การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะนาฏศิลป์อย่างมีความสุข โดยการฝึกทักษะการ ปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร DEVELOP ACTIVITIES TO LEARN HAPPY DANCING SKILLS BY TRAINING DAVIES PRACTICAL SKILLS OF SEVEN GRADE STUDENTS NONG BUA PITTAYAKHAN SCHOOL วิจิตรา บัวคํา1 WIJITTRA BUAKHAM1 1 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1 Department of Dance, Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะนาฏศิลป์ 2) ศึกษาและเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของ เดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองบัวพิทยา คาร อําเภอเมืองหนองบัวลําภูจังหวัดหนองบัวลําภูจํานวน 40 คน ซึ่งได้เลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ดําเนินการวิจัยโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบ ก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ผลของรูปแบบ การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน แบบวัดทักษะนาฏศิลป์ และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าเฉลี่ย ร้อย ละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบที่แบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะปฏิบัติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.24 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.19 และนักเรียนมีคะแนนทักษะนาฏศิลป์หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดย ใช้ รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน คะแนนเฉลี่ยก่อน * นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี [email protected]
เรียนเท่ากับ 19.98 คิดเป็นร้อยละ 49.95 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 31.14 คิดเป็นร้อยละ 77.85 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 และมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน บทน า ความเป็นมาและความสําคัญนาฏศิลป์ไทยเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นศิลปะแห่ง การฟ้อนรําตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษที่ได้พัฒนาสรรค์สร้างคิดค้นประดิษฐ์ปรับปรุงการแสดงต่างให้ สวยงดงามจนเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่ยอมรับแห่งวงการนาฏศิลป์ไทยมาจบถึงปัจจุบันจึงการ แสดงนั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยลีลาท่ารําที่อ่อนช้อย ประณีต แสดงถึงความละเอียดอ่อนใน การถ่ายถอดความรู้สึกทางวัฒนธรรมไทยและมีการนําศิลปะทางด้านต่างๆ อาทิ เช่น การเขียน การออกแบบเครื่องแต่งกายการดนตรี และ วรรณคดีมาผสมผสานกันด้วยความประเพณีเป็นส่วน สําคัญที่มนุษย์ทุกคนควรอนุรักษ์ดํารงสืบสานเอาไว้เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศชาติ บ้านเมืองเยาวชนทุกคนเป็นส่วนสําคัญที่จะทําให้ประเทศชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรื่องซึ่งเป็น อนาคตของชาติการที่จะดํารงสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่นั้นเราควรที่จะปลูกฝังให้ตั้งแต่ เยาว์วัย การเรียนวิชานาฏศิลป์นั้นมีส่วนช่วยให้เยาวชนไทยได้สืบสานวัฒนธรรมไทยตาม กระทรวงศึกษาธิการได้กําหนดจัดทําหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้งหมด 8 กลุ่มสาระ โดยวิชานาฏศิลป์จัดอยู่ในกลุ่มสาระศิลปะ ซึงกลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการทาง ศิลปะชื่นชมความงามมีสุนทรียภาพความมีค่าซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์กิจกรรมทางด้าน ศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนําไปสู่การ พัฒนาสิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเองอันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือ ประกอบอาชีพได้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2551, หน้า 6) การศึกษา คือ การพัฒนาคนเนื่องจาก การศึกษานั้นเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมได้โดยการ ถ่ายทอดความรู้ การฝึกการอบรมการสืบสานวัฒนธรรมการสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัด สภาพแวดล้อมสังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการจัด การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดํารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุขการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้มีประสิทธิผลจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง กําหนดบทบาท หน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถนําไปใช้ปรับปรุงและเลือกปฏิบัติตามความ เหมาะสมและ ความพร้อมของสถานศึกษาปัจจุบันวิชานาฏศิลป์เป็นการศึกษาองค์ความรู้พื้นฐานทางการแสดง นาฏศิลป์ที่จะทําให้ผู้เรียนมีความเข้าใจลึกซึ้งและสามารถปฏิบัติท่ารําได้อย่างดี ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนใกล้ชิดกับวัฒนธรรมความเป็นไทยมากขึ้นพร้อมที่จะอนุรักษ์สืบสานศิลปะความเป็นไทยที่ เป็นเอกลักษณ์ของชาติให้คงอยู่สืบไป ดังนั้น การศึกษารูปแบบของนาฏศิลป์ไทยจะมีการปฏิบัติ ท่ารําเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าภาษาท่าเป็นเสมือนภาษาพูดโดยไม่ต้องเปล่งเสียงอาศัยส่วนประกอบ การเคลื่อนไหวในอวัยวะของร่างกายเป็นสื่อให้ผู้ชมเข้าใจพื้นฐานการใช้ภาษาท่าส่วนมากนํามา จากท่าธรรมชาติที่นํามาประดิษฐ์ตัดแปลงให้มีความอ่อนข้อยสวยงาม แสดงออกถึงอารยะธรรม ความเจริญรุ่งเรืองของชาติที่มีวัฒนธรรมทางคนตรีนาฏศิลป์ซึ่งปกติแล้วมนุษย์จะใช้ท่าทาง ประกอบคําพูดเมื่อต้องการให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายชัดเจนยิ่งขึ้นอาจใช้สีหน้าการแสดงออกทาง ความรู้สึกประกอบคําพูดนั้นๆด้วย เช่น กวักมือ หมายถึง ให้เข้ามาหา โบกมือออก หมายถึงให้ ออกไปเป็นต้นนอกจากปฏิบัติท่ารําแล้วการจดจําเนื้อร้องทํานองเพลงและท่ารํายังเป็นส่วนสําคัญ ที่จะช่วยพัฒนาให้เด็กนั้นมีบุคลิกภาพในการทํางานที่ดีขึ้นมีความรักและสามัคคีร่วมกันในการ ทํางานซึ่งกระบวนการเรียนนาฏศิลป์จะต้องได้รับการถ่ายทอดจากผู้สอนมีการฝึกปฏิบัติทํารําซ้ําๆ การใช้เทคนิคลีลาเพื่อให้เกิดความสวยงามถูกต้องจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานทั้งนี้ หากผู้เรียนขาดความเอาใจใส่ไม่มั่นฝึกฝนการเรียนวิชานาฏศิลป์นั้นก็จะไม่ประสบความสําเร็จซึ่ง ปัจจุบันเยาวชนไทยมักจะให้ความสําคัญกับวิชานาฏศิลป์น้อยลงทําให้วิชานาฏศิลป์นั้นถูกลบ เลือนลง ดังนี้ผู้วิจัยได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร ซึ่งมีการจัดการ เรียนการสอน ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนวิซา นาฏศิลป์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการจัดการเรียนการสอนพบว่ามีนักเรียนบางส่วนยัง ปฏิบัติท่ารําไม่ได้ตรงตามที่สอน ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นครูผู้สอนจึงคิดว่าน่าจะมีวิธีการทําให้ นักเรียนกลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าวในลักษณะนี้ดีขึ้นได้ โดยใช้วิธีการเรียน การสอนปฏิบัติท่ารํา แบบเพื่อนช่วยเพื่อนซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะตั้งใจเรียนและปฏิบัติท่ารําตามที่ ครูสอนอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน โดยวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนต่อทักษะ การปฏิบัติท่ารําเพลงรําวงมาตรฐานเพลงงามแสงเดือนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองบัว พิทยาคารให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์การเรียนรู้ขั้นพื้นฐานร้อยละ80% 2. เพื่อเปรียบเทียบวัดผลทักษะการปฏิบัติท่ารํา เพลงรําวงมาตรฐาน เพลงงามแสงเดือน ก่อนการเรียนและหลังการ เรียนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติท่ารําเพลงรําวงมาตรฐานหลังเรียนกับเกณฑ์การ เรียนรู้ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร สมมติฐานการวิจัย 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร ส่งผลต่อทักษะการปฏิบัติท่ารําเพลงรําวงมาตรฐาน เพลงงามแสง เดือน ให้มีผลต่อทักษะการปฏิบัติท่ารําหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร ส่งผลต่อทักษะการปฏิบัติท่ารําเพลงรําวงมาตรฐาน เพลงงามแสง เดือนของนักเรียน ให้มีผลต่อทักษะการปฏิบัติท่ารําหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์การเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน วิธีด าเนินการวิจัย โครงการวิจัยเรื่องนี้ได้กําหนดขอบเขตของการวิจัยดังนี้ สาระการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนการสอนวิชานาฏศิลป์ เพลงรําวงมาตรฐานเพลงงาม แสงเดือน 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัด หนองบัวลําภูสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลําภู
1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อําเภอเมืองหนองบัวลําภู จังหวัด หนองบัวลําภูสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลําภูจํานวน 50 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน 2. แบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียนวิชานาฏศิลป์ จํานวน 40 ข้อ คะแนนเต็ม 40 คะแนน ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างก่อนทํา การสอน หลังจากที่ผู้วิจัยได้ใช้แผนการจัดกิจการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบชุดเดียวกันกับที่ใช้ ทดสอบก่อนเรียนดําเนินการทดสอบหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่างอีกจากนั้นผู้วิจัยได้นําคะแนนที่วัด ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ มาทดสอบสมมติฐานด้วยการวิชาเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และร้อยละ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ จํานวน 5 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจํานวน 40 ข้อ หลังจากนั้นได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญตลอดจนผ่านการทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 50 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วนําผลการทดลองมาวิเคราะห์หา คุณภาพเพื่อคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินทักษะนาฏศิลป์ และ แบบทดสอบ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการทดลอง โดยอาศัย การแจกแจงของ (t – test dependent - sample) สรุปผลการวิจัย 1. ทักษะปฏิบัติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.64 คิดเป็นร้อย ละ 48.19 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.24 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.19 และนักเรียนมี คะแนนทักษะปฏิบัติวิชานาฏศิลป์หลังเรียนสูงกว่าร้อยละ 75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 19.98 คิดเป็นร้อยละ 49.95 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 31.14 คิดเป็นร้อยละ 77.85 และมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 อภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริม ด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนที่มีต่อทักษะนาฏศิลป์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ จากผลการวิจัยทําให้ทราบว่านักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทยโดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริม ด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ก่อนและหลังการทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานของงานวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทยโดยใช้ทักษะปฏิบัติของเด วีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะปฏิบัติและมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลง ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถอภิปรายผลได้ ดังนี้ 1. ด้านทักษะปฏิบัติ จากผลการวิจัยพบว่า ทักษะปฏิบัติวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนหลังเรียนมีคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.24 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 76.19 ซึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 สอดคล้อง กับสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจเนื่องมาจากสาเหตุดังนี้
ประการที่ 1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วย เทคนิค เพื่อนช่วยเพื่อนและการใช้วิดิทัศน์ เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่วิธีการเรียนรู้แบบกระบวน ขั้นตอน ต่าง ๆ ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และปฏิบัติตามกระบวนการขั้นตอนเหล่านั้นได้ ด้วยตนเอง และประสบผลสําเร็จได้ดีอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับแนวคิดของ Davies (1971: 50- 56) ได้นําเสนอ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติไว้ว่า ทักษะส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย ทักษะย่อย ๆ จํานวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทําทักษะย่อย ๆเหล่านั้นได้ก่อนแล้วค่อย เชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่ จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสําเร็จได้ดีและรวดเร็วขึ้น ซึ่ง ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทํา เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะ หรือการกระทําที่ต้องการให้ผู้เรียนทําได้ในภาพรวม โดยการสาธิตให้ผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของ การกระทําหรือทักษะทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ ขั้นที่ 2 ขั้นสาธิต และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการกระทําหรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้ เป็นทักษะย่อย ๆ หรือแบ่งสิ่งที่กระทําออกเป็นส่วนย่อยๆ และสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียน สังเกต และทําตามไปทีละส่วนอย่างช้า ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยผู้เรียนลงมือ ปฏิบัติทักษะย่อย โดยไม่มีการสาธิต หรือมีแบบอย่างให้ดูหากติดขัดจุดใดผู้สอนควรให้คําชี้แนะ และช่วยแก้ไขจนกระทั่งผู้เรียนทําได้ เมื่อทําได้แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนทําได้ ทําเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งครบทุกส่วน ขั้นที่ 4 ขั้นให้เทคนิค วิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนําเทคนิควิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถทํางาน นั้นได้ดีขึ้น ขั้นที่ 5 ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อย ๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์เมื่อผู้เรียนสามารถ ปฏิบัติแต่ละส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบและฝึกปฏิบัติ หลายๆ ครั้ง จนกระทั่งสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชํานาญ สอดคล้องกับงานวิจัยของ รวีวรรณ โขนงนุช (2551) ได้พัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่องการเขียนลายสังคโลกโดย ใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 82.38/87.50 สอดคล้องกับงานวิจัยของซ่อนกลิ่น เรื่องยังมี (2552) ได้ ศึกษาผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ที่มี ต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยผลการศึกษาพบว่าผลการเปรียบเทียบ ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังจัดประสบการณ์มีคะแนนความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสอดคล้อง กับงานวิจัยของเบสรี่ (Beasly, 1979) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการฝึกทักษะภาคปฏิบัติซึ่งเน้นการเรียน การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ในกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเฉพาะวิชาที่เน้นการปฏิบัติจริง
และการทดลองปฏิบัติทางเคมีของนักเรียน ในรายวิชาเคมีพื้นฐานโดยผลของการฝึกทักษะด้วย การคิดอย่างเดียวและผลของการฝึกทักษะด้วยการปฏิบัติการทดลองการคิดร่วมกัน โดยแบ่ง นักศึกษา ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม กลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม การปฏิบัติการทดลองใช้ เกณฑ์ในการ ประเมิน 2 เกณฑ์ คือความถูกต้องแม่นยําและความคงที่โดยใช้วิธีการสังเกต พฤติกรรมของนักศึกษาขณะทําการทดลองทําการสังเกต 3 สัปดาห์แล้วนําข้อมูลมาวิเคราะห์ ความแปรปรวนจากการศึกษาว่าทักษะภาคปฏิบัติขอนักศึกษาที่ได้รับการฝึกทักษะแบบต่าง ๆ ทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและนักศึกษาที่ฝึกทักษะภาคปฏิบัติการทดลอง แตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกอย่างมีนัยสําคัญซึ่งแสดงว่าการฝึกทักษะในการปฏิบัติการ ทดลองทําให้มีเทคนิคการทดลองถูกต้องแม่นยําและสอดคล้องกับงานวิจัยของเกลสสัน (Glasson, 1989) ได้ศึกษา เรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์จากผลของการใช้วิธีสอนโดยให้ นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลองและครูสาธิตการปฏิบัติการทดลองต่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการใช้ความรู้ กระบวนการแก้ปัญหาซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติ ของเดวีส์ โดยกลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ 9 ในวิชาฟิสิกส์ จํานวน 54 คน เป็นชาย 27 คน และเป็นหญิง 27 คน ในโรงเรียนของรัฐผลการศึกษาพบว่า การสอนทั้งสองวิธีไม่แตกต่างอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติ ประการที่ 2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วย เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนักเรียนได้ฝึกจากเพื่อนซึ่งทําให้เข้าใจวิธีการ ท่าทาง ได้เร็วมากกว่าครูเพราะเพื่อนคือคนที่ไว้ใจมากที่สุดและเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่นําเทคนิคเพื่อน ช่วยเพื่อนมาเสริมเป็นการสอนที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายบทบาทในการสอน และแนวคิดเกี่ยวกับการให้นักเรียน ได้เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สําคัญการให้เพื่อนช่วยสอนนั้นมิได้หมายถึงการให้นักเรียนมายืนหน้าชั้นแล้วทําหน้าที่สอนทุก อย่างแทนครู แต่หมายถึงการให้นักเรียนสอนเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ และให้นักเรียนได้เรียนรู้จาก กันและกันโดยมุ่งเน้นเพื่อช่วยเหลือผู้เรียนช้ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ํามีปัญหาในด้านความ ประพฤติ และมีปัญหาอื่น ๆ โดยเชื่อว่า วิธีการให้ผู้เรียนสอนกันเองนี้ ผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรต่าง ๆ ได้จากกันและกันและการเรียนรู้เช่นนี้ทําให้ผู้เรียนที่เรียนช้าเกิดการเรียนรู้ได้เนื่องจากภาษาที่ ผู้เรียนใช้พูดสื่อสารกันนั้นสามารถสื่อความหมายระหว่างกันและกันได้เป็นอย่างดี (กรมวิชาการ, 2544: 61) สอดคล้องกับแนวคิดของ แคนด์เลอร์ (Candler, 1981) กล่าวว่าการสอนแบบให้ เพื่อนช่วยเพื่อน เป็นยุทธวิธีที่ครูพยายามเข้าถึงความต้องการของนักเรียนแต่ละคน เป็นวิธีการที่ ยืดหยุ่น และทําให้ครูไม่ต้องพะวงกับนักเรียนที่เรียนช้ากว่าผู้อื่น สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชีวัน
บุญตั๋น (2546) ได้ใช้กลวิธีการเรียนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพิ่มพูนความเข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษและมองเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สรุปได้ว่า นักเรียนที่ ใช้กลวิธีแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและมองเห็นคุณค่าในตนเองหลังการ ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุนันทา โพธิ์ชัย (2547) ได้พัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเรื่องเศษส่วน วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ ทัศนี สนธิ (2550) ได้วิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เจตคติต่อการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนกับการสอนตาม คู่มือของ สสวท. พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนสูงกว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ การสอนตามคู่มือของ สสวท. อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ เซรานี่ (Celani, 1979) ศึกษาการประยุกต์วิธีการสอนแบบกลุ่มเพื่อน ช่วยเพื่อนไปใช้กับการพัฒนาทักษะในการสื่อสารของนักเรียน (Communication Skills) ผล การศึกษาพบว่าการแบ่งกลุ่ม ๆ ย่อมทําให้เกิดการแข่งขันระหว่างนักเรียนผู้สอนในแต่ละกลุ่ม ซึ่ง ส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและนักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการสื่อสารขึ้นกว่าเดิม ประการ สําคัญพบว่านักเรียนผู้สอนที่เป็นมีความสามารถในการพูดดีขึ้นมากเนื่องจากเป็นการทบทวน ทักษะการพูดไปในตัว สอดคล้องกับงานวิจัยของ เอลลิส (Ellis, 1981) ศึกษาเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเรียงความระหว่างนักเรียนตามปกติกับนักเรียนที่เรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนเกรด 11 ผลจากการศึกษาพบว่านักเรียนโดยให้เพื่อนช่วยเพื่อนนั้นมีผลสัมฤทธิ์ใน การเขียนเรียงความสูงกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติกับครู อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับงานวิจัยของชานเชส (Sanchez, 1985) ทําการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนแบบเพื่อน ช่วยเพื่อนโดยการให้นักเรียนผู้สอนมีวัยวุฒิสูงกว่านักเรียนที่มีคุณวุฒิต่ําในวิชาคณิตศาสตร์ ประชากรที่ใช้เป็นตัวอย่างในการศึกษา ได้แก่ เด็กอินโดจีนผลการศึกษาพบว่ากลุ่มนักเรียนผู้เรียน และนักเรียนผู้สอนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ในขณะที่กลุ่มนักเรียนผู้สอนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น และ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ฟรัชฟรัชแมทท์ และซิมมอนท์ (Fuchs, Fuchs, Mathes& Simmons, 1997) ได้ทําการวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักเรียนเกรด 2 ถึงเกรด 6 ที่มี ความสามารถ ทางการเรียนแตกต่างกันที่เรียน โดยใช้กลวิธีแบบเพื่อนและการสอนแบบปกติ ซึ่ง กลุ่มเป้าหมายที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนกลุ่มอ่อน นักเรียนที่มี
ความบกพร่องในการเรียนรู้ และนักเรียนกลุ่มปานกลาง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มนักเรียนที่เรียน โดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่เรียนโดย การสอนแบบปกติ 2. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ จากผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วย เพื่อน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 19.98 คิดเป็นร้อยละ 49.95 คะแนนเฉลี่ยหลัง เรียน เท่ากับ 31.14 คิดเป็นร้อยละ 77.85 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจเนื่องมาจากสาเหตุ ดังนี้ ประการที่ 1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วย เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการปฏิบัติงานที่ครูผู้สอนจะต้อง แบ่งเนื้อหาของหน่วยใหญ่ออกเป็นเนื้อหาย่อยให้ละเอียด และให้มีจํานวนเนื้อหาย่อยมากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะเหล่านั้นให้ได้ดีจนเกิดความชํานาญ ในแต่ละขั้นตอนการฝึกทักษะย่อยแต่ ละส่วน ครูจะเป็นผู้สาธิตการปฏิบัติก่อนที่จะให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ แล้วปล่อยให้นักเรียนฝึก ปฏิบัติด้วยตนเองโดยไม่มีการสาธิตให้ดู เมื่อครูผู้สอนเห็นว่านักเรียนปฏิบัติได้แล้ว จึงสอนเทคนิค และวิธีการที่ช่วยให้ปฏิบัติงานได้รวดเร็วและดีขึ้น เมื่อนักเรียนฝึกทักษะย่อยต่าง ๆ ที่ เป็น องค์ประกอบย่อยของงานทั้งหมดแล้วจึงนํามาสู่การปฏิบัติเต็มรูปแบบ ครูผู้สอนสามารถนําไปใช้ เป็นแนวการสอนในสาระต่าง ๆ ที่เน้นทักษะการปฏิบัติ เช่น กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระงานบ้าน งานประดิษฐ์ หรือกลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษาที่เน้นการออกกําลังกาย การ เคลื่อนไหว สอดคล้องกับแนวคิดของ ทิศนา แขมมณี (2551, 243 – 247) ได้กล่าวถึงรูปแบบการ เรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะปฏิบัติ เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของ ผู้เรียนการปฏิบัติการกระทําหรือการแสดงออกต่าง ๆ ซึ่งจําเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการที่แตกต่าง ไปจากการพัฒนาทางด้านจิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย สอดคล้องกับงานวิจัยของ นันทนา ทองมูล (2554) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์กลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การจับจีบผ้าประดับโต๊ะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.31/81.33 สอดคล้องกับงานวิจัยของ แสงจันทร์ หนองหารพิทักษ์ (2555) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ กลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การประดิษฐ์ของใช้จาก เศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่
ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ โอเวน (Owen, 2002: 563 –A) ได้ทําการศึกษา ความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ เพื่อศึกษาว่านักศึกษาครูจํานวน 2 คน สามารถเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างสิ่งที่พวกเขาได้รับการสอนในรายวิชาอุดมศึกษากับ สิ่งที่เขาได้ สังเกตจากการปฏิบัติจริงในห้องเรียนระดับประถมศึกษาโดยใช้การปฏิรูปที่อาศัยแนวความคิดเชิง พัฒนาการมาประยุกต์ใช้กับการสอนแบบโครงงาน การเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์ การสังเกตและ การศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่านักศึกษาผู้มีความคิดเชิงบวกต่อการวิจัย และทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบ ได้แก่ เวลาการเขียนแผนการสอนการขาด ต้นแบบให้ศึกษา และการฝึกสอนเป็นทีม 3 คนอย่างไรก็ตาม การกําหนดกรอบการปฏิบัติงานใน การนําทฤษฎีมาใช้มีส่วนช่วยให้นักศึกษาสามารถใช้ทฤษฎีได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับ งานวิจัยของ แม็คเครด (Macleod, 2009) ได้นําวิธีการสอนทักษะปฏิบัติของการสอนเป่าฟลุต เบล คานโต (Bel Canto Flute) แบบ เด ลาโซนาริเต( De la sonarite) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สอนเทคนิคพื้นฐานการ เป่าฟลุตเบล คานโตแบบ เด ลาโซนาริเต ให้สามารถเป่ารูปแบบการ แสดงออกของเสียงที่มีพลังและ ควบคุมระดับเสียงการร้องโอเปร่ารูปแบบการสอนมีผลในการเพิ่ม ระดับเสียงการร้องโอเปร่าและการเป่าฟลุตเบล คานโต ได้ถึง 2 ช่วงเสียง มันเป็นไปได้ที่ค่า นัยสําคัญเพิ่มขึ้นจากความรู้ความเข้าใจของพวกเขา จากการฝึกการเป่าฟลุตเบล คานโตแบบ เด ลาโซนาริเต มุมมองของการศึกษาในปัจจุบัน รวมถึงทักษะปฏิบัติขั้นพื้นฐานกับความเห็นใน วิธีการสอนนี้ สามารถยืนยันได้จาก 3 นักเป่าฟลุตและครูที่ทํางานในออสเตรเลีย ประการที่ 2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วย เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่นําการสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนมาเสริม เป็นวิธีการที่มุ่งให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจต่อการเรียนมากขึ้น เนื่องจากนักเรียนทุกคนเป็นผู้ที่มี บทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งวิธีการสอนมีวัตถุประสงค์เพื่อ (พิทักษ์ ปินามะ, 2543: 29) เป็นการส่งเสริมในเรื่องกระบวนการกลุ่มของนักเรียน โดยเน้นการให้นักเรียนช่วยเหลือกัน ตลอดจนการเห็นคุณค่าของการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองนักเรียนที่มีระดับความสามารถ แตกต่างกัน สามารถเรียนประสบการณ์อย่างเดียวกันได้ สามารถเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ มากขึ้น เช่น จากเพื่อนนักเรียนด้วยกันหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นํามาประกอบการเรียนสร้างทัศนคติที่ดี รวมทั้งแรงจูงใจในการเรียน เนื่องจากนักเรียนผู้สอนจะรู้สึกภาคภูมิใจ หรือรู้สึกว่าตนเองได้รับ ความสําเร็จในการเรียนเนื่องจากมีโอกาสได้ทําประโยชน์ให้กับเพื่อนนักเรียน สําหรับนักเรียนที่มี ปัญหาในการเรียนก็จะลดความกังวลในเรื่องข้อบกพร่องของตนเอง การเรียนการสอนมีลักษณะ เป็นการสื่อสารมากขึ้น ลักษณะดังกล่าวจะทําให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนมีมากขึ้น เนื่องจาก
บรรยากาศในชั้นเรียนจะมีความเป็นกันเอง ครูจะเป็นแต่เพียงผู้ให้คําแนะนํา ให้คําปรึกษา และ คอยสังเกตตลอดจนทําการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนของนักเรียนแต่ละกลุ่ม สอดคล้องกับงานวิจัยของ นิพนธ์ โพธิ์ไทร (2552) ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนกลอน สี่โดยใช้กิจกรรมแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนสูง กว่าก่อนใช้ร้อยละ 20 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุทธิพงษ์ เริ่มรักษ์ (2555) ได้การศึกษาผลการสอนทางตรงร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน วิชางานเขียน แบบเทคนิคเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2554 รวม 1 ห้อง จํานวน 31 คน โรงเรียนบ้านผือพิทยาสรรค์ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือที่ใช้ในแผนการจัดการ เรียนรู้ วิชาเขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น โดยใช้การสอนทางตรงร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน จํานวน 9 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลัง เรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ เมตท์ โฮ วาร์ด อัลเลน และฟัชช์( Mathes, Howard, Allen, & Fuchs, 1998) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านของนักเรียน เกรด 1 จํานวน 20 ห้องเรียน ระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้กลวิธีการ เรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ โดยกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาเป็น นักเรียน 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนกลุ่มอ่อน กลุ่มปานกลางและกลุ่มเก่ง จํานวน 96 คน แบ่งเป็น นักเรียนกลุ่มอ่อน จํานวน 46 คน นักเรียนกลุ่มปานกลางจํานวน 20 คน และนักเรียนกลุ่มเก่ง จํานวน 20 คน โดยให้ครู 10 คน ใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน และห้องเรียนอีก 10 ห้องเรียนใช้วิธีสอนอ่านแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้กลวิธีการ เรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอน อ่านตามปกติด้านการวิจัยเพื่อการเปรียบเทียบของการใช้กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนนั้น สอดคล้องกับ งานวิจัยของ ฟรัช ฟรัช และคาซเดน (Fuchs, Fuchs &Kazdan, 1999) ได้ทําการวิจัยเพื่อ เปรียบเทียบความสามารถทางการอ่านและความคิดเห็นต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายที่มีปัญหาในการอ่านที่ได้รับการสอ โดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นเวลา ทั้งสิ้น 16 สัปดาห์ และนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการ สอนโดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีความเข้าใจในการอ่านเพิ่มขึ้น และอ่านคล่องขึ้น มีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน และมีความต้องการเป็นนักอ่านที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมทั้งมีทักษะ ในการทํางานร่วมกับผู้อื่น สอดคล้องกับงานวิจัยของ ไอ เชาว์ ลี (I-Chao Lee, 2010) ได้ทําการ วิจัย ผลของแรงจูงใจในการเรียนการสอนที่มี คุณภาพโดยรวม และการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์เชิง ประจักษ์จากนักศึกษามหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย การอาชีพในไต้หวัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 1) แรงจูงใจในการเรียนของนักศึกษามีผลใน เชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสําคัญ 2) การสอนที่มีคุณภาพโดยรวมมีผลในเชิง บวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสําคัญ 3) การ เรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีผลในเชิงบวก ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสําคัญ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 การจัดการเรียนสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อน ช่วยเพื่อนหลังเรียนสูงขึ้น ครูผู้สอนควรนําแผนการจัดการเรียนรู้นี้โดยปรับกิจกรรมให้เหมาะสม กับผู้เรียนเพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษามีการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.2 เป็นการสอนที่เป็นทักษะปฏิบัติ มีขั้นตอนในการทํางานในระยะแรกของการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนยังขาดทักษะปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ครูผู้สอนต้องคอยดูแลควบคุม ให้คําแนะนําปรับปรุง เสนอแนะแก้ไขข้อบกพร่อง วิธีการปฏิบัติงานให้ถูกวิธีแก่นักเรียน ตลอดเวลา จนกระทั่งนักเรียนสามารถปฏิบัติงานจนสําเร็จและมีประสิทธิภาพ 1.3 การแบ่งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเส ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ในขั้นนี้ ครูผู้สอนควรช่วยเหลือในการแบ่งกลุ่ม เพื่อจัดเด็กคนที่เก่งช่วยเหลือคนที่อ่อน เพราะครูเป็นคนที่ รู้ว่านักเรียนคนไหนเก่งทักษะปฏิบัติและนักเรียนคนไหนอ่อนทักษะปฏิบัติและต้องคอยให้ คําแนะนําที่ถูกต้อง จนทําให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ สามารถปฏิบัติงานด้วยความมั่นใจและ ถูกต้อง 2. ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริม ด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ในกลุ่มสาระศิลปะสาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นอื่น ๆ โดยปรับกิจกรรม การเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นและวัยของนักเรียนเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของนักเรียน 2.2 ควรทําการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนกับรูปแบบการสอนและเทคนิคการสอนอื่น ๆ เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมต่อการเรียนการสอนต่อไป
2.3 ควรศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติเดวีส์ เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อนเกี่ยวกับตัวแปรตามด้านอื่น ๆ เช่น ความคงทนในการเรียนรู้ พฤติกรรมการทํางานกลุ่ม เจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นต้น เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2544). หลักสูตรการศึกษา พุทธศักราช 2544. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. ชีวัน บุญตั๋น. (2546). การใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจในการ อ่านภาษาอังกฤษและการมองเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การสอนภาษาอังกฤษ). เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัย เชียงใหม่. ซ่อนกลิ่น เรืองยังมี. (2552). ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการปฏิบัติ ตาม แนวคิดของเดวีส์ ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (หลักสูตรและการสอน). สงขลา : มหาวิทยาลัย ทักษิณ. ทัศนา ประสานศรี. (2536). การสอนโดยเพื่อนช่วยเพื่อน. สารพัฒนาหลักสูตร. 12(114): 20-22. ทัศนี สนธิ. (2550). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อการเรียน และความ คงทน ในการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เทคนิคกลุ่มเพื่อช่วยเพื่อนกับการสอนตามคู่มือครู ของ สสวท. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรการสอน). ลพบุรี: มหาวิทยาลัย ราชภัฏเทพสตรี. ทิศนา แขมมณี. (2551). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 11). กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. (2554). ศาสตร์การ สอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ, (พิมพ์ครั้งที่ 14). กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์.