๑๓ วรรคหนึ่ง แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ และไมอาจนำบทบัญญัติแหง กฎหมายและกฎดังกลาวมาใชบังคับโดยอนุโลมหรือในฐานะที่เปนบทกฎหมายที่ใกลเคียงยิ่งได เนื่องจากบทบัญญัติแหงกฎหมายและกฎดังกลาวมิใชบทกฎหมายหลัก จึงตองนำบทบัญญัติ มาตรา ๑๖๙ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ที่บัญญัติใหการแสดงเจตนาที่กระทำตอบุคคล ซึ่งมิไดอยูเฉพาะหนา ใหถือวามีผลนับแตวันที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผูรับการแสดงเจตนา ซึ่งเปน การบัญญัติถึงผลของการแสดงเจตนาที่กระทำตอบุคคลที่มิไดอยูเฉพาะหนาไวเปนการทั่วไป มาใชบังคับกับกรณีที่กฎหมายเฉพาะมิไดกำหนดไว ประกอบกับเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา ๔๔


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๓๗ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด วรรคหนึ่ง และมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่บัญญัติใหคูกรณีอุทธรณคำสั่งทางปกครองโดยยื่นตอเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง และเจาหนาที่ ผูทำคำสั่งทางปกครองนั้นมีหนาที่ตองพิจารณาคำอุทธรณและแจงผูอุทธรณโดยไมชักชา แตตองไมเกิน สามสิบวันนับแตวันที่ไดรับอุทธรณ แลว ยอมเห็นไดวา การยื่นอุทธรณจะมีผลตอเมื่อเจาหนาที่ ผูทำคำสั่งทางปกครองไดรับคำอุทธรณแลว โดยจะตองพิจารณาคำอุทธรณและแจงผูอุทธรณ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับอุทธรณ ซึ่งหากเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครองยังไมไดรับ คำอุทธรณ ยอมถือวาการยื่นอุทธรณคำสั่งทางปกครองนั้นยังไมมีผล และเจาหนาที่ผูทำคำสั่ง ทางปกครองยังไมมีหนาที่ตองพิจารณาอุทธรณแตอยางใด ดังนั้น จึงถือวาวันที่เจาหนาที่ไดรับ หนังสืออุทธรณคำสั่งทางปกครองที่ยื่นทางไปรษณีย เปนวันที่การอุทธรณมีผล เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา กรณีที่คณะกรรมการที่เปนองคกรอิสระกระทำละเมิด ในการปฏิบัติหนาที่ หนวยงานของรัฐที่ตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเสียหาย คือ หนวยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานธุรการใหแกองคกรอิสระนั้น หรือกระทรวงการคลัง ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา หนวยงานของรัฐที่รับผิดชอบ งานธุรการใหแกองคกรอิสระแตละองคกร มีหนาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับราชการทั่วไปรวมตลอดถึง งานธุรการใหแกองคกรอิสระ โดยมีกฎหมายบัญญัติใหเปนหนวยงานที่มีฐานะเปนนิติบุคคลที่อาจ ถูกฟองใหรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนได ประกอบกับพระราชกฤษฎีกากำหนดหนวยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ พ.ศ. ๒๕๔๐ และที่แกไขเพิ่มเติม ไดกำหนดใหหนวยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานธุรการขององคกรอิสระตางๆ เปนหนวยงานของรัฐ ตามมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ หนวยงานของรัฐ ที่ตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเสียหายจึงไดแกหนวยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานธุรการ ใหแกองคกรอิสระนั้น ดังนั้น ผูเสียหายจึงมีสิทธิยื่นคำขอตอหนวยงานของรัฐที่รับผิดชอบงานธุรการ ใหแกองคกรอิสระนั้น เพื่อใหพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแกตนได ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง หรืออาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรงตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ _________________________


๓๘ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ ๑๗/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ปญหาที่ ๑ การที่เจาหนาที่มีสวนรวมในการพิจารณาทางปกครองเกี่ยวกับ การดำเนินการทางวินัย การลงโทษทางวินัย หรือการทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัยเจาหนาที่ ของรัฐอยูหลายขั้นตอน จะถือวาเปนกรณีที่มีเหตุอื่นใดซึ่งมีสภาพรายแรงอันอาจทำให การพิจารณาทางปกครองไมเปนกลางตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติดังนี้ (๑) ในขั้นตอนการสืบสวนขอเท็จจริงและการสอบสวนทางวินัยเมื่อมีการกลาวหา หรือมีกรณีเปนที่สงสัยวาเจาหนาที่ของรัฐผูใดกระทำผิดวินัย และผูบังคับบัญชาไดมีคำสั่งแตงตั้ง คณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงแลว คณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงจะมีหนาที่รวบรวมขอเท็จจริง และพยานหลักฐานเบื้องตน แลวเสนอผลการสืบสวนขอเท็จจริงวา กรณีมีมูลที่ควรกลาวหาวา เจาหนาที่ของรัฐกระทำผิดวินัยหรือสมควรดำเนินการทางวินัยตอไปหรือไม ในกรณีมีมูลอันเปน ความผิดวินัยอยางรายแรงและผูบังคับบัญชาไดมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแลว คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจะมีหนาที่แจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานใหผูถูกกลาวหาทราบ พรอมทั้งใหผูถูกกลาวหามีโอกาสไดชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานของตน แลวจึงรายงานผล การสอบสวนและความเห็นวาผูถูกกลาวหาไดกระทำผิดวินัยหรือไม ถากระทำผิดวินัย เปนความผิด วินัยกรณีใด ตามมาตราใด และควรไดรับโทษสถานใด คณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงและ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจึงมีอำนาจหนาที่แตกตางกัน เมื่อพิจารณากรณีที่เจาหนาที่ผูซึ่ง เคยเปนกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงมากอนแลว ตอมาไดรับแตงตั้งใหเปนคณะกรรมการสอบสวน ทางวินัยในเรื่องเดียวกันนั้น เห็นไดวามีบทบาทหนาที่ที่แตกตางกัน ลำพังเพียงการปฏิบัติหนาที่ ของเจาหนาที่คนเดียวกันทั้งในขั้นตอนการสืบสวนขอเท็จจริงและขั้นตอนการสอบสวนทางวินัย ยังไมอาจถือไดวาเปนเหตุที่มีสภาพรายแรงอันอาจทำใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ (๒) ในขั้นตอนการพิจารณาผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น ถือวาเปนขั้นตอนการพิจารณาทางวินัยที่สำคัญกอนที่ผูมีอำนาจสั่งบรรจุจะมีคำสั่งลงโทษทางวินัย จึงตองมีหลักประกันเพื่อใหความเปนธรรมแกเจาหนาที่ของรัฐผูถูกกลาวหาวากระทำผิดทางวินัย ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการสามัญประจำจังหวัด (อ.ก.พ. จังหวัด) หรือคณะอนุกรรมการสามัญประจำกรม


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๓๙ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด (อ.ก.พ. กรม) หรือคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) หรือคณะอนุกรรมการ สามัญประจำสวนราชการอื่น จะทำหนาที่ตรวจสอบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ทางวินัย ซึ่งเมื่อ อ.ก.พ. ดังกลาว มีมติเปนประการใดแลว ผูมีอำนาจสั่งบรรจุตองสั่งหรือปฏิบัติให เปนไปตามมติ อ.ก.พ. นั้น ดังนั้น กรณีที่เจาหนาที่ผูซึ่งเคยเขารวมเปนคณะกรรมการสอบสวน ทางวินัยมากอน ไดเขารวมประชุม อ.ก.พ. เพื่อพิจารณาตรวจสอบการสอบสวนทางวินัยและพิจารณา เสนอความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และพิจารณาตรวจสอบรายงานผลการสอบสวน ของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเพื่อมีมติเห็นชอบใหผูมีอำนาจสั่งบรรจุมีคำสั่งลงโทษทางวินัย กรณีดังกลาวยอมเปนเหตุที่มีสภาพรายแรงอันอาจทำใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ (๓) ในขั้นตอนการพิจารณาภายหลังการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยและมีการอุทธรณ คำสั่งนั้น เปนขั้นตอนการพิจารณาทบทวนคำสั่งลงโทษทางวินัย จึงตองมีหลักประกันเพื่อให ความเปนธรรมแกเจาหนาที่ของรัฐผูถูกคำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนั้น กรณีที่เจาหนาที่ผูซึ่งเคยเปน อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กรม อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. สวนราชการอื่น ทำหนาที่พิจารณา การกระทำผิด ฐานความผิด และอัตราโทษ เมื่อตอมาไดเขารวมประชุมในคณะกรรมการวินิจฉัย อุทธรณเพื่อพิจารณาอุทธรณคำสั่งลงโทษเรื่องเดียวกันนั้น กรณีดังกลาวยอมเปนเหตุที่มีสภาพรายแรง อันอาจทำใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ปญหาที่ ๒ กรณีที่เจาหนาที่ผูมีอำนาจพิจารณาทางปกครองมีเหตุซึ่งมีสภาพ รายแรงอันอาจทำใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลางตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จะถือวาเปนปญหา อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนที่ผูฟองคดีสามารถยกขึ้นกลาวอางในชั้นอุทธรณ ตอศาลปกครองสูงสุดได หรือศาลปกครองสูงสุดสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่เจาหนาที่ผูมีอำนาจ พิจารณาทางปกครองมีเหตุซึ่งมีสภาพรายแรงอันอาจทำใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง ตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ถือวาเปนปญหาอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ที่ผูฟองคดีสามารถ ยกขึ้นกลาวอางในชั้นอุทธรณตอศาลปกครองสูงสุดได หรือศาลปกครองสูงสุดสามารถหยิบยกขึ้น วินิจฉัยได


๔๐ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ๒. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ ๑๙/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ปญหาที่วา คำสั่งศาลอันถึงที่สุดเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เปนคำสั่งที่อาจขอใหศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม ตามมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ไดหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา จากบทบัญญัติมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติวา ในกรณีที่ศาลปกครองไดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแลว คูกรณีหรือ บุคคลภายนอกผูมีสวนไดเสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแหงคดีนั้น อาจมีคำขอใหศาลปกครอง พิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหมไดในกรณีดังตอไปนี้ ... ยอมเห็นไดวา กรณีที่จะขอใหศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีใหมนั้น จะตองเปนขอพิพาทที่มีลักษณะ เปนคดีปกครอง หรือคดีที่กฎหมายบัญญัติใหอยูในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว แตเมื่อพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลที่ศาลไดมีคำสั่งลงโทษ ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เปนการใชอำนาจทางตุลาการของศาลที่ออกคำสั่งแกคูกรณี หรือบุคคลภายนอก เพื่อควบคุมกระบวนพิจารณาของศาลใหเปนไปดวยความเรียบรอย รวมทั้ง เพื่อรักษาสถานะของสถาบันตุลาการมิใหไดรับความเสียหาย กรณีจึงไมเขาลักษณะเปน “คดี” ตามบทวิเคราะหศัพทในมาตรา ๑ (๒) แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ที่ใหหมายความวา กระบวนพิจารณานับตั้งแตเสนอคำฟองตอศาลเพื่อขอใหรับรอง คุมครอง บังคับตาม หรือเพื่อการใช ซึ่งสิทธิหรือหนาที่ ดังนั้น คำสั่งศาลอันถึงที่สุดที่ลงโทษในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงมิใชคำสั่งที่อาจขอใหศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดใหมตามมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว _________________________


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๔๑ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง และการวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งที่ ๒๐/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ ปญหาที่วา กรณีที่ผูฟองคดียื่นอุทธรณเงินคาทดแทนที่ดินที่กำหนดภาระใน อสังหาริมทรัพยตอรัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชกฤษฎีกาแลว แตรัฐมนตรีไมไดวินิจฉัย อุทธรณใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำอุทธรณตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติวาดวยการจัดหาอสังหาริมทรัพยเพื่อกิจการขนสงมวลชน พ.ศ. ๒๕๔๐ ตอมา รัฐมนตรีไดมีคำวินิจฉัยอุทธรณภายหลังจากที่พนกำหนดหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับ คำอุทธรณแลว เมื่อผูฟองคดีนำมาคดีมาฟองตอศาลเพื่อขอเงินคาทดแทนเพิ่มขึ้น ระยะเวลา การฟองคดีจะเริ่มนับตั้งแตวันใด ตามกฎหมายใด ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา จากบทบัญญัติมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวาดวยการจัดหาอสังหาริมทรัพยเพื่อกิจการขนสงมวลชน พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่บัญญัติวา ในกรณีที่ผูมีสิทธิไดรับคาทดแทนไมพอใจคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีผูรักษาการ ตามพระราชกฤษฎีกาหรือรัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชบัญญัติตามมาตรา ๓๖ หรือในกรณีที่ รัฐมนตรีมิไดวินิจฉัยอุทธรณใหเสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ใหมีสิทธิฟองคดี ตอศาลไดภายในสองปนับแตวันที่ไดรับแจงคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือนับแตวันที่พนกำหนดเวลา ตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง แลวแตกรณี ยอมเห็นไดวา สิทธิในการฟองคดีตอศาลมีเพียงสองกรณี คือ กรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำอุทธรณ และกรณีที่รัฐมนตรี มิไดวินิจฉัยอุทธรณภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำอุทธรณ โดยที่มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ดังกลาว มิไดบัญญัติเกี่ยวกับสิทธินำคดีมาฟองตอศาลกรณีที่รัฐมนตรีไดมีคำวินิจฉัยอุทธรณภายหลังจากที่ พนกำหนดหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำอุทธรณแลว ดังนั้น กรณีที่ผูฟองคดีไดยื่นอุทธรณเงินคาทดแทน ตอรัฐมนตรีแลว แตรัฐมนตรีไมไดวินิจฉัยอุทธรณใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำอุทธรณ ตอมา รัฐมนตรีไดมีคำวินิจฉัยอุทธรณภายหลังจากที่พนกำหนดหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำอุทธรณแลว กรณีนี้ผูฟองคดีจะตองนำคดีมาฟองตอศาลภายในสองปนับแตวันที่พนกำหนดหกสิบวันนับแตวันที่ รัฐมนตรีไดรับคำอุทธรณ ตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวาดวยการจัดหาอสังหาริมทรัพย เพื่อกิจการขนสงมวลชน พ.ศ. ๒๕๔๐ ทั้งนี้ ไมอาจนำระยะเวลาการฟองคดีตามมาตรา ๕๑ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใชบังคับกับ กรณีดังกลาวได


๔๒ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ๒. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ 20/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา กรณีที่ผูมีอำนาจหนาที่ตามกฎหมายออกคำสั่งใหบุคคล พนจากตำแหนงหนึ่งไปดำรงตำแหนงอีกตำแหนงหนึ่ง คำสั่งดังกลาวถือเปนคำสั่งทางปกครองหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การที่ผูมีอำนาจหนาที่ ตามกฎหมายออกคำสั่งใหบุคคลพนจากตำแหนงหนึ่งไปดำรงตำแหนงอีกตำแหนงหนึ่ง หากเปน การใชอำนาจตามกฎหมายของผูบังคับบัญชาที่มุงกอนิติสัมพันธระหวางบุคคลอันมีผลกระทบ ตอสถานภาพแหงสิทธิหรือหนาที่ของเจาหนาที่ของรัฐ คำสั่งดังกลาวถือเปนคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา กรณีที่ผูมีอำนาจหนาที่ตามกฎหมายออกคำสั่งแตงตั้งบุคคล ใหเปนผูรักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย คำสั่งดังกลาวถือเปนคำสั่งทางปกครองหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การที่ผูมีอำนาจหนาที่ ตามกฎหมายออกคำสั่งแตงตั้งบุคคลใหเปนผูรักษาราชการแทนอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ถือเปน คำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องจากเปนการใชอำนาจตามกฎหมายของเจาหนาที่มีผลกระทบตอสถานภาพแหงสิทธิหรือ หนาที่ของบุคคล ๓. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ 2๑/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา ขอพิพาทเกี่ยวกับการจายเงินชวยเหลือเบื้องตน ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ถือเปนคดีปกครองประเภทใด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติ ดังนี้ (๑) กรณีที่ผูฟองคดีฟองและมีคำขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหเพิกถอน คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำรองขอรับเงินชวยเหลือเบื้องตนระดับจังหวัด และ/หรือคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ถือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครอง โดยไมชอบดวยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๔๓ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด (๒) กรณีที่ผูฟองคดีฟองและมีคำขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหเพิกถอน คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำรองขอรับเงินชวยเหลือเบื้องตนระดับจังหวัด และ/หรือคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข และมีคำขอใหหนวยงานทางปกครองจายเงินชวยเหลือเบื้องตน ถือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไมชอบดวยกฎหมาย และความรับผิดอยางอื่นของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (๓) กรณีที่ผูฟองคดีฟองและมีคำขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหหนวยงาน ทางปกครองจายเงินชวยเหลือเบื้องตน ถือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอยางอื่นของ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่องที่ ๒ ปญหาที่วา ขอพิพาทเกี่ยวกับการที่การประปาสวนภูมิภาคหรือ การประปานครหลวงเรียกเก็บเงินคาน้ำประปาจากผูใชน้ำประปาตามสัญญาการใชน้ำประปา ถือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แหงพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางแพง ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา ขอพิพาทเกี่ยวกับการที่ การประปาสวนภูมิภาคหรือการประปานครหลวงเรียกเก็บเงินคาน้ำประปาจากผูใชน้ำประปา ตามสัญญาการใชน้ำประปา ถือเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพง ๔. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา การออกคำสั่งใหเจาหนาที่ของรัฐผูใดพนจากตำแหนง อันมีลักษณะเปนการถาวรและเด็ดขาด จะตองใหเจาหนาที่ของรัฐผูนั้นมีโอกาสที่จะไดทราบ ขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา “การพนจากตำแหนง” ตาม (๑) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หมายความถึงการพนจากตำแหนงหนึ่งไปสูอีกตำแหนงหนึ่ง อันเปน กรณีการยายของเจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งมิใชเปนการพนจากตำแหนงที่มีผลเปนการถาวรและเด็ดขาด จึงเขาขอยกเวนตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง (๖) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ไมตองใหโอกาสคูกรณีไดทราบขอเท็จจริงอยางพียงพอและมีโอกาสไดโตแยงและ


๔๔ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด แสดงพยานหลักฐานของตน สวนการพนจากตำแหนงกรณีที่เจาหนาที่ของรัฐถูกดำเนินการ ทางวินัยหรือกรณีการทำใหสถานะความเปนเจาหนาที่ของรัฐสิ้นสุดลง อันมีลักษณะเปนการพน จากตำแหนงที่มีผลเปนการถาวรและเด็ดขาด กรณีนี้ตองใหโอกาสคูกรณีไดทราบขอเท็จจริง อยางเพียงพอและมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตนตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว สำหรับกรณีการใหพนจากตำแหนงรองผูบริหารองคกรปกครอง สวนทองถิ่น หรือเลขานุการผูบริหารทองถิ่น อันเนื่องจากผูบริหารทองถิ่นไดเสื่อมหรือหมด ความไววางใจใหดำรงตำแหนงแลว นั้น โดยสภาพของคำสั่งใหพนจากตำแหนงดังกลาว ไมถือเปน การลงโทษ จึงไดรับการยกเวนไมอยูในบังคับที่ตองใหโอกาสที่จะไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน เรื่องที่ ๒ ปญหาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีปกครองอันเกี่ยวของกับ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) กรณีการกำหนด สถานะของคูกรณีในคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และการพิจารณาสงคำขอใหศาลมีคำสั่ง ทุเลาการบังคับตามคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ออกตามมติชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีที่หนึ่ง การกำหนดสถานะของคูกรณีในคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่ผูฟองคดีซึ่งถูกลงโทษ ทางวินัยไดยื่นฟองเจาหนาที่ของรัฐผูออกคำสั่งลงโทษทางวินัย โดยไมไดฟองคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปนผูถูกฟองคดีดวย เมื่อศาลไดแจงใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดใชสิทธิขอเขามาเปนคูกรณีในคดีตามมาตรา ๑๐๑ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ กรณีดังกลาว ศาลจะกำหนดใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปนคูกรณีฝายที่สามในฐานะผูรองสอดตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง (๑) แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ประกอบกับขอ ๗๘ แหงระเบียบ ของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ และศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. จัดทำคำใหการ กรณีที่สอง การพิจารณาสั่งคำขอใหศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งลงโทษ ทางวินัยที่ออกตามมติชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา ในการพิจารณาคำขอใหศาล มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งลงโทษทางวินัยที่สั่งตามมติชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น หากศาลเห็นวา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไมมีอำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยฐานอื่นที่ไมใช ความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ กรณีนี้ถือเปนเหตุที่ทำใหคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกลาวนาจะไมชอบ ดวยกฎหมาย ตามขอ ๗๒ วรรคสาม แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๔๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด หลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง และการวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ประจำเดือนกันยายน ๒๕๖๕ ๑. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ ๒๓/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ ปญหาที่วา ในกรณีที่คูกรณีไดยื่นคำอุทธรณคัดคานคำพิพากษาของ ศาลปกครองชั้นตน คำอุทธรณในสวนของคำขอของผูอุทธรณจะถือเปนขอเท็จจริง หรือขอกฎหมายที่ตองวากลาวกันมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้นตนตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา คำอุทธรณในสวนของคำขอ ของผูอุทธรณ ถือเปนขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายที่ตองวากลาวกันมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้นตน ตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ (กรณีเกี่ยวเนื่องกับปญหาที่หนึ่ง ในการประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ 2๖/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๕) ๒. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง และการวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ 2๔/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหากรณีที่ศาลปกครองสูงสุดไดเคยมีคำสั่งกลับคำสั่งของ ศาลปกครองชั้นตนเปนใหรับคำฟองของผูฟองคดีไวพิจารณา แลวศาลปกครองชั้นตน ไดพิจารณาพิพากษาคดีตอไป ตอมาเมื่อมีการอุทธรณคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตน ศาลปกครองสูงสุดจะยกประเด็นเรื่องเงื่อนไขการฟองคดี กรณีที่ผูฟองคดีไมไดดำเนินการรองทุกข กอนการฟองคดีตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขึ้นมาพิจารณา ไดหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่ศาลปกครองชั้นตน มีคำสั่งไมรับคำฟองของผูฟองคดีไวพิจารณา แลวตอมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของ ศาลปกครองชั้นตนเปนใหรับคำฟองของผูฟองคดีไวพิจารณา เมื่อศาลปกครองชั้นตนไดพิจารณา พิพากษาคดีตอไปและมีการอุทธรณคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนตอศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดจะยกเรื่องที่ผูฟองคดีมิไดดำเนินการรองทุกขโตแยงคำสั่งพิพาทซึ่งเปนเรื่อง


๔๖ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด เงื่อนไขในการฟองคดีตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขึ้นมาพิจารณาอีกไมได เนื่องจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่กลับคำสั่ง ศาลปกครองชั้นตนเปนใหรับคำฟองไวพิจารณา ยอมมีผลผูกพันใหศาลตองพิจารณาพิพากษา เฉพาะในประเด็นเนื้อหาแหงคดี เรื่องที่ ๒ ปญหากรณีที่เจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติหนาที่ราชการอยูในเขตอำเภอ ที่ไดมีการประกาศใชกฎอัยการศึกตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ ตอมา เขตอำเภอดังกลาวไดมีการแบงแยกไปจัดตั้งเปนกิ่งอำเภอแหงใหม โดยไมปรากฏวาพื้นที่กิ่งอำเภอนั้น มีรายชื่อเปนเขตพื้นที่ที่ใหคงใชกฎอัยการศึกตอไป ตามประกาศเลิกใชกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ หากตอมา กิ่งอำเภอดังกลาวไดรับการเลื่อนฐานะเปนอำเภอ และเปนพื้นที่ที่ใหคงใชกฎอัยการศึก ตอไป ตามประกาศเลิกใชกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ฉบับตอมา ในการคำนวณบำนาญปกติใหแก เจาหนาที่ของรัฐที่ปฏิบัติหนาที่ราชการในเขตอำเภอดังกลาว จะสามารถนำเวลาราชการในชวงที่ เจาหนาที่ผูนั้นไดปฏิบัติหนาที่อยูในพื้นที่กิ่งอำเภอที่ไมปรากฏเปนเขตพื้นที่ที่ใหคงใชกฎอัยการศึก ตอไป ตามประกาศเลิกใชกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ฉบับแรก มาคำนวณเปนระยะเวลาทวีคูณ ไดหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีขาราชการที่ปฏิบัติหนาที่ อยูในพื้นที่อำเภอหนึ่ง ซึ่งไดมีการประกาศใชกฎอัยการศึกในเขตอำเภอนั้น ตอมามีการประกาศ ใหพื้นที่นั้นเปนกิ่งอำเภอใหมโดยกำหนดใหอยูในเขตการปกครองของอำเภอเดิม แมไมปรากฏวา กิ่งอำเภอนี้มีรายชื่ออยูในเขตพื้นที่ที่ใหคงใชกฎอัยการศึกตอไป ตามประกาศเลิกใชกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ แตเมื่อกิ่งอำเภอนี้ไดรับการเลื่อนฐานะเปนอำเภอและมีรายชื่ออยูในเขตพื้นที่ที่ใหคงใช กฎอัยการศึกตอไป ตามประกาศเลิกใชกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ฉบับตอมา กรณีจึงถือวา ขณะที่ ประกาศเลิกใชกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ฉบับแรก ที่ไดระบุรายชื่ออำเภอเดิมใหอยูในเขตพื้นที่ที่ให คงใชกฎอัยการศึกตอไป ยอมหมายความรวมถึงกิ่งอำเภอใหมนี้ดวย ดังนั้น การคำนวณบำเหน็จปกติ ใหกับขาราชการที่ปฏิบัติหนาที่อยูในพื้นที่กิ่งอำเภอนี้ จึงสามารถนำเวลาราชการในชวงที่ขาราชการ ผูนั้นไดปฏิบัติหนาที่อยูในพื้นที่กิ่งอำเภอนี้ที่ไมปรากฏวาอยูในเขตพื้นที่ที่ใหคงใชกฎอัยการศึกตอไป ตามประกาศเลิกใชกฎอัยการศึก ฉบับแรก มาคำนวณเปนระยะเวลาทวีคูณได ๓. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ 2๖/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาที่วา คำอุทธรณในสวนของคำขอของผูอุทธรณตามขอหา ที่มิไดยกขึ้นวากลาวมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้นตน เปนกรณีที่ศาลปกครองชั้นตน จะสั่งไมรับคำอุทธรณไวพิจารณาเนื่องจากตองหามตามขอ ๑๐๔ วรรคสอง แหงระเบียบของ


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๔๗ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวาคำอุทธรณในสวนของคำขอของ ผูอุทธรณตามขอหาที่มิไดยกขึ้นวากลาวมาแลวโดยชอบในศาลปกครองชั้นตน ตามขอ ๑๐๑ วรรคสอง แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ถือเปนเหตุที่ศาลปกครองชั้นตนมีอำนาจสั่งไมรับคำอุทธรณในสวนนี้ไวพิจารณาเนื่องจากตองหาม ตามขอ ๑๐๔ วรรคสอง แหงระเบียบดังกลาว (พิจารณาตอเนื่องจากปญหาในการประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัย ปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ ๒๓/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๕) เรื่องที่ ๒ ในการฟองคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจางพนักงานของหนวยงานของรัฐ ที่มีกฎหมายหรือกฎเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลอันถือเปนสวนหนึ่งของขอกำหนดในสัญญา ไดกำหนดเรื่องการรองทุกขหรืออุทธรณภายในหนวยงานซึ่งเปนคูสัญญาไว หากผูฟองคดี ซึ่งเปนพนักงานมิไดดำเนินการรองทุกขหรืออุทธรณตามที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว หรือยังมิได มีการสั่งการภายในระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดหรือภายในระยะเวลาอันสมควร กรณีนี้ ผูฟองคดีจะมีสิทธินำคดีมาฟองตอศาลหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา กรณีที่สัญญาจางพนักงาน ของหนวยงานของรัฐมีขอสัญญาที่กำหนดใหกฎ ระเบียบ หรือขอบังคับที่ใชบังคับอยูในขณะทำสัญญา หรือที่จะมีขึ้นตอไปภายหนา ใหถือเปนสวนหนึ่งของสัญญาจาง และหากพนักงานไดรับการปฏิบัติ จากหนวยงานคูสัญญาหรือผูบังคับบัญชาในหนวยงานไมถูกตองตามกฎ ระเบียบ หรือขอบังคับ ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานซึ่งถือเปนสวนหนึ่งของสัญญาจาง หรือมีขอคับของใจ อันเกิดจากการไมปฏิบัติตามขอสัญญาดังกลาว พนักงานมีสิทธิรองทุกขหรืออุทธรณไดตามที่กฎ ระเบียบ หรือขอบังคับกำหนดไว ดังนั้น จึงเปนกรณีที่พนักงานจะตองรองทุกขหรืออุทธรณตามขั้นตอน หรือวิธีการดังกลาวตอหนวยงานซึ่งเปนคูสัญญาอีกฝายหนึ่งกอนฟองคดีตอศาล เมื่อผูฟองคดี มิไดดำเนินการรองทุกขหรืออุทธรณตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนด หรือกรณียังอยูระหวาง การพิจารณาสั่งการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในระยะเวลาอันสมควร จึงถือวา ยังไมมีขอโตแยงเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ผูฟองคดีจึงไมมีสิทธิฟองคดีตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒


๔๘ | รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่องที่ ๓ ปญหาที่วา การที่ผูค้ำประกันถึงแกความตายกอนที่ลูกหนี้ชั้นตน จะตกเปนผูผิดนัดชำระหนี้ จะมีผลทำใหสิทธิ หนาที่ และความรับผิดตางๆ ของผูค้ำประกัน ที่มีตอเจาหนี้ เปนมรดกตกทอดไปยังทายาทของผูค้ำประกันหรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา เมื่อผูค้ำประกันถึงแกความตาย กอนที่ลูกหนี้ชั้นตนจะตกเปนผูผิดนัดชำระหนี้ ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจึงยังไมเกิดขึ้น กรณีจึงไมมีหนี้ที่จะเปนมรดกตกทอดแกทายาทของผูค้ำประกันได ตามมาตรา ๑๕๙๙ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๖๐๐ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ๔. มติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การวินิจฉัยปญหาขอกฎหมาย ครั้งที่ 2๗/๒๕๖๕ วันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๕ เรื่องที่ ๑ ปญหาเกี่ยวกับกรณีที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งแกไขเฉพาะจำนวนเงิน คาสินไหมทดแทนใหเจาหนาที่รับผิดเพื่อใหเปนไปตามความเห็นของกระทรวงการคลัง และ การนับอายุความการใชสิทธิเรียกรองกรณีการออกคำสั่งแกไขจำนวนเงินคาสินไหมทดแทนดังกลาว ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติดังนี้ (๑) การที่หนวยงานของรัฐที่เสียหายไดอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ออกคำสั่งเรียกใหเจาหนาที่ นำเงินมาชำระเพื่อชดใชคาสินไหมทดแทนแกตน หากตอมาในภายหลัง หนวยงานของรัฐดังกลาว ไดออกคำสั่งแกไขจำนวนเงินคาสินไหมทดแทนที่เจาหนาที่รายดังกลาวตองชำระในมูลฐาน ความรับผิดเดิมใหตองเปลี่ยนแปลงไปตามความเห็นของกระทรวงการคลัง การออกคำสั่งแกไข จำนวนเงินคาสินไหมทดแทนของหนวยงานของรัฐเชนนี้ ถือเปนเพียงการแกไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เฉพาะในสวนจำนวนเงินคาสินไหมทดแทนที่เจาหนาที่ตองรับผิด ดังนั้น กรณีการออกคำสั่งแกไข จำนวนเงินคาสินไหมทดแทนใหเจาหนาที่รับผิดเพื่อใหเปนไปตามความเห็นของกระทรวงการคลัง จึงมีผลในทางกฎหมายเปนเพียงการแกไขเพิ่มเติมคำสั่งเดิมของหนวยงานของรัฐที่เสียหายเทานั้น (๒) การที่หนวยงานของรัฐที่เสียหายไดอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ออกคำสั่งเรียกใหเจาหนาที่ นำเงินมาชำระเพื่อชดใชคาสินไหมทดแทนแกตน คำสั่งของหนวยงานของรัฐดังกลาว จึงเปน คำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่หนวยงานของรัฐผูออกคำสั่งอาจใชมาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพยสิน ของเจาหนาที่ของรัฐผูนั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินแกตนได การออกคำสั่งของหนวยงาน ของรัฐเชนนี้ จึงเปนการกระทำในฐานะเจาหนี้อันมีผลเปนอยางเดียวกันกับการฟองคดี อันเปนเหตุ ใหอายุความการใชสิทธิเรียกรองสะดุดหยุดลง ตามมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๕) แหงประมวลกฎหมาย


รวมหลักกฎหมายจากมติที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ | ๔๙ กลุมสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด แพงและพาณิชย นับตั้งแตเวลาที่คำสั่งนั้นมีผลใชยันตอเจาหนาที่ผูตองรับผิด อันทำใหระยะเวลาที่ ลวงไปกอนนั้นไมนับเขาในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำใหอายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใด ใหเริ่มนับอายุความใหมตั้งแตเวลานั้น ตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ แหงประมวลกฎหมายดังกลาว ฉะนั้น ในกรณีเชนนี้ อายุความสองป และสิบป ในการออกคำสั่งใหมของหนวยงานของรัฐที่เสียหาย เพื่อแกไขจำนวนเงินคาสินไหมทดแทนที่เจาหนาที่ตองชำระใหเปนไปตามความเห็นของ กระทรวงการคลัง จึงเริ่มนับใหมนับแตวันที่คำสั่งเดิมของหนวยงานของรัฐที่เรียกใหเจาหนาที่นำเงิน มาชำระเพื่อชดใชคาสินไหมทดแทนนั้น ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลบังคับลงโดยเงื่อนเวลาหรือโดยเหตุอื่น เรื่องที่ ๒ ปญหาเกี่ยวกับกรณีการรองขอคาทดแทนความเสียหายตามมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีที่บัญญัติให คำสั่งทางปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายและไมอยูในบังคับของมาตรา ๕๑ อาจถูกเพิกถอนทั้งหมด หรือบางสวนได แตผูไดรับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกลาวมีสิทธิไดรับ คาทดแทนความเสียหายเนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยูของคำสั่งทางปกครองได แตตองรองขอคาทดแทนภายในหนึ่งรอยแปดสิบวันนับแตไดรับแจงใหทราบถึงการเพิกถอน นั้น การใชสิทธิโดยการรองขอตอหนวยงานทางปกครองดังกลาว ถือเปนขั้นตอนหรือเงื่อนไขที่จะตอง ดำเนินการกอนนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง หรือไม ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีมติวา การรองขอคาทดแทน ความเสียหายตามมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่บัญญัติใหคำสั่งทางปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายและไมอยูในบังคับของมาตรา ๕๑ อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางสวนได แตผูไดรับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ดังกลาวมีสิทธิไดรับคาทดแทนความเสียหายเนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยูของคำสั่ง ทางปกครองได แตตองรองขอคาทดแทนภายในหนึ่งรอยแปดสิบวันนับแตไดรับแจงใหทราบถึง การเพิกถอน นั้น เห็นวา การรองขอคาทดแทนความเสียหายดังกลาวเปนกรณีที่ผูไดรับผลกระทบ จากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองจะตองกระทำกอนนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง ซึ่งหากผูไดรับ ผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองไมรองขอคาทดแทนความเสียหายหรือรองขอ เมื่อพนระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ยังไมอาจถือไดวาเปนผูมีสิทธิฟองคดีตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ _________________________


Click to View FlipBook Version