รายงาน เรื่อง ค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย โดย นายอนุวฒัน ์ น ้ อยอุดม เสนอ คุณครูพส ิ มัย ส ื บเลย รายงานนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ภาคเร ี ยนท ี่2 ปี การศ ึ กษา 2566ส ี ชมพูศ ึ กษาอา เภอส ี ชมพู จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหาส่วนจังหวัดขอนแก่น
ค าน า ปัญหาน้ีไดด้ียงิ่ข้ึนปัญหาที่คนมกัใชก้ายาผิดหรือสะกดผิดเป็นปัญหาสา คญัเพราะทา ให้เกิดปัญหาตามมาใน หลายอย่าง เช่นเด็กรุ่นใหม่อาจเข้าใจผิดหากทุกคนมีพ้ืนฐานเขา้ใจในเรื่องการสะกดการเขียนใหถู้กก็จะ สามารถแก้ไขปัญหาน้ีไดด้ียงิ่ข้ึน ผู้เขียนตระหนักในผลกระทบของการใช้ภายาในภายาไทย จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค าที่คนมักใช้ผิดใน ภายาไทย นา เสนอรายงาน เพื่อใหผ้ศู้ึกษาเกี่ยวกบัรายงานเล่มน้ีแหล่งที่มา เพื่อเขียนคา ใหถู้กตอ้งตาม แบบพจบานุกรม ขอขอบคุณคุณครูรายวิชาภามาไทย ที่กรุณาให้ค าแนะน าในการจ าท ารายงานจนส าเร็จลุล่วงด้วยดี อนุวัฒน์ น้อยอุดม ๑ มีนาคม ๒๕๖๗
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่๑บทน า ๑ ๑.๑ ที่มาและความส าคัญ ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ ๑ บทที่๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒ ๑.ความหมายของภาษา ๒ ๒.ความส าคัญของภายา ๓ ๓.พจนานุกรมภาษาไทย ๓ ๔.ค าไทยที่มักเขียนผิด ๔ ๕.การเรียงล าดับค าตามอักษรในภาษาไทย ๔ ๖.วิธีพิจารณาล าดับของค า ๕ ๗.การเรียงล าดับค าและวิธีเก็บค า ๖ บทที่๓ วิธีการด าเนินงาน ๑๑ ๓.๑ การรวบรวมค าไทยที่มักเขียนผิด ๑๑ ๓.๒ การเรียงล าดับค าตามพจนานุกรม ๑๑ บทที่ ๔ ผลการด าเนินงาน ๑๒ ๔.๑ ตารางค าไทยที่มักเขียนผิด ๑๒
สารบัญ(ต่อ) บทที่ ๕ สรุปและอภิปรายผล ๑๖ ๕.๑ สรุปผล ๑๖ ๕.๒ อภิปรายผล ๑๖ ๕.๓ ประโยชน์ที่ได้รับ ๑๖ ๕.๔ ข้อเสนอแนะ ๑๖ บรรณานุกรม ๑๗
บทท๑ี่ บทน า ทมี่าและความสา คัญของรายงาน การเขียนค าภาษาไทยให้ถูกต้องตรงตามแบบแผนนั้น นับเป็นสิ่งที่ต้องให้ความส าคัญอย่างยิ่ง การ เขียนค าภาษาไทยได้ถูกต้องเป็นการแสดงถึงความเข้าใจ และให้ความส าคัญอย่างลึกซึ้งกับภาษาซึ่งเป็น มรดกล ้าค่าของไทยแต่โบราณมา ทว่าในปัจจุบัน การเขียนภาษาไทยเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วถึง อีกทั้ง ภาษาไทยเป็นภาษาที่งดงามซับซ้อน มีตัวพยัญชนะถึง ๔๔ ตัว มีค าพ้องรูป พ้องเสียงมากมาย จึงท าให้ เกิดความสับสน ในการสะกดค าบางค า นานวันเข้าจึงมีค าที่มักเขียนผิดมากมาย ผู้จัดท าเห็นความจ าเป็น ที่ควรจะรวบรวมค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย ซึ่งมักจะเป็นค าที่คุ้นเคยในการฟังและพูด แต่มักไม่ค่อย เขียน เมื่อต้องเขียนจึงเขียนผิด การรวบรวมค าที่มักเขียนผิด พร้อมทั้งค้นหาความหมายนั้นได้จัดเรียงล าดับ ตัวอักษรเพื่อให้ง่ายต่อการ ศึกษา และเกิดประโยชน์มากที่สุด วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อรวบรวมค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย ค้นคว้าแก้ไขให้ถูกต้องแล้วเรียบเรียงใหม่ตามล าดับ ตัวอักษรตั้งแต่ ก-ฮ ๒. เพื่อค้นหาความหมายของค าที่ได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้วนั้นมาแสดงไว้ให้ง่ายต่อการค้นคว้า ๓. เพื่อให้การเขียนค าในภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้องตามแบบพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นมาตรฐานในการเขียนค าภาษาไทย
บทท๒ี่ เอกสารทเี่กี่ยวข้อง ในการศึกษารายงานเรื่อง ค าไทยที่มักเขียนผิด ทางผู้จัดท าได้ท าการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจาก เอกสารที่เกี่ยวข้องและจากเว็บไซต์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยจะขอตามล าดับ ดังนี้ ๑.ความหมายของภาษา ๒.ความส าคัญของภาษา ๓.องค์ประกอบของภาษา ๔.การเขียนสะกดค า ๕.ความส าคัญของการเขียนสะกดค า ๖.พจนานุกรมภาษาไทย ๗.ค าไทยที่มักเขียนผิด ความหมายของภาษา ภาษา คือ สัญลักษณ์ที่ก าหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่สุดในการสื่อความเข้าใจระหว่างกัน ของคนในสังคม ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคน ในสังคม ถ้าคนใน สังคมพูดกันด้วย ถ้อยค าที่ดีจะช่วยให้คนในสังคมอยู่กันอย่างปกติสุข ถ้าพูดกันด้วยถ้อยค าไม่ดี จะท าให้ เกิดความบาดหมางน ้าใจกัน ภาษาจึงมีส่วนช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ ของคนในสังคม ภาษาเป็นสมบัติ ของสังคม ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมี 2 ประเภท คือ วัจนภาษาและอวัจนภาษา 1. วัจนภาษา วัจนภาษา หมายถึง ภาษาถ้อยค า ได้แก่ ค าพูดหรือตัวอักษรที่ก าหนดใช้ร่วมกันในสังคม ซึ่งหมายรวมทั้งเสียง และลายลักษณ์อักษร ภาษาถ้อยค าเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบ มี หลักเกณฑ์ทางภาษา หรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและ คิด การใช้วัจนภาษาในการสื่อสารต้องค านึงถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษา และความเหมาะสม กับลักษณะ การสื่อสาร ลักษณะงาน เป้าหมาย สื่อและผู้รับสาร วัจนภาษาแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
๑. ภาษาพูด ภาษาพูดเป็นภาษาที่มนุษย์เปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยค าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น นักภาษาศาสตร์ถือว่าภาษาพูดเป็นภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ ส่วนภาษาเขียนเป็นเพียงวิวัฒนาการขั้นหนึ่ง ของภาษาเท่านั้น มนุษย์ได้ใช้ภาษาพูดติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องส่วนตัว สังคม และ หน้าที่การงาน ภาษาพูดจึงสามารถสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ในสังคม มนุษย์ได้มากมาย ๒.ภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้อักษรเป็นเครื่องหมายแทนเสียงพูดในการสื่อสาร ภาษา เขียนเป็นสัญลักษณ์ของการพูด ภาษาเขียนนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกภาษาพูด เป็น ตัวแทนของภาษาพูดในโอกาสต่าง ๆ แม้นักภาษาศาสตร์จะถือว่าภาษาเขียนมิใช่ภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ แต่ภาษาเขียนเป็นเครื่องมือส าคัญในการสื่อสารของมนุษย์ มาเป็นเวลาช้านาน มนุษย์ใช้ภาษาเขียน สื่อสารทั้งในส่วนตัว สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาเขียนสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ปัญหา ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมายหากมนุษย์รู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และสถานการณ์ ความส าคัญของภาษา ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจ าชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารความเข้าใจและ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ท าให้สามารถประกอบกิจธุระการงานและด ารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาชาติได้ อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และ ความก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีตลอดจนน าไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคง ทาง สังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีว ทัศน์ โลกทัศน์ และสุนทรียภาพ โดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอันล ้าค่า ภาษาไทยจึงเป็น สมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป พจนานุกรมภาษาไทย พจนานุกรม หมายถึง หนังสือที่รวบรวบค าศัพท์ไนวงศัพท์ที่ก าหนด และนิยามความหมายเอาไว้ เพื่อ ใช้เป็นที่คันหาความหมายของค า โดยมีการเรียงล าดับค าศัพท์ตามตัวอักษร ตามเสียง หรือตามล าดับอื่นที่ เหมาะสมสอดคล้องกับการไช้พจนาบุกรมนั้นๆ พจนานุกรมยังมีนัยถึงหนังสือที่ให้รายละเอียด ครอบคลุม วงศัพท์ที่กว้าง ขณะที่หนังสือรวบรวมและอธิบายค าหัพท์ในวงแคบและมีจ านวนจ ากัด มักจะเรียกว่าปทาบุ กรม อย่างไรก็ตาม ค าว่ ปทานุกรม และ พจนาบุกรม อาจใช้สลับกันได้
คา ทมี่ักเขียนผิดในภาษาไทย หมายถึง ค าไทยที่มักสะกดค าผิด จากการสะกด จากวรรณยุกต์จากค าพ้อง เสียงท าให้ตัวสะกไม่ตรงตามพงนานุกรมไทย ท าให้เกิดการเขียบผิดและสื่อสารไม่ถูกต้อง การเรียงล าดับค าตามอักษรในภาษาไทย วิธีเรียงส าดับค าตามตัวอักษรไนภาษาไทย คือ การจัตล าดับก่อนหลังของค าต่างๆ ในภาษาไทยอย่าง เป็น ระบบ เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการค้นหาด า การเรียงล าดับค าอย่างเป็นระบบนี้ถูกน าไปใช้ ประใยชน์โดยทั่วไป เช่น การท าพกนาบุกรม การท าดัชนีของหนังสือ การเรียงรายชื่อผู้ติดต่อใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การเรียงข้อมูลตามตัวอักษรในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่งๆ เป็นต้น โดยการเรียงส าคับค า จะมีกฎต่างๆ ที่น ามาใช้ในการพิจารณาเปรียบเทียบค ากฎล าค าอักขระ กฎล าดับอักขระ คือ กฎในการจัดเรียงล าดับก่อนหลังของอักขระในภามาไทย ซึ่งมีความจ าเป็นที่ต้องทราบ เพื่อใช้ในขั้นตอนการเปรียบเทียบอักขระของค า กฏล าดับพยัญชนะ จะเรียงล าดับพยัญชนะดังนี้ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ฤา ล ฦ ฦา ว ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ ข้อสังเกต ฤ ฤๅ ก กา ไม่ไช่พยัญชนะ แต่ถูกน ามาพิจารณาร่วมกับพยัญชนะ กฏล าดับสระ จะเรียงล าดับรูปสระดังนี้ อะ อั อา อ า อิอี อึอือุอูเอแอ โอ ใอ ไอ ข้อสังเกต การเรียงสระจะยืดตามรูปที่เขียนไม่ใช่เสียง สระผสมจะไม่น ามาจัดเรียงโดยตรง (เช่น เ- รีย, เ- รือ, -าะ, แะ) แต่จะถูกแยกรูปพิจารณาเป็นอักขระเดี่ยว กฎล าดับวรรณยุกต์
จะเรียงล าดับดังนี้ ไม้ไต่คุ้, ไม้เอก, ไม้โท, ไม้ตรี, ไม้ขัดวา, ทัณฑมาด ข้อสังเกต ไม้ไต่คู้กับทัณทมาด ไม่ใช่ วรรณยุกต์แต่ถูกน ามาพิจารณาร่วมกับวรรณยุกต์วิธีพิจารณาล าดับของค า วิธีพิจารณาล าดับของค า ในแต่ละค าให้พิจารณาพยัญชนะต้นก่อนสระและวรรณยุกต์เสมอ แม้ว่าจะมีสระเขียนไว้ด้านหน้า ด้านบน หรือด้านล่างของพยัญชนะต้น ก็ต้องพิจารณาดั่งสระนั้นถูกเขียนไว้หลังพยัญชนะต้นเสมอ จากนั้นจับคู่ค า แล้วแยกเปรียบเทียบอักขระทีละคู่ไปตามล าดับในค า จนกว่าจะพบต าแหน่งที่แตกต่าง แล้วจึงใช้กฎล าดับ อักขระที่กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้ในการเรียง ๑.หากค าที่เปรียบเทียบ ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะต่างกัน ให้ใช้กฎล าดับพยัญชนะได้ทันที เช่น กลอน จะมาก่อน คลอน เพราะต่างกันที่อักขระแรก ก มาก่อน ค ศาลา จะมาก่อน สาระ เพราะต่างกันที่อักขระแรก ศ มาก่อน ส ๒.หากค าที่เปรียบเทียบ ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะเดียวกัน ให้พิจารณาอักขระถัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบอักขระ ที่ไม่เหมือนกัน เช่น จักรพรรณ(จ- ัั-ก-ร-พ-ร-ร-ณ) จะมาก่อน จักรพรรดิ(จ- ัั-ก-ร-พ-ร-ร-ด- ัิ ) เพราะต่างกันที่อักขระคู่ที่ 8 โดย ณ มาก่อน ด ๓.หากมีค าที่เปรียบเทียบ ขึ้นต้นด้วยสระหน้า (เ แ โ ใ ไ ) ไม่ว่าจะเป็นสระเดียวกันหรือไม่ก็ตาม จะต้องข้าม ไปพิจารณาพยัญชนะต้นก่อนเสมอ และให้พิจารณาดั่งสระหน้านั้นถูกเขียนอยู่หลังพยัญชนะต้นหนึ่ง ต าแหน่ง เช่น แกลบ(ก-แ-ล-บ) จะมาก่อน ครอง(ค-ร-อ-ง) เพราะพยัญชนะต้นต่างกันคือ ก กับ ค ไกล(ก-ไ-ล) จะมาก่อน เพลง(พ-เ-ล-ง) เพราะพยัญชนะต้นต่างกันคือ ก กับ พ เกวียน(ก-เ-ว- ัี-ย-น) จะมาก่อน เกิน(ก-เ- ัิ-น) เพราะอักขระคู่ที่ 3 ต่างกัน คือ ว มาก่อน สระอิ เกวียน(ก-เ-ว- ัี-ย-น) จะมาก่อน ไกล(ก-ไ-ล) เพราะอักขระคู่ที่ 2 ต่างกัน คือ เ มาก่อน ไ เกม(ก-เ-ม) จะมาก่อน แกง(ก-แ-ง) เพราะพยัญชนะต้นเหมือนกันคือ ก จึงต้องเปรียบเทียบคู่ เ กับ แ เกเร(ก-เ-ร-เ) จะมาก่อน เกลอ(ก-เ-ล-อ) เพราะอักขระคู่ที่ 3 ต่างกัน คือ ร มาก่อน ล สีแดง(ส- ัี-ด-แ-ง) จะมาก่อน แสดง(ส-แ-ด-ง) มีพยัญชนะต้นเป็น ส เหมือนกัน แต่ สระอี มาก่อน แ
๔.ไม่พิจารณาวรรณยุกต์และเครื่องหมายในตอนแรก ยกเว้นกรณีค าที่เปรียบเทียบต่างกันเฉพาะที่ วรรณยุกต์หรือเครื่องหมาย ก็ให้ใช้กฎล าดับวรรณยุกต์ เช่น เก็ง, เก่ง, เก้ง, เก๋ง (ก-เ-ง) โดยทั้ง ๔ ค านี้ต่างกันเฉพาะเครื่องหมายวรรณยุกต์โดยที่ต าแหน่งไม่ต่างกัน จึง ใช้กฎล าดับวรรณยุกต์ได้ทันที แป้ง(ป-แ-ง) จะมาก่อน แปล๋น(ป-แ-ล-น) เพราะ ง มาก่อน ล โดยไม่ต้องพิจารณาวรรณยุกต์ เก็บ(ก-เ-บ) จะมาก่อน เกม(ก-เ-ม) เพราะ บ มาก่อน ม โดยไม่ต้องพิจารณาเครื่องหมายไม้ไต่คู้ เกร็ง(ก-เ-ร-ง) จะมาก่อน เกเร(ก-เ-ร-เ) เพราะอักขระคู่ที่ 4 คือ ง มาก่อน เ โดยไม่ต้องพิจารณาเครื่องหมาย ไม้ไต่คู้ ไส้ไก่(ส-ไ-ก-ไ) จะมาก่อน ไสยาสน์(ส-ไ-ย-า-ส-น) เพราะอักขระคู่ที่ ๓ คือ ก มาก่อน ย โดยไม่ต้องพิจารณา วรรณยุกต์ ๕.หากค าที่เปรียบเทียบต่างกันเฉพาะต าแหน่งของวรรณยุกต์เท่านั้น ถึงแม้ตัววรรณยุกต์จะต่างกัน ให้ถือ ว่าพยัญชนะที่ไม่มีวรรณยุกต์ก ากับมาก่อนตัวที่มีวรรณยุกต์ก ากับเสมอ เช่น แหง่(ห-แ-ง่) จะมาก่อน แห่ง(ห่-แ-ง) เพราะจุดต่างแรกคือตัว ห โดยในค าว่า แหง่ ไม่มีวรรณยุกต์ก ากับ แหง้(ห-แ-ง้) จะมาก่อน แห่ง(ห่-แ-ง) เพราะแม้วรรณยุกต์ต่างกัน แต่จุดต่างแรกคือตัว ห โดยในค าว่า แหง้ ไม่มีวรรณยุกต์ก ากับ (ค าว่า แหง้ เป็นค าสมมติที่ไม่มีความหมาย ใช้เพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น) การเรียงล าดับค าและวิธีเก็บค า (ฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ๑. ตัวพยัญชบะล าดับไว้ตามตัวอักษร คือ ก ข ซ ก ฯลฯ จบถึง อ ฮไม่ได้ล าดับตามเสียง เช่น จะต้นค า ทราบ ต้องไปหาในหมวดตัว ท จะค้นค า เหมา ต้องไปหาในหมวดตัว ห ส่วน ฤ ฤๅ ล าดับไว้หลังตัว ร และฦ ล าดับไว้หลังตัวล ๒. สระไม่ไดล้า ดบัไวต้ามเสียงแต่ลา ดบัไวต้ามรูปดงันี้ะ ััา ัิัีัึัืัุัูเแโ ใ ไ รูปสระท่ี ประสมกันหลายรูปจะจัดเรียงตามล าดับรูปสระที่อยู่ก่อนและหลังตามล าดับข้างต้นดังได้ล าดับให้ดูต่อไปนี้
๑) ะ ๒๓) โ๒) ัั (กัน) ๒๔) โ ะ (โป๊ ะ)๓) ัั ะ (ผัวะ) ๒๕) ใ๔) า ๒๖) ไ๕) ั า๖) ัิ๗) ัี๘) ัึ๙) ัื๑๐) ัุ ๑๑) ัู ๑๒) เ ๑๓) เ ะ (เกะ) ๑๔) เ า (เขา) ๑๕) เ าะ (เจาะ)๑๖) เ ัิ (เกิน) ๑๗) เ ัี (เสีย) ๑๘) เ ัี ะ (เดียะ) ๑๙) เ ัื (เสือ) ๒๐) เ ัื ะ (เกือะ) ๒๑) แ ๒๒) แ ะ (แพะ)
ส าหรับตัว ย ว อ นับล าดับอยู่ในพยัญชนะเสมอ ๓. การเรียงล าดับค า จะล าดับตามพยัญชนะก่อนเป็นส าคัญ แล้วจึงล าดับตามรูปสระ ดังนั้น ค าที่ไม่มีสระปรากฏเป็นรูปประสมอยู่ด้วย จึงอยู่ข้างหน้า เช่น กก อยู่หน้า กะ หรือ ขลา อยู่หน้า ขะข ่า ส่วนค าที่มีพยัญชนะกับสระปรากฏเป็นรูปประสมกันก็ใช้หลักการล าดับค าข้างต้นเช่นเดียวกัน เช่น จริก จริม จรี จรึง จรุก และโดยปรกติจะไม่ล าดับตามวรรณยุกต์ เช่น ไต้ก๋ง ไต้ฝุ่น ไต่ไม้ แต่จะจัดวรรณยุกต์ เข้าในล าดับต่อเมื่อค านั้นเป็นค าที่มีตัวสะกดการันต์เหมือนกัน เช่น ไต ไต่ ไต้ ไต๋ หรือ กระตุ่น กระตุ้น ค าที่มี ั็ (ไม้ไต่คู้) จะล าดับอยู่ก่อนวรรณยุกต์ เช่น เก็ง เก่ง เก้ง เก๋ง ๔. จ าพวกค าที่น าด้วย กระ- บางพวกใช้แต่ กระ-อย่างเดียว บางพวกใช้เป็น กะ- ก็ได้ ประเภทที่ใช้เป็น กะ- ได้นั้น ได้เก็บมารวมพวกไว้ที่ กะ-อีกครั้งหนึ่ง แต่เก็บเฉพาะค าโดยไม่มีบทนิยาม ดังนั้น ถ้าพบค าที่ขึ้นต้นด้วย กะ ในจ าพวกนั้น ให้ดูบทนิยามที่ กระ- เช่น กระทะ กระเปาะ เว้นไว้แต่ที่ ใช้ได้ทั้ง ๒ อย่างโดยความหมายต่างกัน เช่น กระแจะ-กะแจะ กระด้าง-กะด้าง จึงจะมีบทนิยามไว้ทั้ง ๒ แห่ง ๕. ค าที่เพิ่มพยางค์หน้าซึ่งใช้ในค าประพันธ์โบราณ เช่น มี่ เป็น มะมี่ ริก เป็น ระริก ครื้น เป็น คะครื้น หรือ คระครื้น แย้ม เป็น ยะแย้ม ฯลฯ อันเป็นวิธีที่ภาษาบาลีเรียกว่า อัพภาส และภาษา สันสกฤตเรียกว่า อัภยาส แปลว่า วิธีซ้อนตัวอักษร เช่น ททาติ ททามิ นั้น ค าเหล่านี้มีจ านวนมาก บาง แห่งเก็บรวมไว้ที่ค าขึ้นต้น เช่น คะครื้น เก็บที่ คะ แล้วบอกว่า ใช้น าหน้าค าที่ตั้งต้นด้วยตัว ค มีความแปล อย่างเดียวกับค าเดิมนั้น บางแห่งเก็บกระจายเรียงไปตามล าดับค า เช่น มะมี่ แต่ก็คงจะเก็บไม่หมด ฉะนั้น ถ้าค าใดค้นไม่พบที่ล าดับค า ให้ไปดูค าที่เป็นต้นเดิม เช่น ยะแย้ม ดูที่ แย้ม ๖. ภาษาถิ่นบางถิ่นพูดสั้น ๆ เช่น กะดะ พูดแต่เพียง ดะ (ไม่มี กะ) กะง้อนกะแง้น พูด แต่เพียง ง้อนแง้น (ไม่มี กะ) แต่ความหมายของค าเหมือนกันกับค าที่มี กะ น าหน้า ค าเช่นนี้เก็บไว้ที่ กะ แห่งเดียว ๗. ค าที่มีเสียงกลับกัน เช่น ตะกรุด เป็น กะตรุด ตะกร้อ เป็น กะตร้อ ตะกรับ เป็น กะตรับ
โดยปรกติเก็บไว้ทั้งที่อักษร ก และ ต แต่ถ้าค้นไม่พบที่อักษร ก ก็ให้ค้นที่อักษณ ต ๘. ค าต่อไปนี้ซึ่งเป็นค าที่ใช้มากในบทกลอน คือ ก. ค าที่เติม อา อี หรือ อิน ข้างท้าย เช่น กายา กายี กายิน ข. ค าที่เติม เอศ ข้างท้าย (ตามภาษากวีเรียกว่า ศ เข้าลิลิต ท าค าที่เรียกว่าค าสุภาพ ให้เป็นค าเอกตามข้อบังคับโคลง) เช่น กมเลศ มยุเรศ ค. ค าที่เติม อาการ ข้างท้าย เช่น จินตนาการ คมนาการ ทัศนาการ ฆ. ค าที่เติม ชาติ ข้างท้าย เช่น กิมิชาติ คชาชาติ ค าเหล่านี้มักมีความหมายไม่ต่างไปจากเดิม ได้รวบรวมเก็บไว้ในพจนานุกรมนี้ด้วย แต่อาจไม่หมดเพราะมีจ านวนมาก ถ้าค้นไม่พบในรูปค านั้น ๆ ให้ดูที่ค าเดิม เช่น กายา กายี เมื่อค้นที่ค า กายา กายี ไม่พบ ให้ดูที่ค า กาย ค า กาย มีความหมายอย่างไร กายา กายี ก็มีความหมายเช่นเดียวกัน ค าอื่น ๆ ให้ค้นดูในท านองนี้ ๙. ศัพท์ที่มีมูลรากอย่างเดียวกัน แต่แปลงรูปไปได้หลายอย่าง เช่น หิมวัต แปลงรูปเป็น หิมวันต์ หิมวา หิมวาต หิมวาน หิมพาน โดยความหมายไม่เปลี่ยนไป ได้ให้บทนิยามไว้ที่ศัพท์เดิมคือที่ หิมวัต แต่แห่งเดียว ส่วนศัพท์ที่แปลงรูปไปจากศัพท์เดิมก็เก็บไว้ต่างหาก แต่บ่งให้ไปดูที่ศัพท์เดิม เช่น หิมวันต์, หิมวา, หิมวาต, หิมวาน [หิมมะ]- น. หิมวัต. ๑๐. การเรียงล าดับค าที่เป็นนามย่อย เช่น ตะนอย ช่อน คา ไม่ได้เรียงรวมกับตัวสามานยนาม อย่างที่ใช้พูด เป็น มดตะนอย ปลาช่อน หญ้าคา แต่ได้เรียงสามานยนาม มด ปลา หญ้า ไว้แห่งหนึ่งตาม ตัวอักษร และเรียงนามย่อย ตะนอย ช่อน คา ไว้ต่างหากตามตัวอักษรนั้น ๆ เว้นแต่ค าซึ่งแยกออกไม่ได้ เพราะเป็นชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งค า เช่น แมลงภู่ ซึ่งเป็นชื่อของหอยหรือปลาบางชนิด จะเรียงรวมไว้ ด้วยกัน ที่อักษร ม หรือ ปลากริม ซึ่งเป็นชื่อขนม ไม่ใช่ปลา จะเรียงรวมไว้ด้วยกันที่อักษร ป ถึงกระนั้นก็มีค าบางค า ที่ไม่อาจเรียงตามหลักนี้ได้ ฉะนั้น ค าในท านองนี้เมื่อค้นไม่พบในที่ที่เป็นนามย่อยก็ให้ค้นต่อไปในที่ที่เป็น
สามานยนาม เช่นค า น ้าตาลกรวด เมื่อค้นที่ กรวด ไม่พบ ก็ให้ไปค้นที่ค า น ้าตาล ๑๑. ค า ๒ ค าเมื่อประสมกันแล้ว โดยค าแรกเป็นค าเดียวกับแม่ค าหรือค าตั้ง และมีความ หมายเกี่ยวเนื่องกับค าตั้ง จะเก็บเป็นอนุพจน์ คือ ลูกค าของค าตั้งนั้น ๆ เช่น กดขี่ กดคอ กดหัว เก็บเป็น ลูกค าของค า กด เว้นแต่ค าที่ประสมกันนั้นจะมีความหมายเป็นอิสระหรือต่างไปจากค าตั้ง จึงจะแยกเป็น ค าตั้งต่างหาก เช่น ขวัญอ่อน ที่หมายถึงผู้ตกใจง่าย คือ เด็กหรือหญิงซึ่งมักจะขวัญหายบ่อย ๆ เก็บเป็น ลูกค าของค า ขวัญ ส่วน ขวัญอ่อน ที่เป็นชื่อเพลงร้องร าชนิดหนึ่ง จะแยกเป็นค าตั้งเพราะมีความหมาย ต่างออกไป ค าลักษณะนี้จะใส่เลขก ากับไว้ด้วย เป็น ขวัญอ่อน ๑ และ ขวัญอ่อน ๒ ส่วนค าที่น ามาประสม กันแล้ว มีความหมายไม่ต่างจากค าเดิม แปลได้ค าต่อค า จะไม่เก็บ เช่น ข้าวผัด ไม่เก็บเป็นลูกค าของ ข้าว เพราะมีความหมายเท่าค าเดิมแต่ละค า ๑๒. ค าค าเดียวกันซึ่งอาจประสมอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังค าอื่น ๆ เช่น น ้า ประสมอยู่ในค า ต่าง ๆ เป็น แม่น ้า ลูกน ้า น ้าใจ น ้าต้อย ถ้าค าที่อยู่ข้างหน้าค า น ้า เป็นอักษรตัวอื่น จะล าดับไว้ที่อักษร นั้น ๆ อย่างค า แม่น ้า ล าดับไว้ที่อักษร ม ลูกน ้า ล าดับไว้ที่อักษร ล ไม่ล าดับไว้ที่อักษร น แต่ถ้าค า น ้า อยู่ข้างหน้า ก็ล าดับไว้ที่อักษร น โดยเป็นลูกค าของค า น ้า เช่น น ้ากรด น ้าแข็ง น ้าย่อย
บทที่ 3 วิธีการด าเนินการ รายงานเรื่อง ค าที่มักเขียนผิดในภาษาไทย ผู้จัดท าได้ด าเนินการ ดังนี้ ขั้นตอนการดา เนินงาน ๑.ผู้ศึกษาน าเสนอหัวข้อรายงานต่ออาจารย์รายวิชาเพื่อขอค าแนะน าและก าหนดขอบเขตการท างาน ๒.ผู้ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือต่างๆ ดังนี้หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ และหนังสือต่างๆ จากอินเตอร์เน็ต ๓.ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายงานเพื่อมาวิเคราะห์และ สรุปเนื้อหาที่จะน ามาจัดทรายงาน ๔.น าเสนอผลงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาที่จะน ามาจัดท ารายงาน ๕.จัดท าคู่มือเพื่อใช่ส าหรับศึกษาและรายงานต่ออาจารย์รายวิชา การเรียงล าดับตามพจนานุกรม การเรียงล าดับค าตามพจนานุกรม การเรียงล าดับค าในพจนานุกรมนั้น เรียงตามล าดับรูปอักษร ทั้งสระและพยัญชนะ ไม่ได้เรียงตามเสียง อักษร ๑.เรียงตามรูปพยัญชนะ ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ฤา ล ฦ ฦา ว ศ ษ ส ห ฬ อ ๒.เรียงตามรูปสระอะ อั อัะ อา อ า อิ อี อึ อื อุ อู เอ เอะ เอา เอาะ เอิ เอีย เอียะ เอือ เอือะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ ๓.การเรียงค าตามรูปวรรณยุกต์ ค าที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์จะมาก่อนค าที่มีรูปวรรณยุกต์ เช่น เสือ มาก่อน เสื้อ และ ป้า มาก่อน ป๋ า คือเรียงตามล าดับ เอก โท ตรี จัตวา
บทท4ี่ ผลการด าเนินการ รายงานเรื่อง ค าที่มักเขียนผิดมีผลต่อการด าเนินการดังนี้รวบรวมเอาค าภาษาไทยที่มักใช่บ่อยๆและมักจะ เขียนผิดกันอยู่เป็นประจ าเพื่อให้จดจ าและน าค าที่ถูกต้องไปใช่กันอย่างเหมาะสม ค าที่มักเขียนผิด ค าที่เขียนถูก ความหมาย กฏหมาย กฎหมาย กฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อใช้ในการปกครอง บ้านเมือง ก าเหนิด ก าเนิด การเกิด ก าพืช ก าพืด เทือกเถา,เผ่าพันธุ์ กัมมยี่ ก ามะหยี่ ผ้าชนิดหนึ่งมีขนด้านเดียว กะทะ กระทะ ภาชนะก้นตื้นปากผายใช้ส าหรับหุง ต้ม และ ทอด ขะมุกขะมัว ขมุกขมัว โพล้เพล้,จวนค ่า,ไม่สดใส โขมย ขโมย ผู้ลักทรัพย์ ลัก เข็นใจ เข็ญใจ ยากจนข้นแค้น เครื่องเทศน์ เครื่องเทศ เครื่องหอมฉุนและเผ็ดร้อนส าหรับท ายาหรือ เครื่องปรุง คริสตมาส คริสต์มาส วันเกิดของพระเยซู คริสตศักราช คริสต์ศักราช นับตั้งแต่พระเยซูเกิดเริ่มตั้งหลังพระ พุทธศักราช 543 ปี ฆราวาศ ฆราวาส ผู้ครองเรือน โฆสิต โฆษิต กึกก้อง
โฆศก โฆษก ผู้ประกาศ , โฆษณา กรีธา กรีฑา กีฬาประเภทหนึ่ง เกษร เกสร ส่วนในของดอกไม้ อย่าร้าง หยาร้าง การเลิกเป็นสามีภรรยา จันฑาล จัณฑาล ต ่าช้า , ลูกที่เกิดจากคนต่างวรรณะ จันไร จัญไร , จังไร เลวทราม จาระนัย, จาระไน จาระไน พูดอธิบายอย่างละเอียด จุลทรรศน์ จุลทรรศน์ กล้องขยายดูของเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตา เปล่า ฉกรร ฉกรรจ์ ห้าวหาญ , รุนแรงอาจถึงตาย ชโงก ชะโงก ยื่นหน้าออกไปดู ช านาน ช านาญ เชี่ยวชาญ ยี่ปุ่ น ญี่ปุ่ น ชื่อประเทศและชนชาติหนึ่งในเอเชีย ญาต ญาติ คนในวงค์ตระกูล ดุลย์ ดุล คันชัง ตลุย ตะลุย อาการบุกเข้าไปไม่รั้งรอ ต านิ ต าหนิ ติเตียน เถาวัล เถาวัลย์ พรรณไม้เลื่อย ทะยอย ทยอย ไม่ขาดระยะ ไปหรือมาทีละน้อย ทะโมน ทโมน ใหญ่และมีก าลังมาก ทะเลสาป ทะเลสาบ ห้วงน ้าใหญ่ที่มีพื้นดินล้อมรอบ
เทคนิก เทคนิค ศิลปะหรือกลวิธีเฉพาะวิชา โซม โทรม เสื่อมสภาพ ธุระกิจ ธุรกิจ กิจการงานเกี่ยวกับอาชีพค้าขาย บันเลง บรรเลง เล่นดนตรีให้เป็นเพลง บรรได บันได สิ่งที่ท าเป็นชั้น บรรทึก บันทึก จดช่วยเตือนความจ า ปกิณะกะ ปกิณกะ เบ็ตเกล็ด ปฐมนิเทศก์ ปฐมนิเทศ การแนะน าเพื่อการศึกษา ทศมาส ทศมาศ 10 เดือน ทะแยง ทแยง เฉียง ทักษิน ทักษิณ ทิศใต้,ใต้ นิมนตรี นิมนต์ เชื้อเชิญ ใช้แก่ ภิกษุ สามเณร เครื่องส าอางค์ เครื่องส าอาง สิ่งแต่งใบหน้าและผิวพรรณ โจทก์ โจทย์ โจทย์เลข จับไน่ จับฉ่าย อาหารของจีนอย่างหนึ่ง ดารดาษ ดารดาส มากมาย,เกลือนกลาด ไตรค์ ไตรยางค์ 3 ส่วน
บทท5ี่ สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ รายงานเรื่อง ค าที่มักเขียนผิด สามารถสรุปและผลการด าเนินการ ดังนี้ สรุป จากการที่คณะผู้จัดท าได้มีความสนใจศึกษาค าที่มักเขียนผิดตามวัตถุประสงค์คือเพื่อให้เกิดความรู้ความ เข้าใจ เกี่ยวกับค าที่มักเขียนผิดโดยแบ่งตามล าดับอักษรพยัญชนะไทยตั้งแต่ ก-ฮ ได้แก่พจนานุกรมซึ่ง พบว่ามีค าที่มักเขียนผิดมีจ านวนมากซึ่งถ่ายทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราญที่ใช่ สั่งสอนอบรมบุตรหลานให้มี คุณธรรมซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีกาน าค าที่มักเขียนผิดมาใช่ในชีวิตประจ าวัน ซึ่งเราได้ยินอยู่บ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติคุณธรรมและ สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างสงบสุข อภิปรายผล จากการศึกษาค้นคว้าโครงงานเรื่อง ค าที่มักเขียนผิด ประโยชนท์ ไี่ด้รับ ๑.ผู้ศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถได้รับความรู้ในเรื่องค าที่มักเขียนผิดได้ถูกต้อง ๒.ผู้ศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถเขียนค าที่มักเขียนผิดได้ถูกต้อง ๓.ผู้ศึกษามีความกระตือรือร้นและสนใจการเรียนมากขึ้น ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะ ๑.ควรมีการศึกษาค้นคว้าจากสื่อความรู้ต่างๆให้หลากหลายมากกว่านี้ ๒.ควรมีการน าผลการศึกษาไปเผยแพร่ๆ
บรรณานุกรม กองเทพ เคลือบพณิชกุล.ค าที่มักเขียนผิด.กรุงเทพ.พัฒนา.๒๕๕๒ ดวงใจ ไทยอุบุญ.พจนานุกรมไทย.กรุงเทพ.ภาคพิมพ์.๒๕๕๒ บรรจบ พันธุ์เมธา.ค าที่มักเขียนผิดฉบับนักเรียน.กรุงเทพ.พิมพ์ครั้งที่๘.บริษัทพิมพ์ดีจ ากัด.๒๕๕๔ บุญเสริม ฤทราภรมย์.หนังสือภาษาไทย ม.๑-๓.พิมพ์ครั้งที่๖.บรรรจิจ เสริม บุญพนิช.พจนานุกรมไทย.สมุทรสาคร.บริษัทพิมพ์ดี จ ากัด.๒๕๕๒