การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้ วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนโยธินบูรณะ 2 (สุวรรณสุทธาราม) กรัณฑารัษฐ์ ตั้งเจริญ1 สุธาทิพย์ มนทอง2 ดวงกมล ฐิติเวส 3 1 นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา E-mail: [email protected] 2 ครูพี่เลี้ยงกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนโยธินบูรณะ๒ (สุวรรณสุทธาราม) E-mail: [email protected] 3 อาจารย์สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา E-mail: [email protected] บทคัดย่อ รายงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) 2) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) ต่อการเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอน กิจกรรมเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมายการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุ ทธาราม) ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 26 คน ได้รับคัดเลือก โดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนา ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการทดสอบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ 1/1 โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 5.62 และหลังเรียน 13.92 2) ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐานอยู่ ในระดับมาก 2.84 โดยมีค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่บงเบนมาตราฐาน 0.07 คำสำคัญ: การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน, การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ, ความพึงพอใจ
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” THE DEVELOPMENT OF ENGLISH READING COMPREHENSION BY USING ACTIVITY-BASED LEARNING ON MATHAYOMSUKSA 1 AT YOTHINBURANA 2 (SUWANSUTTHARAM) SCHOOL Karantharud Tangcharoen1 Sutatip Montong and Duangkamol Thitivesa 3 1 Undergraduate Student in English Language Division, Faculty of Education, Suan Sunandha Rajabhat University E-mail: [email protected] 2 Teacher Mentor, Foreign Language Department, Yothinburana 2 (Suwansuttharam) School E-mail: [email protected] 3 Lecturer in English Language Division, Faculty of Education, Suan Sunandha Rajabhat University E-mail: [email protected] ABSTRACT The purposes of this classroom action research were 1) to develop the student’s learning achievements of English Reading comprehension before the use of Activity-Based Learning with those after the use of the mentioned approach, and 2) to study the extent of students’ satisfactions towards using Activity-Based Learning. The target group for this study consisted of 26 students at Yothinburana 2 (Suwansuttharam) School, who were studying in the second semester of the academic year 2022. The target group was selected by Cluster Random Sampling. A one group pretest-post-design was applied in this study. Research instruments included 1) 9 lesson plans using Activity-Based Learning 2) The pretest and posttest 3) the satisfaction questionnaire towards using Activity-Based Learning. The data were collected and statistically analyzed by mean, standard deviation, and t-test for dependent sample. The findings were as follows: 1) The posttest scores of the student’s English reading comprehension learning after using ActivityBased Learning (mean = 13.92) were higher than the pretest (mean = 5.62) with statistically significant at .05 level. 2) The students’ overall satisfaction toward Activity-Based Learning were at the highest level (mean = 2.84, standard deviation = 0.07). Keywords: English Reading Comprehension, Activity-Based Learning, Learning Satisfaction
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” บทนำ การพัฒนาประเทศที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์มีความ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถ และมี ทักษะในการแก้ปัญหา และดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น ต้องให้การศึกษาที่หลากหลาย (ไอลดา จันทร์ลอย, 2562 : 1) และให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางบริบทของเศรษฐกิจ และสังคมซึ่งการเรียนรู้ภาษาของประเทศอื่น ๆ อาทิ ภาษาอังกฤษ ย่อมได้เปรียบในการทำกิจการการค้า ธุรกิจต่าง ๆ หรือ แม้แต่การใช้ชีวิตของคนในสังคมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ทั้งในการติดต่อสื่อสารกันโดยตรง หรือผ่าน ทางช่องออนไลน์ต่าง ๆ (อรรชนิดา หวานคง, 2559) การเรียนภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องสำคัญดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ ความสำคัญต่อการเรียนภาษาอังกฤษ และกําหนดให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรังปรุง พ.ศ.2560) และมีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรตามความต้องการ บริบท สังคมที่เปลี่ยนไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในปัจจุบันจัดให้มีทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา โดยเฉพาะในระดับชั้นประถมศึกษา นักเรียนควรจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานได้เหมาะสมกับวัย ดังนั้นนักเรียน ในระดับประถมศึกษาจึงจำเป็นต้องเรียนรูใหครบทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนเพื่อสร้างพื้นฐาน ทางภาษาที่ถูกต้องให้แก่นักเรียนเป็นแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่สูงขึ้นและสามารถนําไปใช้ใน ชีวิตประจําวันได้อีกทั้งภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่มีผู้เรียนนิยมเรียนมากที่สุดของไทย เนื่องจากผู้เรียนไม่ไดเรียน ภาษาอังกฤษเพื่อความรู้เกี่ยวกับภาษาเท่านั้นแตเรียนภาษาอังกฤษเพื่อใหสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาความรู้ใน การนํามาพัฒนาตนเองให้มีความรู้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนไป (กิตติยาพร สุทโธ, 2564 : 3) ปัญหาทักษะทางภาษาอังกฤษที่สําคัญประการหนึ่งของเด็กไทย คือ ทักษะการอ่าน และทักษะการแก้ปัญหา ควร ได้รับการปลูกฝังให้กับผู้เรียนไปพร้อมๆกันดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ควรเน้นให้ผู้เรียนสามารถ อ่านบทอ่านและคิด วิเคราะห์วิธีการ แก้ปัญหาจากบทที่อ่านได้ ซึ่งจากผลการวิจัยของ จินตนา (2548) พบว่า ทักษะการอ่าน สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น ข่าว บทความ หรือบทความเป็นภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา มีปัญหาอยู่มาก กล่าวคือ นักเรียนอ่านบทความไม่เข้าใจ อ่านแล้วจับใจความสําคัญไม่ได้ (นวลฉวี อึ้งพรหมบัณฑิต และคณะ, 2556) และจาก ประสบการณ์การสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนเกินร้อยละ 50 ของนักเรียนทั้งหมด ควรได้รับการ พัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการอ่านที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้าใจในอ่านมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ความสามารถในการอ่านภาษาเพื่อ ความเข้าใจ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผู้วิจัยพบว่า การเรียน ภาษาต่างประเทศหากเรียนรู้ผ่าน “กิจกรรม” จะเป็นการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนก่อให้เกิด ทักษะ หรือความชำนาญ ฟัง พูด อ่าน เขียน ไปตามลำดับของธรรมชาติการเรียนรู้ภาษา ซึ่งวิธีการ เรียนรู้ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) (ภัทรสร นรเหรียญ, 2562) การจัดการ เรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning: ABL) เป็นการจัดการ เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่เน้นให้ผู้เรียน ท่องจ า แต่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงและมีบทบาทในการ ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์และ เรียนรู้จากกิจกรรมที่ได้ทำจริง (Learning by doing) โดยเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ การสร้าง ปฏิสัมพันธ์ และการร่วมมือกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน มีวินัยในการทำงาน และแบ่งหน้าที่ความ รับผิดชอบร่วมกัน โดยผู้สอนจะเป็น ผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง สุทัศ เอกา (2557) ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน เพื่อนำมาพัฒนาความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ 2 (สุวรรณสุทธาราม) การศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ ในรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ 2 (สุวรรณสุทธาราม) ที่ยังไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจได้ และกิจกรรมที่นำมาใช้สามารถทำให้บรรยากาศใน การเรียนรู้เป็นไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินมีชีวิตชีวา ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจดียิ่งขึ้น เห็นคุณค่าและความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษอันจะเป็นส่วนพัฒนาทักษะในด้าน การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการและสังคมสืบต่อไป
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐานของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) 2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) ต่อ การเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน สมมติฐานการวิจัย (ถ้ามี) 1. คะแนนความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังการใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน สูงกว่าคะแนน ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนการใช้กิจกรรมเป็นฐานอย่างมีนัยยะสำคัญของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) 2. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) ที่มีต่อวิธีการสอนกิจกรรมเป็นฐานอยู่ใน ระดับมาก วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในครั้งนี้ คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ห้องเรียน ที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้สอนใน รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ประกอบไปด้วยนักเรียนห้อง 1/1, 1/2, และ 1/3 จำนวนนักเรียนทั้งหมด 72 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 26 คน ซึ่งได้รับคัดเลือกจากการใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เนื่องจากนักเรียนทั้ง 3 ห้องเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่ใกล้เคียงกัน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ผู้วิจัยใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน ผู้วิจัยดำเนินการสร้างเครื่องมือโดยมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1.1 ผู้วิจัยศึกษาตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1.2 ผู้วิจัยศึกษา ค้นคว้าตำราและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และการ จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน 2.1.3 ผู้วิจัยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 แผน สำหรับ 9 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาทีโดยใช้ขั้นตอนการวิธีสอนกิจกรรมเป็นฐานในการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเลือกกิจกรรม โดยเลือกกิจกรรมที่มีอยู่แล้วนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมและ สอดคล้องกับสาระการ เรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะได้รับผ่านการเข้าร่วมกิจกรรม 2. ขั้นนำกิจกรรมไปใช้ โดยคุณครูต้องรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำ ให้ผู้เรียนทราบก่อนที่จะเริ่มทำ กิจกรรมเสมอเพื่อให้เข้าใจไปในทางเดียวกัน ตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 แจ้งชื่อกิจกรรม โดยจะใช้ชื่อกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว หรือเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ เรียนก็ได้ 2.2 แจ้งรายละเอียดกิจกรรม 3. ขั้นสรุปผล เป็นขั้นการอภิปรายและสรุปผลในกิจกรรมที่ทำไป 4. ขั้นประเมินผล โดยประเมินถึงความพึงพอใจต่อกิจกรรม ความหลากหลายของกิจกรรม และความ สนุกสนาน การมีส่วนร่วมของผู้เรียน และความรู้ที่ผู้เรียนได้รับระหว่างร่วมกิจกรรม
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” โดยกิจกรรมที่นำมาจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยกิจกรรมทั้งหมด 9 กิจกรรม กิจกรรมละ 1 แผนการเรียนรู้ โดยนำกิจกรรมที่ เลือกจับคู่กับสาระการเรียนรู้และนำไปบูรณาการกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ มีกิจกรรมดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กิจกรรม “Say it” นักเรียนอ่านบทความที่คุณครูเขียนบนกระดาน หลังจากนั้น คุณครูสุ่มนักเรียนโดยใช้เว็บ online-stopwatch ในการสุ่ม ครูให้นักเรียนออกมาแสดงบทบาทสมมติจำลองการเป็นบุคคลใน บทความ โดยให้นักเรียนวิเคราะห์บุคคลิก ท่าทาง จากบทความที่ครูให้อ่าน และแสดงท่าทางออกมาดีที่สุด แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กิจกรรม “Join the table” ครูให้นักเรียนยืนล้อมเก้าอี้ที่ครูเตรียมไว้ แล้วเต้น ตามจังหวะเพลง เมื่อเพลงหยุด ให้นักเรียนทั้งหมดนั่งเก้าอี้ ถ้านักเรียนคนใดนั่งเก้าอี้ไม่ทัน ต้องออกมาตอบคำถามจาก บทความที่ครูเตรียมให้ ในแต่ละรอบครูจะเอาเก้าอี้ออกทีละ 3 ตัว เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น และน่าสนุกของกิจกรรมให้มากขึ้น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 กิจกรรม “Guess who” ครูให้นักเรียนอ่านบทความ แปลความหมายเอง พร้อมดูภาพประกอบ หลังจากนั้นครูแบ่งเป็น 2 ทีม โดยครูจะอ่านบทความให้ แล้วให้นักเรียนวิ่งไปหยิบสิ่งของที่ตรงกับ บทความที่ครูอ่าน หากนักเรียนหยิบได้แสดงว่านักเรียนอ่านแล้วเข้าใจในตัวบทความ หลังจากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันแปล บทความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรม “Find the secret ” ครูแบ่งนักเรียนออกมาเป็น 5 กลุ่ม หลังจากนั้น ครูแจกบทความภาษาอังกฤษให้ทุกกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มบทความจะไม่เหมือนกัน นักเรียนต้องช่วนกันอ่านและทำความเข้าใจ กับบทความ โดยบทความจะบ่งบอกถึงท่ซ่อนสมบัติในโรงเรียน ให้นักเรียนเดินตามหาสมบัติ โดยคำใบ้อยู่ในบทความ นักเรียน กลุ่มไหนเจอสมบัติก่อน ได้รับของรางวัลไป โดยนักเรียนจะตอบคำถามจากบทความให้ได้ และถ่ายรูปยืนยันว่าหาสมบัติเจอ แล้ว โดยครุจับเวลา 10 นาทีในหารให้หาสมบัติ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 กิจกรรม “Draw the imagine” ครูจับคู่ให้นักเรียน และครูเริ่มอ่านบทความ โดยไม่แปล ให้นักเรียนและคู่วาดสิ่งที่ครูอ่านจากบทความ หลังจากนั้นให้นักเรียนออกมานำเสนอหน้าห้องว่า เข้าใจกับ บทความว่าอย่างไร เมื่อนำเสนอครบทุกกลุ่ม ครูและนักเรียนจึงร่วมกันแปลบทความ และ ครูลองให้นักเรียนวาดรุปใหม่ หลังจากเข้าใจบทความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 กิจกรรม “Close your Eye” ครูแบ่งทีมนักเรียนเป็น 2 ทีม โดยครูให้ตัวแทน กลุ่ม 1 คน ปิดตา นักเรียนในกลุ่มที่เหลืออ่านบทความที่กลุ่มตนเองได้ และให้คนปิดตาแสดงท่าทาง หรือเดินไปยังจุดหมายที่ บทความบอก แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 กิจกรรม “What” ครูให้นักเรียนมาต่อแถวกันสองฝั่ง โดยนักเรียน 1 กลุ่มจะ หันหลังให้กับกระดาน และอีกกลุ่มจะหันหน้าให้กับกระดาน โดยครูจะโชว์บทความบนกระดาน แต่ทุกคนจะมีคำถามอยู่บนหัว ซึ่งจะไม่มีวันรู้ว่า คำถามคืออะไร แต่ให้นักเรียนใบ้จนกว่าคนที่มีคำถามคาดหัวจะตอบถูก แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 กิจกรรม “My space” ครูบอกกลุ่มนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้นักเรียนมา จับสลากจิ๊กซอว์บทความ โดยให้นักเรียนต่อจิ๊กซอว์ เพื่อที่จะอ่านบทความได้ถูกต้อง เมื่อนักเรียนอ่านบทความและทำความ เข้าใจดีแล้ว ให้นักเรียนทำตามคำสั่งในบทความ ได้แก่เดินตามหาห้องเรียน หรือห้องที่มีสิ่งของที่ครูซ่อนอยู่ ให้นำกลับมาที่ ห้องเรียน ทีมไหนหาเจอก่อน เป็นทีมที่ชนะ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 กิจกรรม “Guess the story” ครูแบ่งนักเรียน5กลุ่ม หลังจากนั้นครูแจก บทความให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ครูให้เวลานักเรียนกลุ่มละ 5 นาทีในการอ่าน แปลความหมายและจำ หลังจากนั้นครูสลับ บทความให้นักเรียนจำ โดยจะมี 5 บทความที่นักเรียนต้องจำ หลังจากนั้นครูจะ สุ่มคำถาม กลุ่มไหนตอบคำถามได้เยอะ จะมี ของรางวัลให้ หลังจากนั้นร่วมกันแปลบทความเพื่อให้นักเรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น 2.1.4 ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หลังจากนั้นปรับปรุง ตามข้อเสนอแนะเพื่อให้เครื่องมือมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (ค่าดัชนีความสอดคล้อง = 0.868 ) 2.2 แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างเครื่องมือโดยมี รายละเอียด ดังนี้
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” 2.2.1 ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดและวิธีการวัดประเมินผลที่เกี่ยวข้องกับการแบบทดสอบวัดความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2.2.2 ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ จำนวน 20 ข้อ โดยข้อสอบประกอบด้วยแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยใช้สาระการเรียนรู้ตามแบบเรียน New world ตาม บทเรียนที่ 7 บทเรียนที่ 8 และบทเรียนที่ 9 2.2.3 ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หลังจากนั้นปรับปรุงตามข้อเสนอแนะเพื่อให้เครื่องมือมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (ค่าดัชนีความสอดคล้อง = 0.917) 2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีรายละเอียด ดังนี้ 2.3.1 ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดและวิธีการวัดประเมินผลที่เกี่ยวข้องกับการวัดความพึงพอใจ 2.3.2 ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยประยุกต์จาก สุภาพ (2551) จำนวน 15 ข้อ 2.3.3 ผู้วิจัยนำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ของ แบบสอบถามความพึงพอใจและหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หลังจากนั้นปรับปรุงตามข้อเสนอแนะเพื่อให้เครื่องมือมี ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (ค่าดัชนีความสอดคล้อง = 0.89 ) 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้รูปแบบการทดลองคือ การทดลองกลุ่มเดียววัดสองครั้ง (One Group Pretest-Posttest Design) โดยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย ดังนี้ 3.1 ผู้วิจัยศึกษา ค้นคว้า ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน 2) แบบวัดความสามรถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกืจกรรมเป็นฐาน 3.2 ผู้วิจัยปฐมนิเทศกลุ่มเป้าหมาย โดยอธิบายถึงวัตถุประสงค์การวิจัย และกระบวนการสอนโดนใช้วิธีสอนกิจกรรม เป็นฐาน และได้รับความยินยอมจากนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 3.3 ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย โดยทดสอบก่อนเรียนกับกลุ่มเป้าหมาย ดำเนินการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน ทั้งหมด 9 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที และทดสอบหลังเรียนพร้อมกับ สอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน 3.4 ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูล และนำผลมาวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลต่อไป 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 1. วิเคราะห์ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังจากการใช้วิธีการสอนกิจกรรมเป็นฐาน ผู้วิจัย วิเคราะห์จาก ข้อมูลคะแนนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตราฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน 2. วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อวิธีการสอนกิจกรรมเป็นฐานโดยใช้ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ คำเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” ผลการวิจัย ผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ 2 (สุวรรณสุทธาราม) ผู้วิจัยนำเสนอตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐานของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.62 และ 13.92 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อน และหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน การทดสอบ n คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t Sig. (2-tailed) ก่อนเรียน 26 20 5.62 2.72 11.20* 0.000 หลังเรียน 26 20 13.92 3.11 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอน กิจกรรมเป็นฐาน พบว่า นักเรียนมีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 2.84 และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.07 และทุกรายการประเมินมีค่าระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน หากพิจารณารายข้อการประเมิน แล้วโดยนักเรียนที่ทำแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมากต่อครูที่สอนวิชานี้ มีค่าเฉลี่ย 3.00 และส่วนเบี่ยงเบน มาตราฐาน 0.00)และรองลงมาคือ มีความพึงพอใจต่อการใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม โครงงาน จับคู่ ฯลฯ) มี ค่าเฉลี่ย 2.95 และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน 0.20 ตารางที่ 2 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจต่อการวิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน แปลความหมาย 1. ครูมีการเตรียมการสอน (พิจารณาจากสื่อ อุปกรณ์ต่าง ๆ มีความพร้อม) 2.84 0.37 มาก 2. เนื้อหาที่สอนสอดคล้องกับชีวิตและทันสมัย 2.76 0.43 มาก 3. นักเรียนทราบจุดประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน 2.80 0.40 มาก 4. กิจกรรมการเรียนสอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียน 2.88 0.33 มาก 5. กิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ 2.88 0.33 มาก 6. ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา 2.76 0.43 มาก 7. ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มและรู้จัก วิพากษ์วิจารณ์ 2.73 0.45 มาก 8. ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึงขณะสอน 2.91 0.28 มาก 9. ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม โครงงาน จับคู่ ฯลฯ) 2.95 0.20 มาก 10. ครูจัดกิจกรรมให้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ ภายนอกห้องเรียน 2.80 0.40 มาก 11. ครูตั้งใจสอน ให้คำแนะนำนักเรียนในการทำ กิจกรรม 2.80 0.40 มาก 12. นักเรียนชอบเรียนวิชานี้ 2.84 0.37 มาก 13. นักเรียนชอบครูที่สอนวิชานี้ 3.00 0.00 มาก 14. นั ก เรีย น น ำ ค ว าม รู้จ าก วิ ช า นี้ ไป ใช้ ใน ชีวิตประจำวันได้ 2.88 0.33 มาก 15. นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข 2.80 0.49 มาก
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” รวม 2.84 0.07 มาก สรุปผลและอภิปรายผล 1. ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธี สอนกิจกรรมเป็นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยธินบูรณะ2 (สุวรรณสุทธาราม) มีผลคะแนนสอบหลัง เรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็น ฐานนั้น เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งผู้วิจัยได้เลือกกิจกรรมมาทั้งหมด 9 กิจกรรม ซึ่งเป็น กิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ จากการทำกิจกรรม เมื่อผุ้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติ ผู้เรียนจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ยังเกิดความสนุกสนานจากการทำกิจกรรมร่วมกัน และเกิด ปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับครู เพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ Limbu (2012 อ้างถึงเพ็ญนภา ตลับกลาง 2562) ที่ กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ตามแนวทางการเรียนรู้ที่เน้นกิจกรรมเป็นฐานนี้มีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการ อาศัยประสบการณ์ ตรงทางการเรียนรู้ เพราะช่วยให้ผู้เรียนได้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวใน ชีวิตประจำวัน ว่าสามารถนำมาเชื่อมโยงกับความรู้ จากกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือ ปฏิบัติ ค้นคว้า วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าด้วยตนเอง จดจำและเข้าใจ เนื้อหาความรู้จาก การตกผลึกทางความคิด ซึ่งการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจต้องอาศัยการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ สอดคล้องกับ สถิรพร รักษ์คัมภีร (2560: 25) ได้กล่าวว่า กระบวนการทางความคิด การแก้ปัญหา และหาเหตุผล ที่ผู้อ่าน จะต้องตีความ สรุปความ วิเคราะห์และใช้วิจารณญาณประเมินเรื่องที่อ่านได้ ดังนั้น นอกจากผู้อ่านใช้ทักษะกระบวนการใน การอ่านแล้ว การอ่านจะดําเนินกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนได้ข้อมูลที่ต้องการ และเกิดความเข้าใจในท้ายที่สุด นอกจากนี้การ ทำกิจกรรมยังฝึกให้นักเรียนได้ทำงานร่วมกัน โดยผู้วิจัยแบ่งกลุ่มไม่ซ้ำกันในแต่ละกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนฝึกการทำงานเป็น กลุ่ม สร้างความมัคคี และมิตรไมตรีที่ดีต่อผู้อื่น ซึ่งสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี(2547: 49) คือกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยการจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 4-8 คน และให้ผู้เรียนใน กลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยน ข้อมูล ความคิดเห็น และประสบการณ์ในประเด็นที่กำหนด และสรุปผลการอภิปรายออกมา เป็น ข้อสรุปของกลุ่ม วัตถุประสงค์วิธีสอนโดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อย เป็นวิธีการที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนมีส่วน ร่วมในกิจกรรมการ เรียนรู้อย่างทั่วถึง มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยน ประสบการณ์อันจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียน กว้างขึ้น ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและส่งผลให้การทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ สูงขึ้ยโดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนที่ 5.62 และหลังเรียนที่ 13.92 ตามลำดับ 2. ผลการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอน กิจกรรมเป็นฐานโดยรวมแล้ว นักเรียนมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 2.84 โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดได้แก่ การนักเรียนชอบครูที่สอนวิชานี้และรองลงมาคือ ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม โครงงาน จับคู่ ฯลฯ) เนื่อง ด้วยกิจกรรมในงานวิจัยได้กำหนดให้นักเรียนให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ และเข้าใจจากการ อ่านบทความภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับ สมจิตต์ สินธุชัย (2560) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริงเป็นวิธีการ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองเสมือนอยู่ใน สถานการณ์จริง การสรุปผลการเรียนรู้โดยการสะท้อนคิดประสบการณ์จากสถานการณ์จำลองช่วยถ่ายโยงความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติผู้เรียน ได้ทำความเข้าใจวิเคราะห์ความคิด ความรู้สึกต่อกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในสถานการณ์และสรุปหลักการหรือแนวคิดที่จะนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้ จึงทำให้ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. ครูควรกำหนดระยะเวลาของการทำกิจกรรมให้ชัดเจน เนื่องจากจะได้เป็นตามแบบแผนที่กำหนด 2. ครูควรคำนึง ถึงความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ เนื่องจากบทความมีเนื้อหาที่ยาก และนักเรียน ไม่คุ้นเคยคำศัพท์ ทำให้เสียเวลาการทำกิจกรรมไปกับการหาความหมายคำศัพท์ ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป 1. ควรมีการวิจัยโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ และนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาของครูสุธาทิพย์ มนทอง ครูชัชพงศ์ บุญจันทร์เชย ครูนาตยา บัวคำ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ดวงกมล ฐิติเวส อาจารย์ธีราภรณ์พลายเล็ก และอาจารย์เยาว ลักษณ์ ชาวบ้านโพธิ์ที่กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ข้อเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการทำงานวิจัยนี้ตลอดจนแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความละเอียด เพื่อให้รายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ผู้วิจัยจึงขอก ราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้บริหาร ครูและนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ๒ (สุวรรณสุทธาราม) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ให้ความ ร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและจัดเก็บข้อมูลจนทำให้งานวิจัยดำเนินไปได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนฉบับนี้ขอมอบแด่บิดา มารดา และครูอาจารย์ทุก ท่านที่ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้วิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เอกสารอ้างอิง กิตติยาพร สุทโธ. (2564). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค CIRC เพื่อพัฒนาทักษะ การอานและการเขียน กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปที่ 6. ว า ร ส า ร วิ ช า ก า ร ศิ ล ป ศ า ส ต ร ป ร ะ ยุ ก ต , 1 4 (1), 3 . สื บ ค้ น จ า ก https://so0 1 .tcithaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/246647/166675 จินตนา มงคลไชยสิทธิ์. (2548). “การพัฒนาบทเรียนแบบ เค ดับเบิล ยูแอล พลัส ร่วมกับบทอ่านที่ ได้รับการเพิ่มเติม รายละเอียดเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ทิศนา แขมมณี. (2536). กลุ่มสัมพันธ์เพื่อการทางานและการจัดการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร: นิชินแอดเวอร์ไทซิ่งกรู๊ฟ. นวลฉวีอึ้ง พรหมบัณฑิต. (2555). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจ โดยใช้กลวิธีการ แก้ปัญหา แบบ IDEAL ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6. การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่15 มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพ็ญนภา ตลับกลาง. (2562: 50). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนกิจกรรมเป็นฐาน สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดเขียนเขต ปริญญา การศึกษามหาบัณทิต. มหาวิทยาลัย ศิลปากร. สืบค้นจาก http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/handle/123456789/2420 ภัทรสร นรเหรียญ. (2562). การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถ ในการฟัง และการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ (มสป.), 22(2), 19. file:///C:/Users/Lenovo/Downloads/chaon,+%7 B$userGroup%7 D,+4 . + % E0 % B8 %A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3-46- 61%20(1).pdf สถิรพร รักษ์คัมภีร. (2560). การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้ QAR สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมจิตต์ สินธุชัย กันยารัตน์ อุบลวรรณ. (2560). การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง: การนำไปใช้ในการจัดการ เรียนการสอน, วารสารพยาบาลทหารบก, 18(1), https://he01.tcithaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/85254/67863 สุทัศน์ เอกา. (2557). การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน. สืบค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2565, จาก http://www.krumontree.com/www/index.php/documents/74-abl-activity-basedlearning. อรรชนิดา หวานคง. (2559). การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21. วารสารสถาบัน วิจัยญาณสังวร, 7 (2), 304-314. สืบค้นจาก https://so04.tcithaijo.org/index.php/yri/article/download/184935/130126/
การประชุมวิชาการระดับชาติ “การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สาขาการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครั้งที่ 5” ไอลดา จันทร์ลอย. (2562). การอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 (วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณทิต). กรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. สืบค้นจาก http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Ailada.Cha.pdf