The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตั๋วเงินรวมเล่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-14 00:26:11

ตั๋วเงินรวมเล่ม

ตั๋วเงินรวมเล่ม

กฎหมายลกั ษณะตวั๋ เงนิ

ปติกลุ จีระมงคลพาณิชย

น.บ. (มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร) , น.บ.ท.
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นMายLอรI่าม(Uดวnงจiนัvทeรr์sity of Wisconsin-Madison)

ร.บ. (มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง)
ศศ.บ. (ไทยคดีศกึ ษา) มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช

กฎหมายลกั ษณะตัว๋ เงิน

ปิตกิ ุล จีระมงคลพาณชิ ย์

น.บ. (มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ , น.บ.ท.
MLI (University of Wisconsin-Madison)

ร.บ. (มหาวิทยาลยั รามค�ำแหง)
ศศ.บ. (ไทยคดศี กึ ษา) มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ค�ำน�ำ

ค�ำอธิบาย กฎหมายลักษณะตั๋วเงินเป็นส่วนหนึ่งของค�ำสอนช้ันปริญญาตรีของ ศ.จิตติ ติง
ศภัทยิ ์

ข้าพเจ้าเคยสัมมนาวิชา น.331 กฎหมายลักษณะต๋ัวเงิน ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ ศูนยท์ า่ พระจนั ทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แกน่ ักศึกษาชั้นปริญญาตรี ภาคปกติ
และภาคบณั ฑติ คณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ กอ่ นไปศกึ ษาตอ่ ระดบั ปริญญาโททีม่ หา
วทิ ยาลัยวิสคอนสนิ เมอื งเมดิสนั มลรัฐวิสคอนสิน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยความต้องการของคณะ
นติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โดยทนุ การศกึ ษาของตลาดหลกั ทรพั ยแ์ หง่ ประเทศไทย เปน็ เวลา
1 ปี 3 เดือน เพอื่ กบั มารับราชการต่อเป็นอาจารย์ประจำ� คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์

ปิตกิ ลุ จรี ะมงคลพาณชิ ย์
ผู้จดั ทำ�

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

สารบญั 7
12
ลักษณะ 1 ข้อความท่ัวไป 23
ลักษณะ 2 ลกั ษณะเฉพาะของสญั ญาตวั๋ เงนิ 23
ลกั ษณะ 2 ตว๋ั แลกเงนิ
42
บทที่ 1 วเิ คราะห์ศัพทแ์ ละรายการ
บทท่ี 2 คู่สญั ญาในตว๋ั แลกเงิน 51
บทที่ 3 ความรับผิดของลูกหนี้
บทท่ี 4 สทิ ธไิ ลเ่ บ้ีย 76
บทท่ี 5 ตั๋วแลกเงินเป็นสำ� รบั
ลกั ษณะ 3 ตว๋ั สัญญาใชเ้ งิน 84
บทที่ 1 วเิ คราะห์ศัพท์และรายการ 86
บทที่ 2 ความรับผิดของค่สู ญั ญา 86
ลกั ษณะ 4 เชค็
บทท่ี 1 วเิ คราะหศ์ ัพท ์ 89
บทที่ 2 ความรบั ผดิ ของธนาคาร 93
บทที่ 3 การใชเ้ งนิ 94
ลักษณะ 5 อายคุ วาม
ลกั ษณะ 6 ตั๋วเงนิ ปลอม ตัว๋ เงินถูกดัก ตั๋วเงนิ หาย 98
บทที่ 1 ตวั๋ เงินปลอม
บทที่ 2 ตวั๋ เงนิ หาย ต๋ัวเงินถกู ลกั 101
114
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์ 118
118

129

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  7

ลักษณะ 1 ข้อความท่วั ไป

(1) ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ บรรพ 3 ลกั ษณะ 21 ไดบ้ ัญญตั เิ รอื่ งตั๋วเงินข้ึน
ไว้ต้ังแต่ ม. 898 ถงึ ม. 1011 เปน็ เอกเทศสัญญาอยา่ งหนง่ึ กฎหมายมไิ ดว้ างบทวิเคราะหไ์ วโ้ ดยตรงวา่
ตว๋ั เงนิ คอื อะไร เปน็ แตบ่ ญั ญตั ไิ วใ้ น ม. 898 วา่ “อนั ตว๋ั เงนิ ตามความหมายแหง่ ประมวลกฎหมายนี้
มสี ามประเภท ๆ หนง่ึ คอื ตวั๋ แลกเงนิ ประเภทหนง่ึ คอื ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ประเภทหนงึ่ คอื เชค็
แตม่ วี เิ คราะห์ศพั ทค์ ำ� ว่าตวั๋ แลกเงิน ตว๋ั สัญญาใช้เงิน และเช็คไวใ้ น ม. 908, 982 และ 983 ตามล�ำดบั
ท้ังน้ีหมายความว่าเอกสารท่ีได้ช่ือว่าต๋ัวเงินจะมีได้ก็แต่เฉพาะตั๋วแลกเงิน ต๋ัวสัญญาใช้เงินและเช็ค
สามประเภทเท่านนั้ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยจ์ งึ จะถือวา่ เปน็ ต๋วั เงนิ อนั มีผลบงั คับ

ตามบทมาตราทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นลกั ษณะ 21 เอกสารอยา่ งอนื่ ไมม่ ผี ล เปน็ ตว๋ั เงนิ ตามความหมาย
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้เอกสารน้ันจะมีผลในการช�ำระหนี้หรือโอนกันได้อย่าง
ตวั๋ เงนิ ผลบงั คบั ของเอกสารนนั้ กต็ อ้ งแล้วแต่กฎหมายอน่ื จะก�ำหนดไวอ้ กี สว่ นหนึ่ง เชน่ ม. 795 ใหน้ �ำ
บทบัญญตั ิเรอื่ งตว๋ั เงินไปใชแ้ ก่ประทวนสินคา้ และใบรบั ของคลงั สนิ คา้ ด้วย เปน็ ตน้

(2) วเิ คราะหศ์ พั ท์ เราพอจะวเิ คราะหศ์ พั ทค์ ำ� วา่ ตวั๋ เงนิ โดยกลา่ วทวั่ ไปไดว้ า่ “ เปน็ สญั ญา
อนั มผี ลบงั คบั โดยอาศยั หนงั สอื ซง่ึ ผลู้ งลายมอื ชอื่ ในหนงั สอื นน้ั ผกู พนั ตน ตอ่ ผทู้ ไ่ี ดห้ นงั สอื นนั้
ไวใ้ นมือ อนั มีสิทธิในหนงั สือนน้ั ว่าจะใช้เงนิ จ�ำนวนหนึง่ ใหด้ ้วยตนเอง หรอื จะใชเ้ งินใหเ้ ม่อื
ผทู้ ี่ระบไุ ว้ในหนังสอื น้ัน ไม่ใช้เงินตามค�ำสงั่ หรอื ในเม่อื ไมม่ กี ารใชเ้ งนิ ตามขอ้ ผูกพันของเขา
บทวเิ คราะหน์ ี้ พอท่จี ะแสดงให้เหน็ ลกั ษณะของต๋ัวเงินทัว่ ๆ ไปดังน้ี

1. สัญญา ข้อนี้หมายความว่า ตั๋วเงินเป็นช่ือของสัญญาชนิดหน่ึงซึ่งเกิดขึ้น โดยการ
แสดงเจตนาทำ� นติ กิ รรมของผเู้ ปน็ ฝา่ ย ในสญั ญาตวั๋ เงนิ ซงึ่ จะตอ้ งใชก้ ฎหมายในเรอ่ื งนติ กิ รรมและหนี้
บงั คบั ดว้ ย โดยวนิ จิ ฉยั ประกอบกบั บทมาตราทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นลกั ษณะ 21 ทำ� นองเดยี วกบั เอกเทศสญั ญา
อ่ืน ๆ การออกเช็คให้ไว้เป็นประกันเงินกู้มีความหมายว่าออกเช็คให้โดยเจตนาให้ผูกพันช�ำระเงิน
ตามกฎหมาย (คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 1504/2514) ถึงแมเ้ มอ่ื เปน็ คดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าดว้ ยความผิด
อนั เกดิ แตก่ ารใชเ้ ชค็ ฯ ศาลมกั วนิ จิ ฉยั วา่ ไมเ่ จตนาใหม้ กี ารใชเ้ งนิ ตามเชค็ กต็ าม เจตนาในทางอาญากบั
การแสดงเจตนาอันเป็นนติ ิกรรมซึง่ เป็นมลู หนใ้ี นทางแพง่ มคี วามหมายตา่ งกนั

2. หนังสือ ตั๋วเงินนั้นเป็นลักษณะของสัญญาอย่างหนึ่ง แต่ข้อตกลงอันเป็นสัญญาน้ันจะมี
ผลบังคับได้ตามกฎหมายก็โดยอาศัยหนังสือท่ีคู่สัญญาได้ท�ำข้ึนท่ีเรียกรวม ๆ ว่า “ต๋ัวเงิน” ได้แก่
ดาวนต์โห๋วั ลแดลจกากเรงะนิ บบตTัว๋ UสDญั Cญโดายในชา้เยงอินรา่ มแลดะวงเจชนั ็คทเรท์ า่ นัน้ ส่งิ ทจี่ ะเป็นหนังสอื ไดต้ ามกฎหมาย กต็ อ้ งพิจารณาตาม

8  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ม. 4 คือผู้ท�ำต้องลงลายมือชื่อ เป็นเจ้าของข้อความท่ีบรรจุในเอกสารนั้น แต่การลงลายมือช่ือใน
ต๋ัวเงินมบี ทบญั ญตั บิ งั คับไวเ้ ป็นพิเศษอีกใน ม. 900 วรรค 2 ส่วนข้อความนั้นจะเขียนหรอื พิมพเ์ ปน็
ภาษาไทยหรอื ภาษาอื่นก็ได้ หนงั สือทีท่ �ำตามที่กลา่ วนี้ไม่ใชแ่ บบนติ ิกรรมตาม ม. 115

3. ผลู้ งลายมอื ชอื่ ในหนงั สอื ตอ้ งรบั ผดิ ขอ้ นเี้ ปน็ หลกั ของตว๋ั เงนิ วา่ ผทู้ ล่ี งลายมอื ชอื่ ของตน
ในตวั๋ เงนิ ยอ่ มตอ้ งรบั ผดิ ตามเนอื้ ความในตวั๋ เงนิ นนั้ (ม. 900 คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 622/2512, ท่ี 457/2515,
ท่ี 351/2525, ที่ 655/2525, ท่ี 2356/2529, ที่ 3136/2532) จะปฏเิ สธวามรบั ผดิ โดยอา้ งวา่ เปน็ ตวั แทน
โดยไม่ระบุข้อความไว้ดังนั้นหาได้ไม่ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 799/2510, ที่ 475/2514) เม่ือบุคคลใด
ลงลายมอื ชอื่ ในตวั๋ เงนิ แลว้ แมจ้ ะผดิ เงอ่ื นไขทต่ี กลงไวก้ บั ธนาคารในเรอื่ งลายมอื ชอ่ื เชน่ ตอ้ งมลี ายมอื ชอื่
เปน็ ภาษาองั กฤษของผสู้ งั่ จา่ ยเพมิ่ ขนึ้ ดว้ ย แตผ่ สู้ ง่ั จา่ ยลงลายมอื ชอ่ื เฉพาะภาษาไทย มไิ ดล้ งลายมอื ชอ่ื
ภาษาองั กฤษ ผสู้ งั่ จา่ ยกต็ อ้ งรบั ผดิ จะปฏเิ สธความรบั ผดิ ไมไ่ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 1898, 1899/2526)
ผู้ท่ีไม่ได้ลงลายมือช่ือในต๋ัวเงิน แม้จะมีข้อสัญญาผูกมัดกับใครไว้อย่างไร ก็ไม่มีความรับผิดตาม
ต๋ัวเงินได้เลย ส่วนจะมีความรับผิดตามกฎหมายอื่นเพียงใดหรือไม่เป็นอีกเร่ืองหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับ
ความรับผดิ ชอบตามต๋ัวเงนิ เช่น อาจจะต้องรบั ผิดตามกฎหมายเร่ืองตัวแทน เพราะผูท้ ล่ี งลายมือช่ือ
ในต๋ัวเงินเป็นตัวแทนของเขา เป็นต้น แต่สภาพของความรับผิดน้ัน ก็ไม่เป็นไปตามลักษณะตั๋วเงิน
ถา้ เอกสารใดมลี กั ษณะเปน็ ตวั๋ เงนิ แลว้ ใครลงลายมอื ชอื่ ในตว๋ั เงนิ นนั้ โดยไมม่ ขี อ้ ความแสดงวา่ ตนไมใ่ ช่
ลูกหนแ้ี ล้ว แมจ้ ะลงแต่ลายมือช่ือไมเ่ ขยี นขอ้ ความใดลงไปอกี ก็มคี วามรบั ผิดตามเน้ือความในต๋วั เงิน
นน้ั ไดเ้ สมอ โดยมีบทกฎหมายก�ำหนดความรบั ผิดสำ� หรับลายมอื ชือ่ แต่ละแหง่ ทล่ี งไวเ้ ชน่ นัน้ ไมว่ า่ จะ
ลงลายมือชือ่ ทางดา้ นหนา้ หรอื ดา้ นหลังตัว๋ เงิน

ความรับผิดของผู้ลงลายมือช่ือในตั๋วเงิน มีอยู่ 2 ประเภท คือ อาจรับผิดในฐานเป็นลูกหนี้
ชน้ั ตน้ เชน่ ความรับผดิ ของผ้รู ับรองตั๋วแลกเงิน (ม. 937) ผูอ้ อกตัว๋ สัญญาใช้เงิน (ม. 986) ธนาคารที่
รบั รองเชค็ (ม. 993) หรืออาจรับผิดในฐานะผ้คู ำ�้ ประกัน คือ ความรับผิดของผสู้ ่ังจ่ายหรือผู้สลกั หลัง
ในเมอื่ ตว๋ั เงนิ นน้ั เขาเอาไปข้ึนเงินไมไ่ ด้ (ม. 914) กล่าวคือผู้ที่ทำ� ตว๋ั เงนิ ขึน้ คือผูส้ ั่งจา่ ยตวั๋ เงินหรือเชค็
และผู้ออกต๋วั สญั ญาใชเ้ งินมคี วามรับผิดตอ่ ผูท้ ต่ี นออกตวั๋ เงินให้ไป ตามที่ตนเขียนข้อความไว้ ตอ่ จาก
นัน้ ผู้รับต๋ัวเงนิ นัน้ ไปอาจสลักหลังโอนใหผ้ ู้อ่ืนต่อไป กเ็ กดิ ความรบั ผดิ ฐานเป็นผ้สู ลกั หลงั ขึน้ ถา้ ตวั๋ นั้น
ผทู้ ร่ี บั คำ� สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ ไดล้ งลายมอื ชอื่ รบั รอง ผรู้ บั รองกม็ คี วามรบั ผดิ ตามทไี่ ดล้ งชอื่ รบั รองไว้ แตก่ อ่ นที่
จะลงลายมอื ชอื่ รบั รองตวั๋ เงนิ ผรู้ บั คำ� สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ หามคี วามผกู พนั ทจี่ ะจา่ ยเงนิ ตามคำ� สงั่ ในตวั๋ เงนิ นนั้
แต่ประการใดไม่ สว่ นที่ผรู้ บั คำ� ส่งั มีความผูกพนั ที่ จะต้องจ่ายเงินตาม มลู หน้ีใดหรือไมเ่ ป็นอีกปญั หา
หนง่ึ ซึง่ จะต้องว่ากลา่ วกนั ตามมูลหนี้เดมิ ตา่ งหากจากเรอื่ งตัว๋ เงิน

4. ผู้เป็นฝ่ายหรือคู่กรณีในต๋ัวเงินมีได้ไม่จ�ำกัดจ�ำนวน โดยเหตุที่ต๋ัวเงินมีการจ่ายและ
โอนกันต่อ ๆ ไปได้ และผู้ท่ีลงลายมือช่ือในตั๋วเงินมีความรับผิด จึงท�ำให้คู่กรณีผู้รับผิดในตั๋วเงิน
ดาวนน์โห้นั ลดมจาไี กดร้ไะมบบ่จำ�TกUDัดCจ�ำโดนยวนนายอผรใู้ า่ ดมเดขวา้ งมจันาทลรง์ ลายมือช่ือในตัว๋ เงินก็เขา้ มาเป็นค่กู รณีตามเน้อื ความในตั๋วเงนิ

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  9

ตาม ม. 900 ผู้ใดรับต๋ัวไปครอบครองตามแบบพิธีที่กฎหมายผู้นั้นมีสิทธิเรียกร้องเป็นเจ้าหน้ีตาม
ตว๋ั เงนิ นั้น

5. ใชเ้ งิน หมายความวา่ วตั ถแุ หง่ หนีใ้ นตัว๋ เงนิ มีแต่เงนิ ตราเท่านัน้ ไม่มวี ัตถเุ ป็นการกระท�ำ
หรืองดเว้นกระท�ำ หรือเป็นทรัพย์สินอย่างอ่ืน แต่ไม่จ�ำกัดว่าต้องเป็นเงินตราของประเทศที่มีการ
ออกตั๋วเงนิ นั้น

6. เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ในต๋ัวเงินจะต้องเป็นผู้ท่ีได้ต๋ัวไว้ในมือ โดยถูกต้องตามวิธีการท่ีระบุไว้
จะเป็นโดยรับต๋ัวมาในช้ันต้น หรือโดยรับโอนมา หรือโดยการสืบสิทธิประการอื่นเป็นผู้ถือต๋ัวเงิน
ท่ีจ่ายเงินแก่ผู้ถือด้วย ซ่ึงเรียกว่าผู้ทรง (ม. 904) ถ้าตั๋วเงินหลุดไปจากมือของตนสิทธิท่ีเป็นเจ้าหน้ี
ในอันท่ีจะเรียกให้ช�ำระหน้ีตามตั๋วเงินก็หมดไปจนกว่าจะสามารถได้ตั๋วเงินกลับมาอยู่ในมือตนอีก
ขอ้ นเี้ ห็นไดจ้ ากนัยแห่ง ม. 905 วรรค 2, 945, 1011 ผู้ทไี่ มม่ ชี ่อื ในต๋วั เงนิ ถา้ ได้ตั๋วเงนิ ไว้ในมือ กอ็ าจ
ใชส้ ิทธิของเจ้าหน้ีได้ เชน่ ทายาท เปน็ ตน้ ความส�ำคญั อยทู่ ่ีไดต้ วั๋ ไวใ้ นมมอื ยิ่งกว่ามีชอื่ เป็นเจ้าหน้ี

ประวตั ขิ องตวั๋ เงนิ มผี เู้ ขยี นไวว้ า่ ตว๋ั เงนิ นนั้ เกดิ จากความคดิ ของพอ่ คา้ ระหวา่ งประเทศเพอ่ื
โอนหนี้การคา้ อันต้องช�ำระ ณ ทอ้ งถน่ิ หนง่ึ ไปยังอกี ท้องถนิ่ หนง่ึ โดยไม่ตอ้ งสง่ เงนิ พอ่ คา้ ซอื้ ของหรือ
น�ำของไปขาย ณ ตา่ งประเทศ แทนทจี่ ะนำ� เงินสดไปชำ� ระหรอื รับชำ� ระเงินสดกบั ผูซ้ อ้ื ของทีน่ �ำไปขาย
ในต่างประเทศก็ท�ำค�ำส่ังให้ลูกหน้ีของตนในประเทศของผู้ขายจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายผู้ท่ีน�ำของไปขาย
ในต่างประเทศรับค�ำสั่งของผู้ซ้ือมาเรียกเก็บเงินเอาจากลูกหนี้ของผู้ซ้ือซ่ึงมีอยู่ในประเทศของผู้ขาย
ใหจ้ า่ ยเงนิ ชำ� ระหนแ้ี กผ่ ขู้ ายตามคำ� สงั่ ของผซู้ อ้ื เปน็ ความคดิ ทเี่ รม่ิ ขน้ึ จากพวกยวิ ตง้ั แตค่ รสิ ตศ์ ตวรรษ
ท่ี 12 ในภาคพ้ืนยุโรป วิธีการน้ีได้น�ำไปใช้แพร่หลายออกไปยังประเทศฝรั่งเศสและข้ามไปอังกฤษ
เม่ือปฏิบัติกันจนเป็นที่นิยมแล้วกฎหมายก็ต้องรับรู้และบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรข้ึน ประเทศ
ฝรง่ั เศสไดเ้ ร่ิมมีบทกฎหมายในเรื่องน้ตี ั้งแต่ ค.ศ. 1673 ซงึ่ ตอ่ มาไดป้ ระมวลลงไวใ้ นประมวลกฎหมาย
พาณชิ ย์ แตเ่ มอ่ื บญั ญตั เิ ปน็ ตวั บทขน้ึ แลว้ กม็ ผี ลใหก้ ารววิ ฒั นแ์ หง่ ตวั๋ เงนิ หยดุ หรอื ดำ� เนนิ ชา้ ลง จะมกี าร
เปล่ียนแปลงไปก็ในส่วนรายละเอียด จึงยังคงเป็นวิธีการที่หนักไปทางการค้าเป็นใหญ่ (mercantile
theory) เยอรมนกี้ ม็ ีกฎหมายในเร่ืองน้ตี ัง้ แต่ ค.ศ. 1849 ซ่งึ ประเทศสว่ นมากในภาคพ้นื ยโุ รปถอื เป็น
หลกั ในการบญั ญตั กิ ฎหมายตว๋ั เงนิ ของตนขน้ึ สว่ นองั กฤษศาลกต็ อ้ งรบั รวู้ ธิ กี ารของตวั๋ เงนิ และในทส่ี ดุ
กไ็ ด้มีพระราชบัญญัตใิ นเรอื่ งน้เี มื่อ ค.ศ. 1882 โดยรวบรวมจากค�ำพิพากษาและวิธีปฏิบัติของพ่อค้า
และธนาคาร ด้วยเหตทุ ่ีเพ่ิงมกี ฎหมายขึ้นเนนิ่ ช้ามาเชน่ นี้ หลักการจงึ แปลกไปจากของฝรัง่ เศสบา้ ง
โดยหนักไปในทางธนาคารหรือเงินตรามากกว่า (banking or currency theory) แตใ่ นสว่ นใหญ่ก็
คลา้ ยคลงึ กนั และศาลองั กฤษกอ็ าศยั เทยี บเคยี งแบบอยา่ งทศ่ี าลในภาคพนื้ ยโุ รปไดพ้ พิ ากษาไวด้ ว้ ยใน
เมอ่ื มีปญั หาใหม่ ๆ เกิดขนึ้ โดยเหตทุ ีต่ วั๋ เงินเป็นสิ่งทใี่ ช้ในการคา้ ระหวา่ งประเทศ จึงเป็นท่ปี รารถนา
อยา่ งยงิ่ ที่กฎหมายของประเทศตา่ ง ๆ ในเร่อื งนีค้ วรจะลงรอยกัน ใน ค.ศ. 1910 และ 1912 ไดม้ กี าร
ดาวนปโ์ หรละดชจุมากรระะหบบว่าTงUปDCระโดเทย ศนายเอพรื่่าอมจดัดวใงหจัน้กทฎร์หมายในเรื่องนี้ลงรอยเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ประเทศไทยมี

10  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ผแู้ ทนรว่ มอยดู่ ว้ ย ทป่ี ระชมุ ไดย้ กรา่ งขนึ้ เรยี กวา่ Preliminary Draft of the Uniform Law on Bills
of Exchange and Promissory Notes Payable to Order ต่อมา League of Nations ได้จัดทำ�
ขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศในเรอื่ งตว๋ั แลกเงนิ ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ และเชค็ ใหช้ อื่ On Convention Providing
a Uniform Law for Bills of Exchange and Promissory Notes, June 7,1930 กบั Convention
Providing a Uniform Law for Cheques, March 19, 1931 และข้อตกลงเก่ียวกับการขัดกัน
บางประการแหง่ กฎหมายในเรอ่ื งเหลา่ นี้ แตป่ ระเทศองั กฤษและประเทศไทยมไิ ดล้ งนามในขอ้ ตกลงนดี้ ว้ ย

กอ่ นทจี่ ะไดบ้ ญั ญตั เิ รอื่ งตวั๋ เงนิ ขนึ้ ในประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ยอ่ มเปน็ ทท่ี ราบกนั วา่
ศาลได้วินิจฉัยคดีโดยอาศัยหลักกฎหมายอังกฤษ ผู้ร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ
ตวั๋ เงนิ ไดอ้ ้างถึงทม่ี าตามรา่ ง Uniform Law ของที่ประชุมระหวา่ งประเทศท่ีกลา่ วแลว้ เปน็ ส่วนมาก
รวมท้งั กฎหมายอังกฤษและกฎหมายของประเทศภาคพื้นยโุ รปและญปี่ นุ่ ด้วย

ประโยชนข์ องตวั๋ เงนิ ดังได้กล่าวมาแล้วจะเหน็ ได้วา่ ต๋ัวเงินมปี ระโยชน์สำ� คัญ 2 ประการ
1. เพอื่ ใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื ชำ� ระหนใี้ นระหวา่ งบคุ คลหลายคนทม่ี หี นส้ี นิ เกยี่ วคา้ งกนั โดยไมต่ อ้ งให้
แตล่ ะคนชำ� ระหนีข้ องตนแต่ละราย เชน่ ก.เป็นเจา้ หนี้ ข. ข. เป็นเจ้าหน้ี ค. แทนที่ ค. จะตอ้ งชำ� ระหน้ี
แก่ ข. ข. ต้องชำ� ระหนแ้ี ก่ ก. ท้งั ก. ข. ค. อาจตกลงกันให้ ข. ออกตัว๋ เงินส่ังให้ ค. ใชห้ นแ้ี ก่ ก. โดย
ค. รบั รองตั๋วนัน้ เปน็ วธิ กี ารเพ่ือระงบั หนีร้ ะหว่างเขาท้ังสามไดโ้ ดยการกระทำ� ครัง้ เดยี ว วธิ เี ดียวกันน้ี
อาจจะทำ� ไดไ้ ม่วา่ จะมบี คุ คลเปน็ เจ้าหน้ีลกู หนต้ี ่อกันไปกท่ี อดก็ตาม
2. ตว๋ั เงนิ น้นั มีประโยชนใ์ นการผอ่ นเวลาท่ลี ูกหนีจ้ ะตอ้ งชำ� ระหนี้ เปน็ เงินสด แตเ่ จ้าหน้ีอาจ
ได้รับเงินสดมาใช้ได้ ถ้าหากเจ้าหน้ีมีความจ�ำเป็นต้องใช้เงินสด ในระหว่างท่ีรอคอยอยู่นั้น เช่น ก.
เป็นลูกหน้ี ข. แต่ไม่มีเงินสดจะช�ำระให้ทันที ข. อาจออกต๋ัวส่ังให้ ก. จ่ายเงิน ณ เวลาหน่ึงใน
ภายหน้าโดยให้ ก. รับรองตวั๋ นน้ั ก. จะจ่ายเงนิ สดกต็ ่อเมือ่ ถึงเวลาทร่ี ะบุไว้ในตัว สว่ น ข. อาจเอา
ต๋ัวนั้นไปขาย โดยลดจ�ำนวนเงินลงเล็กน้อยเป็นค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ย ก็จะได้เงินสดมาใช้ได้
ทันทีตามความประสงค์ ซ่งึ เรียกว่าขายลด (discount) ผูซ้ ้อื ลดทรี่ ับโอนตั๋วเงนิ ไป ถา้ ต้องการเงนิ สด
ก่อนเวลาท่ีตั๋วเงินถึงก�ำหนด ก็อาจโอนต่อไปได้เช่นเดียวกัน โดยเหตุนี้จึงเป็นลักษณะส�ำคัญของ
ตั๋วเงินว่าจะต้องเป็นเอกสารที่โอนเปลี่ยนมือได้ง่าย เพียงแต่ส่งมอบหรือสลักหลังและส่งมอบก็พอ
ทั้งต้องเป็นท่ีไว้ใจได้ด้วยว่าผู้รับโอนที่สุจริตจะไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ แม้ผู้ท่ีโอนตั๋วเงินให้มา
จะไม่มีสิทธิในตั๋วนั้นโดยสมบูรณ์ ตั๋วเงินจึงเป็นเอกสารชนิดหนึ่งอันเรียกว่าเอกสารเปล่ียนมือได้
(negotiable instrument) ซึ่งมีวิเคราะห์ศัพท์ว่า เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหน้ี ซ่ึงเพียงแต่
ส่งมอบเอกสารให้แก่กันก็อาจโอนกรรมสิทธิ์แห่งเอกสารนั้น รวมทั้งหน้ีที่ปรากฏในเอกสารน้ัน ไป
ยงั ผู้อนื่ ได้โดยชอบด้วยกฎหมายซ่งึ กระทำ� ให้ผ้รู ับโอน มสี ทิ ธิยดึ ถอื เอกสาร และบงั คับตามหน้ีนั้นได้
โดยไม่ค�ำนึงถงึ เหตบุ กพร่องในสทิ ธิของผู้โอน

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  11

เปรียบเทียบกับเอกสารเปลี่ยนมืออื่น ๆ ต๋ัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มีสามประเภทดังได้กล่าวมาแล้ว ฉะน้ันเอกสารเปล่ียนมืออยา่ งอ่นื ยอ่ มไม่ใช่ตวั๋ เงินตามความหมาย
ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้เอกสารน้ันจะมีลักษณะที่โอนกันได้ด้วยการส่งมอบและ
ผรู้ บั โอนอาจมสี ทิ ธบิ รบิ รู ณโ์ ดยไมต่ อ้ งคำ� นงึ ถงึ ขอ้ บกพรอ่ งในสทิ ธขิ องผโู้ อนเชน่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ น ม. 312
และ 313 ก็ตาม

เนื่องจากต๋ัวเงินเป็นส่ิงท่ีใช้ในวงการค้าเป็นส่วนใหญ่ ประเทศท่ีแยกประมวลกฎหมาย
พาณชิ ยอ์ อกจากประมวลกฎหมายแพง่ จงึ บญั ญตั กิ ฎหมายเรอื่ งทวั่ เงนิ ไวใ้ นประมวลกฎหมายพาณชิ ย์
แต่ประมวลกฎหมายของเรา มิได้แยกกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ออกจากกัน จึงบัญญัติรวมอยู่ใน
ประมวลกฎหมายอนั เดยี วกนั ซงึ่ ความจรงิ กไ็ มใ่ ชแ่ ตพ่ อ่ คา้ เทา่ นน้ั ทใ่ี ชต้ วั๋ เงนิ ผทู้ ม่ี ใิ ชพ่ อ่ คา้ กใ็ ชต้ วั๋ เงนิ
ในกิจการของเขาอยเู่ ปน็ ปกตมิ ใิ ชน่ ้อย


ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

12  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ลกั ษณะ 2 ลกั ษณะเฉพาะของสญั ญาตัว๋ เงนิ

ตวั๋ เงนิ ใชใ้ นวงการคา้ เป็นปกติ จงึ ตอ้ งมีวิธีการเป็นพิเศษให้เหมาะสมแก่ประโยชน์ทมี่ งุ่ จะใช้
อันมีขอ้ ควรสงั เกตดังนี้

1. ตัว๋ เงนิ ต้องทำ� ตามวิธกี ารท่กี ฎหมายกำ� หนดไว้
ความรับผิดตามตั๋วเงินมีข้ึนก็แต่โดยอาศัยหนังสือลงลายมือชื่อผู้ท่ีต้องรับผิดตาม ม. 908,
982, 987 ซ่ึงบัญญัติลักษณะของต๋ัวแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็คไว้ การลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน
มีบญั ญตั เิ ป็นพิเศษแปลกไปจาก ม. 9 (ม. 900 วรรค 2) ข้อความในหนงั สือท่ีจะมีผลเป็นตว๋ั เงนิ ตอ้ ง
มีครบถ้วนตามท่ีกฎหมายบังคับไว้ และต้องเขียนไว้บนกระดาษแผ่นเดียวกัน หากไม่มีท่ีพอที่จะ
เขยี นขอ้ ความทีต่ ้องการเขยี นลงไป ม. 907 ให้เอากระดาษผนึกตอ่ เข้ากับต๋ัวเงิน เรียกว่าใบประจ�ำตอ่
นับเปน็ ส่วนหน่ึงของตว๋ั เงินนน้ั ถ้าเขยี นขอ้ ความลงในกระดาษตา่ งแผน่ กันและไมท่ ำ� เป็นใบประจ�ำตอ่
ไมถ่ อื เปน็ ส่วนหน่งึ ของตั๋วเงิน (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 628/2505)
แม้กฎหมายจะวางลักษณะของตั๋วเงินไว้โดยเคร่งครัดก็ตาม เอกสารท่ีท�ำข้ึนไม่ถูกต้องตาม
แบบแห่งตั๋วเงิน ก็เพียงแต่ไม่สมบูรณ์เป็นต๋ัวเงินตามท่ีต้ังใจจะให้เป็นเท่านั้น (ม. 910, 984, 989)
แสดงวา่ บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายทก่ี ำ� หนดใหต้ วั๋ เงนิ ตอ้ งทำ� เปน็ หนงั สอื นนั้ มใิ ชบ่ ทบญั ญตั กิ ำ� หนดแบบ
ของสัญญาตาม ม. 115 การไมท่ �ำตามแบบจงึ มไิ ดต้ กเปน็ โมฆะไปตาม ม. 115 ซึ่งบญั ญตั ิวา่ “การใด
มิได้ท�ำให้ถูกต้องตามแบบที่มีกฎหมายบังคับไว้ การน้ันท่านว่าเป็นโมฆะ” ฉะน้ันเอกสารที่
ไมส่ มบรู ณเ์ ปน็ ตวั๋ เงนิ ถา้ มขี อ้ ความและลายมอื ชอื่ พอเปน็ หลกั ฐานแหง่ หนอี้ ยา่ งอนื่ กอ็ าจมผี ลสมบรู ณ์
เปน็ หลกั ฐานแหง่ หนอ้ี ยา่ งอน่ื ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งอาศยั บทบญั ญตั ิ ม. 136 เชน่ เอกสารทอ่ี า้ งวา่ เปน็ ตวั๋ สญั ญา
ใช้เงินแต่ไม่สมบูรณ์ตาม ม. 555 เพราะขาดข้อความบางอย่าง เมื่อมีข้อความแสดงชัดเจนว่าผู้ลง
ลายมอื ชอื่ ในเอกสารนน้ั รบั จะใชห้ นแี้ กใ่ คร ผนู้ นั้ กอ็ าจใชเ้ อกสารนนั้ เปน็ หลกั ฐานแหง่ หนก้ี ารกยู้ มื ฟอ้ ง
บงั คบั ใหใ้ ชเ้ งนิ ทก่ี ยู้ มื ไปคนื ได้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 439/2493) แตเ่ ชค็ ซง่ึ ผยู้ มื เงนิ ออกใหแ้ กผ่ ใู้ หย้ มื ไม่
เป็นเอกสารแหง่ การกยู้ มื ตามความหมายของ ม.653 (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 1595/2532, ท่ี 270/2522,
ท่ี 2553/2525 เชค็ ซงึ่ ผใู้ หย้ มื ออกใหผ้ ยู้ มื และผยู้ มื เซน็ ชอ่ื หลงั เชค็ รบั เงนิ ไปจากธนาคาร อาจรบั เงนิ ไป
ในทางก้ยู มื หรือในทางอ่ืนกไ็ ด้ เชน่ ในทางรบั ใชห้ นี้ ไม่เป็นหลกั ฐานแห่งการกยู้ มื (ฎีกาท่ี 914/2467 8
ธส. 622) เช็คท่ีจำ� เลยลงลายมอื ชอ่ื ออกให้โจทก์และใบรับเช็คทโ่ี จทกเ์ ซ็นรบั จากจำ� เลย ไม่มีข้อความ
ดาวนแโ์ หสลดดงจวาก่ารเะปบน็ บกTาUรDชC่าโรดะยคน่าาเยชอา่ร่าไมมด่เปวงน็ จันหทลรกั์ ฐานการเช่า (ฎกี าที่ 251/2525 25 25 ฎ. 619) ต๋วั เงนิ ทผี่ ลู้ ง

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  13

ลายมือชือ่ ในตั๋วเงนิ ได้ลงช่ือในฐานะทำ� การแทนบคุ คลอน่ื ตาม ม. 90 1 บคุ คลอืน่ ผเู้ ป็นตวั การน้นั ตอ้ ง
รับผิด แม้ไม่มีหนังสือต้ังตัวแทนตาม ม. 798 เพราะต๋ัวเงินไม่ใช่สัญญาที่ต้องท�ำเป็นหนังสือ หรือ
มหี ลักฐานเป็นหนงั สอื ตามความใน ม. 7981

2. ข้อความในตว๋ั เงนิ จะมีผลเฉพาะ แต่ข้อความที่กฎหมายระบุให้ เขยี นไวไ้ ด้
ตามปกติบุคคลย่อมมีเสรีภาพท่ีจะท�ำสัญญาและจะท�ำโดยมีข้อความอย่างใดก็ได้โดยเสรี
กฎหมายไม่จ�ำกัดหรือวางข้อก�ำหนดให้สัญญากันได้เฉพาะอย่างน้ันอย่างน้ีแต่ประการใด แม้จะได้
ตกลงกนั ผดิ แผกแตกตา่ งไปจาก ทกี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ ว้ ถา้ ไมใ่ ชก่ ฎหมายทเ่ี กย่ี วกบั ความสงบ เรยี บรอ้ ย
หรือศลี ธรรมอันดีของประชาชนแลว้ กท็ �ำได้ หาตกเปน็ โมฆะไม่ (ม. 114) รวมความ ก็คือในสัญญา
อนื่ ๆ ค่กู รณีจะตกลงกนั อยา่ งไรกไ็ ด้ เพียงแตอ่ ย่าให้ขัดตอ่ ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน กฎหมายกย็ อมรบั บงั คบั ใหม้ ผี ลผกู พนั กนั ไดต้ ามเจตนาของคกู่ รณี ซงึ่ เปน็ หลกั เรอ่ื งเสรภี าพ
แหง่ การทำ� สัญญาหรือความศักดิ์สทิ ธแ์ิ หง่ เจตนา แต่ตรงกันข้าม ในเรอ่ื งต๋วั เงนิ น้นั บุคคลจะตกลงกัน
และเขียนลงในต๋ัวเงินได้ ก็เฉพาะแต่ข้อความเท่าท่ีกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ได้ก�ำหนดไว้ให้เขียนลง
ได้เท่าน้ัน ม. 899 บัญญตั ิว่า “ข้อความอันใดซึง่ มิได้มีบญั ญัตไิ ว้ในประมวลกฎหมายลกั ษณะนี้
ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตัวเงินนั้นไม่”
หมายความวา่ ตวั๋ เงนิ จะสมบรู ณก์ ต็ อ้ งมขี อ้ ความไมข่ าดไปจากทกี่ ฎหมายระบไุ ว้ และถา้ มขี อ้ ความใด
เกนิ เลยไปจากทก่ี ฎหมายลักษณะตวั๋ เงินระบุไว้ ข้อความนน้ั กไ็ ม่มีผลอยา่ งใดในต๋วั เงิน คือถอื เหมือน
วา่ ไมม่ ขี อ้ ความนนั้ เขยี นไวใ้ นตว๋ั เงนิ แตอ่ าจมผี ลในกฎหมายอน่ื ไดอ้ กี สว่ นหนงึ่ ใหส้ งั เกตวา่ กฎหมายที่
กำ� หนดขอ้ ความใหเ้ ขยี นลงในตวั๋ เงนิ นนั้ ตอ้ งเปน็ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยใ์ นลกั ษณะตวั๋ เงนิ
นดี้ ว้ ย ไมใ่ ช่กฎหมายอ่ืนหรือลกั ษณะอ่ืน อนงึ่ ข้อความที่เกนิ ไปนน้ั ต้องเปน็ ข้อความที่แม้จะตดั ออก
แลว้ ตวั๋ เงนิ กย็ งั มขี อ้ ความเหลอื อยคู่ รบถว้ นเปน็ ตวั๋ เงนิ ได้ แตถ่ า้ ขอ้ ความเขยี นเกนิ ไปจนถงึ กบั ไปจำ� กดั
ตดั ทอนขอ้ ความทต่ี อ้ งเขยี น เชน่ เตมิ เงอ่ื นไขลงไปในคำ� สง่ั ใหจ้ า่ ยเงนิ ดงั นี้ กย็ อ่ มทำ� ใหข้ อ้ ความทต่ี อ้ ง
มเี พอื่ ความสมบรู ณ์ของตวั เงินนนั้ ขาดไป เอกสารนนั้ ยอ่ มไม่สมบรู ณเ์ ปน็ ต๋ัวเงนิ
3. โอนกนั ได้เป็นปกติ
หนโ้ี ดยทวั่ ไปนน้ั ยอ่ มโอนกนั ไดต้ าม ม. 303 เวน้ แตส่ ภาพแหง่ หนไี้ มเ่ ปดิ ชอ่ งหรอื คกู่ รณแี สดง
เจตนาไวไ้ ม่ให้โอน หรือกฎหมายบงั คับห้ามโอนไว้ (ม.304) แต่ต๋วั เงนิ น้นั โอนกนั ได้เป็นปกตแิ ละโดย
วธิ งี า่ ย เพยี งแตส่ ลักหลังและส่งมอบหรอื โอนโดยสง่ มอบก็ได้ ทั้งข้อยกเวน้ กแ็ ทบจะไมม่ ี นอกจากจะ
ห้ามโอนไว้ตาม ม. 917. 923, 995 เทา่ นน้ั และถา้ ไปหา้ มโอนเขา้ ประโยชน์ท่ีได้จากต๋วั เงนิ กเ็ กือบจะ
ไม่มยี ิ่งไปกวา่ หนธี้ รรมดา

ดาวนโ์ หลดจากระ1 บ7บ TAUmDeCriโcดaยnนJาuยrอiรs่าpมruดdวeงnจcันeท,รa์ .21, p.1341 วา่ การต้งั ตัวแทนเพอ่ื ลงชือ่ ในตวั๋ เงนิ ไมต่ ้องทำ� ตามแบบอย่างใด
การเชดิ บคุ คลอนื่ เปน็ ตวั แทนออกตว๋ั เงนิ ผเู้ ชดิ ตอ้ งรบั ผดิ เปน็ ตวั การโดยไมต่ อ้ งมหี นงั สอื ตงั้ ตวั แทน (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1/2511 )

14  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

4. เปน็ ขอ้ ยกเว้นของหลักทวี่ า่ ผรู้ ับโอนไม่มสี ทิ ธดิ ีกวา่ ผ้โู อน
หลกั ทวั่ ไปแหง่ ลกั ษณะหนมี้ วี า่ ผรู้ บั โอนยอ่ มไมม่ สี ทิ ธดิ กี วา่ ผโู้ อน ดงั ปรากฏใน ม. 304 วรรค 2
ว่า “ถ้าลูกหนี้เป็นแต่ได้รับค�ำบอกกล่าวการโอน ท่านว่าลูกหน้ีมีข้อต่อสู้ผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับ
ค�ำบอกกล่าวนั้นฉันใด ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แก่ผู้รับโอน ได้ฉันน้ัน” ฯลฯ แม้ในเรื่องกรรมสิทธิ์
กเ็ ชน่ เดยี วกนั เจา้ ของทรพั ยส์ นิ ยอ่ มมสี ทิ ธติ ดิ ตามและเอาคนื ซงึ่ ทรพั ยส์ นิ ของตนจากบคุ คลทไ่ี มม่ สี ทิ ธิ
จะยึดถือไว้ (ม. 1336) ผู้รับโอนจากผู้มิใช่เจ้าของจะอ้างสิทธิขึ้นยันเจ้าของท่ีแท้จริงได้ก็เฉพาะการ
โอนในบางกรณเี ทา่ นน้ั (ม. 1299, 1300, 1302, 1303, 1332) แตใ่ นเรอ่ื งต๋ัวเงนิ จำ� เปน็ ต้องใหผ้ ูร้ ับโอน
โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ ให้เป็นท่ีเชื่อได้ว่าถ้าตนท�ำการโดยสุจริตแล้วจะไม่ได้รับ
ความเสียหาย แม้ผู้โอนจะไม่มีสิทธิอันสมบูรณ์ในตั๋วเงินนั้น มิฉะนั้นการท่ีจะให้ต๋ัวเงินหมุนเวียนได้
ย่อมจะไม่ได้ผล เพราะมัวแต่จะต้องสอบสวนความสมบูรณ์ในสิทธิของผู้โอนอยู่ย่อมจะไม่ทันความ
ตอ้ งการ ฉะนนั้ ม. 312 จงึ บญั ญตั วิ า่ “ในมลู หนอี้ นั พงึ ตอ้ งชำ� ระตามเขาสงั่ นนั้ ลกู หนจี้ ะยกขอ้ ตอ่ สู้
ซึ่งมีต่อเจ้าหน้เี ดิม (คือผ้โู อน) ขึ้นเปน็ ขอ้ ตอ่ สูผ้ ู้รบั โอนโดยสุจริตนั้นหาไดไ้ ม่ เวน้ แตท่ ีป่ ราฏ
ในตัวตราสารน้ันเองหรือที่มีข้ึนเป็นธรรมดาสืบจากลักษณะแห่งตราสารน้ัน” และ ม. 313
ใหใ้ ชบ้ ังคับตลอดถึงหน้ีอนั พึงตอ้ งชา่ ระแก่ผูถ้ ือดว้ ย ซง่ึ หมายความว่าในกรณหี นีอ้ นั พึงตอ้ งช�ำระตาม
เขาสงั่ หรอื ชำ� ระแกผ่ ถู้ อื เชน่ ตว๋ั เงนิ ลกู หนม้ี ขี อ้ ตอ่ สทู้ ต่ี นสามารถยกขนึ้ ใชย้ นั ตอ่ เจา้ หนผี้ โู้ อนไดอ้ ยา่ งไร
จะนำ� ขอ้ ตอ่ สนู้ ั้นไปยนั ผรู้ บั โอนโดยสจุ ริตไม่ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 1288/2501) จะยกขอ้ ต่อสู้ข้นึ ยนั
ผู้รับโอนโดยสุจริตได้ก็แต่เฉพาะข้อต่อสู้ท่ีปรากฏอยู่ในตัวตราสาร หรือเกิดจากลักษณะของตราสาร
นั้นเอง เชน่ ตว๋ั เงินมีขอ้ ไม่สมบูรณห์ รือหมดอายุแลว้ เปน็ ต้น แตจ่ ะยกขอ้ ต่อส้นู อกไปจากที่ปรากฏใน
ตว๋ั เงิน เช่นวา่ ตนถกู ฉ้อฉลให้ออกต๋วั เงนิ ดังน้หี าอาจยกข้ึนต่อสู้ผรู้ บั โอนโดยสจุ รติ ไดไ้ ม่
ความขอ้ น้ีได้บัญญัตไิ วใ้ น ม. 916 ในท�ำนองเดียวกนั วา่ “บคุ คลท้งั หลายผถู้ ูกฟอ้ งในมูล
ตวั๋ แลกเงนิ หาอาจจะตอ่ สผู้ ทู้ รงดว้ ยขอ้ ตอ่ สอู้ นั อาศยั ความเกยี่ วพนั กนั เฉพาะบคุ คลระหวา่ งตน
กบั ผสู้ งั่ จา่ ย หรอื กบั ผทู้ รงคนกอ่ น ๆ นน้ั ไดไ้ ม่ เวน้ แตก่ ารโอนจะไดม้ ขี น้ึ ดว้ ยคบคดิ กนั ฉอ้ ฉล”
บทบัญญตั ิเหล่าน้ี หมายความถงึ การโอนท้ังทีม่ ีหรือไม่มคี ่าตอบแทนดว้ ย ต่างกบั ม. 1299.
1300 และทรัพยสิทธซิ ่งึ ตอ้ งรับโอนมาโดยมคี ่าตอบแทน
ตัวอย่าง 1 กรณีข้อต่อสู้ท่ีมีต่อผู้ส่ังจ่าย เช่น ก. ขายของแก่ บ.ก. ออกต๋ัวแลกเงินสั่ง ข.
จา่ ยเงนิ ราคาของแก่ ค. เจา้ หนีข้ อง ก. โดยให้ : รบั รองตั๋วน้นั แล้วส่งมอบตวั๋ เงนิ แก่ ค. ปรากฏวา่ ก.
ผดิ สญั ญาสง่ ของไมถ่ กู ตอ้ งตามสญั ญา 1. ยกขอ้ ตอ่ สนู้ ใ้ี ชย้ นั ก. ไดก้ จ็ รงิ แตถ่ า้ ข. ไมใ่ ชเ้ งนิ ตามตวั แก่ ค.
ค. ฟอ้ งเรยี กเงินจาก ก. ข. ดังน้ี ก. และ ข. ต่อสู้ ค. ผทู้ รงโดยสจุ รติ ไม่ได้
จําเลยซื้อของและออกเช็คช�ำระราคาแก่ ท. ท. โยนเช็คแก่โจทก์ ต่อมาจ�ำเลยฟ้อง ท.
ศาลพพิ ากษาให้ ท. คนื เงนิ ราคาของหรอื ทำ� ลายเชค็ ขอ้ ตอ่ สนู้ จี้ ำ� เลยอา้ งยนั โจทกผ์ รู้ บั โอนเชค็ โดยสจุ รติ

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  15

ไม่ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 1171/2517) จ�ำเลยท่ี 3 ออกจากการเปน็ ห้นุ สว่ นในห้างหนุ้ สว่ นจ�ำเลยท่ี 1
ในขณะทจี่ ำ� เลยท่ี 2 ผูเ้ ป็นห้นุ สว่ นน�ำเชค็ ซงึ่ มีลายมือชือ่ ของจ�ำเลยที่ 2 และจ�ำเลยที่ 3 เปน็ ผู้สัง่ จ่าย
ออกใช้ จำ� เลยท่ี 3 ยงั คงตอ้ งรบั ผดิ จะยกข้อต่อสูด้ ังกลา่ วขึน้ อา้ งยนั โจทก์ผทู้ รงโดยสจุ ริตไม่ได้ เพราะ
มไิ ดค้ บคดิ กนั ฉอ้ ฉล (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1973/2529) จำ� เลยออกเชค็ ให้ ว. ว. โอนใหโ้ จทก์ จําเลยตอ่ สู้
วา่ ออกเช็คในมูลการเล่นพนนั กับว. ข้อนใ้ี ช้ยันโจทก์ซงึ่ มิได้คบคิดฉ้อฉลด้วยไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎกี า
ที่ 1670/2517, ท่ี 1545/2524) แม้จะเป็นข้อต่อสู้ว่าไม่มีหนี้ต่อกันในระหว่างผู้ทรงคนก่อนกับลูกหน้ี
กม็ อิ าจใชอ้ า้ งยนั ผทู้ รงซงึ่ สจุ รติ ได้ เชน่ เชค็ พพิ าทเปน็ เชค็ ออกใหแ้ กผ่ ถู้ อื โจทกร์ บั โอนมายอ่ มเปน็ ผทู้ รง
จ�ำเลยจะยกข้อต่อสู้โจทกว์ ่าเช็คพพิ าทไม่มมี ลู หน้ตี ่อกันอนั อาศัยความเกยี่ วพนั เฉพาะบคุ คลระหว่าง
จำ� เลยผสู้ งั่ จา่ ยกบั บดิ าโจทกผ์ ทู้ รงคนกอ่ นหาไดไ้ ม่ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 1866/2526) แตถ่ า้ มกี ารรบั โอน
โดยผรู้ บั โอนรถู้ งึ การไมม่ มี ลู หนตี้ อ่ กนั แลว้ ลกู หนย้ี อ่ มตอ่ สไู้ ด้ เชน่ จำ� เลยออกเชค็ ใหธ้ นาคารใชเ้ งนิ แก่
ส. ตอ่ มา ส . กบั จ�ำเลยหักกลบลบหนกี้ ันแลว้ ไมม่ มี ลู หนที้ ี่จะต้องจา่ ยเงินตามเชค็ อกี โจทก์รบั โอนเช็ค
จาก ส. โดยรู้วา่ ไม่มีมลู หนตี้ อ่ กันตามเช็คแล้ว จ�ำเลยตอ่ สโู้ จทก์ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 3820/2525)
จําเลยออกเชค็ ให้แก่ส. หนงึ่ ฉบับ โดยมอบให้ อ. น�ำไปให้ ส. ตอ่ มา ส. ขอให้จ�ำเลยออกเช็คอีกหนึง่
ฉบบั เพือ่ แทนเช็คฉบบั เดมิ โดยอา้ งวา่ ตนไม่ไดร้ ับ เชค็ จาก อ. เชค็ พิพาทฉบบั เดมิ จึงใช้บงั คบั ไมไ่ ด้
ต่อมา อ. โอนเช็คฉบับเดิมให้โจทก์ โดยโจทก็รู้ว่าเช็คน้ันไม่มีมูลหน้ีต่อกัน ระหว่างจ�ำเลยกับ ส.
แล้วน�ำเข้าบัญชีที่ธนาคาร เท่ากับโจทก์กระท�ำการไม่สุจริตคบคิดกับ อ. เพื่อฉ้อฉลจ�ำเลย จ�ำเลย
ไมต่ อ้ งรบั ผดิ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 1833/2532)

ตวั อย่าง 2 กรณีข้อต่อส้ทู ีม่ ีตอ่ ผู้ทรงคนกอ่ น ๆ เช่น ข. ใชก้ ลฉ้อฉลให้ ก. ออกตวั๋ แลกเงิน
ให้ ข. หรือให้ ก. สลักหลังโอนตวั๋ เงนิ ท่ี ก. เป็นผูท้ รงยดึ ถอื อยู่ให้ ข. แล้ว ข. โอนตัว๋ ให้ ค. ค. เป็น
ผทู้ รงฟอ้ ง ก. ใหใ้ ชเ้ งนิ ตามตวั๋ เงนิ นน้ั หาก ก. จะตอ่ สวู้ า่ ตนถกู กลฉอ้ ฉลการโอนจงึ เปน็ โมฆยี ะ ขอเพกิ
ถอนบอกล้างเสยี ก. กย็ กความขอ้ นข้ี ึ้นตอ่ สู้ ค. ไม่ได้ ก. จะยกขึน้ ตอ่ สู้ ค. ได้ก็ตอ่ เม่อื ค. รูแ้ ล้ววา่ ข.
ไดต้ ๋ัวเงินมาดว้ ยกลฉอ้ ฉลยังรับโอนไว้ อันเป็นการรับโอนโดยไมส่ จุ รติ คบคิดกันฉอ้ ฉล (คำ� พิพากษา
ฎกี าที่ 1196/2494, ท่ี 143, 144/2500, ที่ 680/2501, ที่ 1238/2501, ที่ 180/2508, ท่ี 1414/2508,
ท่ี 457/2515, ท่ี 410/2531, ที่ 2190/2532)

จ�ำเลยออกเช็คส่ังจ่ายเงินแก่ ก. จ�ำเลยต่อสู้ผู้ทรงคนต่อมาไม่ได้ว่า จ�ำเลยออกเช็คเป็นการ
คำ้� ประกนั หนตี้ อ่ ก. เทา่ นน้ั (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 854/2523) ขอ้ ตอ่ สู้ เชน่ สำ� คญั ผดิ ขม่ ขู่ (คำ� พพิ ากษา
ฎกี าที่ 1882/25179) หรอื ทง้ั โมมะโมฆยี ะอยา่ งอน่ื กน็ ำ� มาใชต้ อ่ ผรู้ บั โอนโดยสจุ รติ ไมไ่ ดท้ ำ� นองเดยี วกนั
ส่วนกรณีเร่ืองอ�ำนาจเป็นคู่สัญญาในต๋ัวเงิน กับความสามารถของคู่สัญญาในต๋ัวเงินน้ันมีบัญญัติไว้
ตาม ม. 902 อกี ส่วนหนง่ึ ไมอ่ ยใู่ นบงั คบั ม. 9 16 ให้ดตู อ่ ไปในเรือ่ งความสามารถของค่สู ัญญาในตั๋วเงิน

ขอ้ ตอ่ สวู้ า่ ไมเ่ คยรจู้ กั ไมเ่ คยมนี ติ สิ มั พนั ธ์ ไมเ่ คยมมี ลู หนกี้ บั ผทู้ รงคนกอ่ นและผทู้ รงคนปจั จบุ นั
ดาวนกโ์ หาลรดซจื้อากขราะยบบแหTUวDนCเพโดชยรนราะยหอรว่า่มางดผวงู้ทจรนั งทคร์ นก่อนกับผู้ทรงคนปัจจุบันเป็นเรื่องเท็จทั้งส้ิน ฟ้องของผู้ทรง

16  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

คนปัจจุบันไม่เป็นความจริง ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ว่ามีการรับโอนโดยคบคิดกันฉ้อฉล (ค�ำพิพากษา
ฎีกาที่ 1322/2527)

ผู้รับโอนเช็คเพื่อรับสมอ้างว่าเป็นผู้ทรง และน�ำไปฟ้องเรียกเงินจากผู้ส่ังจ่ายนั้น ย่อมไม่ใช่
ผทู้ รงเช็คพิพาทโดยสจุ รติ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 2760/2529)

การคบคิดกันฉ้อฉล หรือความไม่สุจริตของผู้ทรงอัน จะท�ำให้เป็นข้อต่อสู้ต่อผู้ทรงได้น้ัน
จะตอ้ งเกดิ ขน้ึ ในขณะทผ่ี ทู้ รงรบั โอนตว๋ั เงนิ โดยรวู้ า่ ตวั๋ นนั้ ไมม่ มี ลู หนี้ หรอื มคี วามบกพรอ่ ง (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาท่ี 467/2532)

มาตรา 916 น้ี ใช้ในกรณีผู้ทรงค้ิวผู้ถือเช่นเดียวกัน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 662/2512,
ท่ี 1866/2526, ท่ี 265/2526) ท.ออกเช็คผถู้ ือ แต่ยังไม่ได้ส่งมอบเช็คแกผ่ ู้ใด จ . สกั เช็คนัน้ แล้วโอน
ไปยัง ม. ถา้ ไม่มีข้ออ้างวา่ ม. รับเชค็ มาโดยไม่สุจริต ม. เรียกเงินจา ก ท. ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี
480/2514, ที่ 1749/2522) ท. ออกเช็คผู้ถือสง่ั ธนาคารจา่ ยเงินแก่ ส. ให้ไปซ้ือของให้ ท. ส. ยกั ยอก
เช็คนนั้ โดยสมยอมกับ ช. โอนเชค็ ต่อไปยงั ว. ท. จึงสั่งห้ามธนาคารจา่ ยเงนิ ท. ยกความข้อนขี้ ึน้ ตอ่ สู้
ช. ได้ (คำ� พิพากษาฎีกาทิ่ 1486/2513)

มาตรา 905 วรรค 2 และ 3 บัญญัติว่า “ถ้าบุคคลผู้หน่ึงผู้ใดต้องปราศจากต๋ัวเงิน
ไปจากครอบครอง ท่านว่าผทู้ รงซง่ึ แสดงให้ปรากฏสทิ ธขิ องตนในตั๋วเงินตามวิธกี ารดงั กลา่ ว
มาในวรรคก่อนน้ันหาจ�ำต้องสละตั๋วเงินไม่ เว้นแต่จะได้มาโดยทุจริตหรือได้มา ด้วยความ
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

อนึง่ ข้อความวรรคก่อนนี้ ให้ใชบ้ งั คับตลอดถึงผทู้ รงต๋ัวเงินส่ังจ่ายให้แก่ผถู้ อื ดว้ ย”
อย่างไรเรียกว่า ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายได้สิทธ์ิมาโดยการสลักหลังไม่ขาดสาย ตาม
วรรคตน้ ของ ม. 905 นนั้ จะไดก้ ลา่ วตอ่ ไปขา้ งหนา้ สว่ นเรอื่ งผรู้ บั โอนอาจมสี ทิ ธกิ วา่ ผโู้ อนตาม ม. 905
วรรค 2 และ 3 น้ี หมายความว่าถ้าผู้ใดได้รับต๋ัวเงินมาโดยเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ใครจะมาเรียกต๋ัวเงินคืนไปไม่ได้ แม้ผู้ท่ีมาเรียกคืนน้ันจะเคยเป็นผู้ทรงมาก่อนแต่ตัวหลุดมือไปจาก
ผู้ที่เคยเป็นผู้ทรงมาก่อนน้ันเพราะเหตุใด ๆ ก็ตาม จะเรียกคืนไปได้ก็ต่อเม่ือผู้รับโอนได้ต๋ัวเงินมา
ดว้ ยความทุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างรา้ ยแรงเทา่ นัน้
มาตรา 905 นีส้ ำ� คญั เปน็ หวั ใจของหลกั เร่ืองตัว๋ เงิน จึงต้องทำ� ความเข้าใจให้ดี ตวั อย่างเช่น
ออกต๋ัวแลกเงินสั่งให้แดงจ่ายเงินแก่เขียว เขียวโอนให้ม่วง ม่วงโอนให้ขาว แม้จะปรากฏว่าเขียว
โอนตว๋ั นนั้ ใหม้ ว่ งโดยเขยี วถกู กลฉอ้ ฉล ถกู ขม่ ขหู่ รอื สำ� คญั ผดิ คอื เขยี วเปน็ ผทู้ รงตวั แลว้ ตอ้ งปราศจาก
ต๋ัวเงนิ ไปจากมอื ของตน โดยโอนใหม้ ่วงเพราะการอันทำ� ให้การโอนไม่สมบรู ณ์ เขียวอาจเรยี กตัว๋ คืน
จากม่วงได้ก็ตาม แต่เม่ือม่วงโอนตั๋วให้ขาวไปแล้ว เขียวจะเรียกตั๋วคืนจากขาวไม่ได้ ขาวไม่จ�ำเป็น
ดาวนต์โห้อลงดสจลากะรตะบ๋ัวบเงTินUนDั้นC คโดืนยในหาย้เขอรีย่าวม ดแวตงจ่ถันท้ารย์ าวได้ต๋ัวมาโดยทุจริต เช่นรู้อยู่แล้วว่าเป็นต๋ัวที่ม่วงได้มาโดย

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  17

กลฉอ้ ฉลหรือ ไมร่ ้เู พราะความประมาทเลนิ เลอ่ อย่างรา้ ยแรง คือมไิ ดใ้ ชค้ วามระมัดระวงั เลยี เลยย ดังน้ี
ขาวต้องคนื ตั๋ว ใหเ้ ขยี ว จะยึดตวั๋ น้ันไวไ้ ม่ได้ สว่ นในวรรค 3 นน้ั ไดแ้ ก่ ตวั อย่างเชน่ เช็คจา่ ยเงินให้ ก.
หรือผถู้ ือ ก. ท�ำเช็คหาย ข. เก็บเชค็ ได้ ดังน้ี ก. อาจเรียกเช็คคนื จาก ข. ได้ เพราะ ข. ไดม้ าโดยการ
เก็บตก ไม่มีมสิ ทิ ธิท่ีจะยดื ถือไวไ้ ด้ เพราะไมเ่ รียกวา่ ไดม้ าโดยสุจิต แตถ่ า้ ข. โอนเชค็ ให้ ค. ไป ค.
ไดร้ บั ไวโ้ ดยเขา้ ใจโดยสจุ รติ วา่ เปน็ เชค็ ที่ ข. มี ไว้ โดยชอบ ค. ไมไ่ ดท้ ำ� การโดยทจุ รติ และถา้ ค. กม็ ไิ ด้
ประมาทเลินเล่ออยา่ ง ร้ายแรงไนการทไ่ี ดเ้ ช็คมาจาก ข. แล้ว ก.จะเรียกเชค็ คืนจาก ค. มิได้ เพราะเข้า
บททว่ี า่ ก.ไดป้ ราคจากตวั๋ เงนิ ไป ค. ผ้ทู รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายโดยรบั โอนตัว๋ ผ้ถู ือมา ค. ไม่จ�ำเป็น
ต้องสละตั๋วเงนิ น้นั คืนไห้ ก. ไป เวน้ แต่ ค. จะไดเ้ ชค็ มาโดยทจุ รติ หรอื ประมาทเลนิ เลอ่ อยา่ งรา้ ยแรง

แต่ท้งั น้จี ะต้องอยูใ่ นบงั คับยอง ม. 1008 อนั วา่ ด้วยลายมอื ปลอม ซึ่งจะกล่าวตอ่ ไปในเมื่อถงึ
เรือ่ งน้นั เพราะ ม. 905 น้ีบัญญัตไิ วใ้ นวรรคแรก ใหอ้ ย่ภู ายในบงั คับของ ม. 1008

บทมาตรา 312, 313, 902, 9050, 916 นี้ บัญญัตเิ ปน็ ขอ้ ยกเว้นของหลกั ทั่วไปทว่ี า่ ผรู้ บั โอน
ไม่มิสิทธิดกี วา่ ผ้โู อน รวมเป็นไจความว่า

1. ในกรณที ผี่ รู้ บั โอน คอื ผทู้ รง ฟอ้ งใหล้ กู หนใ้ี ชห้ นต้ี ามตว๋ั เงนิ ลกู หนม้ี ขี อ้ ตอ่ สรู้ ะหวา่ ง ตนเอง
กบั ผทู้ รงคนนน้ั อยา่ งไรกย็ กขนึ้ อา้ งได้ เพราะเปน็ ขอ้ ตอ่ สรู้ ะหวา่ งเจา้ หนกี้ บั ลกู หนน้ี นั่ เอง เชน่ ออกเชค็
ให้ ค. โดย ข เป็นผูส้ ลักหลงั ค. มาฟ้อง ก. ข. ให้ใชเ้ งินตามเชค็ โดยอา้ งว่า คนทงั้ สองได้ กเู้ งนิ ค. ไป
แล้วออกเชค็ ไหไ้ ว้แทนเงนิ กู้ ถา้ ความจรงิ ข. ไมไ่ ดก้ ู้ ข. ยกข้อต่อส้นู ข้ี ึ้นอา้ งต่อ ค. ได้ (คำ� พิพากษา
ฎกี าท่ี 761/2504) หรอื ตอ่ สวู้ า่ ค. เรยี กดอกเบย้ี เงนิ กเู้ กนิ อตั รา (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 802/2506) ตอ่ สวู้ า่
หนต้ี ามเชค็ ระงบั ไปแลว้ เพราะมกี ารชำ� ระหนี้ จงึ ไมม่ หี นต้ี ามเชค็ ตอ่ กนั (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 3780/2531)
ต่อสู้ว่ามีเงื่อนไขไห้ผู้ออกเช็คจ�ำนองท่ีดินต่อธนาคาร เอาเงินเข้าบัญชีก่อน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี
170/2507) ก็ได้ แต่ลูกหนี้จะยกข้อต่อสู้ของตนท่ีมีต่อผู้สั่งจ่ายก่อน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 170/2507)
กไ็ ด้ แตล่ กู หนจ้ี ะ ยกขอ้ ตอ่ สู้ ของตนทมี่ ตี อ่ ผสู้ งั่ จา่ ย หรอื ผทู้ รงคนกอ่ นๆ ตลอดจนขอ้ ตอ่ สทู้ มี่ ตี อ่ ผโู้ อน
ขึ้นตอ่ สผู้ ูร้ บั โอนไม่ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 180/2508, ที่ 1414/2508) เวน้ แต่การโอนจะได้มขี นึ้ ด้วย
การคบคิดกันฉ้อฉล (ม. 916) กล่าวคือได้รับโอนโดยรู้ถึงข้อต่อสู้นั้นอยู่แล้ว เช่น รับโอนเช็คซ่ึงรู้ดี
อยู่แล้วว่าลูกหนี้ประนีประนอมไม่ต้องใช้เงินตามเช็คน้ันแล้ว (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1076 2507) หรือ
โจทก์รับเช็คไป โดยมีเหตุอันสมควรสงสัยว่า ผู้สลักหลังลักเช็คไปจากผู้ทรง หรือเก็บเช็คนั้นได้
(คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 842/2510) หรอื โจทกร์ บั โอนเชค็ จาก ส. โดยปราศจากมลู หนี้ตอ่ กนั เพอื่ นำ� เชค็ มา
ฟอ้ งคดจี ำ� เลย เปน็ การรบั โอนเชค็ โดยไมส่ จุ รติ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 3413-3415/2528, ท่ี 3970/2528)
หรือรับโอนเช็คโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน หรือรับเรียกเก็บเงินแทนผู้โอน เพื่อเรียกเก็บจากผู้รับอาวัล
ทง้ั ทเี่ คยมขี อ้ ตกลงระหว่างผู้รบั โอนกบั ผรู้ ับอาวัลว่า จะไมฟ่ อ้ งผรู้ บั อาวัลตามเช็ค แตจ่ ะฟ้องผสู้ ั่งจ่าย
เปน็ พฤตกิ ารณท์ ถ่ี อื ไดว้ า่ เปน็ การฉอ้ ฉล (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1295/2530) หรอื มพี ฤตกิ ารณท์ แี่ สดงวา่
ดาวนผ์โหู้ทลรดงจปากรระะมบบาทTUเลDนิ Cเโลด่อยในนากยอารรา่ รมบั ดเวชงจค็ นั ทซรง่ึ์ ผ้มู ชี ่อื นำ� มาแลกเงนิ โดยสอ่ ไปในทางไม่สจุ รติ เช่น ไมใ่ หผ้ นู้ นั้

18  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

สลักหลังเช็คเพ่ือใช้สิทธิไล่เบี้ย และมิได้อธิบายุวิธีการท่ีผู้มีชื่อได้รับเช็คมา และไม่รู้จักตัวผู้ส่ังจ่าย
ท้ังที่ผู้ทรงเป็นพ่อค้า (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 3243/2530) ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงว่าคบคิดกันฉ้อฉลผู้ลง
ลายมอื ชอ่ื ในตว๋ั เงนิ ยอ่ มตอ้ งรบั ผดิ ดงั กลา่ วมาแลว้ เชน่ โจทกย์ มื เงนิ จาก ท. มาใหจ้ ำ� เลยยมื อกี ตอ่ หนง่ึ
โดยจำ� เลยไมม่ นี ติ สิ มั พนั ธใ์ ด ๆ กบั นท.เลย และจำ� เลยไดอ้ อกตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ชำ� ระหนเี้ งนิ ยมื ใหโ้ จทก์
ตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ ดงั กลา่ วจงึ ไมไ่ ดอ้ อกใหโ้ จทกไ์ วเ้ พอื่ ทำ� ใหผ้ ใู้ ดหลงผดิ อนั เปน็ การแสดงเจตนาลวง จำ� เลย
จึงต้องช�ำระเงินตามต๋ัวสัญญาใช้เงินให้โจทก์ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1354/2530) การคบคิดกันฉ้อฉล
หรอื ความไมส่ จุ รติ อนั จะทำ� ใหล้ กู หนใี้ นตวั๋ เงนิ สามารถยกความเกยี่ วพนั ระหวา่ งตนกบั ผทู้ รงคนกอ่ น ๆ
ขนึ้ ตอ่ สผู้ ทู้ รงไดน้ นั้ ตอ้ งเกดิ ขนึ้ กอ่ นหรอื ในขณะทผ่ี ทู้ รงรบั โอนตว๋ั เงนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 467/2532)
ข้อต่อสู้ว่าผู้ทรงไม่สุจริตน้ีต้องยกขึ้นอ้างเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดเจน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 354/2509,
ท่ี 270/2520) และบรรยายในค�ำให้การว่าไม่สุจริตอย่างไร (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 622/2512,
ที่ 3279/2516, ท่ี 309/2517, ท่ี 3510/2525, ท่ี 625/2526, ที่ 598/2530, ท่ี 243/2531, ท่ี 410/2533)
มิฉะนั้นกไ็ มม่ ีประเด็นทศี่ าลจะรับพจิ ารณา แตอ่ ยา่ งไรกด็ ีประเด็นเรื่องสุจรติ หรือ ไมต่ ามค�ำฟ้องและ
คำ� ใหก้ าร แมศ้ าลชน้ั ตน้ ไมถ่ อื เปน็ ประเดน็ ไวก้ เ็ ปน็ ปญั หาเกยี่ วดว้ ยความสงบเรยี บรอ้ ย ของประชาชน
ศาลยกขนึ้ วินจิ ฉัยไดเ้ อง (ฎีกาท่ี 1882/5217)

แต่ถ้าสิทธิของผู้ทรงต๋ัวเงินนั้นเองบกพร่อง หรือระงับไปอย่างไรแล้ว ลูกหนี้อาจยก
ความบกพร่องในสทิ ธิของผทู้ รงเองขึน้ ตอ่ สู้ได้ เชน่ ลกู หนี้ออกเช็คให้ ก. ก.โอนให้ ข. ในการชำ� ระหนี้
รายหนง่ึ ถา้ เปน็ การชำ� ระหนท้ี มี่ ลู หนเ้ี ปน็ โมฆะ เชน่ ชำ� ระราคาฝน่ิ เถอื่ น ลกู หนเี้ ปน็ ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ยกขอ้
ตอ่ สูน้ ีข้ ึ้นอ้างต่อ ข.ได้ หรือถา้ มใิ ชห่ น้ีผดิ กฎหมาย แต่ ก.กลบั ไปใช้หนรี้ ายนนั้ ให้ ข.แลว้ สทิ ธขิ อง ข.
ทจี่ ะรบั ชำ� ระหนต้ี ามเชค็ อกี ระงบั ไป ถา้ ข. มาฟอ้ งลกู หนใ้ี หจ้ า่ ยเงนิ ตามเชค็ ลกู หนย้ี กความขอ้ นขี้ นึ้ ตอ่
สขู้ . ได้ เพราะเปน็ ขอ้ บกพรอ่ งในสทิ ธิของผ้ทู รงทีเ่ ปน็ โจทกน์ ัน่ เอง มิใช่ขอ้ ต่อสู้ทม่ี ตี ่อผู้ทรงคนกอ่ น ๆ
(ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 612/2499) แต่ศาลไม่รับฟังข้อต่อสู้ท่ีผู้สั่งจ่ายอ้างว่า โจทก์ซ่ึงเป็นผู้รับเงินเป็น
แต่เพียงตัวแทนของบคุ คลอน่ื (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 799/2510 ท่ี 4404/25299) ซ่งึ เปน็ ปัญหาในเรื่อง
ตวั แทนวา่ คู่สญั ญาฝ่ายหนงึ่ จะอา้ งได้หรือไม่ว่าคกู่ รณีอีกฝา่ ยหนงึ่ ไมใ่ ชเ่ จา้ หน้ี หากเป็นเพยี งตวั แทน
ของเจา้ หน้ีเท่าน้นั ตาม Bowstead on Agency, 12ed., art, 127 p. 284 ตวั แทนที่ทำ� สัญญากับ
คนภายนอกในนามของตัวแทนเป็นคู่สัญญาเอง ฟ้องคนภายนอกนั้นได้ในนามของดนเอง แต่ตาม
ม. 806, 820 ตวั การเขา้ รับเอาสญั ญาทต่ี ัวแทนทำ� โดยแสดงวา่ เปน็ ตวั การเสยี เองได้ และต้องรบั ผดิ
ในฐานตัวการเสมอ และตัวการสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีตามเช็คได้ด้วยตนเอง เพราะเจ้าของบัญชี
ผ้รู ับฝากเชค็ เพอ่ื เรยี กเก็บเงินแทนไมใ่ ช่ผู้เสียหาย (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 2722/2527, 1915/2531)

โจทก์ขายวัตถุก้อนหน่ึงแก่ ป. ป. ซ้ือไว้โดยส�ำคัญผิดว่าเป็นเหล็กไหล ความจริงไม่ใช่
เหล็กไหลราคาซื้อขายจึงไม่มี ป. ได้ช�ำระราคาแก่โจทก์ไว้ด้วยเช็คที่จ�ำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย ดังนี้ โจทก์
ดาวนเโโ์รจหียทลกดกจเก์างกิบันรจะปบาบ.กคจTU�ำบDเคลCดิยโกดตยันามนฉาเอ้ ยชฉอ็ครล่าไจมมำ� ด่ไเวดลง้ยจนัจ(ท�ำครเ์ลำ� พยตพิ ่อาสกู้โษจาทฎกีก์ซา่ึงทเป่ี 2็น9ผ32ู้ท/ร2ง5เ1ช9็ค)ในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องต่อสู้ว่า

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  19

โจทก์รับเช็คไว้โดยปราศจากมูลหนี้ ท่ีจ�ำเลยผู้ส่ังจ่ายจะต้องช�ำระแก่โจทก์ จ�ำเลยไม่ต้องใช้
เงนิ ตามเช็คแกโ่ จทก์ จำ� เลยอา้ งเป็นขอ้ ต่อสโู้ จทกไ์ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 130/2523)

โจทก์ทจุ รติ น�ำเช็คผ้ถู ือของผู้อื่นไปเขา้ บญั ชใี ห้ธนาคารเรียกเกบ็ ธนาคารปฏเิ สธการจา่ ยเงิน
ไมถ่ ือว่าโจทกเ์ ป็นผ้เู สยี หายท่ีจะฟอ้ งคดี ตาม พ.ร.บ. เช็คฯ (คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 707/2524)

โจทก์ซื้อตัวแลกเงินระบุช่ือบริษัทผู้รับเงิน และมีขีดคร่อมห้ามเปลี่ยนมือไว้ แล้วน�ำไปช�ำระ
หนคี้ ่าซ้อื รถยนต์ให้แกบ่ ริษทั ซ่ึงระบุช่ือไว้ดังกล่าว แตม่ บี ุคคลอ่ืนน�ำตัว๋ แลกเงนิ เข้าบัญชผี ่านธนาคาร
จำ� เลยเพอ่ื เรยี กเกบ็ เงนิ จากธนาคารผจู้ า่ ย เปน็ เหตใุ หธ้ นาคารผจู้ า่ ยจา่ ยเงนิ ตามตวั๋ แลกเงนิ ใหบ้ คุ คลอนื่
ไปผทู้ เ่ี สยี หายคอื บริษทั ผ้รู ับเงนิ ตามตว๋ั แลกเงิน โจทกไ์ ม่ใชผ่ ทู้ รงต๋ัวแลกเงิน จึงไมม่ ีอ�ำนาจฟ้องเรยี ก
ใหธ้ นาคารจำ� เลยตอ้ งรับผดิ ใชเ้ งินตามตัว๋ แลกเงินดงั กลา่ ว (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 1705/2527)

โจทก์ยดึ ถอื ต๋ัวสญั ญาใช้เงนิ ท่ี ออกให้กันไวโ้ ดยทำ� เจตนาลวงกับจำ� เลย เพื่อลวงผอู้ ่ืนในเร่อื ง
การซื้อขายและเชา่ ซ้ือรถยนต์ระหวา่ งจ�ำเลยกับโจทก์ เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ายุ่งเกี่ยวกับ
รถยนต์คันดังกลา่ ว และเม่ือถึงเวลาที่กำ� หนดจะมกี ารคนื รถยนตแ์ ละตั๋วเงินให้แกก่ ัน โดยไมม่ กี ารซอื้
ขาย และเชา่ ซื้อรถยนตก์ ันแตอ่ ยา่ งใด ต๋ัวสัญญาใชเ้ งินดงั กลา่ วจงึ ตกเปน็ โมฆะ ไมม่ ีผลบังคบั ระหวา่ ง
โจทก์จำ� เลย (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 786/2528)

โจทกร์ บั โอนเชค็ พพิ าทจากผมู้ ชี อื่ เพอ่ื เรยี กเกบ็ เงนิ จากจำ� เลยผสู้ งั่ จา่ ยโดยไมม่ มี ลู หนร้ี ะหวา่ ง
โจทกแ์ ละผมู้ ชี อ่ื จงึ มใิ ชผ่ ทู้ รงเชค็ พพิ าทโดยสจุ รติ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 3413-3415/2528, ที่ 3970/2528,
ที่ 2760/2529)

จ�ำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ในการซ้ือขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ได้รับเงินจาก
โจทกเ์ พ่อื ใหซ้ ้ือหลักทรพั ย์ใหโ้ จทก์ แล้วจ�ำเลยไดอ้ อกตั๋วสญั ญาใชเ้ งินใหโ้ จทก์ และโจทก์ไดส้ ลักหลงั
ตั๋วมอบให้จ�ำเลย โดยตกลงกันให้จ�ำเลยน�ำตั๋วดังกล่าวมาหักหนี้ค่าซ้ือหลักทรัพย์ท่ีโจทก์ค้างช�ำระ
ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจ�ำเลยได้ซ้ือหลักทรัพย์ จ�ำเลยจึงไม่ใช่ผู้ทรง และมีตั๋วสัญญาใช้เงินไว้
ในครอบครองโดยฐานเปน็ ผรู้ บั เงิน คงเปน็ ผยู้ ดึ ถอื ตัว๋ สญั ญาใช้เงนิ ไวแ้ ทนโจทก์เทา่ น้นั (คำ� พพิ ากษา
ฎกี าที่ 772/2531)

แต่ข้อต่อสู้เกี่ยวกับความสามารถของคู่สัญญาคนหน่ึง ๆ น้ัน คู่สัญญาคนอื่นไม่อาจน�ำไป
ใช้ได้ (ม. 902) เช่นเขยี วสลักหลงั ตว๋ั เงนิ ให้ ก. ก.สลักหลงั โอนให้ ข. ถ้า ก.เปน็ ผเู้ ยาว์ ข. ฟ้อง ก.
ก. ยกขอ้ ตอ่ สวู้ า่ เปน็ ผเู้ ยาวข์ น้ึ ตอ่ สไู้ ด้ ถา้ ข. ฟอ้ งเขยี ว เขยี วยกตอ่ สวู้ า่ ก. เปน็ ผเู้ ยาวข์ นึ้ ตอ่ สู้ ข. ไมไ่ ด้
เพราะเป็นขอ้ ต่อส้เู ฉพาะตัว ก. เท่านั้น ตาม ม. 902 ซง่ึ ความสามารถของคสู่ ัญญาเป็นเร่ืองเฉพาะ
ตัวของผทู้ ล่ี งลายมอื ชื่อในตวั๋ เงนิ แต่ละคน “ไมก่ ระทบกระทง่ั ถึงความรับผดิ ของบคุ คลอน่ื ๆ นอกนน้ั
ซงึ่ ต้องรบั ผิดตามตว๋ั เงิน”

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

20  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

2. ในกรณีท่ีผู้ทรงคนก่อน ๆ ฟ้องเรียกต๋ัวเงินคืนจากผู้รับโอน คือผู้ทรงต๋ัวเงินในปัจจุบัน
ผรู้ บั โอนกไ็ มต่ อ้ งคนื ตวั๋ เงนิ นน้ั เวน้ แตต่ นจะไดต้ ว๋ั เงนิ มาโดยทจุ รติ หรอื ไดม้ าดว้ ยความประมาทเลนิ เลอ่
อยา่ งรา้ ยแรง (ม. 905) แตผ่ รู้ บั โอนเอกสารอนื่ ตาม ม. 309 ถงึ 313 มไิ ดร้ บั ความคมุ้ ครองดจุ ม. 905 น้ี

กลา่ วคอื ม. 312, 313, 902, 916 ใชใ้ นกรณีทผี่ ู้ทรง คือผ้รู บั โอน ฟอ้ งลกู หนใ้ี นตวั๋ เงินใหใ้ ชเ้ งิน
สว่ น ม. 905 ใชใ้ นกรณีทผ่ี ู้ทรงคนกอ่ น ๆ ฟ้องผรู้ บั โอนซ่ึงเป็นผู้ทรงในปจั จบุ ันเรยี กต๋วั เงนิ คนื แต่ผล
ก็เป็นอย่างเดียวกัน จะผิดกันก็แต่เฉพาะในแง่ท่ีว่า ถ้าผู้รับโอนฟ้องให้ช่าระหน้ี ผู้รับโอนโดยสุจริต
ได้รับความคุ้มครอง ม. 312, 313, 902, 916 มิได้บัญญัติถึงกรณีท่ีผู้รับโอนประมาทเลินเล่ออย่าง
ร้ายแรง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ทรงคนก่อน ๆ ฟ้องเรียกตั๋วเงินคืนแล้ว ม.905. คุ้มครองต่อเม่ือผู้ทรง
คนปจั จบุ นั ไดต้ ั๋วเงินมาโดยสุจรติ และมไิ ด้ประมาทเลนิ เล่ออยา่ งร้ายแรง

5. การออกและโอนตั๋วเงินให้ไปในมูลหนอ้ี ันใดเปน็ การช�ำระหนี้ โดยมเี งอื่ นไข ไมใ่ ช่
การแปลงหนใ้ี หม่

ตาม ม. 321 วรรค 3 “ถ้าช่าระหนี้ด้วยออก ด้วยโอน หรือด้วยสลักหลังตั๋วเงิน หรือ
ประทวนสินค้า ท่านว่าหน้ีน้ันจะระงับส้ินไป ต่อเม่ือตั๋วเงิน หรือประทวนสินค้าได้ใช้เงินแล้ว” และ
ม. 1005 บัญญัติว่า “ถ้าตั๋วเงินได้ท�ำข้ึนหรือได้โอนหรือสลักหลังไปแล้วในมูลหน้ีอันหนึ่งอันใด และ
สทิ ธติ ามตว๋ั เงนิ นนั้ มาสญู สนิ้ ไปเพราะอายคุ วามกด็ ี หรอื เพราะละเวน้ ไมด่ ำ� เนนิ การใหต้ อ้ งตามวธิ ใี ด ๆ
อันจะพึงต้องท�ำก็ดี ท่านว่าหน้ีเดิมนั้นก็ยังคงมีอยู่ตามหลักกฎหมายอันแพร่หลายท่ัวไปเท่าที่ลูกหนี้
มไิ ดต้ อ้ งเสียหายแต่การน้ัน เว้นแต่จะได้ตกลงกนั ไว้เปน็ อย่างอ่นื ”

ตามธรรมคาตั๋วเงินหาได้ออกโดยไม่มีมูลหน้ีอย่างอื่นไม่ ตามปกติย่อมออกหรือโอนตั๋วเงิน
เปน็ การชาระหนี้ แม้แต่ในการให้โดยเสน่หาด้วยวิธีออกต๋วั เงนิ ก็เปน็ การชำ� ระหนต้ี ามสญั ญาให้ดว้ ย
ต๋ัวเงิน ดังน้ันผู้ท่ีอ้างว่าไม่มีมูลหนี้ต่อกันก็จะต้องน�ำสืบให้ชัดแจ้ง (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 2356/2529)
เม่ือเป็นหนี้เงินก็จะต้องช�ำระด้วยเงินตรา เช่น ธนบัตร แต่ถ้าชาระหนี้ด้วยตั๋วเงิน เจ้าหน้ีไม่จ�ำต้อง
ยอมรับเพราะถือว่าเป็นการช�ำระหนี้ด้วยของอ่ืน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 767/2505,ท่ี 543/2510,
ท่ี 1089/2510) เจ้าหนี้จะยอมรับก็ได้แต่หนี้นั้นจะระงับสิ้นไปเพราะการชาระหนี้เช่นนั้นก็ต่อเมื่อ
ได้มีการช�ำระเงินตามต๋ัวเงินน้ันแล้ว (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 390/2515) ถ้าคงฉันออกเช็คหลังวันที่หน้ี
ถึงก�ำหนดก็เป็นผิดนัด ถือเป็นการช�ำระหน้ีตามเวลาก�ำหนดไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 429/2520)
เจา้ หนน้ี ำ� สบื ความขอ้ นไี้ ดไ้ มเ่ ปน็ การนำ� สบื แกไ้ ขเอกสารตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่
ม. 44 (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 525/2517) เมอ่ื หนเี้ ดมิ ไมร่ ะงบั เพราะการชำ� ระหนด้ี ว้ ยตวั เงนิ การเรยี กรอ้ ง
ตามหน้ีเดิมจะท�ำได้ คำ� วา่ สุจริต (good faith) ตาม พ.ร.บ. ตวั๋ แลกเงินของอังกฤษ 1882 มาตรา 90
หมายความวา่ ไดท้ �ำโดยช่อื ไม่ว่าจะไดท้ �ำโดยประมาทเลนิ เลอ่ หรอื ไม่ (ดคู �ำอธิบายของ Chalmers,
12 ed , p 271) แต่ตาม 8 (American Jurisprudence. no 389, pp. 124, 125 ประมาทเลินเลอ่ อยา่ ง
ดาวนรโ์ ้าหยลดแจรางกหระรบือบจTงUใจDทC ่ีจโดะยไมนา่รยบั อรราู่้ มถือดวเงปจน็นั ทไรม์ ส่ ุจรติ ดว้ ย

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  21

อย่างไรย่อมแล้วแต่ข้อผูกพันตามหนี้เดิมลูกหนี้ช�ำระดอกเบ้ียด้วยเช็คเจ้าหนี้ไม่น�ำเช็ค
ไปข้นึ เงินเจา้ หน้ีฟอ้ งเรียกดอกเบ้ียได้ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 817/2521) ถ้าตามหน้ีเดมิ การไมช่ �ำระเงิน
ตามเช็คท�ำให้สัญญาเดิมเลิกไป เพราะถือเป็นการผิดนัดไม่ช�ำระหน้ี เจ้าหน้ีก็หมดสิทธิที่จะบังคับ
ชำ� ระเงนิ ตามเชค็ ไดแ้ คบ่ งั คบั ในทางเลกิ สญั ญาเดมิ เชน่ ไมใ่ หอ้ ยอู่ าศยั ในอาคารตามสญั ญาเดมิ ตอ่ ไป
(ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 1946/2516) หรอื เลิกสญั ญาเชา่ ซอื้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 2295/2523) ถ้ามกี ารป่า
ระหนโี้ ดยวธิ กี ารทางบญั ชเี ดนิ สะพดั ม. 857 บญั ญตั วิ า่ การนำ� ตว๋ั เงนิ ลงรายการในบญั ชเี ดนิ สะพดั นนั้
ท่านให้สนั นิษฐานไวก้ ่อนว่าไดล้ งด้วยเงอื่ นไขวา่ จะมีผ้ปู ่าระเงินตามตวั๋ นั้น ถา้ และตัวนนั้ มิได้ช�ำระเงนิ
ไซร้ จะเพิกถอนรายการอันนนั้ เสยี ก็ได้ ดงั นี้ลกู หน้ีเถยี งได้หรือไม่ว่าตว๋ั เงินเปน็ สัญญาอนั เป็นมลู แหง่
หน้ีอย่างหน่ึง ฉะน้นั เมอ่ื เจา้ หนี้รบั ช่าระหนด้ี ้วยตัวเงนิ แล้ว กเ็ ปน็ อนั แปลงหนี้ใหม่จากหนีเ้ ดิมมาเปน็
หน้ีตามสัญญาต๋ัวเงิน ลูกหนี้เถียง ด่ังน้ีไม่ได้เพราะแท้จริงเป็นการช�ำระหนี้โดยมีเง่ือนไขไม่ใช่แปลง
หนใ้ี หม่ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 1501/2496, ท่ี 1696/2509, ที่ 2124/2532)

ออกเช็คช�ำระหน้ีเดิม ต่อมาออกเช็คใหม่เปล่ียนจํานวนเงินและวันในเช็คฉบับก่อน ไม่เป็น
การแปลงหนี้ ฟ้องตามเช็คฉบบั กอ่ นได้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 3566/2526)

แต่ถ้าตั๋วเงินนั้นมิได้มีการชาระเงินจนตั๋วเงินน้ันสิ้นอายุไป (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1791/2517)
หรือขาดอายุความ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 899/2501) หนี้เดิมก็ยังไม่ระงับ ในกรณีเช่นนี้อาจเป็นการ
เสียหายแก่ลูกหนี้เดิมได้ จึงมี ม. 1005 บัญญัติเพ่ิมเติมว่าหนี้เดิมยังคงมีอยู่เท่าที่ลูกหน้ีมิได้ต้อง
เสยี หายแต่การท่ตี ัว๋ เงินสิน้ อายไุ ปนั้น เชน่ กรณีตาม ม. 990 ท่ีลูกหนซี้ ึ่งเป็นผสู้ ัง่ จ่ายเสยี หาย หรอื เชน่
ถา้ ลกู หน้ซี ื้อตั๋วเงนิ มาช�ำระหนี้ หากลกู หนี้ถกู บงั คับใหใ้ ชห้ น้ซี �ำ้ อีก ลูกหนจ้ี ะไปไลเ่ บยี้ เอากบั คสู่ ญั ญา
คนก่อน ๆ ไม่ได้ เพราะตัวส้ินอายุแล้ว เจ้าหน้ีจะเรียกหน้ีเดิมจากลูกหนี้เต็มจ�ำนวนมิได้ ต้องหัก
ส่วนทีล่ ูกหนต้ี ้องขาดทนุ นั้นออกกอ่ น ฉะนัน้ เจ้าหนอี้ าจเลอื กในทาง

1. ฟ้องตามหนี้เดิมก็ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 640/2496, ท่ี 477/2489. ที่ 546/2493,
ท่ี 1646/2509) เชน่ ฟอ้ งตามสญั ญาขายลดเชค็ แกธ่ นาคาร (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 855/2520, ที่ 44/2523)
ตามสญั ญาขายลดตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 59/2522) หรอื สญั ญาทจี่ ะตอ้ งคนื เชค็ ทส่ี ง่ั จา่ ย
เงินไวล้ ว่ งหนา้ เพราะกรณีท่จี ะต้องจ่ายเงนิ ไมเ่ กิดขึน้ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 2268/2523)

ออกเช็คช่าระหน้ีตามต๋ัวสัญญาใช้เงิน ซ่ึงผู้ออกเช็คได้อาวัลไว้ เป็นการรับสภาพหน้ีตามต๋ัว
สัญญาใช้เงิน ผูท้ รงตวั๋ สัญญาใช้เงินยังฟ้องตามตั๋วสญั ญาใช้เงนิ ได้ (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 422/2521)

ท�ำสัญญากู้และออกเช็คล่วงหน้าให้ไว้ ธนาคารไม่จ่ายเงินตามเช็ค ฟ้องตามสัญญากู้ได้
(ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 2056/2525)

2. ฟอ้ งใหร้ บั ผดิ ตามตวั๋ เงนิ กไ็ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1229/2496, ที่ 758/2523, ท่ี 1053/2495,
ท่ี 804/2506, ท่ี 575/2507, ที่ 944/2510) ถงึ แมไ้ ด้ออกเช็คใหเ้ ป็นการช�ำระหนี้เงินกู้ ซึ่งไม่มหี ลกั ฐาน
ดาวนก์โหาลรดกจเู้ าปกร็นะหบบนงัTสUDือCกโด็ฟย้อนงาเยรอยี รก่ามเงดนิ วงโจดนั ยทอร์าศยั เชค็ เปน็ มลู หนไ้ี ด้ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 282 ถงึ 245/2509,

22  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ที่ 1158/2516, ท่ี 1416/2522) และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการ
ใช้เช็คก็ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 2838/2515, ท่ี 344/2516) กู้เงินไปแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้
ฟ้องเรียกตามต๋ัวสัญญาใช้เงินได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานการกู้เงินเป็นหนังสือ(ค�ำพิพากษาฎีกาที่
592/2510) ออกเช็คให้เป็นประกันหน้ี มิใช่เพื่อช�ำระหน้ี ก็มีหนี้ต้องช�ำระเงินตามเช็ค ฟ้องเรียกเงิน
ตามเชค็ ได้โดยไมต่ อ้ งระบุมลู หนเี้ ดมิ ” (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 2478/2517, ท่ี 1291/2529, ท่ี 324/2530)
ทั้งน้ีแล้วแต่ฟ้องบรรยายมา เป็นการฟอ้ งตามหนเี้ ดมิ หรือตามตว๋ั เงนิ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 191/2512)
กรณีที่ พ. สามี ว. ภริยาใชเ้ ช็คแลกเงนิ สดจาก ช. โดย พ. ลงช่อื ส่งั จ่ายแตผ่ ู้เดียว ช. ฟอ้ งตามเช็คได้
แต่เฉพาะ พ.เทา่ น้ัน ส่วน ว. ไม่ตอ้ งรบั ผดิ ตามเชค็ และศาลวนิ จิ ฉัยว่าหากจะถือวา่ หน้เี ดิมเป็นกยู้ มื
เงนิ ช. ก็ไมม่ หี ลักฐานการกูย้ ืมเป็นหนังสอื ลงลายมือชอื่ ว. จึงบงั คบั ว. ไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี
2473/2516) คดีไมม่ ปี ญั หาตาม ม. 1482 บรรพ 5 เดมิ

ผสู้ ัง่ จ่ายตอ้ งชาระค่าเช่าซอื้ จนถึงวนั เลกิ สัญญา และได้ออกเชค็ ใหไ้ ว้ ผู้ให้เช่าช่อื โอนเช็คแก่
โจทก์ ต่อมาเลิกสัญญาเช่าซอื้ ผู้สั่งจา่ ยต้องใชเ้ งนิ ตามเช็ค (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 3934/2525)

ออกเช็คแล้วธนาคารไม่จ่ายเงินถูกลงโทษตาม พ.ร.บ. เช็คฯ ไปแล้ว ได้ออกเช็คให้ใหม่
แทนเชค็ เดิม เชค็ น้ีธนาคารไม่จา่ ยเงินอกี ไมเ่ ปน็ ความผดิ ตาม พ.ร.บ. เช็คๆ อีก (คำ� พพิ ากษาฎกี า
ที่ 3254/2526)

โจทกบ์ รรยายฟอ้ งวา่ จ�ำเลยเปน็ หน้โี จทกต์ ามเช็ค 15,000 บาท ชำ� ระแล้ว 7,000 บาท คงค้าง
อยู่ 8,000 บาท ขอใหจ้ �ำเลยใชเ้ งนิ ทค่ี า้ ง 8,000 บาท มีไดอ้ ้างถึงมูลหนเี้ ดิม เป็นฟอ้ งเรยี กเงินตามเช็ค
ไม่ใชต่ ามหนเ้ี ดมิ (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 610/2520)

โจทก์รับโอนเช็คมา ไม่ปรากฎหนี้ตามเช็ค เช็คลงวันล่วงหน้าหลังจากวันพิทักษ์ทรัพย์
เด็ดขาด ขอรับช�ำระหนี้ในคดลี ม้ ละลายไม่ได้ (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 964/2524)

6. วัตถแุ ห่งหนใี้ นต๋ัวเงนิ ต้องเปน็ เป็นอนั มจี ํานวนแน่นอน
ข้อนเ้ี หน็ ได้จากรายการของตัวเงินชนดิ ต่าง ๆ ใน ม. 909, 983, 988 ท่ีระบใุ ห้ใช้เงินจำ� นวน
แน่นอน หมายความถงึ เงนิ ตราที่ใช้ชำ� ระหนี้ไดต้ ามกฎหมาย จะเป็นพันธบตั รหรือทองค่าอะไรอ่ืนไป
ไม่ได้ คงมีได้เฉพาะวัตถุแห่งหนี้ที่เปน็ เงนิ ตราเท่านน้ั

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  23

ลกั ษณะ 2 ตัว๋ แลกเงนิ

บทท่ี 1 วเิ คราะห์ศพั ทแ์ ละรายการ

ต๋วั และเงินนน้ั มีวเิ คราะห์ศพั ท์ไว้ใน มาตรา 908 ว่า “อนั ตว๋ั แลกเงินนน้ั คือหนงั สอื ตราสาร
ซ่ึงบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งบุคคลอีกคนหน่ึงเรียกว่าผู้จ่าย ส่ังบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า
ผู้จ่าย ให้ใช้เงินจ�ำนวนหนึ่งแก่บุคคลหนึ่ง หรือให้ใช้ตามค�ำสั่งของบุคคลหน่ึง ซ่ึงเรียกว่าผู้รับเงิน”
ตามวเิ คราะหศ์ พั ทน์ จี้ ะเหน็ ไดว้ า่ ตว๋ั แลกเงนิ นแ้ี ทจ้ รงิ เปน็ คำ� สง่ั ใหจ้ า่ ยเงนิ ทม่ี ชี อ่ื วา่ ตวั๋ แลกเงนิ กเ็ พราะ
เดมิ มีขึ้นเพื่อการแลกเปล่ียนเงินตราต่างประเทศ เชน่ นายดำ� ลงลายมอื ช่อื เปน็ ผู้สง่ั จ่าย สัง่ นายแดง
เรียกว่า ผู้จ่าย ให้จ่ายเงินจ�ำนวน 5,000 บาท แก่นายเขียว ซ่ึงเรียกว่าผู้รับเงิน หรือให้ใช้เงินตาม
ค�ำส่ังของนายเขียวท่ีจะส่ังจ่ายเงินให้แก่ผู้ใดต่อไป ต๋ัวน้ีนายด�ำออกให้นายเขียว เพื่อไปรับเงินจาก
นายแดง หรอื นายเขยี วจะสงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ ใหแ้ กใ่ คร ซง่ึ จะเปน็ ผไู้ ปรบั เงนิ โดยการสลกั หลงั โอนตวั๋ เงนิ ใหไ้ ป
แทนท่ีนายเขยี วจะไปรับเองกไ็ ด้

รายการในตว๋ั แลกเงนิ มกี ำ� หนดไวใ้ นมาตรา 909 บางรายการจำ� เปน็ ตอ้ งมี มฉิ ะนน้ั กไ็ มส่ มบรู ณ์
เปน็ ตวั๋ แลกเงนิ ผทู้ รงเตมิ ขอ้ ความเองโดยไมไ่ ดร้ บั มอบหมายจากผอู้ อกตว๋ั เงนิ ไมไ่ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี า
ท่ี 1541/2514) แตบ่ างรายการกฎหมายยกเว้นไม้ต้องมกี ็ได้ ซ่ึงจะได้อธิบายเปน็ ล�ำดับไป

1.  ค�ำบอกชือ่ ว่าเปน็ ตัว๋ แลกเงนิ
เป็นรายการที่จ�ำเป็นต้องมี ถ้าขาดไป ไม่เป็นตั๋วแลกเงิน ต๋ัวแลกเงินท่ีออกในประเทศไทย
ตาม ป.พ.พ. มีคำ� ระบุวา่ เป็นตัว๋ แลกเงนิ ทม่ี าจากต่างประเทศอาจไม่มคี ำ� ระบเุ ช่นนกี้ ไ็ ด้ เพราะในบาง
ประเทศกห็ มายของเขาไม่ไดบ้ ังคับให้ตอ้ งระบไุ วด้ ัง่ ในมาตรา 909 (1) น้ี แต่เนื่องจากเมอ่ื ตรา ป.พ.พ.
ขน้ึ ตว๋ั เงนิ เปน็ ของใหมแ่ ละไมส่ แู้ พรห่ ลายในประเทศเรา จงึ ตอ้ งบญั ญตั ใิ หร้ ะบลุ งไปในตว๋ั เงนิ ใหช้ ดั แจง้
วา่ เปน็ ตวั๋ แลกเงนิ ดว้ ย จะไดร้ กู้ นั โดยไมม่ ปี ญั หา คำ� บอกชอ่ื ตามนไี้ มจ่ ำ� ตอ้ งเขยี นทห่ี วั กระดาษ อาจเปน็
ข้อความในต๋ัวเงิน เช่นค�ำวา่ first of exchange ก็ได้ (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 2326/2516)
2.  คำ� สัง่ อันปราศจากเงื่อนไขใหจ้ ่ายเงนิ เป็นจ�ำนวนแน่นอน
ความตอนนคี้ อื เขยี นไวใ้ นตวั อยา่ งวา่ “โปรดจา่ ยเงนิ 5,000 บาท” รายการนส้ี ำ� คญั จะขาดเสยี
มิได้เชน่ เดียวกัน มขี อ้ ทีต่ ้องท�ำความเข้าใจดังน้ี

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

24  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

2.1 ค�ำสัง่
ท่จี ะเป็นตัว๋ แลกเงินได้ ต้องมีคำ� ส่งั ใหจ้ ่ายเงนิ ซงึ่ แสดงวา่ ผรู้ บั ค�ำส่งั จะตอ้ งท�ำตาม ไมใ่ ช่
แตเ่ พยี งค�ำขอรอ้ งในลักษณะท่ีผ้รู ับคำ� ขอร้องจะทำ� ตามหรอื ไมผู้รับคำ� ขอร้องจะท�ำตามหรือไมท่ ำ� ตาม
สดุ แตอ่ ธั ยาศยั การพจิ ารณาวา่ ถอ้ ยคำ� อยา่ งใดเปน็ คำ� สงั่ หรอื ไม่ ไมจ่ ำ� เปน็ ทผี่ สู้ งั่ จา่ ยจะตอ้ งเขยี นลงไป
ไดว้ า่ ขา้ พเจา้ มคี ำ� สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ จะใชค้ ำ� อยา่ งไรกไ้ ด้ ใหเ้ ปน็ ข้ การพจิ ารณาวา่ ถอ้ ยคำ� อยา่ งใดเปน็ คำ� สง่ั
หรอื ไม่ ไมจ่ ำ� เปน็ ทผ่ี สู้ งั่ จา่ ยจะตอ้ งเขยี นลงไปไดว้ า่ ขา้ พเจา้ มคี ำ� สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ จะใชค้ ำ� อยา่ งไรกไ้ ด้ ใหเ้ ปน็
ข้อความท่ีก�ำหนดให้ผู้จ่ายจ่ายเงิน โดยไม่มีโอกาสท่ีผู้จ่ยจะเลือกกระท�ำหรือไม่กระท�ำตามอัธยาศัย
ก็ใช้ได้ เช่นว่า “โปรดจ่ายเงิน ให้กับนายเขียว” หรือว่า “ให้นายเขียวได้รับเงินจากท่าน” ก็ใช้ได้
แต่ถ้าใช้ค�ำอ่อนจนท�ำให้เข้าใจว่าตามแต่ผู้จ่ายจะจ่ายหรือไม่สุดแต่อัธยาศัยแล้ว ก็ไม่เป็นค�ำสั่ง เช่น
“ถ้าท่านจะกรุณา ขอได้โปรดให้นายเขียวได้รับเงินจากท่าน จะเป็นบุญคุณแก่ข้าพเจ้ามาก” ดังนี้
ไม่เป็นคำ� ส่ังตัวอย่างกฎหมายองั กฤษมีวา่ “Mr.B will much oblige Mr.A by paying to the
order of C” เป็นคำ� สง่ั ทีใ่ ช้ไดแ้ ต่ “Please let bearer have $100 and you will much oblige
me.” ไมเ่ ปน็ คำ� สั่งในตั่วเงนิ ดงั น้ีจะเหน็ ไดว้ ่า ถอ้ ยค�ำท่ใี ช้ก็คล้ายกนั แต่ความหมายหนักเบาและอ่อน
กว่าจนอนั หน่งึ เป็นค�ำส่ังอกี อนั หนง่ึ เป็นแต่คำ� ขอรอ้ งเทา่ น้นั
ข้อความในต๋ัวที่สัญญาจะจ่ายเงินให้แก่ตัวเอง ไม่ใช่ค�ำส่ังให้ตัวเองจ่ายเงิน ไม่เป็น
ตวั๋ แลกเงนิ (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 1245/2499)
2.2 ปราศจากเงือ่ นไข
ลักษณะสำ� คัญของต๋วั เงนิ กค็ อื ความแนน่ อนที่ผู้ทรงต๋ัวจะวางใจได้วา่ จะได้รับใช้เงนิ ตาม
ตั๋วนนั้ ซ่งึ เงอื่ นไขใด ๆ ในค�ำสง่ั ใหจ้ า่ ยเงินไมไ่ ด้เลย
อยา่ งไรเรยี กวา่ เงอื่ นไข มบี ญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา 144 วา่ “ขอ้ ความใดอนั บงั คบั ไวใ้ หน้ ติ กิ รรม
ใดเป็นผลต่อเมื่อมีเหตุการณือันใดอันหนึ่งขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอน ข้อความเช่นน้ันท่านเรียกว่า
เง่ือนไข” ซึ่งหมายความถึงเง่ือนไขบังคับก่อน แต่อาจมีเง่ือนไขบังคับหลัง คือให้นิติกรรมสิ้นผลไป
ก็ได้ตามความในมาตรา 145 ฉะน้ันถ้าจะส่ังให้จ่ายเงิน “เม่ือสินค้ามาถึงกรุงเทพฯ” ดังนี้ ย่อมเป็น
เงื่อนไข เพราะไม่ใช่แต่เพียงก�ำหนดเวลาข้างหน้าที่จะต้องจ่ายเงินเท่าน้ัน แต่ก�ำหนดเหตุการณ์
ในอนาคต ซ่ึงไม่แนว่ ่าจะถงึ กรงุ เทพฯ หรอื จะไมม่ าถงึ ดว้ ยเหตุร้อยแปดประการก็ได้ จึงไม่เปน็ คำ� สั่ง
ในต๋ัวเงิน ข้อความใดท่ีประกอบค�ำส่ังจ่าย จะเป็นเง่ือนไขหรือไม่ต้องพิจารณาถึงความแน่นอนหรือ
ไมแ่ น่นอนของเหตุการณท์ ่กี �ำหนดไว้น้นั เป็นสำ� คัญ
ตัวอย่างต่อไปน้เี ปน็ เงือ่ นไข
1. ค�ำสง่ั ให้จา่ ยเงินเมือ่ ผรู้ ับเงินชำ� ระหน้ีตอบแทน ซง่ึ ไมแ่ น่วา่ จะมกี ารช�ำระหน้ตี อบแทน
ดาวนหโ์ หรลือดไจมาก่ ระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  25

แตถ่ ้ากลา่ ววา่ เพราะเหตทุ ีผ่ ู้รบั เงินไดช้ �ำระหน้ีแลว้ จึงใหจ้ า่ ยเงนิ ชำ� ระหน้ตี อบแทน ดังนี้
ไมเ่ ปน็ เงอื่ นไข เพราะหนีท้ ี่กล่าวว่าเป็นการช�ำระตอบแทนนั้นไดช้ ำ� ระเสรจ็ ส้ินเป็นการแน่นอนไปแลว้

2. คำ� สง่ั ใหจ้ า่ ยเงนิ โดยระบวุ า่ ตอ้ งใหผ้ รู้ บั เงนิ เนชอ่ื ในใบทแี่ นบมาดว้ ย เปน็ เงอื่ นไข เพราะ
ผู้รบั เงินไมเ่ ซน็ กจ็ ่ายเงินไมไ่ ด้

ถา้ เปน็ ขอ้ แนะนำ� หรอื วา่ เมอื่ ไดร้ บั เงนิ แลว้ ใหผ้ รู้ บั เซน็ รบั ไมใ่ ชข่ อ้ กำ� หนดใหผ้ จู้ า่ ยจา่ ยเงนิ
ตอ่ เมื่อได้เซน็ ใบรับแล้ว กไ็ มเ่ ปน็ เง่อื นไข

3. คำ� สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ จากเงนิ รายใดรายหนง่ึ เชน่ จา่ ยเงนิ ของ ก. ทอ่ี ยใู่ นมอื ผจู้ า่ ยโดยเฉพาะ
เป็นเง่ือนไข เพราะอาจไม่มีเงนิ นั้นเพื่อจ่ายก็ได้

แตถ่ า้ เปน็ คำ� สงั่ ใหจ้ ่ายเงนิ ไมว่ ่ากรณจี ะเปน็ อย่างใด แต่เม่อื จา่ ยแล้ว ใหห้ ักจากบญั ชีเงนิ
รายใด หรอื เขา้ บญั ชจี า่ ยบญั ชไี หน อยา่ งนี้คำ� ส่ังใหจ้ า่ ยเงินใช้ได้ไมเ่ ปน็ เง่ือนไข แตข่ ้อท่ีสั่งใหท้ �ำอะไร
ตอ่ ไปคงไม่มผี ลในตวั๋ เงนิ

2.3 จ�ำนวนเงินแน่นอน
ค�ำส่ังในตั๋วเงินต้องเป็นค�ำสั่งให้จ่ายเงินเท่านั้น จะมีค�ำสั่งให้ท�ำการอ่ืนควบไปด้วยไม่ได้
เช่น จะให้สง่ มอบของ หรอื ใหร้ ับของอะไรด้วย ดง่ั นค้ี งมีผลเฉพาะคำ� ส่งั ท่ีใหจ้ ่ายเงินเทา่ นัน้ จะใหผ้ ู้รบั
เงนิ เลอื กรบั เงนิ หรอื รบั ของแทนกน็ า่ จะไมไ่ ด้ กลายเปน็ คำ� สงั่ ทไี่ มแ่ นน่ อนไป ตอ้ งเปน็ คำ� สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ
เท่าน้นั
จ�ำนวนเงินท่ีสั่งจ่ายต้องระบุลงไปให้แน่นอนว่าเท่าใด เช่น 5,000 บาท แต่อาจก�ำหนด
ดอกเบี้ยไว้ด้วยกไ้ ด้ (มาตรา 911) ถา้ ก�ำหนดดอกเบ้ีย แตไ่ ม่กำ� หนดอัตรา กค็ ิดร้อยละเจ็ดครง่ึ ตอ่ ปี
ตามมาตรา 7 ดอกเบ้ยี นค้ี ดิ ตัง้ แต่วันออกตวั๋ เปน็ คนละอยา่ งกบั ดอกเบยี้ ตามมาตรา 968 (2) ซง่ึ เป็น
ดอกเบ้ียทคี่ ดิ จากวันท่ตี ๋วั เงินถึงก�ำหนด
การจ่ายเงินถ้าได้ก�ำหนดจ�ำนวนท่ีแน่นอนไว้แล้ว จะให้จ่ายเงินนั้นเป็นงวด ๆ ตาม
กฎหมายอังกฤษวา่ ท�ำได้ โดยก�ำหนดจำ� นวนให้แน่ลงไปว่า งวดละเทา่ ใด จ่ายแต่ละงวดเมอ่ื ใด หรอื
จะก�ำหนดว่าถ้าผิดนัดงวดใดต้องจ่ายท้ังหมดทุกงวดรวมกันทันทีก็ได้ แต่ตามร่าง Uniform Law
มาตรา 1 และ Uniform Law 1930, a 33 วา่ คำ� สง่ั จ่ายเงนิ เปน็ งวดดังนี้เป็นโมฆะ แต่ตามกฎหมาย
ของเราไม่มีบทบัญญัติว่าใช้ไม่ได้ และค�ำพิพากษาฎีกาที่ 586/2507 ก็ตัดสินบังคับให้ใช้เงินตาม
ตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ ทร่ี ะบวุ า่ การใชเ้ งนิ เปน็ งวด ๆ ซงึ่ ผดิ นดั งวดใดถอื วา่ ผดิ นดั ทงั้ หมด ไมถ่ อื วา่ การผดิ นดั
แต่ละงวดเป็นเง่ือนไขของการจ่ายเงินท้ังหมด ซ่ึงจะท�ำให้การจ่ายเงินท้ังหมด ซึ่งจะท�ำให้การจ่าย
เงินมีเงื่อนไขไม่มีผลเป็นต๋ัวเงิน การบังคับตามตั๋วเงินเช่นน้ันอาจมีข้อขัดข้องบ้างในการปฏิบัติต่อไป
ในเม่อื ผดิ นัดเปน็ บางงวด

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

26  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

จำ� นวนเงนิ จะกำ� หนดเปน็ เงนิ ตราไทยหรอื เงนิ ตราตา่ งประเทศกไ้ ด้ ถา้ เปน็ เงนิ ตา่ งประเทศ
จะก�ำหนดอัตราแลกเปล่ียนเป็นเงินไทยไว้ด้วยก้ได้ เพราะอาจใช้เงินไทยได้ตามมาตรา 196 หรือจะ
ใหค้ ดิ อตั ราแลกเปลยี่ นตามวธิ ที ร่ี ะบุไวก้ ็ได้ ถ้าไม่ระบุไวก้ ต็ ้องคิดอตั ราแลกเปลีย่ นตามมาตรา 196 คือ
คิดตามอตั ราแลกเปลยี่ น ณ สถานท่แี ละในเวลาทใี่ ชเ้ งนิ

ปัญหามีว่า อัตราแลกเปล่ียน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินน้ัน หมายความอย่างไร
กอ่ นใช้ ป.พ.พ. มคี ำ� พิพากษาฎีกาท่ี 517/2467 ตัดสินวา่ อัตราแลกเปล่ยี นใหค้ ิดตามอัตราในวนั ที่หน้ี
ถึงก�ำหนด ไม่ใช่คิดตามอัตราในวันที่ช�ำระเงินกันจริง ๆ ซ่ึงตรงกับหลักกฎหมายอังกฤษ โดย
เฉพาะตาม พ.ร.บ. ตว๋ั แลกเงนิ ค.ศ.1882 มาตรา 72(4) แต่มาตรา 196 ป.พ.พ. ของเรา ให้คิดอตั รา
แลกเปลี่ยน ณ สถานท่ีและเวลาใช้เงิน ไม่ใช่วันที่หน้ีถึงก�ำหนด จึงต้องหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยน
ในวันที่มีก�ำหนดช�ำระกันจริง ๆ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1223/2473) ส่วนอัตราแลกเปล่ียนจะคิดตาม
อตั ราไหนนั้น เมอื่ สมยั ทมี่ ีอัตราเดียว ไมใ่ ชอ่ ัตราราชการอัตราหน่งึ อตั ราตลาดเสรีอัตราหน่ึง ก็ไม่มี
ข้อยุ่งยากอะไร คร้ันสมัยที่ไม่มีอัตราแลกเปล่ียนเพราะเป็นภาวะสงคราม ศาลฎีกาตัดสินว่าต้อง
ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคร้ังสุดท้ายอยู่ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 246/2488) เมื่อเสร็จสงครามแล้วมีอัตรา
เรยี กวา่ ตลาดมืด ศาลไมร่ บั ร้อู ัตรานน้ั เพราะไม่ใช่อัตราแลกเปลย่ี นกนั ไดเ้ ปน็ ปกติ จงึ ยงั ใชอ้ ตั ราเดิม
ครั้งสุดทา้ ยอยู่ (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 124/2490) ต่อมามีอตั ราทางราชการซึง่ มีการควบคุมแลกเปลีย่ น
กันไม่ได้โดยเสรีอย่างหนึ่ง กับอัตราเดิมท่ีเรียกว่าตลาดมืดกลายมาเป็นอัตราท่ีแลกเปลี่ยนกันได้
โดยเสรี ณ ธนาคารพาณชิ ยท์ ว่ั ไปอกี อยา่ งหนงึ่ อตั ราแลกเปลย่ี นโดยเสรี ณ ธนาคารพาณชิ ยน์ จ้ี งึ เปน็
อัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 196 (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1693/2493) และถ้าศาลจะต้องพิพากษาวาง
อัตราแลกเปล่ียนลงไปเพื่อความแน่นอนโดยจะต้องก�ำหนดวันใดวันหนึ่งลงไปในค�ำพิพากษา ศาลก็
จ�ำเป็นต้องก�ำหนดเอาวันมีค�ำพิพากษา คือวันที่ศาลอ่านค�ำพิพากษาโดยเปิดเผยเป็นวันที่ก�ำหนด
อัตราแลกเปล่ียนเสรีโดยเฉลี่ย ณ ธนาคารพาณิชย์แห่งถ้องถิ่นท่ีช�ำระหนี้เป็นเกณฑ์ ถ้าวันนั้นไม่มี
การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ก็ต้องคิดอัตราในวันสุดท้ายที่มีการซ้ือขายกัน (ค�ำพิพากษาฎีกา
ที่ 1963/2493)

ตอ่ ไปน้ีเปน็ ตัวอย่างจ�ำนวนเงินทีถ่ อื วา่ ไมแ่ น่นอน
1. คำ� สง่ั ใหจ้ า่ ยเงนิ 5,000 บาท เปน็ งวด ๆ แตไ่ มก่ ำ� หนดงวดใดเทา่ ใด จา่ ยเปน็ งวดหนง่ึ ๆ
เม่ือใด ใช้ไม่ได้
2. คำ� สั่งให้จา่ ยเงนิ เปน็ 10 งวด แตใ่ หห้ ยุดจา่ ยเงินเมื่อผู้รับตาย ใช้ไมไ่ ด้
3. ให้ใชเ้ งิน 5,000 บาท รวมเงนิ อนื่ ๆ ทค่ี า้ งชำ� ระ ใชไ้ มไ่ ด้ เพราะไม่รวู้ า่ เงนิ อะไรค้าง
อยู่อีกเท่าใด หรือให้จ่างเงินค่าก่อสร้างที่ยังค้างอยู่ไม่ระบุว่าเท่าไร หรือให้จ่ายเงิน 5,000 บาท กับ
คา่ ปรบั ตามระเบียบ ดังน้ีไมเ่ ปน็ จำ� นวนทร่ี ้ไู ด้แน่นอนในตั๋วเงินนัน้

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  27

การเขียนจ�ำนวนในต๋ัวแลกเงิน จะเขียนเป็นตัวอักษรหรือตัวเลขหรือทั้งสองอย่างก็ได้
ถา้ ตัวอกั ษรและตัวเลขไม่ตรงกนั ต้องพจิ ารณาตามมาตรา 12, 13 คือตอ้ งพิจารณาเจตนาอนั แท้จริง
กอ่ น เชน่ อาจเหน็ ไดจ้ ากจำ� นวนอากรแสตมปท์ เี่ ปน็ จำ� นวนสำ� รบั เงนิ จำ� นวนใด เปน็ ตน้ ถา้ ไมส่ ามารถ
ทราบเจตนาอันแท้จริง จงึ ถือตามตวั อกั ษร ถ้าขัดกนั อยู่ก้ถือจำ� นวนทีน่ อ้ ยทีส่ ุด

ผู้ทรงเติมจ�ำนวนเงินลงในเช็คที่ผู้ส่ังจ่ายออกให้โดยไม่กรอกจ�ำนวนเงิน และได้กรอก
จ�ำนวนเงินลงไปโดยมิได้เป็นไปตามที่ผู้สั่งจ่ายออกให้โดยไม่กรอกจ�ำนวนเงิน และได้กรอกจ�ำนวน
เงินลงไปโดยมไิ ด้เปน็ ไปตามท่ผี ู้ส่งั จ่ายขอร้อง เช็คนั้นไมส่ มบูรณ์ (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 1541/2514)

3.  ช่อื หรอื ยี่หอ้ ผู้จา่ ย
รายการนสี้ �ำคัญ ถา้ ไม่มีก็ไมเ่ ปน็ ตัว๋ แลกเงนิ
ผู้จ่ายคือผู้รับค�ำสั่งให้จ่ายเงิน เป็นบุคคลท่ีผู้ถือตั๋วแลกเงินน้ันไปขอรับเงิน เม่ือถึงเวลาที่
ก�ำหนดไว้ในตวั๋ แลกเงิน
ชอื่ ผจู้ า่ ยอาจเปน็ บคุ คลธรรมดาหรอื นติ บิ คุ คลกไ็ ด้ ยห่ี อ้ นนั้ ไมเ่ ปน็ นติ บิ คุ คล แตเ่ ปน็ ชอ่ื ทบี่ คุ คล
ใชใ้ นการคา้ ตามนกี้ ฎหมายความวา่ ถา้ ระบยุ อ่ หอ้ เปน็ ผจู้ า่ ย กต็ อ้ งเขา้ ใจดว้ ยวา่ หมายความถงึ บคุ คลใด
ถา้ ไมท่ ราบวา่ หมายถงึ ใคร กต็ อ้ งถอื เหมอื นบคุ คลไมม่ ตี วั ซงึ่ มผี ลอยา่ งไรจะไดก้ ลา่ วตอ่ ไปในวรรคทา้ ย
ชื่อผู้จ่ายจะเป็นบุคคลเดียวหรือหลายคนก็ได้ ถ้าระบุผู้จ่ายหลายคนจะต้องให้รับผิดร่วมกัน
เชน่ สงั่ นายแดง นายเหลอื ง นายขาว ใหจ้ า่ ยเงนิ แกน่ ายเขยี ว ดงั่ นใ้ี ชไ้ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 408/2515)
ไม่ต่างอะไรกับให้ย่อห้ออันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนซ่ึงไม่เป็นนิติบุคคลเป็นผู้จ่าย แต่จะ
สั่งให้บคุ คลหลายคนเปน็ ผู้จ่ายเงนิ โดยไมใ่ ห้รบั ผดิ รว่ มกนั เช่น ให้รับผดิ เรยี งตามล�ำดบั ก่อนหลงั หรือ
ให้เลอื กเอาคนใดคนหน่งึ ในหลายคนทร่ี ะบไุ ว้เป็นผู้รับผิด ดังนี้ใชไ้ ม่ได้ เพราะไม่มีความแนน่ อน
การระบุตัวผู้จ่ายนั้น อาจเป็นการระบุโดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยายให้เข้าใจว่าบุคคลใดเป็น
ผู้จ่ายก็เพียงพอ โดยอาจระบุเพียวต�ำบลท่ีอยุ่ก็ได้ ถ้าเป็นที่เข้าใจว่าใครอยู่ที่น่ันจะเป็นผู้รับรองและ
จา่ ยเงนิ เอง เชน่ ตว๋ั แลกเงนิ ระบวุ า่ ธนาคารเปน็ ผรู้ บั เงนิ มชี อื่ บรษิ ทั จำ� เลยและตราบรษิ ทั กบั ลายมอื ชอ่ื
ของผมู้ อี ำ� นาจลงชอื่ แทนบรษิ ทั จำ� เลยอกี แหง่ หนง่ึ อนั หมายถงึ การรบั รองตวั๋ แลกเงนิ จงึ ถอื ไดว้ า่ จำ� เลย
เปน็ ผจู้ า่ ย หาจ�ำต้องมขี อ้ ความระบุวา่ “ผจู้ า่ ย” ดว้ ยไม่ (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 216/2530)
อนึ่ง มาตรา 912 วรรค 2 บัญญัติว่า ตั๋วแลกเงินน้ันจะสั่งจายเอาจากตัวผู้ส่ังจ่ายเองก็ได้
ซ่ึงหมายความว่าผู้จ่ายก็คือตัวผู้สั่งจ่ายนั่นเอง วิธีน้ีใช้ส�ำหรับกิจการมีสาขาหลายแห่งอาจออก
ตว๋ั แลกเงนิ สงั่ ใหส้ าขาจา่ ยเงนิ ได้ วธิ กี ารเชน่ นก้ี ค็ ลา้ ยกบั ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ (มาตรา 982, 983) ซง่ึ ผอู้ อก
ตัว๋ สญั ญาวา่ ตนเองจะเป็นผู้ใช้เงนิ พ.ร.บ. ตว๋ั แลกเงนิ ขององั กฤษบญั ญตั วิ ่า ผทู้ รงจะเลือกปฏิบตั ติ ่อ
ตวั๋ ชนิดนี้อยา่ งตวั๋ แลกเงินหรอื ต๋วั สัญญาใช้เงนิ กไ็ ด้ แตต่ ามมาตรา 908 ป.พ.พ. ของเราจะเปน็ ไดก้ ็แต่

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

28  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ตวั๋ แลกเงนิ เทา่ นน้ั ตามทไ่ี ดม้ คี ำ� บอกกลา่ ววา่ เปน็ ตว๋ั แลกเงนิ จะใชเ้ ปน็ ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ไมไ่ ดเ้ พราะไมม่ ี
ค�ำบอกกลา่ วในต๋วั ไว้เช่นนัน้

ถงึ แมว้ า่ ชอ่ื ผจู้ า่ ยนน้ั จำ� เปน็ ตอ้ งมเี ขยี นไวใ้ นตวั๋ เงนิ แตเ่ มอื่ เขยี นชอื่ ผจู้ า่ ยลงแลว้ จะมตี วั ผจู้ า่ ย
จะมตี วั ผจู้ า่ ยตามชอื่ นน้ั จรงิ หรอื ไม่ หรอื ไมม่ ตี วั ผจู้ า่ ยกไ็ มส่ ำ� คญั เพราะถา้ มตี วั ผจู้ า่ ยผทู้ รงเอาตวั๋ ไปยน่ื
ไมไ่ ด้ ผสู้ งั่ จา่ ยกต็ อ้ งรับผดิ อยู่แล้ว ซง่ึ มผี ลเหมอื นตว๋ั สัญญาใช้เงินน่ันเอง แต่ตอ้ งบงั คบั ตามลกั ษณะ
ตัว๋ แลกเงนิ ตามท่ีได้มีคำ� บอกกลา่ วไวต้ ามมาตรา 909 (1)

4.  วนั ถึงกำ� หนดใชเ้ งนิ
รายการนีค้ ือขอ้ ความว่า “หกเดอื นนบั แต่วันน”้ี ในตัวอยา่ งข้างต้น เปน็ วันที่ระบุใหน้ �ำตัว๋ ไป
ยนื่ เพอื่ รับเงินจากผจู้ ่าย
วนั ถึงกำ� หนดใช้เงินนน้ั มาตรา 913 บญั ญัติไวว้ ่า มีไดเ้ ปน็ 4 ประการอย่างใดอย่างหนง่ึ คือ
1. ในวนั ใดวนั หนงึ่ ทกี่ ำ� หนดไว้
2. เมอ่ื สน้ิ ระยะเวลาอนั ก�ำหนดไว้นบั แต่วนั ทีล่ งในตัว๋
3. เมอ่ื ทวงถาม หรอื เมือ่ ได้เห็น
4. เมอ่ื สิ้นระยะอนั ก�ำหนดไว้นบั แตไ่ ด้เห็น
วันถงึ ก�ำหนดใชเ้ งนิ 4 ประการนี้ ถา้ ไม่เขยี นลงไวใ้ นตัว๋ แลกเงินกไ็ มท่ ำ� ให้ตั๋วนน่ั เสียไป 910
วรรค 2 บญั ญัตวิ ่า “ต่ัวแลกเงนิ ซง่ึ ไมร่ ะบุเวลาใชเ้ งิน ท่านให้ถือวา่ พึงใช้เงนิ เมอื่ ได้เห็น” (ค�ำพิพากษา
ฎีกาที่ 986/2507) หมายความว่าถ้าไม่ระบุวันถึงก�ำหนดเม่ือใดผู้จ่ายต้องจ่ายเงินทันทีเช่นเดียวกับ
มาตรา 913 (3) ทั้งนี้ไม่หมายความถึงตั๋วเงินท่ียังมิได้ลงวันถึงก�ำหนดใช้เงิน ซ่ึงเว้นว่างไว้โดยมี
ขอ้ ตกลงให้ผูท้ รงกรอกวนั เอาเอง (คำ� พิพากษาฎีกา 575/2507) แต่ถา้ ระบกุ �ำหนดวนั ใชเ้ งินลงในรูป
เง่ือนไข จะท�ำให้การใชเ้ งินมเี งือ่ นไข เปน็ ผลให้ตั๋วเงนิ นน้ั ไมส่ มบูรณ์
ความสำ� คญั ของวันทก่ี ำ� หนดใช้เงนิ คือ
1. ผทู้ รงตอ้ งนำ� ตว๋ั ไปยนื่ เพอื่ ใหใ้ ชเ้ งนิ ในวนั นนั้ (มาตรา 911) ตา่ งกบั หนธ้ี รรมดาซงึ่ ถงึ กำ� หนด
แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ใช้หน้ี เจ้าหนี้เฉยเสียก็ได้จนกว่าจะพ้นอายุความ จึงจะเรียกร้องไม่ได้ แต่ในเรื่อง
ตั๋วเงินจะเพิกเฉยไม่ได้ หากไม่น�ำตั๋วเงินไปยื่น อาจท�ำให้ต๋ัวเงินน้ันหมดอายุ (มาตรา 973) ผู้ทรง
หมดสทิ ธทิ จ่ี ะฟอ้ งรอ้ งผสู้ ลกั หลงั ผสู้ ง่ั จา่ ยและผเู้ ปน็ คสู่ ญั ญาคนอนื่ ๆ เวน้ แตผ่ รู้ บั รอง ตามมาตรา 928,
944 ส�ำหรับต๋วั เงินทีต่ ้องใชเ้ งนิ เมอ่ื ได้เหน็ ตอ้ งย่นื ภายใน 6 เดือน หรอื ตามท่ผี สู้ งั่ จ่ายก�ำหนด
2. มีความสำ� คญั ในการนับอายุความตามมาตรา 1001, 1002 ซึ่งนับจากวันถงึ ก�ำหนดใช้เงิน

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  29

5. สถานท่ใี ช้เงนิ
ในหนท้ี วั่ ไป ถา้ มไิ ดก้ ำ� หนดสถานทชี่ ำ� ระหนไ้ี ว้ ลกู หนจ้ี ะตอ้ งชำ� ระหน้ี ณ ภมู ลิ ำ� เนาของเจา้ หน้ี
(มาตรา 324) แต่ในเร่ืองต๋ัวเงิน ถ้าได้ระบุสถานท่ีใช้เงินไว้เจ้าหน้ีคือทรงจะต้องน�ำตั๋วไปยื่นเพ่ือให้
ใชเ้ งินเม่อื ถึงก�ำหนด ณ ถ้ายน่ื แลว้ ไม่มผี ูจ้ า่ ยเงิน กอ็ าจท�ำคำ� คัดคา้ นไวเ้ ปน็ หลักฐาน (มาตรา 962)
ถ้าไม่ย่ืนต๋ัวดังกล่าวก็อาจเสียสิทิไล่เบ้ีย (มาตรา 973) สถานท่ีใช้เงินจึงส�ำคัญในการท่ีผู้ทรงจะพึงรู้
วา่ จะยนื่ ต๋วั เงนิ ณ ที่ใด แตถ่ า้ ไมร่ ะบุสถานท่ีไวต้ ว๋ั เงินก็ไม่เสีย มาตรา 910 บญั ญตั ใิ ห้ถือเอาภมู ิลำ� เนา
ของผจู้ า่ ยเปน็ สถานทใี่ ชเ้ งนิ ซงึ่ ตรงกนั ขา้ มกบั สถานทชี่ ำ� ระหนอ้ี น่ื ทว่ั ไปตามมาตรา 324 ทง้ั นกี้ เ็ พราะผู้
จา่ ยเงนิ ยงั มไิ ดเ้ ขา้ มาเปน็ คสู่ ญั ญา (นอกจากจะไดร้ บั รองตว๋ั ไวแ้ ลว้ ) ฉะนนั้ กเ็ ปน็ ธรรมดาอยเู่ องทผ่ี ทู้ รง
ตั๋วเงินจะต้องน�ำตั๋วไปย่ืนต่อไปย่ืนต่อผู้จ่ายเพื่อได้ทราบค�ำส่ังจ่ายและใช้เงินตามค�ำสั่ง ภูมิล�ำเนาคือ
อะไรดูมาตรา 44 และตอ่ ๆ ไป
ตามต�ำรากฎหมายอังกฤษอธิบายว่า สถานท่ีใช้เงินอาจจะระบุไว้หลายแห่งให้เลือกเอา
แหง่ ใดแห่งหนึง่ ก้ได้ (Chalmers, p.19) ซ่งึ กฎหมายของเรากน็ า่ จะทำ� ได้เชน่ เดียวกนั
6. ช่ือหรอื ยีห่ อ้ ผู้รับเงนิ หรอื คำ� จดแจ้งวา่ ให้ใชเ้ งินแก่ผู้ถอื
รายการนส้ี ำ� คญั อนั จะตอ้ งมใี นตว๋ั แลกเงนิ ผรู้ บั เงนิ นเี้ ปน็ ผทู้ รงตวั๋ เงนิ คนแรกกอ่ นทจี่ ะโอนตวั๋
ไปใหผ้ ้อู ืน่ (มาตรา 904) เปน็ บุคคลท่ีผจู้ า่ ยหรอื ผู้รับรองจะได้จา่ ยเงนิ ให้ในเม่อื นำ� ต๋วั มายื่นเวลาท่ีตัว๋
ถงึ ก�ำหนด หรอื ผู้รบั เงินจะโอนตัว๋ ใหใ้ ครต่อไปก็ได้
การระบุชื่อผู้รับเงินจะต้องระบุไว้แน่นอนว่าหมายถึงใคร แต่ก็ท�ำนองเดียวกับช่ือผู้จ่ายท่ี
ใชย้ ห่ี ้อกไ็ ด้ ฉะนน้ั จะระบุตำ� แหนง่ หนา้ ที่ผทู้ ี่จะรบั เงนิ ก็ได้ เช่น จา่ ศาลแขวงธนบรุ ี หัวหน้ากองคลงั
กระทรวงยุติธรรม ซ่ึงหมายความถึงตัวบุคคลผู้ครองต�ำแหน่งน้ัน ใครครองต�ำแหน่งนั้นในขณะท่ีจะ
รบั เงินก็เป็นผ้รู ับเงินได้
มาตรา 912 บญั ญัตวิ ่า “อนั ต๋ัวแลกเงินนน้ั จะออกใช้ตามค�ำสั่งของผ้สู งั่ จา่ ยก็ได้
อนง่ึ จะสั่งจา่ ยเอาจากตวั ผ้สู ง่ั จ่ายเพือ่ บคุ คลภายนอกกไ็ ด้”
รวมความแล้วเป็นอนั ว่าผู้รับเงินตามมาตรา 912 วรรคแรก ท่วี า่ ใช้เงินตามค�ำส่งั ของผสู้ ัง่ จา่ ย
นี้ผู้สง่ั จ่ายอาจสั่งไดด้ งั นี้
1. จา่ ยแก่ผสู้ ่งั จา่ ยเอง คือ ผสู้ ง่ั จา่ ยจะสง่ั จา่ ยให้ตนเองกไ็ ด้
2. จา่ ยแก่ผู้ทีผ่ ้สู ่งั จา่ ยจะมีค�ำสง่ั ระบุต่อไป คือตามที่ผสู้ ่งั จา่ ยจะได้สลกั หลงั โอนใหต้ ่อไป
3. สัง่ จา่ ยแกบ่ ุคคลทผี่ ู้สงั่ จา่ ยระบไุ ว้ในตัว๋ แลกเงินกไ็ ด้ คอื จา่ ยใหบ้ ุคคลท่ี 3 เชน่ อยา่ งคำ� สัง่
ถึงนายแดงให้เงนิ แกเ่ ขยี ว ซงึ่ อาจใชใ้ นกรณที ี่นายแดงเปน็ ลกู หนี้นายดำ� นายดำ� เป็นลกู หนน้ี ายเขยี ว
ดาวนก์โหใ็ ชลดว้ จธิ าีนกราะยบดบ�ำTอUอDกCตโดัว๋ ยเงนนิ ายสอั่งรน่ามายดวแงดจนังทจรา่ ์ ยเงนิ แก่เขยี ว โดยท่ีได้ตกลงให้ร้ตู วั กัน และท้งั ๆ ที่นายเขียว

30  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

นายแดงไมเ่ ปน็ หนี้เก่ยี วค้างกันมาก่อนเลย ถ้านายแดงรับรองต๋วั น้นั แล้วนายเขยี วก็พอใจ เพราะอาจ
จะเรียกรอ้ งจากนายแดงในฐานเปน็ ผูร้ ับรอง และนายด�ำกต็ ้องค�้ำประกันอยใู่ นฐานผสู้ ่ังจ่ายดว้ ย หรอื
อาจท�ำเป็นตั๋วแลกเงนิ ซง่ึ นายเขียวสั่งนายแดงจ่ายเงินใหน้ ายเขยี วหรือเจ้าหนีน้ ายเขยี วตอ่ ไป แลว้ ให้
นายแดงรับรอง ถ้าท�ำดังนี้นายด�ำก็ไม่มีความรับผิดตามต๋ัวเงิน แต่นายแดงรับรองตั๋วเงินก็รับผิดต่อ
นายเขยี วหรอื ผทู้ รงตอ่ ไปในฐานเปน็ ผู้รับรอง

4. จ่ายตามค�ำส่ังของบุคคลภายนอก เช่น ตามตัวอย่างตั๋วเงินท่ีสั่งจ่ายให้นายเขียวหรือ
ตามค�ำส่ัง คือนายเขียวจะสั่งจ่ายให้ใครต่อไปก็ได้โดยวิธีโอนตั๋วต่อไป (มาตรา 917 ค�ำพิพากษา
ฎกี าที่ 1416/2521) ตว๋ั เงินทวี่ ่าใหจ้ ่ายเงนิ ตามคำ� สง่ั ของ ฟ. ดงั น้ีเท่ากบั สงั่ ใหจ้ า่ ยเงนิ แก่ ฟ. น่ันเอง
(คำ� พิพากษาฎกี าที่ 986/2507) เว้นแต่ ฟ. จะสั่งจ่ายแก่ใครตอ่ ไปโดยวสี ลักหลังโอนตัว๋ เงนิ ให้ไป

5. จา่ ยเงินใหแ้ กผ่ ้ถู อื (มาตรา 909 (6)) คอื ใครถือตวั๋ เงินไวใ้ นครอบครองกเ็ ป็นผู้รับเงินได้
(ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 173/2500)

ต๋ัวเงินส่ังจ่ายแก่ ก. หรือผู้ถือ ถือเป็นตั๋วผู้ถือ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 222/2512, 99/2519)
เหตนุ แี้ ม้จะมีการแกไ้ ขชื่อ ก. เห็นประจักษ์ ก้ไม่ใช่แกไ้ ขในขอ้ ส�ำคัญตามมาตรา 1007 (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาท่ี 1845/2524)

ชื่อผู้รับเงนิ นี้จะเป็นช่อื จรงิ หรือชือ่ สมมตขิ องบคุ คลใดกไ็ ด้ เพราะแมแ้ ต่ยห่ี ้อยงั ใชเ้ ป็นค�ำระบุ
ตวั ผรู้ บั เงนิ ได้ เชน่ สง่ั จา่ ยแกร่ า้ น “แชลวนิ อนิ เดนตงิ้ เอเยนซ”ี เจา้ ของรา้ นเปน็ ผรู้ บั เงนิ (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาท่ี 4/2512) ฉะนัน้ ถา้ จะจ่ายเงินให้นายเขยี วโดยเรยี กเสยี ใหม่ว่า นายมว่ งกใ็ ชไ้ ด้ นายเขยี วรบั เงิน
ก็ตอ้ งรับในชอื่ ว่ามว่ ง หรอื จะโอนต่อไปก็ต้องโอนในช่ือม่วง

แต่ถ้าผูร้ ับเงนิ นี้ไม่มตี ัวจริงเลย เป็นแต่ชื่อสมมตขิ ้ึนโดยแท้ ผลจะเปน็ อย่างไร ตามกฎหมาย
อังกฤษบัญญัติใน พ.ร.บ.ต๋ัวแลกเงิน มาตรา 7 (3) ว่า ถ้าผู้รับเงินเป็นชื่อสมมติข้ึนโยไม่มีตัวจริง
ให้ถือว่าเป็นตั๋วส่ังจ่ายแก่ผู้ถือ กฎหมายของเรามิได้บัญญัติเช่นน้ี จึงเข้าใจว่าจะถือเป็นต๋ัวส่ังจ่ายแก่
ผูถ้ อื อย่างอังกฤษไมไ่ ด้

การท่ีผู้ส่ังจ่ายต๋ัวแลกเงินส่ังจ่ายแก่บุคคลท่ีไม่มีตัว ผลก็เท่ากับผู้สั่งจ่ายต้ังใจสั่งจ่ายให้กับ
ตัวเอง ในช่อื อกี ชื่อหนึง่ ซงึ่ ไม่น่าจะขดั ขอ้ งอะไร ผ้สู ง่ั จ่ายอาจรบั เงนิ ในชอ่ื ผ้รู ับเงินทส่ี มมตขิ น้ึ หรือโอน
ตอ่ ไปในชอ่ื ทสี่ มมตขิ น้ึ นน้ั กไ้ มม่ อี ะไรขดั ขอ้ ง หรอื ถา้ ผสู้ งั่ จา่ ยออกตวั๋ แลกเงนิ สง่ั จา่ ยปกผ่ รู้ บั เงนิ ทส่ี มมติ
ขนึ้ แลว้ มอบตว๋ั เงนิ ใหใ้ ครไปโดยไมส่ ลกั หลงั กเ็ ทา่ กบั ตงั้ ใจใหผ้ รู้ บั เงนิ ในชอ่ื สมมตขิ น้ึ ผนู้ น้ั จะรบั เงนิ หรอื
โอนตวั๋ ตอ่ ไปในชอื่ สมมตขิ ึ้นกไ็ ด้

แต่ถ้าผู้สั่งจ่ายสั่งจ่ายให้แก่บุคคลที่ไม่มีตัว โดยมีผู้อ่ืนใช้กลฉ้อฉล เช่น นายด�ำเป็นเจ้าของ
รา้ นคา้ เสมยี นของนายดำ� หลอกนายดำ� วา่ นายเขยี วขายทรัพย์ให้ร้านคา้ เป็นเจา้ หนีน้ ายดำ� นายดำ�
ดาวนจโ์ หงึ อลดอจกากตรว๋ั ะแบลบกTเUงDนิ Cสโงั่ดนยานยายแอดรงา่ มลกูดวหงนจนั คี้ ทนร์หนงึ่ ใหจ้ า่ ยเงนิ แกน่ ายเขยี ว แลว้ มอบตว๋ั ใหเ้ สมยี นนำ� ไปสง่ มอบ

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  31

แก่นายเขียวเพ่ือเรียกเก็บเงินเป็นการช�ำระหนี้ท่ีได้ขายสินค้าให้แก่ร้านของนายด�ำ เสมียนเอาตั๋วนั้น
ไปใช้โอนต่อไป โดยลงลายมือชื่อเป็นนายเขียวสลักหลังโอน ดังนี้เป็นลายมือปลอม เพราะนายด�ำ
ตั้งใจออกตัว๋ ใหแ้ ก่นายเขียวสลักหลังโอน ดงั นี้เปน็ ลายมือปลอม เพราะนายดำ� ตั้งใจออกตวั๋ ใหแ้ ก่มใิ ช่
ต้ังใจออกให้แก่ผทู้ ่มี าหลอก การท่ผี ู้ฉ้อฉลไดต้ ๋วั ไปแล้วโอนตอ่ ไป โดยใชช้ อื่ วา่ เขยี วจงึ เปน็ การปลอม
ลายมอื ช่อื ตอ้ งบงั คบั ตามหลักเร่ืองตั๋วเงนิ ปลอม (มาตรา 1006, 1008, 905, 949, 1009)

อนง่ึ ผู้รับเงนิ จะมรี ะบุไว้หลายคนก้ได้ จะใหร้ ับเงินรวมกัน (เจ้าหนี้รว่ ม) หรอื แยกกนั โดยให้
เลือกคนใดคนหน่ึงก่อนหรือหลังเป็นล�ำดับก้ได้ แต่จะแบ่งส่วนกันคนละเท่าน้ันเท่าน้ีในตั๋วเงินฉบับ
เดยี วกนั คงจะไม่ได้ เพราะขดั ขอ้ งในทางปฏิบตั ิ เช่น ผู้ทรงจะตอ้ งครอบครองตวั๋ เงนิ เป็นตน้ บคุ คล
หลายคนจะแยกกันครอบครองตัว๋ ฉบับเดยี วไมไ่ ด้

สว่ นขอ้ ความในมาตรา 912 วรรค 2 ทว่ี า่ จะออกตวั๋ แลกเงนิ โดย “สง่ั จา่ ยเพอื่ บคุ คลภายนอก”
ก้ได้นั้น หมายความว่าผู้ส่ังจ่ายอาจออกตั๋วแลกเงินแทนผู้อ่ืนก็ได้ การเป็นตัวแทนต้องท�ำอย่างใด
จงึ จะไม่ต้องรับผดิ เป็นส่วนตัวมบี ัญญัตใิ น มาตรา 901

7. วันและสถานทีอ่ อกต๋ัวเงนิ
เก่ียวกับวันออกตั๋วเงนิ มีประโยชนใื นเรอ่ื งต๋วั เงนิ คอื
1. คดิ ดอกเบีย้ นับแต่วันออกต๋ัวตามมาตรา 911 ถา้ ไมไ่ ดก้ �ำหนดให้คดิ ต้งั แตว่ นั อื่น
2. เป็นก�ำหนดอายุต๋ัวเงินที่ส่ังให้ใช้เงินเมื่อได้เห็นหรือเมื่อส้ินระยะเวลาหนึ่งนับแต่ได้เห็น
ซึ่งตามมาตรา 928, 944 ให้ยื่นต๋ัวเพื่อให้ผู้จ่ายรับรองหรือใช้เงินภายใน 6 เดือนนับแต่วันท่ีลงใน
ต๋วั เงนิ หรอื ตามทผ่ี ้สู ง่ั จ่ายกำ� หนด ถ้าพน้ เวลานั้นไปแลว้ อาจจะไล่เบ้ยี ไม่ได้ (มาตรา 973)
การเขยี นระบุวัน เดอื น ปี ท่อี อกตั๋วเงินนน้ั ผู้สั่งจา่ ยอาจเปน็ ผู้ลงวัน เดอื น ปี ดว้ ยตนเอง หรอื
มอบหมายให้ผอู้ ่นื ลงแทนกไ้ ด้ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 1482/2529)
ถ้าตั๋วเงินมิได้ลงวันออกตั๋ว ตั๋วนั้นไม่เสีย เพราะเข้าข้อยกเว้นในมาตรา 910 ท่ีบัญญัติว่า
ถ้ามิได้ลงวันออกตั๋ว ท่านว่าผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนหน่ึงคนใดท�ำการโดยสุจริตจะจดวันที่
ถกู ตอ้ งแทจ้ รงิ ลงกไ้ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1521/2523, 3800/2528, 3046/2529) และไมเ่ ปน็ การแกไ้ ข
ทจ่ี ะท�ำใหต้ ั๋วเงินน้ันสยี ตามมาตรา 1007 (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 1545/2524)
การทม่ี ไิ ดร้ ะบวุ นั ออกต๋วั น้ัน หมายถึง ท้ังวัน เดือน และปีใหค้ รบถ้วน โดยอาจมิได้ระบุทั้งวนั
เดอื น และปี หรอื มไิ ดร้ ะบอุ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ หรอื สองอยา่ งกไ้ ด้ เชน่ การทผี่ สู้ งั่ จา่ ยระบวุ นั ทโี่ ดยมไิ ดร้ ะบุ
เดอื นและปที อี่ อกตว๋ั ยอ่ มถอื เปน็ ปรยิ ายไดว้ า่ ยนิ ยอมหรอื มอบหมายใหผ้ ทู้ รงจดวนั ทอ่ี อกเชค็ ซงึ่ หมาย
ถงึ เดอื น และปตี ามทถ่ี กู ตอ้ งแทจ้ รงิ ลงในตว๋ั เงนิ ไปเรยี กเกบ็ เงนิ ไดเ้ อง (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 3023/2529)

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

32  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ข้อท่ีนา่ สงั เกตในมาตราทกี่ ล่าวนี้ คือ
1. ผูท้ รงโดยชอบด้วยกฎหมายเปน็ ผูจ้ ดวนั คนอน่ื ทไ่ี ม่ได้ทำ� แทนผ้ทู รงจะจดลงไปไม่ได้
2. วันที่จดลงไปจะจดได้แต่วันท่ีถูกต้องแท้จริง ถ้าจดวันลงไปไม่ถูกต้องตามท่ีเป็นจริง
ขอ้ ความนน้ั ไม่มีผล และ
3. ต้องจดโดยสุจรติ คือเข้าใจว่าเป็นวนั ท่ีถกู ตอ้ ง
ข้อท่ีควรพิจารณาคอื ถ้าจดวันทแี่ ท้จรงิ ลงแล้ว ทำ� ไมจึงต้องบญั ญตั ิวา่ ต้องจดโดยสุจริต เมอ่ื
จดวนั ท่ถี ูกตอ้ งแทจ้ ริงลงก็เปน็ การกระทำ� ทส่ี ุจรติ อยู่ในตวั แตถ่ ้าไม่ใช่วนั ที่ถกู ตอ้ งแท้จริง ความสุจรติ
อาจมผี ลบางประการซ่งึ จะเห็นไดโ้ ดยพิจารณามาตรา 932 ตอ่ ไปว่า
“ต๋ัวแลกเงินฉบับใดเขียนสั่งให้ใช้เงินในก�ำหนดระยะเวลาอย่างใดอย่างหน่ึง นับแต่ วันที่
ลงในตัว๋ เงนิ น้นั แต่หาก มิไดล้ งวันก้ดี ฯลฯ ต๋ัวแลกเงนิ เช่นว่ามานีท้ า่ นว่าผทู้ รงจะจดวนั ออกตว๋ั ฯลฯ
ลงตามที่แท้จริงก็ได้ แลว้ พึงใหใ้ ชเ้ งินตามนนั้
อนง่ึ ทา่ นบญั ญตั วิ า่ ในกรณผี ทู้ รงทำ� การโดยสจุ รติ แตล่ งวนั คลาดเคลอื่ นไปดว้ ยความสำ� คญั ผดิ
และในกรณีลงวันผิดทุกสถาน หากว่าในภายหลังต๋ัวเงินนั้นตกไปยังมือผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย
แล้ว ตั๋วน้ันจะเสียไปเพราะเหตุน้ันก็หาไม่ ท่านให้คงเป็นตั๋วเงินที่ใช้ได้และพึงใช้เงินกันเหมือนดังว่า
วนั ทีไ่ ด้จดลงนน้ั เป็นวันทถ่ี กู ต้องแท้จรงิ ”
ตามมาตราดังกล่าวน้ีหมายความว่า ผู้ทรงจดวันออกตั๋วลงไปได้ แต่ต้องจดวันออกต๋ัว
ท่ีแท้จริงลงไป ถ้าจดลงไปไม่ตรงตามที่เป็นจริง ข้อความนั้นย่อมไม่มีผลในตั๋วเงิน (มาตรา 899)
จะบังคับตามวันท่ีไม่ถูกต้องน้ันไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1424/2506) แต่ก็หาท�ำให้ตั๋วเงินน้ัน
เสียไปไม่ เพราะมาตรา 910 บัญญัติเปน็ ข้อยกเว้นไวด้ ังกล่าวแลว้ ฉะนน้ั ในระหว่างผูท้ รงทจ่ี ดวนั ผดิ
ลงไปกับลุกหน้ีในตั๋วเงิน ก็ต้องบังคับกันได้ตามวันที่แท้จริงโดยน�ำสืบพยานบุคคล ฉะน้ัน เฉพาะ
ปัญหาตามมาตรา 910 ผู้ทรงจะจดวนั ลงไปโดยสุจรติ หรือไมส่ จุ รติ ก็ต้องบังคับตามวันท่แี ทจ้ ริงทัง้ นน้ั
กฎหมายอเมริกันและแคนาดาจึงไม่กล่าวถึงว่าผู้ทรงต้องสุจริตในการกรอกวันลงไปในตอนนี้
(The Law of Negotiable Instrument in the Americas, vol. 1, p. 202) ผู้ทรงซึ่งเปน็ ผ้จู ัดการ
มรดกของผู้รับเงินจดวันลงไปในเช็คหลังจากท่ีผู้ส่ังจ่ายออกเช็คประกันเงินกู้ให้กว่า 10 ปี โดยไม่ได้
รบั อำ� นาจใหก้ รอกวนั ลงผดิ จากวนั ทแี่ ทจ้ รงิ ได้ ศาลวนิ จิ ฉยั วา่ เชค็ นน้ั ขาดอายคุ วาม 1 ปี นบั แตว่ นั ออก
เช็คตามมาตรา 1002 (คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 104/2518) ผูจ้ ัดการมรดกของผูท้ รงกรอกวนั ลงในเชค็ ตาม
ท่ีผูก้ รอกเช็คเจตนาใหก้ รอกและฟ้องใน 1 ปี ตามมาตรา 1002 ไม่ขาดอายคุ วาม (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี
1925/2526)
ผู้สั่งจ่ายเช็คตายไม่ท�ำให้หนี้ระงับ ผู้ทรงกรอกวันเวลาท่ีถูกต้องลงได้ แม้ผู้สั่งจ่ายตายแล้ว
ดาวน(์โคห�ำลดพจิพาการกะบษบาฎTUีกDาCทโ่ีด9ย1น9า/ย2อ5ร2่าม2,ด3วง9จ7นั 3ท/ร2์ 526) แตธ่ นาคารจะไม่จา่ ยเงินตามมาตรา 992 (2)

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  33

บางทผี อู้ อกตว่ั อาจเวน้ ชอ่ งว่างไว้ให้ผู้ทรงกรอกวนั เอาเอง ในกรณเี ช่นนผี้ ูท้ รงกอ็ าจกรอกวนั
ลงไปได้ตามอ�ำนาจท่ีได้รับมอบหมายมา (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1410/2525) ทั้งนี้เป็นปัญหาเร่ืองการ
มอบหมายดดยตรงหรือโดยปริยายอกี ส่วนหนง่ึ และผู้สลกั หลังกไ็ ม่พ้นความรบั ผดิ (ค�ำพิพากษาฎีกา
ที่ 598/2526) ศาลวนิ จิ ฉยั วา่ ถา้ ผูส้ ัง่ จา่ ยมิไดน้ ำ� สบื ใหเ้ ห็นวา่ มีข้อจ�ำกัดในเรอื่ งวนั ที่จะใหผ้ ้ทู รงกรอก
ลงอย่างไร ตอ้ งถือว่าผทู้ รงจะลงวันไหนก็ได้ ผสู้ ั่งจา่ ยจะโตแ้ ย้งวา่ ไมส่ ุจริตไม่ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่
1657/2516) และวนิ จิ ฉยั วา่ การทจี่ ำ� เลยเอาเงนิ ของโจทกไ์ ปแลว้ เขยี นเชค็ ยงั ไมไ่ ดล้ งวนั ทม่ี อบใหโ้ จทกไ์ ว้
ย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าจ�ำเลยยินยอมให้โจทกืลงวันท่ีเอาตามท่ีโจทก์จะเห็นสมควร เพื่อเรียก
เก็บเงินตามเชค็ ชำ� ระหนี้ ถา้ จ�ำเลยนำ� สบื ใหเ้ ห็นว่าโจทกไ์ มส่ จุ ริตไมไ่ ด้ เช็คนัน้ สมบรู ณ์ (ค�ำพพิ ากษา
ฎีกาท่ี 1009/2518, 1403/2518, 2121/2518) ถ้าการทผ่ี ทู้ รงกรอกวันลงอยใู่ นขอบอ�ำนาจตามทไ่ี ด้รบั
มอบหมาย เชน่ ให้กรอกวันถึงก�ำหนดใชเ้ งินลงในตว๋ั เงนิ ท่มี อบใหเ้ ป็นประกันหน้ี ในเมือ่ ลกู หนีผ้ ดิ นัด
เจ้าหนี้จึงกรอกวันลงตามท่ีตกลงซ่ึงเป็นเวลา 7 ปีต่อมา แล้วน�ำตั๋วเงินนี้มาฟ้องดังนี้ถือว่าวันที่
ลงในตั๋วน้ันเป็นวันท่ีถูกต้อง (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 575/2507, 98/2521, 1841/2524) ออกเช็คช�ำระ
ราคาซ้ือของโดยไม่ลงวัน ต่อมา 6 ปี ผูข้ ายกรอกวันลงได้ (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 2395/2522) ผทู้ รง
นำ� เชค็ ทมี่ ไิ ดล้ งวนั ออกเชค็ ไปเบกิ เงนิ ตอ่ ธนาคาร เจา้ หนา้ ทะ่ นาคารกรอกวนั นนั้ ลงไป เมอ่ื ไมม่ ขี อ้ ตอ่ สู้
และไมไ่ ดค้ วามเป็นอย่างอ่ืน ถอื เปน็ ปริยายวา่ ผสู้ ัง่ จา่ ยมอบหมายกรอกววั ันนั้นลงไป เมอ่ื ไม่มขี ้อต่อสู้
และไม่ได้ความเป็นอย่างอ่ืน ถือเป็นปริยายว่าผู้สั่งจ่ายมอบหมายให้ผู้รับเช็คกรอกวันออกเช็คได้เอง
และเจ้าหน้าที่ธนาคารลงวันแทนผู้ทรงโดยสุจริตซ่ึงท�ำได้ตามมาตรา 910, 989 (ค�ำพิพากษาฎีกาที่
1303/2514, 2499/2519)

ออกเช็คไม่ลงวันเพ่ือช�ำระหน้ีเงินกู้ ผู้ออกเช็คตาม ต่อมา 4 เดือนผู้ให้กู้น�ำเช็คไปเบิกเงิน
ธนาคารปฏิเสธไม่ยอมจ่าย โจทก์กรอกวันเดียวกันน้ันลงในเช็คแล้วฟ้องทายาทให้ใช้เงินตามเช็ค
ได้ ถอื เปน็ การท�ำโดยสุจริต (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 502/2521)

แตถ่ า้ เวลาลว่ งเลยหลงั จากทผี่ ทู้ รงไดร้ บั มอบเชค็ มาถงึ 8 ปี ผทู้ รงกรอกวนั ปจั จบุ นั ลงไปไมไ่ ด้
ความวา่ ผสู้ งั่ จา่ ยยนิ ยอมใหผ้ ทู้ รงทำ� เชน่ นน้ั ได้ ถอื วา่ ผทู้ รงจดวนั ทถี่ กุ ตอ้ งแทจ้ รงิ โดยสจุ รติ ไมไ่ ด้ ผทู้ รง
ไม่มีสิทธิฟ้องผู้ส่ังจ่ายตามเช็คนั้น (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 2037/2515) ต่อมาศาลวินิจฉัยว่า ไม่พยาน
หลักฐานข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้ส่ังจ่ายยอมให้ผู้รับเงินกรอกวันใด ๆ ลงไปได้ ผู้จัดการมรดกของผู้รับ
เงินกรอกวันหลังจากทผ่ี ้สู ั่งจา่ ยออกเชค็ ใหเ้ ปน็ ประกันเงินกูไ้ วก้ ว่า 10 ปี ถอื เป็นการกรอกวนั ท่ีถูกต้อง
แทจ้ รงิ ลงไมไ่ ด้ คดีขาดอายคุ วามตามมาตรา 1002 (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 102/2518)

พ.ร.บ.ตว๋ั แลกเงินของอังกฤษ มาตรา 20 บัญญัตใิ จความวา่ การลงลายมอื ชื่อโดยเวน้ ช่อง
ว่าไว้ให้กรอกข้อความเป็นตั๋วเงิน มีผลเป็นเบ้ืองต้นว่ามอบอ�ำนาจให้ผู้ครอบครองกรอกข้อความลง
ได้ตามที่ผู้นี้เห็นสมควรเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กฎหมายแคนาดา (1952) มาตรา 31, 32 กฎหมาย
ดาวนสโ์ หหลรดฐั จอากเมระรบกิ บาTU(D18C9โ6ด)ย นมาายอตรร่าาม ด1ว4งจมนั ทีขร้อ์ ความอย่างเดยี วกัน ตามแนวของศาลไทยคงเป็นการวินจิ ฉัย

34  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ขอ้ เท็จจริงวา่ สจุ รติ ตามทมี่ อบหมายหรอื ไม่ ถ้าท้ิงไวน้ านเกนิ จงึ ไปกรอกข้อความลง ถอื วา่ ไมเ่ ป็นไป
ตามอำ� นาจท่ไี ดร้ ับมอบหมายมา

นอกจากผทู้ รงสามารถลงวนั ออกตวั๋ ได้ด้วยตนเอง หรอื มอบหมายให้ผูอ้ นื่ ลงวันออกตว๋ั แทน
ตนเองได้ บุคคลซ่ึงมีสิทธิตามกฎหมายท่ีจะจัดการงานหรือได้รับสิทธิต่าง ๆ ของผู้ทรงย่อมมีสิทธิ
ลงวันออกต๋ัวที่ถูกต้องแท้จริงได้ เช่น ในกรณีผู้ทรงตาย ผู้จัดการมรดกหรือทายาทย่อมด�ำเนินการ
จดวนั เดอื นปีทถ่ี กู ต้องแทจ้ รงิ ลงในต๋ัวเงนิ ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 2015/2532)

ในกรณที ผ่ี ทู้ รงจดวนั ลงไปผดิ ความจรงิ โดยไมส่ จุ รติ หรอื โดยประการอนื่ คอื แมจ้ ะกรอกวนั ผดิ
ความจรงิ โดยไม่สุจริตกต็ าม ถ้าต๋วั นัน้ ไดโ้ อนต่อไปยงั ผู้ทรงคนถดั ไปแล้วมาตรา 932 วรรค 2 บัญญตั ิ
ใหต้ ๋ัวเงนิ นน้ั ใชบ้ งั คบั เหมือนอย่างวันท่จี ดลงไวผ้ ดิ ความจรงิ นั้นเป็นวันท่ถี ูกต้องแทจ้ ริงแลว้ ลูกหนจี้ ะ
อ้างข้อต่อสู้ระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน ๆ มาใช้ต่อผู้ทรงคนปัจจุบันไม่ได้ เว้นแต่จะรับโอนมาโดย
ไมส่ ุจรติ (มาตรา 916)

ตอ้ งสงั เกตวา่ ทก่ี ลา่ วมานเ้ี ฉพาะกรณที ผ่ี อู้ อกตวั๋ เงนิ คอื ผสู้ งั่ จา่ ยมไิ ดล้ งวนั ออกตวั๋ ไวเ้ ลยเทา่ นน้ั
ถ้าผู้สั่งจ่ายลงวันออกตั๋วไว้แล้ว แม้จะลงผิดความจริงไปอย่างไร ผู้ทรงจะไปแก้ไขไม่ได้ นอกจากจะ
ได้ท�ำการแกไ้ ขโดยคกู่ รณที กุ ฝ่ายยนิ ยอมให้แก้ มฉิ ะน้ันต๋ัวเงนิ นน้ั เสยี ตามมาตรา 1007 ซึ่งการแก้ไข
ในตัว๋ เงนิ จะท�ำได้ในบางกรณเี ท่านน้ั ดงั จะได้กล่าวถึงการแก้ไขในต๋วั เงนิ ตอ่ ไปภายหลัง

ปัญหาจึงเกิดข้ึนว่า ถ้าผู้ส่ังจ่ายลงวันออกตั๋วผิดความจริงไป ผลจะเป็นอย่างไร ปัญหานี้มี
ขอ้ พจิ ารณาดังนี้

1. ถา้ เปน็ การลงวันผิดโดยไมต่ ้งั ใจ ผู้รบั เงนิ อยูใ่ นฐานะทต่ี ้องถอื ว่า ร้วู ่าวันทล่ี งนัน้ ผดิ เพราะ
การออกตั๋วเงินก็คือการเขียนและส่งตั๋วให้ผู้รับเงิน การเขียนตั๋วเงินเก็บไว้เอง ยังไม่ส่งให้ผู้รับเงิน
ยังไม่มีผลเป็นต๋ัวเงินแต่อย่างใด เพราะเป็นการแสดงเจตนาอันยังไม่ได้ส่งไปถึงผู้รับ การแสดง
เจตนายังหามีผลให้เกิดนิติสัมพันธ์อย่างใดไม่ วันออกตั๋วก็คือวันที่ต๋ัวเงินมีผลขึ้นมาโดยการส่งมอบ
(มาตรา 130 และ พ.ร.บ.ตว๋ั แลกเงนิ ขององั กฤษ มาตรา 2 ซงึ่ ตามบทวเิ คราะห์ “issue” หมายความวา่
ต้องได้ส่งมอบต๋ัวโดยสมบรณ์แบบไปยังผู้ทรงแล้ว) ฉะน้ันการออกต๋ัวซึ่งลงวันผิดย่อมไม่มีผล
(มาตรา 899) เพราะกฎหมายใหล้ งวันออกตว๋ั โดยแทจ้ รงิ วันนน้ั จงึ จะมผี ลบงั คับตามกฎหมาย ฉะน้ัน
ก็ต้องบังคบั ตามวันทีแ่ ทจ้ รงิ แตข่ ้อนห้ี มายความว่าเฉพาะระหวา่ งผสู้ ง่ั จ่ายกับผู้รบั เงินที่รับต๋วั ไปโดย
รวู้ า่ วันใดเป็นวนั ออกต๋วั ท่แี ท้จรงิ เทา่ น้นั

2. ถา้ ไดล้ งวนั ผดิ โดยไมต่ งั้ ใจ และตว๋ั นนั้ ตกไปยงั ผทู้ รงโดยสจุ รติ คอื หมายความวา่ ตว๋ั เงนิ นน้ั
ได้โอนต่อ ๆ ไปแล้ว กรณีต้องบังคับตาม มาตรา 932 วรรค 2 ท่ีว่าในกรณีลงวันผิดทุกสถาน
ถา้ ตวั๋ เงนิ ตกไปอยใู่ นมอื ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมาย ตอ้ งบงั คบั ตามวนั ทลี่ งไวเ้ หมอื นเปน็ วนั ทถี่ กู ตอ้ ง
แท้จรงิ ทั้งนีเ้ พราะลูกหนี้ตอ้ งรับผิดตามขอ้ ความทเี่ ขียนไวใ้ นตั๋วเงนิ (มาตรา 900)

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  35

3. ถา้ ไดล้ งวนั ใหผ้ ดิ ความจรงิ โดยผสู้ ง่ั จา่ ยตงั้ ใจจะใหผ้ ดิ ความจรงิ ไปเชน่ นนั้ เชน่ ลงวนั ยอ้ นตน้
(ante-dated) หรือลงวนั ถดั ไป (post-dated) เชน่ น้ี แมจ้ ะไมใ่ ชว่ นั ออกต๋ัวเงนิ ทีถ่ กู ตอ้ ง กต็ อ้ งถอื และ
บงั คบั ตามวนั ทลี่ งไวน้ น้ั เหมอื นดงั วา่ เปน็ วนั ออกตวั๋ เงนิ ทถี่ กู ตอ้ ง เพราะผสู้ งั่ จา่ ยเจตนาจะใหต้ ว๋ั เงนิ นนั้
มีผลบังคับตามวันที่ลงไว้น้ัน การลงวันท่ีออกต๋ัวเงินให้ผิดความจริงเช่นน้ีมีผลเท่ากับยืดหรือย่นอายุ
ตั๋วดว้ ย แต่ข้อนไี้ ม่ท�ำให้ตัว๋ น้ันเสีย เพราะตามมาตรา 928, 944 ก�ำหนดเวลายนื่ ตัว๋ ซึ่งนบั แต่วันทีล่ ง
ในตั๋วใหผ้ ิดความจริงไมไ่ ด้ เพราะเทา่ กับผู้ส่งั จา่ ยต้ังใจจะออกและสง่ มอบตวั๋ เงินให้ผรู้ บั เงนิ ในวนั ทล่ี ง
ไวน้ น้ั การออกและสง่ มอบยอ่ มแลว้ แตเ่ จตนาของผสู้ งั่ จา่ ย จงึ ตอ้ งเปน็ ไปตามเจตนา ในเรอ่ื งวนั ทตี่ ง้ั ใจ
ลงใหผ้ ดิ ความจริงน้ี ตาม พ.ร.บ.ต่ัวแลกเงนิ ขององั กฤษ มาตรา 31 (2) บญั ญัตวิ ่า ไม่ท�ำให้ต๋ัวเงนิ นน้ั
เสียไป การลงวันถัดไป ซ่ึงเรียกกันว่าลงวันล่วงหน้านั้น ใช้กันมากในการยืมเงินหรือช�ำระหนี้ด้วย
เช็คให้มรี ะยะเวลาเบกิ เงินต่อไปภายหนา้ ท้งั นเี้ พราะเชค็ นนั้ จะตอ้ งช�ำระเงินเมอื่ ไดเ้ หน็ (มาตรา 987)
จะมีกำ� หนดระยะหนงึ่ นับแต่ได้เหน็ เหมือนอยา่ งอย่างต๋ัวแลกเงินตามมาตรา 909 (4), 913 หาได้ไม่
ในทางปฏบิ ัตผิ ู้ออกเช็คตั้งใจจะใช้เงนิ เมอ่ื ระยะเวลาหนึ่งผา่ นไป เชน่ 3 เดือนข้างหนา้ จงึ ใชว้ ธิ ีลงวัน
ถัดไป 3 เดือน ถึงวันน้ันผู้ทรงจึงจะน�ำเช็คไปรับเงินจากธนาคารได้ การลงวันถัดไปหรือย้อนต้น
เหตผุ ลธรรมดายอ่ มบังคบั อยู่ในตัววา่ ลงวนั ผิดความจริงใหม้ ากเกนิ ไปไม่ได้อยู่เอง เพราะย่อมจะไม่มี
ใครรบั ตว๋ั เงินที่หมดอายุ (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 3658/2526) หรอื ท่ยี งั ไม่ถงึ วนั อกี นานเกินไป

ปัญหาอีกข้อหน่ึงก็คือ ต๋ัวแลกเงินที่ลงวันถัดไปน้ัน จะมีผลเป็นต๋ัวแลกเงินที่ลงวันถัดไปน้ัน
เชน่ ต๋วั เงินออกในวนั ที่ 1 ตุลาคม แต่ลงวนั ที่ 1 พฤษจิกายน ในระหวา่ งเดอื นตุลาคมนนั้ ผู้ทรงจะเป็น
ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายหรอื ไม่ การโอนตว๋ั เงนิ จะทำ� ไดห้ รอื ไม่ ถา้ ไดใ้ ชเ้ งนิ ไปกอ่ นวนั ทลี่ งในตวั๋ เงนิ
จะบงั คบั ตามมาตรา 942 วรรค 2 ไดห้ รอื ไม่ ในขอ้ นตี้ าม พ.ร.บ.ตว๋ั เงนิ ขององั กฤษ มาตรา 13 (2) บญั ญตั ิ
ว่า ต๋ัวเงินไม่เสียไปเพราะเหตุที่ลงวันถัดไปหรือย้อนต้น ซึ่งหมายความว่าเมื่อต๋ัวเงินนั้นไม่เสียไป
กย็ อ่ มเปน็ ต๋วั เงินท่ีถูกต้องตามกฎหมาย คำ� พิพากษาฎีกาที่ 327/2495 ตัดสินแสดงว่า กอ่ นวนั ทล่ี ง
ในต๋วั เงินกเ็ ปน็ ตัว๋ เงนิ ตามกฎหมายแลว้ เหมอื นกัน และค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 655/2498 ตดั สนิ ว่า เชค็ ท่ี
ลงวนั ลว่ งหนา้ ไมม่ กี ฎหมายบญั ญตั วิ า่ ไมส่ มบรู ณ์ แตเ่ ปน็ การรบั วา่ จะใชช้ ำ� ระเงนิ ในวนั ทลี่ งในเชค็ ซงึ่ มี
ผลใชบ้ งั คับกันได้ ถ้าธนาคารปดิ บัญชีของผู้ส่ังจ่ายก่อนลงในเชค็ ผ้ทู รงก็ไลเ่ บี้ยไดท้ นั ที (คำ� พิพากษา
ฎีกาที่ 1865/2517)

เช็คลงวันล่วงหน้า เป็นวันหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ขอรับช�ำระหน้ีในคดีล้มละลายไม่ได้
ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ผู้ทรงรับโอนเช็คมาไม่ปรากฏหน้ีเดิม ขอรับช�ำระหน้ี
ไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 964/2524)

เชค็ 3 ฉบับ ลงวันคนละวนั แม้เอาไปขน้ึ เงนิ วนั เดียวกนั ธนาคารเดยี วกัน ธนาคารไม่จ่ายเงิน
เปน็ ความผดิ ตาม พ.ร.บ.เช็คฯ กระทง (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 460/2526)

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

36  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

4. ถ้าลงวันผิดโดยเห็นว่าผิด เช่น ลงวันท่ี 31 กันยายน เช่นนี้เป็นปัญหาในเร่ืองการแปล
เอกสาร ซึ่งสันนิษฐานเจตนาแท้จริงว่า คงเป็นวันสุดท้ายของเดือนกันยายนนั่นเอง (Chalmers,
-note 72, p. 37)

ย. ออกเชค็ ให้ ก. ไมล่ งวันออกเชค็ ตอ่ มา ก. เอาเช็คไปขอรับเงิน ย. ลงวนั ย้อนข้ึนไป 8 ปี
แมม้ เี งนิ ในบัญชธี นาคารก็ไมจ่ ่ายเงนิ และขาดอายคุ วาม เป็นการทำ� ใหเ้ ชค็ ไรป้ ระโยชน์ผิดตาม ป.อ.
มาตรา 188 (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 3658/2526)

เก่ียวกับสถานที่ออกต๋ัว มีประโยชน์ในตั๋วเงินคือ เป็นเคร่ืองแสดงให้รู้ว่าเป็นต่ัวเงินหรือ
นอกประเทศ ซึ่งจะมีผลในเร่ืองจ�ำเป็นจะต้องท�ำค�ำคัดค้านเมื่อไม่มีผู้รับรองหรือใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น
(มาตรา 965) ดังจะได้กล่าวต่อไป นอกจากน้ียังมีประโยชน์ที่จะให้รู้ว่าผู้ส่ังจ่ายอยู่ท่ีไหน เพ่ือจะได้
ติดตอ่ กับผสู้ งั่ จา่ ย เช่น ในเมือจะต้องส่งค�ำบอกกลา่ วไม่รบั รองหรอื ไมใ่ ช้เงนิ เปน็ ตน้ (มาตรา 961)

ถ้าไม่ลงสถานที่ออกต๋ัวแลกเงินไว้ต่ัวนั้นก้ไม่เสีย มาตรา 910 บัญญัติว่าถ้าต๋ัวแลกเงิน
ไมแ่ สดงให้ปรากฏสถานท่ีออกตั๋วเงนิ นัน้ ไดอ้ อก ณ ภูมลิ �ำเนาของผู้สง่ั จ่าย

8. ลายมือชอื่ ผู้ส่งั จ่าย
รายการนส้ี ำ� คญั จะขาดเสยี มไิ ด้ ตราบใดทตี่ ว๋ั เงนิ ยงั ไมล่ งลายมอื ชอ่ื ผสู้ ง่ั จา่ ย ตราบนนั้ ยงั ไมม่ ี
ลักษณะเป็นตั๋วเงิน ตามตัวอย่างต๋ัวแลกเงินข้างต้น คือลายมือช่ือนายด�ำในด้านหน้าของต๋ัวแลกเงิน
ถ้าลงลายมือช่ือผู้สัง่ จา่ ยปลอม ตว๋ั เงนิ ย่อมไม่สมบูรณ์ เพราะขาดลายมือชื่อผ้สู ่ังจ่ายตามมาตรา 910
(คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 270/2496) ขอ้ ความในตวั๋ เงนิ ผอู้ อกตวั๋ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเขยี นเอง แตต่ อ้ งลงลายมอื ชอื่
ผูอ้ อกต๋ัวนน้ั ผู้สัง่ จ่ายลงลายมอื ชื่อในเช็คให้ภรยิ ากรอกข้อความเอาเองตามทอ่ี นญุ าตไว้ เชค็ นั้นใชไ้ ด้
(ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 1353/2518)
การลงลายมือช่ือในเอกสารมีมาตรา 9 บัญญัติไว้ ซึ่งอาจเป็นผู้ส่ังจา่ ยเขียนช่ือของตนเอง
ลงไป จะเป็นภาษาเดยี วกบั ข้อความหรือไม่กไ็ ด้ หรือถา้ ใชต้ ราประทบั แทนลงลายมือชื่ออย่เู ปน็ ปกติ
การประทับตราเช่นน้ันก็เสมอกับลงลายมือชื่อ แต่มาตรา 910 วรรค 2 บัญญัติว่า “ถ้าลงเพียง
เครื่องหมายอยา่ งหนง่ึ อย่างใด เช่น แกงได หรอื พมิ พ์ลายนว้ิ มอื อ้างเอาเป็นลายมอื ชอื่ ในต๋ัวเงนิ ไซร้
ถงึ แมว้ า่ จะมพี ยานลงชอ่ื รบั รองกต้ าม ทา่ นวา่ หาใหผ้ ลเปน็ ลายมอื ชอ่ื ในตว๋ั เงนิ นน้ั ไม”่ ซง่ึ เปน็ ขอ้ ยกเวน้
ของมาตรา 9 วรรค 3, 4
การลงลายมอื ชื่อจะใช้ภาษาไทยหรือภาษาอื่นใดก็ได้ จะลงชื่อตัวเองและชอ่ื สกลุ เตม็ บริบรู ณ์
หรือจะลงแต่ชื่อตัวก็ได้ แม้จะลงช่ือย่อก็ไม่มีอะไรห้าม มีผลใช้ได้เป็นลายมือช่ือเหมือนกัน จะลงแต่
ชอื่ สกลุ กค็ งใชไ้ ด้ ข้อสำ� คญั อยทู่ ผี่ ้สู งั่ จ่ายไดเ้ ขียนโดยตั้งใจใหเ้ ปน็ ช่ือของตนลงไปกพ็ อ แม้แต่จะใช้ช่ือ
อ่ืน (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1925/2526) เช่น ลงช่ือท่ีใช้ในบัญชีเงินฝากในธนาคาร (ค�ำพิพากษาฎีกา
ดาวนทโ์ หี่ ล8ด5จ4าก/2ระ5บ2บ3)TUซDC่งึ ชโดอื่ ยไมนาจ่ ยรอิงร่ามเขดยี วนงจลันงทใรน์ ต๋วั เงนิ กใ็ ช้ได้ เพราะบุคคลจะทำ� สัญญาโดยใชช้ ื่อว่าอะไรก็ได้

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  37

(ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 520/2479, 151/2507) จะใช้ชื่อยี่ห้อ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1215/2500) หรือ
ชื่อสมมติก็ได้ ถ้าได้เขียนชื่อน้ันลงไปโดยต้ังใจใช้ชื่อน้ันเป็นเคร่ืองแสดงตัวของเขาเองเป็นเจ้าของ
ช่ือในต๋ัวเงิน ไม่ได้ลงช่ือโดยเข้าใจว่าเป็นคนอื่นด่ังน้ีก็ไม่มีอะไรห้าม แต่ถ้าลงช่ือโดยให้เข้าใจว่าเป็น
ตนอื่น ไมใ่ ช่ตัวผู้ลงชอ่ื แล้วกอ็ าจเปน็ การปลอมเอกสารอนั มีความผดิ ทางอาญา (มาตรา 264) ลายมือ
ช่ือปลอมในตั๋วเงินนั้นต้องบังคับตามมาตรา 1006 และ 1008 กล่าวคือ ยังใช้ยันผู้ที่ถูกตัดบทหรือ
ถูกกฎหมายปิดปากมิให้อ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอมได้ และไม่กระทบกระเทือนความสมบูรณ์ของ
ลายมือช่ืออื่น หมายความว่าผู้รับรองหรือสลักหลังยังมีความรับผิดตามท่ีตนได้ลงลายมือชื่อไว้
(มาตรา 900) แสดงวา่ มาตรา 1006 บัญญัตยิ กเว้น มาตรา 909, 910 ไว้อีกชั้นหนึง่ ในสว่ นทเ่ี กยี่ วกับ
ลายมอื ชอ่ื อน่ื ทไี่ มใ่ ชล่ ายมอื ชอ่ื ปลอม การทล่ี ายมอื ชอื่ ผสู้ งั่ จา่ ยปลอมจงึ ไมท่ ำ� ใหเ้ อกสารนนั้ ขาดรายการ
ไม่เป็นต๋วั เงนิ

การลงลายมอื ชอ่ื เขา้ ใจวา่ จะตอ้ งเปน็ การเขยี นดว้ ยมอื ถา้ จะใชพ้ มิ พด์ ดี ชอื่ ลงไปเขา้ ใจวา่ ไมใ่ ช่
ลายมอื ชอ่ื ตามความหมายของมาตรา 9 และ 900 เพราะไมอ่ าจตรวจสอบได้วา่ เป็นลายมือของผูใ้ ด
แตก่ ารใช้ตราประทับแทนลงลายมือชือ่ ตามมาตรา 9 วรรค 2 นั้นมาตรา 900 ไมห่ ้าม

การลงลายมือชื่อจะเขียนเป็นลายเซ็น หรือจะเขียนเรียบ ๆ ด้วยหมึกหรือดินสอก้ไม่ส�ำคัญ
ถ้าไดเ้ ขียนชอ่ื ลงไปกใ็ ชไ้ ด้ และจะเขียนเรยี บ ๆ ด้วยหมกึ หรอื ดนิ สอก้ไม่ส�ำคัญ เชน่ เขยี นด้วยมอื ว่า
“ขา้ พเจา้ นายดำ� สงั่ ใหน้ ายแกงจา่ ย” ฯลฯ ดงั่ นใี้ ชไ้ ดแ้ มจ้ ะผดิ ธรรมดาไปกต็ าม เคยมคี ดใี นศาลองั กฤษ
ว่าใช้ได้

เชค็ มตี รายห่ี อ้ รา้ นของจำ� เลยประทบั แตจ่ ำ� เลยมไิ ดล้ งชอ่ื เปน็ ผสู้ งั่ จา่ ย แตม่ คี นอนื่ ลงชอื่ จำ� เลย
ไม่ตอ้ งรับผดิ ตามเช็ค (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 2526/2522)

ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งนิ ระบวุ า่ นายศลิ าชยั เปน็ ผอู้ อกตวั๋ แตล่ ายมอื ชอ่ื ในตวั๋ เปน็ ชอ่ื “สนิ ” ไดค้ วามวา่
สองช่อื นค้ี ือคนเดยี วกัน ตว๋ั นั้นใชไ้ ด้ ไมข่ ัดกับมาตรา 983 (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 141/2525)

นอกจากจะเขียนลายมือช่ือด้วยตนเองแล้ว เป็นปัญหาว่าถ้าผู้สั่งจ่ายให้คนอ่ืนเขียนช่ือ
ผสู้ ั่งจา่ ยลงไปแทนท่ีผูส้ ง่ั จ่ายจะเขียนเอง หรือแทนทจ่ี ะใหต้ ัวแทนลงช่ือของตัวการลงไปทเี ดยี วเชน่ นี้
จะใช้ได้หรือไม่ ตามกฎหมายอังกฤษถือว่าใช้ได้ ในปัญหาข้อนี้แม้มาตรา 9 และมาตรา 900 มิได้
กลา่ วถงึ การทคี่ นหนง่ึ ใหอ้ กี คนหนงึ่ ลงชอื่ คนแรกแทนเหมอื นอยา่ ง พ.ร.บ.ตวั๋ แลกเงนิ ขององั กฤษกต็ าม
แตม่ าตรา 1008 กบ็ ญั ญตั วิ า่ “ภายในบงั คบั แหง่ บทบญั ญตั ทิ งั้ หลายในประมวลกฎหมายนี้ เมอื่ ใดลายมอื
ชอ่ื ในตวั๋ เงนิ เปน็ ลายมอื ปลอมกด็ ี เปน็ ลายมอื ชอ่ื ลงไวโ้ ดยทบี่ คุ คลซง่ึ อา้ งเอาเปน็ เจา้ ของลายมอื ชอื่ นน้ั
มิได้มอบอ�ำนาจให้ลงก็ดี” ฯลฯ ซึ่งกล่าวถึงการลงลายมือชื่อของคนอื่นที่เจ้าของลายมือช่ือมิได้มอบ
อำ� นาจใหล้ ง ท�ำใหเ้ ห็นไดว้ ่าถ้า ข. ลงลายมอื ชื่อ ก. โดย ก. มอบอำ� นาจให้ลงก็คงใชไ้ ด้ มาตรา 1008
นี้มีที่มาจากมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ต๋ัวแลกเงินของอังกฤษข้อความตรงกัน แสดงให้เห็นว่าคงจะมี

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

38  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ผลบงั คบั เชน่ เดยี วกบั กฎหมายองั กฤษ คอื การทค่ี นหนงึ่ ลงชอื่ ของอกี คนหนงึ่ แทนโดยไดร้ บั มอบหมาย
น้ัน เปน็ การใช้ได้ตามกฎหมาย

การทจ่ี ะพิจารณาว่า ก. ให้ ข. ลงช่อื ก. แทน จะเปน็ การใช้ไดห้ รือไมน่ ัน้ กล่าวโดยทั่วไป
บคุ คลยอ่ มมอบหมายให้ผอู้ นื่ ท�ำการแทนได้ เวน้ แต่จะตอ้ งห้ามตามกฎหมาย การใหล้ งชื่อแทนน้ีแยก
ออกไดต้ า่ งหากจากการมอบหมายใหไ้ ปทำ� สญั ญาแทนอนั เปน็ การแตง่ ตงั้ ใหต้ วั แทนเปน็ ผไู้ ปทำ� ความ
ตกลงแทนตวั การ แตก่ ารทต่ี วั แทนลงชอื่ แทนนนั้ เปน็ แตม่ อบหมายใหล้ งชอื่ การตกลงตวั การอาจทำ� เอง
เรยี บรอ้ ยแลว้ หรอื จะมอบหมายให้ตวั แทนท�ำความตกลงเป็นสญั ญาข้นึ ด้วย และให้ลงชือ่ ตวั การด้วย
ก็อาจมีได้ ปัญหาอยู่ท่ีว่าการที่ตัวแทนลงลายมือช่ือตัวการลงไปในกรณีเช่นน้ีเป็นการปลอมลายมือ
หรอื ไม่ เพราะกลา่ วโดยทว่ั ไปการท่ีบคุ คลหน่งึ เซ็นช่อื บุคคลอีกคนหนงึ่ ลงไปน้ันยอ่ มมลี ักษณะคบคดิ
กนั ให้เกิดเสียหายหรืออาจเสยี หายแก่ผอู้ ่ืน ก็เปน็ การปลอมเอกสารตามมาตรา 264 ซ่ึงเปน็ ความผิด
อาญา (คำ� พิพากษาฎีกาที่ 418/2470, 351/2480) แตก่ ารทเี่ จ้าของลายมือชอื่ อนุญาตใหบ้ คุ คลอีกคน
หน่ึงเซ็นช่ือแทนลงไปนั้น ถ้าเป็นการตรงไปตรงมามิได้กระท�ำโดยประการท่ีอาจเกิดเสียหายแก่ผู้ใด
แลว้ ก็ไมเ่ ปน็ การปลอมเอกสาร (คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 934/2473, 1015/2477) ฉะนน้ั การท่ผี ู้สั่งจา่ ยให้
คนอ่ืนลงชื่อผู้ส่ังจา่ ยแทน โดยผู้ส่ังจา่ ยกม็ เี จตนาทจี่ ะผกู พนั ตามต๋วั เงนิ นนั้ ถอื ไดว้ ่าไม่เปน็ การปลอม
เอกสารจึงมผี ลใชไ้ ดต้ ามกฎหมาย

ผ้อู อกเชค็ ลงลายมอื ช่อื ภาษาไทย ไมล่ งช่อื ภาษาองั กฤษด้วยตามทใ่ี หต้ วั อยา่ งแกธ่ นาคารไว้
ไมเ่ ปน็ ลายมอื ช่ือปลอม (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 1898/2526)

ส�ำหรับนิติบุคคลน้ัน ผู้จัดการหรือผู้แทนอ่ืน ๆ เช่น ผู้ช�ำระบัญชี (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี
490/2518) ย่อมเป็นผู้ลงชื่อแทนตามมาตรา 75 ซึ่งจะต้องจดแจ้งลงให้ชัดว่าลงช่ือในฐานะผู้แทน
นติ บิ คุ คลชอื่ ใดตามมาตรา 901 มฉิ ะนน้ั ผทู้ ล่ี งชอ่ื จะตอ้ งรบั ผดิ เปน็ สว่ นตวั ตามตว๋ั เงนิ นนั้ (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาท่ี 577/2515, 285/2517) นอกจากนี้อาจใช้วิธีลงชื่อหรือประทับตราช่ือของนิติบุคคลไปก็น่าจะ
ใช้ได้ เชน่ เดียวกับที่มรี ะบุไว้ใน พ.ร.บ.ต๋วั แลกเลินของอังกฤษ มาตรา 91 (2) ทัง้ น้ตี ้องเป็นไปตาม
ขอ้ บงั คบั ในการจดั ตงั้ นติ บิ คุ คลนน้ั (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 238/2513) เมอื่ ผจู้ ดั การนติ บิ คุ คลลงลายมอื ชอื่
ในตัว๋ เงนิ ตวั๋ เงนิ ก็ไมใ่ ช่ตั๋วปลอม ส่วนข้อจำ� กัดอำ� นาจผู้จดั การมีอย่างไร ไม่เกีย่ วกับตว๋ั ปลอมหรอื ไม่
(ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 1751/2515)

ความรบั ผดิ ของผแู้ ทนนติ บิ คุ คลและนติ บิ คุ คลตามลกั ษณะตวั๋ เงนิ นอ้ี าจเกยี่ วขอ้ งกบั บทบญั ญตั ิ
อน่ื ๆ ด้วย เช่น บทบญั ญตั ใิ นเร่อื งหา้ งห้นุ ส่วน และบริษทั และตัวแทน เช่น

หา้ งหุ้นส่วนจำ� กดั มี ก. เปน็ หุ้นส่วนผจู้ ดั การ ข. เปน็ หนุ้ ส่วนจำ� กัด แต่ลงชือ่ ในเชค็ ท้ัง ก. และ
ข. แม้ลงชอ่ื ในฐานะตวั แทน ข. กเ็ ขา้ มายงุ่ เก่ียวจัดการงานของหา้ งดว้ ย หา้ งเลิกและชำ� ระบัญชีอยู่ ก.
ข. ต้องรว่ มรับผิด (ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 691/2524)

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  39

จำ� เลยที่ 2 กรรมการและจำ� เลยที่ 3 ผู้รับมอบอำ� นาจ ลงลายมอื ช่ือส่งั จ่ายเงินในเช็คประทบั
ตราของบริษัทจ�ำกัดตามอ�ำนาจภายในขอบวัตถุประสงคื จ�ำเลยที่ 2, 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
(ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 133/2524) กรรมการลงลายมอื ชอื่ และประทบั ตราของบริษัทจ�ำกดั ตามขอ้ บังคบั
แม้ไม่เขียนว่าท�ำแทนบริษัท ก้ถือว่าเป็นเช็คของบริษัทส่ังจ่าย กรรมการไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
(ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1009/2524, 2144/2525) คงเป็นการลงลายมือช่ือของกรรมการตามข้อบังคับ
ของบริษัท แต่ถ้ามีการลงลายมือช่ืออย่างไม่ถูกต้องตามกรรมการต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เว้น
แต่นติ บิ คุ คลจะให้สัตยาบัน เชน่ จำ� เลยท่ี 2 กรรมการบรษิ ัทจำ� เลยท่ี 1 ลงชื่อในตั๋วสญั ญาใชเ้ งนิ แต่
ผู้เดียว และประทับตราบริษัทอันเป็นการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัท ซึ่งจะต้องมีกรรมการ
2 คน ลงช่ือร่วมกัน พร้อมกับประทับตราบริษัทก็ตามแต่บริษัทจ�ำเลยที่ 1 ก็ให้การยอมรับว่าเป็น
ผอู้ อกต๋ัวสัญญาใชเ้ งนิ จำ� เลยที่ 2 ไม่ต้องรบั ผิดในตว๋ั สัญญาใช้เงนิ นั้นเป็นการสว่ นตัว (คำ� พพิ ากษา
ฎีกาที่ 1400/2527) หรือนิติบุคคลยอมให้บุคคลใดเชิดตนเองออกเป็นตัวแทนของนิติบุคคลน้ัน เช่น
บริษัท โรงพยาบาล จ�ำเลยท่ี 1 โดยจ�ำเลยที่ 2 กรรมการผู้จดั การบรษิ ทั ไดท้ ำ� สัญญาขายลดตัว๋ เงนิ กบั
โจทก์ ต่อมาจำ� เลยท่ี 2 มอบเช็คให้ ส. น�ำไปแลกเงินจากโจทก์ โดยมีจดหมายไปถึงพนักงานสินเชอ่ื
ของโจทก์ใหจ้ ดั การเรื่องแลกเชค็ และกระดาษท่เี ขยี นจดหมายเป็นแบบพมิ พข์ องจ�ำเลยที่ 1 เป็นผ้ทู รง
และเงินท่ีแลกเช็คต้องน�ำไปใช้ในกิจการของจ�ำเลยที่ 1 มีตราและช่ือโรงพยาบาลบนหัวกระดาษ
โดยมีข้อความระบุว่าก�ำลังขยายโรงพยาบาล ดังน้ี ย่อมท�ำให้โจทก์เข้าใจว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็ค
ทีจ่ �ำเลยที่ 1 เป็นผทู้ รง และเงินที่แลกเช็คตอ้ งนำ� ไปใช้ในกิจการของจำ� เลยที่ 1 แม้จำ� เลยท่ี 2 ลงชือ่
สลักหลังแต่ผู้เดียวโดยมิได้ประทับตราบรัทจ�ำเลยท่ี 1 ตามข้อบังคับตามแต่พฤติการณ์ดังกล่าวย่อม
แสดงว่าจำ� เลยท่ี 1 รแู้ ล้วยอมให้จ�ำเลยที่ 2 เชดิ ตัวจำ� เลยที่ 2 ออกแสดงเป็นตวั แทนของจำ� เลยท่ี 1
จ�ำเลยที่ 1 จึงตอ้ งรับผดิ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 2321/2528)

จ�ำเลยลงลายมือชื่อส่ังจ่ายเช็ค เพียงแต่ประทับตราห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด จ�ำเลยต้องรับผิด
ตามเช็คตามมาตรา 900, 901 (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 270/2520) คดีน้ีจ�ำเลยเป็นห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด
หุน้ ส่วนผจู้ ัดการลงลายมือชอ่ื และประทับตราของห้างก็ผูกพันหา้ งหนุ้ สว่ นจำ� กัดได้ สว่ นจ�ำเลยซ่งึ เปน็
หนุ้ สว่ นผจู้ ดั การนนั้ เมอื่ ลงลายมอื ชอ่ื ในฐานะผจู้ ดั การนติ บิ คุ คลและผกู พนั นติ บิ คุ คลแลว้ กไ้ มน่ า่ จะตอ้ ง
รับผิดเปน็ สว่ นตัว แตอ่ าจรับผดิ เป็นส่วนตวั ในฐานะเปน็ หุ้นส่วนประเภทไม่จ�ำกดั ความรับผดิ ด้วยกไ็ ด้
ในกรณนี ศี้ าลชน้ั ตน้ พพิ ากษาใหจ้ ำ� เลยซงึ่ เปน็ หา้ งหนุ้ สว่ นจำ� กดั และหา้ งหนุ้ สว่ นผจู้ ดั การรบั ผดิ รว่ มกนั
ตามเชค็ ศาลอทุ ธรณแ์ ละศาลฎกี าพพิ ากษายนื ตามศาลชน้ั ตน้ คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 2025/2526 วนิ จิ ฉยั
ตามนัยน้ี

จำ� เลยที่ 3 ซงึ่ เป็นห้นุ ส่วนจ�ำพวกจำ� กัดความรับผดิ ของห้างหุ้นส่วนจำ� กัด จำ� เลยที่ 1 เปน็ หน้ี
โจทก์ ดังนี้ เป็นการสอดเข้าไปเก่ียวข้องจดั การงานของห้างหนุ้ สว่ นจ�ำกดั รบั ผิดร่วมกันในบรรดาหนี้
ดาวนท์โหง้ั ลหดลจาากยรขะบอบงหTUา้ DงCหุ้นโดสยว่ นนายจอ�ำรกา่ มดั ดจว�ำงเจลันยททร์ ี่ 1 (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 3699/2528)

40  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ธนาคารตอ้ งรบั ผิดในการทีผ่ ชู้ ว่ ยสมุห์บัญชขี องธนาคารสลักหลังเชค็ โดยเปน็ การกระทำ� ของ
ตัวแทนเชดิ และทำ� นอกอำ� นาจตามมาตรา 821, 822 (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 3343/2525)

เชค็ สงั่ จา่ ยเงนิ แกบ่ รษิ ทั ผทู้ ไ่ี มใ่ ชก่ รรมสลกั หลงั โอนเชค็ นนั้ ผรู้ บั โอนไมใ่ ชผ่ ทู้ รงโดยชอบดว้ ย
กฎหมาย ฟ้องผู้สั่งจ่ายไมไ่ ด้ (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 854/2523)

แม้เช็คพิพาทจะมี ส.หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด โจทก์ ลงชื่อสลักหลังเช็คและ
ประทับตราส�ำคัญของโจทก์ แต่หุ้นส่วนอีกคนหนึ่งไม่ได้ลงช่ือตามข้อบังคับจึงถือไม่ได้ว่า ส. เป็น
ผแู้ ทนกระทำ� การแทนโจทก์ การสลกั หลงั เชค็ ดงั กลา่ วยอ่ มไมผ่ กุ พนั โจทก์ โจทกย์ งั เปน็ ผทู้ รงโดยชอบ
ดว้ ยกฎหมาย และมอี ำ� นาจฟ้อง (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 2503/2528)

จ�ำเลยที่ 2 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจ�ำเลยท่ี 1 แต่ได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเมื่อพ้นจาก
การเป็นหุ้นสว่ นผูจ้ ัดการของห้างจ�ำเลยท่ี 1 ไปแลว้ มผี ลเทา่ กับขณะออกเช็คพิพาท ผู้มอี �ำนาจทำ� การ
แทนจำ� เลยท่ี 1 ไมไ่ ดล้ งชือ่ เป็นผู้สง่ั จ่าย จำ� เลยที่ 1 จึงไม่ต้องรบั ผดิ (ค�ำพิพ่ากษาฎกี าท่ี 3218/2528)

ปญั หาอกี ขอ้ หนงึ่ คอื ถา้ ผทู้ ลี่ งลายมอื ชอ่ื เปน็ ผสู้ งั่ จา่ ยนน้ั ถกู กลฉอ้ ฉลหรอื สำ� คญั ผดิ ลงลายมอื
ช่ือไปโดยไม่รู้ว่าได้ลงชื่อเป็นผู้ส่ังจ่ายในต๋ัวแลกเงิน ลายมือชื่อนั้นจะจะมีผลในตั๋วเงินเพียงใดหรือไม่
เอกสารที่บุคคลลงลายมือชื่อโดยส�ำคัญผิดในลักษณะแห่งเอกสาร ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 119
ไมว่ า่ จะส�ำคญั ผิดเพราะกลฉอ้ ฉลของผู้ใดหรือไม่ แต่ต้องได้กระท�ำไปโดยไมไ่ ดป้ ระมาทเลนิ เล่ออยา่ ง
ร้ายแรง ฉะน้ันจึงกล่าวได้ว่า ลายมือช่ือที่ลงในตั๋วเงินโดยส�ำคัยผิดในสภาพของเอกสาร เช่น ลงช่ือ
ไปโดยเข้าใจว่าเป็นหนังสือทวงหนี้ เปน็ ต้น ลายมอื ชื่อน้นั ย่อมเสียเปล่า ไม่มีผลในตวั๋ เงินแต่อยา่ งใด

แตป่ ญั หายงั มตี อ่ ไปวา่ ผลู้ งลายมอื ชอ่ื อนั เปน็ โมฆะเพราะเหตใุ ดเหตหุ นง่ึ จะยกขอ้ ตอ่ สนู้ นั้ ขน้ึ
ใชย้ ันผทู้ รงซึ่งได้รับโอนตัว๋ ตอ่ ๆ ไปโดยสจุ ริตไดห้ รอื ไม่ ขอ้ น้โี ดยทัว่ ไปถา้ พจิ ารณาตามมาตรา 312
และ 916 ดั่งได้กล่าวมาแลว้ ข้างตน้ คือบุคคลทีถ่ ูกฟ้องในมลู ต๋ัวแลกเงนิ หาอาจยกข้อตอ่ สอู้ ันมเี ฉพาะ
ระหวา่ งตนกบั ผทู้ รงคนกอ่ น ๆ ขนึ้ มาใช้ต่อผูท้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายไดไ้ ม่ เวน้ แต่การโอนจะไดท้ �ำ
ขน้ึ ด้วยคบคิดกนั ฉอ้ ฉล ข้อตอ่ สทู้ จ่ี ะยกขน้ึ ไดก้ เ็ ฉพาะแต่ที่ปรากฏเป็นะรรมดาจากลักษณะของตว๋ั เงิน
น้ันเองเท่าน้ัน การที่ผู้ส่ังจ่ายลงลายมือชื่อในต๋ัวแลกเงินและมอบต๋ัวให้ผู้รับเงินไปโดยส�ำคัยผิด เป็น
กรณีระหว่างผู้สั่งจ่ายกับผู้รับเงินท่ีแสดงเจตนาต่อกัน จึงอ้างเป็นข้อต่อสุ้ผู้รับเงินได้ แต่ถ้าผู้รับเงิน
ไดโ้ อนตวั๋ นั้นตอ่ ไปยังผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายโดยสุจรติ ตามหลักใน มาตรา 916 ผูส้ ั่งจ่ายอ้างขึน้
ตอ่ สู้ผ้รู ับโอนโดยสจุ ริตไม่ได้

แตอ่ ยา่ งไรกด็ ี ถา้ เปน็ กรรคี วามสำ� คยั ผดิ ในสภาพของเอกสาร ถงึ กบั เขา้ ใจวา่ ไมใ่ ชน่ ติ กิ รรมท่ี
ผกู พันเป็นหนเี้ ลย เชน่ เข้าใจว่าเปน็ หนงั สือทวงหน้ี ก็เปน็ การลงลายมือชื่อโดยไมม่ กี ารแสดงเจตนา
ท�ำนิติกรรมเลย ไม่เป็นแต่เพียงแสดงเจตนาโดยส�ำคัญผิดตามมาตรา 119 แม้ไม่ถึงกับท�ำให้เป็น
เอกสารปลอม ผลก้ไม่ผูกพันท�ำนองเดียวกัน กรณีเช่นน้ีตามก�ำหมายอังกฤษและอเมริกันถือว่าผู้ส่ัง
ดาวนจ์โหา่ ลยดตจอ่ากสรผู้ ะบรู้ บบั ดTUอDนCโดโดยยสนจุ ายรอติ รไา่ ดมเ้ ดหวมงจอื ันนทรเป์ น็ ลายมอื ชอ่ื ปลอม แมจ้ ะเปน็ กรณที ผี่ สู้ ง่ั จา่ ยลงลายมอื ชอ่ื โดย

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  41

ส�ำคัญผิดว่าเป็นหนังสือสัญญาอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น เป็นหนังสือค้�ำประกันหรือเอกสาร
ไม่เปลี่ยนมือในจ�ำนวนหน้ีท่ีน้อยกว่า ตามกฎหมายไทยแม้จะถือเอาในทางที่ว่าผู้ลงชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย
มไิ ดม้ เี จตนาทำ� นติ กิ รรม ไมเ่ ปน็ การแสดงเจตนา ไมอ่ ยใุ่ นเรอื่ งนติ กิ รรมเลย กค็ งตอ้ งถอื วา่ เปน็ ขอ้ ตอ่ สู้
กับผทู้ รงคนก่อน ๆ ตามมาตรา 916 อยู่น่ันเอง จะถอื เป็นลงลายมือช่ือปลอมก้ไมไ่ ด้ เพราะผสู้ ง่ั จ่าย
ลงลายมือเอง ไม่มีใครท�ำให้ลงลายมือช่ือนั้น จึงเป็นได้แต่ลงลายมือช่ือโดยส�ำคัยผิด ยังอยู่ในบังคับ
ของมาตรา 916

อนงึ่ ถา้ ผทู้ ลี่ งลายมอื ชอ่ื ในตว๋ั แลกเงนิ ถกู คนภายนอกใชก้ ลฉอ้ ฉลใหล้ งชอื่ โดยไมร่ วู้ า่ ลงชอื่ เชน่
ใหค้ นวกิ ลจรติ ซง่ึ ไมร่ ู้อะไรเลยเขยี นช่ือลงในเอกสาร อาจเปน็ ปลอมเอกสาร เมื่อเป็นลายมอื ช่อื ปลอม
แลว้ กไ็ มอ่ าจถอื เปน็ เหตฟุ อ้ งรอ้ งใหเ้ จา้ ของลายมอื ชอ่ื รบั ผดิ ได้ แมจ้ ะเปน็ ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
ที่รับโอนโดยสุจริต ก็ไม่อาจฟ้องร้องหรือบังคับเอาจากผู้ลงลายมือชื่อไปโดยไม่รู้ว่าลงลายมือชื่อ คือ
ไมอ่ าจอาศยั ลายมอื ปลอมฟอ้ งใหผ้ ทู้ ถ่ี กุ ปลอมลายมอื ชอื่ รบั ผดิ ไดต้ ามมาตรา 1008 ขอ้ นตี้ อ้ งสงั เกตให้
ดวี า่ การทลี่ งลายมอื ชอ่ื โดยไมร่ วู้ า่ ลายมอื ชอ่ื นน้ั ตา่ งกบั ลงชอ่ื โดยรวู้ า่ ลงลายมอื ชอื่ แตเ่ ขา้ ใจผดิ ในสภาพ
แหง่ เอกสาร ซง่ึ ไมเ่ รยี กวา่ ลายมอื ปลอมหรอื เอกสารปลอม นอกจากจะมผี ไู้ ปเพมิ่ เตมิ แกไ้ ขเอกสารนนั้
ภายหลัง ซึ่งกลา่ วมาในวรรคกอ่ น

อกี อยา่ งหนงึ่ คอื ลายมอื ชอ่ื ทล่ี งไปในเอกสารใหผ้ ถู้ อื เอกสารไปกรอกขอ้ ความเอาเอง ลายมอื
ช่ือเช่นน้ีไม่ปลอม แม้ผู้กรอกเอกสารจะเจตนากรอกให้ผิดไปจากที่ได้รับมอบหมายมา ถือเป็นการ
ปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 กต็ าม ลายมอื ช่ือท่ีลงไวใ้ นเอกสารปลอมนัน้ ก้ยังเป็นลายมอื ช่ือ
ที่แทจ้ รงิ ไมใ่ ช่ลายมอื ชอ่ื ปลอม ฉะนน้ั จะอ้างขอ้ ต่อสู้เร่อื งลายมอื ชื่อปลอมตามมาตรา 1008 มาใชต้ ่อ
ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมาย ซงึ่ ไดร้ บั ตวั๋ เงนิ ไปโดยสจุ รติ ไมไ่ ด้ เจา้ ของลายมอื ชอื่ ซง่ึ มอบหมายใหผ้ อู้ น่ื
กรอกข้อความ แล้วมีการกรอกข้อความผิดความจริงลงไป ตอ้ งรับผิดตามหลกั เกณฑแ์ ห่งมาตรา 822

ถา้ ไดล้ งลายมอื ชอ่ื ไปโดยมไิ ดม้ อบหมายใหไ้ ปกรอกขอ้ ความในภายหลงั แตม่ ผี เู้ อาลายมอื ชอ่ื
ไปกรอกข้อความเอาโดยพลการให้เป็นตั๋วแลกเงิน การกระท�ำเช่นน้ันย่อมเป็นการปลอมเอกสาร
แม้ลายมือชื่อจะไม่ปลอมก็ไม่มีปัญหาตามมาตรา 822 หามีผลผุกพันผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือน้ัน
ในฐานะเป็นผสู้ ัง่ จา่ ยได้ไม่ เมอื่ ลายมือช่ือไมป่ ลอม กรณกี ้ไม่เขา้ มาตรา 1007 ซึ่งผรู้ บั โอนดดยสุจริต
อาจบงั คบั ตามเนือ้ ความเดมิ ได้ เมอ่ื การปลอมนนั้ ไม่ประจักษ์ แต่เมอ่ื เนื้อความไม่มี แตเ่ ป็นขอ้ ความ
ทกี่ รอกลงไปใหม่ทง้ั หมด กไ็ ม่มีข้อความเดิมที่จะบังคบั ได้

เม่ือมีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายถูกต้องแล้ว ก้ไม่จ�ำเป็นต้องมีข้อความระบุว่าบุคคลดังกล่าวเป็น
ผสู้ ง่ั จา่ ยเอกสารดังกล่าวก็เปน็ ต่วั แลกเงินตามกฎหมาย (คำ� พิพากษาฎกี าที่ 2516/2530)

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

42  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

บทท่ี 2 ค่สู ัญญาในตัว๋ แลกเงิน

1. เจา้ หน้ี

ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าเจ้าหนี้ในต๋ัวเงินคือผู้ท่ีได้ตั๋วเงินไว้ในมือโดยถูกต้องตามวิธีการ
ท่ีกฎหมายระบุไว้ โดยเป็นผู้รับเงินหรือผู้รับสลักหลัง เจ้าหนี้ในต่ัวเงินคือผู้ทรงหรือผู้ท่ีสืบสิทธิของ
ผู้ทรง เช่น ทายาท เปน็ ตน้ ใครเปน็ ผู้ทรง มีบัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา 904 วา่ “อันวา่ ผู้ทรงนั้น หมายความ
ว่าบุคคลผู้มีต๋ัวเงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน หรือเป็นผู้รับสลักหลังและถ้าเป็นตั๋วเงิน
สัง่ จา่ ยให้ผ้ถู ือ ๆ กน็ ับว่าเป็นผู้ทรงเหมอื นกนั ”

ลักษณะที่จะเป็นผู้ทรงหรือเจ้าหนี้ในตั๋วเงินได้นั้นมีเป็น 2 ประเภท คือต๋ัวระบุช่ืออย่างหน่ึง
เป็นตัวที่ระบุให้จ่ายแก่ผู้ใดโดยเฉพาะ กับอีกอย่างหน่ึงคือตั๋วผู้ถือเป็นต๋ัวท่ีส่ังจ่ายเงินแก่ผู้ถือในตั๋ว
ท่ีระบชุ ื่อผรู้ ับเงิน การที่จะเป็นผ้ทู รงได้จะตอ้ งประกอบด้วยสาระส�ำคญั 2 ประการ คอื

1. ต้องไดร้ บั ตว๋ั เงินไว้ในครอบครอง และ
2. การครอบครองนนั้ จะต้องครอบครองโดยฐานะเปน็ ผู้รบั เงิน หรือเปน็ ผ้รู บั สลกั หลัง
สาระส�ำคัญท้ังสองประการน้ีจะต้องมีอยู่พร้อมกันจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรง ถ้าไม่มีตั๋วเงิน
ไวใ้ นมอื กจ็ ะเปน็ ผทู้ รงไมไ่ ด้ เชน่ มอบตว๋ั เงนิ ใหผ้ อู้ น่ื ไปแลว้ ยอ่ มไมใ่ ชผ่ ทู้ รง ถา้ ไมม่ ตี ว๋ั เงนิ ไวใ้ นมอื กจ็ ะ
เป็นผทู้ รงไม่ได้ เช่น มอบตวั๋ เงนิ ให้ผู้อนื่ ไปแล้วย่อมไมใ่ ช่ผทู้ รง เช่น โจทกอ์ อกเชค็ ช�ำระคา่ ซ้ือรถยนต์
แก่ ว. โดยมอบเชค็ ให้แก่ ฮ. ตัวแทนของ ว. สิทธิในเชค็ ย่อมตกแก่ ว. แล้วตัง้ แตเ่ วลาท่โี จทกม์ อบเชค็
แก่ ฮ. โจทกหื ามสี ทิ ธิในเชค็ ดงั กลา่ วอกี ต่อไป การที่ ฮ. ทำ� เชค็ ตกหายและมผี ้เู ก็บไดแ้ ล้วเบยี ดบงั เปน็
ของตนโดยทุจริต โจทก์กไ้ ม่ใชผ่ เู้ สียหายในความผดิ ฐานยกั ยอกจงึ ไม่มอี �ำนาจฟ้อง (ค�ำพิพากษาฎีกา
ท่ี 1755/2531) แมจ้ ะเปน็ ผมู้ ชี อ่ื เปน็ ผรู้ บั เงนิ หรอื สลกั หลงั กต็ าม หรอื ถา้ ไดต้ วั๋ เงนิ อยใู่ นมอื โดยฐานเปน็
ผู้รับเงินหรือรับสลักหลังแล้ว แต่เกิดเหตุต๋ัวหลุดจากมือไปจากครอบครอง เช่น ท�ำตั๋วหาย เป็นต้น
ในระหว่างน้ันความเป็นเจ้าหน้ีในต๋ัวเงินย่อมระงับลง จะใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้ทรงเรียกร้องให้ลูกหน้ี
ปกบิ ตั กิ ารชำ� ระหนใ้ี นระหวา่ งนน้ั ไมไ่ ด้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 2818/2523) จนกวา่ จะจดั การใหไ้ ดต้ วั๋ เงนิ
มาอยู่ในมือใหม่ (มาตรา 1011) หรือถ้าได้ตั่วเงินไว้ในมือแต่ไม่ใช่ในฐานะผู้รับเงิน หรือในฐานะ
ผู้สลักหลงั เชน่ เกบ็ ตกได้หรือลักเชค็ มาจากผูส้ ่งั จ่าย (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 2651/2520) ผู้น้ันกห็ าใช่
ผูท้ รงไม่ มีผู้ออกตว๋ั สญั ญาใชเ้ งนิ และสลักหลังให้โจทกื แต่ก็ยงั เก็บรกั ษาไว้ท่ธี นาคารทรัสตี ซ่ึงยดึ ถอื
ไว้แทนผอู้ อกตวั่ ยังไมถ่ ือวา่ โจทก์เปน็ ผู้ทรง (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 1267/2517)

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  43

โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คฉบับหนึ่ง โจทก์เอาเช็คนี้
เขา้ บัญชีห้างเพื่อเรียกเก็บเงนิ แทนโจทก์ โจทก์ยงั เป็นผ้ทู รงเช็ค ผค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 1036/2520)

ออกเชค็ ส่ังจ่ายบรษิ ัทจำ� กดั บริษทั เป็นผ้ทู รง ผจู้ ดั การบรษิ ัทในฐานะส่วนตัวไมใ่ ชผ่ ูท้ รงไมใ่ ช่
ผูเ้ สยี หายในกรณีธนาคารไม่จ่ายเงินในความผดิ ตาม พ.ร.บ.เชค็ ฯ (ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 2242/2526)
เชค็ 13 ฉบบั เป็นเชค็ ผถู้ ือของ ช. ในฐานะส่วนตัวบา้ งในฐานะกรรมการบริษัทจำ� กัดบ้าง แตไ่ ม่รู้ว่า
ฉบบั ไหน ช. ฟ้องตาม พ.ร.บ.เช็คฯ ในฐานะ

แม้เช็คพิพาทจะมี ส. หนุ้ ส่วนผจู้ ัดการของห้างหนุ้ สว่ นจ�ำกัดโจทก์ลงชื่อสลกั เชค็ และประทบั
ตราสำ� คญั ของโจทก์ แตห่ นุ้ สว่ นอกี คนหนงึ่ ไมไ่ ดล้ งชอื ตามขอ้ บงั คบั จงึ ถอื ไมไ่ ดว้ า่ ส. เปน็ ผแู้ ทนกระทำ�
การแทนโจทก์ การสลักหลังเช็คดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ยังเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วย
กฎหมาย และมีอ�ำนาจฟอ้ ง (คำ� พพิ ากษาฎีกาท่ี 772/2531)

เชค็ พพิ าทเปน็ เชค็ ระบชุ อ่ื ด.เปน็ ผรู้ บั เงนิ และขดี ฆา่ คำ� วา่ ผถู้ อื ออกกบั ขดี ครอ่ ม และมขี อ้ ความ
เป็นภาษาองั กฤษ AC PAYEE ONLY ซ่ึงแปลวา่ เฉพาะบญั ชผี รู้ บั เงินเทา่ นัน้ จงึ แสดงว่าเช็คพิพาท
เปลย่ี นมอื ไมไ่ ด้ ดงั นี้ นอกจาก ด. แลว้ บคุ คลอน่ื จะอา้ งตนเปน็ ผทู้ รงโดยไดร้ บั โอนเชค็ ดงั กลา่ วหาไดไ้ ม่
แม้ ด. จะโอนเช็คให้แก่โจทก์เพ่ือโดยการสลักหลังและส่งมอบเพื่อช�ำระหน้ีตามค�ำพิพากษาของศาล
โจทก์ก็มใิ ช่ผูร้ ับเงิน และไม่ถือวา่ เป็นผูท้ รงตามกฎหมาย (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 3329/2531)

สว่ นตว๋ั ผถู้ อื นนั้ เพยี งแตไ่ ดต้ วั๋ ไวใ้ นมอื กเ็ ปน็ ผทู้ รงแลว้ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 2485/2523) หรอื
ขโมยเขามา หรอื เกบ็ ตกได้ กไ็ ดช้ อื่ วา่ เปน็ ผทู้ รงทงั้ สน้ิ ถงึ แมจ้ ะไดเ้ ชค็ ผถู้ อื มาหลงั จากทธี่ นาคารปฏเิ สธ
การใชเ้ งนิ ตามเช็คหลัง (ค�ำพพิ ากษาฎีกา 107/2517, 2507/2520) ผู้ทรงฟอ้ งผูส้ งั่ จ่ายให้ใช้เงินได้ แต่
จะเป็นผู้ทรงที่มีสิทธิบริบูรณ์แค่ไหนน้ันเป็นอีกปัญหาหนึ่งว่าจะเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือ
ไมซ่ ึ่งจะได้กลา่ วต่อไป

สลักหลังเช็คผู้ถือเป็นอาวัลตามมาตรา 921 แม้จะสลักหลังภายหลังธนาคารปฏิเสธการจ่าย
เงินผู้ส่ังจ่ายและผู้สลักหลังก็ยังต้องรับผิดต่อผู้รับสลักหลัง ซ่ึงยังถือว่าเป็นผู้ทรงตามมาตรา 904
(คำ� พิพากษาฎีกาที่ 313/2521)

ถ้าต๋ัวหลุดมือไปฐานะผู้ทรงก็หมดไป (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 174/2507) ว. รับเช็คผู้ถือจาก
ผู้สง่ั จา่ ย ช.เปน็ ผ้นู ำ� เช็คนัน้ ไปเขา้ บญั ชธี นาคาร ปรากฏวา่ ไมม่ เี งนิ จ่ายตามเชค็ ช. เป็นผทู้ รง ว. มิใช่
ผเู้ สยี หายทจี่ ะรอ้ งทกุ ขต์ าม พ.ร.บ.วา่ ดว้ ยความผดิ อนั เกดิ จากการใชเ้ ชค็ (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 671/2516)
ท. เขยี นเชค็ ส่งั จ่ายเงนิ แก่ถอื ไว้ แต่ยงั ไม่ไดส้ ่งมอบใหแ้ ก่ผ้รู ับเงิน จ.ลกั เชค็ นัน้ ไปแล้วสลักหลังสง่ มอบ
แก่ ม. ไป ม. รับไวโ้ ดยไม่มีขอ้ อ้างว่า ม. ไมส่ ุจรติ ม. เป็นผู้ทรงโดยชอบกฎหมาย (ค�ำพพิ ากษาฎกี า
ที่ 480/2514)

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

44  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ต๋วั เงินสัง่ จ่ายแก่ ก. หรอื ผ้ถู ือ ถอื ว่าเป็นต๋ัวผู้ถอื (ค�ำพพิ ากษาฎีกาที่ 222/2512, 99/2519)
โจทกข์ ายลดเช็คธนาคาร ข. แกธ่ นาคาร ก. ธนาคาร ก. เรียกเก็บเงิน ธนาคาร ข. ไม่จ่าย โจทกร์ บั เชค็
คือโดยใช้เงนิ แก่ธนาคาร ก. โจทก์กลบั เป็นผคู้ รอบครองเช็คผ้ถู อื อกี โจทกเ์ รยี กเกบ็ เงนิ จากผสู้ ่งั จ่าย
ได้ (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 3325/2524) แม้โจทกไ์ ม่ใชผ่ ้เู สียหายตาม พ.ร.บ.เช็ค โจทกฟ์ ้องทางแพง่ ได้
(คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 3425/2524) แตถ่ อื เชค็ ไวโ้ ดยรบั มอบหมายใหไ้ ปขน้ึ เงนิ แทนเจา้ ของเชค็ ไมถ่ อื เปน็
ผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็คฯ (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี
176/2507) โจทก์ทุจริตเอาเช็คผู้ถือของผู้อื่นไปเข้าบัญชีให้ธนาคารเรียกเก็บเงินธนาคารไม่จ่ายเงิน
โจทก์ไมใ่ ชผ่ เู้ สยี หายทจ่ี ะฟอ้ งตาม พ.ร.บ.เช็คฯ (ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 707/2524)

โจทก์ได้รับมอบเช็คพิพาทจากจ�ำเลย (ผู้ส่ังจ่าย) ให้ไปแลกเงินสดจาก ส. โดยโจทก์ไปลง
ลายมอื ชอ่ื สลกั หลงั เชค็ พพิ าทซงึ่ เปน็ เชค็ ทส่ี ง่ั ใหใ้ ชเ้ งนิ แกผ่ ถู้ อื การสลกั หลงั จงึ เปน็ เพยี งประกนั (อาวลั )
สำ� หรับผู้สัง่ จ่าย เมือ่ โจทกไ์ ดใ้ ชเ้ งนิ ตามเชค็ ซง่ึ ธนาคารปฏเิ สธการจ่ายเงินแลว้ ให้แก่ ส. ผทู้ รงคนเดมิ
และรับมอบเช็คคืนมา โจทก์ก็นับว่าเป็นผู้ทรงมีอ�ำนาจฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจ�ำเลยได้
(ค�ำพิพากษาฎกี าท่ี 2356/2529)

สว่ นผทู้ ไี่ ดต้ ว๋ั เงนิ ไวใ้ นมอื โดยฐานะเปน็ ผสู้ บื สทิ ธขิ องผทู้ รงกย็ อ่ มใชส้ ทิ ธแิ หง่ เจา้ หน้ี อนั ตกทอด
มาจากผู้ทรงได้ เช่น ทายาท (คำ� พพิ ากษาฎีกาที่ 2274/2521) หรอื ผรู้ บั โอนสิทธโิ ดยการโอนตามวิธี
โอนสิทธิเรยี กร้องธรรมดา (มาตรา 917 วรรค 2 (ค�ำพพิ ากษาฎกี าท่ี 327/2495) แต่บุคคลเหลา่ นต้ี อ้ ง
ไดต้ ั๋วเงนิ ไว้ในมือเหมือนกนั จึงจะใช้สิทธใิ นฐานะเปน็ ผู้ทรงทตี่ นเข้าสบื สิทธิน้ันได้

มาตรา 905 บัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 1008 บุคคลผู้ได้ต๋ัวเงินไว้ใน
ครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าการสลักหลังรายท่ีสุดจะ
เป็นสลักหลงั ลอยกต็ าม ทา่ นใหถ้ ือว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เม่ือใดรายการสลักหลังลอยมี
สลักหลังรายอ่ืนตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคลท่ีลงลายมือช่ือในการสลักหลังรายที่สุดนั้น เป็น
ผไู้ ดไ้ ปซงึ่ ต๋ัวเงินด้วยการสลักลอย อน่งึ คำ� สลกั หลังเม่อื ขดี ฆ่าเสียแลว้ ท่านใหถ้ อื เสมือนวา่ มไิ ด้มีเลย

ถ้าบุคคลผู้หน่ึงผู้ใดต้องปราศจากต๋ัวเงินไปจากครอบครอง ท่านว่าผู้ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏ
สิทธิของตนในตั๋วตามวิธีการดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้นหาจ�ำต้องสละตั๋วเงินไม่ เว้นแต่จะได้มาโดย
ทุจรติ หรือไดม้ าดว้ ยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

อนึง่ ข้อความในวรรคก่อนนี้ ใหใ้ ช้บังคบั ตลอดถึงผู้ทรงตว๋ั เงนิ สั่งจ่ายให้แก่ผ้ถู อื ด้วย”
ตามมาตรา 1008 หมายความว่า การเปน็ ผ้ทู รงนนั้ ถา้ มิใช่เปน็ โดยฐานะเปน็ ผู้รับเงิน หรือ
ผู้ครอบครองต๋ัวผู้ถือแล้ว ผู้ทรงพิสูจน์สิทธิของตนได้ด้วยการสลักหลังไม่ขากสาย คือพิสูจน์ว่ามี
การโอนตว๋ั เงนิ โดยสลกั หลงั ลงลายมอื ชอื่ ผสู้ ลกั หลงั สอื ตอ่ กนั มามาเปน็ ลำ� ดบั จนถงึ มอื ผทู้ รงคนสดุ ทา้ ย
ในขณะน้ี โดยไมม่ กี ารขาดตอนเลย จงึ จะถอื วา่ นอกจากผทู้ รงตามมาตรา 904 แลว้ ยงั มฐี านะเปน็ ผทู้ รง
ดาวนช์โหอลบดดจา้วกยระกบฎบหTมUาDยCตโดายมนวาธิ ยีกอราา่ รมในดวมงจาันตทรรา์ 905 ด้วย ซง่ึ มีข้อควรพจิ ารณาดังน้ี

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  45

1. ภายในบังคบั มาตรา 1008 หมายความว่า ถ้ามกี ารสลักหลังดว้ ยลายมือชอ่ื ปลอมหรือที่ลง
โดยปราศจากอำ� นาจ การสลกั หลงั ยอ่ มขาดตอน เพราะใครจะอา้ งลายมอื ปลอมหรอื ทล่ี งโดยปราศจาก
อำ� นาจเปน็ หลกั ในการใชส้ ิทธติ ามตัว๋ เงินหาได้ไม่ ลายมอื ช่ือเช่นนัน้ ก็เหมือนกับไม่มอี ยู่ในตว๋ั เงิน แต่
มาตรา 1008 กม็ ขี อ้ ความยกเวน้ วา่ อาจอา้ งยนั ตอ่ ผสู้ ลกั หลงั จากทไ่ี มไ่ ดม้ ลี ายมอื ชอ่ื ปลอมหรอื ทลี่ งโดย
ปราศจากอำ� นาจในตวั๋ เงนิ แลว้ ได้ เพราะผสู้ ลกั หลงั ถดั มาจากลายมอื ชอื่ ปลอม ฯลฯ ถกู ปดิ ปากมใิ หย้ ก
ข้อลายมือช่ือปลอมหรือท่ีลงโดยปราศจากอ�ำนาจข้ึนเถียงคือมาขาดตอนลงตรงลายมือช่ือปลอมหรือ
ที่ลงโดยปราศจากอ�ำนาจ ผู้ทรงจะอ้างสิทธิตามตั๋วขึ้นบังคับผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังก่อนลายมือชื่อ
ปลอมไม่ได้ แต่จะอา้ งสทิ ธบิ งั คับต่อผสู้ ลกั หลังต่อจากลายมอื ช่อื ปลอมมาน้ันอ้างได้

2. การสลกั หลงั ไมข่ าดสาย หมายความวา่ ตอ้ งพสิ จู นใ์ หเ้ หน็ ไดว้ า่ มกี ารสลกั หลงั ตวั๋ โอนรบั ชว่ ง
ตดิ ตอ่ กนั มาจนถงึ มอื ผคู้ รอบครองตวั๋ เงนิ ในปจั จบุ นั เปน็ ทอด ๆ โดยไมข่ าดตอน ดงั ตวั อยา่ งในตวั๋ แลก
เงนิ ขา้ งตน้ คอื ในดา้ นหลงั ตว๋ั เงนิ ปรากฏวา่ เขยี วซง่ึ เปน็ ผรู้ บั เงนิ เปน็ ผทู้ รงตวั๋ เงนิ คนแรก ไดล้ งลายมอื
ชื่อสลักหลังให้ ก. ก. ลงชื่อสลักหลงั โอนให้ ข. สลกั หลังโอนให้ ค. ค. สลักหลังลอย (มาตรา 920) คือ
ลงลายมอื ชอ่ื ค. แตไ่ มร่ ะบวุ ่าโอนใหผ้ ใู้ ด ค. จะส่งตัว๋ ให้ ง. และสง่ มอบกนั ต่อ ๆ ไปถงึ จ. และคน ๆ
จนถึง ฉ. โดยไมส่ ลกั หลงั ซ่งึ ทำ� ไดต้ ามกฎหมาย ฉ. สลกั หลังโอนให้ ช. ช. เปน็ ผู้ทรงในปัจจุบนั ดงั น้ี
เรยี กว่าสลักหลังไมข่ าดสาย

สมมติวา่ ค. สลกั หลงั ว่า “จา่ ย ง.” แทนที่จะเพียงแตล่ งชื่อ ค. เฉย ๆ ดังในตวั อยา่ งดังนี้
เรียกว่า ค. สลกั หลงั เฉพาะให้ ง. ไมใ่ ช่สลักหลงั ลอย ง. จะโอนตั๋วให้ใครต่อไป ง. ต้องสลกั หลงั ถ้าไม่มี
การสลกั หลังของ ง. แล้ว ต๋วั เงินตกไปยัง ฉ. ช. และ ซ. ดังนี้เรียกว่าการสลกั หลังขาดสาย ลงหลงั จาก
ที่ ค. สลกั หลงั แลว้ ซ. จะอา้ งวา่ ตนเปน็ ผทู้ รงโดยชอบดว้ ยกฎหมายหาไดไ้ ม่ และจะใชส้ ทิ ธใิ นฐานะเปน็
เจ้าหนี้ในต๋ัวตอ่ ผู้ที่ช่อื ต้ังแต่ ค. ยอ้ นกอ่ นข้นึ ไปไม่ได้

เช็คส่ังจ่ายเงินแก่บริษัท ผู้ที่ไม่ใช้กรรมการสลักหลังเช็คนี้โดยปราศจากอ�ำนาจ โจทก์จึง
ไมใ่ ชผ่ ้ทู รงท่ีไดเ้ ช็คมาโดยการสลักหลงั ไม่ขาดสาย ฟอ้ งบังคบั เอาแกผ่ ูส้ ่ังจา่ ยไม่ได้ (ค�ำพพิ ากษาฎีกา
ที่ 854/252)

ล. 1, 2, 3 สลกั หลังขายลดเช็คแก่โจทก์ แตโ่ จทก์จา่ ยเช็คชำ� ระราคาแก่คนอ่ืนผิดคนไป โจทก์
ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องเรียกเงินตามเช็คจาก ล. 1, 2, 3 ไม่ได้ (ค�ำพิพากษาฎีกา
ท่ี 1024/2525)

3. รายสลักหลงั ลอยมสี ลัหลงั รายอื่นตามไป หมายความว่า ถา้ มีสลกั หลังลอยในตัว๋ เงิน เชน่
ที่ ค. สลักหลังหลังโดยไม่ระบุว่าสลักหลังลอยนั้นมีผลเหมือนตั๋วผู้ถือใครถือต๋ัวต่อมาก็เป็นผู้ทรง
ตามตัวอยา่ งปรากฏวา่ ฉ. ช. สลกั หลังตามหลัง ค. ต่อไปอีก ดงั นีถ้ อื วา่ ฉ. ได้ตวั๋ เงนิ ด้วยการสลกั หลัง
หรอื อกี นยั หนงึ่ ถอื วา่ ฉ. ไดต้ วั๋ เงนิ ไปจาก ค. แมค้ วามจรงิ ตวั๋ นนั้ จะไดผ้ า่ นมอื จาก ค. มายงั ง. จ. กอ่ นที่

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

46  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

จะมาถึง ฉ. ก็ตาม ทั้งนี้เป็นไปตามท่ีบัญญัติว่า “ท่านให้ถือว่าบุคคลที่ลงลายมือช่ือในการสลักหลัง
รายที่สดุ นน้ั เปน็ ผ้ไู ด้ไปซ่งึ ต๋วั เงนิ ด้วยการสลกั หลังลอย”

ข้อความท่ีเป็นปัญหาก็คือ “ผู้ท่ีลงลายมือชื่อในการสลักหลังรายท่ีสุด” จะหมายความถึง
ผู้ที่ลงลายมือชื่อสลักหลังถัดจากสลักหลังลอย หรือจะหมายถึงผู้สลักหลังคนสุดท้ายมราสลักหนัง
ใหผ้ ู้ทรงในปจั จบุ ัน

4. การขีดฆ่าค�ำสลักหลัง ข้อความตอนน้ีเป็นปัญหาอยู่มากว่ามีความหมายแค่ไหน
มาตรา 905 การดคู ำ� สลกั หลงั วา่ ขาดสายหรอื ไมน่ น้ั ถา้ คำ� สลกั หลงั ใดถกู ขดี ฆา่ ออก กจ็ ะนำ� มาพจิ ารณา
วา่ มกี ารสลักหลังรายนน้ั ไมไ่ ด้

ใครจะเป็นคนขีดฆ่าได้ ข้อนี้ตอบว่าผู้ทรงเท่าน้ันท่ีจะขีดฆ่าค�ำสลักหลังท่ีมีอยู่แล้วในตั๋วแลก
เงินได้ คนอนื่ มาขีดฆา่ อาจเป็นการปลอมเอกสารและต้องบังคบั ตามมาตรา 1007

การขีดฆา่ อาจทำ� ไดใ้ นกรณดี ังต่อไปน้ี
1. ขีดฆา่ กอ่ นทีผ่ ทู้ รงจะปลอ่ ยต๋ัวเงนิ ให้พน้ มือไป คอื ก่อนส่งมอบใหผ้ รู้ ับโอน เชน่ ผู้ทรงสลกั
หลงั ตว๋ั เงนิ ใหเ้ หลอื ง กอ่ นสง่ มอบตวั๋ เงนิ ใหเ้ หลอื ง ผทู้ รงอาจกลบั ใจขดี ฆา่ คำ� สลกั หลงั ใหเ้ หลอื งออกเสยี
แลว้ สลกั หลังให้คนอนื่ ใหม่ก็ได้ คำ� สลกั หลงั ให้เหลืองท่ขี ีดฆา่ แล้วก็เหมือนว่าไม่มี
2. ขีดฆ่าค�ำสลักหลังของตนและของผู้สลักหลังในภายหลัง ในเม่ือผู้สลักหลังได้ใช้เงินและ
เข้าถอื เอ่ต๋ัวเงินตามมาตรา 970 วรรค 2 เช่น ก. สลักหลังต๋ัวเงนิ ให้ ข. และสลกั หลังต่อ ๆ กนั ไปยงั
ค. ง. จ. ถ้า ข. ถูกบังคบั ใหใ้ ช้งิน ข. ย่อมจะไดร้ ับตว๋ั เงินคืนไปตามมาตรา 970 ข. อาจขีดคำ� สลกั หลัง
ของ ข. ค. และ ง. ออกได้ คงไลเ่ บีย้ เอาแก่ ก. เพราะถงึ อย่างไร ข. ก็ไลเ่ บ้ียเอาจาก ค. ง. ไมไ่ ด้
โดยเหตทุ ่ี ข. จะต้องรับผดิ ต่อ ค. ง. ซง่ึ เปน็ ผูโ้ อนต่ัวไปจาก ข. ต่อ ๆ กันไปตามมาตรา 971
3. ผู้ทรงอาจขีดช่ือผู้สลักหลังคนใดออกจากต๋ัวเงินก็ได้ เป็นการแสดงว่าต้องการปลดผู้น้ัน
ออกจากความรับผดิ ในต๋วั เงนิ ถา้ ทำ� ดงั นีผ้ ้สู ลักหลงั ถัดจากผทู้ ่ีถกู ขดี ฆ่าชือ่ ออกกย็ อ่ มหลดุ พ้นไปด้วย
เชน่ ถ้าขดี ช่ือ ข. ออก ค. ง. กย็ อ่ มหลุดพ้นไปด้วย เพราะเม่ือผ้ทู รงท�ำให้ ข. หลดุ พน้ ไปแล้ว กม็ ผี ล
ให้ ค. งง ไล่เบี้ยจาก ข. ไมไ่ ด้ ผูท้ รงจึงไลเ่ บี้ยเอาจาก ค. ง. ไม่ไดด้ จุ กนั เทยี บไดก้ บั ความรบั ผดิ ของ
ผู้ค้�ำประกัน อันส้ินสุดลงในเม่ือหน้ีของลูกหน้ีระงับไปตามมาตรา 698 กรณีเป็นท�ำนองเดียวกับ
มาตรา 970 วรรค 2 ซึ่งกฎหมายอังกฤษมบี ัญญัตไิ ว้โดยตรงในมาตรา 63 (2)
เมอ่ื ขดี ฆา่ คำ� สลกั หลงั แลว้ ผทู้ รงโอนตว๋ั ตอ่ ไปกไ็ ด้ ไมท่ ำ� ใหต้ วั๋ เงนิ นนั้ มกี ารสลกั หลงั ทขี่ าดสาย
เพราะในขณะขีดฆ่าต๋ัวน้ันสลักหลังไม่ขาดสายแล้ว การโอนต่อไปก็โอนตามสิทธิที่ผู้ทรงซึ่งขีดฆ่าชื่อ
ผู้สลกั หลังคนก่อน ๆ มีอยู่ จึงไม่ถือเปน็ การสลักหลังขาดสาย
อีกประการหน่ึง ผ้ทู รงอาจขดี ฆ่าค�ำสลักหลงั ตามมาภายหลังการสลกั หลงั ลอยเสียก็ได้ เพ่ือ
ดาวนถจ์โหะอื ลเเปดอจ็นาาวกกา่ราะตรบนสบลไTดักUต้หDวั๋ลCเังงโเดนิ ฉยมพนาาาจยะอาหรกา่รกมอื าดไรมวสง่จลันกั ทลร์อยนน้ั นน้ั ทเี ดยี ว ไมว่ า่ การสลกั หลงั ทต่ี ามหลงั การสลกั ลอยนน้ั

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  47

การเปลย่ี นฐานะเจา้ หนลี้ กู หนใี้ นตว๋ั เงนิ ผทู้ รงจะเปน็ เจา้ หนอ้ี ยกู่ เ็ พยี งแตร่ ะหวา่ งเวลาทตี่ น
ยังถือต๋ัวไว้ในฐานะผู้รับเงินหรือผู้รับสลักหลัง ผู้ทรงอาจโอนตั๋วต่อไปได้ ถ้าผู้ทรงสลักหลังตั๋วน้ัน
ส่งมอบให้ผู้รับสลักหลังไป ฐานะเป็นเจ้าหน้ีของผู้ทรงย่อมเปล่ียนไปกลับเป็นลูกหนี้ในทันที แต่ถ้า
ตั๋วเงินน้ันโอนกันไปแล้วมีผู้โอนกลับมาให้ผู้สลักหลังคนก่อน ๆ อีก ฐานะผู้ทรงอันเป็นเจ้าหน้ีย่อม
กลับคืนมาอีกวาระหนึ่ง แต่ต้องอยู่ภายในบังคับแห่งมาตรา 971 คือจะไล่เบ้ียเอากับคู่สัญญาฝ่าย
ซ่ึงตนยอ่ มต้องรับผิดตอ่ เขาอยกู่ อ่ นแลว้ ตามต๋ัวเงนิ นั้นหาได้ไม่ เชน่ ก. เป็นผู้ทรงได้สลกั หลังโอนต๋วั
ไปให้ ข. ตั๋วผา่ นมือไปยงั ค. ง. จ. ในทีส่ ุด จ. สลกั หลงั โอนกลบั มาหา ก. อีก ก. กลับเปน็ ผทู้ รงขึน้
อกี วาระหนึ่ง แต่ ก. หาอาจใชส้ ิทธิเรียกรอ้ งเอาแก่ ค. ง. และ จ. ไม่ เพราะ ข. ค. ง. และ จ. มสี ทิ ธิ
เรยี กรอ้ งให้ ก. รบั ผดิ ตอ่ เขาอยกู่ อ่ นแลว้ ในฐานะท่ี ก. เปน็ ผสู้ ลกั หลงั มากอ่ น ก. จะไลเ่ บย้ี ไดก้ เ็ ฉพาะผทู้ ่ี
สลกั หลงั มากอ่ น ก. จะไลเ่ บนี้ ไดก้ เ็ ฉพาะผทู้ ส่ี ลกั หลงั มากอ่ นท่ี ก. จะเปน็ ผทู้ รงตวั๋ เงนิ ในวาระแรกเทา่ นนั้

นอกจากนี้มาตรา 969 บัญญัตวิ า่ “คู่สัญญาฝ่ายซ่งึ เขา้ ถือเอาและใชเ้ งนิ ตามต๋ัวแลกเงนิ อาจ
เรียกเอาเงนิ ใชจ้ ากคู่สญั ญาทงั้ หลายซ่ึงจะต้องรบั ผิดต่อตนได้ คอื ” ฯลฯ หมายความวา่ ผู้สลักหลังกด็ ี
ผสู้ ง่ั จา่ ยกด็ ี อาจชำ� ระเงนิ ตามตว๋ั ใหแ้ กผ่ ทู้ รง แลว้ ใชส้ ทิ ธไิ ลเ่ บยี้ เอาแกผ่ สู้ ลกั หลงั คนกอ่ น ๆ ขน้ึ ไป หรอื
ผรู้ ับรอง ใหช้ ดใชเ้ งินแกต่ นกไ้ ด้ทำ� นองเดยี วกบั ผู้ค�้ำประกัน เมอื่ ใชห้ นแ้ี ก่เจา้ หนแ้ี ลว้ ย่อมรบั ช่วงสิทธิ
ของเจ้าหน้ีมาไล่เบี้ยเอากับลูกหน้ีต่อไปได้ (มาตรา 693) วิธีการที่ลูกหนี้ในต๋ัวเงินกลายเป็นเจ้าหน้ี
และใชส้ ิทธิไล่เบีย้ มบี ัญญัติไว้ในมาตรา 970 วา่ “คู่สญั ญาทุกฝา่ ยซง่ึ ตอ้ งรับผดิ และถกู ไลเ่ บ้ียหรอื อยู่
ในฐานะที่จะถูกไล่เบ้ียได้นั้นอาจใช้เงินแล้วเรียกให้เขาสละต๋ัวเงินให้แก่ตนได้ รวมทั้งค�ำคัดค้านและ
บัญชีเงินด้วย” ฯลฯ คืออาจใช้เงินเมื่อถูกผู้ทรงเรียกร้อง หรือเขาใช้เงินเสียเองเมื่ออยู่ในฐานะท่ีอาจ
ถูกผู้ทรงเรียกร้อง แล้วรับเอาต๋ัวเงินและหลักฐานต่าง ๆ มาใช้สิทธิเรียกร้องไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ต่อ
ไปได้ (คำ� พิพากษาฎกี าท่ี 1468/2513) ควรสังเกตว่าต้องเขา้ ถอื เอาตว๋ั เงินดว้ ย รวมความแล้วเจา้ หน้ี
ในตั๋วเงินกค้ อื

ผทู้ รงตามมาตรา 904, 905
2. ผทู้ เี่ ขา้ ถอื เอาตั่วเงินโดยใช้เงินและรบั ช่วงสทิ ธขิ องผู้ทรงตามมาตรา 967, 970 และ 971
ความรับผิดของลูกหนี้ตามตั๋วเงิน เช่น ผู้ส่ังจ่ายตกทอดไปยังทายาทตามมาตรา 1600
(คำ� พพิ ากษีกาท่ี 827/2516)
2. ลูกหนี้
ลกู หนใ้ี นตว๋ั แลกเงนิ มใี ครบา้ งจะไดก้ ลา่ วตามลำ� ดบั ความรบั ผดิ (1) ผรู้ บั รอง (2) ผสู้ ง่ั จา่ ย (3)
ผ้สู ลักหลงั (4) ผูส้ อดแกห้ นา้ (5) ผูร้ ับอาวลั
การเข้าเป็นลูกหน้ีในตั๋วแลกเงิน การเข้าเป็นเจ้าหน้ีในต๋ัวเงินท�ำได้ด้วยการเข้าครอบ
ดาวนค์โหรลอดงจตากว๋ั รเะงบนิ บโดTUยDฐCานโดเยปนน็ าผยอู้รรบั า่ มเงดินวหงจรนั อื ทผร์ ู้รบั สลักหลงั หรอื ครอบครองตวั๋ ผู้ถอื ตามมาตรา 905, 917, 919

48  |  กฎหมายลกั ษณะตว๋ั เงิน

ส่วนการเขา้ เปน็ ลูกหนี้ในตวั๋ เงินนน้ั ท�ำโดยการลงลายมือช่อื ในตวั่ เงินตามมาตรา 900 และ 901 และ
ท�ำได้โดยลงลายมอื ช่ือในต๋วั เงนิ เท่าน้นั (ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 2473/2516) ใครลงลายมอื ช่อื ในต่ัวเงนิ
คนนนั้ จะมคี วามรบั ผดิ ในฐานเปน็ ลกู หนที้ ันที สดุ แต่ว่าจะลงชอื่ ไปในฐานะใด เพยี งแตล่ งลายมือชื่อใน
ต๋ัวเงนิ เฉย ๆ โดยไม่เขียนจอ้ ความใด ๆ ก็ยงั ตอ้ งรบั ผิด เพราะมีกฎหมายก�ำหนดไว้ เช่น ถ้าลงชอื่ ใน
ดา้ นหลังต๋ัวเงนิ กต็ ้องตกเป็นผสู้ ลกั หลงั ตามมาตรา 919 วรรค 2 หรือผ้รู บั อาวลั ตผั๋ ู้ถอื ตามมาตรา 921
(คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 309/2517) ลงลายมอื ชอ่ื สงั่ จา่ ยในเชค็ อา้ งวา่ ไมม่ มี ลู หนแี้ ตพ่ สิ จู นไ์ มไ่ ด้ ตอ้ งรบั ผดิ
(ค�ำพพิ ากษาฎกี าที่ 351/2525)

การออกตว๋ั เงนิ อาจกระท�ำแทนคนอนื่ ได้ตามมาตรา 912 วรรค 2บัญญัตไิ วว้ า่ ฯลฯ “หรือจะ
สงั่ จ่ายเพื่อบุคคลภายนอกก็ด”็ ลูกหนีอ้ น่ื ๆ ก็อาจอยู่ในฐานะตวั แทนได้เช่นเดยี วกนั แต่มีวธีการท่ี
ตอ้ งกระทำ� โดยเฉพาะเพอื่ แสดงฐานะเชน่ นน้ั การลงลายมอื ชอื่ ในตว๋ั เงนิ นน้ั ผลู้ งลายมอื ชอื่ ในตว๋ั เงนิ นน้ั
ผลู้ งลายมอื ชอื่ ยอ่ มมคี วามผกู พนั เสมอ แมค้ วามจรงิ จะลงแทนคนอน่ื กไ็ มอ่ าจอา้ งความเปน็ ตวั แทนขนึ้
เปลอื้ งตนใหพ้ น้ ความรบั ผดิ ได้ ทง้ั นเ้ี พราะมาตรา 901 บญั ญตั ไิ วเ้ ปน็ เดด็ ขาดวา่ “ถา้ บคุ คลใดลงลายมอื
ชื่อของตนไว้ในต๋ัวเงิน และมิได้เขียนแถลงว่ากระท�ำการแทนบุคคลอีกคนหน่ึงไซร้ ท่านว่า
บคุ คลนนั้ ยอ่ มเปน็ บคุ คลตอ้ งรบั ผดิ ตามความในตวั๋ เงนิ นนั้ ” ซง่ึ หมายความวา่ ผทู้ ล่ี งลายมอื ชอ่ื เชน่
นน้ั ตอ้ งรบั ผดิ เปน็ สว่ นตวั แมต้ นเองจะเปน็ เพยี งตวั แทน กจ็ ะปฏเิ สธไมร่ บั ผดิ ตอ่ ผทู้ รงไมไ่ ด้ นอกจากจะ
ไดเ้ ขยี นลงใหช้ ดั วา่ ไดล้ งลายมอื ชอื่ ในตวั๋ เงนิ แทนคนอนื่ เทา่ นน้ั (คำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 799/2510, 475/2514)
ถา้ ไมป่ รากฏขอ้ ความวา่ เปน็ ตวั แทนนติ บิ คุ คลกต็ อ้ งรบั ผดิ เปน็ สว่ นตวั (คำ� พพิ ากษาฎกี าท่ี 1735/2520)

การเขียนแถลงว่า ลงลายมือชื่อแทนคนอื่นน้ัน ต้องเขียนให้เข้าใจชัดเจนว่าเป็นเช่นน้ัน
จะเขยี นตอ่ จากชอื่ ลงไปวา่ ตวั เทน หรอื เตมิ คำ� วา่ ผจู้ ดั การ ผจู้ ดั การมรดก หรอื ลงลายมอื ชอื่ ในเชค็ โดย
ผู้จัดการห้างแล้วประทับตราของห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด (ค�ำพิพากษาฎีกาท่ี 1166/2510) เพียงเท่านี้เป็น
เพียงแต่ระบุต�ำแหน่งของผู้ลงช่ือเท่านั้น หาท�ำให้เห็นว่าได้ลงชื่อในฐานที่กระท�ำแทนคนอื่นไม่ เมื่อ
ลงชอ่ื แลว้ จะตอ้ งเขยี นใหช้ ดั ดว้ ยวา่ ในฐานะทำ� การแทนผใู้ ด และตอ้ งสงั เกตคำ� ทว่ี า่ “แทนบคุ คลอกี คน
หน่งึ ” ในมาตรา 901 ซึง่ หมายความว่าตอ้ งเขียนลงใหช้ ัดถงึ ตวั คนท่ลี งชื่อจะตอ้ งรบั ผดิ ตัวการที่ไมไ่ ด้
อา้ งถึงปรากฏในตั๋วเงิน หามีความรับผิดในฐานเป็นลูกหนีต้ ามต๋วั เงินไม่

สำ� หรบั กรณที ผี่ แู้ ทนนติ บิ คุ คลจะลงชอ่ื ในตวั๋ เงนิ ในฐานะผบู้ รหิ ารนติ บิ คุ คลนนั้ กจ็ ะตอ้ งปฏบิ ตั ิ
ตามขอ้ บังคบั ของนิตบิ คุ คลในเรือ่ งการทำ� นิตกิ รรมท่ไี ดจ้ ดทะเบยี นไวต้ อ่ ทางราชการใหค้ รบถว้ น การ
ลงช่ือในตั๋วเงินจงึ จะผูกพนั นิติบุคคลให้ตอ้ งรับผิดตามเนือ่ ความในต่วั เงนิ น้ัน ส่วนตวั ผแู้ ทนไม่ตอ้ งรบั
ผิดตามตั๋วเงินแต่ประการใด แต่ถ้าผู้แทนนิติบุคคลลงช่ือในต๋ัวเงินโดยมิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับของ
นิติบุคคล ผู้แทนดังกล่าวต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินเป็นการส่วนตัว ยนิติบุคคลไม่ต้องรับผิด
เว้นแต่นิติบุคคลนั้นจะให้สัตยาบันหรือกระท�ำการใด ๆ ท่ีแสดงว่ายอมให้ผู้แทนเชิดตัวเองแสดงเป็น
ดาวนตโ์ หัวลแดทจานกขระอบงบนTติ Uบิ DุคCคโดลยซน่งึ าเยปอน็รา่ คมวดาวมงจรันบั ทผร์ ดิ ตามกฎหมายในเรื่องตัวแทน ไมใ่ ชก่ ฎหมายในเรอ่ื งตว๋ั เงนิ

ปิ ติกลุ จีระมงคลพาณิชย ์ |  49

การลงชอ่ื แทนในตว๋ั เงนิ จะตอ้ งเขยี นใหช้ ดั วา่ ลงชอื่ ในฐานะทำ� การแทนผใู้ ด และระบชุ อ่ื บคุ คล
ทตี่ นลงชอ่ื แทนลงไปดว้ ย อกี วธิ หี นง่ึ ทอ่ี าจทำ� การแทนไดก้ โ็ ดยตวั แทนเขยี นแตเ่ พยี งชอื่ ผทู้ ตี่ นทำ� แทน
ลงไปเสียทีเดียว โดยไม่ลงชื่อตัวแทนเลย หรือถ้าเป็นผู้แทนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ
ของนิติบุคคลในเร่ืองการลงช่ือในตั๋วเงินของนิติบุคคล หรือการกระท�ำนิติกรรมในฐานะผู้บริหารงาน
นิตบิ ุคคล

กรณลี งชอื่ แทนเชน่ นี้ ตวั การตอ้ งรบั ผดิ ชอบตามเนอ้ื ความในตว๋ เงนิ เสมอื นหนง่ึ ไดล้ งชอื่ ตวั การ
ไว้เอง ข้อแก้ตัวตามลักษณะต๋ัวเงินมีอย่างไร คงอ้างได้เพียงเท่าท่ีผู้ลงชื่อในตั๋วเงินจะอ้างได้เท่าน้ัน
แต่ถ้ามปี ัญหาวา่ การลงชือ่ แทนกนั นั้นมีอำ� นาจทำ� ได้แค่ไหน ตอ้ งพจิ ารณาตามกฎหมายเร่ืองตวั แทน
อกี สว่ นหนง่ึ ไมเ่ กย่ี วกบั บทบญั ญตั ใิ นเรอ่ื งตวั๋ เงนิ ถา้ การลงชอ่ื แทนนน้ั ไดท้ ำ� โดยปราศจากอำ� นาจกอ็ าจ
ต้องด้วยมาตรา 1008 หรือตัวแทนอาจต้องรับผิดเองตามมาตรา 823 และในท�ำนองเดียวกันถึงแม้
ผลู้ งชื่อในตวั๋ เงนิ ต้องรับผดิ อย่างตวั การ ถา้ ความจริงผนู้ น้ั เป็นตวั แทนผูอ้ ่ืน ความรับผิดของตัวการท่ี
ไมไ่ ดล้ งชอื่ ในตว่ั เงนิ กย็ งั คงมไี ดต้ ามกฎหมายเรอ่ื งตวั แทน ซงึ่ จะตอ้ งพจิ ารณาไปตามลกั ษณะตวั แทน
ไมใ่ ชบ่ งั คบั ตามลกั ษณะตว๋ั เงนิ แตต่ ามกฎหมายขององั กฤษ กลา่ ววา่ หลกั เรอ่ื งตวั แทนทวี่ า่ ถา้ ตวั แทน
ท�ำสัญญาในชื่อของตัวแทนเอง ตัวแทนอาจน�ำพยานมาสืบได้ว่าตัวการไม่เปิดเผยช่ือและให้ตัวการ
รับผิดน้ัน จะน�ำมาใช้ในเรื่องตัวแทนในตั๋วเงิน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากหลักท่ัวไปดังกล่าวนั้นไม่ได้
ในเรื่องต๋ัวเงิน ตัวแทนที่ลงช่ือในตั่วเงินโดยไม่ระบุว่าเป็นตัวแทนต้องรับผิดตามต๋ัวเงิน จะน�ำสืบว่า
ความจริงเป็นแต่ตัวแทนเพื่อปลดเปรื้องความรับผิดของตัวแทนไม่ได้ ตามกฎหมายต๋ัวเงินตัวการท่ี
ไม่มีชื่อไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินเป็นแต่ต้องรับผิดในหน้ีเดิมเท่าน้ัน ตามกฎหมายต๋ัวเงินตัวการที่ไม่
เปิดเผยชื่อไม่ต้องรับผิดตามต๋ัวเงินเป็นแต่ต้องรับผิดในหน้ีเดิมเท่านั้น หลักกฎหมายอังกฤษเช่นน้ี
เทยี บกบั กฎหมายไทยคงจะไม่ตรงกันนกั เพราะเมอื่ ผลู้ งชือ่ ในต๋ัวเงนิ เป็นตัวแทนแล้ว แมจ้ ะไม่ระบุไว้
เชน่ นี้ กไ็ ม่มเี หตุผลอะไรยกเว้นแตใ่ ห้ผดิ ไปตามหลักตัวการที่ไมเ่ ปดิ เผยช่อื ในสัญญาอ่ืน ๆ ซึ่งตวั การ
ไม่เปิดเผยช่ือต้องรับผิดในสัญญาที่ตัวแทนท�ำไว้ ตัวแทนยกข้อต่อสู้ในตั๋วเงินได้เท่าใดตัวการก็ควร
ยกได้เท่านั้น แต่ตัวการอาจยกข้อต่อสู้โดยอาศัยสัญญาตัวแทนอีกได้ต่างหากภายใต้หลักท่ัวไปเรื่อง
ผู้รับโอนโดยสุจริตมาตรา 901 บัญญัติในทางไม่ให้ตัวแทนพ้นความรับผิด ยิ่งกว่าจะบัญญัติยกเว้น
ความรบั ผดิ ของตวั การทำ� นองมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.ตว๋ั แลกเงนิ ขององั กฤษ ซง่ึ บญั ญตั ใิ นทางวา่ บคุ คล
ไม่ต้องรบั ผิดตามตั๋วเงิน นอกจากจะได้ลงช่อื ในฐานะนน้ั ๆ ค�ำพิพากษาฎกี าที่ 630/2500, 715/2500
ตดั สนิ วา่ การทบี่ คุ คลหนง่ึ ออกเชค็ โดยไมร่ ะบวุ า่ ทำ� การแทนบคุ คลอกี คนหนงึ่ ถา้ ไดค้ วามวา่ ความจรงิ
ผู้ออกเช็คเป็นแต่ตัวแทน ผู้ทรงก็ฟ้องให้ตัวการต้องรับผิดตามลักษณะตัวแทนท่ีบัญญัติไว้ใน
มาตรา 820 ไดอ้ ดี ว้ ย และมคี ำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 1227/2509, 362/2510, 1/2511 ตดั สนิ ในทำ� นองเดยี วกนั

โดยที่มาตรา 901 บัญญัติในทางมิให้ผู้อ้างว่าเป็นตัวแทนพ้นความรับผิด ถ้ามิได้ระบุว่าท�ำ
ดาวนแโ์ หทลนดจอาีกกบระุคบคบลTหUDนCึ่งโดดยังนนายั้นอตรา่ัวมกดาวรงทจนั ี่ถทูกร์ผู้แทนระบุช่ือจะต้องรับผิดหรือไม่ จึงเป็นข้อเท้จจริงที่ต้องได้


Click to View FlipBook Version