เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย
บทที่ 37 – 74
(งานปรับคะแนนการแต่งร่ายสุภาพ )
จัดทำโดย
นายปุญญพัฒน์ บุญญานุกูล เลขที่ 17 ม. 5/9
นายวทัญญู ชูสุวรรณ์ เลขที่22 ม. 5/9
นายสรภัทร์ เสรีรัตน์ เลขที่24 ม.5/9
รายวิชา ท 32102 ภาษาไทย
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช
เนื้อเรื่องย่อ
โหรทำนายฝันว่า ความฝันของสมเด็จพระนเรศวรลุยไปในแม่น้ำคือลุยเข้าไปใน
กองทัพของข้าศึก ข้าศึกไม่อาจต้านทานความเก่งกล้าของ
สมเด็จพระนเรศวรได้ สมเด็จพระนเรศวรจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ ข้าศึกแตกพ่ายไปไม่อาจ
จะทานพระบรมเดชานุภาพได้ ครั้นได้ฟังคำพยากรณ์ก็ทรงพระเกษมสำราญและจะ
เกษมอย่างแท้จริงถ้าพระโหรแก้ถูกต้องตามพระสุบิน แล้วจึงทรงเครื่องต้นอันงาม
พร้อมด้วยพระอนุชาเสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่ง คอยพิชัยฤกษ์อยู่ทันใดนั้น
พระองค์ทอดพระเนตรพระบรมสารีริกธาตุส่องแสงเรือง งาม ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง
ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้หมุนเวียนรอบกองทัพเป็นทักษิณาวรรค 3 รอบ แล้วลอยวน
ไปทางทิศเหนือ สมเด็จพระพี่น้องทั้งสองพระองค์ทรงปิติยินดีตื้นตันพระทัย ทรง
สรรเสริญและนมัสการ
สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงเคลื่อนพลตาม เกล็ดนาค
ตามตำราพิชัยสงคราม จนปะทะเข้ากับกองทัพข้าศึก ช้างพระที่นั่งทั้งสอง
คือ พระเจ้าไชยานุภาพ และ เจ้าพระยาปราบไตรจักร ได้สดับเสียง ฆ้อง กลอง และเสียง
ปืนของข้าศึก ก็ส่งเสียงร้องด้วยความคึกคะนอง เพราะกำลังตกมัน ควาญบังคับไว้ไม่
อยู่ มันวิ่งไปโดยเร็ว จนทหารในกองตามไม่ทัน มีแต่กลางช้างและควาญช้างสี่คนเท่านั้น
ที่ตามเสด็จไปด้วยจนเข้าไปใกล้กอง หน้าของข้าศึก ช้างศึกได้กลิ่น มัน ก็พากันตกใจหนี
ไปปะทะกับพวกที่ตามมาข้างหลัง ช้างทรงไล่แทงช้างของข้าศึกอย่างเมามัน ทหารพม่า
ล้มตายเป็นจำนวนมาก ข้าศึกยิงปืนเข้าใส่ แต่ไม่ถูกช้างทรง การต่อสู้เป็นแบบ
ตะลุมบอนจนฝุ่นตลบมองหน้ากันไม่เห็น เหมือนกับเวลากลางคืนสมเด็จพระนเรศวรจึง
ตรัสประกาศแด่เทวดาทั้งหลายบนสวสรรค์ทั้งหกชั้น และพรหมทั้งสิบหกชั้นว่า ที่ให้
พระองค์ท่านมาประสูตรเป็นพระมหากษัตริย์ครองราชย์สมบัติก็ด้วยหวังจะ
ให้ทะนุบำรุงศาสนา และพระรัตนตรัยให้เจริญรุ่งเรือง เหตุใดเล่าเทวดาจึงไม่บันดาลให้
ท้องฟ้าสว่างมองเห็นข้าศึกได้ชัดเจน พอดำรัสจบไม่นานก็เกิดพายุใหญ่พัดหอบเอาฝุ่น
และควันหายไป ท้องฟ้าสว่างดังเดิม มองเห็นสนามรบได้ชัดเจน พระองค์ทรงทอด
พระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงช้างประทับยืนอยู่ใต้ต้นไม้ข่อย มีทหารห้อมล้อมและ
ตั้งเครื่องสูงครบครัน ทั้งสองพระองค์ทรงไสช้างเข้าไปหาด้วยพระพักตร์ที่ผ่องใสไม่
เกรงกลัวแม้แต่น้อย ข้าศึกยิงปืนไฟเข้ามาแต่ก็มิได้ต้องพระองค์เลย
เนื้อเรื่องย่อ(ต่อ)
สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชดำรัสอันไพเราะไม่มีสุรเสียงขุ่นแค้นพระทัยเลย
แม้แต่น้อยว่า ผู้ทรงเป็นใหญ่แห่งประเทศมอญ พระเกียรติยศเลื่องลือไปไกลทั่วทั้งสิบทิศ
ข้าศึกได้ยินก็เกรงพระบรมเดชานุภาพ ไม่กล้าสู้รบพากันหนีไปพระเจ้าผู้พี่ปกครอง
ประเทศอันบริบูรณ์ยิ่ง เป็นการไม่สมควรเลยที่พระเจ้าพี่ประทับอยู่ใต้ร่มไม้ เชิญพระองค์
เสด็จมาร่วมทำยุทธหัตถีร่วมกัน เพื่อแสดงเกียรติไว้ให้เป็นที่ปรากฏ ต่อจากเราทั้งสองจะ
ไม่มีอีกแล้ว
การรบด้วยการชนช้างจะถึงที่สุดเพียงนี้ ต่อไปจะไม่ได้ไม่พบอีก การที่กษัตริย์ทำยุทธหัตถี
กัน ก็คงมีแต่เราสองพี่น้อง ตราบชั่วฟ้าดินสลาย การทำ ยุทธหัตถี ก็เปรียบประดุจการ
เล่นที่รื่นเริงของกษัตริย์เพื่อให้ชมเล่น เป็นขวัญตาแก่มนุษย์จนถึงเมืองสวรรค์ ขอทูลเชิญ
เทวดาและพรหมทั้งปวงมาประชุมในสถานที่นี้เพื่อชมการยุทธหัตถี ผู้ใดเชี่ยวชาญกว่า ขอ
ทรงอวยพรให้ผู้นั้นรับชัยชนะ หวังจะให้พระเกียรติยศในการรบครั้งนี้ดำรงอยู่ชั่วฟ้าดิน
ว่ากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ได้กระทำสงครามกัน ใครรู้เรื่องก็จะได้ยกย่องสรรเสริญกัน
ตลอดไป ” เมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้ตรัสพรรณนาดังนั้น พระมหา อุปราชาได้ทรงสดับก็
บังเกิดขัตติยะมานะกล้าหาญขึ้น รีบไสช้างเข้าต่อสู้โดยเร็วด้วยความกล้าหาญ ช้างทรง
ของผู้เป็นใหญ่ทั้งสองพระองค์ เปรียบเหมือนช้างเอราวัณและช้างคิรีเมขล์อันเป็นพาหนะ
ของวัสวดีมาร ต่างส่ายเศียรและหงายงาโถมแทงอยู่ขวักไขว่ สองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่งาม
เลิศล้ำน่าชมยิ่งหนัก ประหนึ่งพระอินทร์และไพจิตราสูรทำสงครามกัน หรือไม่ก็เหมือนกับ
พระรามรบกับทศกัณฐ์ กษัตริย์อื่นในทุกประเทศและทุกทิศไม่เสมอเหมือน กษัตริย์แห่ง
กรุงสยามก็สามารถต้านพระมหาอุปราชาได้ ทั้งสองไม่ทรงเกรงกลัวกันเลย และไม่ได้ลด
ความห้าวหาญลงแม้แต่น้อย พระหัตถ์ก็ยกพระแสงของ้าวขึ้นกวัดแกว่งตามแบบฉบับ
ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรโถมเข้าใส่ไม่ทันตั้งหลักยั้งตัว ช้างทรงของพระมหาอุป
ราชาได้ล่างใช้งาทั้งคู่ค้ำคางเจ้าพระยาไชยานุภาพแหงน สูงขึ้น จึงได้ทีถนัด พระมหาอุป
ราชาเห็นเป็นโอกาส จึงเงื้อพระแสงของ้าวจ้วงฟันอย่างแรงราวกับจักรหมุน แต่สมเด็จพระ
นเรศวรทรงเบี่ยงพระมาลาหลบพร้อมกับใช้พระแสงของ้าวปัดเสียทัน อาวุธของพระมหา
อุปราชาจึงไม่ถูกพระองค์ ทันใดนั้นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรเบนสะบัดได้ล่าง จึงใช้
งางัดคอช้างของพระมหาอุปราชาจนหงาย ช้างของพระมหาอุปราชาเสียท่าต้องถอยหลัง
พลาดท่าในการรบ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงเงื้อพระแสงของ้าวฟันถูกพระมหาอุปราชาที่
พระอังสาขวา ขาดสะพายแล่ง พระอุระของพระมหาอุปราชาถูกฟันจนเป็นรอยแยก พระ
วรกายก็เอนซบอยู่บนคอช้างเป็นที่น่าสลดใจ สิ้นพระชนม์แล้วได้ไปสถิตในแดนสวรรค์
เนื้อเรื่องย่อ(ต่อ)
สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า แม่ทัพนายกองทั้งปวงซึ่งได้รับเกณฑ์
เข้าในกองทัพ เมื่อเห็นข้าศึกก็ตกใจกลัว ยิ่งกว่ากลัวพระองค์ซึ่งเป็นเจ้านาย
ไม่ตามเสด็จให้ทัน ปล่อยให้พระองค์สองพี่น้องเข้าสู้รบท่ามกลางข้าศึก
จำนวนมากจนมีชัยชนะรอดพ้น ความตายจึงได้มาดูหน้าพวกทหารเหล่านั้น
จึงควรลงโทษถึงตายตามพระอัยการศึก เพื่อให้เป็นตัวอย่างมิให้คนอื่นเอา
เยี่ยงอย่างสืบไป สมเด็จพระวันรัตจึงกราบทูลว่า บรรดาข้าทูลละอองธุลี
พระบาทล้วนมีความจงรักภักดี เป็นการผิดแปลกไปจากแบบแผนแต่ก่อนที่
ว่าไม่จงรักยำเกรงพระองค์ ทั้งนี้เพราะพระบรมเดชานุภาพสำแดงให้ปรากฏ
แก่ปวงชนเป็นที่น่าอัศจรรย์จึง บันดาลให้เป็นเช่นนั้น พระเกียรติยศจึงเลื่อง
ลือกึกก้องไปทั่วทุกแห่งหน หากมีทหารล้อมมากมายถึงเอาชนะได้ สมเด็จ
พระนเรศวรได้ทรงฟังพระวันรัตเช่นนั้น จึงให้อภัยแก่ทหาร
ศัพท์ยากเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย
1. เลบง แปลว่า การเล่น
2. หัสดี แปลว่า ช้าง
3. ทันต์ แปลว่า ฟัน ในที่นี้แปลว่างาช้าง
4. ลบอง แปลว่า แบบ
5. ฉชั้น แปลว่า หกชั้น (หมายถึง สวรรค์ชั้นฉกามาพจร)
6. อังสา แปลว่า บ่า ไหล่
7. โสฬส แปลว่า สิบหก
8. พัชรินทร์ แปลว่า พระอินทร์
9. อุกคลุก แปลว่า เข้าคลุกคลี
10. กมลาสน์ แปลว่า ผู้มีดอกบัวเป็นที่นั่ง คือ พระพรหม
11. พลุก แปลว่า งา
12. ราพณ์ แปลว่า ยักษ์
13. ข้อน แปลว่า มากกว่าครึ่งหนึ่ง
14. อังกุศ แปลว่า ของ้าว
15. สังเวช แปลว่า สลดใจ
16. บำรู แปลว่า ตกแต่งประดับ
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
1. การใช้คำที่เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล กวีเลือกใช้คำที่แสดง
ฐานะของบุคคล
กวีเลือกใช้คำที่มีศักดิ์คำสูง แสดงให้เห็นภาพเด่นชัดและไพเราะ
เช่น
เบื้องนั้นนฤนาถผู้ สยามินทร์
เบี่ยงพระมาลาผิน ห่อนพ้อง
ศัสตราวุธอรินทร์ ฤาถูก องค์เอย
เพราะพระหัตถ์หากป้อง ปัดด้วยขอทรง
2. การใช้คำโดยคำนึงถึงเสียง ความไพเราะของถ้อยคำหรือความงามของ
ถ้อยคำนั้น
พิจารณาที่การใช้สัมผัส การเล่นคำ การเลียนเสียงธรรมชาติ
เช่น
“เจ้าพระยาไชยานุภาพ เจ้าพระยาปราบไตรจักร ตรับตระหนัก
สำเนียง เสียงฆ้องกลองปืนศึก อึกเอิกก้องกาหล
เร่งคำรนเรียกมัน ชันหู ชูหางเล่น แปร้นแปร๋แลคะไขว่”
3. การใช้โวหารต่างๆ การพรรณนาฉากที่ทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมและเกิด
ความรู้สึกคล้อยตาม
ความเชื่อ/ คุณค่าด้านสังคม
1. สะท้อนให้เห็นความเชื่อของสังคมไทย ความเชื่อที่ปรากฏในเรื่อง
ได้แก่
ความเชื่อของบรรพบุรุษ
ความเชื่อเรื่องความฝันบอกเหตุ
เชื่อคำทำนายทายทักของโหร เช่น ตอนที่สมเด็จพระนเรศวร
ทรงพระสุบินนิมิต จึงตรัสให้หาพระโหราจารย์เพื่อทำนายนิมิต
2. ลิลิตตะเลงพ่ายสะท้อนให้เห็นความรักชาติ ความเสียสละ ความกล้าหาญ
ของบรรพบุรุษ ซึ่งคนไทยควรภาคภูมิใจ
3. แผ่นดินไทยต้องผ่านการทำศึกสงครามอย่างมากมายกว่าที่จะมารวมกัน
เป็นปึกแผ่นอย่างปัจจุบันนี้
4. พระราชภารกิจของกษัตริย์ไทยในสมัยก่อน คือการปกป้องบ้านเมือง
ให้ร่มเย็นเป็นสุขและรบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย