รายงานการวิจัย เรื่อง การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย นายเมธาวี เทศารินทร์ รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชา ศษ491 การปฏิบัติการสอน 4 ตามหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ( งานวิจัยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ )
บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่อง การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นายเมธาวี เทศารินทร์( 2565 ) รหัสนิสิต 62104010192 คณะพลศึกษา สาขา พลศึกษา อาจารย์นิเทศน์ อาจารย์ ดร.ลักษมี ฉิมวงษ์ ( อาจารย์นิเทศน์ ) อาจารย์ วิสิษฏ์ ศรีพิมพ์ ( อาจารย์พี่เลี้ยง ) การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิว และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์คะแนนการสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของการเรียนด้วยการคิวผ่านวีดิทัศน์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เอก IEM โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร ( ฝ่ายมัธยม ) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) วีดิทัศน์การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิว และ 2) แบบวัดประเมินทักษะ โดยใช้เกณฑ์การวัด ประเมินผลแบบ Rubric Score โดยวิธีการดำเนินการให้ผู้เรียนศึกษาวีดิทัศน์การสอนทักษะการยิงประตูโดย การคิวก่อนถึงคาบเรียนจริงแล้วทำการทดสอบสอบทักษะที่ได้เรียนรู้จากวีดิทัศน์หลังจากนั้นจึงหาผลลัพธ์จาก การทดสอบในครั้งนี้ผลการศึกษาพบว่า (1)การสอนโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ของ ผู้เรียนดีขึ้น และยังสามารถจำและเข้าใจได้ง่าย ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจและเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตน แอง(2)ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยวิธีการคิวผ่านวีดิทัศน์มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ประกาศคุณูปการ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาเป็นอย่างยิ่งของอาจารย์นิเทศและอาจารย์พี่เลี้ยงที่ได้ กรุณาให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทาง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ลักษมี ฉิมวงษ์ อาจารย์นิเทศที่ได้ให้ความเมตตากรุณาเป็นที่ปรึกษาและ ได้กรุณาให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทางวิจัยนี้มาอย่างดียิ่งโดยตลอด รวมไปถึงอาจารย์วิสิษฏ์ ศรีพิมพ์ อาจารย์พี่ เลี้ยง ที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะต่างๆเพิ่มเติม ทำให้งานวิจัยฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่าง สูง ขอขอบพระคุณอาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้สาขาสาธิตและนิเทศการสอนสุขศึกษาพลศึกษาและ นันทนาการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ( ฝ่ายมัธยม ) ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำ และข้อเสนอแนะต่างๆตลอดจนให้ความช่วยเหลือในการทำวิจัย ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชวลิต สูงใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู นักเรียนและทุกๆท่านใน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ( ฝ่ายมัธยม ) ที่มีส่วน ร่วมในการทำรายงานการวิจัยฉบับนี้ที่ได้สนับสนุนและช่วยเหลือให้การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของบุคคลที่กล่าวนามและอ้างถึงเป็นอย่างยิ่งและขอน้อมรำลึกคุณของ บิดามารดาและครูอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้เป็นกำลังใจให้ และให้การสนับสนุนผู้วิจัยตลอดมา ผู้จัดทำ นายเมธาวี เทศารินทร์
สารบัญ หน้า ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.......................................................................... .......................... 1 ความมุ่งหมายของการวิจัย.......................................................................................................... ............... 2 ความสำคัญของการวิจัย......................................................................................... .................................... 2 นิยามศัพท์เฉพาะ....................................................................................................... ................................. 2 กรอบแนวคิดการวิจัย................................................................................................................................. 3 แนวคิด / ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................... ................................ 3 แนวคิด / ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของตัวแปรหลักที่ศึกษา................................................................ .. 3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรหลักที่ศึกษา............................................................................. ....... 6 งานวิจัยในประเทศ................................................................................................... ....... 6 งานวิจัยต่างประเทศ....................................................................................................... . 7 สมมติฐานของการวิจัย.......................................................................................................... ...................... 8 วิธีดำเนินงานวิจัย.................................................................................... .................................................... 8 กลุ่มเป้าหมาย / กรณีตัวอย่างที่ศึกษา.................................................................................... ...... 8 ชื่อแบบแผนการทดลอง........................................................................................................... ..... 9 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................... ............ 9 สื่อ/เทคนิคการจัดการเรียนรู้.................................................................................. ........ 9 เครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................ ... 9 การพัฒนาสื่อ / เทคนิคการจัดการเรียนรู้..................................................................................... 9 การพัฒนาเครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................... ........ 11 ขั้นตอนการดำเนินการทดลอง....................................................................................................... 12
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล...................................................................................................... ..... 12 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................. ............... 12 การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................... ....................... 13 สรุปผล อภิปรายผล.................................................................................................................... ............. 15 ข้อเสนอแนะ..................................................................................................... ....................................... 16 บรรณานุกรม........................................................................................................................................... 17 ภาคผนวก................................................................................................................................................ 19 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ………………………………………………………………………………....... 20 ภาคผนวก ข แบบประเมินความสอดคล้อง IOC / ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC….…………......... 22 ภาคผนวก ค วีดิทัศน์ เรื่อง การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิว………………………………… 27 ภาคผนวก ง แบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษ………………………………………………………………….. 29 ประวัติย่อผู้วิจัย........................................................................................................................................... 34
บัญชีตาราง ตาราง หน้า 1 ความถี่และค่าร้อยละของเพศ ของนักเรียนที่เรียนรายวิชา แฮนด์บอล เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การ คิวด้วยวีดิทัศน์..................................................................................................... ..................................... 13 2 คะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนของผู้เรียนที่เรียน เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวด้วยวีดิทัศน์ ................................................................................................................................................................... 14 3 แบบประเมินความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อวีดิทัศน์................................................................... 23 4 ค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อวีดิทัศน์............................................................................ 24 5 แบบประเมินความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะ เรื่อง การยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล…............. 25 6 ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะ เรื่อง การยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล......................... 26 7 แบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษ.................................................................................................. ........ 30 8 เกณฑ์การประเมินทักษะการยิงลูกโทษ............................................................................................. .... 32 9 การแปลความหมายคะแนนเฉลี่ย........................................................................................... ............... 33
บัญชีภาพประกอบ หน้า 1 การออกแบบและพัฒนาวีดิทัศน์การยิงลูกโทษ…………………………………………………………….…………… 9 2 วีดิทัศน์ เรื่อง การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิว.................................................................... 28
1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในปัจจุบันสังคมในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาการและเทคโนโลยีที่ มี ความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมโลก การศึกษายังถือเป็นสิ่งสำคัญใน การพัฒนามนุษย์และพัฒนาประเทศเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการศึกษามี ระบบการศึกษาที่หลากหลายรูปแบบ และในแต่ละรูปแบบก็จะมีการสอนที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ “ครู” ต้องมีความตระหนักและเตรียมพร้อมต่อการจัดการเรียนการสอนให้ดีอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การสอนนั้นบรรลุ ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ จากนโยบาย Thailand 4.0 ที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการพัฒนา ประเทศ “ครู” ยังเป็นบุคคลสำคัญในสังคมไทยที่จะส่งเสริมและสร้างสรรค์การเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้เกิด คุณภาพ รูปแบบการสอนของครูก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในกระบวนการเรียนรู้และของผู้เรียน ทำให้ ครูผู้สอนต้องมีรูปแบบการสอนที่หลากหลาย และเมื่อสถานการณ์การจัดการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป ทำให้ครูผู้สอน จำเป็นต้องมีการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสอน ซึ่งสอดคล้อง กับนโยบาย Thailand 4.0เนื่องจากการที่ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้สื่อเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และส่งเสริมการเรียนรู้ครูจึงต้องเป็นผู้ที่ส่งเสริมองค์ความรู้ที่ ผู้เรียนเกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) ได้มีการจัดการเรียนการสอนใน รายวิชา พลศึกษา9 (แฮนด์บอล) ซึ่งผู้วิจัยได้รับมอบหมายรับผิดชอบสอน จากการจัดการเรียนการสอนใน รายวิชา พลศึกษา9 (แฮนด์บอล) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยพบว่านักเรียนส่วนมากประสบ ปัญหาในด้านทักษะการยิงลูกโทษ เนื่องจากขั้นตอนในการสอนทักษะมีกระบวนการที่ซับซ้อน ส่งผลให้ผู้เรียน เกิดความไม่เข้าใจในการปฏิบัติและมีเวลาในการฝึกปฏิบัติไม่มากพอ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำการสอน แบบการใช้คิว (Cue) มาปรับใช้ในการสอน เพื่อเป็นการลดขั้นตอนในการอธิบายและช่วยให้นักเรียนเข้าใจได้ ง่ายขึ้น การจัดการเรียนรู้ทางพลศึกษาเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เป็นลำดับขั้นตอน โดยเฉพาะการสอนในขั้น ปฏิบัติทักษะ การฝึกทักษะทางกีฬาหรือการเรียนรู้ทักษะทางกีฬามีลักษณะเช่นเดียวกับการเรียนรู้ในสาขาวิชา อื่น ๆ อาจมีข้อแตกต่างกันบ้างตรงที่ว่า หลักและทฤษฎีที่นำมาใช้ โดยทั่วไปนั้นได้มาจากการทดลองใน ห้องเรียน แต่ในด้านทักษะทางกีฬานั้นจะเกี่ยวข้องกับกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นส่วนใหญ่ (นิกร พิมเสน. 2549) การที่จะเล่นกีฬาให้ได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่ถูกต้องตามลำดับขั้นของทักษะ กีฬานั้น การฝึกทักษะขั้นพื้นฐานจะทำให้ความสามารถในการเล่นพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และ การฝึกซ้อมทำ ให้เกิดการเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลงในสมอง และระบบประสาท เนื่องจากการเกิดประสบการณ์ที่มีต่อสิ่ง เร้า ต่าง ๆ แล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น
2 การคิว มีความสำคัญต่อการสอน และการฝึกทักษะกีฬาตลอดจนการออกกำลังกาย เพราะช่วยลด ขั้นตอนการ อธิบายที่ยืดยาว เข้าใจยาก การคิวสามารถใช้คำ หรือประโยคสั้น ๆ ที่สื่อความหมายเกี่ยวกับ ขั้นตอนการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ดังนั้น ครู จึงมีการใช้คิว (Cue) ในการอธิบาย และสอน ทักษะการ เคลื่อนไหวที่ชัดเจน เพราะช่วยประหยัดเวลาในการสอน ชัดเจน ง่าย จดจำได้อย่างรวดเร็วสำหรับ ผู้เรียน(สาลี่ สุภาภรณ์, 2542) การจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและน่าสนใจจะต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเป็น เครื่องมือพัฒนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายตามวัตถุประสงค์ ครูผู้สอนจะต้องรู้ เข้าใจแนวคิดการจัดการเรียนรู้ รวม ไปถึงผลที่เกิดกับผู้เรียนของกระบวนการเรียนรู้แต่ละแบบ แล้วจัดการเรียนรู้ให้เอื้อต่อผู้เรียน เช่น กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อ เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนได้มีการศึกษาความรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อ การสอนของผู้สอน ทำให้เกิดความสนใจในการเรียนรู้ที่มากกว่าการบรรยายในชั้นเรียน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ ของผู้เรียน จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนได้เล็งเห็นความสำคัญของวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้การ คิว เพื่อเป็นการลดขั้นตอนในการอธิบายในการสอนและการนำระบบสารสนเทศเข้ามาร่วมประยุกต์ใช้ในการ สอน จึงได้พัฒนาสื่อการเรียนรู้ทักษะการยิงลูกโทษในรายวิชาแฮนด์บอล โดยใช้การคิวในการสอน โดยผล การศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและผู้สอนต่อไป ความมุ่งหมายของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้ทักษะการยิงลูกโทษก่อนเรียนและหลังเรียนของการเรียนด้วย การคิวผ่านวีดิทัศน์ ความสำคัญของการวิจัย ผลของการศึกษาครั้งนี้ทำให้นักเรียนมีการพัฒนาด้านทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลเพิ่มมาก ขึ้น นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะการยิงลูกโทษ หมายถึง คือ การยิงลูกบริเวณเส้น 7 เมตร โดยมีลักษณะการยืนเท้านำ เท้าตาม มี การยกมือเหนือศีรษะไปด้านหลัง และบิดลำตัวพร้อมก้าวไปข้างหน้าในขณะที่ยิง 2. การสอนด้วยการคิวผ่านวีดิทัศน์ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนเรียนรู้เนื้อหาทักษะการ ยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลด้วยตัวเองนอกชั้นเรียนผ่านวีดิทัศน์วิดีโอ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับทักษะการยิงลูก
3 โทษในกีฬาแฮนด์บอลที่มีการสอนแบบการให้คิวที่แสดงขั้นตอนการปฏิบัติทักษะ ซึ่งให้นักเรียนศึกษาล่วงหน้า ก่อนเข้าชั้นเรียน 1 สัปดาห์ 3. การคิว (Cue) หมายถึง การสอนทักษะเป็นลำดับขั้นตอน โดยใช้กลุ่มคำสั้นๆ เพื่อเป็นคำสำคัญในการ ปฏิบัติและทำให้ผู้เรียนจัดลำดับขั้นในการปฏิบัติได้ 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาเอก IEM โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรอบแนวคิดการวิจัย แนวคิด / ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - แนวคิด / ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของตัวแปรหลักที่ศึกษา หลักและวิธีการสอนพลศึกษา ระพีพัฒน์ เดือนเพ็ญศรี สาลี่ สุภาภรณ์ และอุษากร พันธุ์วานิช. (2559) กล่าวถึง หลักและวิธีการ สอนพลศึกษา โดยกล่าวถึงการอธิบายสาธิตหรือนำเสนอขั้นตอนปฏิบัติทักษะด้วยคิวการสอน (Teaching Cues) ว่า การอธิบายเนื้อหาหรือทักษะต่างๆ ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเริ่มลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นขั้นตอนหนึ่ง ในวิธีการสอนโดยทั่วไป การสอนพลศึกษาหรือกีฬาไม่เหมือนกับการสอนรายวิชาอื่นที่ ครูต้องพูดบรรยายหรือ อธิบายเนื้อหายาวๆ นักเรียนที่มาเรียนพลศึกษาหรือกีฬามีความต้องการที่จะเคลื่อนไหวเล่น หรือทำกิจกรรม ทางกายต่างๆที่ตนเองสนใจ การที่ครูพูดอธิบายยาวนานมากเกินไป จึงไม่ใช่การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และยังส่งผลเสียตามมาหลายประการ เช่น ผู้เรียนไม่เข้าใจหรือจับใจความไม่ได้ว่า ข้อมูลส่วนใดสำคัญ จน ปฏิบัติทักษะไม่ได้ ผู้เรียนไม่ให้ความสนใจจนเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ (คุยเล่น เหม่อลอย แกล้งเพื่อน ถอน หญ้า) เป็นต้น การสอนทักษะการยิงลูกโทษ โดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ ทักษะการยิงลูกโทษ
4 การสอนการทักษะอธิบายเนื้อหาด้วยการพูดยาวๆ นั้นยังขัดกับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพราะไม่ว่าเด็กนักเรียนหรือแม้แต่คนปกติทั่วไปนั้น ความสามารถที่จะจดจำสิ่งต่างๆ ที่ตนเองสนใจหรือตั้งใจ เรียนรู้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ทำได้เพียงครั้งละประมาณ 4-5 อย่างเท่านั้น และ โดยเฉพาะกับผู้เรียนที่มีปัจจัย เกี่ยวข้องมากมายที่ส่งผลกับการเรียนรู้ (วัย เพศ หรือความสนใจในการเรียน ฯลฯ) จึงมีความเป็นไปได้มากที่ ผู้เรียนส่วนใหญ่ของชั้นเรียนจะไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งที่ครูกำลังพูดอธิบายอยู่นั้น ส่วนใดบ้างที่สำคัญ หรือไม่สำคัญ ต่อการปฏิบัติทักษะที่ครูกำลังสอน และจดจำในสิ่งที่ครูบรรยายแตกต่างกันไป ดังนั้น ในขั้นตอน ของการอธิบายเนื้อหาหรือทักษะต่างๆ ครูพลศึกษาควรลดเวลาให้สั้นกระชับและเน้นในส่วนที่สำคัญด้วย การใชคิวการสอน (Teaching Cues) สรุปจากหลักการสอนพลศึกษา ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมพลศึกษาได้หลายลักษณะซึ่งลักษณะที่ สำคัญของการสอนพลศึกษาที่ครูผู้สอนจำเป็นต้องสอนคือ การฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงแก่ นักเรียน ครูผู้สอนส่วนใหญ่ควรใช้เทคนิคการสอนแบบอธิบายและสาธิตสั้นๆแล้วให้นักเรียนทุกคนได้ปฏิบัติ จริงโดยครูคอยช่วยเหลือแนะนำ การคิว การคิว (Cue) คือวลีหรือกลุ่มคำที่เป็นประโยคสั้นๆที่ใช้สำหรับสื่อถึงท่าทางการเคลื่อนไหว หรือการ ปฏิบัติทักษะที่ครูต้องการสอน เป็นกระบวนการสอนที่มีความเกี่ยวข้องกับหลักกลศาสตร์ เพราะเน้นสื่อสารถึง การเคลื่อนไหวที่สำคัญในแต่ละทักษะ (Fronske; & Wilson. 2002) การอธิบายเนื้อหาทักษะโดยการใชคิวมา ช่วยสอนนั้น ช่วยกระตุ้นความสนใจและช่วยให้ผู้เรียนจดจำ เรียนรู้ขั้นตอนการปฏิบัติทักษะต่างๆ ได้เร็วมาก ขึ้น เพราะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติซ้ำๆ ตามลำดับขั้นตอนตอนคิวที่สอน ไม่ไปจดจำส่วนอื่นที่ไม่ใช่ขั้นตอนสำคัญ ของทักษะ นอกจากนั้นการใช้คิวยังเป็นประโยชน์ต่อการให้ข้อมูลย้อนกลับ(Feedback) คือครูสามารถให้ ข้อมูลย้อนกลับแบบแก้ไข (Corrective Feedback) ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าผู้เรียนต้องทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติ ทักษะนั้นๆได้อย่างถูกต้องตามคิวที่สอน (Rink. 2006) การใช้คิวการสอน เป็นเรื่องที่ครูพลศึกษาต้องให้ความสำคัญ และถือเป็นความรู้พื้นฐาน สำหรับนำ ไป ใช้ในการสอนพลศึกษาหรือกีฬา สำหรับครูพลศึกษาที่ยังไม่คุ้นชินหรือยังไม่ชำนาญการใช้คิวควรเริ่มต้น จาก นำกิจกรรมหรือชนิดกีฬาที่ท่านมีความถนัดหรือเชี่ยวชาญหรือเป็นรายวิชาพลศึกษาที่ท่านรับผิดชอบสอนอยู่ มาทำการศึกษาวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวของทักษะกีฬาหรือท่าทางการออกกำลังกายต่างๆ โดยอาศัย หลักคิเนเมติกส์(Kinematics) และคิเนติกส์ (Kinetics) แล้วนำมาเลือกเฉพาะขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญ มา ปรับให้เป็นคิวที่เหมาะสม คิวที่ดีนั้นควรเป็นกลุ่มคำ ที่เน้นคิเนเมติกส์(เตรียมแรง ส่งแรง ผ่อนแรง) ไม่เกิน 4-5 กลุ่มคำ ซึ่งใช้คำที่สั้นกระชับ เข้าใจง่าย สื่อ ความหมายได้ดีและบอกขั้นตอนวิธีปฏิบัติทักษะได้ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกัน
5 ทักษะการยิงลูกโทษ ทักษะการยิงลูกโทษ คือ ทักษะการยิงประตูที่อยู่บนเส้น 7 เมตร โดยการยิงลูกโทษจะเกิดขึ้นได้จาก หลายกรณี เช่น 1. มีการทำให้เสียโอกาสอย่างชัดเจนในการได้ประตูในทุก ๆ ส่วนของสนาม โดยผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ ประจำทีมของฝ่ายตรงข้าม 2. มีสัญญาณนกหวีดที่ไม่ได้รับอนุญาตในขณะที่มีโอกาสได้ประตูอย่างชัดเจน 3. มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเกมเข้าไปในสนามทำให้เสียโอกาส ในการได้ประตูอย่าง ชัดเจน 4.ผู้เล่นในสนามเจตนาส่งบอลกลับคืนไปให้ผู้รักษาประตู การปฏิบัติ 1. ขณะที่จะทำการยิงลูกโทษ ผู้ยิงลูกโทษต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้าอยู่ยึดแน่นกับพื้นสนาม 2. การยิงลูกโทษต้องยิงไปที่ประตูภายใน 3 วินาที นับจากผู้ตัดสินเป่านกหวีดแล้ว 3. ผู้ยิงลูกโทษต้องไม่แตะหรือข้ามเส้นยิงโทษ ก่อนที่ลูกบอลจะหลุดจากมือ 4. ขณะยิงลูกโทษ ผู้เล่นคนอื่นๆ จะเล่นลูกบอล ไม่ได้จนกว่าลูกบอลจะได้ถูกผู้รักษาประตูหรือประตู แล้ว 5. ขณะยิงผู้เล่นคนอื่น ๆ ต้องออกจาก บริเวณเส้นส่งกินเปล่า (9 เมตร) และฝ่ายรับต้องอยู่ห่างจากผู้ ยิงไม่น้อยกว่า 3 เมตร สรุปคือการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล ต้องยิงจากเส้นโทษ 7 เมตร ผู้ยิงประตูโทษต้องไม่แตะหรือ ข้ามเส้นยิงโทยก่อนที่ลูกบอลจะหลุดจาก และต้องยิงประตูภายใน 3 วินาทีหลังจากผู้ตัดสินให้สัญญาณนกหวีด แล้ว ดังนั้นผู้ยิงประตูโทษควรสังเกตการณ์เฉลี่ยน้ำหนักตัวของผู้รักษาประตู และคอยสังเกตการณ์เคลื่อนไหว ของเท้าก้อนที่จะยิงประตู วีดิทัศน์ วีดิทัศน์เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ ทำหน้าที่หลักในการนำเสนอ เสียงจะเข้ามาช่วยเสริมใน ส่วนของ ภาพเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น วีดิทัศน์เป็นสื่อในลักษณะที่นำเสนอเป็น ภาพเคลื่อนไหวและสร้างความ
6 ต่อเนื่องของการกระทำของวัตถุจากเรื่องราวต่างๆ สร้างความรู้สึก ใกล้ชิดกับผู้ชม เป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย มีความ รวดเร็ว (ประทิน คล้ายนาค2541:1,ทัศนีย์ นาครักษ์ 2540 : 32) สรุป การผลิตวีดิทัศน์ในการศึกษานั้น เป็นเรื่องของการสื่อสาร การถ่ายทอดความรู้ผ่านวีดิทัศน์ไปยัง กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนและครูเป็นจุดมุ่งหมายหลัก ขั้นตอนการผลิตนั้นเหมือนกับการผลิตรายการวีดิทัศน์ ทั่วไป แต่จะแตกต่างกันที่รายละเอียดความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และการสื่อความหมายเพื่อการเรียนรู้ การสอน รายการวีดิทัศน์ ที่มีคุณภาพนั้นต้องสื่อความหมาย หรือถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ได้ตามวัตถุประสงค์หลัก - งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรหลักที่ศึกษา งานวิจัยในประเทศ นรินทรา จันทศร (2561) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลการสอนทักษะการยิงประตูโดยการใช้คิวและไม่ใช้ คิวที่มีต่อความแม่นยำในการยิงประตูเนตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรพระราชวังสนามจันทร์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจำนวน 40 คน อายุระหว่าง 20-25 ปี ที่เรียนวิชาเนตบอล ของมหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วย การจับฉลาก เพื่อแบ่งว่ากลุ่มใดเป็นกลุ่มที่ 1 และ 2 แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน คือ กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มที่ได้รับการสอนทักษะการยิงประตูมือเดียวเหนือศีรษะโดยไม่ใช้คิว กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ได้รับ การสอนทักษะการยิงประตูมือเดียวเหนือศีรษะโดยใช้คิวตามลำดับ โดยผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนเฉลี่ยการยิงประตูเนตบอลแบบมือเดียวเหนือศีรษะของทั้งสองกลุ่มก่อนการทดลองและ หลังการทดลองไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างพบว่าทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการ ในทางที่ดีขึ้น 2. คะแนนเฉลี่ยการยิงประตูเนตบอลแบบมือเดียวเหนือศีรษะของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มหลังการ ทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าการสอน ทักษะการยิงประตูโดยการใช้คิวและไม่ใช้คิวที่มีต่อความแม่นยำในการยิงประตูเนตบอลมีผลไม่แตกต่างกันและ พบว่าความแม่นยำเพิ่มขึ้นในทั้ง 2 กลุ่ม อดิศร พึ่งศรี (2560) ได้ศึกษา การพัฒนาบทเรียนวีดิทัศน์ออนไลน์ วิชาถ่ายภาพ เรื่อง "Advance Flash Photography" และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของ นิสิตที่เรียนโดย บทเรียนวีดิทัศน์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปี 2 หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)แบบสอบถามความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 2)บทเรียนวีดิทัศน์ออนไลน์ เรื่อง Advance Flash Photography 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 4)แบบสัมภาษณ์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของ นิสิตที่มีตอบทเรียนวีดิทัศน์ออนไลน์ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้นิสิตเรียนจากบทเรียนวีดิทัศน์ที่ผ่านการหา ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ กำหนด การวิเคราะห์ข้อมูลด้านการหาประสิทธิภาพของบท เรียน การเปรียบเทียบ
7 ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและการสัมภาษณ์ความคิดเห็นโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ ttest Dependent โดยผลการวิจัยปรากฏว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนวีดิทัศน์ออนไลน์ ค่าคะแนนเฉลี่ยผลการปฏิบัติงานระหว่าง เรียนเท่ากับ 36.43 คิดเป็นร้อยล ะ 91.08 ค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียน เท่ากับ 27.87 คิดเป็นร้อยล ะ 92.89 แสดงให้เห็นว่าบทเรียนวีดิทัศน์ที่สร้างและ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 91.08/92.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่เรียนด้วยบทเรียนวีดิทัศน์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นิสิตมีความคิดเห็นที่ดีต่อบทเรียนวีดิทัศน์ พนมวรรณ ผลสาลี่ (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาสื่ออินโฟกราฟิกตามทฤษฎีการถ่ายโยงความรู้ เรื่อง การออมในอนาคต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดธรรม นาวา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 49 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายมาทำการทดสอบการใช้สื่อ อินโฟกราฟิกตามทฤษฎีการถ่ายโยงความรู้ เรื่อง การออมในอนาคต ที่ได้สร้างขึ้น โดยแบ่งเป็น 6 ขั้น ขั้น วิเคราะห์ ขั้นออกแบบ ขั้นพัฒนา ขั้นการนำไปใช้ และขั้นประเมินผล และมีการสร้างแบบประเมินคุณภาพของ สื่อสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา และแบบประเมินความพึงพอใจการใช้สื่อสำหรับผู้เรียน งานวิจัยต่างประเทศ กราเบรียล วูฟ (2559) ได้ศึกษาเกี่ยวกับทักษะการเล่นเซิร์ฟบอร์ด จากการแค่เปลี่ยนคำพูดที่ใช้บอก ระหว่างฝึก จึงเป็นที่สงสัยว่า คำพูด ประโยคที่ใช้เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียนรู้การเคลื่อนไหวได้ ทำการศึกษาในทักษะการเสิร์ฟวอลเล่ย์บอล แบ่งออกกลุ่มตัวอย่างเป็น 1. กลุ่ม Novice ที่ไม่มีประสบการณ์การเล่นวอลเลย์บอลมาก่อนเลย 2. กลุ่ม Advanced ที่มีประสบการณ์การเล่นวอลเลย์บอล ให้ทั้งสองกลุ่มทำการเสิร์ฟให้ข้ามเน็ตแล้วให้ลงในตำแหน่งที่กำหนดไว้ ฝึกไป 2 สัปดาห์ๆ ละ 1 ครั้ง โดยที่แต่ละครึ่งหนึ่งของแต่ละกลุ่มจะได้ Cues ที่ต่างกัน (ครึ่งหนึ่งได้ External Cues อีก ครึ่งได้ Internal Cues) แล้วสัปดาห์ที่ 3 ก็มาทำการทดสอบเสิร์ฟ 15 ลูก โดยไม่มีการ Cues โดยผลปรากฏว่ากลุ่ม Advanced จะมีความสามารถ มีศักยภาพในการเสิร์ฟมากกว่า ไม่ว่าจะ เป็น External หรือ Internal Cues ก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทั้งสองกลุ่มนี้ ครึ่งหนึ่งของคนที่ ได้รับ External Cues สามารถเสิร์ฟได้แม่นยำกว่า อีกครึ่งหนึ่งที่ได้รับ Internal Cues และ ความแตกต่างนี้ ก็ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเข้าสู่ Retention Phase แสดงถึงความสามารถในการเรียนรู้ที่ดี ที่ชัดเจนกว่า คลีเมน (พูลศรี เวศย์อุฬาร, 2561 : 70 อ้างอิงจาก คลีเมน, Clemente. 2017) ศึกษาผลกระทบของ ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงที่มีต่อสมองส่วนต่างๆของมนุษย์ พบว่าตัวอักษรสามารถกระตุ้นสมอง
8 ส่วนความจำและการอ่าน และไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทางด้านจิตใจของการใช้ ภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง ครีแมนให้ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไปคือนักศึกษาทำความเข้าใจได้ยาก เมื่อต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลที่เป็นตัวอักษรเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การใช้สื่อผสมที่กระตุ้นการการ มองเห็นช่วยให้เกิดจินตนาการซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการรู้จักคิดแก้ปัญหา รุสเซล (Russel , 2018) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้สื่อการสอนประกอบการสอนของอาจารย์ใน มหาวิทยาลัยโอเรกอนพบว่าสื่อการสอนที่อาจารย์ในคณะต่างๆใช้บ่อยมากที่สุดคือสไลด์ภาพโปร่งใสฟิล์ม ภาพยนตร์วิดิทัศน์อาจารย์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรจะมีการสนับสนุนให้มีการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ตลอดจน บุคลากรที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อต่างๆ เช่น สไลด์ภาพโปร่งใส หรือวีดิทัศน์โดยการดำเนินการของหน่วยบริการ สื่อการศึกษาได้ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าการสอนทักษะการปฏิบัติโดยนำวิธีการคิว(Cue) มาใช้ ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติทักษะได้อย่างดีและลดเวลาในการอธิบายขั้นตอนการ ปฏิบัติ รวมไปถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในลักษณะของสื่อช่วยสอนนั้น มีลักษณะพิเศษใน การส่งเสริมการเรียนรายบุคคลและรายกลุ่ม ลดความแตกต่างระหว่างบุคคลเพราะแต่ละคนจะมีความแตกต่าง กันในด้านต่างๆ เช่น ความสนใจ ความถนัด ความสามารถ อารมณ์ สติปัญญา โดยจะนำเสนอในลักษณะสื่อ หลายมิติ ได้แก่ ข้อความ กราฟฟิกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหา การปฏิสัมพันธ์ สมมติฐานของการวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้ด้านทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกัน วิธีดำเนินการวิจัย 1.กลุ่มเป้าหมาย / กรณีตัวอย่างที่ศึกษา ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 127 คน ทั้งหมด 6 สาขาวิชาเอก ได้แก่ วิชาเอก IEM , วิชาเอกนันทนาการ ,วิชาเอก ภาษาจีน , วิชาเอกเอนิเมชั่น , วิชาเอก GHS , วิชาเอกศิลปะการแสดง กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิขาเอก IEM ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 24 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง
9 2. ชื่อแบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดรูปแบบงานวิจัยเป็นแบบแผนการทดลองขั้นต้น แบบ One Group Pretest - Posttest Design โดยมีลักษณะการทดลองดังนี้ E T1 X T2 โดย E คือ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาเอกเอก IEM โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) T1 คือ การทดสอบยิงลูกโทษก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การคิว (Cue) ผ่านวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล X คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้การคิว (Cue) ผ่านวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬา แฮนด์บอล T2 คือ การทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การคิว (Cue) ผ่านวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการ ยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 สื่อ / เทคนิคการจัดการเรียนรู้ 3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 3.1.2. แบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษ 3.2 เครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล 3.2.1 แบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษ การพัฒนาสื่อ / เทคนิคการจัดการเรียนรู้ ในการสร้างและพัฒนาวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้นตาม ขั้นตอนของ ADDIE Model โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นการศึกษาและวิเคราะห์ (Analysis) 2. ขั้นการออกแบบ (Design) 3. ขั้นการพัฒนา (Development) 4. ขั้นการทดลองใช้ (Implementation) 5. ขั้นการประเมินผล (Evaluation)
10 การแสดงขั้นตอนของการออกแบบและพัฒนาวีดิทัศน์การยิงลูกโทษ ตามแผนภาพต่อไปนี้ การศึกษาและวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การทดลองใช้ การสร้างเครื่องมือ 1. ศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างสื่อวีดิทัศน์จากเอกสารและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 2. ออกแบบวีดิทัศน์ เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล โดยพัฒนาตามขั้นตอนของ ADDIE MODEL 3. นำวีดิทัศน์ เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านเพื่อพิจารณา เนื้อหาว่าสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเพื่อหาค่า IOC โดยใช้แบบประเมินความสอดคล้อง 4. นำวีดิทัศน์ เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยคะแนนตามความ คิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยคำนวณดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item - Objective Congruence: IOC) ค่าความสอดคล้องที่ได้มีค่า ระหว่าง 0.50 – 1.00 และแก้ไขปรับปรุงแบบทดสอบตามคำแนะนำใน ข้อที่มีค่าความสอดคล้องไม่ถึง 0.50 - งานและกิจกรรม - ปัญหาของ นักเรียน - ทรัพยากร -วัตถุประสงค์ -กา หนดเน้ือหา - เลือก / ออกแบบ รูปแบบของวีดิทัศน์ - สร้างบทเรียน / กิจกรรมการเรียน -ผลิตวีดิทัศน์ -การสอน การประเมิน - ประเมินผลเพื่อปรับปรุง
11 การพัฒนาเครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล แบบประเมินคะแนนในการทดสอบทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล จํานวน 1 ลูก โดยมีเกณฑ์ การให้คะแนน (Scoring Rubrics) ใช้วัดความสามารถในการยิงลูกโทษ ซึ่งทําการประเมินใน 5 ข้อ คือ 1) เท้าในการยืนถูกต้อง 2) ถ่ายน้ำหนักในการยิงประตูถูกต้อง 3) ลูกเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ไม่เป็นแนวโค้ง 4) ยกศอก บิดลำตัวขณะยิง 5) ยิงประตูเป็นผล วิธีการสร้าง 1.ศึกษาแนวคิด หลักการ ทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินทักษะ และการสร้างแบบประเมินจาก เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. ศึกษาหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) สาขาสาธิต และนิเทศการสอนพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการ เนื้อหารายวิชา พลศึกษา9 (แฮนด์บอล) รหัสวิชา พ32101 เกี่ยวกับคำอธิบายรายวิชาและจุดมุ่งหมายของรายวิชา 3. ศึกษาองค์ประกอบทักษะกีฬาแฮนด์บอล เพื่อให้ได้หัวข้อ ทักษะย่อย และรายละเอียดของ ทักษะ ที่ใช้ในการประเมิน 4. วิเคราะห์องค์ประกอบ และทักษะที่ใช้ในการสร้างแบบประเมินตามสภาพจริง 5. สร้างแบบประเมินตามสภาพจริง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล กำหนดความสามารถตาม ข้อ 1. ซึ่งได้ประเด็นในการประเมินทั้งหมด 5 ข้อ คือ 1) เท้าในการยืนถูกต้อง 2) ถ่ายน้ำหนักในการยิง ประตูถูกต้อง 3) ลูกเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ไม่เป็นแนวโค้ง 4) ยกศอก บิดลำตัวขณะยิง 5) ยิงประตูเป็นผล โดยกำหนดคะแนนประเด็นละ 2 คะแนน รวมทั้งหมด 10 คะแนนและจัดทำเกณฑ์ประเมินความสามารถ ในการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล 6. นำแบบประเมินตามสภาพจริงทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลที่สร้างขึ้น ไปหาค่าความ เที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) โดยส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณา ว่าแบบประเมินนั้น สามารถวัดได้ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ผลการพิจารณาพบว่าแบบประเมินตามสภาพจริงทักษะการ ยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลมีความเที่ยงตรง (IOC=0.67-1) 7. หาค่าความเชื่อถือได้ (Reliability) ของแบบประเมินตามสภาพจริงทักษะการยิงลูกโทษในกีฬา แฮนด์บอลด้วย วิธีการทดสอบซ้ำ (Test - Retest) ให้การประเมินครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ระยะเวลาห่าง กัน 1 สัปดาห์ จากนั้นเทียบกับมาตรฐานการประเมินค่าความเชื่อถือได้จากมาตรฐานการประเมินผล
12 สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Kirkendall ผลจากการประเมิน พบว่าแบบประเมินตามสภาพจริงทักษะการ ยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลมีคุณภาพ มีความเชื่อถือได้(r=0.91–1)) ขั้นตอนการดำเนินการทดลอง 1. เตรียมวีดิทัศน์ เรื่องทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลโดยใช้การคิว (Cue) เพื่อใช้ในการ จัดการเรียนรู้ 2. ครูผู้สอนทำการทดสอบทักษะการยิงลูกโทษครั้งที่ 1 ตามเกณฑ์ Rubric score ที่ได้จัดทำไว้ 3. นำวีดิทัศน์ เรื่องทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอลโดยใช้การคิว (Cue) ให้ผู้เรียนทำการศึกษา ก่อนเข้าเรียนจริง โดยให้ศึกษาล่วงหน้า 1 สัปดาห์พร้อมทำการทดสอบในครั้งถัดไป 4. เมื่อถึงคาบเรียน ให้ครูผู้สอนสอบถามและทำการทบทวนเนื้อหาจากการดูวีดิทัศน์โดยไม่มีขั้นตอน การสอน แต่มีขั้นตอนการฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน 5. ครูผู้สอนทำการทดสอบบทักษะการยิงลูกโทษครั้งที่ 2 ตามเกณฑ์ Rubric score ที่ได้จัดทำไว้ 6. สรุปผลและรายงานผลการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดรูปแบบงานวิจัยเป็นแบบแผนการทดลองขั้นต้น แบบ One Group Pretest - Posttest Design โดยมีลักษณะการทดลองดังนี้ E T1 X T2 โดย E คือ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาเอกเอก IEM โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) T1 คือ การทดสอบยิงลูกโทษก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การคิว (Cue) ผ่านวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล X คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้การคิว (Cue) ผ่านวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษในกีฬา แฮนด์บอล T2 คือ การทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การคิว (Cue) ผ่านวีดิทัศน์เรื่อง ทักษะการ ยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล
13 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยดำเนินการจัดกระทำกับข้อมูล และวิเคราะห์ ข้อมูล ดังนี้ - วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทดสอบทักษะการยิงลูก โทษในกีฬาแฮนด์บอลก่อนเรียนและหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล การรายงานการการจัดการเรียนรู้ด้านทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล โดยการสอนด้วยการคิว ผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สาขาวิชาเอก IEM ในครั้งนี้ ผู้รายงานได้เสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลตามลำดับขั้น ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนด ดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียน ̅ แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย S.D.แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์การปฏิบัติทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการศึกษาการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอก IEM จำนวน 24 คนโดยทำการประเมินทักษะก่อนและหลังเรียนผ่านวีดิทัศน์การสอนทักษะการยิง ลูกโทษด้วยการคิว การทดสอบทักษะแบ่งออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ 1) เท้าในการยืนถูกต้อง 2) ถ่ายน้ำหนัก ในการยิงประตูถูกต้อง 3) ลูกเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ไม่เป็นแนวโค้ง 4) ยกศอก บิดลำตัวขณะยิง 5) ยิงประตูเป็น ผล โดยกำหนดคะแนนประเด็นละ 2 คะแนน รวมคะแนนทั้งสิ้น 10 คะแนน โดยมีรายละเอียดดังนี้
14 ตารางที่ 1 ผลการศึกษาการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอก IEM จำนวน 24 คน ประเด็นการประเมิน ก่อนเรียน หลังเรียน ̅ S.D. ̅ S.D. เท้าในการยืนถูกต้อง 1.00 0.78 1.71 0.46 ถ่ายน้ำหนักในการยิงประตูถูกต้อง 1.33 0.70 1.92 0.28 ลูกเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ไม่เป็นแนวโค้ง 0.96 0.62 1.71 0.46 ยกศอก บิดลำตัวขณะยิง 0.96 0.55 1.46 0.51 ยิงประตูเป็นผล 1.46 0.59 1.88 0.34 ค่าเฉลี่ยรวม 1.14 0.65 1.73 0.41 จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนที่เรียนรายวิชา แฮนด์บอล เรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่าน วีดิทัศน์ มีทักษะการปฏิบัติหลังเรียนสูงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนของผู้เรียนที่เรียนเรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้ การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอก IEM ตารางที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนของผู้เรียนที่เรียนเรื่อง ทักษะการยิงลูกโทษโดย ใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอก IEM การทดสอบ ̅ ̅ Df. T Sig ก่อนเรียน 5.65 2.78 22 -4.655 0.000 หลังเรียน 8.22 4.45 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนโดยใช้การเรียนผ่านวีดิทัศน์ หลังเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียน โดยผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย = 5.65 , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 2.78 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย = 8.22 , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 4.45 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย
15 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาเรื่องการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเพื่อพัฒนาทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาเอก เอก IEM โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ทั้งเพศชายและเพศหญิงทั้งหมด 24 คน เครื่องมือที่ ใช้คือ วีดิทัศน์การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD) ผลการวิจัย สรุป ได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1. ผลการศึกษาการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาเอก IEM พบว่า นักเรียนที่เรียนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ มีทักษะการปฏิบัติหลัง เรียนสูงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาเอก เอก IEM โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) มีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ทำการทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยการคิว ผ่านวีดิทัศน์ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนก่อนเรียนด้วยการคิวผ่านวีดิทัศน์ คะแนนเต็ม 10 นักเรียน สอบได้คะแนนเฉลี่ย 5.50 และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.29 ส่วนหลังจากที่เรียนด้วยการคิวผ่านวีดิทัศน์ แล้ว ทำการทดสอบหลังเรียนนักเรียนทั้งหมดได้คะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นคือ 8.71 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.08 เห็นได้ว่าผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการยิงลูกโทษในรายวิชาแฮนด์บอลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผล จากการศึกษาเรื่องการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวด้วยวีดิทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ผลการวิจัยทำให้ทราบว่า 1. ผลการการสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิวด้วยวีดิทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปี การศึกษา 2565 สาขาวิชาเอกเอก IEM โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 24 คน ผลการทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งนี้เนื่องมาจากการเรียนด้วยวีดิทัศน์เป็นการเรียนรู้ โดยผ่านการใช้ประสาทสัมผัส จากการมอง ฟัง สังเกต ซึ่งมึธรรมชาติของผู้เรียนจะมีความสนใจภาพเคลื่อนไหว แสง สี เสียง ซึ่งสอดคล้องกับบทความของ Mayer (2001) และ CPB (2004) ซึ่งได้กล่าวถึงประโยชน์ของการ ใช้วีดิทัศน์ไว้ ว่าการใช้วีดิทัศน์ถือว่าเป็นสื่อการสอนที่มีภาพเคลื่อนไหว และมีสีสัน ทำให้ช่วยกระตุ้นนักเรียนให้ เกิดความสนใจ และยังช่วยลด ความเครียดในการเรียน เมื่อนักเรียนเกิดความสนุกและสนใจต่อการเรียนและ เปิดรับเนื้อหา นักเรียนก็จะสามารถเข้าใจและจดจำเนื้อหาได้อย่างดี นอกจากนี้ การใช้วีดิทัศน์ยังช่วยกระตุ้น
16 ให้นักเรียนเกิดความรู้หลากหลายช่องทาง โดย Silverman (2006) กล่าวว่า การสร้างความจดจำและความ เข้าใจในเนื้อหาได้ดี นักเรียนควรจะมีการเรียนรู้ที่หลายช่องทาง เช่น การมีภาพและเสียงประกอบไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้นักเรียนในงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีผลคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้วีดิ ทัศน์อยู่ในระดับสูง และนักเรียนสอบผ่านร้อยละ 90 ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย 1. ผู้สอนควรจะตรวจสอบความพร้อมของวีดิทัศน์ก่อนการใช้งานทุกครั้งเพื่อความเรียบร้อย 2. ผู้สอนควรมีการสร้างสรรค์วีดิทัศน์ให้มีความหลากหลาย เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้น ผู้เรียนให้มีความสนใจมากขึ้น 3. ผู้สอนควรสรุปเนื้อหาทุกครั้งหลังจากการใช้วีดิทัศน์และมีการทบทวน เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษางานวิจัยที่มีการผลิตสื่อที่ทันสมัยและสามารถปรับเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้เรียนมากขึ้น 2. ควรมีการศึกษาและวิจัยการพัฒนาความรู้หรือพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ เป็นต้น
17 บรรณานุกรม [1] นิกร พิมเสน. เปรียบเทียบผลการสอนทักษะกีฬารักบี้ฟุตบอล โดยใช้การคิวและการไม่ใช้คิว. ปริญญา นิพนธ์ วท.ม.(วิทยาศาสตร์การกีฬา).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ. นิวัฒน์ บุญสม และคณะ. 2560. “การประเมินหลักสตูรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ การกีฬา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.” Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (เดือนมกราคม – เมษายน 2560) : 786-806 ; 2549 [2] นรินทรา จันทศร .อัยรัสต์แกสมาน. คณิต เขียววิชัย . การศึกษาเปรียบเทียบผลการสอนทักษะการยิง ประตูโดยการใช้คิวและไม่ใช้คิวที่มีต่อ ความแม่นยำในการยิงประตูเนตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ : มหาวิทยาลัยศิลปากร;2561 [3] เสริมศรีไชยศร. พื้นฐานการสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 1). เชียงใหม่: ลานนาการพิมพ์; 2539 [4] จิรกรณ์ ศิริประเสริฐ. ทักษะและเทคนิคการสอนพลศึกษาในระดับโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ; 2543 [5] กิดานันท์ มลิทอง. เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ; 2543 [6] ดรุณนภา นาชัยฤทธิ์. การพัฒนาการเรียนการสอนบนบทเรียนออนไลน์ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ กรณีศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาของนักศึกษาครู : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม; 2562. [7] บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ และคณะ. ความรู้เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ลาดพร้าว; 2544. [8] รัชเดช เครือทิวา. ผลการฟังดนตรีควบคู่กับการฝึกจินตภาพที่มีต่อความแม่นยำในการยิงประตู โทษ บาสเกตบอล. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ; 2553 [9] วิริยา บุญชัย. การทดสอบและวัดผลทางพลศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช; 2529 [10] สุพิน บุญชูวงศ์. หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 8 . กรุงเทพฯ : ฝ่ายเอกสารและต ารา สถาบันราชภัฎ สวนดุสิต ; 2538 [11] เรืองอุไร ศรีนิลทา. ระเบียบวิธีวิจัย. กรุงเทพฯ : สำนักงานส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2535 [12] อรรถวิช สุวรรณโชติ.เปรียบเทียบผลการสอนทักษะการขว้างมือเดียวเหนือศีรษะโดยการใช้คิวและ ไม่ใช้คิว. ปริญญานิพนธ์ วท.ม. (วิทยาศาสตร์การกีฬา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ; 2549 [13] สาลี่ สุภาภรณ์. ชีวกลศาสตร์การกีฬากับการสอน. วารสารคณะพลศึกษา. 1(2). 43-52; 2542 [14] Davis, Joyce A.. Effects of Gender and Verbal Cues on the Cognition and
18 Performance of a Motor Task. Research Quarterly for Exercise and Sport.74(1) Supplement: A-41; 2003 mach [15] Clarke, H.H. Application of measurements to health and physical education. (4th ed.) EnglewoodCliffs, Prentice Hall ; 1967. [16] Curtis, D.D. and Lawson, M.J. Collaborative Online Learning. Melbourne : HERDSA Annual International; 1999. [17] Fronske, Hilda; & Wilson, Rolayne. Teaching Cues for Basic Sport Skills for Elementary and Middle School Students. Boston: Benjamin Cummings ; 2002
19 ภาคผนวก
20 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ
21 รายนามผู้เชี่ยวชาญ 1. อาจารย์มาริสา เกตุขาว อาจารย์ประจำสาขาสาธิตและนิเทศการสอนพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) 2. อาจารย์ทิวากร อาภรณ์พงษ์ อาจารย์ประจำสาขาสาธิตและนิเทศการสอนพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) 3. อาจารย์พลเอก สุภาสงวน อาจารย์ประจำสาขาสาธิตและนิเทศการสอนพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม)
22 ภาคผนวก ข - แบบประเมินความสอดคล้อง IOC - ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC
23 แบบประเมินความสอดคล้องของวีดิทัศน์สำหรับผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง การยิงลูกโทษโดยการคิว แบบประเมินคุณภาพเแบบประเมินคุณภาพวีดิทัศน์มีจำนวน 13 ข้อ แบ่งออกเป็น 4 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ด้านเนื้อหา จำนวน 3 ข้อ ตอนที่ 2 ด้านภาษา จำนวน 3 ข้อ ตอนที่ 3 ด้านภาพประกอบ/สื่อ จำนวน 4 ข้อ ตอนที่ 4 ด้านประสิทธิภาพ จำนวน 3 ข้อ รายการ ความสอดคล้อง -1 0 +1 1.ด้านเนื้อหา 1.1 เนื้อหามีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และครบถ้วนกับหัวข้อ ที่สอน 1.2 เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับระดับชั้นของผู้เรียน 1.3 การจัดลำดับขั้นการนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสม เข้าใจ ง่าย 2.ด้านภาษา 2.1 ภาษาที่ใช้สื่อความหมายและเข้าใจได้ง่าย 2.2 ภาษามีความเหมาะสมกับวัยหรือระดับชั้นของผู้เรียน 2.3 ภาษาที่ใช้ถูกต้อง ชัดเจน ทั้งคำศัพท์และไวยากรณ์ 3.ด้านภาพประกอบ/สื่อ 3.1 รูปภาพมีความสอดคล้องกับเนื้อหา 3.2 รูปภาพมีความน่าสนใจ และดึงดูดผู้เรียน 3.3 รูปภาพมีความเหมาะสมกับวัยหรือระดับชั้นของผู้เรียน 3.4 รูปภาพและตัวหนังสือชัดเจนสามารถอ่านได้ง่าย 4.ด้านภาพประกอบ/สื่อ 4.1 กระตุ้นความสนใจให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 4.2 มีความสะดวก และง่ายต่อการนำไปใช้ในการจัดการ เรียนการสอน 4.3 มีความทันสมัย แปลกใหม่
24 ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC ของวีดิทัศน์ เรื่อง การยิงลูกโทษโดยการคิว แบบประเมินคุณภาพเแบบประเมินคุณภาพวีดิทัศน์มีจำนวน 13 ข้อ โดย แบ่งออกเป็น 4 ตอน รายการ ผู้เชี่ยวชาญ IOC แปลผล ท่านที่ 1 ท่านที่ 2 ท่านที่ 3 1.ด้านเนื้อหา 1.1 เนื้อหามีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และ ครบถ้วนกับหัวข้อที่สอน 1 1 1 1 ใช้ได้ 1.2 เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้นของผู้เรียน 1 1 1 1 ใช้ได้ 1.3 การจัดลำดับขั้นการนำเสนอเนื้อหาที่ เหมาะสม เข้าใจง่าย 1 1 1 1 ใช้ได้ 2.ด้านภาษา 2.1 ภาษาที่ใช้สื่อความหมายและเข้าใจได้ง่าย 1 1 1 1 ใช้ได้ 2.2 ภาษามีความเหมาะสมกับวัยหรือ ระดับชั้นของผู้เรียน 1 1 1 1 ใช้ได้ 2.3 ภาษาที่ใช้ถูกต้อง ชัดเจน ทั้งคำศัพท์และ ไวยากรณ์ 1 1 1 1 ใช้ได้ 3.ด้านภาพประกอบ/สื่อ 3.1 รูปภาพมีความสอดคล้องกับเนื้อหา 1 1 1 1 ใช้ได้ 3.2 รูปภาพมีความน่าสนใจ และดึงดูดผู้เรียน 1 1 1 1 ใช้ได้ 3.3 รูปภาพมีความเหมาะสมกับวัยหรือ ระดับชั้นของผู้เรียน 1 1 1 1 ใช้ได้ 3.4 รูปภาพและตัวหนังสือชัดเจนสามารถ อ่านได้ง่าย 1 1 1 1 ใช้ได้ 4.ด้านภาพประกอบ/สื่อ 4.1 กระตุ้นความสนใจให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ 1 1 1 1 ใช้ได้ 4.2 มีความสะดวก และง่ายต่อการนำไปใช้ใน การจัดการเรียนการสอน 1 1 1 1 ใช้ได้ 4.3 มีความทันสมัย แปลกใหม่ 1 1 1 1 ใช้ได้
25 แบบประเมินความสอดคล้องของแบบประเมินทักษะ เรื่อง การยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล แบบประเมินความสอดคล้องของเแบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล มีจำนวน 5 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นการประเมิน คะแนน ความ สอดคล้อง 2 1 0 -1 0 +1 เท้าในการยืนถูกต้อง ถูกต้อง มีการยืนเท้านำเท้า ตาม โดยเท้าที่ไม่ ถนัดเป็นเท้านำ เท้าที่ถนัดเป็นเท้า ตาม มีการยืนเท้านำ เท้าตาม โดยเท้า ที่ถนัดเป็นเท้านำ เท้าที่ไม่ถนัดเป็น เท้าตาม ไม่มีการยืนท่า เตรียม ถ่ายน้ำหนักในการยิงประตู เอนลำตัวไป ด้านหลัง น้ำหนัก ตัวตอนเริ่มอยู่เท้า หลังมากกว่า จังหวะที่จะยิง ประตูถ่ายน้ำหนัก ตัวมาด้านหน้า พร้อมตวัดมือ เอนลำตัวไป ด้านหลัง น้ำหนัก ตัวตอนเริ่มอยู่เท้า เท่ากัน จังหวะที่ จะยิงประตูถ่าย น้ำหนักตัวมา ด้านหน้าเล็กน้อย พร้อมโยนลูก ไม่มีการเอน ลำตัวไป น้ำหนักตัวตอน เริ่มอยู่บนเท้า เท่ากัน จังหวะ ที่จะยิงประตู ไม่มีการถ่าย น้ำหนักตัวมา ด้านหน้า ลูกเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ไม่เป็นแนวโค้ง วิถีลูกพุ่งตรงแรง ไม่เป็นแนวโค้ง วิถีลูกพุ่งตรงแรง เป็นแนวโค้ง เล็กน้อย วิถีลูกเป็นแนว โค้ง น้ำหนัก เบา ยกศอก บิดลำตัวขณะยิง ยกมือไปด้านหลัง ยกศอก บิดลำตัว ขณะยิง ยกมือไปด้านหลัง ยกศอก ไม่บิด ลำตัวขณะยิง ไม่ยกศอก ไม่ บิดลำตัวขณะ ยิง ยิงประตูเป็นผล ยิงเข้าประตูโดยตรง ยิงเข้าประตูโดย สัมผัสผู้รักษา ประตู หรือ ชน เสาประตู ยิงไม่เข้า
26 ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC แบบประเมินทักษะ เรื่อง การยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล แบบประเมินความสอดคล้องของเแบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษในกีฬาแฮนด์บอล มีจำนวน 5 ประเด็น ประเด็นการ ประเมิน คะแนน ผู้เชี่ยวชาญ IOC 2 1 0 คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 เท้าในการยืนถูกต้อง ถูกต้อง มีการยืนเท้า นำเท้าตาม โดยเท้าที่ไม่ ถนัดเป็นเท้า นำ เท้าที่ถนัด เป็นเท้าตาม มีการยืน เท้านำเท้า ตาม โดย เท้าที่ถนัด เป็นเท้านำ เท้าที่ไม่ ถนัดเป็น เท้าตาม ไม่มีการยืน ท่าเตรียม 1 1 1 1 (ใช้ได้) ถ่ายน้ำหนักในการ ยิงประตู เอนลำตัวไป ด้านหลัง น้ำหนักตัว ตอนเริ่มอยู่ เท้าหลัง มากกว่า จังหวะที่จะ ยิงประตูถ่าย น้ำหนักตัวมา ด้านหน้า พร้อมตวัดมือ เอนลำตัว ไป ด้านหลัง น้ำหนักตัว ตอนเริ่ม อยู่เท้า เท่ากัน จังหวะที่ จะยิง ประตูถ่าย น้ำหนักตัว มา ด้านหน้า เล็กน้อย พร้อมโยน ลูก ไม่มีการ เอนลำตัว ไป น้ำหนัก ตัวตอนเริ่ม อยู่บนเท้า เท่ากัน จังหวะที่ จะยิง ประตูไม่มี การถ่าย น้ำหนักตัว มา ด้านหน้า 1 0 1 0.67 (ใช้ได้)
2 7 ลูกเคลื่อนที่เป็น เส้นตรง ไม่เป็นแนวโค้ง วิถีลูกพุ่งตรง แรง ไม่เป็นแนว โค้ง วิถีลูกพุ่ง ตรงแรง เป็นแนว โค้ง เล็กน้อย วิถีลูกเป็น แนวโค้ง น้ำหนัก เบา 1 1 1 1 (ใช้ได้) ยกศอก บิดลำตัว ขณะยิง ยกมือไป ด้านหลัง ยก ศอก บิด ลำตัวขณะยิง ยกมือไป ด้านหลัง ยกศอก ไม่ บิดลำตัว ขณะยิง ไม่ยกศอก ไม่บิด ลำตัวขณะ ยิง 1 1 1 1 (ใช้ได้) ยิงประตูเป็นผล ยิงเข้าประตู โดยตรง ยิงเข้า ประตูโดย สัมผัส ผู้รักษา ประตู หรือ ชน เสาประตู ยิงไม่เข้า 1 1 1 1 (ใช้ได้)
28 ภาคผนวก ค วีดิทัศน์ เรื่อง การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยใช้การคิว
29 วีดิทัศน์ เรื่อง การสอนทักษะการยิงลูกโทษโดยการคิว
30 ภาคผนวก ง - แบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษ - เกณฑ์การประเมินทักษะการยิงลูกโทษ
31 แบบประเมินทักษะการยิงลูกโทษ เลขที่ ชื่อ - สกุล ประเด็นการประเมิน คะแนน รวม เท้าใน การยืน ถูกต้อง (2) ถ่าย น้ำหนัก ในการ ยิง ประตู ถูกต้อง (2) ลูก เคลื่อนที่ เป็น เส้นตรง ไม่เป็น แนวโค้ง (ยกเว้น กรณีลูก หยอด) (2) ยกศอก บิดลำตัว ขณะยิง (2) ยิงประตู เป็นผล (2) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
32 ลงชื่อ........................................ผู้ประเมิน (..............................................) วันที่.............................................. 18 19 20 21 22 23 24
33 เกณฑ์การประเมินทักษะการยิงลูกโทษ รายวิชาแฮนด์บอล รายละเอียด คะแนน การปฏิบัติ 2 1 0 1. เท้าในการยืนถูกต้อง 2 มีการยืนเท้านำ เท้าตาม โดยเท้า ที่ไม่ถนัดเป็นเท้า นำ เท้าที่ถนัดเป็น เท้าตาม มีการยืนเท้านำ เท้าตาม โดยเท้า ที่ถนัดเป็นเท้านำ เท้าที่ไม่ถนัดเป็น เท้าตาม ไม่มีการยืนท่า เตรียม 2. ถ่ายน้ำหนักในการยิงประตู ถูกต้อง 2 เอนลำตัวไป ด้านหลัง น้ำหนัก ตัวตอนเริ่มอยู่เท้า หลังมากกว่า จังหวะที่จะยิง ประตูถ่ายน้ำหนัก ตัวมาด้านหน้า พร้อมตวัดมือ เอนลำตัวไป ด้านหลัง น้ำหนัก ตัวตอนเริ่มอยู่เท้า เท่ากัน จังหวะที่ จะยิงประตูถ่าย น้ำหนักตัวมา ด้านหน้าเล็กน้อย พร้อมโยนลูก ไม่มีการเอน ลำตัวไป น้ำหนัก ตัวตอนเริ่มอยู่บน เท้าเท่ากัน จังหวะที่จะยิง ประตูไม่มีการ ถ่ายน้ำหนักตัว มาด้านหน้า 3. ลูกเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงไม่ เดินทางเป็นเส้นโค้ง 2 วิถีลูกพุ่งตรงแรง ไม่เป็นแนวโค้ง วิถีลูกพุ่งตรงแรง เป็นแนวโค้ง เล็กน้อย วิถีลูกเป็นแนว โค้ง น้ำหนักเบา 4. ยกศอกบิดลำตัวขณะยิง 2 ยกมือไปด้านหลัง ยกศอก บิดลำตัว ขณะยิง ยกมือไปด้านหลัง ยกศอก ไม่บิด ลำตัวขณะยิง ไม่ยกศอก ไม่บิด ลำตัวขณะยิง 5. ยิงประตูเป็นผล 2 ยิงเข้าประตู โดยตรง ยิงเข้าประตูโดย สัมผัสผู้รักษา ประตู หรือ ชน เสาประตู ยิงไม่เข้า รวม 10 คะแนนรวม = คะแนน
34 เกณฑ์การตัดสินผลคะแนน คะแนนเต็ม 10 คะแนน การสอบผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์ โดยกำหนดเกณฑ์ผ่านร้อยละ 60 เป็นดังนี้ สอบผ่านเกณฑ์ คือ คะแนนรวมตั้งแต่ 6 – 10 คะแนน สอบไม่ผ่านเกณฑ์ คือ คะแนนรวมตั้งแต่ 0 – 5 คะแนน การแปลความหมายของคะแนนเฉลี่ย คะแนน ผลการประเมิน 10 คะแนน ทักษะการยิงลูกโทษอยู่ในระดับดีมาก 8 - 9 คะแนน ทักษะการยิงลูกโทษอยู่ในระดับดี 6 – 7 คะแนน ทักษะการยิงลูกโทษอยู่ในระดับปานกลาง 4 - 5 คะแนน ทักษะการยิงลูกโทษอยู่ในระดับต่ำ ต่ำกว่า 4 คะแนน ทักษะการยิงลูกโทษอยู่ในระดับปรับปรุง
35 ประวัติย่อผู้วิจัย ชื่อ สกุล : นายเมธาวี เทศารินทร์ วันเดือนปีเกิด : 23 พฤศจิกายน 2544 หมายเลขโทรศัพท์ : 093-5322026 E-mail : [email protected] สถานที่อยู่ปัจจุบัน : 179/3 หมู่บ้านสูงเนิน ต.เนินยาง อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ 46180 ตำแหน่งผู้วิจัย : นิสิตชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565 สาขาพลศึกษา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถานศึกษาปัจจุบัน : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ