50 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ความดว้ ยวา่ เปน็ ตวั แทนจรงิ ตามทต่ี วั การระบุ กลา่ วคอื ผทู้ ถี่ กู ระบวุ า่ เปน็ ตวั การอาจปฏเิ สธขอ้ อา้ งนนั้
ได้ เชน่ เดยี วกับลายมอื ชอื่ ทีล่ งโดยปราศจากอำ� นาจ ใช้ไม่ไดต้ ามมาตรา 1008
ผูจ้ ดั การสาขาธนาคารซงึ่ ไดร้ ับมอบอ�ำนาจให้ค�ำ้ ประกันตวั๋ เงนิ และตัง้ ตวั แทนช่วงได้ ได้ให้
ผู้ช่วยสมุห์บัญชีสลักหลังเช็คประทับตราธนาคารต้องรับผิดตามมาตรา 821, 822 ต่อโจทก์ผู้ทรง
โดยสุจรติ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 3343/2525)
ความสามารถของคู่สัญญาในตั๋วเงิน ต๋ัวเงินเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ฉะน้ันคู่สัญญาก็ต้องมี
ความสามารถในการท�ำสัญญาตามบทบัญญัติในเร่ืองความสามารถเช่นเดียวกับสัญญาอื่น ๆ ท่ัวไป
โดยเฉพาะในเร่ืองต๋ัวเงิน มาตรา 902 บัญญัติว่า “ถ้าต๋ัวเงินลงลายมือชื่อของบุคคลหลายคน
มีทั้งบุคคลซ่ึงไม่อาจเป็นคู่สัญญาได้เลยหรือเป็นได้แต่ไม่เต็มผลไซร้ ท่านว่าการน้ีย่อม
ไมก่ ระทบกระทง่ั ถงึ ความรับผดิ ของบคุ คลอืน่ ๆ นอกนน้ั ซึง่ คงตอ้ งรับผดิ ตามตว๋ั เงนิ ”
บุคคลซึ่งไม่อาจเป็นคู่สัญญาได้เลย หมายความถึงกรณีเช่น นิติบุคคลบางราย ซึ่งอาจมี
ข้อบังคับไมใ่ ห้ออก สลักหลัง หรือรบั รองตัว๋ เงนิ เป็นตน้ หรือเป็นการนอกวตั ถปุ ระสงค์ทจ่ี ะทำ� เชน่ นั้น
แต่ไม่หมายความถึงกิจการที่อยู่ในวัตถุประสงค์ที่จะออกต๋ัวเงินได้ แต่ผู้ลงช่ือในตั๋วเงินได้ลงช่ือโดย
ปราศจากอำ� นาจ ซง่ึ อาจมีการให้สัตยาบนั ได้ อันเป็นกรณตี ามมาตรา 1008 อกี เร่อื งหน่งึ
คววามสามารถของคสู่ ญั ญานพ้ี จิ ารณาถงึ ความสามารถในเวลาทำ� สญั ญา ไมใ่ ชเ่ วลาทต่ี ว๋ั เงนิ
ถงึ กำ� หนด เชน่ ผูเ้ ยาวอ์ อกตั่วเงินให้ชำ� ระเงนิ ใน 6 เดอื นต่อมา แม้ออกตวั๋ เงินแลว้ 1 เดือน ก. บรรลุ
นิตภิ าวะ ก. ก็ยงั อ้างข้อต่อสเู้ ร่ืองความสามารถได้ จนกวา่ ก. จะได้ให้สตั ยาบัน หรือพน้ เวลาท่ีจะบอก
ลา้ งแลว้
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 51
บทที่ 3 ความรบั ผดิ ของลูกหน้ี
ขอ้ ความท่ัวไป
ลูกหน้ีในตั๋วแลกเงินมีอยู่หลายจ�ำพวกดังได้กล่าวแล้ว ความรับผิดของลูกหน้ีทั้งหลายนั้น
มีกล่าวไว้ในมาตรา 967 ว่า
“ในเรอื่ งตว๋ั แลกเงนิ นนั้ บรรดาบคุ คลผสู้ ง่ั จา่ ยกด็ ี รบั รองกด็ ี สลกั หลงั กด็ ี หรอื รบั ประกนั
ดว้ ยอาวลั กด็ ี ยอ่ มต้องร่วมกนั รับผดิ ตอ่ ผ้ทู รง
ผู้ทรงย่อมมีสิทธิว่ากล่าวเอาความแก่บรรดาบุคคลเหล่าน้ีเรียงตัวหรือรวมกัน็ได้
โดยมิพักตอ้ งด�ำเนนิ การตามลำ� ดับทค่ี นเหล่านนั้ มาตอ้ งผกู พนั
สทิ ธเิ ชน่ เดยี วกนั น้ี ยอ่ มมแี กบ่ คุ คลทกุ คน ซงึ่ ไดล้ งลายมอื ชอื่ ในตวั๋ เงนิ และเขา้ ถอื เอา
ตว๋ั เงินนั้น ในการท่ีจะใช้บังคับเอาแกผ่ ทู้ ีม่ ีความผกู พนั อยู่แล้วกอ่ นตน
การวา่ กลา่ วเอาความแกค่ สู่ ญั ญาคนหนงึ่ ซง่ึ ตอ้ งรบั ผดิ ยอ่ มไมต่ ดั หนทางทจ่ี ะวา่ กลา่ ว
เอาความแกค่ สู่ ญั ญาอนื่ ๆ แทท้ ง้ั จะเปน็ ฝา่ ยอยใู่ นลำ� ดบั ภายหลงั บคุ คลทไ่ี ดว้ า่ กลา่ วเอาความ
มากอ่ น”
ตามท่ีกฎหมายบัญญัติไว้นี้เห็นได้ว่า ความรับผิดของลูกหน้ีท้ังหลายในต๋ัวแลกเงินนั้นเป็น
ความรบั ผดิ อยา่ งลกู หนรี้ ว่ มกนั (มาตรา 291) คอื แตล่ ะคนตอ้ งรบั ผดิ เตม็ จำ� นวนหนที้ คี่ า้ งชำ� ระอยจู่ นกวา่
หนี้น้ันจะได้ระงับสิ้นไป แม้ว่าลูกหนี้ในฐานะผู้ค�้ำประกันเช่นผู้สลักหลัง เม่ือเป็นลูกหน้ีร่วมด้วยแล้ว
กจ็ ะอา้ งผอ่ นเวลาตามมาตรา 700 มาเปน็ เหตหุ ลดุ พน้ ความรบั ผดิ ไมไ่ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 1083/2517,
422/2521) กรณที ่จี ะหลดุ พน้ ความรบั ผิดมบี ัญญัตไิ ว้ในมาตรา 948, 973, 990 และ 991
ความในมาตรา 967 วรรค 2 แสดงว่า ผู้ทรงจะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้ลูกหนี้คนใดหรือ
หลายคน เรียงตัวหรือรวมกันให้ใช้เงินก็ได้ โดยไม่ต้องค�ำนึงว่าใครเข้ามาเป็นลูกหน้ีในต๋ัวเงิน
ก่อนหรือหลงั กนั อยา่ งไร หรอื เขา้ มาเป็นลกู หนี้ในฐานะใดก้ไม่สำ� คญั (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 415/2502)
วรรคสดุ ทา้ ยของมาตรา 967 หมายความวา่ แมผ้ ทู้ รงจะฟอ้ งลกู หนบี้ างคนใหช้ ำ� ระหนแ้ี ลว้ หากไมส่ ำ� เรจ็
ผลยังไม่ได้รับช�ำระหนี้ไปเต็มจ�ำนวน ผู้ทรงจะฟ้องลูกหน้ีคนอ่ืนที่ยังไม่ถูกฟ้อง ใหม่นี้เข้าเป็นลูกหน้ี
ในต๋ัวเงนิ ก่อนหรอื หลงั ผทู้ ่ีถูกฟ้องมากอ่ นแล้วอยา่ งไร กไ็ ม่มีผลผิดแปลกไป
สว่ นความในวรรค 3 ของมาตรา 967 น้ัน หมายความวา่ ถ้าลกู หน้ีในตวั่ เงนิ คนใดใชห้ นีต้ าม
ต๋ัวเงินไปแล้ว และได้รับต๋ัวเงินนั้นมาตามมาตรา 970 ลูกหน้ี คนนั้นย่อมเข้าสู้ฐานะของเจ้าหน้ีและ
ดาวนใโ์ชห้สลดิทจธากิเรระียบกบรT้อUงDเCอาโดแยกน่ผาู้ทยอ่ีจระ่ามต้ดอวงงรจับนั ทผริด์ อยู่ในล�ำดับก่อนตนขึ้นไปได้ แต่ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องเอาแก่
52 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ผทู้ อ่ี ยใู่ นลำ� ดบั หลงั ตนไป เพราะผทู้ ล่ี งชอื่ ในตว๋ั เงนิ ในลำ� ดบั หลงั นนั้ ยอ่ มเปน็ ผไู้ ดร้ บั สลกั หลงั ตว๋ั เงนิ มา
จากผสู้ ลกั หลงั คนกอ่ น อยใู่ นฐานะเปน็ เจา้ หนข้ี องผทู้ รงคนกอ่ น ๆ ทส่ี ลกั หลงั ตวั๋ เงนิ โอนใหม้ าคสู่ ญั ญา
คนก่อนจงึ ฟ้องรอ้ งเอาแก่คสู่ ญั ญาคนหลงั ไม่ไดอ้ ยูเ่ อง
ตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา 967 วรรค 3 นี้ กค็ อื หลกั ในมาตรา 296 ซง่ึ หมายความวา่ ในระหวา่ ง
ลูกหนี้ร่วมด้วยกันอาจมีสิทธิไล่เบ้ียกันตามล�ำดับท่ีลงชื่อในต๋ัวเงินได้ เพราะเป็นสัญญาในระหว่าง
ลูกหนี้ร่วมกนั ดังนี้
ต่อไปน้ีจะได้กล่าวถึงความรับผิดของลูกหน้ีแต่ละรายไปตามล�ำดับ ที่เข้ามาเป็นลูหน้ีก่อน
หลังกัน
1. ผู้ส่ังจ่าย
ความรับผดิ หรอื หน้ขี องผสู้ งั่ จา่ ย นัน้ มีบญั ญัติไว้ในมาตรา 914 ว่า
“บุคคลผู้ส่ังจ่ายหรือสลักหลังตั๋วแลกเงิน ย่อมเป็นอันสัญญาว่า เม่ือตั่วนั้นได้น�ำยื่น
โดยชอบแลว้ จะมีผู้รับรองและใชเ้ งนิ ตามเนค้ื วามแห่งตั๋ว และถา้ ตว๋ั แลกเงนิ นน้ั เขาไมเ่ ชอื่ ถอื
โดยไม่ยอมรับรองกด็ ี หรอื ไมย่ อมจ่ายเงินกด็ ี ผู้สงั่ จ่ายหรอื ผู้สลกั หลังก็จะใช้เงนิ แก่ผู้ทรงหรือ
แกผ่ สู้ ลกั หลงั คนหลงั ซง่ึ ตอ้ งถกู บงั คบั ใหใ้ ชเ้ งนิ ตามตวั๋ นนั้ ถา้ หากวา่ ไดท้ ำ� ถกู ตอ้ งตามวธิ กี าร
ในขอ้ ไม่รับรองหรือไมจ่ า่ ยเงนิ น้นั แลว้ ”
มาตราน้ีแสดงข้อสัญญาหรือความรับผิดของผู้ส่ังจ่าย คือจะใช้เงินตามต๋ัวนั้นโดยเงื่อนไขว่า
ผู้ทรงต้องย่ืนต๋ัวต่อผู้จ่าย ถ้าผู้จ่ายไม่รับรอง หรือไม่ใช้เงินผู้ทรงต้องปฏิบัติตามวีการในเร่ืองน้ัน ๆ
แล้วผู้ส่ังจ่ายก็จะใช้เงินให้ เง่ือนไขหรือวีการเช่นน้ีอยู่ในมาตรา 927, 941, 960 ซ่ึงจะกล่าวต่อไปใน
เร่ืองสิทธิของผู้ทรงที่จะไล่เบ้ียเอาแก่ลูกหน้ี ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายนี้ก็ท�ำนองเดียวกับความรับผิด
ของผูส้ ง่ั จา่ ยน้ีกท็ �ำนองเดียวกบั ความรับผิดของผคู้ ้�ำประกัน คอื จะมขี ึน้ ตอ่ เมือ่ ลกู หนี้ผิดนัด (แตผ่ จู้ า่ ย
นั้นถ้ายงั ไมไ่ ด้รบั รองตั๋วแลกเงินกย็ ังไมใ่ ชล่ ูกหน้)ี
ผู้ส่ังจ่ายต้องรับผิดตามเน้ือความในตั๋วเงินท่ีตนส่ังจ่ายในกรณีมูลหน้ีท่ีสมบูรณ์ และไม่มี
ข้อต่อสู้หรือไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย ดังนั้น การสั่งจ่ายเช็คเพ่ือช�ำระหนี้ให้กับตัวแทนซ่ึงทดลอง
ซ้ือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แทนผู้สั่งจ่ายย่อมเป็นการส่ังจ่ายเช็คโดยมีมูลหนี้ท่ีชอบด้วยกฎหมาย เม่ือ
โจทกซ์ งึ่ เปน็ ตวั แทนซอื้ หนุ้ ใหผ้ สู้ ง่ั จา่ ยเรยี กเกบ็ เงนิ ตามเชค็ ไมไ่ ด้ ผสู้ งั่ จา่ ยจงึ ตอ้ งรบั ผดิ ใชเ้ งนิ ตามเชค็
(คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 1555/2527)
รับผิดต่อใคร ความรับผิดของผู้ส่ังจ่ายคือรับผิดต่อผู้ทรง (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1171/2517)
ส่วนท่ีว่า “หรือผู้สลักหลังคนหลัง” ซึ่งถูกบังคับให้ใช้เงินนั้น คือผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังคนก่อน ๆ
ซ่ึงมาตรา 906 เรียกว่าคูส่ ัญญาคนก่อน ๆ จะตอ้ งรบั ผิดตอ่ ผู้สลักหลังคนหลงั ซ่งึ เป็นผรู้ บั ตวั๋ เงนิ ต่อ ๆ
ดาวนกโ์ หันลไดปจากแรละะบเบขT้าUใชDเ้Cงโนิ ดแยกน่ผาย้ทู อรรา่งมแดลว้วงจกันลทรับ์ เป็นเจา้ หนี้ตามมาตรา 964, 970
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 53
ขอ้ จำ� กดั ความรบั ผดิ ตามมาตรา 900 ผทู้ ล่ี งลายมอื ชอ่ื ในตว๋ั เงนิ ยอ่ มตอ้ งรบั ผดิ ตามเนอ้ื ความ
ในตวั๋ เงนิ นน้ั และจะเขยี นขอ้ ความวา่ จำ� กดั ความรบั ผดิ ลงไปอยา่ งใดกต็ อ้ งมกี ฎหมายอนญุ าตไว้ (มาตรา
899) สำ� หรบั ความรับผิดของผสู้ งั่ จ่ายมมี าตรา 915 บญั ญตั วิ า่
“ผ้สู ัง่ จ่ายตั๋วแลกเงนิ และผู้สลักหลงั คนใด ๆ ก็ดี จะจดข้อก�ำหนดซงึ่ จะกล่าวต่อไปน้ี
ลงไวช้ ัดแจ้งในตั๋วเงนิ นั้นกไ็ ด้ คือ
(1) ข้อกำ� หนดลบลา้ งหรอื จ�ำกดั ความรับผิดของตนเองตอ่ ผูท้ รง”
ฯลฯ
ฉะนน้ั โดยอาศัยมาตรา 915 (1) นี้ ถ้าผู้สง่ั จ่ายประสงค์จะจ�ำกัดความรับผิดของตนอย่างใด
กท็ �ำได้โดยวธิ ีเดยี ว คอื ตอ้ งเขยี นข้อก�ำหนดยกเว้นหรอื จำ� กดั ความรับผดิ ของตนลงไปในตว๋ั เงนิ และ
ต้องเขียนลงไปให้ชัดแจ้ง เช่น อาจเขียนลงไปว่า “จะไล่เบี้ยเอาแก่ข้าพเจ้าไม่ได้” หมายความว่า
แมไ้ ม่มผี ใู้ ช้เงนิ หรือไมม่ ีใครรบั รองตว๋ั เงินน้ัน ผสู้ ่ังจ่ายกไ็ มร่ ับผดิ ชอบดงั นก้ี ม็ ีผลใชไ้ ด้ หรอื จะกำ� หนด
ความรบั ผดิ ของผสู้ ง่ั จา่ ยโดยมเี งอ่ื นไขกไ็ ด้ สว่ นผสู้ งั่ จา่ ยจะวางเงอ่ื นไขในคำ� สง่ั ใหจ้ า่ ยเงนิ ไมไ่ ด้ เพราะท
ใหต้ ว๋ั เงินนั้นขาดรายการตามมาตรา 909 (2)
ข้อต่อสูข้ องผู้สง่ั จ่าย อันจะยกข้ึนอา้ งยันต่อผูท้ รงนน้ั ต้องเป็นไปตามมาตรา 916 และ 312,
313 คอื อา้ งได้แตเ่ ฉพาะขอ้ ที่ปรากฏในตัวตราสารนั้นหรือเกิดขึน้ โดยลักษณะของตราสารนั้นเองหรอื
ขอ้ ตอ่ สู้ที่ผู้ทรงได้รอู้ ยูแ่ ลว้ ในเวลารับโอนหรอื ความบกพร่องในสทิ ธขิ องผู้ทรงเอง เช่น โจทก์ใหจ้ ำ� เลย
ออกเชค็ จา่ ยเงนิ ลงวนั ลว่ งหนา้ ใหโ้ จทก์ โดยโจทกสื ญั ญาวา่ จะนำ� เงนิ เขา้ บญั ชขี องจำ� เลยในธนาคารกอ่ น
วันทล่ี งในเชค็ โจทก์ไมน่ �ำเงินเขา้ บัญชีของจำ� เลย โจทก์จึงเบิกเงนิ ตามเช็คไม่ได้ โจทก์มาฟอ้ งจำ� เลย
แย ๆ ยกขอ้ ทโี่ จทกไ์ มป่ ฏบิ ตั ติ ามสญั ญานขี้ นึ้ ตอ่ สไู้ ดต้ ามมาตรา 369 (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1279/2497)
แต่ถ้าผู้ทรงท่ีกล่าวนี้โอนตั๋วเงินต่อไปแล้ว ข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้ทรงคนก่อนน้ีจะน�ำไปใช้เป็น
ข้อต่อสู้ผู้ทรงคนปัจจุบันไม่ได้ เช่น ก. เขียนเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือไว้ดดยมิได้ส่งมอบแก่ผู้ใด
มีผู้ลักเช็คไป ต่อมาเช็คตออยุ่แก่ ข. ผู้ทรงท่ีรับเช็คไว้โดยสุจริต ข. ฟ้องไล่เบ้ียเอาแก่ ก. ได้
(ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 480/2514)
2.2 ผู้สลกั หลัง
เมอื่ ผสู้ ง่ั จา่ ยออกตวั๋ แลกเงนิ สง่ มอบใหแ้ กผ่ ทู้ รงตว๋ั เงนิ คนแรกคอื ผรู้ บั เงนิ (หรอื ผถู้ อื ถา้ เปน็
ต๋ัวส่ังจ่ายเงินแก่ผู้ถือ) ผู้รับเงินอาจโอนต่ัวต่อไปได้โดยการสลักหลังและส่งมอบตั๋วแลกเงินน้ันให้แก่
ผ้รู ยั สลักหลงั ใรทนั ใดน้นั ผูร้ ับเงินก็กลายเปน็ ลกู หนใ้ี นฐานะผู้สลกั หลัง
การโอนตว๋ั แลกเงิน มาตรา 917 วรรค 1 บญั ญตั วิ า่
“อนั ตวั๋ แลกเงนิ ทกุ ฉบบั ถงึ แมว้ า่ จะมใิ ชส่ ง่ั จา่ ยใหบ้ คุ คลเพอื่ เขาสงั่ กต้ าม ทา่ นวา่ ยอม
ดาวนโโ์ อหลนดใจหากก้ ระันบไบดT้ดU้วDCยสโดลยักนหายลอรังา่ แมลดะวงสจ่งนั มทรอ์ บ”
54 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
มาตรา 918 บญั ญตั ิตอ่ ไปวา่ “ตั๋วแลกเงินอนั สัง่ ใหใ้ ช้เงนิ แก่ผูถ้ ือนน้ั ทา่ นว่าย่อมโอนไป
เพียงด้วยส่งมอบให้กนั ”
มาตรา 917 เป็นบทบญั ญตั สิ ำ� หรบั โอนตัว๋ ชนิดระบุชอ่ื ผู้รับเงนิ สว่ นมาตรา 918 นัน้ ส�ำหรับ
โอนตวั๋ ชนดิ จา่ ยแกผ่ ถู้ อื การโอนตว๋ั ผถู้ อื ทำ� ไดด้ ว้ ยการสง่ มอบเทา่ นนั้ โดยไมต่ อ้ งสลกั หลงั (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาที่ 373/2500, 5140/2531) แต่แมจ้ ะสลักหลงั ตวั๋ ผู้ถือดว้ ยก็ไม่ห้าม หากได้มกี ารสง่ มอบด้วยแลว้ ก็
มผี ลเปน็ การดอน การสลกั หลงั ตว่ั ผถู้ อื นนั้ มผี ลเพยี งเปน็ ประกนั เฉพาะตวั ผสู้ งั่ จา่ ยเทา่ นนั้ (มาตรา 921
คำ� พิพากษาฎกี าที่ 51/2501, 424/2501, 1034/2507, 1169/2514, 2460/2526, 3506/2528)
เป็นลูกหน้ีในเงิน 200,000 บาท ส่งมอบเช็คจ�ำนวนเงิน 300,000 บาทใช้หนี้ เจ้าหน้ีเป็น
ผู้ทรงเช็คท้ังฉบับ ข้อตกลงเกี่ยวกับเงินเป็นเรื่องระหว่าเจ้าหนี้ลูกหนี้อีกส่วนหนึ่ง (ค�ำพิพากษาฎีกา
ท่ี 183/2526)
การโอนต๋ัวระบุช่ือให้จ่ายเงินแก่ผู้รับเงินโดยเฉพาะ ต้องสลักหลังและส่งมอบตั๋วไปยังผู้รับ
สลกั หลงั ดว้ ย ทง้ั นเ้ี ปน็ หลกั อนั เดยี วกบั มาตรา 309 ซงึ่ บญั ญตั วิ า่ “การดอนหนอี้ นั พงึ ตอ้ งชำ� ระตาม
เขาส่ังนั้น ท่านวา่ จะยกขนึ้ เป็นข้อตอ่ สู้ลูกหนหี้ รอื บคุ คลภายนอกคนอนื่ ได้แต่เฉพาะเมื่อการ
โอนนั้นได้สลักหลังไว้ในตราสาร และตราสารนั้นได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับโอนไปด้วย” เพียงแต่
สลกั หลงั แต่ไมไ่ ดส้ ง่ มอบ หรือส่งมอบแต่ไมส่ ลกั หลงั หามผี ลเปน็ การโอนในลักษณะต๋วั เงนิ ไม่
ข้อก�ำหนดห้ามโอน โดยปกติตั่วเงินย่อมโอนได้เสมอ ตามความในมาตรา 917 วรรคต้น
ท่ีว่า “แม้ว่าจะมิใช่ส่ังจ่ายให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่งก็ตาม” หมายความว่า จะระบุในต๋ัวเงินให้โอน
ได้หรือไม่ระบุก็ตาม ย่อมโอนได้เสมอ แต่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังอาจจะระบุข้อความมิให้มีการโอน
ต๋วั เงินกไ็ ด้โดยอาศัย มาตรา 917 วรรค 2 นัน่ เอง ที่บัญญัติวา่
“เมอ่ื ผสู้ ง่ั จา่ ยเขยี นลงไปในดา้ นหนา้ แหง่ ตวั่ แลกเงนิ วา่ “เปลย่ี นมอื ไมไ่ ด”้ ดงั นกี้ ด้ ี หรอื
เขียนค�ำอื่นอันได้ความเป็นท�ำนองเช่นเดียวกันนั้นก้ดี ท่านว่าต๋ัวเงินย่อมจะโอนให้แก่กันได้
แต่โดยรูปการและด้วยผลอย่างการดอนสามัญ” ล. 1 ออกเช็คให้ ล. 2 เขียนว่า payee only
ฆ่าค�ำว่าหรอื ผู้ถอื ออก ล. 2 สลกั หลงั ใหโ้ จทก์ โจทกเ์ อาเขา้ บญั ชธี นาคาร ล. 1 ไมต่ ้องรบั ผิดตอ่ โจทก์
(คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 2742/2525) และแมจ้ ะเปน็ การดอนตว๋ั เงนิ ใหแ้ กด่ จทกโ์ ดยการสลกั หลงั และสง่ มอบ
เพอ่ื ชำ� ระหนตี้ ามคำ� พพิ ากษาของศาล โจทกก์ ม็ ใิ ชผ่ ทู้ รงตามกฎหมาย เนอ่ื งจากผรู้ บั เงนิ ไดร้ บั ตวั๋ ซงึ่ มี
คำ� สง่ั หา้ มโอน จึงไม่มอี ำ� นาจฟอ้ งผสู้ ่ังจา่ ยได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 3329/2531) การโอนสามญั คอื การ
ดอนสทิ เิ รยี กรอ้ ง ซง่ึ ตอ้ งบงั คบั ตามมาตรา 306 กลา่ วคอื ตอ้ งทำ� เปน็ หนงั สอื มฉิ ะนนั้ ยอ่ มไมส่ มบรู ณ์ และ
การโอนนน้ั จะยกขน้ึ เปน็ ขอ้ ตอ่ สลู้ กู หนห้ี รอื บคุ คลภายนอกไดต้ อ่ เมอื่ ไดบ้ อกกลา่ วการโอนไปยงั ลกู หนี้
หรอื ลกู หนผี้ รู้ บั เงนิ สลกั หลงั ตว๋ั เงนิ ทไี่ มส่ ามารถโอนกนั ไดใ้ หเ้ จา้ หนโ้ี ดยมไิ ดท้ ำ� เปน็ หนงั สอื แมจ้ ะไดท้ ำ�
ดาวนห์โหนลงัดสจาอื กแรจะบง้ บกาTรUสDลCกั โดหยลนงั าใยหอเ้รจ่ามา้ พดวนงจกั นั งทารน์ พทิ กั ษท์ รพั ยข์ องผสู้ ง่ั จา่ ยได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 5127/2531)
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 55
และมาตรา 923 บัญญัตวิ ่า “ผู้สลักหลงั คนใดระบุขอ้ ความห้ามสลักหลังสืบไปลงไว้แลว้
ผสู้ ลกั หลงั คนนน้ั ยอ่ มไมต่ อ้ งรบั ผดิ ตอ่ บคุ คลอนั เขาสลกั หลงั ตวั๋ แลกเงนิ นน้ั ใหไ้ ปในภายหลงั ”
ข้อความที่จะมีผลเป็นการห้ามโอนนั้น ถ้าผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ก�ำหนดตามมาตรา 917 วรรค 2
จะต้องเขียนลงไว้ในด้านหน้าแห่งตั๋วแลกเงิน ถ้าเขียนด้านหลังข้อความนั้นไม่มีผล อาจเขียนชัดแจ้ง
ตรง ๆ ว่า “เปลี่ยนมือไม่ได”้ หรือเพียงแตเ่ ขยี นข้อความวา่ “จา่ ยเงนิ ให้กบั นายเขยี วเท่าน้ัน” หรอื
เขยี นวา่ account payee only (เขา้ บญั ชีผู้รบั เงินเทา่ น้ัน)หรอื เพยี งแต่เขียนข้อความว่า “จ่ายเงนิ ให้
กบั นายเขยี วเท่านั้น” หรือ “เทา่ น้ัน” ก็พอท่ีจะทำ� ใหเ้ ขา้ ใจวา่ เป็นข้อก�ำหนดห้ามโอนได้แล้ว
ส่วนข้อห้ามโอนโดยผู้สลักหลังน้ันคงต้องเขียนให้เห็นว่า เป็นข้อความของผู้สลักหลังให้ได้
ความในทำ� นองเดยี วกัน แต่ไมจ่ ำ� กดั ว่าต้องเขียนดา้ นหน้าหรือดา้ นหลัง
ความในมาตรา 917 วรรค 2 ทวี่ า่ “ตว๋ั เงินน้ันย่อมจะดอนใหก้ ันได้ แต่โดยรปู การและ
ด้วยผลอย่างการโอนสามัญ” หมายความว่าแม้จะมีข้อก�ำหนดห้ามโอน ก็เป็นแต่จะโอนด้วยการ
สลกั หลงั และใหม้ ผี ลอยา่ งการโอนตั๋วเงนิ ซง่ึ ผูร้ ับโอนอาจมสี ิทิดีกว่าผโู้ อนไม่ไดเ้ ท่านนั้ แต่ไม่ใชว่ า่ หนี้
ตามตวั๋ เงนิ อันผู้ส่ังจ่ายต้องรบั ผิดน้ันจะโอนไม่ได้เสยี เลย สทิ ธิรียกรอ้ งตามต๋ัวเงินนน้ั ยังคงโอนกันได้
โดยวธิ กี ารและไดผ้ ลอยา่ งการโอนสทิ ธิเรียกร้องอย่างอืน่ ทั่วไป ตามท่ีบญั ญตั ไิ ว้ในมาตรา 303, 306
และ 525 เป็นตน้ ซึง่ คงจะหา้ มดอนอีกชัน้ หน่ึงตามมาตรา 303 น้นั ก้ได้ แต่การทีผ่ ูส้ ลกั หลังห้ามโอน
ตวั่ เงนิ นนั้ คงโอนกนั ไดต้ ามปกติ เพยี งแตผ่ สู้ ลกั หลงั ผนู้ น้ั ไมต่ อ้ งรบั ผดิ เทา่ นนั้ และไมจ่ ำ� ตอ้ งมขี อ้ ยกเวน้
ให้ผูร้ บั สลักหลังโอนตัว๋ เงนิ ได้ดดยวิธีการโอนหนธ้ี รรมดาดงั มาตรา 917 วรรค 2
สำ� หรบั เชค็ ผทู้ รงอาจเขยี นคำ� วา่ หา้ มเปลยี่ นมอื ลงในเชค็ ขดี ครอ่ มได้ (มาตรา 995 (3)) ผทู้ รง
ไมใ่ ช่ผสู้ ัง่ จ่าย
ผู้โอน ใครเป็นผู้มีสิทธิโอนต่ัวแลกเงิน ผู้มีสิทธิโอนคือผู้ทรงต๋ัวแลกเงิน นอกจากนี้อาจมีผู้
อน่ื ทสี่ บื สทิ ธหิ รอื ใชส้ ทิ ธขิ องผทู้ รงกอ็ าจใชส้ ทิ ธนิ นั้ โอนตว๋ั แลกเงนิ ได้ การโอนโดยบคุ คลทสี่ บื สทิ ธหิ รอื
ใช้สิทธิของผู้ทรงนั้น ต้องลงช่ือระบุให้ชัดแจ้งว่าท�ำในฐานะแทนผู้ทรง มิฉะนั้นจะต้องรับผิดเป็น
ส่วนตัวตามมาตรา 900, 901
วธิ กี ารโอนตวั๋ แลกเงนิ ตวั๋ ผถู้ อื นน้ั อาจโอนดว้ ยการสง่ มอบตามมาตรา 918 สว่ นการโอนตว๋ั
ระบุช่อื ตามมาตรา 917 จะต้องสลกั หลังและส่งมอบ หลักเกณฑ์การสลักหลังมดี ังนี้
1. การสลักหลัง คอื ผสู้ ลักหลังเขียนลงไปในต๋ัวแลกเงนิ หรือในใบประจำ� ตอ่ และลงลายมือ
ชื่อผู้สลักหลัง (มาตรา 919) ตามน้ีจะเห้นได้ว่ากฎหมายมิได้ระบุให้เขียนด้านหน้าหรือด้านหลัง
ส่วนใบประจ�ำต่อบ้าง ฉะน้ันถ้าเขียนข้อความชัดว่าสลักหลังโอนต๋ัวเงินให้ใครจะเขียนด้านหน้าหรือ
ดาวนดโ์ หา้ ลนดหจาลกงั รตะบั๋วบเงTินUกDฎC หโดมยานยายกอไ้ รม่ามจ่ �ำดกวงดั จนั ทร์
56 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
แตจ่ ะเขียนเพียงลงลายมอื ชือ่ สลักหลงั เทา่ น้นั แล้ว ต้องเขียนลงบนด้านหลังต๋ัวแลกเงนิ ดังท่ี
บัญญตั ิไวใ้ นมาตรา 919 วรรค 2 วา่
“การสลกั หลงั ยอ่ มสมบรู ณ์ แมท้ งั้ มไิ ดร้ ะบชุ อื่ ผรู้ บั ประโยชนไ์ วด้ ว้ ย หรอื แมผ้ สู้ ลกั หลงั
จะมิไดก้ ระทำ� อะไรย่ิงไปกว่าลงลายมอื ชื่อของตนท่ดี า้ นหลงั ตวั๋ แลกเงิน หรือท่ีใบประจำ� ตอ่ ก็
ยอ่ มฟงั เป็นสมบรู ณด์ ุจกนั การสลกั หลังเช่นนี้ทา่ นเรยี กวา่ สลักหลังลอย
(1) กรอกขอ้ ความลงในทีว่ ่างดว้ ยเขยี นช่ือตนเอง หรอื ชอ่ื บคุ คลอ่นื ผใู้ ดผหู้ นง่ึ
(2) สลกั หลงั ตวั๋ เงนิ ตอ่ ไปอกี เปน็ สลกั หลงั ลอย หรอื สลกั หลงั ใหแ้ กบคุ คลอนื่ ผใู้ ดผหู้ นงึ่
(3) โอนตัว๋ เงนิ ไปใหแ้ กบ่ ุคคลภายนอกโดยไม่กรอกขอ้ ความลงในที่วา่ ง และไมส่ ลกั
หลงั อย่างหนง่ึ อย่างใด”
ถ้าลงลายมือช่ือในด้านหน้าตั๋วแลกเงินโดยไม่เขียนข้อความอื่น จะกลายเป็นอาวัลไปตาม
มาตรา 939 วรรค 3
2. การสลกั หลังจะมีเงือ่ นไขไมไ่ ด้ นเี่ ป็นขอ้ ความท่ี มาตรา 922 บัญญตั ไิ วว้ ่า
“การสลักหลังนั้นตอ้ งให้เปน็ ข้อความอันปราศจากเง่อื นไข และถา้ วางเง่อื นไขบังคบั
ลงไว้อย่างใด ท่านใหถ้ อื เสมอื นว่าเงอ่ื นไขนั้นมไิ ด้เขยี นไวเ้ ลย” ฯลฯ
ข้อนี้ก็ท�ำนองเดียวกับค�ำส่ังของผู้ส่ังจ่ายในต๋ัวแลกเงินให้จ่ายเงิน จะเป็นค�ำส่ังจ่ายโดย
มีเง่ือนไขไมไ่ ด้ (มาตรา 908 (2)) แต่ผลของการมเี งือ่ นไขในคำ� สัง่ ของผู้สง่ั จา่ ยกบั เงอ่ื นไขของผสู้ ลัก
หลงั น้ันผดิ กนั ถ้าคำ� สั่งของผ้สู ง่ั จ่ายตามมาตรา 909 (2) มีเงือ่ นไข ค�ำสั่งนน้ั ทำ� ให้ตว๋ั เงินไม่สมบรู ณ์
เปน็ ตัว๋ แลกเงนิ เลย มาตรา 910 แต่ถา้ คำ� สลกั หลงั มีเงอื่ นไข มาตรา 922 ใหถ้ ือเสมือนว่าไดส้ ลักหลัง
สมบูรณโ์ ดยไมม่ ีเง่อื นไขเลย
3. การสลักหลังต้องท�ำเพือ่ โอนต๋วั เงินท้งั ฉบบั จะโอนแต่เพียงบางส่วนไมไ่ ดต้ ามมาตรา
922 วรรค 2 ซ่ึงบัญญตั วิ า่ “อน่ึงการสลักหลงั โอนแตบ่ างส่วนทา่ นว่าเปน็ โมฆะ” ถ้ามีการสลกั
หลังบางส่วน ถอื ไม่เป็นการดอนเลย ผรู้ ับโอนไม่มสี ทิ ธใิ นตั๋วเงนิ จะดอนตว๋ั เงินตอ่ ไปไม่ไดจ้ ะใชส้ ทิ ธิ
ใด ๆ ในฐานะผ้ทู รงไมไ่ ด้
4. ผู้สลักหลังอาจเขียนขอ้ ความจำ� กัดความรบั ผิดได้ ทัง้ น้ีท�ำนองเดยี วกับผู้สัง่ จ่ายตาม
ขอ้ ความที่ระบุไวใ้ นมาตรา 915
ขอ้ ความท่ีควรพิเคราะห์กค็ ือ อย่างไรเปน็ ขอ้ จ�ำกดั ความรบั ผิดตามมาตรา 915 อย่างไรเป็น
เงอ่ื นไขตามมาตรา 922 เงอื่ นไขนน้ั คอื ขอ้ ความทก่ี ำ� หนดใหก้ ารโอนมผี ลหรอื สน้ิ ผลโดยอาศยั เหตกุ ารณ์
ในอนาคนอันไม่แน่นอน (มาตรา 144) คือเปน็ เง่ือนไขแหง่ การดอน ส่วนขอ้ จำ� กดั ความรับผดิ นนั้ เปน็
ดาวนแโ์ หตลจ่ ด�ำจกากดั รคะบวบามTUรบัDCผโิดดขยอนงายผอสู้ รล่ามักดหวลงจังนั ทไมร์ เ่ กยี่ วกบั การโอน กลา่ วคือ การโอนมีผลโดยปราศจากเง่ือนไข
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 57
เปน็ แตเ่ มอ่ื ดอนไปโดยสมบรู ณแ์ ลว้ ผรู้ บั ดอนจะมาวา่ กลา่ วเอากบั ผสู้ ลกั หลงั ไมไ่ ดเ้ ทา่ นนั้ และเขา้ ใจวา่
ขอ้ จำ� กดั ความรบั ผดิ ของผสู้ ลกั หลงั นอ้ี าจเปน็ ขอ้ จำ� กดั โดยลกั ษณะทเี่ ปน็ เงอื่ นไขกไ้ ด้ กลา่ วอกี นยั หนง่ึ
ก็คือเงื่อนไขแหง่ การโอนสิทธิตามต่ัวเงนิ ใชไ้ ม่ได้ แต่เงอ่ื นไขความรบั ผิดของผูด้ อนนัน้ ใช้ได้
เช่น เขยี วสลักหลงั ต๋วั แลกเงินให้ ก. โดยเขียนว่า ให้การโอนมผี ลเมอ่ื เรอื “นางลอย” มาถึง
กรงุ เทพฯ ดง่ั นตี้ อ้ งถอื เสมอื นไมม่ เี งอื่ นไขเลย แตถ่ า้ เขยี วสลกั หลงั ตว๋ั เงนิ ให้ ก. โดยเขยี นวา่ แตข่ า้ พเจา้
จะรับผดิ ต่อเมอื่ เรอื “นางลอย” มาถึงกรุงเทพฯ ดังน้ใี ช้ได้ มผี ลวา่ ก. รับโอนตั๋วเงินไปได้โดยสมบรู ณ์
แต่จะไล่เบ้ยี เอากับเขียวไดเ้ มื่อเรอื “นางลอย” มาถงึ กรุงเทพฯ เทา่ น้ัน
ผลของการโอนที่ไม่เป็นไปตามวิธีการน้ี ถ้าหากว่าไม่ปฏิบัติการดอนตั่วเงินตามวีการ
ดังกล่าวมานี้จะมีผลเป็นอย่างไร มาตรา 919 มขี ้อความว่า “การสลักหลงั ยอ่ มสมบรู ณ์” ฯลฯ ถ้าได้
ทำ� ตามวธิ กี ารทร่ี ะบไุ ว้ หมายความวา่ ถา้ ไมเ่ ปน็ ไปตามมาตรา 919 กไ็ มส่ มบรู ณเ์ ปน็ การสลกั หลงั มาตรา
309 ก็บัญญตั แิ ตเ่ พยี งว่าการโอนนน้ั จะใช้ยนั ลูกหน้ีและคนภายนอกไมไ่ ดเ้ ทา่ นน้ั หาทำ� ให้การโอนนน้ั
ตกเปน็ โมฆะไปไม่ ฉะนนั้ ถา้ หากมกี ารโอนตวั๋ แลกเงนิ ไปในมลู หนอี้ ยา่ งใดซงึ่ มขี อ้ ความวา่ จะโอนตวั๋ เงนิ
ให้ ก้อาจอาศยั มลู หน้ีนั้นเรียกรอ้ งใหผ้ ้โู อนสลกั หลังโอนใหส้ มบูรณืได้ การทม่ี าตรา 918, 919 บญั ญตั ิ
วิธีการโอนตั่วเงินไว้โดยเฉพาะดังนี้มีผลว่าต๋ัวเงินจะดอนได้แต่โดยวีการตามมาตรา 309, 918, 919
เท่านั้น มิฉะนั้นจะใช้ยันลูกหน้ีเองก้ไม่ได้ จึงต้องเข้าใจว่าจะโอนโดยรุปการโอนอย่างสิทธิเรียกร้อง
สามัญตามมาตรา 306 ไม่ได้ ซ่ึงผู้รับโอนจะไม่มีฐานะเป็นผู้ทรงเฉพาะต๋ัวเงินท่ีผู้สั่งจ่ายห้ามโอนไว้
ตามมาตรา 917 วรรค 2 เท่านน้ั ที่กฎหมายบัญญตั ิให้โอนได้อยา่ งการโอนสามัญ
ก�ำหนดเวลาสลักหลัง ระยะเวลาท่ีตั๋วแลกเงินจะหมุนเวียนโดยบริบูรณ์น้ันมีจ�ำกัดไว้ตาม
มาตรา 924 ว่า
“ถ้าตั๋วแลกเงินสลักหลังต่อเมื่อส้ินเวลาเพื่อคัดค้านการไม่รับรอง หรือการไม่ใช้เงิน
น้ันแล้วไซร้ ท่านว่าผู้รับสลักหลังย่อมได้ไปซ่ึงสิทธิแห่งการรับรองตามแต่มีต่อผู้สั่งจ่ายกับ
สิทธไิ ล่เบี้ยเอาแก่บรรดาผ้ซู งึ่ สลกั หลังต๋ัวเงินนั้นภายหลังทส่ี น้ิ เวลาเชน่ นัน้
แต่ถ้าตั่วเงินน้ันได้มีคัดค้านการไม่รับรองกรือการไม่ใช้เงินมาแต่ก่อนสลักหลังแล้ว
ไวร้ ท่านว่าผู้รับสลักหลังย่อมได้ไปแต่เพียงสิทธิของผู้ซ่ึงสลักหลังให้แก่ตนอันมีต่อผู้รับรอง
ตอ่ ผสู้ งั่ จา่ ย และตอ่ บรรดาผทู้ สี่ ลกั หลงั ตว๋ั เงนิ นนั้ มากอ่ นยอ้ นขน้ึ ไปจนถงึ เวลาคดั คา้ นเทา่ นนั้ ”
มาตรา 924 น้ีแสดงให้เห็นว่า ตั๋วแลกเงินนั้นจะหมุนเวียนอยู่ได้เพียงภายในก�ำหนดเวลา
ที่จะต้องน�ำต๋ัวไปยื่นเพื่อให้รับรองหรือให้ใช้เงินเท่าน้ัน เมื่อถึงก�ำหนดนั้น ผู้ทรงต้องน�ำตั๋วไปย่ืน
ให้รับรองหรือให้ใช้เงิน ถ้าเขารับรองแล้วใช้เงินให้ ต๋ัวน้ันก็ส้ินความผูกพันไป ถ้าเขาไม่รับรองหรือ
ไม่ใช้เงิน ผู้ทรงอาจต้องท�ำค�ำคัดค้านภายในเวลาก�ำหนด ถ้าผู้ทรงไม่ท�ำค�ำคัดค้านก็ย่อมสิ้นสิทธิที่
ดาวนจโ์ หะลไดลจเ่ าบก้ียระบนบอTกUจDาCกโจดะยเนรยีายกอรรา่้อมงดเอวงาจกันับทรผ์ รู้ บั รองโดยตรงเทา่ น้ันตามมาตรา 973 ถ้าทำ� คำ� คัดค้านกอ็ าจ
58 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ไลเ่ บย้ี เอาจากคสู่ ัญญาคนกอ่ น ๆ ไดด้ ว้ ย แต่ตวั๋ เงนิ กห้ ยุดไม่เป็นต๋วั ทีเ่ ปล่ยี นมือหรือโอนกนั ได้อย่าง
ตว๋ั เงนิ ทั่วไป หากมีการโอนกด้ อนอย่างหนธ้ี รรมดาเทา่ นนั้ มาตรา 924 นีจ้ งึ หมายความวา่ เมือ่ พน้
เวลาที่จะคัดค้านการไม่รับรองหรือไม่ใช้เงินแล้ว ถ้าผู้ทรงจะโอนต๋ัวไปก็โอนได้ แต่สิทธิที่ฟ้องร้อง
เอากบั ผูร้ บั รองเทา่ น้นั เพราะในขณะท่โี อนผูท้ รงสิทธทิ ่จี ะเรยี กรอ้ งเอากับผู้รับรองคนเดยี ว สทิ ธิท่จี ะ
เรยี กรอ้ งไล่เบยี้ เอากับผู้สลกั หลงั ก่อนสน้ิ เวลานั้นและผู้สั่งจ่ายได้สิน้ ไปตามมาตรา 973 แล้ว
ผรู้ บั สลกั หลงั จะเปน็ ใครบ้างนั้น มาตรา 917 วรรค 3 บญั ญตั ิวา่
“อน่ึง ต๋ัวเงินจะสลักหลังให้แก่ผู้จ่ายก็ได้ ไม่ว่าผู้จ่ายจะได้รับรองตั๋วเงินน้ันหรือไม่
หรอื จะสลักหลังให้แกค่ ู่สญั ญาฝ่ายอน่ื ใดแหง่ ตว๋ั เงินกไ็ ด้ ส่วนบคุ คลทงั้ หลายเหลา่ นี้กย็ ่อมจะ
สลักหลังตวั๋ เงนิ นนั้ ต่อไปอีกได”้
หมายความว่า ต๋ัวแลกเงินน้ันจะสลักหลังให้ใครก้ได้ไม่ว่าผู้น้ันเป็นลูกหนี้ในต๋ัวเงินอยู่ก่อน
แล้วหรือไม่ เป็นแต่จะไล่เบี้ยเอาจากผู้ท่ีเป็นเจ้าหน้ีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้เท่านั้น (มาตรา 971) การท่ี
ลูกหนี้ในต๋ัวเงินกลับเป็นผู้รับโอนหน้ีน้ันมาเอง หาท�ำให้หน้ีนั้นระงับไปโดยเกลื่อนกลืนกันเหมือน
หนอี้ น่ื ไม่ ซงึ มาตรา 353 เรอื่ งหนเี้ กลอื่ นกลนื กนั กบ็ ญั ญตั ยิ กเวน้ ไวใ้ นเรอ่ื งการสลกั หลงั ตวั๋ เงนิ กลบั คนื
ตามมาตรา 917 วรรค 3 เชน่ เดยี วกนั
ผลของการสลักหลัง มาตรา 920 บัญญัติว่า
“อันการสลักหลงั ยอ่ มโอนไปซ่ึงบรรดาสิทธิอันเกดิ แต่ตั๋วแลกเงนิ ”
หมายความว่า ผลของการสลักหลัง มาตรา 920 บัญญัติว่า “อันการสลักหลังย่อมโอนไป
ซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ต๋ัวแลกเงิน” หมายความว่าการสลักหลังต๋ัวแลกเงินคือการแสดงเจตนาโอน
สิทธิเรียกร้องตาม ตั๋ว เงินน้ันไปยังผู้รับสลัก หลังแต่เจตนาน้ันจะมีผลเป็นการโอนต่อเม่ือได้ส่งมอบ
ต๋ัวน้ัน ให้ผู้รับสลักหลังด้วยตามมาตรา 918 วรรค 1 และมาตรา309ในส่วนการเข้าเป็นลูกหนี้โดย
การสลักหลังนี้ไม่ต้องค�ำนึงถึงว่าการสลักหลังขาดสายหรือไม่ซ่ึงเป็นวิธีพิสูจน์ใน ตั๋วแลก ส่วนของ
ผูร้ บั โอนหรอื เจ้าหนี้ว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 905 อกี ชั้นหน่งึ เม่ือสทิ ธตามตว๋ั
เงินได้โอนจากผู้ทรงโดยการสลักหลังตามข้อสัญญาของผู้สลักหลังดังท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา 914 เช่น
เดียวกับผู้ส่ังจ่ายว่าถ้าไม่มีผู้รับรองหรือใช้เงินตาม ตั๋วนั้น ผู้สลักหลังก็จะใช้เงินให้เมื่อได้ท�ำถูกต้อง
ตามวธิ กี ารในขอ้ ไมร่ บั รองหรอื ไมใ่ ช้ เงนิ นนั้ ถา้ ไมม่ กี ารสลกั หลงั ตวั๋ เงนิ กย็ อ่ มไมเ่ ปน็ การโอนตวั่ เงนิ กนั
แตอ่ ยา่ งใด เชน่ ธนาคารเจา้ หนไี้ ดร้ บ้ มอบตวั๋ เงนิ จากลกู หนเ้ี งนิ ฝากใหเ้ พอ่ื เปน็ หลกฐั านแหง่ หนพ้ี รอ้ ม
กับการท�ำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องก็ไม่เป็นการโอนตั๋วเงินน้ัน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 3338/2527) ถ้า
เปน็ การสลักหลังต๋วั ผูถ้ ือ มาตรา 921 บัญญัติว่า“การสลักหลงั ต๋วั แลกเงนิ ซง่ึ สั่งใหใ้ ชเ้ งนิ แก่ผ้ถู อื น้ัน
ยอ่ มเป็นเพยี งประกนั สำ� หรบั ผสู้ งั่ จา่ ย” หมายความว่าผูส้ ลกั หลงั ตวั๋ ผู้ถอื ไม่ต้องรับผิดอยา่ งผสู้ ลกั หลัง
ดาวนแ์โหตลม่ ดคีจาวการมะบรบบั TผUดิ DตCอ่ โผดยทู้ นรางยเอปรน็า่ มอดยวา่ งงจเันดทยีร์วกบั ผสู้ ง่ั จา่ ย (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 51/2501) โดยรบั ผดิ รว่ มกบั
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 59
ผสู้ ่ังจา่ ย (คำ� พิพากษาฎกี าที่2460/2526) ถ้าผ้สู ลักหลงั ตัว๋ ผู้ถอื ใชเ้ งนิ ไปแลว้ก้ไล่ เบี้ยจากผูส่งั จ่ายได้
แต่จะไล่เบ้ียกันเองไม่ได้ถึงแม้จะมีผู้สลักหลงัต๋ัวผู้ถือหลายคน เพราะ ผู้ส่ังจ่ายซึ่งตนใช้เงินแทนไป
น้ันไล่เบ้ียจากผู้สลักหลังไม่ได้และกฎหมายมิได้บัญญัติให้ น�ำมาตรา 682 มาใช้ กรณีต๋ัว ที่ส่ังให้
“จา่ ยเงนิ แก่นายเขยี วหรอื ผถู้ อื ” ต๋ัว เงนิ นนั้ ตามความหมายเป็นตว๋ั ผู้ ถอื เมือ่ เปน็ ตวั๋ ผูถอื กอ็ าจไดต้ ั๋ว
เงนิ ไปดว้ ยการสง่ มอบ ฉะนน้ั การสลกั หลงจั งึ มปี ระโยชน์ เพยี งประกนั ผสู้ ง่ั จา่ ยตามมาตรา 921 เทา่ นน้ั
แตถ่ ้ามีข้อความเขยี นจำ� กดั ระบลุ งไปวา่ ให้ จา่ ยเงินแกผ่ ้รู ับเงินเท่านน้ั (A/C PAYEE ONLY)แลว้ ก็
หมายความว่าเป็ นเชค็ ระบุชอ่ื ซึ่งห้าม โอน ไมถ่ อื เปน็ ตั๋วผู้ถือเท่ากบั ผรู้ บั เงนิ เปน็ ผู้ถอื เช็คไปเขา้ บัญชี
การสลักหลังจ�ำนำ� มาตรา 926 เป็นวธิ ีการจ�ำน�ำ ตว๋ั เงนิ โดยใชข้ อ้ ความในการสลัก หลังวา่ “ราคา
เป็นประกัน” “ราคาเป็นจ�ำน�ำ” ดังท่ีมาตราน้ีให้ตัวอย่างไว้เป็นการสลักหลังต๋ัวแลกเงินและส่งมอบ
ตวั๋ เงนิ แกผ่ รู้ บั จำ� นำ� ไวต้ ามมาตรา 751 ซง่ึ บญั ญตั วิ า่ “ถา้ จำ� นำ� ตราสาร ชนดิ ออกใหแ้ กบ่ คุ คลเพอ่ื เขาสงั่
หา้ มไมใ่ หย้ กขนึ้ เปน็ ขอ้ ตอ่ สบู้ คุ คลภายนอกเวน้ แตจ่ ะ สลกั หลงั ไวท้ ตี่ ราสารใหป้ รากฏการจำ� นำ� เชน่ นน้ั
อนงึ่ ในการนไี้ มจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งบอกกลา่ วแกล่ กู หนแี้ หง่ ตราสาร” มอบเชค็ เงนิ สดใหไ้ วเ้ ปน็ ประกนั การชำ� ระ
หนี้เงินยืมที่อพ้นก�ำหนดอายุความ ตามมาตรา1002แล้วจะอ้างเป็นจ�ำน�ำไม่ได้ไม่มีลักษณะเป็นจ�ำน�ำ
เช็ค (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 2179/2518) การจ�ำน�ำ ต๋วั ผ้ถู อื ไมม่ ีวิธีการบญั ญติไว้ในกฎหมายตั๋ว เงินหรอื
จ�ำน�ำ การส่งมอบ ตั๋วผู้ถือมีลักษณะเป็นการโอนต๋ัวเงินตามมาตรา 918 แต่คงมีข้อสัญญาท่ีผูกพัน
ผู้โอน ระหว่างกันเองได้ ผู้ทรงที่ได้รับตั๋วเงินมาด้วยการสลกัหลังจ�ำน�ำ เป็นผู้รับจ�ำน�ำ อาจใช้สิทธิ
เรียกร้อง เก็บเงินตามต๋ัวไดเ้ มอื่ ถึงก�ำหนดตามมาตรา 754,766 ลูกหนีจ้ ะตอ่ สูผ้ ู้รับจำ� น�ำดว้ ยข้อต่อสู้
อนั อาศยั ความเกย่ี วพนั เฉพาะบคุ คลระหวา่ งตนกบั ผสู้ ลกั หลงั ไมไ่ ดเ้ วน้ แตก่ ารสลกั หลงั จะไดม้ ขี นึ้ ดว้ ย
คบคดิ กนั ฉอ้ ฉลทำ� นองเดยี วกบั มาตรา 916 ทงั้ นเ้ี พราะผรู้ บั จำ� นำ� ใชส้ ทิ ธิ เรยี กรอ้ งของเขาเองในฐานะที่
เปน็ เจา้ หนคี้ นหนง่ึ ไมเ่ หมอื นตวั แทนในมาตรา 925 ทใี่ ช้ สทิ ธขิ องตวกั ารเทา่ นน้ั ขอ้ จำ� กดั สทิ ธขิ องผรู้ บั
จำ� นำ� เพยี งแตส่ ลกั หลงั ตอ่ ไปไดเ้ หมอื นตวั แทนสลกั หลงั เทา่ นนั้ คอื จะใหส้ ทิ ธแิ กผ่ รู้ บั โอนดไี ปกวา่ เดมิ
ไมไ่ ดผ้ รู้ บั โอนจะเกบ็ เงนิ ไปเปน็ ประโยชน์ ของตนเสยี ทงั้ หมดไมไ่ ดเ้ มอื่ เรยี กเกบ็ เงนิ ตามตวั๋ ไดม้ ากห็ กั
เอาไวไ้ ด้เทา่ จ�ำนวนทตี่ ว๋ั นัน้ จำ� น�ำ ประกนั หนี้เท่านนั้ เหลอื นอกนนั้ คอื ต้องคืนผจู้ ำ� นำ� ไป
2.3 ผรู้ บั รอง
ผจู้ า่ ยทมี่ ชี อ่ื ระบไุ วใ้ นตวั๋ เงนิ ยงั เปน็ คนนอกสญั ญาอยู่ ผจู้ า่ ยเขา้ เปน็ คสู่ ญั ญากต็ อ่ เมอื่ ไดร้ บั
ต๋ัวเงินและเปล่ียนฐานะจากมาเป็นผู้รับรอง (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1416/2521) ความรับผิดของผู้จ่าย
เกดิ ขน้ึ โดยการแสดงเจตนาดว้ ยการเขยี นลงในตวั๋ เงนิ วา่ จะจา่ ยเงนิ ตามคำ� สงั่ ของผสู้ งั่ จา่ ย อนั เรยี กวา่
การรับรองต๋ัวแลกเงิน ผู้อื่นนอกจากผู้จ่ายจะลงลายมือชื่อรับรองต่ัวแลกเงินมิได้ แม้รับรองลงไปใน
ตวั๋ แลกเงนิ คำ� รบั รองนน้ั กไ็ มม่ ผี ลเปน็ คำ� รบั รองตวั๋ เงนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 359/2511) ปกตผิ ทู้ รงกไ็ ม่
จ�ำเปน็ ต้องยน่ื ตั๋วเงนิ ให้ผจู้ า่ ยรับรอง
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
60 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ต๋วั ทต่ี อ้ งยื่นให้รับรอง
1. ตวั๋ แลกเงนิ อนั สง่ั ใหใ้ ชเ้ งนิ เมอ่ื สน้ิ ระยะเวลากำ� หนดอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ นบั แตไ่ ดเ้ หน็ (มาตรา
927)
2. ผู้สั่งจ่ายอาจก�ำหนดให้มีการย่ืนตั๋วเพ่ือรับรอง โดยก�ำหนดเวลาให้ยื่นหรือไม่มีก�ำหนด
เวลาก้ได้
3. ผสู้ ลักหลงั อาจกำ� หนดให้ยื่นตัว๋ เพื่อรบั รองได้เชน่ เดียวกับผู้ส่ังจา่ ย เว้นแต่ผ้สู ั่งจ่ายจะห้าม
การรับรองไว้ (มาตรา 927)
ตั๋วที่ส่ังจ่ายเงินหลังระยะเวลาหน่ึงนับแต่ได้เห็นนั้น จ�ำเป็นต้องย่ืนให้รับรองเพื่อจะได้เริ่ม
ค�ำนวณระยะเวลาท่ีก�ำหนดไว้นับแต่ได้เห็น คือนับแต่วันรับรองไปจนครบก็จะเป็นวันที่ถึงก�ำหนดใช้
เงนิ ตามตั๋ว
ส่วนต๋ัวท่ีผู้ส่ังจ่ายหรือผู้สลักหลังให้ยื่นเพ่ือรับรองน้ัน ก็เพ่ือผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังจะได้
ทราบวา่ ผู้จา่ ยจะยอมจา่ ยเงนิ ตามคำ� ส่งั หรอื ไม่ เพ่อื เตรยี มการตามขอ้ ผกู พัน
ตวั๋ ทไี่ มจ่ �ำต้องย่นื ให้รับรอง กค็ ือตั๋วนอกจากท่ีกลา่ วแล้ว ต๋วั เหลา่ น้ีผทู้ รงจะยน่ื หรือไมย่ ื่น
ให้รบั รองก็ได้
ต๋ัวที่จะน�ำยื่นให้รับรองไม่ได้ ก็อาจมีได้ ทั้งนี้เพราะผู้ส่ังจ่ายอาจห้ามการยื่นต๋ัวให้รับรอง
เสียเลยก็ได้ หรือห้ามไม่ให้ย่ืนก่อนก�ำหนดเวลาหน่ึงเวลาใดก็ได้ (มาตรา 927) เว้นแต่จะเป็นต๋ัว
ท่ีจ�ำเป็นต้องย่ืนให้รับรอง เพราะเป็นตั๋วส่ังจ่ายเงิน ณ แต่เวลาท่ีก�ำหนดนับแต่ได้เห็น หรือเป็นต๋ัว
จ่ายเงินที่อน่ื นอกจากภูมิลำ� เนาของผจู้ า่ ย (มาตรา 927) ซึ่งถา้ ไม่ยื่นใหผ้ ู้จา่ ยรับรอง ผูจ้ ่ายก้ไมร่ ู้ว่าจะ
ยนื่ ใหใ้ ชเ้ งนิ ท่ไี หนเมอ่ื ใด
ที่ผู้ส่ังจ่ายห้ามการย่ืนให้รับรองตั๋วเงินได้ ก้เพราะถ้ายื่นแล้วเขาไม่รับรอง ผู้ทรงอาจไล่เบี้ย
ไดท้ นั ที แม้ก่อนกำ� หนดรบั เงินในตวั๋ (มาตรา 959) ผูส้ ง่ั จา่ ยอาจยังไม่พรอ้ มที่จะช�ำระหนีต้ ามต๋วั นนั้
ก่อนก�ำหนดกไ็ ด้
ส่วนตวั๋ ท่ีตอ้ งจา่ ยเงินเมอ่ื ไดเ้ ห็น การใชเ้ งนิ ตอ้ งทำ� เม่ือย่ืนตวั๋ จงึ ไมม่ ีการรบั รองอยู่เอง
ผลของการย่ืนตว๋ั เงนิ ในกรณที อ่ี าจย่นื ต๋ัวให้รับรองได้ ถ้าผจู้ า่ ยไมร่ ับรองก็เปน็ ผลให้ผทู้ รง
ใชส้ ทิ ธิไล่เบ้ยี ได้ ถ้าผู้จา่ ยรบั รองก็เป็นผลใหผ้ ู้จ่ายเข้าผุกพนั เป็นคูส่ ัญญาในต๋วั เงนิ ตามมาตรา 937
ในกรณีที่มีการห้ามมิให้ผู้ทรงย่ืนตั๋วเงินให้ผู้จ่ายรับรอง แม้ผู้ทรงจะย่ืนแล้วผู้จ่ายไม่รับรอง
ก็หาท�ำให้ผู้ทรงใช้สิทธิไล่เบ้ียก่อนตั๋วเงินถึงก�ำหนดได้ไม่ แต่ถา้ ผู้จ่ายรับรองต๋ัวเงินน้ัน ข้อห้ามของ
ผู้ส่ังจ่ายก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนความรับผิดของผู้รับรองแต่อย่างใด ผู้รับรองคงผูกพันตามมาตรา
ดาวน9โ์ ห3ล7ดอจายกนู่ระั่นบเบอTงUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 61
ผลของการไม่ยนื่ ตวั๋ เงนิ ในกรณีทีต่ อ้ งยน่ื ตวั๋ ใหร้ ับรอง ถา้ ผู้ทรงละเลยไม่ยนื่ ตว๋ั ถา้ เป็นตั๋ว
ที่ต้องย่ืนเพราะเป็นต่ัวชนิดให้ใช้เงินตามก�ำหนดเวลาภายหลังได้เห็น ผู้ทรงย่อมส้ินสิทธิไล่เบี้ยเอา
กบั ผูส้ ลกั หลังและผู้ส่ังจ่าย มาตรา 973 (1) ถา้ เป็นตั่วท่ีผสู้ ั่งจา่ ยกำ� หนดให้ย่นื ผ้ทู รงกส็ ้นิ สทิ ธิไล่เบ้ีย
เอากับผู้ส่ังจ่ายและผู้สลักหลัง เว้นแต่ผู้สั่งจ่ายจะก�ำหนดไว้เพียงจะไม่รับผิดในเร่ืองไม่รับรองเท่านั้น
ในกรณีนี้ผู้สั่งจ่ายก็ยังต้องรับผิดในเม่ือต๋ัวน้ันไม่มีผู้จ่ายเงินอยู่ต่อไป ถ้าเป็นตั่วที่ผู้สลักหลังก�ำหนด
ใหย้ ่นื ผู้ทรงก้สนิ้ สิทธทิ ี่จะไลเ่ บยี้ เอากับผ้สู ลักหลงั ทกี่ ำ� หนดให้ยนื่ นั้น (มาตรา 973) แตม่ ขี อ้ ยกเวน้ ใน
กรณจี �ำเปน็ ตาม มาตรา 974
ตวั๋ ทกี่ ำ� หนดใหจ้ า่ ยเงนิ ทอี่ น่ื นอกจากภมู ลิ ำ� เนาของผจู้ า่ ยนนั้ เปน็ ปญั หาวา่ จะตอ้ งยนื่ ใหร้ บั รอง
หรือไม่ ตามกฎหมายองั กฤษ (มาตรา 35 (3) และ (4)) แสดงว่าตอ้ งย่ืนให้รับรองเว้นแตม่ เี หตุจำ� เป็น
ท�ำไม่ได้ แต่ตามลักษณะท่ีบัญญัติไว้ในกฎหมายของเราน้ัน หาได้บัญญัติในรูปเดียวกับกฎหมาย
อังกฤษไม่ ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้จ�ำต้องยื่นตั๋วเงินเช่นน้ีให้รับรอง และผลของการไม่ยื่นต๋ัวเงินน้ี
ใหร้ บั รองไม่มีบทบญั ญตั ิให้ผ้สู ั่งจา่ ยหลดุ พ้นจากความรบั ผดิ เหมือนดงั ทบี่ ญั ญัตไิ ว้ในกรณอี น่ื ๆ ตาม
มาตรา 973 จึงเข้าใจว่าผู้ทรงต้องย่ืนต๋ัวให้เช่นน้ีให้รับรอง และแม้จะไม่ยื่นก็ไม่ท�ำให้ผู้ส่ังจ่ายผู้สลัก
หลงั หลดุ พน้ จากความรบั ผดิ แตป่ ระการใด จรงิ อยกู่ ารยนื่ ตว๋ั เชน่ นคี้ วรจะกระทำ� ใหผ้ จู้ า่ ยรตู้ วั วา่ จะตอ้ ง
เตรยี มตวั จา่ ยเงนิ ณ ทอี่ นื่ เมอ่ื วนั ตวั๋ เงนิ ถงึ กำ� หนด และถา้ ผทู้ รงจะยน่ื ตวั๋ เงนิ นใ้ี หผ้ จู้ า่ ยรบั รอง ผสู้ ง่ั จา่ ย
จะหา้ มไมไ่ ด้ (มาตรา 927) แต่กไ็ ม่มีทางแปลขอ้ นี้ได้เลย ไปจนถงึ ผูท้ รงจำ� เป็นต้องยื่นตวั๋ ให้รับรอง
และไมม่ ที างแปลกฎหมายบทใดวา่ ถา้ ไมย่ น่ื ผใู้ ดจะหลดุ พน้ ความรบั ผดิ ไปตามขอ้ สญั ญาของผสู้ งั่ จา่ ย
ในมาตรา 914 ก็เพียงแต่ว่าถ้าน�ำตั๋วย่ืนโดยชอบแล้ว จะมีผู้ใช้เงิน ไม่มีข้อความท่ีจะปลดเปล้ือง
ความรบั ผิดในเรื่องน้ีเปน็ เรอื่ งผ้สู ง่ั จา่ ยจะต้องจดั ใหม้ ผี ใู้ ช้เงินตามตั๋ว ณ สถานที่และเวลาทถ่ี ึงกำ� หนด
อันเป็นค�ำส่ังที่ผู้สั่งจ่ายระบุไว้เอง การย่ืนตั๋วให้ใช้เงินตามมาตรา 941 ก็ไม่ขัดขวางแก่การท่ีผู้ทรง
จะน�ำตวั๋ ไปย่นื โดยท่ผี ู้จ่ายไมไ่ ดร้ บั รองไว้ก่อน
ผู้ยื่นตั๋วแลกเงินให้รับรอง อาจเป็นผู้ทรงก้ดีหรือใครท่ีได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครองก้ได้
แม้มิได้ครอบครองในฐานะผทู้ รง (มาตรา 927)
สถานที่ยื่น ตอ้ งยน่ื ให้ผจู้ ่ายรับรอง ณ ที่อยขู่ องผจู้ า่ ย (มาตรา 927)
ก�ำหนดเวลายืน่ ผ้ทู รงหรอื ผู้ครอบครองต๋วั เงินอาจยื่นตั๋วเงนิ ได้ภายในก�ำหนดเวลาดงั น้ี
1. ถา้ ผู้สั่งจา่ ยหรือผูส้ ลกั หลงั ไมไ่ ด้กำ� หนดเวลาไว้
ก. ในกรณปี กติ อาจยื่นเวลาใด ๆ กไ็ ดจ้ นถงึ ก�ำหนดเวลาใชเ้ งิน (มาตรา 927)
ข. ต๋ัวเงินส่ังจ่ายเงินในเวลาใดเวลาใดเวลาหนึ่งนับแต่ได้เห็น ต้องยื่นภายในก�ำหนด
ดาวน6โ์ หเลดดอืจานกรนะบบั บแTตU่วDนั Cอโอดยกตนา่ัวยอ(รม่าามตดรวงาจัน9ท2ร8์ )
62 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
2. ถ้าผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังก�ำหนดเวลาไว้ก็ต้องยื่นตามน้ัน (มาตรา 927, 928) ถา้ ผู้ส่ัง
จา่ ยกำ� หนดเวลาไวอ้ ยา่ งใด ผสู้ ลกั หลงั จะกำ� หนดเปน็ อยา่ งอนื่ ไมไ่ ด้ เพราะผสู้ ลกั หลงั รบั โอนมาภายได้
ค�ำส่ังของผ้สู ่งั จา่ ยทีป่ รากฏในตั๋วเงนิ นั้น
วธิ ีการรับรอง การท่ีผู้จา่ ยจะรับรองต๋วั เงินน้ัน กฎหมายกำ� หนดหลกั เกณฑ์ไว้ดังน้ี
1. ระยะเวลาทจี่ ะตอ้ งรบั รอง ผจู้ า่ ยจะตอ้ งรบั รองภายใน 24 ชว่ั โมง นบั ตง้ั แตเ่ วลายนื่ ตว๋ั เงนิ
(มาตรา 929) กลา่ วคอื ผจู้ า่ ยมีเวลาท่จี ะสอบสวนพจิ ารณาวา่ จะรับรองหรอื ไมใ่ น 24 ชว่ั โมงนั้น ผจู้ า่ ย
จะเรียกใหผ้ ู้ทรงปลอ่ ยตัว๋ ไวใ้ นมือผู้จา่ ยในระหวา่ ง 24 ชวั่ โมงน้นั ไม่ได้ (มาตรา 930 วรรค 1) ถา้ ผ้จู า่ ย
ไมร่ บั รองภายใน 24 ชว่ั โมง ผ้ทู รงก็ท�ำคดั ค้านได้ โดยถอื ว่าผู้จา่ ยไม่รับรองตว๋ั เงนิ นน้ั ถ้าผ้จู า่ ยยงั ไม่
พรอ้ มทจ่ี ะรบั รองไดใ้ น 24 ชว่ั โมงนนั้ เชน่ ยงั ตอ้ งการสอบสวนกอ่ น จะเรยี กใหผ้ ทู้ รงยนื่ ตว๋ั อกี ครงั้ หนงึ่
ในวนั รงุ่ ขนึ้ จากวนั ทย่ี นื่ ครงั้ แรกกไ็ ด้ (มาตรา 930 วรรค 2) หมายความวา่ กำ� หนด 24 ชว่ั โมงทกี่ ลา่ วมา
แลว้ เปลยี่ นไปเรม่ิ นบั ใหมต่ ง้ั แตย่ น่ื ครงั้ ทสี่ องนี้ และไมม่ โี อกาสทจี่ ะผอ่ นผนั ตอ่ ไปอกี กฎหมายมาตรานี้
บัญญัติต่อไปว่า “ท่านห้ามมิให้คุ่กรณีที่มีส่วนได้เสียยกเอาการที่มิได้อนุวรรตน์ตามค�ำเรียก
อันน้ีข้ึนเป็นข้อต่อสู้ เว้นแต่การเรียกน้ันได้ระบุไว้ในค�ำคัดค้าน” หมายความว่าแม้ผู้จ่ายเรียก
แตผ่ ทู้ รงไมเ่ อาตว๋ั ไปยน่ื อกี กไ้ มเ่ ปน็ ขอ้ ตอ่ สปู้ ฏเิ สธความรบั ผดิ ของลกู หนใ้ี นตวั๋ เงนิ แตอ่ ยา่ งใด เวน้ แต่
จะได้เขียนลงในคัดค้านว่าได้มีการเรียกให้ย่ืนต๋ัวเงินเป็นคร้ังที่สองแล้ว ซึ่งคงมิได้ในกรณีท่ีผู้ทรง
ไมน่ ำ� ตวั๋ ไปยน่ื อกี แตไ่ ปทำ� คำ� คดั คา้ นเลยทเี่ ดยี ว เมอ่ื เจา้ หนา้ ทนี่ ำ� ตวั๋ เงนิ ไปยน่ื เพอื่ ทำ� คำ� คดั คา้ นผจู้ า่ ย
กอ็ าจเรยี กใหน้ ำ� ตวั๋ เงินมาย่ืนอีกครงั้ หนึง่ ภายใน 24 ชว่ั โมง เจ้าหน้าท่ีผทู้ ำ� ค�ำคดั ค้านจะไดจ้ ดบันทึก
ไวว้ า่ ผจู้ า่ ยเรยี กให้ยน่ื ตวั๋ เงนิ ตามทีก่ ล่าวน้ี อนั เปน็ การเรียกตอ่ เจา้ หน้าทีซ่ ง่ึ เจา้ หน้าที่ตอ้ งนำ� ตั๋วไปยนื่
อกี ครัง้ หนง่ึ กรณไี ม่มคี �ำคัดคา้ น ไมม่ คี ำ� คดั ค้าน ไม่มหี ลักฐานอนั จ�ำเป็นท่ีจะแสดงขอ้ เท็จจริงในเรื่อง
นไ้ี วแ้ ตอ่ ย่างใด
2. แบบของการรับรอง อาจท�ำได้โดยเขียนข้อความลงไว้ในด้านหน้าแห่งต๋ัวแลกเงินว่า
“รับรองแล้ว” หรอื เขียนด้วยขอ้ ความอยา่ งอืน่ ใหไ้ ด้ความในท�ำนองเดียวกันก็ใช้ได้ แล้วลงลายมือชื่อ
ผูจ้ า่ ย อน่งึ แมจ้ ะไมเ่ ขยี นข้อความใดลงเลย เพียงแตผ่ ู้จา่ ยลงลายมือชอ่ื ไว้ในดา้ นหนา้ แห่งต๋ัวแลกเงิน
กถ็ อื ไดว้ า่ เปน็ คำ� รบั รองแล้วเหมือนกัน (มาตรา 931)
3. การขดี ฆา่ ค�ำรับรอง ถา้ ผจู้ ่ายเขียนรบั รองแลว้ กลบั ขดี ฆ่าเสียก่อนต๋ัวน้นั หลุดพน้ ไปจาก
มือจ่าย ผลกลายเป็นว่าผู้จ่ายบอกปัดไม่รับรองตั๋วน้ัน เพราะการรับรองแล้วขีดฆ่าเสียแสดงเจตนา
ชัดแจ้งว่าไมร่ ับรอง การขดี ฆ่าเช่นนี้จะทำ� ไดก้ ็ต่อเมอ่ื ตว๋ั ยังอยู่ในมือผู้จ่ายเท่าน้ัน ถ้าต๋ัวหลุดมือผูจ้ ่าย
ไป เชน่ สง่ คนื ผทู้ รงไปแลว้ ผจู้ า่ ยจะกลบั ไปฆา่ เสยี ไมไ่ ด้ หรอื แมก้ อ่ นตวั๋ หลดุ มอื ไป ถา้ ผจู้ า่ ยบอกกลา่ ว
การรบั รองของตนไปยงั ผทู้ รงหรอื คสู่ ญั ญาฝา่ ยอน่ื ซงึ่ ไดล้ งนามในตว๋ั เงนิ แลว้ จงึ มาขดี ฆา่ คำ� รบั รองตอ่
ดาวนภโ์ หาลยดหจาลกังระกบาบรTขUดี DฆC ่าโดนยนั้ นกาย้ไอมรม่ ่ามผี ดลวงผจู้จันา่ทยร์ ยงั ต้องผกู พันอยตู่ ามคำ� รบั รองนน้ั (มาตรา 934)
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 63
4. ค�ำรับรองอาจมีได้ 2 อยา่ ง (มาตรา 935) คอื
1. คำ� รับรองตลอดไป คอื ยอมตกลงโดยไมแ่ ก้แยง้ ค�ำสัง่ ของผู้สั่งจา่ ยแต่อยา่ งหนึ่งอย่างใดเลย
2. ค�ำรบั รองเบีย่ งบา่ ย คือรับรองโดยเปลย่ี นแปลงผดิ แผกไปจากคำ� สง่ั ท่ผี สู้ ง่ั จ่ายเขยี นส่งั ไว้
เช่น รบั รองโดยเงื่อนไข หรือรับรองแตเ่ พียงบางสว่ น ค�ำส่ังให้จา่ ยเงิน 5,000 บาท รับรองจะจา่ ยเพียง
3,000 บาท เปน็ ต้น
ค�ำรับรองเบี่ยงบ่ายน้ี ผู้ทรงอาจยอมรับก็ได้ ถ้าเช่นน้ันผู้รับรองก็ต้องผูกพัน แต่ผู้ทรงอาจ
บอกปัดไม่ยอมรับก็ได้ และถ้าผู้จ่ายไม่ยอมรับรองให้โดยตลอดไปตรงค�ำส่ังในตั๋ว ผู้ทรงอาจถือว่า
ผู้จ่ายปฏิเสธไม่รับรองตั๋วก็ได้ การยอมรับหรือบอกปัดค�ำรับรองเบ่ียงบ่ายอาจกระท�ำโดยตรงหรือ
โดยปริยายก็ได้
แต่ถ้าผู้ทรงยอมรับเอาค�ำรับรองเบี่ยงบ่าย โดยผู้สลักหลังหรือผู้สั่งจ่ายไม่ยินยอมด้วย จะ
มีผลเท่ากับเจ้าหนี้ท�ำความตกลงใหม่กับผู้จ่าย เป็นเหตุให้ผู้สลักหลังกับผู้ส่ังจ่ายซ่ึงรับผิดในฐานะ
ผคู้ ้�ำประกันหลุดพน้ ความรบั ผดิ ไปได้
ความยนิ ยอมของผสู้ งั่ จา่ ยหรอื ผสู้ ลกั หลงั ดงั กลา่ วนน้ั อาจแสดงออกโดยตรง หรอื โดยปรยิ าย
กไ็ ด้ อาจแสดงการใหอ้ �ำนาจไว้ล่วงหนา้ ก้ได้ หรือยนิ ยอมด้วยในภายหลงั กไ็ ด้ อน่งึ เพียงแต่ผู้สงั่ จ่าย
หรือผู้สลักหลังคนใดได้รับค�ำบอกกล่าวว่า ผู้ทรงยินยอมรับรองเบ่ียงบ่ายแล้วไม่ได้แย้งไปยังผู้ทรง
ภายในเวลาอันสมควร กถ็ อื วา่ ผ้สู ั่งจ่ายหรอื ผสู้ ลักหลังคนนั้นยนิ ยอมด้วย
ส�ำหรบั การรับรองบางสว่ นนน้ั เพียงแต่ผ้ทู รงบอกกลา่ วไปยังผสู้ ัง่ จา่ ยและผู้สลกั หลงั กถ็ ือว่า
เปน็ การชอบแลว้ ผสู้ ง่ั จา่ ยและผสู้ ลกั หลงั จะถอื เปน็ เหตใุ หต้ นหลดุ พน้ จากความรบั ผดิ ไปไมไ่ ด้ (มาตรา
936)
5. วันรับรอง การรับรองควรลงวันไวด้ ว้ ย เพ่อื ใหป้ รากฏเป็นหลักฐานท่ีค�ำนวณวา่ ผจู้ ่ายได้
เหน็ ต๋ัวเงนิ น้นั วันใด ครบก�ำหนดใชเ้ งินวันใด ฉะนั้น มาตรา 932 จงึ บัญญตั วิ ่า
“ตั๋วแลกเงินฉบับใดเขียนส่ังให้ใช้เงินในก�ำหนดระยะเวลาอย่างใดอย่างหน่ึงนับแต่
วันที่ลงในต๋ัวเงินนั้น แต่หากมิได้ลงวันไว้ก็ดี หรือตั๋วเงินฉบับใดส่ังใก้ใช้เงินในก�ำหนดระยะ
เวลาอย่างใดอย่างหน่ึงนับแต่ได้เห็น แต่ค�ำรับรองตั๋วนั้นมิได้ลงวันไว้ก้ดี ตั๋วแลกเงินเช่นว่า
มาน้ี ทา่ นวา่ ผทู้ รงจะจดวนั ออกตวั๋ หรอื วนั รบั รองลงตามทแ่ี ทจ้ รงิ กไ้ ด้ แลว้ พงึ ใหใ้ ชเ้ งนิ ตามนนั้
อนง่ึ ทา่ นบัญญัติไวว้ า่ ในกรณที ี่ผ้ทู รงท�ำการโดยสจุ ริตแต่ลงวันคลาดเคลื่อนไปดว้ ย
ส�ำคัญผิด และในกรณีลงวันผิดทุกสถาน หากว่าในภายหลังตั๋วเงินน้ันตกไปอยู่ในมือผู้ทรง
โดยชอบดว้ ยกฎหมายแลว้ ตวั๋ จะเสยี ไปเพราะเหตนุ นั้ กห้ าไม่ ทา่ นใหค้ งเปน็ ตว๋ั เงนิ ทใ่ี ชไ้ ดแ้ ละ
ดาวนพ์โหึงลใดชจ้เางกินระเบสบมTือUDนCดโ่ังดวย ่านทายีไ่ อดร่าจ้ มดดลวงงจนันทัน้ รเ์ ป็นวนั ทถ่ี ูกต้องแทจ้ รงิ ”
64 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
มาตรา 933 “ถ้าการรับรองมิได้ลงวัน ท่านให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาอัน
ก�ำหนดไว้เพอื่ รบั รองนนั้ เป็นวนั รบั รอง”
หมายความวา่
1. ผู้ทรงจะจดวันรับรองลงไปก้ได้ ถา้ ผรู้ ับรองมไิ ดล้ งวันไว้
2. วันท่ีจดลงไปต้องเป็นวนั รับรองตามทีแ่ ทจ้ รงิ
3. ถา้ ผู้ทรงจดวันผิดลงไป และตว๋ั เงนิ นั้นได้โอนไปยงั ผ้ทู รงคนต่อไป รับโอนไว้โดยสจุ รติ แม้
วันทจี่ ดลงจะผิดจากความจรงิ กต็ าม ก็ต้องใช้เงินกนั เสมอื นหนงึ่ วา่ ท่จี ดผดิ ลงไปนน้ั เปน็ วนั ท่ีถูกต้อง
4. ถ้าวนั ท่ผี ู้รบั รองจดลงผดิ ความจริง ผูท้ รงจะแกไ้ ขไม่ได้
5. ถา้ ไม่มกี ารเต็มวันรบั รองลงไป คงทิง้ วางไว้ ก็ให้ถอื เอาวนั สุดท้ายทจ่ี ะยนื่ ตั๋วให้รับรองได้
เป็นวันรบั รอง (มาตรา 922, 928)
ผลของการรับรอง ท�ำให้ผู้จ่ายต้องผูกพันตามเนื้อความแห่งค�ำรับรองและต้องจ่ายเงิน
ตามนน้ั (มาตรา 937) ทั้งนี้ไม่วา่ การยื่นตัว๋ จะท�ำถกู ตอ้ งหรือไมเ่ พียงใด และไม่วา่ ผูจ้ า่ ยจะไดร้ ับรอง
เบี่ยงอย่างใด เพราะเป็นการแสดงเจตนาผูกพันตนเองเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ย่อมก่อให้เกิดหนี้
อันบังคับกันได้ตามก�ำหมาย และหนี้ของผู้รับรองน้ีเป็นหนี้ท่ีผู้รับรองผูกพันว่าจะช�ำระด้วยตนเอง
ในฐานะเปน็ ลกู หนชี้ น้ั ตน้ เหมอื นสญั ญาธรรมดาอน่ื ๆ ไมเ่ ฉพาะแตร่ บั ผดิ เมอื่ ผอู้ น่ื ไมช่ ำ� ระหนใี้ นลกั ษณะ
ถุกไล่เบี้ยร่วมกับผู้อ่ืนตามมาตรา 959, 967 เท่าน้ัน แม้จะพ้นก�ำหนดเวลาใช้เงินซ่ึงคู่สัญญาคนอ่ืน
หลดุ พ้นไปแล้ว ผรู้ ับรองยงั ตอ้ งรับผิด (มาตรา 973)
การใชเ้ งนิ ความรบั ผดิ ของรบั รองคอื ใชเ้ งนิ ตามคำ� รอง และโดยปกติผใู้ ช้เงนิ กค็ ือผู้จ่ายตาม
มาตรา 909 (3) นอกจากนอ้ี าจมผี ู้อืน่ เข้าใช้เงนิ ก้ไดต้ าม มาตรา 970 หรอื 954 ซึง่ กลา่ วเม่ือถึงเร่อื ง
นน้ั ฉะนน้ั จะไดก้ ลา่ วถงึ การใชเ้ งนิ ของผจู้ า่ ยดว้ ย ผทู้ รงอาจยนื่ ตว๋ั เงนิ ใหผ้ จู้ า่ ยใชเ้ งนิ ตามขอ้ กำ� หนดใน
ตวั๋ เงนิ กไ้ ด้ ไมว่ า่ ผจู้ า่ ยจะไดร้ บั รองตว๋ั เงนิ นน้ั หรอื ไม่ กลา่ วคอื ในเรอ่ื งตว๋ั เงนิ ตามปกตเิ จา้ หนตี้ อ้ งไปหา
ลูกหนี้เพ่ือขอรับช�ำระหน้ี ท้ังนี้ตรงกันข้ามกับหนี้อย่างอ่ืน ซึ่งลูกหนี้จะต้องไปหาเจ้าหนี้เพื่อช�ำระหน้ี
(มาตรา 324)
การยนื่ ตว๋ั เงนิ ใหใ้ ชเ้ งนิ จำ� เปน็ เพยี งใด โดยปกตกิ ลา่ วไดว้ า่ ผทู้ รงมหี นา้ ทต่ี อ้ งยนื่ ตว๋ั เงนิ เพอื่
ให้ผู้จ่ายใช้เงินตามก�ำหนด เว้นแต่ตั๋วเงินนั้นได้ย่ืนให้รับรองแล้วผู้จ่ายบอกปัดไม่รับรองและผู้ทรงได้
ปฏิบัติเกีย่ วกับการคัดค้านโดยชอบ อาจใช้สทิ ธิไล่เบย้ี ได้แล้ว ผ้ทู รงยน่ื หรอื ไมย่ ืน่ ตว่ั เงินให้ใชเ้ งนิ อกี
ก็ได้ ข้อนี้ปรากฏใน พ.ร.บ. ตวั๋ แลกเงินขององั กฤษ มาตรา 43 (2) ตามกฎหมายของเรามาตรา 959
ผู้ทรงอาจไล่เบี้ยได้ในกรณีผู้จ่ายไม่รับรองต๋ัวเงิน ซึ่งตามมาตรา 914 เป็นการท่ีลูกหน้ีต้องรับผิด
ดาวนต์โหาลมดตจาว๋ั กเรงะินบแบลTว้ UDฉCะโนดย้ันนกาไ้ ยมอร่จา่ ำ� มเปดว็นงจทันผ่ี ทู้ทร์ รงจะตอ้ งย่ืนตวั๋ ให้ผจู้ ่ายใช้เงินเมอื่ ถงึ ก�ำหนดอีก (มาตรา 960
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 65
วรรค 4) ผทู้ รงจะยน่ื อกี ก้ได้ แม้จะไดท้ ำ� การคัดคา้ นการไม่รับรองตั่วเงินแลว้ ข้อความในมาตรา 943
ซง่ึ วา่ วนั ถงึ กำ� หนดอาจนบั ตงั้ แตว่ นั ทำ� การคดั คา้ น แสดงใหเ้ หน็ วา่ แมจ้ ะไดท้ ำ� การคดั คา้ นการไมร่ บั รอง
แลว้ กย็ งั อาจยน่ื ให้ใช้เงินได้
ก�ำหนดเวลายื่นตั่วให้ใช้เงิน มาตรา 941 บัญญัติว่า “อันตั๋วแลกเงินย่อมจะพึงใช้เงิน
ในวนั ถงึ ก�ำหนด และถึงกำ� หนดวนั ใด ผทู้ รงตอ้ งน�ำตั๋วไปยนื่ เพื่อให้ใชเ้ งนิ ในวันน้นั ” ฉะนัน้ จึง
เป็นหน้าที่ของผทู้ รงจะต้องระวงั ในเรื่องวันถึงก�ำหนดใช้เงนิ จะต้องย่นื ตั๋วให้ใชเ้ งินในวันนั้น
วันถึงก�ำหนดใช้เงิน ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 913, 909 (4) ถ้าเป็นต๋ัวเงินให้ใช้เงินเม่ือ
ไดเ้ หน็ ผทู้ รงจะยน่ื ตวั๋ ใหผ้ จู้ า่ ยใชเ้ งนิ เมอ่ื ใดกไ็ ด้ แตต่ อ้ งทำ� ภายใน 6 เดอื น นบั แตว่ นั ทลี่ งในตว๋ั (มาตรา
927, 944) ถา้ เปน็ ตว๋ั เงนิ ใหใ้ ชเ้ งนิ เมอื่ สน้ิ ระยะเวลาหนงึ่ นบั แตไ่ ดเ้ หน็ ระยะเวลานน้ั ใหน้ บั แตว่ นั รบั รอง
หรอื วนั ทท่ี ำ� คำ� คดั คา้ นในกรณที ผี่ จู้ า่ ยไมร่ บั รอง ถา้ ไมม่ คี ำ� คดั คา้ นและคำ� รบั รองมไิ ดล้ งวนั เปน็ อนั ไมร่ ู้
วา่ ยืน่ ต่วั เงนิ เมอ่ื ใด กใ็ ห้นบั ตงั้ แตว่ ันสดุ ทา้ ยท่ีจะย่ืนตั๋วให้รบั รองได้ตามกฎหมาย (มาตรา 928, 943)
สถานท่ตี อ้ งยน่ื ตัว๋ ตอ้ งยืน่ ณ สถานทใ่ี ช้เงินตามท่ีระบุไวใ้ นรายการตัว๋ แลกเงินตามมาตรา
909 (4) หรอื ณ ภูมิลำ� เนาของผจู้ ่าย มาตรา 910
ผู้ย่ืนต๋ัวเงิน ต้องเป็นผู้ทรงตามท่ีระบุไว้ในมาตรา 941 ถ้าจะมีการตั้งตัวแทนก้อาจท�ำได้
โดยการสลกั หลงั ใหต้ ัวแทนตามมาตรา 925 และเขา้ ใจวา่ อาจต้งั ตวั แทนไปยืน่ ตั่วและรบั เงินไดต้ ามวี
การตั้งตวั แทนะรรมดา ในกฎหมายองั กฤษ มาตรา 45 (3), (4) ใหม้ กี ารแต่งตงั้ ผแู้ ทนได้ หรือจะย่นื
ตวั๋ เงนิ ทางไปรษณยี ก์ อ้ าจทำ� ได้ กฎหมายของเราไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ไิ วช้ ดั แตก่ ค็ งตงั้ ตวั แทนไดเ้ ชน่ เดยี วกนั
ยน่ื ตวั๋ เงนิ ตอ่ ใคร ตอ้ งยนื่ ตอ่ ผรู้ บั รองหรอื ผจู้ า่ ยตามทร่ี ะบใุ นตวั๋ ซง่ึ จะเปน็ ผใู้ ชเ้ งนิ ตามตวั๋ นนั้
กรณีท่ีมีผู้จ่ายหลายคนร่วมกัน การยื่นต๋ัวถ้าท�ำต่อผู้จ่ายคนใดก็มีผลเฉพาะผู้จ่ายคนน้ันจะ
อ้างเป็นเหตใุ หผ้ ู้จ่ายคนอื่นผดิ นดั ดว้ ยไม่ได้ (มาตรา 295)
ผลของการยื่นต๋ัวเงิน เม่ือได้ย่ืนโดยถูกต้องแล้วผู้จ่ายหรือผู้รับรองต้องใช้เงินตามตั๋วน้ัน
ถา้ ผู้จ่ายหรือผรู้ ับรองไม่ใชเ้ งนิ เรยี กวา่ ต๋วั นน้ั เขาไม่เช่อื ถอื ผทู้ รงอาจใช้สิทธิไลเ่ บ้ีย
ถ้าผูท้ รงผอ่ นเวลาใหผ้ ู้จ่ายหรือผ้รู บั รอง ผูท้ รงสน้ิ สทิ ธไิ ล่เบี้ยเอาแก่คูส่ ัญญาคนกอ่ น ๆ ในตัว๋
เงนิ ซง่ึ มไิ ดต้ กลงดว้ ยในการผอ่ นเวลา (มาตรา 948, คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 948/2501) คสู่ ญั ญาคนกอ่ น ๆ
คือผู้สง่ั จ่ายและผสู้ ลักหลังคนกอ่ นขน้ึ ไป (มาตรา 906) มาตรา 948 นีม้ นี ัยทำ� นองเดยี วกบั มาตรา 700
ซงึ่ มขี อ้ ยกเวน้ สำ� หรบั ผทู้ ย่ี นิ ยอมดว้ ยในการผอ่ นเวลาเหมอื นผคู้ ำ้� ประกนั ธรรมดา การผอ่ นเวลาหมายถงึ
การแสดงเจตนาตกลงยนิ ยอมใหเ้ ลอื่ นเวลาชำ� ระหนไ้ี ปอนั เปน็ ผลผกู พนั ผทู้ รง มใิ ชก่ ารทผี่ ทู้ รงผอ่ นผนั
โดยแสดงออกเพยี งแต่จะยงั ไมว่ ่ากล่าวฟอ้ งร้องเท่าน้นั ซง่ึ ไม่มีผลผกู พนั ผู้ทรงมิให้ใชส้ ิทธิทมี่ ีอยู่ตาม
กฎหมายในอนั จะว่ากล่าวฟอ้ งร้องเอาแก่ผทู้ ตี่ ้องรับผิดได้เสมอ (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 1242/2495) การ
ดาวนยโ์ ห่ืนลตดั๋วจาเกงรินะแบลบะTกUาDรCทโดำ� ยค�ำนคายัดอครา่ ้ามนดตว้องจงันททำ�ร์ภายในเวลาทกี่ ฎหมายก�ำหนดไว้ มิฉะนัน้ ผู้ทรงสิน้ สทิ ธิไลเ่ บย้ี
66 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ตามมาตรา 973 จงึ จะมีการผ่อนเวลาไมไ่ ด้อยเู่ อง มาตรา 948 คงจะหมายความว่า ถ้ามกี ารผอ่ นเวลา
แมจ้ ะไมพ่ น้ กำ� หนดทล่ี กู หนจ้ี ะหลดุ พน้ ความรบั ผดิ ตามมาตรา 973 สทิ ธไิ ลเ่ บยี้ กส็ นิ้ ไปตามมาตรา 948 น้ี
ได้ในสว่ นคู่สญั ญาคนก่อน ๆ ท่มี ไิ ดต้ กลงด้วย
ถ้าผทู้ รงหาตัวผู้จ่ายไมพ่ บ หมายความวา่ ไมม่ ีตวั ผ้จู า่ ยตามท่ีระบไุ ว้ หรือผจู้ ่ายไมย่ อมช�ำระ
หนต้ี ามตว๋ั เงิน ผู้ทรงย่อมมีสทิ ิเรยี กร้องได้เหมอื นผ้จู ่ายได้บอกปัดไม่ยอมใช้เงินแล้ว (มาตรา 973)
ผลของการไมย่ น่ื ตว๋ั เงนิ ถา้ ผทู้ รงไมย่ น่ื ตว๋ั เงนิ ในกรณที ตี่ อ้ งยน่ื ตามกำ� หนดเวลาทก่ี ลา่ วแลว้
มาตรา 973 บัญญัติว่า ฯลฯ “ผู้ทรงย่อมส้ินสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลัง ผู้สั่งจ่ายและ
คู่สัญญาคนอ่ืน ๆ ผู้ต้องรับผิด เว้นแต่ผู้รับรอง”ส่วนผู้รับรองน้ันผูกพันตนเองเป็นลูกหน้ีช้ันต้น
จึงไม่หลุดพ้นไปได้เหมือนคุ่สัญญาคนอ่ืน ๆ ท่ีมีความรับผิดท�ำนองผู้ค�้ำประกัน ผู้รับรองจะหลุดพ้น
จากหนท้ี ต่ี อ้ งใชเ้ งนิ กด็ ว้ ยการวางเงนิ จำ� นวนคา้ งชำ� ระตามตว๋ั เงนิ ไวเ้ ทา่ นนั้ ผรู้ บั รองจะหลดุ พน้ จากหนี้
ทจ่ี ะตอ้ งใชเ้ งนิ ทต่ี อ้ งทำ� ณ สำ� นกั งานวางทรพั ยต์ ามมาตรา 331, 333 มาตรานกี้ ลา่ วถงึ กำ� หนดเวลายน่ื
ตวั๋ ทใ่ี หใ้ ชเ้ งนิ เมอ่ื ไดเ้ หน็ มไิ ดก้ ลา่ วถงึ ตวั๋ เงนิ ทร่ี ะบเุ วลาใชเ้ งนิ ซง่ึ ตอ้ งยน่ื ตว๋ั ในวนั นนั้ กจ็ ะทำ� คำ� คดั คา้ น
ไมไ่ ดต้ ามกำ� หนด ซงึ่ จะตอ้ งผ่านพ้นเวลานน้ั ไปตาม (2) ถือวา่ สน้ิ สิทธไิ ล่เบ้ยี ไดเ้ ชน่ เดียวกัน
เวลาใช้เงนิ การใชเ้ งนิ นน้ั ตอ้ งท�ำเมอื่ ต่วั เงินถึงก�ำหนด และอาจถอื ได้ว่าตอ้ งท�ำในวันตวั๋ เงิน
ถึงก�ำหนดอันเปน็ วนั ทผ่ี ้ทู รงตอ้ งย่นื ต๋ัว วนั ในท่ีนหี้ มายความถึงเวลาทำ� งานตามปกติ ดงั ท่ีไดบ้ ัญญัติ
ไว้ในมาตรา 162 วา่ “ในทางความ ในทางราชการและในทางคา้ ขายนั้นวันหมายความว่าเวลา
ทำ� งานตามปกต”ิ
มาตรา 903 บัญญตั วิ า่ “ในการใช้เงนิ ตามตั๋วเงนิ ทา่ นห้ามมิใหว้ ันผ่อน” ฉะนน้ั จึงจะ
มกี ารยืดก�ำหนดใช้เงนิ ออกไปจากวันทตี่ ้องใชเ้ งินดงั กล่าวแลว้ ไมไ่ ด้เลย ไม่เหมือนกบั ในบางประเทศ
ที่ยอมให้มีวันผ่อนได้ ซ่ึงเป็นประเพณีของประเทศนั้น ๆ ท่ีผ่อนเวลาให้ลูกหน้ี เช่น 3 วัน เป็นต้น
วนั ผอ่ นนค้ี อื day of grace ไมใ่ ชผ่ อ่ นเวลาโดยความยนิ ยอมของเจา้ หนี้ ตามมาตรา 700, 948 ผลของ
การไมท่ ำ� ตามก�ำหนดเวลาใหด้ ูมาตรา 948, 973
ผู้จ่ายหรือผู้รับรองจะใช้เงินตามต๋ัวเงินก่อนถึงวันก�ำหนดได้ก็ต่อเม่ือผู้ทรงยอมรับเอา แต่จะ
บงั คบั ใหผ้ ทู้ รงตอ้ งยอมรบั ชำ� ระหนกี้ อ่ นกำ� หนดเวลาไมไ่ ด้ ถา้ ผทู้ รงไมย่ อมรบั ใชเ้ งนิ กอ่ นถงึ กำ� หนดจะ
ถือว่าผู้ทรงผิดนัดไม่ได้ (มาตรา 942, 153) มาตรา 942 วรรค 2 บญั ญตั ติ ่อไปว่า
“อนึ่ง ผู้จา่ ยคนใดใชเ้ งนิ ไปแตก่ ่อนเวลาต๋วั เงินถงึ ก�ำหนด ท่านวา่ ย่อมท�ำเชน่ นั้นด้วย
การเสีย่ งเคราะห์ของตนเอง”
ที่ว่า ด้วยการเสี่ยงเคราะห์ของตนเอง หมายความว่าผู้จ่ายจะต้องรับผิดชอบถ้าหากมีการ
ผิดพลาดเกิดขึ้น จะอ้างความคุ้มครองของมาตรา 949 ท่ีบัญญัติให้ใช้เงินโดยสุจริตเม่ือต๋ัวเงินถึง
ดาวนก์โหำ� ลหดนจาดกหระลบดุ บพTน้UจDCากโดคยวนาามยรอบัรา่ ผมดิ ดไวมงจไ่ นั ดท้ รห์ ากมผี ทู้ รงทแ่ี ทจ้ รงิ มาเรยี กเงนิ คนื กต็ อ้ งคนื ใหต้ ามมาตรา 905
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 67
จะอา้ งวา่ ใชเ้ งนิ แลว้ ไมไ่ ด้ และอาจถกู บงั คบั ใหใ้ ชเ้ งนิ อกี ถา้ ไดร้ บั รองตว๋ั เงนิ ไว้ และถา้ หากใชเ้ งนิ ไปแลว้
ต๋ัวน้ันยัวผ่นมือผู้ทรงไปโดยสุจริตได้อีกด้วยโดยวิธีใดก็ตาม ผู้จ่ายที่ได้รับรองตั๋วก็ยังต้องรับผิดอยู่
จะอ้างว่าได้ใชเ้ งนิ แล้วไมไ่ ด้ อนงึ่ การใช้เงนิ ก่อนตว๋ั เงนิ ถงึ กำ� หนด ก็มผี ลเช่นเดยี วกบั ผ้ใู ชเ้ งินรับโอน
ตัว๋ ไปนั่นเองซึ่งอาจท�ำได้ตามมาตรา 917 วรรค 3 โดยทำ� ใหถ้ กู ต้องตามวิธีการโอนตว๋ั เงิน หลังจาก
นนั้ อาจมกี ารโอนตว๋ั ตอ่ ไป หรอื เรยี กเกบ็ เงนิ ตามตว๋ั ไดเ้ หมอื นการโอนตวั๋ เงนิ ธรรมดา เชน่ สมมตวิ า่ ก.
ออกต๋ัวแลกเงินให้ ข. ไปเก็บเงินจาก ค. เพื่อประโยชน์ของ ก. อย่างใดอย่างหน่ึงส่ังจ่ายในวันท่ี
5 กันยายน สมมติว่า ค. จ่ายเงินให้ ข. ไปกอ่ นกำ� หนดวันที่ 5 กนั ยายน กเ็ ทา่ กับ ค. ซ้อื รบั โอนต๋วั
ไว้จาก ข. แม้ ข. จะยกั ยอกเงินที่รับไปจาก ค. ไม่จดั การตามคำ� สั่ง ก. กเ็ ปน็ เร่ืองระหว่าง ก. กับ ข.
ไม่ท�ำให้ ค. ตอ้ งรับผิดต่อ ก. อยา่ งใด ถา้ ค. เก็บตว๋ั เงินไว้จนถึงวนั ท่ตี ั๋วเงนิ ถงึ ก�ำหนด ก็อาจหกั เงนิ
จาก ก. ตามจำ� นวนทจี่ า่ ยให้ ข. ไปตามคำ� สง่ั ก. ได้
อนึ่งการใช้เงินนั้นมาตรา 945 ให้ผู้ทรงเวนคืนต๋ัวให้ผู้ใช้เงิน และผู้ใช้เงินจะให้ผู้ทรงลงชื่อ
รับเงินในตัว๋ ดว้ ยก้ได้ มิฉะนัน้ อาจมชี อ่ งทางทจ่ี ะโอนตั่วกันตอ่ ไปอกี ตามมาตรา 924 เป็นตน้ เชค็ ออก
ให้เป็นการช�ำระหนี้เงินกู้ การใช้เงินตามเช็คไม่ต้องมีใบรับเงินตามมาตรา 653 (ค�ำพิพากษาฎีกา
ที่ 8/2518)
จำ� นวนเงนิ ที่ตอ้ งใช้ จะต้องเปน็ จำ� นวนเตม็ ตามคำ� สง่ั ในตวั๋ เงิน ถา้ ใชเ้ พยี งบางสว่ นผทู้ รงจะ
ไมร่ ับก้ได้ (มาตรา 946, 320) เพยี งแตผ่ ูท้ รงยอมรับการช�ำระหนีบ้ างส่วนไม่มีผลเป็นการผอ่ นเวลา
แต่อาจถอื เปน็ การผิดนัดเท่ากบั การบอกปดั การใชเ้ งนิ เหมือนกนั
ผู้ทรงต้องคืนต๋ัวเงินให้กับผู้ใช้เงินและลงลายมือชื่อรับเงินในต๋ัวเงินด้วย ฉะนั้นการเรียกให้
ใช้เงินตามต่ัวจึงต้องมีต๋ัวเงินไปยื่นและแสดงต่อผู้ใช้เงิน ถ้าใช้เงินไม่เต็มจ�ำนวนก็ต้องให้ผู้ทรงบันทึก
ขอ้ ความลงในต๋วั เงิน และทำ� ใบรับเงนิ สง่ มอบใหแ้ กผ่ ู้ใช้เงนิ (มาตรา 946)
ผใู้ ชเ้ งนิ จะตอ้ งเปน็ ผจู้ า่ ยหรอื ผรู้ บั รอง หรอื ถา้ ผอู้ น่ื จะใชเ้ งนิ กใ็ ชใ้ นนามของผจู้ า่ ยหรอื รบั รอง
ถา้ ลกู หน้ถี า้ ลูกหน้ีคนอน่ื ในต๋วั เงินเขา้ ใช้เงนิ เขากร็ ับชว่ งสิทิทจ่ี ะไล่เบีย้ ไปตามมาตร 970, 971
ผรู้ บั เงนิ คอื ผทู้ รง ลกุ หนม้ี สี ทิ จิ ะตรวจสอบถงึ ตวั ผทู้ รงตราสารตามมาตรา 311 แตก่ ไ็ มจ่ ำ� เปน็
ตอ้ งทำ� เปน็ แตเ่ พยี งสทิ ทิ ผี่ ใู้ ชเ้ งนิ อาจทำ� ได้ และถา้ ไดช้ ำ� ระหนโี้ ดยสจุ รติ แกผ่ คู้ รองตามปรากฏแหง่ สทิ ธิ
การช�ำระหน้ีก็ใช้ได้ตามมาตรา 316 ซึง่ มาตรา 944 บญั ญตั ิ ไวถ้ งึ ผลแห่งการใช้เงินวา่
“ภายใต้บงั คบั แหง่ บทบัญญัตมิ าตรา 1009 บุคคลผูใ้ ชเ้ งนิ ในเวลาถงึ กำ� หนดยอ่ มเปน็
อนั หลดุ พน้ จากความรบั ผดิ เวน้ แตจ่ ะไดท้ ำ� การแอฉลหรอื มคี วามประมาทเลนิ เลอ่ อยา่ งรา้ ยแรง
อนึ่ง บุคคลซึ่งกล่าวนี้จะต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงว่า ได้มีการสลักหลังติดต่อกันเรียบร้อย
ไมข่ าดสาย แตไ่ ม่จำ� เป็นตอ้ งพสิ ุจนล์ ายมอื ช่อื ของเหล่าผ้สู ลกั หลงั ”
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
68 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ทีว่ ่าภายในบังคบั ของ มาตรา 1009 น้นั หมายความว่าถ้าเป็นกรณีทีธ่ นาคารใชเ้ งนิ ตามเชค็
หรอื ต๋วั เงนิ ท่สี ่ังใหธ้ นาคารเป็นผจู้ ่าย ซ่ึงใหใ้ ช้เงินเมอ่ื ทวงถาม ต้องบงั คบั ตามมาตรา 1009 ทีบ่ ญั ญัติ
ไว้โดยเฉพาะในกรณนี ้ี กรณีตามมาตรา 310, 311, 316 และ 949 จงึ เปน็ ว่าผใู้ ดไดใ้ ชเ้ งินไปเม่อื
1. ตว๋ั เงนิ ถงึ กำ� หนด และ
2. ได้ใชใ้ ห้แกผ่ ู้ที่ ถือต๋วั เงินไวใ้ นครอบครอง
3. ถ้าได้ใชไ้ ปโดย สุจริต คอื
ก. แสดงวา่ ไดม้ ีการสลักหลังไมข่ าดสาย แมก้ ารสลกั หลังจะมีการปลอมลายมือช่อื ก็ตาม
หรือตัวผู้ครอบครองตว๋ั ไมใ่ ข่ผู้ทรงโดยแทจ้ ริงกต็ าม
ข. ถา้ ได้ท�ำไปโดยปราศจากการฉอ้ ฉล คอื ไม่รถู้ ึงความบกพร่องในสทิ ธขิ องผูร้ บั เงิน และ
ค. โดยผใู้ ชเ้ งนิ มไิ ด้ประมาทเลินเลอ่ อยา่ งร้าบแรง
ดังน้ี ผู้ใช้เงินก็หลุดพ้นจากความรับผิดตามตั๋วเงินน้ัน น่ีเป็นหลักส�ำคัญเกี่ยวกับการใช้เงิน
ตามต๋วั ประการหนึ่ง
อยา่ งไรเปน็ การสลักหลังไมข่ าดสายใหด้ ูมาตรา 905 มขี อ้ ควรสงั เกตว่า ถ้าผูท้ รงเปน็ เจา้ หนี้
จะใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ งใหล้ กู หนช้ี ำ� ระหนี้ จะตอ้ งพสิ จู นว์ า่ เปน็ ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายดว้ ยการสลกั หลงั
มาขาดสาย และลายมอื ชอื่ ผสู้ ลกั หลงั เหลา่ นตี้ อ้ งไมป่ ลอม (มาตรา 905) แตถ่ า้ ลกู หนใี้ ชเ้ งนิ ตามตว๋ั เงนิ
หากการสลกั หลงั ทป่ี รากฏประจกั ษอ์ ยวู่ า่ ไมข่ าดสายนนั้ แมผ้ รู้ บั เงนิ จะไมใ่ ชผ่ ทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
โดยแทจ้ รงิ เชน่ มกี ารสลกั หลงั ปลอมหรอื เปลย่ี นตวั มารบั เงนิ ถา้ ลกู หนท้ี ำ� โดยสจุ รติ การใชเ้ งนิ นน้ั กใ็ ชไ้ ด้
2.4 ผรู้ บั อาวลั
อาวัลคือการค�้ำประกันความรับผิดชอบตามต๋ัวเงิน ผู้รับอาวัล ท่ีเข้ารับผิดอาจเป็นคน
ภายนอกได้ หรอื จะเปน็ คูส่ ัญญาคนใดคนหนง่ึ ในตั๋วเงินก็ได้ (มาตรา 938) ซง่ึ หมายความวา่ แมเ้ ป็น
ผรู้ บั รอง กย็ งั เปน็ ผรู้ บั อาวลั ได้ แตจ่ ะมผี ลอยา่ งใดเปน็ ปญั หาอกี สว่ นหนง่ึ เพราะเปน็ การคำ้� ประกนั การ
ใชเ้ งนิ ของตนเองในท่สี ดุ เทา่ ทเี่ ห็นได้กอ็ าจมีกรณที ีม่ ีการรบั รองบางส่วนก็ได้
แบบการรับอาวลั ตอ้ งเขยี นลงในตวั๋ เงินหรอื ในใบประจำ� ต่อ จะเขยี นด้ารหนา้ หรือด้าน
หลังกฎหมายมิไดบ้ งั คบั (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 335/2509) ข้อความที่เขียนคือ “ใชไ้ ดเ้ ปน็ อาวลั ” หรือ
ส�ำนวนอื่นใดก็ได้ให้ได้ความในท�ำนองว่ายอมรับผิดแทนคู่สัญญาฝ่ายใดในตั๋วเงินน้ันก็ใช้ได้ แล้ว
ลงลายมอื ช่อื ผู้รับอาวลั
อน่ึง แม้จะไม่เขียนข้อความใดลงไปเลย เพียงแต่ลงลายมือช่ือในด้านหน้าของตั๋วเงินท่ี
มีผลว่าผู้ลงลายมือชื่อเข้าผูกพันตนเป็นผู้รับอาวัลแล้ว ยกเว้นแต่ลายมือช่ือผู้จ่ายหรือผู้สั่งจ่าย ซึ่งมี
ดาวนข์โห้อลสดัญจาญกราะผบบูกพTUันDอCยโดู่แยลน้วาเยทอ่ารน่ามั้นดว(งมจนัาทตรร์ า 939) ส�ำหรับผู้จ่ายเม่ือลงลายมือช่ือในด้านหน้าย่อมแสดง
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 69
ว่าได้รับรองต๋ัวน้ันแล้ว (มาตรา 931) ส�ำหรับตั๋วแลกเงินหรือเช็ค ซ่ึงสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ ผู้ท่ีลงชื่อใน
ดา้ นหลงั ตวั๋ เงนิ ยอ่ มรบั ผดิ เปน็ อาวลั สำ� หรบั ตวั๋ ผสู้ ง่ั จา่ ยตามมาตรา 921 ดว้ ย โดยไมต่ อ้ งเขยี นขอ้ ความ
ตามมาตรา 939 (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 51/2501, 425/2501) บุคคลหลายคนร่วมกันรับอาวัลก้ได้
(ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 475/2514)
ผู้รับอาวัลต้องระบุว่าเข้าค�้ำประกันคู่สัญญาคนใดในต๋ัวเงิน มิฉะนั้นกฎหมายถือว่า
ค�้ำประกันผสู้ งั่ จ่าย (มาตรา 939 วรรค 4) ท่กี ฎหมายถอื เชน่ น้ีมีผลว่า ผูร้ บั อาวลั ไม่มีความรบั ผิดตอ่
คสู่ ัญญาทุก ๆ คนใรต๋ัวเงนิ ในฐานะเดียวกบั ผู้ส่ังจ่าย เพราะผู้สง่ั จา่ ยเปน็ คสู่ ัญญาคนแรกในตัว๋ เงินอาจ
ถกู ผ้สู ลักหลงั ทุกคนในตั๋วเงินไล่เบ้ียได้
การค้�ำประกัน ถ้าท�ำต่างหากไม่จดลงไว้ในต๋ัวเงิน ก็เป็นอาวัล ไม่มีความรับผิดตาม
ตัว๋ เงิน แต่อาจต้องรับผิดในฐานะผูค้ ้�ำประกันตามมาตรา 680 กไ็ ด้ ถ้าท�ำถูกต้องตามท่กี ฎหมายเร่ือง
คำ�้ ประกนั บญั ญตั ิไว้ เชน่ ค�ำ้ ประกนั ตว๋ั สญั ญาใช้เงิน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 2093/2526)
จ�ำนวนเงนิ ท่รี ับอาวลั อาจรับผดิ เตม็ จ�ำนวนหรือเพียงบางส่วนกไ็ ด้ (มาตรา 938)
ความรับผิดของผู้รับอาวัล ผู้รับอาวัลมีความรับผิดอย่างเดียวกับบุคคลท่ีตนเข้า
ค�ำ้ ประกนั ตามมาตรา 940 (คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 916/2521)
รบั อาวัลผูอ้ อกตว๋ั สัญญาใช้เงนิ ถือเปน็ ลูกหน้ีรว่ มในตว๋ั เงนิ ใชอ้ ายุความ 3 ปีเชน่ เดียวกัน
จะอ้างวา่ เจ้าหนี้ผอ่ นเวลาให้ลูกหน้ีตามมาตรา 700 ไมไ่ ด้ (คำ� พิพากษาฎีกาท่ี 422/2521)
มาตรา 940 บญั ญตั ติ อ่ ไปวา่ “แมว้ า่ ความรบั ผดิ ใชเ้ งนิ อนั ผรู้ บั อาวลั ไดป้ ระกนั อยนู่ น้ั
จะตกเปน็ ใช้ไม่ได้ดว้ ยเหตุใด ๆ นอกจากเพราะการกระทำ� ผิดแบบระเบียบ ท่านวา่ ขอ้ สญั ญา
รับอาวลั ก็ยงั คงสมบูรณ”์
หมายความวา่ แมล้ กู หนใ้ี นตว๋ั เงนิ ผทู้ ร่ี บั อาวลั คำ�้ ประกนั ไว้ จะมขี อ้ ตอ่ สอู้ ยา่ งใดกต็ ามผรู้ บั
อาวลั จะอ้างมาเปน็ ข้อต่อสขู้ องตนไม่ได้ จะอ้างได้กต็ ่อเมอื่ เป็นขอ้ ตอ่ สู้ว่า มกี ารทำ� ผิดแบบระเบยี นใน
ตว๋ั เงนิ เทา่ นนั้ เชน่ อา้ งวา่ มกี ารผอ่ นเวลาแกผ่ จู้ า่ ยทำ� ใหพ้ น้ กำ� หนดเวลาแกผจู้ า่ ยทำ� ใหพ้ น้ กำ� หนดเวลา
ซึง่ สิทธไิ ล่เบยี้ ระงับไปตามมาตรา 948 , 973 ดังนี้ ย่อมอ้างเปน็ ขอ้ ต่อสไู้ ด้ อาวลั จงึ เป็นความรับผดิ
ยิ่งกว่าค้�ำประกันะรรมดาตามมาตรา 681 เช่น ผู้อาวัลจะอ้างว่าผู้ที่ตนรับอาวัลได้ลงช่ือในตั๋วเงิน
โดยถูกข่มขู่หรือส�ำคัยผิดไม่ได้จะอ้างว่าเจ้าหน้ีถอนฟ้องคดีอาญาท่ีฟ้องผู้สั่งจ่ายโดยมีการผ่อนเวลา
ช�ำระหนใ้ี ห้ผสู้ ่ังจา่ ย ผูร้ ับอาวัลย่อมอา้ งขึ้นไดภ้ ายใต้บงั คบั มาตรา 916 ข้อต่อสู้ในความบกพรอ่ งของ
สิทธิของผู้ทรงเอง ที่มิใช่กรณีระหว่างผู้ทรงกับผู้ที่รับอาวัลรับประกันอยู่ ก็คงเป็นขัอท่ียกข้ึนต่อสู้ได้
เช่นเดยี วกนั เชน่ ผ้ทู รงเองไดต้ ว๋ั เงินไปจากผู้สลกั หลงั เพราะโมฆกรรมขายฝิ่น เป็นตน้
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
70 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
เชค็ ส่งั จ่ายแก่ ก. หรอื ผ้ถู ือ ก. สลักหลงั ใหแ้ ก่ ส. ส. นำ� มาแลกเงนิ สดจากโจทก์ ธนาคาร
ไมจ่ า่ ยเงิน ลายมือชอื่ ผู้ส่งั จา่ ยปลอม ก. ซึ่งรับอาวลั ผู้ส่งั จา่ ยตัว๋ ผถู้ อื ต้องรับผดิ ต่อโจทก์ตามมาตรา
921, 940 (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 918/2522)
สิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัล เมื่อผู้รับอาวัลได้ใช้เงินไปตามตั๋วเงินแล้วย่อมได้สิทธิในอัน
จะไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลซึ่งตนได้ประกันไว้ กับทั้งบุคคลทั้งหลายผู้รับผิดแทนตัซลูกหนี้ท่ีค�้ำประกันนั้น
(มาตรา 940วรรค 3) (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 2356/2529) เชน่ ถา้ เขา้ รบั อาวลั แทนผู้สลักหลังกอ้ าจไล่
เบ้ียเอากบั ผสู้ ลักหลงั คนนั้น และคนกอ่ น ๆ กับผสู้ งั่ จา่ ยและผรู้ ับรองได้ (มาตรา 693, 229 (3)) แต่
จะไลเ่ บยี้ กนั เองในระหวา่ งผรู้ บั อาวลั หลายคนทตี่ า่ งคนตา่ งเขา้ รบั อาวลั บคุ คลคนเดยี วกนั ไมไ่ ด้ เพราะ
ตา่ งก็เป็นบุคคลผ้รู ับผดิ ในล�ำดบั เดียวกัน ไม่ใช่ลำ� ดบั ก่อนหลังกัน กฎหมายไม่ไดบ้ ัญญัตใิ ห้ทำ� เช่นนัน้
ได้ และมิไดบ้ ญั ญัตใิ ห้บงั คบั ตามมาตรา 682 วรรค 2 ด้วย แม้ผรู้ บั อาวลั จะตอ้ งรับผิดรว่ มกบั ผ้รู บั ผิด
คนอ่ืน ๆ ในตั๋วเงิน ก็เป็นแต่รับผิดต่อผู้ทรง แต่ระหว่างผู้รับอาวัลกับผู้ที่รับอาวัลค�้ำประกันไว้ และ
ผ้ทู ่ีตอ้ งรับผดิ แทนดว้ ยนั้นมิใช่ลกู หน้ีรว่ มกันท่จี ะตอ้ งแบ่งส่วนความรับผิดระหว่างกนั ตามมาตรา 296
ฉะนนั้ ผรู้ บั อาวลั จงึ ไลเ่ บย้ี ไดต้ ามจำ� นวนทตี่ นตอ้ งรบั ผดิ ใชเ้ งนิ ไปแลว้ ซงึ่ หมายความวา่ ไดใ้ ชเ้ งนิ ไปแลว้
เท่าใดก้ไล่เบี้ยได้ตามจ�ำนวนนั้น ไม่ต้องช�ำระแทนไม่ต้องช�ำระแทนไปทั้งหมดเต็มตามต๋ัวเงินจึงจะ
ไล่เบี้ยได้ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 343/2516) ถ้ากลา่ วตามมาตรา 296 ก็คอื ระหวา่ ลูกหนร้ี ว่ มกนั ก็ยอ่ ม
ไล่เบ้ียกันได้ตามความรับผิดที่ตกลงระหว่างกันเอง ผู้รับอาวัลจึงไล่เบี้ยจากผู้ที่ตนประกันได้ตาม
มาตรา 940 วรรค 3
โจทกก์ บั จำ� เลยที่ 2 สลักหลงั เชค็ ผถู้ อื เปน็ ผรู้ ับอาวัลผ้สู ง่ั จ่ายดว้ ยกัน จ�ำเลยท่ี 2 น�ำเชค็
ทจ่ี �ำเลยที่ 1 สัง่ จ่ายมาให้โจทก์หวั หน้าวงแชร์ ดจทกใื นฐานะหวั หนา้ ลงได้ลงลายมือช่อื ดา้ นหลงั มอบ
ให้ลกู วงไป โจทกืใช้เงนิ ตามเช็คเพราะธนาคารไมจ่ ่ายเงิน โจทก์เรยี กเงินจากจำ� เลยที่ 2 ได้ โดยโจทก์
ฟ้องในฐานะหวั หน้าวงทใ่ี ชเ้ งนิ ไปแลว้ รบั เช็คมาครอบครองเปน็ ผทู้ รง (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 420/2525)
ควรสงั เกตวา่ โจทกืฟ้องในฐานะหวั หนา้ วงแชร์ คอื ตามหนีเ้ ดิม
เชค็ ผถู้ อื ล. 1 สง่ั จา่ ย ล. 2 สลกั หลงั เปน็ อาวลั โจทกสื ลกั หลงั ให้ ป. ป. นำ� เขา้ บญั ชี ธนาคาร
ไม่จ่ายเงนิ โจทก์รบั เช็คคนื มา กลบั เปน็ ผ้ทู รง ไลเ่ บยี้ เอากับ ล. 1 ล. 2 ได้ ศาลอา้ งมาตรา 967 ที่วา่
เปน็ “ผทู้ มี่ คี วามผกู พนั อยแู่ ลว้ กอ่ นตน” (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 3421/2525) คดนี มี้ งุ่ ไปในปญั หาอน่ื ไมใ่ ช่
ขอ้ โต้เถยี งกับผู้รบั อาวลั ไลเ่ บยี้ กนั เองโดยตรง และค�ำวา่ ผู้รบั ผดิ กอ่ นตนนั้นท่ีควรจะเปน็ คือ “คสู่ ญั ญา
คนกอ่ น ๆ” ในมาตรา 906 แปลมาจากค�ำวา่ prior parties ไม่หมายถึงผู้รับอาวลั ผู้ส่งั จา่ ยด้วยกนั
วึ่งเปน็ คสุ่ ญั ญาคนเดยี วกนั
ผูร้ ับอาวลั โดยสลักหลังเช็คผู้ถอื ไม่ใช้อายุความไล่เบ้ยี ผูส้ ง่ั จ่าย 6 เดือน ตามมาตรา 1003
ดาวนแ์โหตล่ใดชจ้อาการยะุคบวบาTมUเDทCา่ โใดดยนนนั้ ายมอคีร่าำ� มพดพิ วงาจกนั ษทรา์ ศาลฎกี าอยู่ 2 แนว คอื ในอดีตศาลฎกี าพพิ ากษาว่าผู้รบั อาวลั
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 71
ดังกล่าวต้องฟ้องไล่เบ้ียผู้สั่งจ่ายภายใน 1 ปี ตามมาตรา 1002 เพราะเป็นการท่ีผู้รับอาวัลตั๋วผู้ถือ
ได้รับตั๋วกลับคืนมาจึงเป็นผู้ทรง (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1752/2526) แต่ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาว่า
ตอ้ งใชอ้ ายคุ วาม 10 ปี ตามมาตรา 164 เพราะเปน็ กรณที ผี่ ู้รับอาวลั ใชส้ ทิ ธิไล่เบ้ียผ้สู ่ังจ่าย ซงึ่ ไมม่ ีกำ�
หมายบญั ญตั ไิ วโ้ ดยพาะจงึ ตอ้ งใชอ้ ายคุ วามทว่ั ไป (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 3506/2528) ซง่ึ กน็ า่ จะถอื ตาม
คำ� พิพากษาฎกี าฉบับหลงั
2.5 ผู้สอดเขา้ แกห้ นา้
นอกจากผู้รับอาวัล อาจมีผู้เข้ารับมิคตามตั๋วเงินอีกได้ โดยเข้าไปรับรองหรือใช้เงินตาม
ตั๋วเงินเพ่ือประโยชน์แก่อสัญญาในต๋ัวเงิน เช่น เมื่อผู้จ่ายไม่รับรองต๋ัวเงินคู่สัญญาในตั๋วเงินก็เกิด
ความรับผิดเอาจถูกผู้ทรงไล่เบี้ยได้ เมื่อเป็นเช่นน้ีอาจมีใครคนหน่ึงยื่นมือเข้าไปรับรถเร่ิมนม เพื่อ
ปลดเปลอ้ื งความรบั ผดิ ชองคู่สญั ญาคนใดคนหนง่ึ ก็ได้ เรียกว่าสอดเข้าไปแกห้ น้าคสู่ ญั ญาฝ่ายนั้น
ตัวผู้ท่ีสอดเข้าไปแก้หน้า อาจเป็นคนภายนอก คือที่ไม่เคยเก่ียวข้องเป็นคู่สัญญาเลย
หรอื อาจเปน็ ผทู้ เ่ี ปน็ คสู่ ญั ญาอยแู่ ลว้ ในตวั๋ เงนิ กไ็ ด้ ยกเวน้ แตผ่ รู้ บั รองเทา่ นน้ั (ม. 850 วรรค 3) ผรู้ บั รอง
น้ันมีหน้าที่ต้องใช้เงินตามตัวเป็นอยู่แล้ว เม่ือเขาน�ำตัวมายื่นถ้าใช้เงินก็หมดหน้าที่ ต๋ัวเงินสิ้น
ความผูกพนั ผรู้ บั รองจะไมใ่ ช้เงินเอง แตใ่ ช้เพอ่ื แก้หนา้ คนอ่ืน จึงท่าไม่ได้อยู่เอง แตก่ ฎหมายไมห่ า้ ม
ผู้จ่ายที่จะเข้าแก้หน้าคู่สัญญาอื่น ๆ ท้ังนี้เพราะผู้จ่ายยังไม่มีความผูกพันอย่าง ผู้รับรองการเข้าแก้
หน้าอาจมคี วามรับผดิ น้อยกวา่ การรบั รองต๋ัวเงนิ เสยี เองก็ได้ และอาจใชส้ ิทธไิ ล่เบย้ี ผอู้ ื่นต่อไปอีกกไ็ ด้
ถ้าผจู้ ่ายรับรองต๋ัวเงนิ แลว้ ก็ไม่อาจท�ำเชน่ นน้ั ได้
ผู้ท่ีจะเข้ารับผิดแทนคู่สัญญาในต๋ัวเงินน้ี อาจเป็นผู้ที่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังระบุไว้ก็ได้
ซงึ่ เรยี กวา่ ผสู้ มอา้ งยามประสงค์ (ม. 1010) คอื ผสู้ ง่ั จา่ ยหรอื ผสู้ ลกั หลงั อาจระบไุ วไ้ ดว้ า่ ถา้ จําเปน็ โดย
เหตทุ ่ไี ม่มผี ้รู ับรอง หรือใช้เงินใหผ้ ทู้ รงนำ� ต๋วั เงินไปยนื ตอ่ ผทู้ ่ีระบุไว้อีกดว้ ย (ม. 954 วรรค 1) การระบุ
เช่นนีจ้ ะมีผลบังคับผูท้ รงให้ต้องนำ� ตัว๋ ไปย่นื ท่ีเฉพาะกรณี ผใู้ ช้เงินยามประสงค์ คือผทู้ ีร่ ะบุว่าถ้าผู้จา่ ย
ไปใช้เป็น ให้ผู้บระน�ำนว้ิ เดินไปยืน่ ตอ่ ผูท้ ี่ระบุไว้น้ัน เพ่อื จะได้ใช้เงนิ แทนผูจ้ า่ ยน้นั (ม. 954)
ส่วนผู้รับรองยาองประสงค์ คือผู้ที่ระบุไว้ว่าจะรับรองเรานผู้จ่ายนั้น หาผูกมัดผู้ทรงให้
จ�ำต้องน�ำไปย่ืนให้รับรองตามนั้นไม่ เพราะผู้ทรงอาจบอกปัดไม่ยอมรับการสยศเข้ารับรองต๋ัวเงินได้
(ม. 951)
หนา้ ทผี่ สู้ อดเขา้ แกห้ นา้ จะตอ้ งบอกกลา่ วใหผ้ ทู้ ต่ี นเขา้ แกห้ นา้ ทราบ โดยไมช่ กั ชา้ (ม. 950
วรรค 4) เพ่ือคู่สัญญาฝ่ายนั้นจะได้ทราบ แต่ถ้าไม่บอกก็เข้าใจว่าไม่เป็นการท่ีจะมีผลเสียหายแก่
ผู้สอดเข้าแก้หน้าอย่างใด เช่น ก็คงไล่เบี้ยได้ตามปกติ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้สอดเข้า
แกห้ นา้ เสยี สทิ ธอิ ยา่ งใด ถา้ หากไมบ่ อกใหร้ ู้ เวน้ แตล่ ะเวน้ จะเกดิ ความตน่ื ยามแก่ ผถู้ กู สอดเขา้ แกห้ นา้
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
72 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
อย่างใด ผู้สอดเข้าแกว้ หน้าทีล่ ะเวน้ ไมบ่ อก อาจตอ้ งรับผดิ ชอบ การสอดเข้าแก้หน้าอาจมไี ด้ 2 อย่าง
คือ เข้ารบั รอง หรือเขา้ ใชเ้ งนิ
1. การรบั รองเพ่ือแกห้ นา้
กรณีที่จะมีการรับรองเพื่อแก้หนได้ ม. 951 บัญญัติว่า “การรับรองด้วยสอดเข้า
แก้หน้า ย่อมมีได้ในบรรดากรณีซ่ึงผู้ทรงมีสิทธิไล่เบี้ย ได้ก่อนถึงก�ำหนดตามตั๋วเงินอันเป็นต๋ัว
สามารถจะรับรองได้
การรับรองด้วยการสอดเข้าแก้หน้านั้น ผู้ทรงจะบอกปัดเสียก็ได้ ถึงแม้ว่าบุคคลซ่ึง
บง่ ไวว้ ่าจะเปน็ ผู้รบั รองหรอื ใชเ้ งินขามประสงคน์ ัน้ จะเป็นผู้เสนอรบั รองกบ็ อกปัดได้ถ้าผทู้ รง
ยอมให้เขารับรองแล้ว ผู้ทรงย่อมเสียสิทธิไล่เบี้ยก่อนถึงก�ำหนดเอาแก่คู่สัญญาท้ังหลาย ซ่ึง
ตอ้ งรบั ผิดตอ่ ตน”
หมายความวา่ การรบั รองเพื่อแกห้ น้า อาจท�ำได้เม่ือ
1. ผทู้ รงมสี ิทธไิ ลเ่ บ้ียไดก้ ่อนตั๋วเงนิ ถึงก�ำหนด และ
2. ผู้ทรงยอมรับเอาการรบั รองเพ่ือแก้หน้านน้ั
ตวั๋ เงนิ ทผ่ี ทู้ รงไลเ่ บยี้ ไดก้ อ่ นกำ� หนด คอื ตว๋ั เงนิ ทผ่ี ทู้ รงยนื่ ใหผ้ จู้ า่ ยรบั รองแลว้ ผจู้ า่ ยบอกปดั
ไม่รับรอง ฯลฯ และถา้ จ�ำเปน็ ผู้ทรงก็ได้ทำ� ค่าคัดคา้ นแล้ว ตาม ม. 958 ป)ี , 960 ส่วนที่วา่ เป็นตัวท่ยี ืน
ใหร้ บั รองไดน้ นั้ คือ ไม่ได้มีการห้ามมใิ หข้ น้ึ เพ่ือให้รับรองไว้ตาม ม. 927 ต. วรรค 3 หรือตว๋ั เงินท่ใี ห้
จา่ ยเงนิ เมอ่ื ไดเ้ หน็ ซงึ่ ยอ่ มจะไมม่ กี ารยนื่ ใหร้ บั รองอยใู่ นตวั ตว๋ั ทห่ี า้ มไมใ่ หย้ นื่ ใหร้ บั รองไวน้ น้ั แมจ้ ะยนื่
แล้วผู้จา่ ยไมร่ ับรอง ก็ไม่มผี ลใหผ้ ทู้ รงไลเ่ บยี้ ไดก้ อ่ นถึงกำ� หนด
ทว่ี า่ ผทู้ รงไมต่ อ้ งยอมใหเ้ ขารบั รอง เพอ่ื แกห้ นา้ นน้ั หมายความวา่ เมอ่ื ผทู้ รงมสี ทิ ธไิ ลเ่ บยี้
ข้นึ แลว้ ผทู้ รงไม่จ�ำต้องยอมให้ใครสอดเข้ามารับรองเพอื่ แกห้ น้า เพราะจะทำ� ใหผ้ ทู้ รงเสียสิทธิไลเ่ บ้ยี
กอ่ นกำ� หนดไป และฐานะของผสู้ อดเขา้ แกห้ นา้ กบั ฐานะของผจู้ า่ ยในความสามารถทจ่ี ะชำ� ระหนกี้ อ็ าจ
แตกต่างกัน จึงต้องแล้วแต่ความสมัครใจของผู้ทรงว่า จะเลือกเอาประโยชน์จากการท่ีมีผู้สอดเข้ามา
รับรองผูกพันเป็นลูกหนี้ข้ึนใหม่ หรือจะเลือกเอาทางไลเ่ บ้ยี ต่อคสู่ ัญญาคนเดมิ
แบบการรับรองเพ่ือแก้หน้า ต้องเขียนข้อความรับรองบนตั๋วแลกเงิน และลงลายมือ
ชื่อผู้สอดเข้าแก้หน้า ถ้าเขียนลงในกระดาษแผ่นอ่ืนและไม่ท�ำเป็นใบประจ�ำต่อตาม ม. 907 ไม่ถือ
เป็นส่วนหน่ึงของตัวเงิน (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 628/2505) ข้อความทเี่ ขียนน้ันต้องระบดุ ้วยวา่ การสอด
เขา้ รับรองน้ันเพ่อื แกห้ นาวค่สู ญั ญาคนไหน คอื จะเขา้ รับผิดแทนลูกหนใ้ี นตั๋วเงนิ คนไหน ถ้าไม่ระบุไว้
ดังน้นั กฎหมายถอื ว่าเขา้ รับรองเพอื่ แกห้ นา้ ผสู้ งั่ จา่ ย (ม. 952)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 73
ผลของการรับรองเพื่อแก้หน้า ในส่วนตัวผู้สอดเข้ารับรอง เพ่ือแก้หน้าต้องรับผิดต่อ
ผทู้ รงและผูส้ ลักหลับทงั้ หลาย รายหลงั คสู่ ัญญาฝ่ายท่ีตนเข้าแก้หน้า อยา่ งเดยี วกันกับทคี่ ่สู ญั ญาฝา่ ย
น้ันต้องรบั ผิดอยูเ่ อา ควรสงั เกตวา่ ผรู้ บั รองดว้ ยสอดเข้าแก้หนา้ ไม่มีความรบั ผิดอย่างผู้รับรอง แตม่ ี
ความรับผิดอย่างเก่ียวกับคสู่ ัญญาฝ่ายท่ีตนเขา้ แก้หน้าเท่านนั้ เช่น เขา้ รบั รองเพ่อื แก้หน้าผูส้ ลกั หลงั
คนไหนก็มีความรับผิดอย่างผู้สลักหลังคนน้ัน (ม. 953) คือยกข้อต่อสู้ของผู้ที่ตนสอดเข้าไปแก้หน้า
ใหข้ ้นึ ตอ่ สูผ้ ู้ทรงได้ ต่างกับผู้รับอาวลั ซึง่ จะอา้ งเชน่ นัน้ ไม่ได้ (ม. 940) ส่วนขอ้ ตอ่ สู้ทตี่ นเองมีอยนู่ น้ั
ผสู้ อดเขา้ แก้หน้ายอ่ มยกขึน้ ต่อสไู้ ด้ภายใตบ้ งั คับ ม. 916
ผลในส่วนผู้ทรง ท�ำให้ผู้ทรงสิ้นสิทธิ์ที่จะไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาทุกฝ่าย ก่อนท่ีตัวเงิน
ถึงก�ำหนดคือต้องรอไปจนกว่า ต๋ัวเงินถึงก�ำหนดจึงจะเรียกเงินได้ ถ้าผู้จ่ายไม่ใช้เงินจึงจะไล่เบ้ียได้
(ม. 951วรรคท้าย)
2. การใชเ้ งินเพือ่ แก้หน้า
กรณีทม่ี กี ารใช้เงนิ เพ่ือแกห้ น้าได้ ม. 854 บญั ญตั ิวา่ “อนั การใช้เงนิ เพื่อแก้หนา้ ยอ่ ม
มีไดใ้ นบรรดากรณี ซง่ึ ผ้ทู รงมีสิทธิไลเ่ บ้ียเม่ือต๋ัวเงินถงึ กำ� หนดหรอื กอ่ นถงึ กำ� หนด”
สทิ ธไิ ลเ่ บยี้ กอ่ นตว๋ั เงนิ ถงึ กำ� หนดมใี นกรณใี ด้ ไดก้ ลา่ วมาแลว้ ในตอนทว่ี า่ ดว้ ยการรบั รอง
เพื่อแก้หน้า ส่วนสิทธิไล่เบ้ียเม่ือต๋ัวเงินถึงก�ำหนดเกิดขึ้นโดย ผู้ทรงน�ำทั่วไปย่ืนเม่ือถึงก�ำหนด แล้ว
ผู้จ่ายหรือผู้รับรองไม่ใช้เงิน ผู้ทรงต้องท�ำค�ำคัดค้านในกรณีที่จ�ำเป็นต้องท�ำโดยถูกต้องตามระเบียบ
แลว้ (ม. 859 ก.) , 960 มิฉะนัน้ สทิ ธิไล่เบีย้ ของผ้ทู รงกส็ ้นิ ไปตาม ม. 973 นอกจากจะฟอ้ งเอากับ
ผู้รบั รองซ่งึ เปน็ ลกู หน้ีชนั้ ต้นเทา่ น้นั
วธิ กี ารใชเ้ งนิ เพอ่ื แกห้ นา้ ตามธรรมดาตวั๋ เงนิ ยอ่ มใชเ้ งนิ ในวนั ถงึ กำ� หนด และผทู้ รงตอ้ ง
นำ� ไปย่นื ใหใ้ ชเ้ งนิ เม่อื ไม่ใช้ก็ท�ำค�ำคัดคา้ นขนึ้ ตามระเบยี บ ถา้ จำ� เป็นต้องท�ำ ตั้งแตน่ ัน้ ไปผู้ใดจะสอด
เข้าใช้เงินก็ท�ำได้ และอาจท�ำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้ทรง ซ่ึงตามหลักธรรมดาก็ไม่มี
ข้อห้ามไม่ให้คนภายนอก เข้าช�ำระหน้ีอยู่แล้ว (ม. 314) และเข้าใจว่าอาจเข้าใช้เงินโดยฝ่าฝืนใจ
ผูร้ ับรองหรือคสู่ ญั ญาอนื่ ๆ ท่เี ขา้ แก้หน้าใหก้ ็ได้ เพราะในลักษณะตัว๋ เงนิ หาไดม้ ีบทใด ยกเวน้ หลกั ที่
วา่ ให้มีการใชเ้ ปน็ เพ่ือแกห้ น้าได้แตป่ ระการใดไม่
การใชเ้ งินตอ้ งท�ำอยา่ งชา้ ในวนั ร่งุ ขึน้ จากวันที่ ผทู้ รงจะคดั ค้านการไมใ่ ช้เงนิ ได้ โดยปกติ
คอื ภายใน 5 วัน นับแต่วนั ยื่นตั๋วเงนิ (ม. 954, 960) ซึ่งหมายความว่าเป็นการทผ่ี แู้ กห้ น้าเข้าไปใช้เงนิ
แกผ่ ู้ทรงเองเมอ่ื ผู้จ่ายไมใ่ ช้เงนิ ตามตัว๋ ท่ผี ูท้ รงนา่ มายืน่ ผ้ทู รงต้องคดั ค้านภายใน 3 วัน จงึ ใชเ้ งนิ ได้ใน
วนั รงุ่ ขึน้ อีก 1 วนั เป็นวนั ที่ 4
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
74 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ถ้าเป็นกรณีท่ีผู้ทรงยอมให้มีการรับรองเพ่ือแก้หน้าแล้ว ผู้ทรงต้องย่ืนต๋ัวเงินต่อผู้จ่าย
เพื่อให้ใช้เป็นตามก�ำหนด เม่ือไม่ใช้เงินจึงจะไล่เบี้ยได้ กรณีท่ีจะระบุตัวผู้ใช้เงินยามประสงค์ ก็ต้อง
ย่ืนทั่วเพื่อให้ใช้เงินก่อนจึงจะไล่เบี้ยได้เช่นเดียวกัน เมื่อไม่ใช้เงินก็ต้องท่าค�ำคัดค้านตามระเบียบใน
3 วันตาม ม. 960 ในระยะเวลา 3 วันน้กี บั รุ่งขนึ้ อีกวันหนง่ึ ผูท้ รงตอ้ งย่นื ตั๋วเงนิ ต่อผ้รู บั รองเพอื่ แก้
หน้าหรือผูใ้ ช้เปน็ ยามประสงคท์ ี่ระบุไว้ ณ สถานที่ใช้เงินอกี ครั้งหนึง่ เพอื่ ใหม้ ีการใชเ้ งิน (ม. 950) จึง
เป็นเวลา 4 วนั ทผ่ี ทู้ รงอาจย่นื ตัวคร้งั ที่ 2 นไี้ ดน้ บั แตย่ นตัว๋ คร้ังแรก ถา้ ยังไม่มกี ารใช้ในกต็ อ้ งท�ำวค�ำ
คดั ค้านอีกภายในก�ำหนด 4 วนั อนั เดียวกนั นน้ั ฉะนนั้ ถา้ ผทู้ รงยืน่ ตั๋วเงนิ ครัง้ 2 นี้ ในวนั ที่ 4 คอื ร่งุ ขน้ึ
จากทคี่ ดั คา้ นครง้ั แรกซง่ึ มีเวลา 3 วนั ถ้ายงั ไม่มกี ารใชเ้ งนิ ผ้ทู รงตอ้ งทที่ �ำส�ำคดั ค้านในวนั เดียวกนั คอื
ในวันท่ี 4 น่นั เอง (ม. 955)
ถา้ ไมข่ น้ึ ตวั๋ เงนิ ดงั กลา่ วแลว้ หรอื ไมท่ ำ� คำ� คดั คา้ น ถา้ จำ� เปน็ ตอ้ งทา่ ผทู้ รงยอ่ มสน้ิ สทิ ธทิ จ่ี ะ
ไล่เบีย้ เอากับคูส่ ัญญา ทรี่ ะบุตัวผใู้ ชเ้ งินยามประสงค์ หรอื ที่มีผู้เข้ามขอนแกง้ หม้าใหแ้ ล้วน้นั ทัง้ ผ้สู ลัก
หลงั ตวั๋ เงนิ หลงั จากผทู้ ห่ี ลดุ พน้ ไปดงั กลา่ วแลว้ กย็ อ่ มจะหลดุ พน้ ความรบั ผดิ ไปดว้ ย (ม. 955 วรรค 2)
เพราะเมอ่ื คสู่ ญั ญาคนกอ่ นหลดุ พน้ ไปแลว้ ผสู้ ลกั หลงั คนหลงั นน้ั กเ็ สยี หาย เพราะไลเ่ บยี้ จากผนู้ น้ั ไมไ่ ด้
จึงต้องได้รับผลคือหลุดพ้นความรับผิดไปด้วย ข้อน้ีส่วนผับกรณีไม่ยื่นตั๋วเงินต่อผู้จ่ายหรือผู้รับรอง
ในกรณปี กติ ซ่ึงคสู่ ญั ญาทุกคนหลดุ พ้นความรบั ผดิ ตาม มาตรา 973 นอกจากผรู้ ับรองการใชเ้ งินเพ่ือ
แก้หน้า จะต้องใช้เต็มจ�ำนวนที่ผู้ต้องรับผิด อันตนได้สอดเข้าแก้หน้าจะต้องใช้เว้นแต่ค่าซักส่วนลด
ตาม ม. 986 (4) (ม. 956) ถ้าใช้เงินไมเ่ ต็มจํานวน แม้ผ้ทู รงจะรบั ไว้ ก็ไม่ถอื เปน็ การใชเ้ งินเพ่ือแกห้ น้า
ไม่ไดร้ ับผลเช่นไลเ่ บีย้ ตามตว๋ั เงนิ ไมไ่ ด้ เป็นตน้
การใชเ้ งนิ เพอ่ื แกห้ นา้ ตอ้ งเขยี นขอ้ ความการใชเ้ งนิ นนั้ ลงในตวั๋ เงนิ ( ม. 957) ตอ้ งระบวุ า่
เขา้ ใชเ้ ปน็ เพอ่ื แกห้ นา้ ใครดว้ ย มฉิ ะนนั้ ถอื วา่ ใชเ้ งนิ เพอื่ แกห้ นา้ ผสู้ ง่ั จา่ ย เพราะจะเปน็ หลกั ฐานในการใช้
สิทธิตามตวั๋ เงินน้ันต่อไป ตลอดจนต้องคืนหลกั ฐาน คอื ตวั๋ เงินกับค�ำคดั ค้านใหผ้ ูส้ อดเข้าใช้เงนิ ไปด้วย
ผลของการใช้เงินเพื่อแก้หน้า ท�ำให้ผู้ทรงได้รับช�ำระหนี้ไป สิทธิของผู้ทรงในหนี้จึง
ตกมาอยู่กับผู้ท่ีสอดเข้าแก้หน้า ซ่ึงกฎหมายบัญญัติให้รับช่วงสิทธิของผู้ทรง แต่ว่ารับช่วงโปเฉพาะ
สิทธิท่ีจะไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาฝ่ายท่ีตนเข้าใช้หน้ีแทน และคู่สัญญาที่ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาท่ีตนเข้า
ใช้หนี้แท้านเท่าน้ัน ส่วนคู่สัญญาคนหลังจากนั้นเป็นอันหลุดพ้นไป (ม. 958 ) ถ้าผู้ทรงไม่ยอมรับ
ใช้เงนิ คสู่ ญั ญาทจี่ ะหลุดพน้ ดง่ั ว่าน้ียอ่ มหลดุ พน้ ความรบั ผดิ ไปเหมอื นกัน (ม. 956 วรรค 2 )
ตัวอยา่ ง ด�ำออกต๋วั เงนิ สัง่ ให้แดงจา่ ยเงินแกเ่ ขียว เขยี ว โอนตั๋วให้ ก. แลว้ โอนไปยงั ข.
ค. ง. จ. ฉ. ตามล�ำดับ เมอ่ื ตั๋วถึงก�ำหนดแดงไม่จ่ายเงิน ม่วงเขา้ ไปใช้เป็นเพื่อนแกห้ นา้ ค ดงั นี้ ค. จ.
ย่อมหลุดพ้นจากความรบั ผิด ม่วงรบั ช่วงสทิ ธิ ทจี่ ะไลเ่ บยี้ เอากบั ค และ ข. ก. กับเขียว และดำ� ถา้ ฉ.
ดาวนไ์โมหล่รดับจเางกินระทบี่มบ่วTงUสDอCดโดเขย้านใาชยอ้แรท่ามนดวคง.จันงท.ร์ จ. ก็จะหลุดพ้นไปเหมือนกัน แต่ ค. กับคู่สัญญาคนก่อน ๆ
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 75
ไมห่ ลดุ พน้ ขอ้ นต้ี า่ งกบั กรณไี มย่ นื ตวั๋ เงนิ ทจ่ี ำ� ตอ้ งยนื่ ตอ่ ผรู้ บั รอง เพอ่ื แกห้ นา้ หรอื ผใู้ ชเ้ งนิ ยามประสงค์
ตาม ม. 955 ซ่งึ คู่สญั ญาผ้ทู ี่มีผแู้ ก้หนา้ ให้ จะหลดุ พ้นไปด้วย
ถา้ มผี ูส้ อดเข้าใช้เป็นหลายคน ม. 958 ใหถ้ ือเอาการใช้ เปน็ ทจ่ี ะทำ� ให้ไดป้ ลดหนม้ี ากราย
ที่สุดเป็นส�ำคัญ เช่นในตัวอย่างข้างบน ถา้ มว่ งเข้าใช้หนี้แทน ค. เหลืองเข้าใชห้ นีแ้ ทน ก. ฉ. ต้องรับ
เอาการใชห้ นีข้ องเหลอื งเป็นหลัก เพราะจะทำ� ให้ ข. ค. ง. จ. หลดุ พน้ ไปไมแ่ ต่เพยี ง ง. จ. หลดุ พน้
ไป เพราะม่วงเข้าใชแ้ ทน ค. เท่านน้ั ถา้ มว่ งยนื เข้าใช้เงินโดยรวู้ า่ เหลอื งสอดเข้าใช้แทน ก. ม่วงไม่มี
สทิ ธิจะไลเ่ บ้ยี เอาจาก ข. ค. ได้ (ม. 958 วรรคท้าย)
ผู้สอดเข้าใช้เงนิ เพื่อแกห้ น้าไม่มีสิทธโิ อนต๋วั เงนิ ตอ่ ไป (ม. 950)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
76 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
บทที่ 4 สทิ ธไิ ล่เบ้ีย
เจา้ หนี้ในตวั๋ แลกเงนิ จะเรยี กรอ้ งอะไรไดจ้ ากลกู หนี้น้ัน ในเบอื้ งต้นก็คอื สิทธิ์ ที่จะเรียกรอ้ งให้
ผรู้ ับรองชำ� ระหนตี้ ามค�ำรับรอง (ม. 937) เป็นสทิ ธิเรียกรอ้ งตอ่ ลูกหน้ชี ั้นตน้ โดยตรง ไม่ใชส่ ทิ ธไิ ลเ่ บีย้
ต่อเมื่อผรู้ บั รองไมใ่ ชเ้ งนิ หรอื เมือ่ ผูจ้ า่ ยบอกปัดไม่รับรองตวั๋ แลกเงนิ ผทู้ รงกม็ ีสิทธิเรียกร้องใหใ้ ชเ้ งิน
ได้อีก สิทธิเรียกร้องน้ีกฎหมาย เรียกว่าสิทธิไล่เบี้ย แต่โดยเหตุท่ีลูกหน้ีในตั๋วเงินต้องรับผิดร่วมกัน
(ม. 967) ฉะนั้นผู้รับรอง (โดย ไม่เบ่ียงบ่าย) ก็ดี ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลังหรือรับอาวัล ก็ดีต้องรับผิด
เป็นอย่างเดียวกัน สิทธิไล่เบี้ยได้ก�ำหนดไว้ใน ม. 959 ผู้ทรงฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน
(คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 897)/2516, ที่ 1416/2521, ที่ 1989/2522, ท่ี 3971/2526)
สทิ ธไิ ลเ่ บย้ี นน้ั เปน็ สทิ ธเิ รยี กรอ้ งเมอื่ ผขู้ ายไมร่ บั รองหรอื ไมใ่ ชเ้ งนิ ตามที่ ม. 959 บญั ญตั ไิ วว้ า่
“ผูท้ รงตวั๋ แลกเงินจะใชส้ ิทธไิ ล่เบี้ยเอาแกบ่ รรดาผู้สลกั หลัง ผู้ส่งั จ่ายและบุคคลอน่ื ๆ
ซ่ึงตอ้ งรบั ผิดตามตว๋ั เงินนัน้ กไ็ ด้ คอื
ก) ไล่เบ้ยี ได้เมอ่ื ตวั เงินถงึ ก�ำหนดในกรณไี มใ่ ช้เงิน
ข) ไลเ่ บยี้ ได้แม้ทั้งต๋ัวเงนิ ยังไมถ่ ึงก�ำหนด ในกรณีดงั กลา่ วต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าเขาบอกปดั ไมร่ บั รองต๋วั เงนิ
(2) ถา้ ผู้จ่ายหากจะได้รับรองหรอื ไมก่ ็ตาม ตกเป็นคนลม้ ละลาย หรอื ให้งดเว้น
การใช้หนี้ แม้การงดเวน้ การใชห้ นีน้ ้นั จะมไิ ด้มีคำ� พิพากษาเป็นหลักฐานกต็ าม หรอื ถา้ ผู้จ่าย
ถกู ยึดทรัพย์และการยดึ ทรพั ยน์ นั้ ไรผ้ ล
(3) ถ้าผสู้ ั่งจ่ายตว๋ั เงนิ ชนิดไมจ่ �ำเป็นต้องใหผ้ ู้ใดรบั รองนน้ั ตกเป็นคมลม้ ละลาย
การไล่เบี้ยเม่ือต๋ัวเงินถึงก�ำหนด จะท�ำได้ก็ต่อเม่ือผู้จ่ายหรือผู้รับรองไม่ใช้เงิน เม่ือตัวน้ันถึง
ก�ำหนด โดยผู้ทรงไดน้ �ำไปยื่นโดยถกู ตอ้ งแลว้ การยื่นนีอ้ าจไมต่ อ้ งท�ำก็ไดใ้ นกรณที จ่ี �ำเปน็ หลีกเลี่ยง
ไมไ่ ด้ตาม ม. 974
ในการไล่เบ้ียนั้น ผู้ทรงมีสิทธิท�ำได้เมื่อตั๋วเงินถึงก�ำหนด และไม่มีการใช้เงินตามต๋ัว
โดยผู้ทรงไม่ต้องบอกกล่าวผู้ส่ังจ่ายหรือลูกหนี้คนใด ๆ ก่อน เพราะไม่มีกฎหมายก�ำหนดไว้เช่นน้ัน
(ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 169/2528)
เช็คลงวันล่วงหน้า และตั๋วแลกเงินท่ียังไม่ถึงก�ำหนดใช้เป็น ผู้ทรงยังใช้สิทธิหักกลนสบหนี้
ดาวนไ์โมหล่ไดดจ้ า(กคระำ� บพบิพTาUกDษC าโดฎยกี นาาทยอี่ ร3่าม42ด4วง/จ2นั 5ท2ร6์ ) เพราะผทู้ รงยังไมม่ สี ทิ ธเิ รยี กเก็บเงินตามตวั นน้ั ได้ อย่างไร
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 77
ก็ตาม แม้จะเคยมีการน�ำเช็คไปเรียกเก็บเงินก่อนก�ำหนดวันท่ีลงในเฮค และธนาคารปฏิเสธการจ่าย
เงินมาแล้วคร้ังหน่ึง แต่ผู้ทรงก็ยังมีสิทธิ์เรียกเก็บเงินใหม่ได้เม่ือเช็คถึงก�ำหนดจ่ายเงินและหากเรียก
เกบ็ เงนิ ไมไ่ ด้ ผทู้ รงกม็ สี ทิ ธไิ ลเ่ บย้ี จากลกู หนต้ี ามเชค็ ได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 3971/2526, ที่ 2023/2529)
การไล่เบ้ียกอ่ นตัว๋ เงนิ ถงึ กำ� หนด อาจท�ำไดใ้ นเหตุ 9 ประการ คอื
1. ถ้าเขาบอกปัดไม่รับรองตั๋วเงิน การยื่นต๋ัวเงินให้รับรองมีได้ เช่น เช็คลงวันล่วงหน้า
ธนาคารไมจ่ า่ ยเงินเพราะปิดบัญชีของผ้สู ่งั จา่ ย ตั้งแต่ก่อนวนั ที่ลงในเช็คผ้ทู รงไล่เบี้ยไดก้ อ่ นวนั ในเชค็
(ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 1865 /2517)
2. ผู้จ่ายหรือผู้รับรองล้มละลาย เร่ืองน้ีเป็นไปตามกฎหมายลักษณะล้มละลาย การท่ี
ลกู หน้ตี กเป็นคนลม้ ละลาย ทำ� ใหล้ ูกหน้ีอ้างประโยชนแ์ ห่งเลือ่ นเวลาไม่ได้ (ม. 155)
ผู้จ่ายหรือผู้รับรองได้งดเว้นการใช้หนี้ การงดเว้นใช้หน้ีเป็นเหตุ ให้ถูกฟ้องให้ล้มละลายได้
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ร.ศ. 130 ม. 7) ซง่ึ เปน็ กฎหมายท่ใี ช้อย่ใู นขณะประกาศใชป้ ระมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณชิ ย์ ในบดั นต้ี ้องมหี น้สี ินล้นพน้ ตัว การได้รับหนงั สอื ทวงหน้ี 2 คร้ัง ใน 1 เดอื นแลว้ ยังไม่
ใช้หน้ี เป็นเหตุหนึง่ ท่ถี ือวา่ เป็นคนหนสี้ นิ ล้นพน้ ตวั ดว้ ย (พ.ร.บ. ลม้ ละลาย พ.ศ. 2483 ม. 7, 8 แตแ่ ม้
ยงั ไมถ่ ูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย กเ็ ป็นเหตุไล่เบย้ี กอ่ นกำ� หนดได้ (เทยี บดู ม. 243 ในกรณที ลี่ กู หนี้
เป็นคนมหี น้ีสินล้นพ้นตัว ไม่สามารถใช้หนี)้ การงดเว้นไม่ใช่หน้ี ไมจ่ �ำต้องมคี ำ� พิพากษาบงั คบั ให้ใช้
หน้ี แม้ไม่มีคา่ พพิ ากษาเช่นนัน้ ก็อาจไลเ่ บยี้ กอ่ นก�ำหนดได้
ผู้จ่ายหรือผู้รับรองถูกยึดทรัพย์ และการยึดทรัพย์นั้นไว้ผล หมายความว่ามี
ค�ำพพิ ากษาและมีการบังคับคดแี ล้ว แตไ่ ม่มีการใช้หนี้โดยไม่มีทรัพยท์ จ่ี ะยดึ ได้ หรอื ยดึ แลว้ แต่
ไมพ่ อใช้หน้ี
การไลเ่ บี้ยตาม ม. 959 ข ) (2) น้ี จะท�ำได้กต็ ่อเม่อื ผทู้ รงยืนตว๋ั ให้ผู้จ่ายใช้เงนิ เสียกอ่ น เมอื่
ผู้จ่ายไม่ใช้เงินจงึ จะทำ� คดั ค้านและไล่เบีย้ ได้
3. ผู้สั่งจ่ายตั๋วเงนิ ชนิดไม่ต้องรับรอง ตกเปน็ คนล้มละลาย ต๋วั เงินทไ่ี มจ่ �ำเปน็ ตอ้ งรบั รองคอื
ต๋ัวท่ีอาจมกี ารหา้ มมิใหย้ ่นื ให้รบั รองได้ และต๋วั ทจ่ี า่ ยเงนิ เม่ือได้เห็น หรือเมอื่ ถึงกำ� หนดเวลาทร่ี ะบไุ ว้
หรือเม่ือครบก�ำหนดระยะเวลาใดนับแต่ที่ก�ำหนดไว้ ตัวท่ีไม่ต้องรับรองนี้ ผู้สั่งจ่ายอาจมีความรับผิด
ถ้าผู้จ่ายไม่ใช้เงิน โดยไม่ต้องยื่นให้รับรองเสียก่อน ผิดกับต๋ัวท่ีต้องยื่นให้รับรอง ซึ่งถ้าผู้จ่ายรับรอง
ความรับผิดของผู้ส่ังจ่ายจะเกิด ก็ต่อเม่ือผู้รับรองไม่ใช้เงิน ฉะนั้นตัวอย่างแรกจึงอยู่ในความรับผิด
ชอบของผู้สั่งจ่ายที่อาจต้องใช้เงินเพื่อถึงเวลาตั้งแต่ต้น โดยผู้ทรงไม่มีความผูกพันว่าจะต้องขึ้นให้
ผู้จ่ายรับรอง เมื่อผู้สั่งง่ายล้มละลาย หลักประกันการใช้เงินก็เส่ือมเสียไป ผู้ทรงจึงเรียกให้ใช้เงินได้
ทนั ที ทำ� นองเดยี วกบั กรณที ผ่ี จู้ า่ ยลม้ ละลาย ถา้ รอชา้ ไปกไ็ มม่ ที างจะพอรนั บา้ ระหนใ้ี นคดลี ม้ ละลายได้
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
78 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
เง่ือนไขการใช้สิทธิไล่เบ้ีย การฟ้องให้ผู้รับรองใช้หนี้ ไม่ต้องมีแบบพิธีอันต้องปฏิบัติก่อน
ฟ้องอย่างใด แต่การใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อคู่สัญญาคนอ่ืนนั้น ต้องมีการปฏิบัติบางประการก่อนคือต้องมี
ค�ำคดั คา้ น การไมร่ ับรอง หรือไมใ่ ชเ้ งนิ ม. 960 บัญญัตวิ า่
“การที่ตว๋ั แลกเงนิ ขาดรับรองหรอื ขาลใชเ้ งนิ นนั้ ตอ้ งท�ำให้เป็นหลักฐานตามระเบียบ
ดว้ ยเอกสารฉบับหนึง่ เรียกวา่ คา่ คัดคา้ น” ฯลฯ
หมายความว่า ตอ้ งใหม้ ีหลักฐาน ซ่งึ ผู้มีอำ� นาจและหน้าท่ตี ามกฎหมายใหท้ ำ� ข้ึนตามแบบที่
กฎหมายบงั คบั ไว้ เพอ่ื แสดงวา่ ไดย้ นื่ ตั๋วเงนิ แล้วผจู้ ่ายไม่รับรองหรือไม่ใชเ้ งิน วันนก้ี เ็ พราะจะได้อาศัย
อา้ งองิ ใหค้ สู่ ญั ญาทงั้ หลายในตว๋ั เงนิ ท่ี จะถกู ไลเ่ บยี้ ถอื ไดว้ า่ ไดม้ กี ารผดิ นดั ไมใ่ ชเ้ งนิ แลว้ จรงิ แตไ่ มต่ อ้ ง
ทวงถามอย่างหน้ธี รรมดาอ่นื ๆ (คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 373/2500) เพราะลกู หนที้ งั้ หลายในตวั เรม่ิ โดย
ปกตยิ ่อมอย่คู นละแหา่ งกับผ้จู ่าย จงึ ยอ่ มจะไม่ทราบได้วา่ ได้มกี ารยื่นตว๋ั เงินและได้มีการปฏเิ สธไมใ่ ช้
เงินจริงหรือไม่ แต่ถ้าผู้สั่งจ่ายเช็คฝั่งธนาคารให้งดจ่ายเงินเองแล้ว ผู้ทรงย่อมฟ้องตัวผู้สั่งจ่ายได้
โดยไม่ตอ้ งทำ� ตามท่ีปรากฏเป็นข้อสญั ญาใน ม.914 ก่อน (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 655/2498)
ก�ำหนดเวลาท�ำส�ำคัดค้าน ต้องท�ำในก�ำหนดเวลาคม ม. 960 วรรค 2, 3 คือ
“ค�ำคัดค้านการไม่ใช้เงิน ต้องท�ำในวันซึ่งจะพึงใช้เงินตามตัวน้ัน หรือวันใดวันหน่ึงภายใน
สามวนั ตอ่ แต่นั้นไป
ค�ำคัดค้านการไม่รับรองต้องท�ำภายในจ�ำกัดเวลา ซ่ึงก�ำหนดไว้เพื่อการอ่ืนให้เขา
รบั รองหรือภายในสามวันตอ่ แตน่ ัน้ ไป
ก�ำหนดเวลาย่ืนคว่ั ให้รับรองหรอื ให้ใชเ้ งิน ตอ้ งคดั คา้ นในวนั นั้นหรือสามวนั ต่อจากวันนน้ั ไป
วิธีการและแบบค�ำคดั ค้าน เม่ือผู้ทรงยืนตั๋วและไมม่ กี ารรับรอง หรอื ใชเ้ ป็นสามชั่วที่อืน่ นนั้
แลว้ ผทู้ รงตอ้ งนำ� ทวั่ ไปแจง้ ตอ่ นายอำ� เภอหรอื ผทู้ ำ� การแทน หรอื ทนายความผไู้ ดร้ บั อนญุ าตเพอ่ื การนี้
(ม. 961) บุคคลที่ว่านี้จะน�ำต๋ัวไปอื่นอีก ถ้ายังคงไม่รับรองหรือไม่ใช้เงินอยู่ตามเดิมบุคคลท่ีว่าน้ีต้อง
ท�ำค�ำคัดค้านเป็นข้อความตามแบบอันมีรายการตาม ม. 962 และกฎกระทรวงยุติธรรมท่ี 67 ออก
ตามความใน ม. 961 ลงวันท่ี 15 กุมภาพันธ์ 2471 ** คำ� คัดคา้ นนต้ี ้อง **ดามหมายองั กฤษ notany
public หรือเจ้าหน้าที่ขอมาจะไปนค้าเงินเป็นทางการคอผู้ชายหรือผู้รับรองเพ่ือการคัดค้าน (3
History, 3ed., no, 344, p, 201) คำ� คดั คา้ นน้ตี อ้ งสง่ มอบใหแ้ ก่ผู้ทรงท่ีร้องขอใหท้ �ำคำ� คดั ค้าน และ
ผู้ท�ำค�ำคัดค้าน (นายอ�ำเภอ ฯลฯ) ต้องรีบส่งค�ำบอกกล่าวไปยังผู้ถูกคัดค้าน ถ้าทราบภูมิล�ำเนาก็
สง่ ไปทางจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ หรอื ส่งมอบไว้ ณ ภูมลิ �ำเนาของผ้นู ้ัน ถ้าไม่ทราบภูมิล�ำเนา
ก็ใหป้ ดิ ส�ำเนาคำ� คดั คา้ นไว้ยงั ท่ซี ่งึ เหน็ ได้ง่าย เปน็ เวลาไม่น้อยกวา่ 6 เดอื น ณ ท่วี า่ การอ�ำเภอประจ�ำ
ทอ้ งที่ฉันผถู้ ูกคดั คา้ นมีถ่ินที่อยคู่ รั้งหลังทส่ี ุด
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 79
ข้อยกเว้นไมต่ อ้ งท�ำค�ำคดั ค้าน อาจมีไดใ้ นกรณีต่อไปนี้
1. เมื่อคัดค้านการไม่รับรองแล้ว ก็ไม่ต้องยื่นตัวและไม่ต้องคัดค้านการไม่ใช้เงิน (ม. 960
วรรค 4)
2. กรณีที่ผู้สั่งจ่ายล้มละลายตาม ม. 459 (3) เพียงแต่เอาค�ำพิพากษาซ่ึงส่ังให้ผู้สั่งจ่าย
ล้มละลายออกแสดง ก็เป็นการเพียงพอท่ีจะท�ำให้ผู้ทรงสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ไม่จ�ำเป็นต้องมี
การคัดค้าน (ม. 960 วรรค 5)
ทง้ั นเ้ี พราะคำ� คดั คา้ นการไมร่ บั รองกด็ ี คำ� พพิ ากษาใหล้ ม้ ละลายหรอื สำ� เนาอนั เจา้ หนา้ ทร่ี บั รอง
แล้วก็ดี ย่อมเปน็ หลักฐานแห่งการไม่ใชเ้ งินหรอื ไม่รับรองอยู่แล้ว
3. ผสู้ งั่ จา่ ยหรอื ผสู้ ลกั หลงั อาจเขยี นลงในตว๋ั เงนิ ยกเวน้ ไมต่ อ้ งใหท้ ำ� คำ� คดั คา้ นกไ็ ด้ โดยเขยี น
วา่ “ไมจ่ �ำต้องมีคัดค้าน” หรือ “ไมม่ ีคัดค้าน” หรือข้อความอื่นในท�ำนองเดียวกัน (ม. 964, 915 (2)
ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 459/2500) ถ้าผู้สั่งจ่ายเขียนลงไปและผู้ทรงยังช่ืนให้มีการท�ำค�ำคัดค้าน ผู้ทรง
ต้องเสียคา่ ใชจ้ ่ายเอง จะเรยี กใหช้ ดใชต้ าม ม. 968 (3) ไม่ได้ แต่ถ้าผ้สู ลกั หลังเป็นผูเ้ ขียน ผทู้ รงเรียก
ค่าใช้จ่ายจากคนอ่นื ได้
4. ในกรณีต๋ัวเงินภายในประเทศ ถ้าผู้จ่ายบันทึกลงไว้ในตั๋วแลกเงินเป็นข้อความบอกปัด
ไม่รับรองหรือไม่ยอมใช้เงิน ทั้งลงวันท่ีบอกปัดลงลายมือชื่อไว้ด้วยแล้ว ก็เป็นอันไม่จ�ำเป็นต้องท�ำ
คัดค้าน (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 1716/2499) และผ้ทู รงตอ้ งสง่ คำ� บอกกลา่ วขาดความเชือ่ ถอื ไปยงั บุคคล
ซึ่งตนจำ� นงจะไล่เบี้ยภายใน 4 วันตอ่ จากวันเขาบอกปัดไมร่ ับรองนน้ั (ม. 965)
ตวั๋ เงินภายในประเทศ นน้ั พอเทยี บเคียงได้ตามที่ พ.ร.บ . ตว๋ั แลกเงินขององั กฤษ ม. 4
กล่าวไว้ว่า เป็นตัวที่ออกในประเทศ และให้จ่ายเงินภายในประเทศ ผู้จ่ายอยู่นอกประเทศก็ได้หรือ
ต๋ัวท่ีออกในประเทศสั่งให้ บุคคลท่ีอยู่ในประเทศจ่ายเงิน แม้จะจ่ายนอกประเทศก็ไม่ส�ำคัญต๋ัวเงิน
ที่ไม่ปรากฏข้อความเป็นอย่างอื่นบนต๋ัวเงินแล้ว ก็จัดเอาเป็นต๋ัวเงินในประเทศได้ นอกจากนี้เป็น
ต๋ัวเงินนอกประเทศ ได้แก่ต๋ัวออกนอกประเทศ หรือต๋ัวท่ีออกในประเทศแต่ส่ังผู้จ่ายนอกประเทศให้
จ่ายเงินนอกประเทศ เช่น เช็คพิพาทซึ่งเป็นของธนาคารในประเทศฝรั่งเศสนั้นจะเป็นเช็คออกมาแต่
ต่างประเทศหรือไม่ อยู่ท่ีว่าผู้ส่ังจ่ายได้สั่งจ่ายเช็คภายในประเทศ หรือสั่งจ่ายเช็คที่ต่างประเทศเป็น
สำ� คัญ หาใชด่ วู า่ ธนาคารตามเช็คอยู่ ณ ทใ่ี ดเป็นสำ� คญั ไม่ เมื่อจ�ำเลยมภี มู ิล�ำเนาในประเทศเปน็ ผสู้ งั่
จา่ ยเชค็ พพิ าทในประเทศไทย เชค็ พพิ าทจงึ มใิ ชเ่ ชค็ ทอี่ อกมาแตต่ า่ งประเทศ แตเ่ ปน็ เชค็ ภายในประเทศ
(คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 1558/2529)
5. ถ้ามีเหตุจ�ำเป็น อาจขยายก�ำหนดเวลาท�ำค�ำคัดค้านออกไป หรืออาจไม่ต้องท�ำเลยก็ได้
ม. 974 บัญญัติว่า “การอ่ืนช่ัวแลกเงินก็ดี การท�ำค�ำคัดค้านก็ดี ถ้ามีเหตุจ�ำเป็นอันมิอาจ
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์
80 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
กลา่ วลว่ งเสยี ไดม้ าขดั ขวางมใิ ห้ ทำ� ไดภ้ ายในกำ� หนดเวลาจำ� กดั สำ� หรบั การนน้ั ไซรบ้ า้ นใหย้ ดึ
กำ� หนดเวลาออกไปอกี กไ็ ด้
เหตุจ�ำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ด่ังว่ามาน้ัน ผู้ทรงต้องบอกกล่าวแก่ผู้สลักหลัง
คนถดั ตนขนึ้ ไปโดยไมช่ กั ชา้ และคำ� บอกกลา่ วนน้ั ตอ้ งเขยี นระบลุ งในตวั๋ เงนิ หรอื ใบประจำ� ตอ่
ตอ้ งลงวนั และลายมอื ชอ่ื ของผทู้ รง การอน่ื ๆ นอกจากทก่ี ลา่ วมานท้ี า่ นใหบ้ งั คบั ตาม ม. 963
เม่อื เหตจุ ำ� เปน็ ยงั มอิ าจกา้ วลว่ งเสยี ไดน้ ัน้ สนิ้ สดุ ลงแล้ว ผทู้ รงตอ้ งยน่ื ตวั๋ เงนิ ใหเ้ ขา
รับรองหรือใชเ้ งนิ โดยไมช่ ักชา้ และถ้าจ�ำเป็นก็ทำ� ค�ำคัดคา้ นข้ึน
ถา้ เหตจุ ำ� เปน็ อนั มอิ าจกา้ วลว่ งเสยี ไดน้ นั้ ยงั คงมอี ยตู่ อ่ ไปจนเปน็ เวลากวา่ สามสบิ วนั
ภายหลงั ตวั๋ เงนิ ถงึ กำ� หนดไซร้ ทา่ นวา่ จะใชส้ ทิ ธไิ ลเ่ บย้ี กไ็ ด้ และถา้ เชน่ นนั้ การขน้ึ ตวั๋ เงนิ กด็ กี าร
ทำ� ค�ำคัดคา้ นกด็ ี เปน็ อนั ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งท�ำ
ในสว่ นตว๋ั เงนิ ชนดิ ทใ่ี หใ้ ชเ้ งนิ เมอื่ ไดเ้ หน็ หรอื ใหใ้ ชเ้ งนิ ในระยะเวลาอยา่ งหนงึ่ อยา่ งใด
ภายหลงั ไดเ้ หน็ นนั้ กำ� หนดสามสบิ วนั เชน่ วา่ มานี้ ทา่ นใหน้ บั แตว่ นั ทผ่ี ทู้ รงไดใ้ หค้ ำ� บอกกลา่ ว
เหตุจ�ำเป็น อันมิอาจกา้ วลว่ งเสยี ไดน้ ้นั แก่ผู้สลักหลังถดั ตนขึ้นไป และถึงแมจ้ ะเป็นการกอ่ น
ล่วงก�ำหนดเวลายน่ื ตั๋วเงนิ ก็ให้นับเชน่ นน้ั ”
หมายความวา่ ถา้ มเี หตจุ ำ� เปน็ ทผ่ี ทู้ รงจะยน่ื ตวั๋ เงนิ ไมไ่ ดห้ รอื ทำ� คำ� คดั คา้ นไมไ่ ด้ ผทู้ รงตอ้ งแจง้
ใหผ้ สู้ ลกั หลงั ถดั ตนขนึ้ ไปทราบโดยไมช่ กั ชา้ และจดขอ้ ความนนั้ ลงในตว๋ั เงนิ ผสู้ ลกั หลงั ทไี่ ดร้ บั คำ� บอก
กล่าวก็จะต้องบอกกล่าวต่อผู้สลักหลังถัดข้ึนไปตามล�ำดับจนถึงผู้สั่งจ่าย เมื่อเหตุจ�ำเป็นผ่านไปแล้ว
ผู้ทรงจึงจะต้องยื่นหรือท�ำค�ำคัดค้านตามที่จ�ำเป็น แต่ถ้าเหตุจ�ำเป็นมีอยู่จนเกินสามสิบวันภายหลัง
ต๋วั เงินถึงก�ำหนด ผทู้ รงก็ใช้สิทธไิ ลเ่ บี้ยไดโ้ ดยไมต่ ้องทำ� คำ� คัดค้าน
ผลของการไม่ท�ำค�ำคัดค้าน ในกรณีที่ต้องท�ำ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้สั่งจ่าย และผู้สลักหลังพ้น
ความรบั ผดิ (ม.473, 914) ผู้ทรงยงั ฟ้องผู้รับรองไดเ้ พราะเป็นลูกหน้ีอยู่ ตามค�ำรบั รองโดยตรงไม่ตอ้ ง
ทำ� ค�ำคดั คา้ น ถ้าเปน็ การผ่อนเวลาใหผ้ ู้จ่ายต้องบงั คับตาม ม. 948 ขา้ งตน้
นอกจากการคดั ค้าน กฎหมายยงั บัญญัติใหผ้ ูท้ รงต้องบอกกล่าวการไมร่ บั รอง หรือไมใ่ ช้
เงนิ ไปยังผสู้ ลกั หลงั กบั ผสู้ ั่งจ่าย ม. 963 บญั ญัติว่า
“ผู้ทรงต้องให้ค�ำบอกกล่าวการที่เขา ไม่รับรองตั๋วแลกเงิน หรือไม่ใช้เงินน้ันไปยัง
ผู้สลักหลังถัดตนข้ึนไป กับท้ังผู้ส่ังจ่ายด้วยภายในเวลาสี่วันต่อจากวันคัดค้าน หรือต่อจาก
วนั ทย่ี ืน่ ตัวในกรณีท่มี ขี ้อก�ำหนดว่าไม่จำ� ตอ้ งมคี �ำคัดค้าน
ผสู้ ลกั หลงั ทกุ ๆ คนตอ้ งใหค้ ำ� บอกกลา่ ว ไปยงั ผสู้ ลกั หลงั ถดั ตนขนึ้ ไป ภายในสองวนั
ใหท้ ราบคำ� บอกกลา่ วอนั ตนไดร้ บั จดแจง้ ใหท้ ราบชอ่ื และสำ� นกั ของผทู้ ไี่ ดใ้ หค้ ำ� บอกกลา่ วมา
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 81
กอ่ น ๆ นนั้ ดว้ ย ทำ� เชน่ นตี้ ดิ ตอ่ กนั ไปโดยลำ� ดบั จนกระทงั่ ถงึ ผสู้ งั่ จา่ ย อนงึ่ จำ� กดั เวลาซงึ่ กลา่ ว
มาน้นั ทา่ นนบั แต่เม่อื คนหน่ึง ๆ ได้รบั ค�ำบอกกล่าวแค่คนกอ่ น ๆ” ฯลฯ
หมายความวา่ ผทู้ รงคณุ งบอกไปยงั ผลู้ กั หลกั สนถลั บขน้ึ ไปคนหนงึ่ ปฐมสงั ฉา่ ย ตอ่ จากนน้ั ก็
ตอ้ งบอกกลา่ วไปยงั ผสู้ ลกั หลงั ยอ้ นขน้ึ ไปตามลำ� ดบั จนมผี สู้ งั่ จา่ ยอกี ดว้ ย ทา่ บอกจิ ลา่ วทำ� ตาม ม. 966
ถา้ ผสู้ ลกั หลงั ไมร่ ะบทุ อ่ี ยหู่ รอื ระบแุ ตอ่ า่ นไมอ่ อก จะบอกยอ้ นขา้ มเลยไปกไ็ ด้ สว่ นวธิ กี ารบอก
จะทำ� อยา่ งไรกไ็ ด้ การสง่ ตวั๋ เงนิ คนื เปน็ วธิ กี ารทธี่ นาคารผเู้ รยี กเกบ็ เงนิ สง่ ชว่ั คนื แกผ่ เู้ คยคา้ ทนี่ ำ� ตว๋ั เกนิ
มาเขา้ บัญชเี พ่ือใหเ้ รยี กเก็บเงนิ จากธนาคารผจู้ ่ายเงนิ ตามสัง่ ในตั๋วเงนิ กฎหมายบญั ญตั ิรับรองวธิ ีการ
ที่ปฏิบตั ิเปน็ ปกตปิ ระเพณีตักนี้ (Chalmers, S. 49 (5), p. 149.)
เพียงแต่ส่งต๋ัวแลกเงินคืนก็ได้ เพียงแต่ส่งค�ำบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนในก�ำหนด
เวลากใ็ ช้ได้ (ม. 963 วรรค 3, 4, 5) ผลของการไม่สง่ คำ� บอกกล่าวไม่ท�ำใหเ้ สยี สิทธิไลเ่ บ้ีย แตอ่ าจ
ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ความประมาทเลินเล่อเพียงไม่เกินจ�ำนวนในต๋ัวแลกเงิน
(ม. 963 วรรค 6) เชน่ เป็นเหตุใหผ้ สู้ ั่งจ่ายหลบหนไี ป หรอื ยักย้ายทรัพย์ไม่สามารถนำ� มาใชห้ นีไ้ ด้
เปน็ ตน้
ไลเ่ บย้ี ตอ่ ใคร บรรดาผสู้ งั่ จา่ ย ผรู้ บั รอง ผอู้ อกตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 422/2521)
ผสู้ ลกั หลงั หรอื ผรู้ บั ประกนั ดว้ ยอาวลั ยอ่ มตอ้ งรว่ มกนั รบั ผดิ ตอ่ ผทู้ รง ดว้ ยเหตนุ ผี้ ทู้ รงจงึ มสี ทิ ธไิ ลเ่ บย้ี
เอาแกล่ กู หนที้ งั้ หมด หรอื บางคนพรอ้ มกนั หรอื กอ่ นหลงั กนั อยา่ งไร (ม. 967)กไ็ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี
354/2509, ที่ 312/2531, ที่ 3870/2531) รวมทงั้ ไลเ่ บยี้ จากผรู้ บั รองดว้ ย (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 653/2521)
แม้ผูร้ ับรองจะรบั ผดิ ตามค�ำรับรอง แต่เมื่อผิดสัญญาไม่ใช้เงินตามคำ� รับรอง ความรบั ผดิ ของผรู้ ับรอง
ก็ต้องมรี ว่ มกับคู่สญั ญาอ่ืน ๆ เป็นอยา่ งเดียวกัน นอกจากจะเปน็ คำ� รับรองเบยี งบา่ ยเท่าน้ัน โดยเหตุ
ที่บุคคลเหล่านี้ต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง ผู้รับอาวัลจึงเป็นลูกหน้ีร่วม จะอ้างว่าเจ้าหน้ีผ่อนเวลาให้
ผู้ส่ังจ่าย ผู้รับอาวัลส�ำหรับตัวผู้ส่ังจ่ายจึงหลุดพ้นความผิดนั้นไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1453/2511,
ท่ี 1083/2517) กรณเี ชน่ นไ้ี มใ่ ชผ่ อ่ นเวลาใหผ้ จู้ า่ ยตาม ม.948 แตเ่ ปน็ เรอ่ื งของผทู้ รงกบั ผสู้ ง่ั จา่ ยเทา่ นนั้
ผรู้ บั อาวัลผอู้ อกต๋ัวสญั ญาใช้เงินกอ็ า้ ง ม. 700 ไม่ไดเ้ ช่นเดียวกนั (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 422/2521)
มาตรา 967 วรรค 3 บญั ญตั ติ อ่ ไปวา่ “สทิ ธเิ ชน่ เดยี วกนั นย้ี อ่ มมแี กบ่ คุ คลทกุ คนซง่ึ ไดล้ งลายมอื
ชอ่ื ในต๋ัวเงินและเขา้ ถือเอาต๋วั เงนิ นั้น ในการทจ่ี ะใชบ้ งั คับเอาแกผ่ ู้ท่มี คี วามผกู พันอยู่แลว้ ก่อนตน”
“ผู้ที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตน” ตามน้ีแปลมาจาก prior parties ซึ่งใน ม.406 คือ
คู่สัญญาคนกอ่ น ๆ หมายถึงผูส้ งั่ จา่ ย ผู้ออกต๋ัวเงินและผ้สู ลักหลังจนก่อน ๆ ไมร่ วมถงึ ผรู้ ับคาวสั ด้วย
กนั แตค่ ำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 3521/2525 น�ำ ม.564 ไปใชแ้ ก่กรณผี สู้ ลักหลงั เช็คผู้ถือชือ่ รบั ผดิ ในฐานะ
ผู้รับอาวัลไล่เบ้ียกันเอง เพราะได้รับตั๋วเงินคืนมาโดยอ้างว่าเป็นผู้ทรงคิ้วผู้ถือด้วย ซ่ึงข้อโต้เถียง
ดาวนไโ์ มหล่มดถี จางึ กครู่สะบญั บญTUาคDCนกโดอ่ ยนนาๆยอรหา่ มมาดยวงคจวันาทมร์ ถzึ ง ผู้รับอาวัล ผสู้ ั่งจา่ ยดว้ ยกันหรือไม่
82 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
การเอาตัว๋ เงินดังกลา่ วนที้ ำ� ได้ตามมาตรา 970 ซ่งึ บญั ญตั วิ า่
“คู่สัญญาทุกฝ่าย ซ่ึงต้องรับผิดและถูกไล่เบ้ียอาจจะใช้เงินแล้ว เรียกให้เขา สละ
ตั๋วเงินใหแ้ กต่ น ได้ รวมท้งั ดอกเบ้ียและบญั ชรี ับเงนิ ด้วย ฯลฯ”
หมายความวา่ ลกู หนที้ กุ คนในตวั๋ เงนิ อาจเขา้ ใชห้ นใ้ี หแ้ กผ่ ทู้ รงได้ แลว้ รบั ตว๋ั เงนิ และหลกั ฐาน
ตา่ ง ๆ ไป ลกู หนผี้ เู้ ขา้ ใชห้ นน้ี นั้ ยอ่ มมสี ทิ ธไิ ลเ่ บยี้ เอาแกค่ สู่ ญั ญาคปกอ่ น ๆ ได้ แตจ่ ะไลเ่ บย้ี ผทู้ สี่ ลกั หลงั
ภายหลังตนไม่ได้ เพราะสิทธิไล่เบ้ียน้ันคนที่เข้าเป็นคู่สัญญาภายหลังมีสิทธิไล่เบ้ียเอาจากคู่สัญญา
คนกอ่ น คู่สัญญาคนก่อนไม่มีสทิ ธิไล่เบ้ยี เอาจากคู่สญั ญาคนหลัง แต่เป็นผถู้ กู ไล่เบีย้ แม้แต่ผ้ทู รงเอง
ถ้าเคยเป็นคู่สัญญาคนก่อนมาแล้วโอนตั๋วเงินไป ต่อมาจึงรับโอนต๋ัวเงินกลับมาเป็นผู้ทรงข้ึนใหม่ ก็
ไม่มีสิทธิจะไลเ่ บีย้ เอาจากค่สู ญั ญาทีต่ นเคยรับผดิ ต่อเขาอย่กู ่อนแล้วก็ตาม ม. 971 ซึ่งมวี า่ “ผู้สัง่ จา่ ย
ก็ดี ผ้รู บั รองก็ดี ผ้สู ลกั หลังคนกอ่ นกด็ ี ซ่งึ เขาสลักหลังหรือโอนต๋วั แลกเงนิ ใหอ้ กี ทอดหนึง่ นนั้
หามสี ทิ ธจิ ะไลเ่ บยี้ เอาแกค่ สู่ ญั ญาฝา่ ยซง่ึ ตนยอ่ มตอ้ งรบั ผดิ ตอ่ เขาอยแู่ ลว้ ตามตว๋ั เงนิ นนั้ ไดไ้ ม”่
เช่น ต๋วั เงนิ มชี ื่อ ก. ข. ค. ง. จ. สลักหลงั โดยลำ� ดับ ฉ. ซึ่งเป็นผ้ทู รงรับสลักหลังจาก จ. โอน
สลกั หลงั ตัว๋ น้ันกลับให้ ช. อกี ข. ไลเ่ บย้ี ก. ได้ แต่จะไล่เบี้ยจาก ค. ง. จ. ฉ. ไมไ่ ด้
ผู้สั่งจ่ายเข้าใช้เงินตามตั๋วแลกเงินแล้วเรียกเงินตามตั๋วจากผู้รับรองได้ (ค�ำพิพากษาฎีกา
ท่ี 1416/2521)
ผู้รับอาวัลซ่ึงได้ช�ำระหนี้แก่ผู้ทรงแล้วย่อมรับช่วงสิทธิของผู้ทรงที่จะไล่เบ้ียจากผู้สั่งจ่ายเช็ค
ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 3506/2528)
จำ� นวนเงินท่จี ะไล่เบีย้ ได้ สำ� หรบั ผูท้ รง ม. 968 บัญญตั วิ ่า
“ผู้ทรงจะเรียกเอาเงนิ ใชจ้ ากบคุ คลซง่ึ ตนใชส้ ทิ ธิไลเ่ บี้ยไดน้ นั้ คือ
(1) จำ� นวนเงนิ ในต๋วั แลกเงินซึ่งเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้ กับทัง้ ดอกเบ้ยี ดว้ ยหากมขี ้อ
กำ� หนดไว้วา่ ใหค้ ิดดอกเบ้ีย
(2) ดอกเบ้ียอัตรารอ้ ยละห้าต่อปี นบั แต่วันถงึ ก�ำหนด
(3) คา่ ใชจ้ า่ ยในการคดั คา้ น และในการสง่ คำ� บอกกลา่ วของผทู้ รงไปยงั ผสู้ ลกั หลงั ถดั
ตนขน้ึ ไปและผู้ส่ังจา่ ย กับทั้งคา่ ใชจ้ า่ ยอ่นื ๆ
(4) คา่ ซกั สว่ นลด ซงึ่ ถา้ ไมม่ ขี อ้ ตกลงกนั ไว้ ทา่ นใหค้ ดิ รอ้ ยละ 1/6 ในตน้ เงนิ อนั จะพงึ
ใชต้ ามตว๋ั เงนิ และไมว่ า่ กรณจี ะเปน็ อยา่ งไรทา่ นมใิ หค้ ดิ สงู กวา่ อตั รานถี้ า้ ใชส้ ทิ ธไิ ลเ่ บย้ี กอ่ นถงึ
ก�ำหนด ทา่ นให้หักลดจำ� นวนเงนิ ในตว๋ั เงินลงใหร้ อ้ ยละหา้ ”
จ�ำนวนเงินตาม ม. 968 น้ี ผูท้ รงจะเรียกจากคสู่ ญั ญาคนใด รวมทั้งผ้รู บั รองท่ผี ิดสัญญาไมใ่ ช้
ดาวนเโ์งหนิ ลตดจาามกรคะำ� บรบับTรUอDงCกโเ็ดรยียนกาไยดอร้ดา่ อมกดเวบงจยี้ นั ตทาร์ม (1) คอื ดอกเบ้ียตาม ม. 9100 ซึ่งระบไุ ว้ในตัว๋ เงิน ถา้ ไม่เขยี น
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 83
ระบุไวก้ ็เรยี กดอกเบ้ยี ไมไ่ ด้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1222/2517) สว่ นดอกเบ้ยี ตาม (2) นั้นเปน็ ดอกเบี้ย
ฐานผิดสญั ญาในทำ� นองคา่ เสียหาย เพราะผิดนัดคดิ จากต้นเงนิ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 653/2521) ไม่
คดิ จากตน้ เงินรวมดอกเบี้ยตาม (1) เพราะคดิ ดอกเบยี้ ซ้อนดอกเบย้ี ไมไ่ ด้ตาม ม. 224 วรรค 2 ถา้
ไม่ระบุดอกเบ้ียไว้ในต๋ัวเงิน คงเรียกได้แต่ออกเบี้ยร้อยละ 5 ตาม (2) จะน�ำสืบข้อตกลงด้วยวาจา
ที่มิได้เขียนไว้ในต๋ัวเงินมิได้ เพราะลูกหน้ีต้องรับผิดตามเน้ือความในต๋ัวเงินเท่านั้นตาม ม. 900
(คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 335/2509, ที่ 312/2531) มีปัญหาวา่ ดอกเบย้ี ตาม (1) จะเรียกไดจ้ นหลงั ผดิ นัด
หรือไม่ ข้อนเ้ี ห็นว่าผู้ทรงยอ่ มมีสิทธเิ รยี กดอกเบย้ี ตาม ม. 564 (1) ได้จนกวา่ จะใช้เงนิ สว่ นดอกเบ้ีย
ตาม (2) นน้ั หมายความวา่ เมอ่ื ไมม่ กี ำ� หนดไวใ้ หเ้ สยี ดอกเบย้ี ในตวั๋ เงนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 575/2507)
หรือกำ� หนดอตั ราดอกเบีย้ ตาม (1) ไวต้ ำ่� กวา่ ร้อยละ 5 จึงให้คิดดอกเบ้ยี รอ้ ยละ 5 ตงั้ แต่วนั ถงึ กำ� หนด
ไม่ใชด่ อกเบย้ี ทง้ั ตาม (1) และ (2) รวมกนั เมอื่ ตว๋ั เงนิ ถงึ ก�ำหนดผ้ทู รงต้องเอาตว๋ั ไปเก็บเงนิ ถ้าไม่น�ำ
ไปย่ืนผทู้ รงก็ผดิ นดั ไม่มีสทิ ธิไดด้ อกเบี้ยตอ่ ไป (ม. 209, 221) ลกู หนบี้ างคนอาจหลุดพ้นความรบั ผิด
ไปด้วยแต่ถ้าผู้ทรงน�ำต๋ัวไปยื่นแล้ว ผู้จ่ายไม่ช�ำระเงินผู้ทรงก็ไม่เสียสิทธิที่จะได้ดอกเบ้ียตามตั๋วเงิน
ต่อไป(เทียบ ม. 224) แม้เป็นกรณีท่ีไม่คิดดอกเบี้ยเช่นเช็ค เมื่อผิดนัดศาลก็ให้คิดดอกเบี้ยได้ตาม
ม. 224 รอ้ ยละ 7 1/2 ตอ่ ปี ตัง้ แตผ่ ดิ นดั (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 901/2505, ที่ 2556/2517, ท่ี 192/2518,
ที่ 393/2518, ท่ี 3567/2525) สว่ นคา่ ชกั สว่ นลดนน้ั เปน็ กำ� ไรทไ่ี ดใ้ นการซอื้ หรอื ขายตว๋ั เงนิ จงึ มลี กั ษณะ
เป็นค่าเสียหายในกรณีต๋ัวเงินทค่ี ำ� นวณตามปกติประเพณขี องตว๋ั เงนิ
ในวรรคสุดทา้ ยน้ัน เป็นจำ� นวนเงนิ ที่จะเรยี กรอ้ งไดใ้ นกรณใี ช้สทิ ธไิ ลเ่ บย้ี กอ่ นกำ� หนด จะต้อง
ลดจำ� นวนเงนิ ทเ่ี รยี กรอ้ งลงจากจำ� นวนเงนิ ในตวั๋ เงนิ รอ้ ยละหา้ ทง้ั นเี้ พราะเปน็ การเรยี กรอ้ งเอาตง้ั แตย่ งั
ไม่ถึงก�ำหนดในตัว๋ เงิน จงึ ตอ้ งลดจ�ำนวนลงบา้ ง
ส่วนคสู่ ญั ญาท่ีถกู ไลเ่ บ้ียและเขา้ ถือเอาตวั๋ เงิน อาจเรียกรอ้ งได้ตาม ม. 969 คอื
1. เงินเตม็ จ�ำนวนซึ่งตนไดใ้ ชไ้ ป
2. ดอกเบยี้ ในจำ� นวนเงนิ นนั้ คดิ อตั รารอ้ ยละหา้ ตอ่ ปี นบั แตว่ นั ทไี่ ดใ้ ชเ้ งนิ ไป ถา้ ไมป่ รากฏวนั
ทใี่ ชเ้ งนิ ไป ศาลคิดให้ตั้งแต่วันฟอ้ ง (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 1416/2521)
3. คา่ ใช้จา่ ยตา่ ง ๆ อันต้องออกไป
4. คา่ ซักส่วนลดจากตน้ เงินจ�ำนวนในตั๋วแลกเงินตามทก่ี �ำหนดไว้ใน ม.968 (4)
ก) การไล่เบ้ียกรณรี ับรองบางส่วนท�ำตาม ม. 972
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
84 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
บทท่ี 5 ตวั๋ แลกเงนิ เป็นส�ำรับ
ความมุ่งหมายในการออกต๋ัวแลกเงนิ เป็นสำ� รับกเ็ พอื่ ใหม้ คี ฉู่ ีก แตล่ ะฉบับใชแ้ ทนกนั ได้ เพอ่ื
วา่ เมือ่ ตวั๋ เงนิ ฉบับหนงึ่ สูญหาย เช่นในระหวา่ งส่งไปยังผู้รับทอ่ี ยหู่ ่างไกล คู่ฉกี อกี ฉบบั หน่ึงยงั ใช้ได้
ตั๋วแลกเงินเป็นสำ� รบั เปน็ อย่างไร ตวั๋ แลกเงินเป็นส�ำรบั หมายความว่า ต๋ัวแลกเงนิ ฉบบั หนง่ึ
มตี ้นฉบบั หลายฉบบั ขอ้ ความอยา่ งเดยี วกนั ตลอดจนลายมอื ชอ่ื ผทู้ ี่ผกู พนั ในต๋ัวเงนิ ซ่งึ เรียกวา่ คู่ฉีก
แต่ละฉบับเป็นต้นฉบับในตัว อันผิดกับส�ำเนาซ่ึงไม่เป็นต้นฉบับ คู่นึกแต่ละฉบับจะต้องลงเลขหมาย
ล�ำดับไว้ในต๋ัวเงินนั้น เพ่ือให้รู้ได้ว่าเป็นฉบับหนึ่งในหลายฉบับในส�ำรับเดียวกัน ถ้าไม่ลงเลยหมาย
ลำ� ดับไว้ ตั๋วแต่ละฉบับกลายเปน็ ต๋วั แลกเงินต่างส�ำรับเปน็ รายฉบบั ไป (ม. 475 วรรค 2)
ออกไดเ้ มอื่ ใด ตวั๋ แลกเงนิ เปน็ สำ� รบั จะออกไดเ้ มอ่ื ไมใ่ ชต่ วั ผถู้ อื และมไิ ดร้ ะบไุ วว้ า่ เปน็ ตวั เดยี่ ว
(ม. 975 วรรค 1, 3) ผู้ทรงจะเรียกให้ส่งมอบคู่ฉีกสองฉบับหรือกว่าน้ันแก่ตนได้ โดยยอมให้คิด
ค่าใช้จา่ ยแกต่ น การเรียกนที้ �ำโดยผู้ทรงบอกกล่าวไปยังผู้สลักหลังคนถดั คนขน้ึ ไป และผูส้ ลักหลังนัน้
ก็ต้องบอกย้อนข้ึนไปตามล�ำดับตลอดสาย จนกระทั่งถึงผู้สั่งจ่ายมอบคู่ฉีกให้ แล้วทุก ๆ คนต้องลง
ลายมอื ชอ่ื สง่ั จา่ ยและสลักหลังในคู่ฉกี เปน็ ขอ้ ความเกีย่ วกับในฉบบั แรกด้วย
การสลกั หลัง ต๋วั แลกเงนิ เป็นส�ำรับจะสลักหลังแยกกนั ไมไ่ ด้ ถา้ หากผทู้ รงสลักหลงั ต๋วั เงนิ ใน
ส�ำหรับเดียว แยกให้ผู้รับสลักหลังต่างคนกัน ผู้ทรงที่สลักหลังต้องรับผิดแยกไปตามคู่ฉีกแต่ละฉบับ
และผู้สลักหลังจากนั้นก็ต้องรับผิดแยกไป ตามสายของ แต่ละฉบับเหมือนเป็นตัวเงินต่างฉบับกัน
(ม. 976) สทิ ธขิ องผทู้ รง ในกรณที ต่ี ว๋ั เงนิ สลกั หลงั แยกกนั ไปดงั กลา่ วแลว้ ผทู้ รงคนใดไดต้ ว๋ั เงนิ ไปเปน็
สิทธิก่อน คนนั้นมีสทิ ธิดกี วา่ (ม. 977)
การรบั รอง การรบั รองนตี้ า่ งกบั การสลกั หลงั การสลกั หลงั ตอ้ งมใี หเ้ หมอื นกนั ทกุ ฉบบั ดงั กลา่ ว
แลว้ แต่การรบั รองน้นั ตอ้ งรบั รองแต่เพยี งฉบบั เดียว จะเขียนลงในคู่นกึ ฉบบั ไหนกไ็ ด้ ถา้ เขยี นลงใน
คฉู่ กี หลายฉบบั และตวั๋ นนั้ แยกไปอยใู่ นมอื ผทู้ รงตา่ งคนกนั ผรู้ บั รองจะตอ้ งรบั ผดิ ตามตว๋ั เงนิ ทต่ี นเขยี น
คำ� รบั รองลงไปทุก ๆ ฉบบั เสมือนเป็นตวั เงินต่างฉบบั กัน (ม.978)
การส่งคู่ฉกี ไปให้ผูจ้ ่ายรบั รองนน้ั ถา้ ผทู้ รงโอนต๋ัวคนู่ ึกอีกฉบบั หนง่ึ ให้ผูใ้ ดไป ในระหว่างนัน้
ผู้ทรงจะต้องเขียนลงบนตัวฉบับท่ีโอนไปว่า ตัวฉบับที่ส่งไปให้รับรองน้ันอยู่ท่ีใคร เพ่ือผู้รับโอนจะ
ได้ไปเอาตัวที่รับรองนั้นคืนมาได้ ซึ่งผู้รับรองมีหน้าที่ต้องคืนให้ผู้ทรง โดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป
ถ้าไม่คืน ผู้ทรงต้องทำ� คัดค้านระบวุ า่
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 85
1. ผรู้ บั รองไมส่ ง่ คฉู่ ีกฉบบั น้ันคนื ให้
2. ไมส่ ามารถใหร้ บั รองฉบบั ท่ผี ูท้ รงถือไวไ้ ด้ (ม. 981)
การใช้เงิน ผู้รับรองต้องใช้เงินตามต๋ัวเงินที่มีค�ำรับรองของตน และเรียกให้คืนตั๋วเงินท่ีมี
ค�ำรับรองของตนและเรียกให้คืนต๋วั ฉบบั ทีม่ กี ารรบั รองนั้น ต๋ัวเงนิ จงึ จะหลดุ พน้ ไปทง้ั ส�ำรับ (ม. 980)
มฉิ ะนน้ั หากตว๋ั ทม่ี คี ำ� รบั รอง เขยี นไวต้ กไปอยใู่ นมอื ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายคนใด ผรู้ บั รองจะตอ้ ง
ใชเ้ งนิ แก่ผูถ้ อื ตั๋วท่มี คี �ำรบั รองน้ันอีก (ม. 979)
ในกรณที ตี่ วั๋ เงนิ สลกั หลงั ไปยงั บคุ คลตา่ งคนกนั นน้ั แมใ้ นระหวา่ งผทู้ รงดว้ ยกนั คนทไี่ ดต้ ว๋ั เงนิ
ไปเปน็ สิทธกิ ่อนจะมสี ทิ ธดิ กี วา่ ก็จรงิ แต่ถ้าผ้จู า่ ยรบั รองหรอื ใชเ้ ป็นไปตามตวั๋ เงินฉบับใดทไี่ ด้ยื่นกอ่ น
การรับรองหรือใช้เงินนั้นก็ใช้ได้ ผู้รับรองหรือใช้เงินไม่ต้องค�ำนึงว่าผู้ทรงคนใดมีสิทธิดีกว่ากัน เป็น
เรือ่ งท่ผี ู้ทรงจะต้องไปว่ากล่าวกันเอง (ม. 977)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
86 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ลักษณะ 3 ตว๋ั สญั ญาใชเ้ งิน
บทท่ี 1 วเิ คราะห์ศัพทแ์ ละรายการ
มาตรา 982 บัญญัติวา่ “อันว่าตั๋วสัญญาใชเ้ งินนั้น คือ หนังสอื ตราสารซ่งึ บุคคลหนงึ่
เรียกวา่ ผู้ออกตว๋ั ใหค้ �ำม่นั สญั ญาว่า จะใช้เงินจ�ำนวนหนงึ่ ใหแ้ ก่บุคคลอกี คนหนึ่ง หรือใชใ้ ห้
ตามค�ำสง่ั ของบคุ คลอีกคนหนงึ่ เรียกวา่ “ ผูร้ บั เงนิ ””
ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินต่างกับตั๋วแลกเงิน ในข้อที่ว่า
ต๋ัวแลกเงินเป็นเอกสารที่ผู้ออกต๋ัวสั่งบุคคลอ่ืนให้จ่ายเงิน แต่ต๋ัวสัญญาใช้เงินน้ัน ผู้ออกต๋ัวสัญญาว่า
ตนเองจะเป็นผใู้ ชเ้ งนิ
อาจมสี ญั ญาอกี อนั หนง่ึ รบั รองการจา่ ยเงนิ และคำ�้ ประกนั ตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ อกี กไ็ ด้ (คำ� พพิ ากษา
ฏกี าท่ี 2083/2526)
รายการในตัว๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ม.983 บญั ญตั วิ า่ “ต๋วั สญั ญาใชเ้ งินนั้นต้องมีรายการดงั กลา่ วตอ่
ไปนี้ คือ
(1) คำ� บอกช่อื วา่ เป็นตัว๋ สญั ญาใชเ้ งิน
(2) คำ� มนั่ สญั ญาอนั ปราศจากเง่ือนไขวา่ จะใช้เงินเปน็ จำ� นวนแนน่ อน
(3) วันถงึ ก�ำหนดใช้เงนิ
(4) สถานทใี่ ชเ้ งิน
(5) ช่อื หรอื ยีห่ อ้ ของผรู้ ับเงิน
(6) วันและสถานทอี่ อกตัว๋ สัญญาใช้เงิน
(7) ลายมือชือ่ ผ้อู อกตั๋ว *
รายการเหลา่ นค้ี ลา้ ยคลงึ กบั รายการในตวั๋ แลกเงนิ ดงั ไดอ้ ธบิ ายมาแลว้ จำ� นำ� มาใชโ้ ดยอนโุ ลม
ต๋ัวสญั ญาใช้เงนิ ระบวุ า่ นายศิลาชัยออกต๋วั นนั้ แตล่ งลายมือชอ่ื ว่า “สนิ ” ปรากฏวา่ สองชอื่ นี้
เปน็ คนเดยี วกัน ต๋ัวนัน้ ใชไ้ ดไ้ ม่ขัดกับ ม. 983 (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 141/2525)
ข้อควรสังเกตก็คือ ตั๋วแลกเงินอาจออกให้แก่ผู้ถือได้ แต่ตั๋วสัญญาใช้เงินจะออกให้แก่ผู้ถือ
ไม่ได้ รายการใน ม.983 (5) ตอ้ งระบชุ อื่ หรอื ยี่ห้อผ้รู ับเงนิ * ตว๋ั สญั ญาใช้เงินทไี่ ม่ระบุช่อื หรือย่หี อ้ ของ
ดาวนผ์โหูร้ ลับดเจงานิ กระไบมบเ่ ปTU็นDตCั๋วโสดยัญนญายาอใรช่าเ้มงินดวง(จคนั ทำ� รพ์ ิพากษาฎกี าท่ี 1218/2510) จะระบวุ า่ ใชเ้ งินตามคำ� สัง่ ของใคร
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 87
ตาม ม. 982 กใ็ ช้ได้ (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 986/2507) ท่ไี มอ่ นุญาตให้ระบใุ ห้จ่ายเงนิ แก่ผู้ถอื อาจเปน็
ไดว้ า่ ถา้ ออกตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ แกผ่ ถู้ อื ได้ จะมผี ลคลา้ ยธนบตั รมาก ซง่ึ ธนบตั รเปน็ เงนิ ตรา ไมม่ อี ายกุ าร
เปลย่ี นมอื จำ� กดั อยา่ งตว๋ั เงนิ อยา่ งไรกด็ ี แมจ้ ะออกตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ แกผ่ ถู้ อื ไมไ่ ดก้ ต็ าม ยงั คงมกี ารสลกั
หลงั ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ เปน็ สลกั หลงั ลอยได้ (ม. 920, 855) ตวั๋ แลกเงนิ อาจสงั่ จา่ ยใหแ้ กต่ วั ผสู้ ง่ั จา่ ยเองได้
(ม. 932 วรรค 1) คอื ใหจ้ า่ ยตามคำ� สงั่ ของผสู้ งั่ จา่ ย แตต่ วั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ จะสญั ญาใชเ้ งนิ ใหแ้ กต่ วั เองไมไ่ ด้
จะต้องเป็นค�ำมั่นสัญญาจะใช้เงินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง (ม. 982 ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1245/2459)
ต๋ัวสัญญาใช้เงินท่ีมิได้ลงวันออกต๋ัว ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายจดวันท่ีแท้จริงลงไปได้ (ม. 984
วรรคทา้ ย) แต่ ม. 932 ทีว่ า่ ด้วยการลงวันผดิ มิได้นำ� มาใช้ในตัว๋ สัญญาใชเ้ งิน คงจะมีผลวา่ วันที่ลงผดิ
ถือว่าไม่มี เลยขาดรายการในตั๋วสญั ญาใชเ้ งนิ ไปจนกวา่ จะจดลงไปตามท่ถี ูกตอ้ ง
ค�ำมั่นสัญญาอันปราศจากเง่ือนไขว่าจะใช้เงินจ�ำนวนแน่นอน ข้อสัญญาของผู้ออกตั๋ว
นนั้ กท็ ำ� นองเดยี วกบั คำ� สง่ั อนั ปราศจากเงอ่ื นไขของผสู้ งั่ จา่ ยดงั ไดอ้ ธบิ ายมาแลว้ ทว่ี า่ เปน็ คำ� มนั่ สญั ญา
นั้น คือผูอ้ อกต๋ัวสญั ญาจะใชเ้ งนิ ดว้ ยตนเอง จะเขยี นข้อความอย่างไรกไ็ ด้ แตต่ ้องแสดงว่ามขี ้อสัญญา
แสดงออกโดยชดั แจง้ วา่ จะใชเ้ งนิ ไมเ่ พยี งรบั รองวา่ เปน็ หนเ้ี ทา่ นน้ั เชน่ ตามตวั อยา่ งท่ื ลกู หนเ้ี คยเขยี น
I.O.U. ให้เจา้ หน้ี เพยี งเท่าน้เี ป็นแต่คำ� รบั สภาพหนี้ ไมใ่ ช่เป็นค�ำม่ันสญั ญาตาม ม. 983 (2) ตอ้ งมี
ค�ำว่าจะใช้เงนิ ใหด้ ้วยจงึ จะพอ เช่น “I.O.U 5,000 บาท จะใชใ้ ห้เมอ่ื ทวงถาม” ดงั นเี้ ปน็ คำ� มัน่ สญั ญา
ตาม ม. 983 (2) เหตนุ ้แี ม้ขอ้ ความอย่างอ่ืนในตว๋ั สัญญาใช้เงนิ จะไมส่ มบูรณ์ค�ำมั่นสญั ญาน้ียอ่ มใชเ้ ปน็
หลักฐานแหง่ หนี้ ฟอ้ งร้องเอาแกผ่ ใู้ ห้สัญญาไดค้ �ำพิพากษาฎกี าท่ี 439/2493)
ตัวอย่างตว๋ั สญั ญาใชเ้ งิน
ต๋วั สัญญาใชเ้ งนิ
152 ถนนเจรญิ กรงุ
17 กรกฎาคม 2525
หกเดือนนบั แต่วนั นี้ จะจ่ายเงิน 5,000 บาท
แกน่ ายเขียวหรือตามค�ำส่งั
นายแดง
ส่วนด้านหลังก็อาจมีรายการสลักหลังท�ำนองเดียวกับต๋ัวแลกเงิน และอาจมีข้อความยืดยาว
ถา้ ครบถ้วนตามนี้ ก็เป็นตว๋ั สัญญาใช้เงินได้ (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 986/2507) ข้อความในตั๋วสัญญาใช้
เงนิ วา่ ออกใหต้ ามสญั ญาเลยที่ 1/2501 เปน็ แตแ่ สดงเหตวุ า่ มหี นตี้ ามสญั ญาระบไุ วไ้ มใ่ ชเ่ พอื่ นไขแหง่ การ
ใช้เงนิ เป็นตวั๋ สญั ญาใช้เงินทีใ่ ช้ได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 1267/2517) การที่ระบลุ งไปวา่ ออกตัว๋ โดยมูล
ดาวนสโ์ หัญลญดจาากใดระบไบมเ่TปU็นDCขอ้โดคยวนาามยอทรี่จา่ มะเดขวยี งจนันลทงรใ์ นต๋ัวเงนิ ได้ จงึ ไมม่ ีผลในตว๋ั เงินตาม ม. 489 แตค่ งมปี ระโยชน์
88 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ท่ีผู้รับโอนจะรู้ว่าเป็นต๋ัวสัญญาใช้เงินที่ออกโดยมูลหน้ีอันใด ความรู้เช่นนี้ไม่ถึงกับเป็นเงื่อนไขของ
คำ� มน่ั สญั ญาว่าจะใชเ้ งนิ
อย่างไรก็ตาม ตั๋วสัญญาใช้เงินท่ีมีข้อความอันเป็นเงื่อนไขซึ่งน่าจะไม่สมบูรณ์และใช้บังคับ
ไมไ่ ดใ้ นฐานะเปน็ ตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ ตาม ม.984 วรรคแรก เพราะขดั ตอ่ ม. 983 (2) แตก่ ไ็ ดม้ คี ำ� พพิ ากษา
ฎีกาท่ี 4201/2530 พพิ ากษาว่าข้อความท่เี ปน็ เงอื่ นไขนั้นไม่มีผลในต๋วั เงนิ ตามม. 889 โดยมีใจความ
วา่ “ขอ้ ความตามตราประทบั ดา้ นหลงั ตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ ทม่ี ใี จความวา่ ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ จะสมบรู ณต์ อ่ เมอื่
เชค็ เรยี กเกบ็ เงินไดเ้ รยี บรอ้ ยแลว้ นนั้ เปน็ ข้อความที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
983 (2) จึงไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 899 ที่ว่าข้อความอันใด
ซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะต๋ัวเงิน ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินข้อความน้ันหาเป็นผลอย่างหน่ึง
อย่างใดแก่ต๋วั เงินนนั้ ไม่” (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 4201/2530)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 89
บทท่ี 2 ความรบั ผดิ ของคู่สญั ญา
ผู้ออกตั๋วสัญญาจะใช้เงินเอง ความรับผิดของผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงเป็นเช่นเดียวกับ
ความรับผดิ ของผ้รู ับรองตัว๋ แลกเงนิ ตามท่ี ม. 986 บญั ญตั ิไว้ว่า “ผอู้ อกตั๋วสญั ญาใชเ้ งนิ ย่อมต้อง
ผกู พันอย่างเดยี วกนั กับผรู้ บั รองต๋ัวแลกเงิน”
เม่ือผู้ออกตั๋วต้องรับผิดอย่างผู้รับรองตั๋วแลกเงินแล้ว ความจ�ำเป็นท่ีจะต้องยื่นต๋ัวให้รับรอง
ก็เป็นอันไมม่ ี (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 622/2498) แตเ่ พื่อประโยชนท์ จี่ ะนบั วนั ถึงกำ� หนดตวั สญั ญาใช้เงนิ
ชนิดใช้เงินในเวลาหน่ึงนับแต่ได้เห็น ผู้ทรงต้องน�ำย่ืนให้ผู้ออกต๋ัวจดรับรู้ภายในจ�ำกัดเวลาเดียวกับท่ี
กำ� หนดไว้ ส�ำหรับการยืน่ ต๋ัวแลกเงนิ ให้รบั รองตาม ม. 928 คือใชว้ ธิ กี ารยน่ื ให้ผอู้ อกตั๋วจดวนั รบั รแู้ ทน
การยน่ื ใหผ้ จู้ า่ ยรบั รองตวั๋ แลกเงนิ การจดวนั รบั รทู้ ำ� โดยผอู้ อกตวั๋ จดขอ้ ความแสดงการรบั ทราบการยนื่
ต๋ัวเงนิ ลงลายมือชอื่ ผูอ้ อกตวั๋ ถา้ ผู้ออกตั๋วบอกปดั ไมย่ อมจดรบั รู้และลงวนั ไว้ ผู้ทรงต้องท�ำคำ� คัดคา้ น
และนับวันถงึ กำ� หนดใชเ้ งินตัง้ แต่วนั ท�ำคำ� คัดค้านน้ัน (ม. 986 วรรค 2) ควรสังเกตว่า การจดรับรู้ตอ้ ง
ลงวันที่จดรับรูไ้ ว้ดว้ ย ม. 933 มไิ ด้น�ำมาใช้ในเรือ่ งท่ัวสัญญาใช้เงิน
ส่วนบทบัญญัติที่จะน�ำมาใช้บังคับในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินน้ัน ม.985 ให้น�ำบทบัญญัติ
ทงั้ หลาย ในเรอ่ื งตวั๋ แลกเงนิ ดงั ไดร้ ะบไุ วม้ าใชบ้ งั คบั ในเรอ่ื งตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ เพยี งเทา่ ทไี่ มข่ ดั กบั สภาพ
แห่งต๋ัวสัญญาใชเ้ งนิ คือ
มาตรา 911 ผอู้ อกตว๋ั สัญญาใช้เงนิ จะก�ำหนดจา่ ยดอกเบ้ียก็ได้ ทำ� นองเดียวกับตว๋ั แลกเงินถา้
ไมม่ ขี อ้ ความใหเ้ สยี ดอกเบยี้ กค็ ดิ ดอกเบยี้ ไมไ่ ด้ แมแ้ ตด่ อกเบย้ี ตง้ั แตว่ นั ถงึ กำ� หนด (คำ� พพิ ากษาฎกี า
ที่ 1222/2517) แตถ่ ้ามีการผดิ นัดกค็ งเรยี กดอกเบ้ยี ตาม ม. 224 ร้อยละ 7 1/2ตอ่ ปไี ด้ (คำ� พิพากษา
ฎีกาท่ี 901/2505, ท่ี 2586/2517)
มาตรา 913 วนั ถงึ กำ� หนดแหง่ ตว๋ั เงนิ การชำ� ระเงนิ เปน็ งวด ๆ ทำ� ไมไ่ ด้ Uniform Law 1930,
aa, 33, 77 หนตี้ ามตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ซง่ึ กำ� หนดใชเ้ งนิ เมอ่ื สน้ิ ระยะเวลาอนั กำ� หนดไวน้ บั แตว่ นั ทลี่ งในถวั่
เป็นหนี้ ที่มีก�ำหนดเวลาแน่นอน ตามวันแห่งปฏิทิน คือในวันท่ีครบก�ำหนดในต๋ัวสัญญาใช้เงิน เมื่อ
ครบก�ำหนดแลว้ จำ� เลยไม่ชำ� ระหน้ตี ามตั๋วเงินดังกล่าว จงึ ตกเปน็ ผผู้ ดิ นดั ทนั ที โดยไม่ตอ้ งบอกกลา่ ว
และตอ้ งรบั ผดิ ใชด้ อกเบย้ี ตง้ั แตว่ นั ทคี่ รบกำ� หนดตามตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 557/2532)
มาตรา 916 ลกู หนจ้ี ะตอ่ สผู้ ทู้ รงไดแ้ ตเ่ ฉพาะขอ้ ทปี่ รากฏในตวั ตราสาร เวน้ แตก่ ารโอนจะมขี นึ้
ด้วยการคบคดิ กันฉอ้ ฉล ผ้รู บั โอนโดยไมส่ ุจริตไม่มีสทิ ธิดกี ว่าผูโ้ อน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1072/2468)
ดาวนแ์โหตล่ถด้าจเาปกร็นะบขบ้อตTU่อDสCู้ตโ่อดตย ัวนผายู้รอับรา่เมงินดวแงลจ้วนั ทรผ์ ู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินก็อาจยกข้อต่อสู้ใด ๆ ในระหว่างกันเอง
90 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ข้ึนอ้างได้ เชน่ ในการกูเ้ งนิ ผกู้ อู้ อกตวั๋ สัญญาใช้เงนิ ให้ผู้ใหก้ ู้ ตอ่ มาผใู้ ห้กู้ฟอ้ งผู้กตู้ ามตัว๋ สัญญาใช้เงนิ
ผกู้ อู้ าจยกขอ้ ตอ่ สวู้ า่ ผใู้ หก้ คู้ ดิ ดอกเบยี้ อตั รา โดยรบั เงนิ จรงิ ครงึ่ เดยี วผดิ ตอ่ พ.ร.บ. หา้ มเรยี กดอกเบยี้
เกินอัตราได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 330/2480) การออกต๋ัวสัญญาใช้เงินระหวา่ งผ้อู อกตว๋ั และผรู้ ับเงนิ
โดยสมคบกันลวงผู้อ่ืนว่ามีการซ้ือขายรถยนต์ระหว่างกัน และช�ำระกันด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับ
ดงั กล่าว เพ่ือปอ้ งกนั มิใหผ้ ้อู ่ืนเขา้ เกี่ยวขอ้ งกบั รถยนต์นัน้ ย่อมทำ� ใหส้ ัญญาดงั กล่าว และตว๋ั สญั ญาใช้
เงนิ เปน็ โมฆะ (คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 786/2528) การสลกั หลังตวั๋ สัญญาใช้เงนิ เพื่อจ�ำน�ำเป็นประกันหน้ี
คา่ ซ้อื ขายหุ้นท่ี อ. และพ.สง่ั ให้ผอู้ อกตั๋วซอ้ื ขายในตลาดหลกั ทรัพย์ของผ้รู ับเงิน ที่ท�ำใหไ้ วก้ บั ผู้ออก
ต๋วั ยอ่ มทำ� ให้ผสู้ ลักหลงั เป็นลกู หนีผ้ ูอ้ อกต๋วั ดงั นนั้ เมอ่ื ปรากฏวา่ อ. และ พ. ยังเป็นหนีค้ ่าซ้อื ขายหุ้น
อยผู่ รู้ บั เงนิ กไ็ มม่ สี ทิ ธเิ รยี กตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ คนื หรอื เรยี กรอ้ งใหผ้ อู้ อกตวั๋ ใชเ้ งนิ ตามตว๋ั นน้ั (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาที่ 416/2530)
มาตรา 917, 919, 920, 922, 923, 924, 925, 926 เรือ่ งการสลักหลังน�ำมาใช้ไดท้ ำ� นองเดียว
กบั ตวั๋ แลกเงิน แต่ไม่มีตวั๋ ผู้ถือในต๋ัวสัญญาใชเ้ งนิ เป็นแตส่ ลักหลังลอยใหผ้ ถู้ ือตาม ม. 919, 920 ได้
ออกตั๋วสญั ญาใชเ้ งิน และสลกั หลงั ให้โจทกแ์ ตย่ งั เกบ็ รกั ษาไวท้ ่ีธนาคารทรัสตี ซง่ึ ถือไว้แทนผู้ออกตัว๋
โจทกย์ งั ไมม่ ฐี านะเปน็ ผ้ทู รง (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 1267/2517)
ออกตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ ชนดิ เปลย่ี นมอื ไมไ่ ดใ้ หโ้ จทก์ ตวั นม้ี เี จา้ หนข้ี องโจทกร์ บั ไวเ้ ปน็ ประกนั หน้ี
โจทกไ์ มใ่ ชผ่ ู้ครอบครองไมใ่ ช่ผ้ทู รงตวั (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 2818/2523)
การรบั อาวลั (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 475/2514, ที่ 490/2518) การใช้เงิน** โดยเฉพาะ ม.944
อันเป็นก�ำหนดเวลาย่ืนตั๋วเงินซ่ึงให้ใช้เงินเมื่อได้เห็น ต้องย่ืนเก็บเงินภายในก�ำหนดเวลาตามม. 928
น้นั ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 404/2515 วินจิ ฉยั วา่ ม.928 มไิ ดน้ ำ� มาใช้แก่ตวั๋ สัญญาใช้เงินตาม ม. 485 ด้วย
คงนำ� มาใช้แต่เพียงตามท่ี ม.986 วรรค 2 บัญญัตไิ ว้ แลว้ เลยวนิ ิจฉัยว่าตัว๋ สญั ญาใช้เงินเมื่อทวงถาม
ตา่ งกบั ตวั๋ สญั ญาใช้เงินเม่ือได้เห็น นยั เดยี วกับคำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 194/2532 ทจี่ ริง ม. 923 ไม่ใช้แก่
ตั๋วสัญญาใช้เงินก็เพราะผู้ออกต๋ัวสัญญาใช้เงินมีความรับผิดอย่างผู้รับรองต๋ัวแลกเงิน ถือว่าต๋ัวน้ันได้
รับรองแล้ว จึงไมต่ ้องมกี ารยนื่ ให้รบั รองตาม ม. 928 แต่จำ� ต้องมีการจดรบั รเู้ พ่ือนับเวลาถงึ กำ� หนดใช้
เงนิ ภายหลงั ได้เห็น จึงต้องนำ� ถวั่ ชนิดน้ียื่นให้ได้เห็นอกี
ตาม ม. 986 วรรค 2 มิได้หมายความวา่ ระยะเวลาที่ก�ำหนดใน ม. 928 จะไมน่ ำ� มาใช้เสียเลย
เพราะ ม985 บญั ญตั ไิ วช้ ดั ๆ วา่ ใหน้ ำ� ม. 944 มาใชด้ ว้ ย คอื ตอ้ งยน่ื ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ในระยะเวลาเทา่ ใด
ส�ำหรบั ตว๋ั ท่ใี ห้ใชเ้ งนิ เมอื่ ไดเ้ หน็ ถา้ ม. 928 ไมน่ �ำมาใชน้ อกจากกรณตี าม ม. 986 วรรค 2 สำ� หรับตวั๋
ทใี่ หใ้ ชเ้ งนิ ภายหลงั ไดเ้ หน็ ดงั ทศี่ าลวนิ จิ ฉยั แลว้ ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ทใี่ หใ้ ชเ้ งนิ เมอื่ ไดเ้ หน็ กจ็ ะเลยไมม่ เี วลา
บังคบั ใหผ้ ทู้ รงตอ้ งน�ำข้ึนเพ่ือเก็บเงนิ ม. 944 ไม่มกี �ำหนดเวลาไวใ้ นตวั เอง แตโ่ ยงไปใชก้ �ำหนดเวลา
ตาม ม. 928 ถ้าเหน็ ว่าไมใ่ ช้ ม. 928 นอกจากตาม ม. 926 วรรค 2 คอื ตัว๋ ทีใ่ หใ้ ช้เงินตามกำ� หนดเวลา
ดาวนภ์โหาลยดหจาลกงั รไะดบเ้บหTน็ UเDทCา่ โนดนั้ย แนาลยว้ อรม่า.ม9ด4ว4งจกันทเ็ ลรย์ ใชไ้ มไ่ ด้ ไมม่ ผี ลอะไรท่ี ม. 985 จะระบใุ หน้ ำ� ม. 944 มาใชเ้ พยี ง
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 91
ไมข่ ัดกบั สภาพแหง่ ตั๋วสัญญาใชเ้ งนิ เพราะระบุ ม. 928 ไว้ใน ม. 986 ตรง ๆ ด้วยแลว้ จงึ ต้องเข้าใจวา่
ม. 944 นำ� มาใชไ้ ด้และตอ้ งน�ำมาใชต้ าม ม. 985 โดยอนโุ ลม และก�ำหนดเวลาตาม ม. 928 ท่ี ม. 944
โยงไปใชก้ ต็ ้องน�ำมาใช้ด้วย คอื 6 เดือนหรอื ช้าเร็วกวา่ น้นั ตามทผ่ี ู้ออกตัวกำ� หนด ความ เข้าใจดังน้ี
ไมข่ ดั กับท่ี ม.986 ระบุให้ใช้ ม. 928 ไว้อกี เพราะ ม.986 บัญญตั ิให้มกี ารรับร้แู ทนการรบั รอง ก็จำ� ต้อง
บญั ญตั ิ ใหใ้ ชเ้ วลาตาม ม. 928 ดว้ ย สว่ น ม.985, 944 ไมต่ ้องจดรับร้กู ใ็ ช้ก�ำหนดเวลาตาม ม. 938 ได้
โดย ม. 985 ไม่ต้องระบุ ม. 928 ลงไปด้วย เพราะ ม. 985 ระบุ ม.944 ทโ่ี ยงไปใช้ ม.928 แล้ว หาใช่
เหตุท่ีจะนำ� มาวนิ ิจฉยั เลยไปถึง ม. 913 (3)วา่ วันทวงถามกับวันไดเ้ หน็ นัน้ ต่างกนั ซึง่ ตาม ม. 913 (3)
ใช้ค�ำว่าเมื่อทวงถามหรือเม่ือได้เห็น ม. 913 (4), 928, 986 หรือตามมาตราอ่ืนใดที่ใช้ค�ำว่าได้เห็น
ถ้าหากในตั๋วเงินใช้ค�ำว่าทวงถามผลก็เป็นอย่างเดียวกัน ม. 987 เช็คต้องใช้เงินเมื่อทวงถาม ถ้าจะ
เขียนเช็คว่าให้ใช้เงินเม่ือได้เห็นก็ยังเป็นเช็คท่ีสมบูรณ์ไม่น้อยไปกว่าใช้ค�ำว่าเม่ือทวงถาม Uniform
Law Cheques a. 28 ใชค้ ำ� ว่า at sight เมอ่ื ได้เหน็ ซ่ึง ม. 987 ของเราใชค้ �ำว่า ทวงถาม แต่ก็คงไม่มี
ใครเขา้ ใจว่าตา่ งกนั (Bills of Exchange Act 1882 ขององั กฤษs-10 (1) ตั๋วที่ตอ้ งใชเ้ งนิ เมอ่ื ทวงถาม
รวมถึงท่ใี ห้ใชเ้ งนิ เมอ่ื ไดเ้ หน็ หรือเม่ือย่นื ดว้ ย ถอ้ ยคำ� ทใี่ ชไ้ มต่ อ้ งเป็นค�ำเดยี วกนั ตรงทุกตัวอักษรแต่มี
ความหมายทใ่ี คร ๆ เข้าใจไดอ้ ย่างเดยี วกันก็ใช้ได้
การสอดเข้าใช้เงนิ เพ่ือแกห้ นา้ อนุโลมตาม ม. 938 ถึง 947, 949, 954 ถงึ 958
การไล่เบยี้ ตาม ม. 959 อนโุ ลมมาใชเ้ ช่นเดยี วกัน แต่ความรบั ผิดของผ้อู อกต๋วั สัญญาใช้เงิน
นั้นเหมือนผู้รับรอง คือเป็นลูกหน้ีชั้นต้นซ่ึงฎีกาที่ 759/2522 ตัดสินว่า ผู้รับตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องผู้
ออกตัว๋ สัญญาใช้เงิน ไม่ใช่ฟอ้ งไลเ่ บยี้ จะน�ำ ม. 968 เรอื่ งอตั ราดอกเบ้ียร้อยละ 5 ตั้งแต่วนั ถงึ ก�ำหนด
มาตัดดอกเบี้ยร้อยละ 12 ที่เขียนไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้ แต่ได้กล่าวมาแต่ต้นแล้วว่า ผู้รับรอง
ตั๋วแลกเงินก็มีความรับผิดร่วมกันดังลูกหนี้อ่ืนนั่นเอง ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามตั๋วเงินก็เข้าใจว่า
เรียกได้ไม่ผิดแปลกอะไรกัน ถ้าไม่ได้ระบุว่าต้องเรียกดอกเบี้ยในตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้รับเงินก็เรียก
ดอกเบี้ยจากผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้ แม้เป็นดอกเบี้ยต้ังแต่วันถึงก�ำหนด (ค�ำพิพากษาฎีกาที่
1222/2517) แต่ถ้ามีการผิดนัดก็คงเรียกดอกเบ้ียได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตาม ม. 968 (2) และ
785 ดังท่ีศาลฎกี าได้พิพากษาไวใ้ นคำ� พิพากษาฎกี าที่ 312/2521 ว่า ต๋วั สญั ญาใช้เงินซึ่งมไิ ดร้ ะบเุ รอื่ ง
ดอกเบี้ยไว้ เมื่อถึงก�ำหนดช�ำระเงิน ผู้ทรงมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเอาดอกเบ้ียได้ ในอัตราร้อยละห้าต่อปี
นับแต่วันถึงก�ำหนดช�ำระจากบรรดาผู้สลักหลัง ผู้ออกตั๋วและบุคคลอื่นซ่ึงต้องรับผิดตามต๋ัวสัญญาใช้
เงนิ นัน้ ผ้ทู รงยอ่ มมีสทิ ธิเรยี กเอาดอกเบ้ียได้ในอัตราเพียงร้อยละ 5 ต่อปี จากผู้รบั อาวลั ต๋ัวสัญญาใช้
เงนิ ซงึ่ ต้องรว่ มกนั รับผิดกับบรรดาบคุ คลดังกลา่ วเหลา่ นนั้ (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 312/2521)
ต๋ัวสัญญาใช้เงินไม่มีก�ำหนดดอกเบี้ยไว้ ผู้ออกตั๋วกับผู้รับอาวัลขายลดต๋ัวเงินน้ัน โดยมี
ข้อก�ำหนดดอกเบี้ย ในคดีระหว่างคู่สัญญาขายลดต๋ัวเงิน ต้องเสียดอกเบ้ียตามสัญญาขายลดนั้น
ดาวน(โ์คหำ�ลดพจิพาการกะบษบาฎTUีกDาCทโ่ีด3ย5น9า/ย2อ5ร่า2ม2)ดวงจนั ทร์
92 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
การคัดค้านต๋ัวสัญญาใช้เงินตาม ม. 960 ถึง 964, 973, 974 น�ำมาใช้เฉพาะตั๋วสัญญาใช้
เงินที่ออกมาแต่ต่างประเทศเท่านั้น ต๋ัวสัญญาใช้เงินอย่างอ่ืนคงให้คัดค้านเฉพาะการบอกปัดไม่จด
รับรู้ และลงวันย่ืนตั๋วเพื่อให้นับระยะเวลาถึงก�ำหนดใช้เงินตาม ม. 986 วรรค 2 คือ ต๋ัวในประเทศ
ไม่ต้องคัดคา้ นกไ็ ลเ่ บยี้ ได้ (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 622/2498) นอกจาก กรณีตาม ม.986 วรรค 2 เท่านัน้
ทตี่ อ้ งคดั คา้ น ไมม่ บี ทบญั ญตั ใิ หผ้ ทู้ รงจด ** “Uniform Law 1930 ไมม่ กี ารใหผ้ ทู้ รงจดวนั ออกตวั๋ หรอื
วันรบั รองลงเอง a. 22 และ a. 78 ใชว้ ธิ ใี หผ้ ทู้ รงทำ� ค�ำคัดค้านการทีไ่ มล่ งวันเชน่ นัน้ แตเ่ มื่อมี a. 10
และ a.77 ว่าการเต็มข้อความท่ีตัวเป็นยังขาดอยู่ลงไปโดยผิดแผกแตกต่างไปจากท่ีคู่กรณีได้ตกลง
กันไวน้ นั้ การที่ไม่ท�ำให้เป็นไปตามข้อตกลงดังน้ี ยกขึ้นตอ่ สู้ผ้ทู รงไม่ได้ เว้นแตผ่ ูท้ รงไดต้ ว๋ั เงินมาโดย
ไมส่ ุจรติ หรอื ประมาทเลนิ เลอ่ อยา่ งรา้ ยแรง ท่านองเดยี วกับ ม. 432 นนั้ เอง
วนั รบั รองลงไดเ้ องตาม ม. 932 ม. 986 วรรค 2 ใชค้ ำ� วา่ ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ซงึ่ ใหใ้ ชเ้ งนิ ในเวลาใด
เวลาหน่ึงภายหลงั ได้เหน็ คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 404/2515 วินจิ ฉยั ว่ามีความหมายต่างกบั คำ� วา่ ทวงถาม
แตท่ ่ถี ูกคำ� ว่านี้มคี วามหมายอยา่ งเดียวกัน ถา้ เขยี นตัว๋ สัญญาใช้เงนิ ว่าจะใชเ้ งนิ เม่ือ 3 เดือนหลงั จาก
ทวงถามก็คงต้องบังคับตาม ม. 986 วรรค 2 เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ยน่ื ตั๋วตามกำ� หนดมีผลตามม. 973
ทใ่ี ชแ้ กต่ ๋ัวสัญญาใชเ้ งินด้วย คอื คู่สญั ญาคนอื่นหลดุ พน้ หมด เว้นแตผ่ ู้ออกตวั ซงึ่ รบั ผิดอย่างผู้รับรอง
ควรสงั เกตวา่ ม. 915 ที่ให้ผสู้ ลักหลังจดข้อความจำ� กดั ความรบั ผดิ ของตนหรือยกเว้นหน้าท่ี
ของผู้ทรงไดน้ ัน้ ไมน่ �ำมาใชใ้ นตั๋วสัญญาใช้เงนิ ด้วย
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 93
ลักษณะ 4 เช็ค
การฝากเงินกับธนาคารที่ไม่ใช้สมุดออมทรัพย์ หรือการมีบัญชีเดินสะพัดกับธนาคาร อัน
จะถอนเงินจากธนาคารได้ทุกเม่ือ ย่อมเป็นประเพณีการค้าว่าการถอนเงินน้ันท�ำได้โดยวิธีออกเช็ค
สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินน้ัน ฉะน้ันในเรื่องเช็คจึงมีมูลฐานมาจากสัญญาระหว่างผู้เคยค้ากับธนาคาร
(คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 1254/2497)
การฝากเงนิ กระแสรายวนั มสี ญั ญาใหถ้ อนเงนิ โดยใชเ้ ชค็ จะใชก้ ระดาษอน่ื ไมไ่ ดเ้ วน้ แตธ่ นาคาร
ยินยอมด้วย แม้ผู้ฝากเงินไปที่ธนาคารด้วยตนเองเพ่ือโอนเงินเข้าบัญชีคนอ่ืนก็ไม่อาจออกค�ำส่ังด้วย
วาจาให้ธนาคารปฏิบัติได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1947 ถึง 1950/2524) ฉะน้ันเม่ือธนาคารยินยอมก็
คงใช้วิธีอ่ืนนอกจากเช็คได้ ผู้ฝากเงินยินยอมด้วยแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเช็คขีดคร่อมของ ว.
ส่งั ธนาคาร ก. จ่ายเงิน ผ้ทู รงน�ำเข้าบัญชีธนาคาร ก. เงินของ ว. กม็ ีพอแต่ธนาคารไม่หกั บญั ชี จนเงิน
ของ ว. ไมม่ ีพอ ผู้ทรงเสียหาย ผู้ทรงฟ้องธนาคารใน 1 ปี นบั แต่วนั รูเ้ ร่ืองเสียหาย ไมข่ าดอายุความ
(ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 581/2525)
แต่ในเร่ืองที่เราจะศึกษากันต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับสัญญา ซ่ึงผู้ฝากเงินหรือผู้ออกเช็คมีอยู่กับ
อนาจาร หรอื หนา้ ทข่ี องธนาคารทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ อ่ ผเู้ คยคา้ ประการอน่ื (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 865/2508)
หากเปน็ เร่ืองของหนอ้ี ันมีสญั ญาตัว๋ เงินเป็นมลู คอื เช็ค ซงึ่ ผกู พันระหวา่ งผทู้ ล่ี งชือ่ ในเชค็ เชน่ ผสู้ ่งั จ่าย
คอื ผเู้ คยคา้ ของธนาคาร กบั ผู้สลักหลงั และผทู้ รง ฯลฯ เก่ียวข้องกับธนาคาร ซง่ึ เปน็ ผู้จา่ ยเงินตามเชค็
น้นั ถงึ แม้ผ้สู ่ังจา่ ยทอี่ อกเชค็ ถูกธนาคารปิดบญั ชีแลว้ ความผกู พนั ระหวา่ งผ้สู ่ังจา่ ยกับผ้รู บั เงินทเี่ ปน็
ผู้ทรงเชค็ นนั้ กย็ งั มอี ยู่ตามลกั ษณะตวั๋ เงนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 589/2516)
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
94 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
บทที่ 1 วิเคราะหศ์ พั ท์
มาตรา 947 บัญญัตวิ า่ “อนั ว่าเชค็ นน้ั คือหนงั สอื ตราสารซ่ึงบคุ คลคนหนึ่งเรยี กวา่
ผสู้ ่ังจ่าย สงั่ ธนาคารให้ใชเ้ งินจำ� นวนหน่ึงเมือ่ ทวงถามใหแ้ ก่บุคคลอีกคนหนงึ่ หรอื ใหใ้ ช้ตาม
คำ� สง่ั ของบุคคลอกี คนหน่ึงอนั เรยี กวา่ ผูร้ บั เงนิ ”
ตามน้ีจะเห็นได้วา่ เช็คกค็ อื ตั๋วแลกเงนิ อกี แบบหน่งึ นั่นเอง แตผ่ ดิ กบั ต๋วั แลกเงินตรงทผี่ ู้จ่าย
คือธนาคาร และการจ่ายเงินต้องจ่ายเม่ือทวงถามเท่าน้ัน เช็คจะมีก�ำหนดระยะเวลาจ่ายเงินอย่าง
ตั๋วแลกเงินไม่ได้ ท่ีเป็นเช่นน้ีก็เพ่ือให้การจ่ายเงินและความผูกพันตามเช็คได้ปฏิบัติเสร็จไปโดยไม่
ชกั ชา้ มฉิ ะนน้ั จะเปน็ ทางใหเ้ กดิ ความยงุ่ ยากแกก่ จิ การคา้ และการธนาคารเชค็ เปน็ ทรพั ยส์ นิ ตาม ม. 99
อาจโอนกรรมสทิ ธข์ิ ายลดไดต้ าม ม. 904, 917) และ 989 (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 3567/2525) รายการ
แหง่ เชค็ ม. 988 ระบุรายการต่าง ๆ ของเชค็ ไว้ว่า “อันเชค็ น้นั ต้องมีรายการดังกลา่ วต่อไปนี้ คอื
(1) คำ� บอกช่อื ว่าเป็นเช็ค
(2) ค�ำสงั่ อันปราศจากเงื่อนไขให้ใชเ้ งนิ เป็นจำ� นวนแน่นอน
(3) ช่ือหรอื ยีห่ อ้ และสำ� นกั งานของธนาคาร
(4) ช่ือหรือยี่หอ้ ของผูร้ ับเงินหรอื ค�ำจดแจ้งวา่ ให้ใช้เงนิ แก่ผูถ้ ือ
(5) สถานทใี่ ชเ้ งิน
(6) วันและสถานทีอ่ อกเช็ค
(7) ลายมือช่อื ผูส้ ่งั จ่าย
ค�ำส่ังในเชค็ น้นั อาจใช้ถ้อยค�ำใด ๆ ทีแ่ สดงวา่ ให้ธนาคารใชเ้ งนิ เป็นจ�ำนวนแนน่ อน โดยอาจ
ใชถ้ อ้ ยคำ� ที่สภุ าพ เช่น “โปรดจ่าย” ทีม่ ีความหมายเช่นเดยี วกับค�ำวา่ “ใหใ้ ชเ้ งิน” คือใหธ้ นาคารจ่าย
เงนิ ตามเชค็ จึงเปน็ เชค็ ท่สี มบรู ณต์ ามกฎหมาย (คำ� พิพากษาฎีกาท่ี 1538/2530) เช็คที่ส่ังจา่ ยเงนิ สด
หรือผ้ถู ือนนั้ ใช้ไดไ้ มช่ ัดตอ่ ม.988 (4) (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 655/2498, ที่ 1303/2514) ซ่งึ คงจะเป็น
ท่ีเข้าใจได้ว่า “เงินสด” หมายความว่าใครถือเช็คไปเบิดก็ให้จ่ายเงินสดแก่ผู้นั้น** จึงเป็นเช็คผู้ถือ
(คำ� พพิ ากาฎกี าท่ี 309/2517, ที่ 922/2526) เชค็ ทส่ี งั่ จา่ ยเงนิ แก่ ร. โดยไมไ่ ดย้ ดึ คำ� วา่ หรอื ผถู้ อื ในแบบ
พมิ พเ์ ชค็ ออก ถอื เปน็ เชค็ สงั่ จา่ ยเงนิ แกผ่ ถู้ อื เปน็ ผทู้ รงดว้ ย (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 622/2512, ท่ี 1162/2515,
ที่ 2910/2516, ที่ 99/2519, ที่ 1612,1613/2521, ที่ 2485/2523) จ�ำเลยออกเชค็ เขยี นค�ำว่า จ่ายเงนิ สด
และยดึ ค่าว่า หรือผู้ถอื ออก จำ� เลยย่อมรวู้ า่ ธนาคารปฏิเสธไมจ่ ่ายเงนิ เปน็ เจตนาไมใ่ หม้ กี ารจา่ ยเงนิ
ดาวนเ์โปหน็ลดผจิดากรพะ.บรบ.บT.UวD่าCดโดว้ ยยนคาวยาอมรา่ ผมิดดอวงนั จเันกทิดร์จากการใชเ้ ช็ค 2497 ม. 3 (1) (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 27092525)
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 95
** Paget Law of Banking, ed. 7 p. 212 วา่ ไดถ้ ือกันมาว่าเปน็ เช็คผดู้ ีย ถงึ แม้จะไมม่ ี
ค่าวา “หรือผู้ถือ”เขียนไว้ หรือแม้จะเขียนว่า pay “cash or order” แต่ยัง ไม่เป็นท่ีแน่นอนนัก
ใน Chalmers, ed. 13 (1964), ex. 8, pp 27, 319 เชค็ เชน่ นี้ธนาคารอาจถือเปน็ ค�ำสั่งให้จา่ ยเงนิ แก่
ผถู้ ือได้ ตาม Uniform Law 1931, a 3 เชค็ ไมร่ ะบุตวั ผรู้ ับเงิน ถอื วา่ เปน็ เช็คผูถ้ อื
ตัวอยา่ ง
เชค็
กรงุ เทพฯ 20 ก.ค. 2525
ธนาคารไทยธนกจิ บริษทั จำ� กดั
จ่ายนายเขยี ว หรือผถู้ ือหา้ พนั บาท
นายคำ�
นเี่ ปน็ รายการทกี่ ฎหมายระบใุ หม้ ใี นเชค็ แตล่ วดลายกแ็ ลว้ แตจ่ ะทำ� ใหย้ ากแกก่ ารปลอมแปลง
ด้านหลังเช็คก็ท�ำนองเดียวกับต๋ัวแลกเงิน เมื่อมีรายการครบถ้วนดังนี้แล้ว แม้ผู้สั่งจ่ายจะใช้เช็คของ
ผทู้ ธ่ี นาคารปิดบัญชแี ล้ว (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 589/2516) หรอื เอาเช็คทีธ่ นาคารจ่ายให้ผ้เู คยคา้ คนอ่ืน
มาเขียนส่ังจ่าย ก็คงเป็นเช็คท่ีชอบด้วยกฎหมาย (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1853/2511, ท่ี 1983/2514,
ที่ 1734/2515) ผสู้ งั่ จา่ ยแกว้ นั ในเชค็ ทหี่ มดอายแุ ลว้ ใหใ้ ชไ้ ดต้ อ่ ไปกบ็ งั คบั ผสู้ งั่ จา่ ยได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี า
ที่ 393/2518) แบบพมิ พเ์ ชค็ ทย่ี งั ไมก่ รอกรายการไมเ่ ปน็ เชค็ ตอ่ เมอื่ กรอกรายการลงลายมอื ชอ่ื ผสู้ งั่ จา่ ย
ตาม ม. 988 แลว้ ก็เป็นเช็คตามกฎหมาย แต่แมจ้ ะมิใช่เอกสารแบบพมิ พ์ที่ธนาคารจัดพิมพ์ข้นึ สำ� หรบั
ลกู คา้ ของตน ถ้าเอกสารพมิ พม์ ขี อ้ ความครบถว้ นตาม ม. 988 กเ็ ป็นเช็คของผู้ที่ลงลายมือชือ่ เปน็ ผ้สู งั่
จา่ ย (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1507/2514) การทรี่ ายการในเช็คครบถว้ น เช็คก็สมบูรณ์ แมจ้ ะผดิ เงอื่ นไข
ท่ีตกลงกันไว้ เนื่องจากไม่มีลายมือช่ือเป็นภาษาอังกฤษของผู้ส่ังจ่าย แต่มีลายมือช่ือภาษาไทยของ
ผสู้ ง่ั จา่ ย ผสู้ ง่ั จา่ ยกต็ อ้ งรบั ผดิ ตามเนอ้ื ความในเชค็ นน้ั ทจี่ ะถกู ธนาคารซงึ่ จา่ ยเงนิ ใหผ้ ทู้ รงไป หกั บญั ชี
เงินฝากของผู้สัง่ จ่ายได้ (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 1899/2526)
โดยเหตทุ เี่ ชค็ มลี กั ษณะเปน็ ตว๋ั แลกเงนิ อยา่ งหนง่ึ ม. 489 จงึ ใหน้ ำ� บทบญั ญตั ใิ นเรอ่ื งตว๋ั แลกเงนิ
มาใชบ้ งั คบั ในเรอ่ื งเชค็ ดว้ ย เพยี งเทา่ ทไ่ี มข่ ดั กบั สภาพแหง่ เชค็ คอื มาตรา 910 เรอ่ื งรายการตวั๋ แลกเงนิ
ดังได้กล่าวมาแล้ว มาตรา 914, 915 เร่ืองข้อสัญญาและข้อจ�ำกัดความรับผิดในตัวเงิน ธนาคารไม่
จ่ายเงนิ ตามเชค็ ผทู้ รงฟอ้ งผสู้ ่งั จ่ายได้ (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 622/2512, ที่ 610/2520) เชค็ ในประเทศ
ไม่ต้องท�ำคัดค้าน วิธีการท่ีท�ำค�ำคัดค้านตาม ม. 960 ถึง 964 ขัดกับสภาพแห่งเช็คในประเทศ
ดาวนไ์โมหลถ่ ดือจวาก่ารผะทู้บบรงTไUมDท่C�ำโดตยานมาวยิธอรีก่าามรดใวนงขจัน้อทไรม์ ่รับรองหรือไมจ่ า่ ยเงินตาม ม. 914ตอนท้าย ค�ำพพิ ากษาฎกี า
96 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
ท่ี 713/2521 มาตรา 916 เร่อื งขอ้ ต่อสู้ที่ลูกหนี้จะยกขนึ้ ตอ่ สผู้ ้ทู รง เช่น ผ้รู บั เงินไดห้ ลอกลวงดว้ ยใช้
กลฉ้อฉลให้ผู้สั่งจ่ายออกเช็คให้ นี่เป็นข้อต่อสู้ระหว่างผู้สั่งจ่ายกับผู้รับเงิน เช็คน้ีผู้รับเงินโอนแก่น
ผู้ทรงไป ผู้ทรงรับโอนโดยสุจริต แม้เป็นเช็คผู้ถือ ผู้ส่ังจ่ายยกข้อต่อสู้น้ีขึ้นอ้างต่อผู้ทรงไม่ได้ มี
(ค�ำพิพากษาฏีกาท่ี 1196/2494, ที่ 1612, 1613/2521) ถ้าผูท้ รงรบั โอนมาโดยไม่สจุ ริตก็ยกเป็นข้อตอ่ สู้
ได้ (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 1486/2513, ท่ี 2760/2529, ท่ี 2689/2529, ท่ี 1295/2531)
มาตรา 917 ถึง 923, 925 , 926 เรื่องการโอนตวั๋ แลกเงนิ เช็คส่งั จ่ายแก่ ก. หรือผูถ้ ือก. สลกั
หลังให้ บ. ไปรับเงินจากธนาคาร ธนาคารไม่จ่ายเงิน ข. คืนเช็คแก่ ก. ก. กลับเป็นผู้ทรงเช็คนั้น
ในฐานะผู้ถอื ไดอ้ กี (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 1162/2515) ม. 924 ใชส้ �ำหรบั เช็ค มาจากต่างประเทศไมน่ ำ�
มาใช้ส�ำหรบั เช็คในประเทศ ซง่ึ มี ม. 990 ก�ำหนดอายุเช็คไว้แลว้ ผสู้ ่ังจ่ายและผสู้ ลักหลังหา้ มโอนได้
โดยมผี ลต่างกนั การหา้ มโอนจะใชถ้ ้อยค�ำอยา่ งใดไม่จำ� กัดเชน่ หา้ มเปล่ียนมือ หรือ AC Payee only
ซง่ึ แปลวา่ เฉพาะบญั ชผี รู้ บั เงนิ เทา่ นน้ั อนั มคี วามหมายเชน่ เดยี วกบั การหา้ มเปลยี่ นมอื แตก่ ารหา้ มโอน
ตามมาตรา 995 (3) เรอ่ื งเชค็ ขดี ครอ่ มมขี อ้ จำ� กดั ตอ้ งใชค้ ำ� หา้ มเปลย่ี นมอื ดรู ายละเอยี ดในหวั ขอ้ ท่ี 118
ผลของตว๋ั เงนิ ทม่ี คี ำ� สง่ั หา้ มเปลยี่ นมอื ของผสู้ งั่ จา่ ยทำ� ใหผ้ รู้ บั โอนจากผรู้ บั เงนิ กม็ ใิ ชผ่ ทู้ รง (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาที่ 2503/2528, ที่ 3328/2531) การห้ามโอนดังกล่าวแล้วมีผลต่างกับ ม. 923 การลงลายมือ
ช่อื ในด้านหลงั ของเช็คผถู้ อื เป็นอาวลั ตาม ม. 921 (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 1276/ 2505, ท่ี 1168/2514,
ที่ 2460/2526, ที่ 3702/2528) แต่ถา้ เป็นเชค็ ทีย่ ึดคร่อม โดยมิได้ระบุหา้ มโอนไวย้ อมโอนกนั ได้ และ
ถา้ เปน็ เชค็ ผู้ถอื กโ็ อนกนั ไดโ้ ดยการสง่ มอบ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 1015/2532)
มาตรา 938 ถึง 940 เรือ่ งอาวัล ถงึ แม้ ม. 988 (3) จะใชค้ �ำวา่ ชือ่ หรือย่ีหอ้ ของธนาคารไม่ใช้
ค�ำว่าผู้จ่ายดังเช่นตั๋วแลกเงิน ก็เห็นได้ว่าฐานะของธนาคารก็คือผู้จ่ายตามความหมายในม. 939
วรรค 3 มาตรา 935, 946 เร่ืองการใช้เงนิ แต่ ม. 949 ไม่นำ� มาใชใ้ นเชค็ เพราะมี ม. 1009 บญั ญัติไว้
เฉพาะเช็คแล้ว มาตรา 959 เรื่องสิทธิไล่เบ้ียเมื่อตั๋วแลกเงินถึงก�ำหนดหรือไม่เบี้ยก่อนก�ำหนด แต่
จํานวนเงนิ ทจี่ ะไลเ่ บย้ี ไดก้ ค็ อื จำ� นวนเงนิ ในเชค็ ตาม ม. 988 ซง่ึ ลกู หนจ้ี ะตอ้ งรบั ผดิ รว่ มกนั ตาม ม. 967
(ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 354/2519, ที่ 1171/2517) ไมใ่ ช่จำ� นวนเงินต่าง ๆ รวมท้ังดอกเบ้ียตาม ม. 968
ซงึ่ ไม่นำ� มาใช้ในเรื่องเช็ค ๆ เพราะเชค็ ไม่มดี อกเบย้ี โดยท่ี ม. 911 เรือ่ งดอกเบยี้ มไิ ด้นำ� มาใช้ในเชค็
ดว้ ย แตถ่ า้ คนาคารไมจ่ ่ายเป็นเรามเทพถอื วา่ ผสู้ ึกวา่ ยซง่ึ เป็นลกู หนผี้ ิดนัดตง้ั แตว่ ันทธี่ นาคารปฏเิ สธ
ไมจ่ า่ ยเงนิ นั้น จงึ คดิ ดอกเบี้ยไดร้ อ้ ยละ 7 1/2 ตอ่ ปตี าม ม. 224 จะคดิ ดอกเบ้ยี ตงั้ แต่วนั ท่ีลงในเช็ค
ไมไ่ ด้ ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 901/2505, ท่ี ** แต่คำ� พิพากษาฎกี า 335/2509 นำ� ม. 968 ไปใชใ้ นเรื่อง
เชค็ ดว้ ย (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 2586/2517, ท่ี 192/2518, ท่ี 393/2518, ที่ 3421/2525) ขายอาคเช็คแก่
ธนาคาร เชค็ นน้ั เก็บเงนิ ไมไ่ ด้ ผู้บายลดต้องเสยี ดอกเบยี้ รอ้ ยละ 15ตามสญั ญาผสู้ ลักหลังคนอ่ืนเสียด
อกเบยี้ ร้อยละ 7 1/2 ต้ังแตว่ นั ธนาคารไมจ่ า่ ยเงินตาม ม. 224 (คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 3567/2525 2525)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 97
มาตรา 971 เร่ืองสิทธิไลเ่ บ้ียทีจ่ ะใช้ตอ่ สคู้ ู่สญั ญาผู้ทตี่ นตอ้ งรับผิดชอบต่อเขาอย่กู ่อน ไมไ่ ด้ก็
นำ� มาใชใ้ นเรอ่ื งเชค็ ดว้ ยถา้ เปน็ เชค็ ทอ่ี อกมาจากตา่ งประเทศ ตอ้ งนำ� บทบญั ญตั เิ กย่ี วกบั การคดั คา้ นมา
ใช้ด้วยคือ ม.924, 960 ถึง 964, 973 และอาจออกตวั๋ เงนิ เปน็ ส�ำรบั ไดต้ าม ม. 975 ถงึ 977, 980 เชค็
ในประเทศเมอ่ื ผสู้ ง่ั จา่ ยสง่ั งดหรอื ธนาคารงดจา่ ยเงนิ ผทู้ รงกฟ็ อ้ งผสู้ ง่ั จา่ ยได้ ไมต่ อ้ งคดั คา้ นหรอื ปฏบิ ตั ิ
การอยา่ งไรอกี คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 655/2498, ท่ี 1761/2499, ท่ี 713/2521) รวมทง้ั ฟอ้ งลกู หนคี้ นอนื่ ๆ
ในเช็คด้วย เช็คท่ีออกมาจากต่างประเทศน้ัน พิจารณาจากสถานที่ส่ังจ่ายเช็คว่าอยู่ต่างประเทศ
อันเปน็ ข้อเทจ็ จริงทส่ี �ำคัญอยา่ งหนึ่ง แมเ้ ชค็ พิพาทจะเปน็ ของธนาคารในประเทศฝร่ังเศส แต่ผู้สง่ั จา่ ย
มภี มู ลิ ำ� เนาในประเทศไทย และสง่ั จา่ ยเชค็ ในประเทศไทย เชค็ พพิ าทดงั กลา่ วจงึ เปน็ เชค็ ภายในประเทศ
มใิ ช่เชค็ ตา่ งประเทศ คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1558/2529)
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
98 | กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน
บทที่ 2 ความรับผิดของธนาคาร
ในกรณีท่ัวไป ตามหลักเร่ืองตัวเป็นผู้ท่ีเป็นลูกหน้ีในต๋ัวเงินจะมีแต่ผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน
เทา่ นนั้ (ม. 900) สว่ นเชค็ นน้ั ธนาคารไมไ่ ดล้ งชอ่ื เปน็ แตผ่ สู้ ง่ั จา่ ยออกเชค็ สง่ั ธนาคารใหจ้ า่ ยเงนิ เทา่ นน้ั
ธนาคารจึงหามีความรบั ผิดตามตัวเงินแตป่ ระการใดไม*่ * แต่ ม. 991 บัญญัติวา่ “ธนาคารจำ� ตอ้ งใช้
เงินตามเช็คซ่ึงผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเบิกเงินแก่ตน เว้นแต่กรณีดังกล่าวต่อไปน้ี ฯลฯ แสดงว่า
ธนาคารจะตอ้ งรบั ผดิ ตอ้ งจา่ ยเงนิ ตามเชค็ นน้ั แน่ แตย่ งั เปน็ ปญั หาอยวู่ า่ ความรบั ผดิ ของธนาคารนเี้ ปน็
ความรบั ผิดต่อใครเพียงใด
เม่ือธนาคารไม่ได้ลงลายมือช่ือในเช็ค ความรับผิดของธนาคารที่ไม่ใช่ความรับผิดในตั๋วเงิน
ตาม ม. 900 จึง ไมใ่ ชค่ วามรบั ผดิ ต่อผทู้ รงเช็ค ผูท้ รงจะฟ้องบงั คับให้ธนาคารจ่ายเงินหาได้ไม่ เพราะ
**แต่ถา้ ธนาคารออกแคมเป็นที่เป็น ธนาคารตอ้ นวนั แตใ่ นฐานะผสู้ ังขายแม้ผทู้ รงห้ามใชเ้ งนิ
ตาม (คำ� พพิ ากษาฎกี า 772/2526 2526)
ธนาคารมใิ ชเ่ ปน็ คู่สัญญาในต๋วั เงนิ * สิทธขิ องผ้ทู รงในเม่ือธนาคารไมจ่ า่ ยเงินก็ได้ แตจ่ ะฟ้อง
ไลเ่ บย้ี เอาแก่ผ้ทู ี่ลงลายมือชอื่ ในเช็ค เชน่ ผสู้ งั่ จา่ ย ผ้สู ลกั หลัง ฯลฯ เท่านน้ั จะวา่ ผฝู้ ากเงนิ มสี ัญญา
กับธนาคารให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือเช็คเป็นสัญญาเพ่ือประโยชน์แก่คนภายนอกก็ไม่ถนัด เพราะการฟ้อง
เป็นการฟ้องตามสัญญาฝากเงินเท่าน้ัน แต่การฟ้องตามเช็คเป็นเร่ืองท่ีต้องบังคับตามกฎหมายเรื่อง
ตัวเงิน คือตาม ม. 900 นนั่ เอง ซ่ึงธนาคารจะตอ้ งรบั ผดิ ตามเช็คกต็ อ่ เมอ่ื ธนาคารลงลายมอื ชือ่ ในเชค็
ทงั้ นคี้ งจะตอ้ งพจิ ารณาตามสญั ญาระหวา่ งผเู้ คยคา้ กบั ธนาคารเปน็ หลกั ถา้ ไมเ่ มสี ญั ญากนั ไวโ้ ดยเฉพาะ
อย่างไรแล้ว กเ็ หน็ ว่าผู้ทรงจะฟอ้ งธนาคารโดยตรงใหจ้ ่ายเงนิ ไม่ได้
ผลของ ม. 991 ถา้ ธนาคารไมจ่ า่ ยเงนิ โดยไมม่ ขี อ้ แกต้ วั ธนาคารกค็ งตอ้ งรบั ผดิ ตอ่ ผเู้ คยคา้ คอื
ผสู้ ง่ั จา่ ย ซงึ่ เปน็ คสู่ ญั ญากบั ธนาคารดุ ามสญั ญาฝากเดนิ หรอื บญั ชเี ตนิ สะพดั อกี สว่ นหนงึ่ ม. 991 นเ้ี ปน็
บทบัญญัติเพ่ือปลดเปล้ืองความรับผิดของธนาคารต่อผู้เคยค้า คือเป็นข้อยกเว้นจากหน้ีของธนาคาร
ตอ่ ผเู้ คยคา้ ทจ่ี ำ� ตอ้ งจา่ ยเงนิ ตามเชค็ เทา่ นน้ั ยง่ิ กวา่ บญั ญตั เิ พอ่ื ประโยชนแ์ กบ่ คุ คลนอกสญั ญาระหวา่ ง
ธนาคารกบั ผเู้ คยคา้ ตาม ม. 375 จะเหน็ ไดว้ า่ ธนาคารจะตอ้ งผกู พนั ตอ่ ผทู้ รงเชค็ ซงึ่ เปน็ คนภายนอกก็
ตอ่ เมอื่ ธนาคารจครบั รองลงในเชค็ ตาม ม. 953 ดงั จะกลา่ วตอ่ ไปเทา่ นนั้ ตา่ งกบั ม. 774, 775 ซง่ึ เพยี งแต่
บคุ คลภายนอก ผรู้ บั ประโยชนแ์ สดงเจตนาฝา่ ยเดยี วแกล่ กู หน้ี กม็ ผี ลผกู พนั มใิ หค้ สู่ ญั ญาเปลยี่ นแปลง
สทิ ธขิ องเขาได้ เปน็ เหตผุ ลอกี อยา่ งหนง่ึ ทไี่ มถ่ อื วา่ การฝากเงนิ ตอ่ ธนาคารดว้ ยวธิ ใี ชเ้ ชค็ ถอนเงนิ ทำ� ให้
เช็คเปน็ สัญญาเพอ่ื ประโยชน์บคุ คลภายนอกตาม ม. 374,775 ขึ้นได้
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ | 99
อนึง่ แมว้ า่ จะถอื วา่ ม. 991 เปน็ สญั ญาระหวา่ งธนาคารกบั ผู้เคยค้าเพอ่ื ประโยชน์คนภายนอก
ตาม ม.374 สทิ ธขิ องคนภายนอกผทู้ รงเชค็ จะมขี นึ้ กต็ อ่ เมอ่ื ไดแ้ สดงเจตนาเขา้ ถอื เอาประโยชนน์ นั้ แลว้
และสทิ ธิขอสคนภายนอกน้ันกค็ อื สทิ ธิของผู้เคยค้าคามสัญญาฝากเงนิ กบั ธนาคารเทา่ น้นั แม้ผ้ทู รงจะ
ฟอ้ งธนาคารไดก้ ไ็ ดแ้ ตฟ่ อ้ งตามสทิ ธขิ องผเู้ คยคา้ ทมี่ ตี อ่ ธนาคาร คอื ฟอ้ งตามสญั ญาฝากเงนิ ไมใ่ ชฟ่ อ้ ง
ธนาคารตามตวั๋ เงนิ เพราะธนาคารมไิ ดล้ งลายมอื ชอื่ รบั รองในตว๋ั เงนิ ท่ี ม. 993ใหธ้ นาคารทำ� ไดเ้ ทา่ นน้ั
ในกรณที ีธ่ นาคารจดรบั รอง เช็คเปน็ ค�ำส่ังให้จา่ ยเงินเม่อื ได้เหน็ จึงมกี ารย่นื ใหร้ บั รองเชค็
อยา่ งตวั๋ แลกเงนิ ไมไ่ ด้ แตม่ วี ธิ กี ารจดรบั รองอกี อยา่ งหนงึ่ คอื ใหธ้ นาคารลงลายมอื ชอ่ื ของธนาคารลงใน
เช็คโดยเขียนข้อความว่า “ใช้ได้” หรอื “ใช้เงนิ ได้” หรือค�ำใด ๆ อันแสดงผลอย่างเดียวกนั
**Chalmers, p. 240; 2 Halsbury, ed. 3, no, 366, p. 197; 9 C.J.S., no. 342 b., p. 687
ม.991นีผ้ ้รู า่ งมิได้ ที่มาวา่ มาจากกฎหมายประเทศไหน และไมม่ ใี นกฎหมายอังกฤษหรอื ใน Uniform
Law เทา่ ทพ่ี บเปน็ แคข่ อ้ แกต้ วั ของธนาคารทจี่ ะไมต่ อ้ งจา่ ยเงนิ คามเคโคยไมเ่ ปน็ ผดิ สญั ญาตอ่ ผเู้ คยคา้
ผอู้ อกเช็คเทา่ นั้น มปี รากฏอยใู่ น 2 Halsbury, no. 339, p. 190 และ p. 192
คงเปน็ เพราะเหตุนท้ี ่ีไดม้ าบัญญตั ิเปน็ ม. 991 ขึ้น สว่ นคำ� แจ้งวา่ เชค็ หายคงจะให้สอคคลอ้ ง
กับ ม. 1010.
ม. 993 บัญญัติว่า ในกรณีเช่นน้ี “ธนาคารต้องผูกพัน ในฐานเปน็ ลกู หนช้ี ัน้ ต้นในอนั
จะตอ้ งใชเ้ งินแก่ผทู้ รงตามเชค็ น้ัน”
การจดรับรองเป็นวธิ กี ารอย่างหนึง่ ทีจ่ ะให้ธนาคารเขา้ รบั ผดิ ในเชค็ แม้ใน ม. 993 วรรค 2
จะใชค้ ำ� วา่ “ลงข้อความรบั รอง 3 แตก่ ็ไม่ใช่การรับรองอยา่ งตว๋ั เงนิ ธรรมดา เพราะไม่ต้องการให้มีการ
ลักลั่นในระหว่างเช็คท่ีธนาคารรับรองกับยังไม่รับรองไม่ให้มีผลความเช่ือถือแตกต่างกันฉะน้ันจึงมี
วธิ กี ารรบั รองเปน็ พเิ ศษ คอื เมอื่ มผี ยู้ นื่ เชค็ ใหธ้ นาคารรบั รอ ยอ่ มเปน็ สทิ ธขิ องธนาคารจะจดรบั รองหรอื
ไม่จดก็ได้ คือแล้วแต่ว่าธนาคารจะยอมผูกพันไว้ก่อนว่าจะจ่ายเงินตามเช็คน้ันหรือไม่ ตามธรรมดา
ก็แล้วแต่ว่าจะมีเงินของผู้ส่ังจ่ายในบัญชีในธนาคารพอท่ีจะจ่ายหรือไม่ ถ้าธนาคารจดรับรองแล้ว
ธนาคารย่อมจะต้องกันเงินของผู้สั่งจ่ายไว้เพ่ือจ่ายตามเช็คน้ัน ซึ่งธนาคารย่อมจะท�ำได้โดยอาศัย
ข้อความแห่งค�ำส่ังของผู้ส่ังจ่ายในเช็คนั้นเองเว้นแต่จะสัญญากันไว้เป็นอย่างอื่น การท่ีธนาคารไม่จด
รบั รอง ไมเ่ ป็นการปฏเิ สธอยา่ งไมร่ ับรองตวั๋ แลกเงนิ หรือไม่ใชเ้ งนิ ตามเชค็
ผลของการจดรับรอง คอื
1. ธนาคารต้องผูกพันเป็นลูกหนี้ชั้นต้น หมายความว่าผู้ทรงฟ้องธนาคารได้โดยตรง ไม่วา่
ผูท้ รงจะยืนเชค็ ในกำ� หนด 9 เดอื น ตาม ม.990 หรอื ไม่กต็ าม เพราะธนาคารยอมตนเขา้ ผูกพนั แลว้
เทยี บตามความรบั ผดิ ของผรู้ บั รองตาม ม.973 ซง่ึ ยงั จะตอ้ งรบั ผดิ อยแู่ มจ้ ะยน่ื ใหใ้ ชเ้ งนิ เมอื่ เกนิ กำ� หนด
ดาวนแต์โหลาลมว้ ดกจม็ตาก.าร1มะ0บ0คบ1ว*T*าUมDรCบั โดผยดิ นคางยจอระ่ามมไี ดปวภงจานั ยทใรน์ ก�ำหนดอายคุ วาม 10 ปี ตาม ม.164 ไม่ใชอ่ ายคุ วามฟ้องร้อง