ปที่ 11 ฉบับที่ 44 กันยายน - ตุลาคม 2566 VET COUNCIL Vol.43 SCAN&DOWNLOAD E-MAGAZINE งานประชุมใหญสัตวแพทยสภา ครั้งที่12 ประจำป พ.ศ. 2566 การเตร�ยมตัวสมัครคณะกรรมการสัตวแพทยสภา สัมภาษณเลขาธิการประเด็นรอน VPP ความคืบหนา 3 เถื่อน : ยาเถื่อน หมอเถื่อน คลินิกเถื่อน หมูเถื่อน, หมูกลอง!!
VCT • Highlight 2
สำ�รวจความคิดเห็นเนื้อหา ในสารสัตวแพทยสภา https://docs.google.com/forms/d/e/ 1FAIpQLScbrgL28QaDdGFhgODya8XS67qlF- PQI0XaDmwF4wbfdfGxXLA/viewform เลื่อน! แน่นอนสำ�หรับฤดูหนาวในปี2566 ปกติแล้วช่วงนี้ลมหนาว คงมาเยือนทุก ๆ คนแล้ว แต่ปีนี้ความหนาวที่จะมาเยือนประเทศไทยอาจจะ มาช้ากันสักหน่อย ใครที่รอการใส่เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอสวย ๆ อาจต้อง รอกันอีกสักนิดนึงคาดว่าต้นธันวาคมนี้ได้สัมผัสไอหนาวกันแน่นอน แต่ที่ไม่เคย จะเลื่อนหรือมาตรงเวลาสม่ำเสมอนั่นคือสารสัตวแพทยสภาฉบับนี้ปิดท้าย ปลายปี2566 ปีนักษัตรเถาะ หรือ ปีกระต่ายกำลังจะกระโดดบ๊ายบายจาก พวกเราไปแล้ว อีกแค่เพียงอึดใจเดียวเราจะเข้าสู่ ช่วงเวลาของเทศกาลปีใหม่ ปีมะโรงงูใหญ่กำลังจะมาถึง เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการเติบโตของชีวิตและ ประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วอีก 1 ปี สำหรับคนที่มีเป้าหมายในชีวิตก็คงถึง เวลาที่จะต้องวัด KPI ของตัวเองว่าเราพัฒนาตัวเอง พัฒนาอาชีพการงาน และ สร้างความสำเร็จในชีวิตเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด สำหรับสัตวแพทย์ที่ทำงาน อยู่ในองค์กรเอกชน คงได้มีความเฮฮากับเงินโบนัสที่อาจมีลุ้นว่าจะได้หรือไม่ได้ สำหรับสัตวแพทย์คลินิกโรงพยาบาลสัตว์บางที่เตรียมปิดหยุดยาวเพื่อไป ฉลองปีใหม่ และบางที่ก็คงจะเปิดตลอดเทศกาลเพื่อฝากเลี้ยงน้องหมาน้องแมว สำหรับเจ้าของสัตว์ที่เดินทางไปต่างจังหวัด สำหรับสายวิชาชีพสัตว์ใหญ่ หรือ สัตว์เศรษฐกิจ ก็คงจะกำลังวางแผนงานในปีต่อไปถึงกระบวนการจัดการและ กระบวนการผลิต หน่วยงานราชการ ก็คงจะกำลังวุ่นวายอยู่กับการปิดงบประมาณ ปลายปีเพื่อเตรียมพักผ่อนกันในเร็ว ๆ นี้ สารจากสัตวแพทยสภาฉบับนี้อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่เข้มข้นไม่ว่า จะเป็นสรุปผลงานจากการจัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำ�ปีของสัตวแพทยสภา ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ สำ�หรับคนที่ไปร่วมการประชุมคนได้สัมผัสถึงบรรยากาศ ที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรู้และการสื่อสารองค์กรของสัตวแพทยสภากับ สมาชิกแล้วและเป็นเวลาเดียวกันที่การเลือกตั้งกรรมการสัตวแพทยสภาชุดใหม่ กำ�ลังใกล้จะเกิดขึ้นไปในอีกไม่ช้านี้ในฉบับนี้จะกล่าวถึงลำ�ดับขั้นตอนและวิธีการ เกี่ยวกับการเลือกตั้งให้กับสมาชิกได้ทราบ และเตรียมตัวสำ�หรับการลงสมัคร รับเลือกตั้งของสมาชิกที่มีจิตอาสา มีใจที่เสียสละ ในการเข้ามาพัฒนาวิชาชีพ โดยผ่านองค์กรที่ชื่อว่าสัตวแพทยสภา โดยใช้ความรู้ความสามารถที่หลากหลาย ในหมู่สมาชิกของพวกเราเอง ทุกคนที่เป็นสัตวแพทย์ในประเทศนี้สามารถที่จะ เข้าร่วมสมัครเป็นหนึ่งในกรรมการสภาได้ทั้งนั้น เตรียมตัวเข้ามากันได้เลย สำ�หรับประเด็นที่น่าสนใจที่กำ�ลังเกิดขึ้นในแวดวงเราตอนนี้นอกจากเรื่องของ หมูเถื่อน แล้วเรายังต้องเจอกับ หมอเถื่อน ยาเถื่อน คลินิกเถื่อน และขั้นตอน วิธีการในการจัดการปัญหาและรายงานปัญหาเหล่านี้ที่ทางสภากำ�ลังเร่งดำ�เนิน การจัดการพร้อมที่จะประสานงานเพื่อทำ�ให้ปัญหาเหล่านี้ลดลง โดยมีความ จำ�เป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนรวมทั้งสมาชิกของเราด้วย แม้ประเด็นเนื้อหาสาระในเล่มนี้จะร้อนแรงมาก จะเชื่อเหลือเกินว่าสมาชิก ผู้สนใจอ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย การสื่อสารนั้นสำ�คัญที่สุด ทุกความ เข้าใจผิดถูกแก้ไขด้วยคำ�อธิบาย ทุกปัญหาสามารถคลี่คลายได้ด้วยการสื่อสาร จากใจกองบรรณาธิการ 4 9 12 7 19 17 23 24 31 - งานสัมมนาของ ศ.ศ.สพ. ครั้งที่ 40 Hot topics in Pet Nutrition VCT Highlight - ภาพบรรยากาศงานประชุมใหญ่สัตวแพทยสภา ครั้งที่ 12 ประจำ ปี2566 VCT Hot VPP สัมภาษณ์เลขาธิการ สัตวแพทยสภา “ถึงเวลาที่ผู้ช่วยสัตวแพทย์ไทยต้องเข้าระบบมาตรฐาน” VCT Next - ผู้ช่วยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ - คลิกขวา Report ยาเถื่อน (Meta/อย.) VCT Action มติเด่น VCT Update การเลือกตั้ง Time Line ปฎิทิน VCT Focus หมูเถื่อน หมูกล่อง... VCT Good Memder สัตวแพทย์ตัวอย่าง TVMA VCT CE Credit การใช้ยา สารเคมีและสารชีวภาพในการควบคุมโรคบิดในไก่ VCT Connect ประชาสัมพันธ์ จากใจ กองบรรณาธิการ
VCT • Highlight
VCT • Highlight
6 งานสัมมนาของศ.ศ.สพ. ครั้งที่ 40 Hot Topics in Pet Nutrition ศูนย์การศึกษาต ่อเนื่องทางสัตวแพทย์ (ศ.ศ.สพ.) สัตวแพทยสภา เป็นหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและ พัฒนาระบบการศึกษาต่อเนื่องทางสัตวแพทย์ให้กับผู้ประกอบ วิชาชีพการสัตวแพทย์ได้เพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการผ่านรูปแบบ กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงงานสัมมนาทางวิชาการ ซึ่งจวบจนปัจจุบัน ศ.ศ.สพ. ได้ดำ�เนินการจัดมาแล้วเป็นครั้งที่ 40 โดยครั้งนี้ได้มี การร่วมมือกับชมรมสัตวแพทย์โภชนาการแห่งประเทศไทย (TAVN) ในการวางแผนหัวข้อบรรยายและได้รับความอนุเคราะห์ วิทยากรจากทางชมรมฯ ซึ่งหัวข้องานเหมาะกับสัตวแพทย์ผู้มี ความสนใจในเรื่องโภชนาการอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก งานจัดขึ้นระหว่างวันพฤหัสบดีที่31 สิงหาคม - วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน 2566 ณ ห้องทองฑีฆายุสำ�นักงานสัตวแพทยสภา โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนากว่า 130 คน หัวข้อบรรยาย ประกอบด้วย เรื่อง การจัดการควบคุมน้ำหนัก การจัดการทาง โภชนาการสำ�หรับสัตว์ป่วยโรคทางเดินอาหาร โรคหัวใจและ ระบบหลอดเลือด โรคไตและระบบทางเดินปัสสาวะ การจัดการนิ่ว ด้วยโภชนาการ แนะนำ�อาหาร homemade และการจัดการ พฤติกรรมสัตว์เลี้ยงเลือกกินอาหาร ซึ่งสัตวแพทย์ที่เข้าร่วมงาน ต่างได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการสัตว์เลี้ยง และ ยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กับวิทยากรผู้มีประสบการณ์ในสายงาน โภชนาการอาหารสัตว์ส่งผลให้เกิดความมั่นใจในการรักษาสัตว์ ด้วยโภชนศาสตร์และสามารถตอบข้อซักถามกับเจ้าของสัตว์ ในเรื่องอาหารอย่างเหมาะสม VCT • Highlight
7 VCT • Action
8 VCT • Action
9 VCT • Hot “ถึงเวลาที่ผู้ช่วยสัตวแพทย์ไทย ต้องเข้าระบบมาตรฐาน” บทสัมภาษณ์พิเศษ น.สพ.สุเมธ ทรัพย์ชูกุล เลขาธิการสัตวแพทยสภา กับถามตอบประเด็นร้อน ผู้ช่วยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ Veterinary Paraprofessional (VPP) คืออะไร ทำ ไมถึงจำ เป็นต้องมี บทสัมภาษณ์โดย : น.สพ.ชานนท์ สิมะบวรสุทธิ์ 1. อยากให้ช่วยอธิบายถึงคำว่า “VPP” ให้ฟังหน่อยว่าคืออะไร และมีที่มาอย่างไร ก่อนอื่นคงต้องอธิบายถึงคำ�ว่า “VPP” ให้ฟังก่อนว่าคือ Veterinary Paraprofessional (VPP) ซึ่งในภาษาไทยใช้คำ�ว่า ผู้ช่วยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่า “ผู้ช่วยสัตวแพทย์” ซึ่งมีอยู่หลากหลายแบบ ทั้งผู้ช่วยสัตวแพทย์ ในโรงพยาบาลสัตว์ผู้ช่วยสัตวแพทย์ในการผสมเทียม หรือผู้ช่วย สัตวแพทย์ควบคุมคุณภาพเนื้อสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพการสัตวแพทย์ให้สูงขึ้น ผ่านแนวคิดของการมีผู้ช่วยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ Veterinary Paraprofessional (VPP) เกิดขึ้นจากคำ�แนะนำ�ของ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH หรือ OIE) ว่าในมาตรฐาน ระดับโลกนั้น ผู้ช่วยสัตวแพทย์จำ�เป็นต้องได้รับการอบรมและ ผ่านหลักสูตรเพื่อให้มั่นใจว่ามีความรู้ความสามารถ ในการเป็น ผู้ช่วยสัตวแพทย์จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ในด้านปศุสัตว์ หรือสัตว์เลี้ยง และในวงการสัตว์เลี้ยงยังไม่มีระบบตรงนี้รองรับเลย สัตวแพทยสภาจึงได้เริ่มต้นการวางระบบผู้ช่วย ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือ VPP ขึ้นมาให้เป็นไป ตามกฎหมาย ภายใต้แนวคิดว่าเราจะสร้างระบบการทำ�งานของ สัตวแพทย์และผู้ช่วยสัตวแพทย์ให้ตอบโจทย์และคุ้มครองผู้บริโภค เป็นการสร้างมาตรฐานให้สูงขึ้นกับประเทศไทยได้อย่างไร จึงอาจกล่าวได้ว่า VPP จะเป็นระบบการบริการทางสัตวแพทย์ ที่เติมเต็มศักยภาพของสัตวแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์ น.สพ.สุเมธ ทรัพย์ชูกุล เลขาธิการสัตวแพทยสภา
10 VCT • Hot 2. ขั้นตอนการผ่านมาตรฐาน VPP ต้องทำ อย่างไรบ้าง เช่น เกณฑ์ผู้เข้ารับการอบรม หรือค่าใช้จ่ายในการอบรม แม้ว่าจะเรียกว่าผู้ช่วยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เหมือนกัน แต่ก็มีหลักสูตรแบ่งย่อยลงไปตามเนื้องานทั้งด้านปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง หรือโรงฆ่าสัตว์โดยทางสภาได้อนุมัติกิจกรรม หลักสูตร พร้อมกำ�หนดคุณสมบัติของผู้เข้าอบรมและการควบคุมออกมา อย่างเป็นระบบได้ทั้งหมด 8 กิจกรรม 9 หลักสูตร ผู้ช่วยสัตวแพทย์ที่ทำ�งานด้านไหน จำ�เป็นต้องผ่าน การอบรมหลักสูตรนั้น ๆ เช่น ผู้ช่วยสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลสัตว์ จำ�เป็นต้องผ่านการอบรมเฉพาะหลักสูตรการพยาบาลสัตว์ หรือหลักสูตรเทคนิคการสัตวแพทย์แล้วแต่เนื้องาน ซึ่งแต่ละ หลักสูตรเมื่อผ่านแล้วก็จะมีสิทธิ์ในการทำ�หัตถการที่แตกต่างกัน ออกไปภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์นั้นๆ ที่ยินยอมให้เป็น ผู้ช่วยซึ่งจะต้องเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อสัตวแพทยสภาด้วย ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น จะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายสองส่วน คือค่าใช้จ่ายเพื่อเข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งแตกต่างกันออกไปแล้ว แต่หลักสูตรและหน่วยงานที่จัด และค่าขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นผู้ช่วย ผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์เป็นจำ�นวน 3,500 บาท ต่อ 5 ปี โดยต้องต่อทะเบียนทุกๆ 5 ปีและมีระบบการเก็บคะแนน CE 100 คะแนนเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัยตลอดเวลา 3. ในอนาคต ทุกโรงพยาบาลสัตว์และคลินิกที่มีผู้ช่วยสัตวแพทย์ ผู้ช่วยทุกคนนั้นต้องผ่านการอบรม VPP หรือไม่ ก่อนจะตอบคำ�ถามนี้เราต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า หากสถานพยาบาลสัตว์ต้องการให้ผู้ช่วยสัตวแพทย์สามารถทำ� หัตถการกับตัวสัตว์ได้ เช่น วัดไข้ ฉีดยา ป้อนยา หรือกระทำ� การรักษาใด ๆ กับตัวสัตว์โดยตรง เพื่อวินิจฉัย รักษา หรือ ป้องกันโรค จำ�เป็นต้องให้ผู้ช่วยสัตวแพทย์นั้นผ่านการอบรม VPP เสียก่อน ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมาย พ.ร.บ.วิชาชีพการสัตวแพทย์ แต่ในกรณีที่ผู้ช่วยสัตวแพทย์มีหน้าที่เพื่อจับสัตว์และทำ�ความ สะอาด ไม่จำ�เป็นต้องผ่านการอบรม VPP แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการอบรม หลักสูตร VPP จะช่วยให้ผู้ช่วยสัตวแพทย์มีความรู้ความเข้าใจ ในการช่วยเหลือและรักษาสัตว์เลี้ยงได้ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีการทำ� หัตถการกับตัวสัตว์หรือไม่ก็ตาม โดยรายละเอียดการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยการสัตวแพทย์ สำ�หรับโรงพยาบาลสัตว์และคลินิกรักษาสัตว์ มีดังต่อไปนี้ • หลักสูตรการอบรม VPP ที่สัตวแพทยสภารับรองนั้น (รายละเอียดแต่ละหลักสูตรในเว็บไซต์) สถาบันหลักและสถาบัน สมทบของศูนย์การศึกษาต่อเนื่องฯ ของสัตวแพทยสภาทุกสถาบัน สามารถยื่นขอดำ�เนินการเปิดอบรมหลักสูตรให้สัตวแพทยสภา รับรองได้โดยจะต้องส่งเนื้อหาหลักสูตรและรายชื่อวิทยากรให้ทาง สัตวแพทยสภาอนุมัติก่อน • ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ช่วย สัตวแพทย์กับสัตวแพทยสภา และมีการศึกษาต่อเนื่องเก็บหน่วยกิต เพื่อเป็นการเพิ่มเติมความรู้โดยประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรม จะต้องต่ออายุทุก ๆ 5 ปี • ผู้ช่วยสัตวแพทย์จะปฏิบัติงานในกิจกรรมที่ผ่าน การฝึกอบรมภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์ นั่นหมายความว่า ระบบการขึ้นทะเบียนต้องกำ�หนดชื่อนายสัตวแพทย์ด้วย หากมี การเปลี่ยนแปลงต้องแจ้งกับทางสัตวแพทยสภารับทราบ
11 VCT • Hot • สัตวแพทย์จะมีผู้ช่วยได้20 คน ต่อ 1 หลักสูตร โดยสัตวแพทย์สามารถเปลี่ยนรายชื่อผู้ช่วยได้โดยการแจ้งกับ ทางสัตวแพทยสภา • หากผู้ช่วยฯ ดำ�เนินการโดยเอกเทศ ไม่ผ่านการ ควบคุมดูแลของนายสัตวแพทย์จะถือว่าผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์(ในลักษณะหมอเถื่อน) 4. สำ หรับวิชาชีพใกล้เคียง เช่น เทคนิคการสัตวแพทย์และ สัตวบาล หากจะเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์จำ เป็นต้องผ่านการอบรม มาตรฐาน VPP หรือไม่ อย่างไร จำ�เป็นจะต้องผ่านการอบรม ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้ สัตวแพทยสภาพร้อมทำ�งานร่วมกับภาคีคณบดีคณะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ในเบื้องต้นได้มีข้อเสนอว่าผู้ที่จบจากเทคนิคการสัตวแพทย์ จากมหาวิทยาลัย สามารถเป็นผู้ผ่านการอบรมผู้ช่วยสัตวแพทย์ ได้เลยไหม สำ�หรับเรื่องนี้สัตวแพทยสภาได้มีมติให้นำ�หลักสูตร ที่สถาบันเสนอมาพิจารณา และให้เพิ่มเติมเนื้อหาของ พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์และข้อกำ�หนดบทบาทหน้าที่ที่ผู้ช่วย สัตวแพทย์สามารถช่วยสัตวแพทย์ทำ�อะไรได้บ้าง และเนื้อหา สำ�คัญอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้บัณฑิตมีความรู้เหมาะสม โดยเมื่อผ่าน การอนุมัติเห็นชอบหลักสูตรนั้นแล้ว ผู้ที่จบปริญญานั้นก็ถือว่า ผ่านการฝึกอบรมเช่นกัน แต่ต้องมาขึ้นทะเบียนกับสภา และ ดำ�เนินการปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ผู้นั้น ตามที่สภาประกาศกำ�หนด 5. คำ แนะนำ สำ หรับผู้ช่วยสัตวแพทย์ในฟาร์มมาตรฐานหรือ ฟาร์มทั่วไป หลักสูตรผู้ช่วยสัตวแพทย์จะมีความแตกต่างกัน ตามชนิดของสัตว์ ลักษณะการทำ�งานของผู้ช่วยสัตวแพทย์และ สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม จะต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติทางการ เกษตรที่ดีสำ�หรับฟาร์ม ตามข้อกำ�หนดของสำ�นักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) และมีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้ตรวจสอบ หลักปฏิบัติเช่นเดียวกับโรงพยาบาลสัตว์และคลินิก คือ สัตวแพทยสภาจะกำ�หนดหลักสูตรมาตรฐานและข้อกำ�หนด ของผู้เข้าอบรมขึ้น โดยสัตวแพทยสภาจะเป็นผู้อบรมนำ�ร่องบาง หลักสูตร ต่อมาจะเป็นหน้าที่ของสถาบันหลัก สถาบันสมทบ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มที่จะสามารถเสนอหลักสูตร เพื่อให้สภาอนุมัติเพื่อให้สอดรับกับระบบมาตรฐาน ตามข้อกำ�หนด ของประเทศคู่ค้าได้เช่นกัน 6. หลายฝ่ายมีความกังวลว่ามาตรฐาน VPP จะทำ ให้ปัญหา สัตวแพทย์เถื่อนเพิ่มมากขึ้น (ผู้ที่ได้ผ่านมาตรฐาน VPP แอบอ้าง หรือตั้งตัวไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์เอง) ทางสภามีมุมมอง ต่อเรื่องนี้อย่างไร ต้องกล่าวว่าทางสภาให้ความสำ�คัญกับเรื่องนี้และ สภาได้รับข้อร้องเรียนอยู่เสมอ เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนจะทำ�งาน ประสานกับทางตำ�รวจและกรมปศุสัตว์เพื่อเข้าจับกุมผู้ที่ แอบอ้างตัวเป็นสัตวแพทย์เหล่านั้น นอกจากนี้สัตวแพทย์ผู้ที่มีชื่อ ในทะเบียนของผู้ช่วยสัตวแพทย์ท่านนั้น ๆ จำ�เป็นต้องควบคุม ดูแลผู้ช่วยสัตวแพทย์ของตนเอง ไม่เช่นนั้นแล้วอาจมีความผิด ทางด้านจรรยาบรรณสัตวแพทย์ด้วยเช่นกัน มีตัวอย่างในภาคปศุสัตว์ที่มีผู้ช่วยสัตวแพทย์ด้าน การผสมเทียม ซึ่งเป็นหนึ่งหลักสูตรที่ได้รับความสนใจจากบุคคล ทั่วไปที่ต้องการฝึกอบรมเป็นจำ�นวนมาก และมีผู้ช่วยสัตวแพทย์ ที่จบหลักสูตรอบรมผสมเทียมนี้ไปทำ�การผสมเทียมเองโดย ไม่มีสัตวแพทย์ควบคุม และมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาทางสภาได้ ประสานงานกับตำ�รวจและกรมปศุสัตว์เข้าจับกุมผู้นั้น ในประเด็น ความผิดลักษณะ “หมอเถื่อน” ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการสัตวแพทย์ นอกจากนี้สภายังประสานกับ สถาบันการศึกษาที่ให้การอบรมและ นายสัตวแพทย์ที่เป็นผู้ควบคุมดูแลผู้ช่วยสัตวแพทย์นั้น ๆ ให้ตระหนักถึงความผิดพลาดในประเด็นนี้ 7. มาตรฐาน VPP มีข้อยกเว้นหรือไม่ ตาม พ.ร.บ. ได้มีข้อยกเว้นให้กับหน่วยงานราชการ เพื่อสนับสนุนการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามมาตรา 29 (4) (5) ได้เขียนข้อกำ�หนดไว้ให้ข้าราชการพนักงานลูกจ้างหรือ เจ้าหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วน จังหวัด องค์การบริหารส่วนตำ�บล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่น ตามที่กฎหมายกำ�หนด ซึ่งกระทำ�การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามหน้าที่หรือตามที่ ส่วนราชการหรือหน่วยงานมอบหมายให้เป็นลายลักษณ์อักษร 8. ตามโรดแมปของทางสัตวแพทยสภา วางแผนว่าจะใช้ งานระบบมาตรฐาน VPP อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด ด้านกฎหมายต้องบอกว่าตอนนี้มีผลการบังคับใช้แล้ว หมายความว่าผู้ช่วยสัตวแพทย์ทุกคนทั้งในภาคปศุสัตว์และ สัตว์เลี้ยงที่มีการกระทำ�ใด ๆ กับตัวสัตว์หรือหัตถการเฉพาะ เพื่อการวินิจฉัย รักษา ป้องกันโรค การสอดใส่วัตถุใด ๆ เข้าไป ในตัวสัตว์เพื่อตกแต่งหรือบำ�รุงร่างกายสัตว์ การตอนหรือการ ผสมเทียม จำ�เป็นต้องผ่านการอบรมหลักสูตร VPP ที่เกี่ยวข้อง โดยในสัตวแพทยสภาก็ทำ�งานใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ ดำ�เนินการได้โดยตามโรดแมปแล้วทางสภาวางแผนโปรโมตให้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องส่งบุคลากรมาเข้ารับอบรมหลักสูตรและ การขึ้นทะเบียน VPP ภายในไตรมาสแรกของปี2567 ระบบการทำ�งานของผู้ช่วยผู้ประกอบวิชาชีพการ สัตวแพทย์Veterinary Paraprofessional (VPP) แม้ว่าในช่วงแรก อาจจะต้องมีการปรับตัวกันบ้าง ทั้งในส่วนของสัตวแพทย์บุคลากร ที่เกี่ยวข้อง และสถานประกอบการ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นเส้นทาง เพื่อสร้างมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ให้อยู่ในระดับสากล อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานวิชาชีพการสัตวแพทย์ ที่ยกระดับไปอีกขั้น สามารถดูแลผู้บริโภคและส่งเสริมให้คุณภาพ ชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นเทียบเท่ามาตรฐานในระดับโลกต่อไป
12 VCT • Next
13 VCT • Next
14 VCT • Next
15 VCT • Next
16 VCT • Next
17 VCT • Focus หมูเถื่อน หมูกล่อง... มูลเหตุจูงใจ หลังการระบาด ASF ส่งผลให้แม่พันธุ์สุกร 1.2 ล้านตัว ถูกทำ�ลายไปจนเหลือเพียง 6 แสนตัว มีฟาร์มที่เสียหายจาก โรคนี้และหยุดเลี้ยงหายไปกว่าครึ่งของการผลิตทั้งประเทศ มากถึง 107,000 ราย ปริมาณหมูจากปกติไทยผลิตได้22-24 ล้านตัวต่อปีลดลงเหลือเพียง 14-15 ล้านตัวต่อปีเท่านั้น ส่งผลให้ ราคาในประเทศปรับขึ้น ราคาหมูเนื้อแดงเฉลี่ยเคยปรับไปสูงสุดถึง 210 บาทต่อกิโลกรัม ตามกลไกตลาด การปรับราคาหมูเนื้อแดง ขึ้นตามอุปสงค์อุปทาน กลายเป็นช่องทางของกระบวนการลักลอบ นำ�เข้าหมูจากต่างประเทศ จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิด ”หมูเถื่อน” นำ�เข้าจากต่างประเทศ หมูเถื่อน หมูกล่องคืออะไร เถื่อน คือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หมูเถื่อน คือ ชิ้นส่วนที่นำ�เข้าจากต่างประเทศ เข้ามา แบบไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร เป็นส่วนเกินที่ประเทศต้นทาง ไม่นิยมบริโภค และต้องการกำ�จัดทิ้งอยู่แล้ว เช่น สามชั้น เครื่องใน เป็นสินค้าค้างสต็อก ใกล้หมดอายุ ทำ�ให้ได้เปรียบด้านต้นทุน มีส่วนต่างด้านราคาจากสินค้าภายในประเทศ หากนำ�เข้ามาได้ จะเป็นการทำ�กำ�ไรมหาศาล มาจำ�หน่ายรูปชิ้นส่วน ตามตลาดหรือ เป็นเนื้อแปรรูป ทั้งตลาดสด ออนไลน์ทุกรูปแบบ ผ่านช่องทาง โซเชียล เฟซบุ๊ก ช้อปขายหมูร้านหมูกระทะ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านอาหารอีสาน มีการนำ�เข้าในรูปแบบใส่กล่อง เพื่อสะดวก ต่อการขนส่ง จึงเรียกว่าหมูกล่อง ผลกระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรม ผู้บริโภคต้องเผชิญความท้าทายด้านความปลอดภัย อาหาร โดยไม่มีการตรวจสอบสุขอนามัย ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.รุ่งทิพย์ ชวนชื่น หัวหน้าศูนย์ติดตามการดื้อยาของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ โดย ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ เตือนให้ระมัดระวังหมูเถื่อนปนเปื้อนเชื้อดื้อยา และสารตกค้างที่ มากกว่าแค่สารเร่งเนื้อแดง โดยระบุว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยอันตราย ต่อสุขภาพอนามัยผู้บริโภค น.สพ.ดร.กิตติ ทรัพย์ชูกุล อุปนายกสัตวแพทยสภาคนที่ 1
18 VCT • Focus เกษตรกรผู้เลี้ยง มีความเสี่ยงต่อโรคระบาด ASF และ กระทบโครงสร้างต้นทุนการผลิต เป็นการบิดเบือนราคา จาก ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เกษตรกร ขาดทุน จนผู้เลี้ยงไทยหวั่นใจไม่กล้านำ�หมูรุ่นใหม่เข้าเลี้ยง และ ท้าทายต่อการเดินหน้าการผลิตของเกษตรกรเป็นอย่างมาก กระบวนการจัดการการลักลอบนำ�เข้าครั้งนี้ ท้าทาย ต่อการทำ�งานของภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องแบบปฏิเสธไม่ได้ ”ทำ�ลายความมั่นคงทางอาหาร” ทำ�ไมจึงนำ�เข้า และนำ�เข้าอย่างไร หมูเถื่อนคือสิ่งผิดกฎหมาย ที่ลักลอบมาไม่ได้รับการ ตรวจสอบจากต้นทาง ไม่มีเอกสารรับรอง นำ�เข้าไม่ถูกต้อง ตั้งแต่การสำ�แดงเท็จ นำ�เข้ามาทางห้องเย็นผ่านท่าเรือแหลมฉบัง หรือผ่านชายแดน ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย มีต้นทางมาจากบราซิล สหรัฐฯ เดนมาร์ก เม็กซิโก สเปน เยอรมันนีเนเธอร์แลนด์ มีการสำ�แดงเท็จเป็นอาหารทะเล หรือวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ หรือซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์รวมทั้งสำ�แดงว่าเป็นพลาสติก ทำ�ให้ตรวจไม่พบ กลไกการลักลอบใช้แหลมฉบังคือศูนย์กลางพักสินค้า หากไม่สามารถตรวจสอบโดยกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์กรมประมง ได้สินค้าก็จะกระจายไปจำ�หน่ายทั่วประเทศ จัดการอย่างไร ช่วงแรก กรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร เร่งจับกุมหมูเถื่อน ร่วมกัน แต่ปัญหาไม่ลดลง แถมราคาสุกรตกลงและเกษตรกร ขายหมูหน้าฟาร์มไม่ได้มีคำ�พูดว่า หมูเถื่อนขาย “ฉลุย” ขายกัน โจ๋งครึ่ม ส่วนหมูไทยขาย “ชะลอ” ขบวนการลักลอบนำ�เข้าหมูเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการขาย หนีการจับกุม หาช่องทางใหม่ ย้ายจากท่าเรือแหลมฉบัง ที่สินค้า ออกจากท่าเรือลำ�บากมากขึ้น เพราะต้องผ่านการตรวจสอบ เข้มงวด ออกมาได้ยังต้องเสี่ยงเจอด่านตรวจอีก จึงหันหัวเรือ เข้าเวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ลัดเลาะเข้าไทยตามตะเข็บ ชายแดนด้วยกองทัพมด ผ่านทางมุกดาหาร อุบลราชธานีสระแก้ว สงขลา เชียงราย จุดสำ�คัญที่สุด คือ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องผนึกกำ�ลัง กันปราบให้จริงจังและเข้มแข็งมากขึ้น ตรวจจับ คดีนี้จัดเป็นคดี พิเศษของ DSI ดำ�เนินคดีกับผู้กระทำ�ผิด การเร่งตรวจสอบ ห้องเย็นทั่วประเทศ การเข้มงวดระบบการตรวจสอบการนำ�เข้า การขนส่ง ให้หมดไป บทสรุป การบูรณาการของหน่วยงานรัฐ ร่วมภาคประชาสังคม เพื่อผลสำ�เร็จในการตรวจจับเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค ผู้เลี้ยงสุกร และประเทศชาติ 1. การจัดการหมูเถื่อนต้องจบ จับกุมตัวการใหญ่ ที่ทำ�ให้เกิดขบวนการนำ�เข้าหมูเถื่อนมาลงโทษสูงสุดตาม กฎหมายไม่ให้เกิดการเลียนแบบ 2. การวางระบบการผลิต กลไกตลาด ดูแลเกษตรกร และผู้บริโภค 3. ประเทศไทยต้องมีความมั่นคงทางอาหาร เราเปิด โอกาสให้ทั่วโลกมาลงทุนการปศุสัตว์ในประเทศ แต่ต้องมาถูกต้อง สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศ ไม่ใช่มาทำ�ลายกันแบบนี้
19 VCT • Update
20 VCT • Update
21 VCT • Update
22 VCT • Update
VCT • Highlight 23 VCT • Good Memder
24 VCT • CE Credit โรคบิดในไก่ โปรโตซัวที่มีความสำคัญในการก่อโรคบิดในไก่ จัดอยู่ใน ไฟลัม Apicomplexa แฟมิลี่ Eimeriidae สุกล Eimeria ซึ่งมีอยู่ หลายชนิด ได้แก่ E. tenella, E. acervulina, E.maxima, E. necatrix, E. brunetti, E. mitis และ E. praecox โดยเชื้อ เหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไก่มีความสามารถในการใช้อาหาร และการเจริญเติบโตลดลงเนื่องจากร่างกายไม่สามารถดูดซึมอาหาร ได้อย่างเต็มที่ และจากผลกระทบต่อเรื่องน้ำหนักตัว ทำให้เกิด ผลกระทบต่อเนื่องในทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อ เชื้อบิดเมื่อเข้าสู่ร่างกายไก่จะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ในทางเดินอาหารตามตำแหน่งที่จำเพาะกับเชื้อบิดแต่ละชนิด ในขณะเดียวกันเชื้อบิดจะทำลายเซลล์ของผนังลำไส้ที่ทำหน้าที่ย่อย และดูดซึมสารอาหาร ในรายที่รุนแรงจะทำให้ผนังลำไส้อักเสบ ช้ำบวม มีเลือดออกและอาจถึงตายในที่สุด ในฝูงที่มีการติดเชื้อ รุนแรงนั้นไก่จะมีอัตราการตายสูง ส่วนที่รอดตายจะอ่อนแอและ แคระแกร็น ในฝูงที่เป็นโรคบิดชนิดเรื้อรังจะพบไก่ซูบผอมและให้ไข่ ลดลง นอกจากนั้นยังทำให้ไก่อ่อนแอมีความต้านทานต่อโรคต่ำ ทำให้เกิดภาวะโรคอื่น ๆ แทรกซ้อนได้ง่าย โดยความรุนแรงของ โรคบิดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุ์ไก่อายุอาหาร สภาพร่างกาย ของไก่ ชนิด (species) สายพันธุ์(strain) ของเชื้อบิด และจำนวน oocytes ที่ไก่ได้รับ เป็นต้น ในทางปฏิบัติพบว่าการใช้ยาต้านบิดในไก่ค่อนข้างมี ข้อจำกัด เนื่องจากยาต้านบิดบางชนิดอาจส ่งผลเสียต ่อการ เจริญเติบโต และอาจมีฤทธิ์ข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์รวมทั้งก่อ ให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ง่าย และที่สำคัญคือปัญหายาสัตว์ตกค้าง ไปสู่ผู้บริโภค ดังนั้นจึงมีการเพิ่มมาตรการในการควบคุมการใช้ ยาต้านบิดในไก่ โดยเฉพาะในไก่เนื้อมากยิ่งขึ้น ส่วนวัคซีนชนิด ต่าง ๆ นั้นก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ ทั้งชนิดของวัคซีน และวิธีการให้ (application methods) เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ในการต้านทานโรคบิดและหลีกเลี่ยงปัญหาการดื้อยา ซึ่งการใช้ วัคซีนโรคบิดนี้มักเน้นไปที่การใช้ในไก่พ่อ-แม่พันธุ์และไก่ไข่ มากกว่าไก่เนื้อ เนื่องจากภาวะ latent infection ที่เกิดขึ้นภายหลัง การได้รับวัคซีนอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของไก่ได้ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ การควบคุมโรคบิดในไก่ ทั้งในประเด็นการใช้ยา สารเคมีและ การใช้วัคซีน รวมทั้งนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่นับเป็นองค์ ความรู้ใหม่ เช่น การประยุกต์ใช้สารชีวภาพที่มีผลเสริมการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกัน และการนำเทคโนโลยีการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ผ่านไข่ฟักมาใช้ในการควบคุมโรคบิด ซึ่งได้แบ่งการนำเสนอเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1. การใช้ยา สารเคมีและสารชีวภาพ และ ตอนที่ 2. วัคซีนโรคบิด ตามลำดับ การใช้ยา สารเคมี และสารชีวภาพ การใช้ยาและสารเคมีเพื่อควบคุมโรคบิดในสัตว์ปีกนั้น มีมานานกว่า 60 ปีโดยมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโต ของอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่โดยเฉพาะไก่เนื้อ ถึงแม้ว่าจะมี การพัฒนาและผลิตยาต้านบิดหลายชนิดออกมา แต่มียาเพียง การใช้ยา สารเคมี และสารชีวภาพในการควบคุม โรคบิดในไก่ ผศ.สพ.ญ.ดร.ณทยา เจริญวิศาล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
25 VCT • CE Credit บางส่วนที่ใช้ได้ผลดีและยังคงมีการใช้มาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ อีกหลายชนิดได้ถูกยกเลิกไปเนื่องจากมีประสิทธิภาพต่ำ หรือ เกิดปัญหาเชื้อบิดดื้อยาและยาตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยทั่วไปอาจจำแนกยาและสารเคมีต้านบิดตามการใช้งาน เช่น เพื่อการป้องกันและการรักษา หรือจำแนกตามกลุ่มสัตว์ เป้าหมาย เช่น ใช้ในไก่กระทง ไก่เนื้อ หรือไก่ไข่ ซึ่งในที่นี้จะได้ กล่าวควบคู่กันไปโดยอ้างอิงตามกลุ่มยาหรือสารที่มีการนำมา ใช้เป็นหลัก กลุ่มยาและสารเคมีต้านบิด ยาและสารเคมีหลายชนิดได้ถูกนำมาใช้ในการป้องกัน และรักษาโรคบิด โดยจัดตามชนิดของกลุ ่มยาและกลไกการ ออกฤทธิ์ได้ดังนี้ 1. กลุ่ม Quinolone ได้แก่ Decoquinate ซึ่งออกฤทธิ์ โดยการยับยั้ง DNA gyrase ซึ่งเป็นหนึ่งในเอนไซม์สำคัญใน กระบวนการสังเคราะห์ DNA โดยยาในกลุ่มนี้มักถูกนำมาใช้ เพื่อการป้องกันโรคบิดใน broilers และมีระยะหยุดยาที่ 5 วัน ส่วนการนำไปใช้เพื่อการรักษานั้นมักไม่ได้ผลดีนัก ห้ามใช้ในไก่ไข่ 2. กลุ่ม Quarternary compound เช่น Amprolium ซึ่งเป็นยาต้านบิดที่อนุญาตให้ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคบิด ในไก่ไข่ได้จนถึงระยะไข่ โดย ออกฤทธิ์ขัดขวาง thiamine utilization ของเชื้อบิด และออกฤทธิ์เป็น thiamine receptor antagonist ส่วนในด้านการใช้นั้นมีข้อสังเกตว่า ถึงแม้การใช้ Amprolium เพียงชนิดเดียวไม่จำเป็นต้องมีระยะหยุดยา แต่เนื่องจากภาวะ เชื้อดื้อยาที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการนำ Amprolium มาใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม sulfa หรือ PABA antagonist มากขึ้น ดังนั้นการสังเกตระยะหยุดยาจึงควรต้องมีการตรวจสอบและ ปฏิบัติตามให้เหมาะสม ข้อควรระวังคือ Ampolium ห้ามใช้ พร้อมกับยา Tiamulin 3. Nicarbazin ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง ATP ในเซลล์ ของเชื้อบิดและยับยั้ง Na-K pump ทำให้โซเดียมเข้าเซล์เป็น จำนวนมากและเซลล์แตก ออกฤทธิ์ได้ดีในช่วง second-generation trophozoites และมีการนำมาใช้ป้องกันโรคบิดได้ดีเกือบ ทุกชนิด โดยกำหนดให้ใช้ Nicarbazin ผสมอาหารได้ไม่เกิน 50 มก.ต่ออาหาร 1 กก. และมีระยะหยุดยาอยู่ที่ 4 วัน ห้ามใช้ยานี้ ในไก่ไข่ 4. กลุ่ม Sulfonamides ได้แก่ Sulfadimethoxine, Sulfaquinoxaline และ Sodium sulfachloropyrazine monohydrate ซึ่งเป็นยากลุ่มFolic acid antagonist และรวมถึง PABA (p-aminobenzoic acid) antagonist ตัวอื่น ๆ เช่น ethopabate โดยยาเหล่านี้จะออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ dihydropteroate synthase ทำให้เชื้อบิดไม่สามารถสังเคราะห์purine ซึ่งจำเป็นต่อการสร้าง DNA ได้โดยพบว่าออกฤทธิ์ได้ดีต่อเชื้อ ในช่วง second-generation schizontsเป็นกลุ่มยาต้านบิดที่มี การใช้กันมายาวนานและมีประสิทธิภาพดีต ่อบิดหลายชนิด ระยะหยุดยา 5-10 วัน ห้ามใช้ในไก่ไข่ 5. Antifolate compound เช่น Ormetoprim ซึ่งจะ ออกฤทธิ์ขัดขวางการสังเคราะห์purine เช่นเดียวกับยาในกลุ่ม sulfonamides แต่ยับยั้งที่ตำแหน่งของเอนไซม์ dihydrofolate reductase โดยมากแล้วยาในกลุ ่มนี้มักใช้ร ่วมกับยาในกลุ ่ม sulfonamides เพื่อให้เกิดการเสริมฤทธิ์ในการรักษาโรคบิด และมี การกำหนดระยะหยุดยาในกรณีของการใช้แบบ combined drugs ไว้ที่ 5-10 วัน 6. กลุ่ม Ionophores ได้แก่ Salinomycin, Lasalocid, Narasin, Maduramicin, Semduramicin และ Monensin ยากลุ่มนี้ จะออกฤทธิ์ต่อเชื้อบิดระยะ sporozoites ที่จะเข้าเซลล์หรือ trophozoites ระยะแรกเริ่ม โดยไปจับกับ cation ที่สำคัญ เช่น Na+ , K+ และ Ca++ เป็นต้น โดยจะเกิดเป็น complex พร้อมกับ การเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่วนผนังเซลล์ของ sporozoite หรือ trophozoite ทำให้cation complex จากภายนอกเซลล์สามารถ เข้าสู่ภายในเซลล์ได้ทำให้ปริมาณ cation ในเซลล์เพิ่มมากกว่า ปกติและมีการดึงน้ำตามมา ส ่งผลให้เซลล์ของเชื้อแตกออก (มานพ 2545) ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ได้ดีต่อ Eimeria ทุกชนิด และยังคงจัดเป็นยากลุ ่มสำคัญสำหรับการควบคุมโรคบิด โดยระยะหยุดยาของยาแต่ละตัวนั้นมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เช่น 5 วัน สำหรับ Lasalocid ในขณะที่การใช้Salinomycin นั้นไม่จำเป็นต้องมีระยะหยุดยา เป็นต้น ปัจจุบันมีการใช้ยาในกลุ่มนี้เช่น Salinomycin, Narasin และ Monensin ร่วมกับวัคซีนเชื้อเป็นกลุ่มที่ได้จากเชื้อบิดที่มี ความทนทานต่อ Ionophores ซึ่งถ้านำวิธีการนี้มาใช้ในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกที่ระบบภูมิคุ้มกันของไก่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ Ionophores จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคบิดโดยช่วยจำกัดการเพิ่ม จำนวนของเชื้อ นอกจากนี้เชื้อ Clostidium perfringens ที่ก่อ ให้เกิดโรคลำไส้อักเสบแบบเนื้อตาย (Necrotic Enteritis) ซึ่งมักพบ พร้อมกับปัญหาโรคบิด มีความไวต่อยากลุ่ม Ionophores ดังนั้น การใช้ยากลุ่ม Ionophores หรือ ใช้ Ionophores ควบคู่กับ วัคซีนเชื้อเป็นกลุ่มที่ทนทานต่อ Ionophores จะสามารถควบคุม การเกิดโรคลำไส้อักเสบแบบเนื้อตายได้ด้วย อย่างไรก็ดีเนื่องจาก Ionophores อาจมีฤทธิ์ข้างเคียง ที่ไม่พึงประสงค์โดยเฉพาะอันตรายต่อระบบหัวใจและกล้ามเนื้อ ของสัตว์ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง รวมทั้งเพื่อชะลอปัญหา การเกิดเชื้อดื้อยา จึงมักมีการใช้ยาในลักษณะของ combined drugs เช่น ผสมยา 2 ชนิดเข้าไว้ด้วยกัน โดยลดขนาดของยา แต่ละชนิดลงและในขณะเดียวกันยังเป็นการขยายขอบเขตการ
26 VCT • CE Credit ออกฤทธิ์ของยาอีกด้วย ตัวอย่างของการผสมยาต้านบิด ได้แก่ Amprolium และ Ethopabate, Narasin และ Nicarbazin, Maduramicin และ Nicarbazin เป็นต้น Monensin และ Salinomycin ห้ามใช้ในไก่ไข่ 7. Toltrazuril เป็นยาในกลุ่ม Triazinone ที่ถูกนำมาใช้ เป็นยารักษาโรคบิดไก่ โดยผสมกับน้ำที่ขนาด 75 ppm ให้กิน 24 ชั่วโมง หรือ 25 ppm กินติดต่อกัน 2 วัน (มานพและคณะ 2533, Mathis et al., 2004) และใช้ได้ผลกับเชื้อ Eimeria ทุกชนิด ซึ่ง toltrazuril จะมีผลในการยับยั้งการพัฒนาภายในเซลล์ ในระยะ schizogony และขัดขวางการสร้าง oocytes ปัจจุบัน ในประเทศไทย ยาชนิดนี้จะใช้เป็นยารักษาโรคบิดในไก่ เป็ดและ ห่าน นอกจากนี้ยังมียาตัวอื่น ๆ อีก เช่น Diclazuril ซึ่งออกฤทธิ์ ได้กว้างและสามารถใช้ป้องกันและรักษาบิดได้หลายชนิดใน ไก่กระทง ไก่สาวทดแทน และไก่พันธุ์โดยปริมาณสูงสุดที่กำหนด ให้มีได้ในอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูป คือ 1 มก.ต่ออาหาร 1 กก. 8. Roxarsone เป็นสารเคมีที่มีความสามารถในการ ควบคุมโรคบิดได้ดีโดยเฉพาะ E. tenella และจะมีประสิทธิภาพ ดีมากเมื่อใช้ร่วมกับ Ionophores (Chapman et al., 2004) นอกจากนี้ก ่อนที่จะมีกฎหมายห้ามการผสมยาปฏิชีวนะใน อาหารสัตว์ การใช้ roxarsone ร ่วมกับ Salinomycin และ Bacitracin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ ผสมในอาหารไก่เนื้อเพื่อควบคุม โรคบิดใน 2 ระยะการเลี้ยง คือ อาหารไก่ระยะแรก (starter) และอาหารไก่ระยะที่สอง (grower) จะทำให้อัตราการเจริญเติบโต ของไก่เนื้อดีขึ้น และลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคลำไส้อักเสบ แบบเนื้อตาย (Chapman and Johnson, 2002) แต่ปัจจุบัน พบว่า Roxarsone ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสารหนูที่มีความเป็นพิษตำ ่ สามารถเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่มีความเป็นพิษสูงได้ ซึ่งอาจเป็น อันตรายต่อผู้บริโภค (Hileman, 2007) ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ ผู้เลี้ยงไก่จำเป็น ต้องใช้กลยุทธ์เพื่อลดปัญหาการดื้อยาที่อาจเกิดขึ้น โดยอาจ หมุนเวียนการใช้ยา หรือใช้ยาต่างกลุ่มกันในการเลี้ยงไก่แต่ละชุด (rotation program) หรือการใช้ยาสลับในการเลี้ยงไก่ชุดเดียวกัน (shuttle program) โดยใช้ยากลุ่มหนึ่งในช่วง starter และเปลี่ยน มาใช้อีกกลุ่มหนึ่งในช่วง grower ก่อนจะเข้าสู่ช่วงระยะหยุดยา ต่อไป (Sangster, 2001) กลุ่มสารชีวภาพ ในปัจจุบันได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ สารชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาใช้เป็นอาหารเสริม ในไก่กันอย่างกว้างขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมการทำงาน ของระบบภูมิคุ้มกันและเสริมการเจริญเติบโต ซึ่งจากรายงาน พบว่ามีการนำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากกว่า 200 ชนิด มาทดลองใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันในไก่ โดยสารส่วนมากที่นำมาใช้ เป็นสารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์เป็นสาร ที่ได้จากพืชและเชื้อรา ที่มีส่วนประกอบของ polysaccharides, glycosides, alkaloids, volatile oils และ organic acids ซึ่งจากการศึกษาของ Xue และ Meng ในปี1996 พบว่า polysaccharides เป็นส่วนที่มี ความสำคัญมาก เนื่องจากมีหน้าที่เป็นสารเพิ่มประสิทธิภาพ การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน (immunomodulators) ส่วนประกอบ อื่นๆ ก็มีหน้าที่เป็นตัวยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย รวมทั้ง ยังมีผลต่อทั้ง innate immunity และ adaptive immunity ด้วย
27 VCT • CE Credit นอกจากนี้จากการศึกษาของ Guoและคณะในปี2005 พบว่า polysaccharides ที่สกัดจากเห็ด 2 ชนิด คือ Lentinus edodes (LenE) และ Tremella fuciformis (TreF) กับสมุนไพร Astragalus membranaceus (AstE) ซึ่งใช้เป็นอาหารเสริมในไก่ มีประสิทธิภาพเหนี่ยวนำการตอบสนองในการสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อการติดเชื้อ E. tenella ได้ดี โดยพบการเพิ่มทั้ง cellular immunity และ humoral immunity ส่วนการทดลองผสมสารที่เป็นแหล ่งของไขมันที่มี ความเข้มข้นของ n-3 fatty acids ในปริมาณสูง (docosahexaenoic acid, eicosapentaenoic acid และ linolenic acid) เช่น น้ำมันตับปลา น้ำมันเมล็ดป่าน และเมล็ดป่าน ในอาหาร ระยะแรกและเริ่มให้ในไก่อายุ1 วัน พบว่าสามารถช่วยลดรอยโรค ที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อบิด E. tenella ได้อีกทั้งสาร Arteminisin ซึ่งออกฤทธิ์โดยการยับยั้งกระบวนการ oxidative stress และได้จากการสกัดสมุนไพรจีน Artemesia annua ก็พบว่า มีประสิทธิภาพในการลดจำนวน oocytes ของเชื้อบิด E. tenella และ E. acervulina ได้หากใช้ผสมในอาหารไก่ระยะแรก ที่ขนาด 8.5 และ 17 ppm. นอกจากนี้ยังพบว่า ไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามินเอ มีส ่วนสำคัญต ่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุลำไส้และ มีความจำเป็นต่อการรักษาสภาพของ mucosal surface ซึ่ง การขาดไวตามินเออาจส่งผลให้ไก่มีความไวต่อการติดเชื้อบิด มากขึ้น ในขณะเดียวกัน เบทาอีน (betaine) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ ของกรดอะมิโน ก็จัดเป็นสารที่มีศักยภาพในการต้านทานโรคบิด โดยพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ได้กำหนดระดับ ต่ำสุดที่ใช้ผสมอาหารสัตว์สำเร็จรูปไม่เกิน 100 มก. ต่ออาหาร 1 กก. Probiotics เป็นผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์หรือจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้โดยตรงหรือเป็นอาหารเสริม การผสม probiotics ในอาหารสัตว์สามารถช่วยกดการเจริญเติบโต ของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในไก่รวมถึง Eimeria อีกทั้งยังช่วย รักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารและช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของไก่ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการ ศึกษาอย่างมากในเรื่องการนำ Lactobacillus มาเป็นสารเสริม ชีวนะในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในไก ่เนื้อและพบว ่าทำให้สัตว์ มีความสามารถในการต้านทานต่อเชื้อบิด E. acervulina ได้ (Dalloul et al., 2003a,b; Lillehoj et al., 2003) ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีแนวโน้มการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ จากธรรมชาติหรือสารชีวภาพมาเป็นส ่วนประกอบเสริม ในอาหารสัตว์มากขึ้น อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัตินั้นพบว ่า ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหรือสารชีวภาพแต ่ละชนิดอาจมี ประสิทธิภาพแตกต่างกันอย ่างมาก อีกทั้งประสิทธิผลที่ได้ อาจไม่เทียบเท่าหากเปรียบกับการใช้ยาหรือสารเคมีดังนั้นการ พัฒนาสารสกัดจากธรรมชาติและสารชีวภาพ รวมถึงรูปแบบของ การใช้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามสภาพความเป็นจริง ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมต่อไป
VCT • Highlight 28 VCT • CE Credit CE Credit 1. ข้อใดต่อไปนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากการติดเชื้อบิด ก. ไก่ป่วยหนาวสั่น มีเสียงไอจาม ข. ไก่จะอ่อนแอทำ�วัคซีนอะไรก็ไม่ได้ผล ค. ไก่จะอ่อนแอ นอนหมอบอยู่ใกล้รางน้ำ รางอาหาร ง. ไก่จะแคระเกร็นเนื่องจากเชื้อบิดทำ�ลายเซลล์ผนังลำ�ไส้ ในฝูงที่มีเลือดออกในลำ�ไส้จะมีอัตราการตายสูง 2. ยาต้านบิดชนิดใดที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างจากตัวอื่น ๆ ก. Maduramicin ข. Decoquinate ค. Salinomycin ง. Monensin 3. ยาต้านบิดชนิดใดที่อนุญาตให้ใช้ในการรักษาโรคบิดในไก่ไข่ ได้จนถึงระยะออกไข่ ก. Amprolium ข. Monensin ค. Nicarbazin ง. Sulfaquinoxaline 4. ข้อใดเป็นเหตุผลหลักของการนำ narasin และ nicarbazin มาใช้ร่วมกันในการควบคุมบิดไก่ โดยลดขนาดของยา แต่ละชนิดลง ก. เพื่อให้ผสมในอาหารได้ดีขึ้น ข. เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยา ค. เพื่อลดปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยา ง. เพื่อลดระยะเวลาในการใช้ยาแต่ละชนิด 5. ข้อใดต่อไปนี้เป็นยาต้านบิดที่ใช้ร่วมกันได้ ก. Amprolium และ Ethopabate ข. Ampolium และ Tiamulin ค. Amprolium และ Monensin ง. Sulfonamides และ Monensin 6. การควบคุมโรคบิดและโรคลำ ไส้อักเสบแบบเนื้อตายใน คราวเดียว สามารถทำ ได้โดย ก. ใช้Monensin ร่วมกับวัคซีนบิดชนิดเชื้อเป็นที่ทนต่อ Ionophores ข. ใช้Ampolium ร่วมกับวัคซีนบิดชนิดเชื้อเป็นที่ทนต่อ Ionophores ค. ใช้Sulfodimethoxine ร่วมกับวัคซีนบิดชนิดเชื้อเป็นที่ทนต่อ Ionophores ง. ใช้Decoquinate ร่วมกับวัคซีนบิดชนิดเชื้อเป็นที่ทนต่อ Ionophores 7. เหตุผลใดที่ทำให้การใช้Roxarsone ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก. มีระยะหยุดยายาวนานเกินไป ข. ก่อฤทธิ์ข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์แก่สัตว์ ค. มีอัตราการเกิดเชื้อดื้อยาสูงและเกิดอย่างรวดเร็ว ง. การตกค้างของสารหนูที่เป็นส่วนประกอบของยา 8. การใช้ยาควบคุมบิดในลักษณะใดที่สามารถช่วยชะลอปัญหา การดื้อยาได้ ก. ใช้ยาเพียงชนิดเดียวติดต่อกัน จะพิจารณาเปลี่ยนยา ก็ต่อเมื่อเกิดการดื้อยาแล้วเท่านั้น ข. ใช้ยาที่เหมาะสมอย่างน้อย 2 ชนิดในลักษณะ Combined drugs ตลอดการเลี้ยงในทุกรุ่น ค. ใช้ยาต่างกลุ่มกันในการเลี้ยงไก่ชุดเดียวกัน ง. ใช้ยาที่เหมาะสมอย่างน้อย 2 ชนิดในลักษณะ Combined drugs หรือใช้ยาต่างกลุ่มกันในการเลี้ยงไก่ แต่ละชุดหรือใช้ยาสลับในการเลี้ยงไก่ชุดเดียวกัน 9. ข้อใดเป็นผลที่เกิดจากการเสริม Lactobacillus ให้ไก่ ก. ทำ�เยื่อบุลำ�ไส้หนาตัวขึ้น เชื้อบิดไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ข. ช่วยกระตุ้นการทำ�งานของระบบภูมิคุ้มกันของไก่ และกดการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ค. สามารถฆ่าเชื้อบิดได้ ง. ช่วยลดรอยโรคที่เกิดจากเชื้อบิดได้ 10. สารสกัดในข้อใด มีประสิทธิภาพเหนี่ยวนำ การตอบสนอง ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ E. tenella ได้ดีโดยพบ การเพิ่มทั้ง cellular immunity และ humoral immunity ก. สารสกัดจากเห็ด Lentinus edodes (LenE) และ Tremella fuciformis (TreF) กับสมุนไพร Astragalus membranaceus (AstE) ข. Polysaccharides, artemisinin, probiotics และวิตามินเอ ค. Narasin และ Nicarbazin ง. Antifolate compound คำ�ถาม
VCT • Highlight 29 VCT • CE Credit CE Credit ก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ข ค ง ชื่อ-สกุล เลขที่ใบอนุญาตฯ กระดาษคำ�ตอบ สารสัตวแพทยสภา ฉบับที่ 44 ช่องทางการส่งคำ ตอบเพื่อขอหน่วยกิตสะสมจากศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางสัตวแพทย์(เลือกช่องทางใดช่องทางหนึ่งเท่านั้น) 1. ทำ�ในกระดาษคำ�ตอบ แล้วพับปิดผนึก ส่งไปรษณีย์ ทางธุรกิจตอบรับ (ไม่ต้องติดแสตมป์) 2. ทำ�ในกระดาษคำ�ตอบ แล้วถ่ายรูปส่งมาทาง LINE Official Account ของสัตวแพทยสภา LINE ID: @vetcce หรือส่งมาที่อีเมล [email protected] 3. ทำ�แบบทดสอบผ่าน Google form https://forms.gle/7epVpCxem4v2buhq5 หรือ Scan QR code เพื่อเข้าทำ� หมดเขตส่งคำ ตอบ ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์2567
VCT • Highlight 30 VCT • Higtlight 2626 VET COUNCIL THAILAND Newsletter (กระดาษคำตอบสำหรับชุดคำถาม-คำตอบ สารสัตวแพทยสภา ฉบับที่ 40) ศูนยการศึกษาตอเนื่องทางสัตวแพทย VCT • CE Credit (กระดาษคำ�ตอบสำ�หรับชุดคำ�ถาม-คำ�ตอบ สารสัตวแพทยสภา ฉบับที่ 44) ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางสัตวแพทย์
VCT • Highlight 31 VCT • Connect BACK 1
สิทธิพ�เศษสำหรับ สมาชิกสัตวแพทยสภา “สินเชื่อเพ�่อที่อยูอาศัย” MOU ระหวาง ธอส. กับ สพ.สภ. ในป 2566 ธนาคารฯ ไดจัดทำผลิตภัณฑ สินเชื่อเพ�่อที่อยูอาศัย ภายใตโครงการ “Life Begins with GHB” คาประเมินราคา หลักประกัน ฟร�! สอบถามขอมูลเพ��มเติม โทร 0-2645-9000 G H Bank Call Center อานเพ��มเติม SCAN CODE
36
MOBILE APPLICATION ขาวสารประชาสัมพันธ ขอมูล ความรู และบร�การดานตางๆ แกสมาชิกสัตวแพทยสภา สัตวแพทยสภา ดาวนโหลดเลย 02-0170700-8 @vetcce สำนักงานสัตวแพทยสภา ขาวประชาสัมพันธ สวัสดิการสมาชิก สิทธิตางๆ ของสมาชิก และภารกิจสำคัญตางๆ สัตวแพทยสภา ปฏิทินกิจกรรม งานสัมมนา การจัดอบรม และกิจกรรมตางๆ ของหนวยงานที่เกี่ยวของกับว�ชาชีพ คลังความรู อาทิ สัตวแพทยสภาอีนิวส บทความเพ��มพ�นความรู บร�การของแอปพลิเคชัน ตรวจสอบรายชื่อสัตวแพทย รายชื่อนายสัตวแพทย, สัตวแพทยหญิง และสัตวแพทย ผูมีใบอนุญาตประกอบว�ชาชีพ การสัตวแพทย ในปจจ�บัน ดวยชื่อหร�อนามสกุล ตรวจสอบหนวยกิต การอบรม งานสัมมนา และอื่นๆ ดาวนโหลดเอกสาร เอกสารสำคัญในการข�้นทะเบียน การตออายุใบอนุญาตหนังสือรับรอง และเอกสารสำคัญตางๆ