การถ่ายทอดแนวความคิดสู่ชิ้น
งานที่เป็นรูปธรรม
-การถ่ายทอดแนวความคิดสู่ชิ้นงาน
-หลักการเตรียมตัวนำเสนอ
-การนำเสนอข้อมูล
นางสาว แก้ววิเชียร สังข์เพชร
นาย สหรัต ศรีศิลป์
สารบัญ
การถ่ายทอดแนวความคิดสู่ชิ้นงาน
หลักการเตรียมตัวนำเสนอ
การนำเสนอข้อมูล
ถ่ายทอดแนวความคิดสู่ชิ้นงาน
สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้การนำเสนองานมีประสิทธิภาพ
คือ การเขียน Storyboard ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดแนวความคิดออกมา
อยุ่ในลักษณะของภาพประกอบแสดงตามลำดับขึ้น
การเขียน Storyboard เป็นขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมงานนำ
เสนอ รูปภาพ รวมทั้งสื่อในรูปมัลติมีเดียต่างๆ ลงในแบบฟอร์มกระดาษ
ที่แสดงรายละเอียดแต่ละหน้าจอตั้งเริ่มต้นจึงเนื้อหาสุดท้ายของงาน
โดยการเขียน Storyboard จะแส
ดงภาพประกอบในหน้าจอพร้อมทั้ง
ลายละเอียดข้อความ และลายละเอียดอื่นๆ เช่น การนำเสนอด้วยภาพนิ่ง
และข้อความ ก้จะแสดงลายละเอียดว่าภาพนั้นคือภาพอะไรรายละเอียของ
ข้อความเป็นอย่างไร และอยู่ในตำแหน่งใดบ้างเป็นต้น
การสร้าง Storyboard อาจใช้การวาดหรือเขียนด้วยมือ หรือสร้างจาก
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ออกแบบ
ขั้นตอนการเขียน Storyboard
1. วางเค้าโครงเรื่อง เป็นการกำหนดเค้าโครงเรื่องเรื่องทั้งหมด ไม่ว่า
จะเป็นเนื้อเรื่อง ฉาก จุดประสงค์ของเนื้อเรื่อง และตัวละครต่างๆ ว่า
มีการดำเนินเรื่องอย่างไรบ้าง
2. ลำดับเหตุการณ์ หรือเรื่องราวเมื่อทำการวางเค้าโครงเรื่องทั้งหมดในขั้น
ตอนนี้จะทำการจัดลำดับเหตุการณ์ของเนื้อเรื่อง ว่าเนื้อเรื่องตอนใดควร
อยู่ลำดับใด มีผลต่อลำดับเหตุการณ์อื่นๆด้วหรือไม่
3. เเต่งบทบรรยาย หรือบทพูด เสียงประกอบเมื่อวางลำดับเหตุการณ์ หรือ
เรื่องราวแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการเขียนบทบรรยายเนื้อหา หรือเรื่องราวแต่ละ
เหตุการณ์นั้นให้สอดคล้อง
รูปแบบ Storyboard
รูปแบบการเขียน Storyboard ส่วนใหญ่จะแสดงเป็นรูปภาพอยู่ภายใน
กรอบสี่เหลี่ยม และมี คำอธิบายภาพ เนื้อหา ข้อความ และเสียงอยู่ด้าน
ล่าง หรืออาจจะมีเรื่องการวางมุมกล้องเพิ่มเติมเข้าไปด้ว การเซ้อน
Storyboowd มีรูปแบบที่หลากหลาย และไม่มีกำหนดตายตัวว่ารูปแบบ
ไหนถูกหรือผิด สามารถนำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับงานแค่ละ
ประเภท
ตัวอย่าง Storyboard
ตัวอย่าง การสร้าง Storyboard ง่าย ๆ สำหรับสรุปยอดการขายเบเกอรี่
ของร้าน My Bakery ๆ เค้าโครงหลักของการนำเสนอจะประกอบด้วย
1. ยอดขายของขนมแต่ละชนิดในร้าน และแสดงกราฟยอดขาย
2. สรุปผลชนิดของขนมที่ขายดีที่ และยอดขายน้อยที่สุด
3. พร้อมแนะนำขนมชนิดใหม่ที่ต้องการสร้างและทำยอดขายให้
ได้ในปีถัดไป
หลักการเตรียมตัวนำเสอ
ในกรณีที่ต้องการนำเสนออย่างกะทันหัน ทำให้มีเวลาเตรียมตัว
น้อยก็สามารถเตรียม ส่ง ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ 5W 1H
<< ทําไมจึงมาเสนองาน (Why)
<< เราจะพูดว่าอะไร (What)
<< เราจะเสนองานกับใคร (Who)
<< เราจะพูดเมื่อไร ในช่วงเวลาไหน
(When)
<< เราจะเสนองานที่ไหน (Where)
<< เราจะพูดอย่างไร (How)
1. ทำไม (Why) การพูดนำเสนอทุกอย่างย่อมมีจุดหมาย และจุดหมายนี้
มักจะเป็รูปแบบหนึ่ง ของการเกลี้ยกล่อม ผู้นำเสนอมีจุดมุ่งหมายต้องการ
ให้คนฟัง สั่งสินค้า อนุมัติการวิจัย ยอมรับข้อเสนอ ตกลงเรื่องงบประมาณ
พัฒนาคุณภาพสินค้ายอมรับการปรับโครงสร้างใหม่ ฯลฯ จุดที่สำคัญใน
การนำเสนอ สรุปได้ ดังนี้
1.1 กำหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนที่สุดที่จะทำได้ รวมทั้งวัตถุประสงค์
สำรองด้วย แล้วเรียบเรียงเป็นคำพูดจดบันทึกไว้
1.2 ย้อนไปยังวัตถุประสงค์อยู่เสมอ เมื่อเราสงสัยว่าจะเพิ่มอะไรหรือจะตัด
ทอนอะไรบ้างในการเสนองาน
2. อะไร (What) บันทึกข้อมูลทั้งหมดที่จแสนอไว้ เตรียมภาพประกอบ
และข้อโต้แย้งที่เราอาจจะ ต้องให้และจดเอาไว้ อย่างเพิ่งกังวลเรื่องลำดับ
ขั้นตอนการนำาเสนอในช่วงนี้
3. ใคร (Who) หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ที่มาฟังการแนองานให้มากที่สุด
เช่น มีผู้คน ชื่ออะไร ทำงานอะไร รวมทั้งควรจะรู้ว่าทำไมเขาจึงสนใจ
ปัจจุบันเขาใช้วิธี เครื่องรับ บริการใหนอยู่ เขา ประสบการณ์ดี หรือไม่ดี
อย่างไรมาก่อนเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะนำเสนอ หรือเรื่องที่เราจะชักชวนให้
เขาท่า เขาจะนำอะไรมาเป็นข้อโต้แย้ง คัดค้าน หรือสอบถามเราได้บ้าง
เราอาจจะต้องหาข้อเท็จจริง ข้อตอบได้ และข้อมูลเพิ่มเติมอีกถ้าสามารถ
จัดหาได้ ในวันเสนองานควรหาโอกาสคุยกับผู้ฟังอย่างไม่เป็นทางการ
ก่อน เช่น การพูดคุยในช่วงที่กำลังลงทะเบียน ผู้เข้ารับการอบรมหรือใน
ช่วงที่มีการพักรับประทานอาหารว่าง เป็นต้น การพูดคุยระหว่างดื่มกาแฟ
ก่อนจะเสนองานจริง ๆ เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจผู้ฟังให้ดีขึ้น
และยังเป็นวิธีทำลายกำแพงกั้นระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดความรู้สึก
อันดีต่อกันไว้ก่อนด้วย
4. เมื่อไร (When) นำเสนอเมื่อไร เช้า กลางวัน วันหยุด วันทำงานระยะ
เวลาในการ นำเสนอมีมากน้อยเพียงใด เป็นการฝึกอบรมระยะยาวต่อ
เนื่องกันทุกวันในช่วงเวลาเย็น เป็นเวลา 2 3 สัปดาห์ หรือเป็นเพียงการ
ปาฐกถาในการประชุมประจำเดือนให้สมาชิกสมาคมแห่งหนึ่งฟังด้วยเวลา
เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
5. ที่ไหน (Where) เรื่องนี้อาจจะไม่สำคัญเท่าหัวข้ออื่น ๆ แต่ก็ควรสำรวจ
ไว้บ้าง เพื่อขจัด สิ่งแวดล้อมในห้องที่ใช้ในการนำเสนอ อันอาจจะกลาย
เป็นอุปสรรคในการนำเสนอไปก็ได้ เช่น ปลั๊กไฟ ผิดชนิด หรือมีช่วงห่าง
ระหว่างคนฟังกับคนพูดมากเกินไป หน้าต่างที่ปิดแล้วแต่ไม่สนิท ไม่มีโต๊ะ
วางอุปกรณ์ ปิดแสงไม่ได้เมื่อต้องการห้องมืดสำหรับฉายสไลด์ มีเสียง
รบกวน หรือการจัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับ ลักษณะการนำเสนอ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ผู้นำเสนอจะไม่มีวันรู้ว่ามีปัญหาจนกว่าจะเห็นสถานที่จริง ถ้า
ไม่มีอะไร ผิดพลาดเลยก็จะช่วยให้ผู้นำเสนอมีความมั่นใจในการเสนอ
งานมากยิ่งขึ้น
6. อย่างไร (How) เมื่อเรารู้ว่าจะพูดอะไร จะพูดกับใคร ที่ไหน และ
ทำไม และจะวางแผนการพูด อย่างไรได้ ขั้นตอนต่อไป คือ ต้องสมมุติ
ตัวเองเป็นคนฟัง สิ่งที่เราเสนอจะช่วยผ่อนความหนักใจให้ผู้ฟังได้ บ้าง
ไหม เราจะช่วยให้เขาสนใจหรือเกิดความคิดสร้างสรรค์อะไรได้บ้าง ซึ่ง
จะนำไปสู่การแนะนำในสิ่งที่ ให้เขาตั้งใจฟังและคิดได้ ถ้าผู้ฟังฟังแล้ว
พูดกับตัวเขาเองว่า “จริงด้วย นั่นละปัญหาของเรา” “ใช่ เขาจี้จุด
ปัญหาของเราพอดี” “ใช่ คงจะดีนะถ้าทำได้อย่างนั้นด้วยราคาเท่านั้น”
หลังจากนั้นเราจะเริ่มเรียงลำดับ
และท้ายสุด ก่อนการไปนำเสนอจริงให้ลองซ้อมต่อหน้าเพื่อนร่วมงานหรือ
ซ้อมคนเดียวก็ได้ การซ้อมนั้นยิ่งซ้อมหลาย ๆ ครั้ง ยิ่งจะช่วยลดความตื่น
เต้นและช่วยให้การพูดของเราดีขึ้นได้ ความกลัว ในการนำเสนอทุกครั้ง
นั้นส่วนใหญ่เป็นความกลัวสิ่งที่เราไม่รู้ และยิ่งถ้ารวมถึงว่าเราไม่รู้จะพูดะ
ไรด้วยก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้น
ถ้อยคำภาษาเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการพูด ผู้พูดต้องรู้จักพินิจ
พิเคราะห์ในการเลือกใช้ ถ้อยคำให้เหมาะแก่เรื่อง กาลเทศะ และบุคคล
โดยคิดให้รอบคอบเสียก่อนที่จะพูดออกไป พยายาม เลือกสรรถ้อยคำที่
พูดแล้วไม่เยิ่นเย้อ วกวน คลุมเครือ หรือมีความหมายเป็นอย่างอื่น
การพูด คือ การแสดงความคิด ความรู้ และความรู้สึก ซึ่งอยู่ในหัวใจของ
ผู้พูดออกมาให้ผู้อื่นฟังระดับสายตา
ระดับสายตา
ความสำคัญ
- รักษาระดับสายตาอยู่ตลอดเวลา - มองทุกคน ทีละคน บ่อย ๆ
- ช่วยกระตุ้นผู้เข้าฟังการเสนองาน - ทําให้มีส่วนร่วมดีขึ้น
- ทำให้สามารถควบคุมผู้ฟังได้ดีขึ้น - ทำให้ผู้เสนองานดูมีความเชื่อ
น้ำเสียง
-รักษาระดับเสียงให้อบอุ่นและเป็นมิตร ไม่หวน ไม่กระโชกโฮกฮาก
-พูดให้ดังและชัดเจน
-พูดด้วยความเร็วที่เหมาะสม ไม่รวดเร็วหรือช้าไป มีความเชื่อมั่นดี
ความสำคัญ
-น้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรจะ “ทำลาย” การนำเสนอ
-ถ้าการเสนองานยากที่จะเข้าใจ การมีส่วนร่วม และระดับความ
ตั้งใจจะไม่ดี
-เสียงที่ชัดเจนและหนักแน่นจะทำให้ผู้เสนองาน
การแสดงออกและทํางาน
-ทำตัวให้ดูอบอุ่นและเป็นมิตร ยิ้มให้มาก และ ทําตัวให้ผ่อนคลาย
-ใช้กิริยาและท่าทางที่เป็นมิตร
ความสําคัญ
-การแสดงท่าทีในทางลบและไม่เป็นมิตรจะทำให้ บรรยากาศในห้อง
เสนองานไม่เอื้ออำนวยต่อการรับรู้
- การออกกิริยาและท่าทางจะทำให้การนำเสนอ ของผู้ทำการสอนมี
ชีวิต ชีวาและน่าสนใจ
แหน่งและการเคลื่อนไหว
-ให้ยืม อย่านั่ง
-เคลื่อนไหวไปรอบ ๆ แต่อย่ามากเกินไป
-หันหน้าเข้าหาผู้เข้าฟังการเสนองานตลอดเวลา แม้เวลาใช้
อุปกรณ์ โสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ
ความสําคัญ
-ถ้าเคลื่อนไหวจะทำให้ได้ใกล้ชิดกับกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้น
ผู้ ฟังการเสนองาน
- การยืนห่างจากคนพูดจะทำให้เขาต้องพูดเสียงดัง -การไม่สบตา
จะทําให้ระดับความสนใจน้อยลง
การเสนองานที่ดีสามารถทำได้โดยการฝึกเท่านั้น เช่น การไปเข้า
หลักสูตรหรือฝึกกันเป็นกลุ่มเพื่อ ให้เพื่อนวิจารณ์ด้วยข้อติชมใน
ทางสร้างสรรค์ เราสามารถเรียนรู้วิธีการและเทคนิคการนำเสนอได้
จาก การดูความผิดพลาดของผู้อื่น และได้คุยกันเพื่อหาวิธีการ
สร้างสรรค์เทคนิค วิธีการเสนองานแต่ละครั้ง เทคนิคง่าย ๆ ที่สำคัญ
มาก ซึ่งไม่ได้เป็นเทคนิคใหม่เลย คือ ความสามารถในการกำจัดสิ่ง
กีดขวางของผู้พูด
เพราะคนส่วนมากพูดในหมู่เค้อนหรือเพื่อนร่วมงานดี เทคนิคการพูด
ใน ชุมชน คือ การรักษา ความสามารถนั้นไว้ให้ได้ เวลายืนอยู่ต่อ
หน้าคน 10 - 20 หรือ 5,000 คนที่เราไม่รู้จัก ถ้าผู้พูดสามารถ จัด
งดขวาตลอดไปได้ ทำให้เราเป็นตัวของตัวเองในแบบบุคคลที่เป็น
มิตร มีท่าทางเป็นธรรมชาติ จะช่วยให้คนฟังเข้าข้างเราได้ตั้งแต่ต้น
การนำเสนอข้อมูล ชื่อมีงระวังที่ทำให้การนำเสนออยประสิทธิภาพ <<
พูดจีน การพูดดังไปนั้นดีกว่าพูดเบาไป << ความลังเล การหยุดพูด
บ่อย ๆ หรือใช้คำว่า “เอ้อ...อ้า” เข้าไประหว่างที่
นึกคำพูดจะแสดงให้เห็นว่าการเสนองานที่ดีสามารถทำได้โดยการ
ฝึกเท่านั้น เช่น การไปเข้าหลักสูตรหรือฝึกกันเป็นกลุ่มเพื่อ ให้
เพื่อนวิจารณ์ด้วยข้อติชมในทางสร้างสรรค์ เราสามารถเรียนรู้วิธีการ
และเทคนิคการนำเสนอได้จาก การดูความผิดพลาดของผู้อื่น และ
ได้คุยกันเพื่อหาวิธีการสร้างสรรค์เทคนิค วิธีการเสนองานแต่ละครั้ง
เทคนิคง่าย ๆ ที่สำคัญมาก ซึ่งไม่ได้เป็นเทคนิคใหม่เลย คือ ความ
สามารถในการ
กำจัดสิ่งกีดขวางของผู้พูด เพราะคนส่วนมากพูดในหมู่เค้อนหรือ
เพื่อนร่วมงานดี เทคนิคการพูดใน ชุมชน คือ การรักษา ความ
สามารถนั้นไว้ให้ได้ เวลายืนอยู่ต่อหน้าคน 10 - 20 หรือ 5,000
คนที่เราไม่รู้จัก ถ้าผู้พูดสามารถ จัด งดขวาตลอดไปได้ ทำให้เรา
เป็นตัวของตัวเองในแบบบุคคลที่เป็นมิตร มีท่าทางเป็นธรรมชาติ
จะช่วยให้คนฟังเข้าข้างเราได้ตั้งแต่ต้น การนำเสนอข้อมูล ชื่อมีง
ระวังที่ทำให้การนำเสนออยประสิทธิภาพ << พูดจีน การพูดดังไป
นั้นดีกว่าพูดเบาไป << ความลังเล การหยุดพูดบ่อย ๆ หรือใช้คำว่า
“เอ้อ...อ้า” เข้าไประหว่างที่นึกคำพูดจะแสดงให้เห็นว่าผู้พูดขาดการ
ซ้อมหรือไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
<< การพูดพล่ามหรือพูดคำซ้ำจากบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย เช่น พูด
ว่า “ผมคิดว่า....” “จุดสำคัญ คือ....” ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ถึงจะไม่ได้
ก่อให้เกิดความเสียหายอะไร แต่ถ้าพูดบ่อย ๆ เกินไป จะทำให้ผู้ฟัง
เกิดความรำคาญ หงุดหงิด และอาจจะเป็นความสนใจจากเนื้อความที่
จะฟังมาเป็นการจับคำพูดซ้ำ ๆ 4. การวางสายตาไม่เหมาะ อย่ามอง
จากพื้นไล่ขึ้นไปเพดานผ่านทางผนังข้างหลังให้มองคนฟัง โดยมอง
ดูเหมือนคุยกันธรรมดา และต้องมองผู้ฟังให้ทั่ว ๆ ทุกกลุ่ม
เพื่อผู้ฟังจะได้ทราบว่ากำลังพูดกับเขาอยู่ ๔. กิริยาซ้ำซาก บางคนชอบ
ทำกิริยาซ้ำซากโดยตัวเองไม่รู้ตัว เช่น สะบัดผม เคาะโต๊ะ ท้าวเอว
ขยับแว่น ฯลฯ กิริยาเหล่านี้ถ้าทำบ่อยตลอดเวลาที่พูด ย่อมทำให้ผู้ฟัง
รำคาญ และทำลายความสนใจ ของผู้ฟังจากเนื้อหาในอยู่ที่ 12 จาก
นั้น ๔๔ ระดับเสียง ข้อเสียที่พบมากในนักพูดมือใหม่ คือ การลด
เสียงลงตอนท้ายประโยค... ฟังแล้ว น่ารำคาญเพราะเหมือนการเสนอ
งานจบไปกับทุกประโยคที่พูดแล้วก็ขึ้นต้นใหม่ทุกประโยค หรือบาง
คน ชอบขึ้นเสียงสูง หรือพูดดังตอนท้ายประโยคทำให้ฟังดูไม่เป็น
ธรรมชาติ
ภาษา กฎของการพูดภาษาไทยที่สำคัญสุด คือ << ให้ใช้คำพูด และ
ประโยคสั้นง่าย ๆ ๆ << ใช้รูปประโยคตรง ๆ และคำพูดที่ระบุ
ชัดเจนมากกว่าประโยคยอกย้อนหรือพูดลอย ๆ << การพูดถึงเรื่องทั่ว
ๆ ไปให้ใช้วิธียกตัวอย่าง << หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค นอกจาก
จะแน่ใจว่าคนฟังคุ้นเคยกับคำเหล่านั้น ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้อธิบาย
เพิ่มเติม<< เตรียมคำพูดที่จะพูดมาให้มากที่สุดแต่อย่ามาอ่านหรือ
ท่องเป็นคำ ๆ ให้คนฟัง (แม้ว่าประโยค สำคัญ ๆ อาจจะต้องท่องจำ
มาก่อนก็ตาม) << ใช้คำและภาษาของตัวเองแบบที่ใช้ในการ
สนทนาธรรมดาไม่ใช้ภาษาเขียน
<< ขยายความกระจ่างของข้อความด้วยตัวอย่างที่เจาะจง ภาพ
ประกอบ แม้แต่การเสนองานในวงเล็ก ๆ อย่างน้อยก็ควรจะ
เตรียมกระดาษขาวแผ่นใหญ่ และปากกา เส้นโต ๆ ไว้เผื่อจะใช้
แสดงภาพหรือคำนวณให้คนฟังดู นอกนั้นควรเตรียมอุปกรณ์ต่าง
ๆ ที่จะใช้ประกอบ ๆ การพูดมาเพื่อประโยชน์ 3 ข้อ คือ
1. เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ แสดงตัวเลขทางสถิติเป็นรูปแผนภูมิ
2. ใช้แผ่นภาพเพื่ออธิบายคำพูดที่ซับซ้อน หรือเพื่อขยายความ
เพื่อทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ชัดเจนและสั้นด้วยการใช้รูปภาพ ภาพ
วาด แผนภูมิ หรือสินค้าตัวอย่าง
3. ใช้แผ่นภาพเพื่อชักจูงใจ และทำให้การเสนองานชวนติดตาม
เพราะการใช้ภาพ ๆ เดียว มีค่ามากกว่าคำพูดนับพันคำ และภาพยัง
สามารถติดตรึงอยู่ในสมองของคนดูไปได้นานแสนนานหลังจาก ที่
ผู้นำเสนอพูดจบแล้ว ดังนั้น การใช้ภาพนำเสนอประกอบคำพูดย่อม
เป็นการชักจูงใจที่ดีกว่า รายละเอียดในการนำเสนอ ปัญหาที่เกิดขึ้น
เสมอในการเสนองาน คือ การตัดสินใจเรื่องราวการเสนอราย
ละเอียดโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในการเสนองานที่มีกลุ่มผู้ฟังเป็นผู้
เชี่ยวชาญนั่งอยู่รวมกันกับผู้ฟัง ธรรมดา ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยง การ
พูดถึงข้อมูลที่มีรายละเอียดมากเกินไปแต่ควรใช้วิธีเตรียมเป็น
เอกสารไว้แจกผู้เข้าฟังภายหลัง
ธรรมดา ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยง การพูดถึงข้อมูลที่มีรายละเอียดมาก
เกินไปแต่ควรใช้วิธีเตรียมเป็นเอกสารไว้แจกผู้เข้าฟังภายหลัง (ไม่
ควร แจกก่อน เพราะจะทำให้ผู้ฟังบางกลุ่มมัวแต่นั่งอ่านรายละเอียด
โดยไม่ฟังผู้เสนองานพูด)โดยผู้พูด สามารถบอกในที่ประชุมได้ก่อน
ว่า มีรายละเอียดอยู่ในเอกสารที่จะแจกให้เมื่อพูดจบ หรืออีกวิธีหนึ่ง
คือ ใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้บรรยายให้ผู้เชี่ยวชาญทาง
เทคนิคที่เข้ารับฟังเป็นการเสริมในภายหลัง เป็นการพูดเสริมให้
เฉพาะกลุ่ม หรือจะเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตอบปัญหาทาง
ด้านเทคนิคเมื่อพูด จบแล้วก็ได้ ความรู้สึกนึกคิด ถ้าเราไม่รู้จักผู้ฟังดี
เรื่องนี้จะไม่สำคัญนัก แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่เรารู้จักเรื่องนี้จะสำคัญมาก
เราจะรู้ ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นแนวปฏิบัติปัจจุบัน
ประสบการณ์ในอดีต และความต้องการในอนาคต ของเขานั้น ถูก
ต้องหรือไม่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เราบรรยายให้ฟังดีแล้ว
หรือต้องอธิบาย เพิ่มเติมขยายบางส่วนออกไปอีก วิธีการคือ ต้อง
สอบถามความรู้สึก ความคิดเห็นของเขา โดยเฉพาะ ในกลุ่มคนฟัง
เล็ก ๆ และควรถามขณะที่บรรยายตอนต้น ๆ เช่น ถามว่า ปัจจุบัน
เขาใช้วิธีการดำเนินงาน ด้วยระบบใดอยู่ถามว่าเขาเคยคิดว่าจะ
เปลี่ยนแปลงอย่างไร ถามว่าเขาคงคิดว่าอะไรสำคัญมากน้อยกว่ากัน
แค่ไหน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้ได้ข้อมูลและแนวทาง
การพูดที่มีค่าแล้ว ยังจะช่วยทำลาย กำแพงกั้นทำให้คนฟังมีส่วน
ร่วมด้วย และเปลี่ยนการพูดที่เป็นแบบบรรยายให้ฟังเพียงฝ่าย
เดียวเป็นการ คุยกันแบบเป็นกันเอง การยอมรับ ไม่ว่าเรื่องที่เรา
เสนอจะจริงจังแค่ไหนก็อาจจะมีขีดจำกัดและข้อเสียได้ ตัวอย่าง
รถยนต์ชั้นยอด ของโลก ก็ยังมีข้อเสียคือ โรลส์รอยส์จะกินน้ำมัน
มากกว่ารถโคโรล่า หาที่จอดยากกว่า ค่าประกันภัยแพงกว่า ยังไม่
นับเรื่องราคาที่สูงสุด (ในโลก) ข้อจำกัดเหล่านี้คนฟังรู้อยู่แล้ว แต่
เราก็ควรพูดถึงเพื่อให้สิ่งที่พูดนั้น น่าเชื่อถือขึ้น เติมเกลือเพื่อเพิ่ม
รสชาติให้การพูดครั้งนี้ฟังดูจริงจังขึ้น วิธีการก็คือ เน้นถึงจุดจูงใจ
สำคัญในตอนท้าย