The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bua Bongkod, 2023-08-30 02:13:33

ilovepdf_merged

ilovepdf_merged

2 5 6 6 ก า ร ย ก ร ะ ดั บ ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ข อ ง นั ก เ รี ย น ใ น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 5 โ ด ย ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก ทั ก ษ ะ อ อ น ไ ล น์ เ รื่ อ ง เ ล ข ย ก กำ ลั ง ภาคเรีย รี นที่ 1 นางสาวบงกชรัตน์ เจริญทวี ตำ แหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำ นาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์


งานวิจัยในชั้นเรียน การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดย นางสาวบงกชรัตน์ เจริญทวี ต าแหน่ง ครูวิทยฐานะ ครูช านาญการ มาตรฐานด้านการจัดการศึกษา มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด โรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อ าเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด กระทรวงศึกษาธิการ


ค าน า เอกสารรายงานผลการวิจัยในชั้นเรียน ฉบับนี้จัดท าขึ้นจากการรวบรวมและเรียบเรียงผลการด าเนินการ วิจัยในชั้นเรียน การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะกระบวนการในทาง คณิตศาสตร์ตามหลักสูตร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นและเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ดิฉันจึง ได้ท าวิจัยในชั้นเรียนเรื่องนี้ เพื่อน ามาใช้เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแก้ปัญหา ให้ผู้เรียนได้เกิดเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา และเพื่อน าไปพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนในโอกาสต่อไปอีกด้วย เอกสารเล่มนี้จะเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยการสนับสนุนให้ความร่วมมือและเป็นก าลังใจจากบุคคลหลายฝ่ายทั้ง คณะครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ครูปัญจพร อาบหิรัญ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ นาย คมสัน ณ รังษีผู้อ านวยการโรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม ตลอดจนเอกสารค้นคว้าอ้างอิงทุกเล่ม และนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ทุกคน จึงขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ นางสาวบงกชรัตน์ เจริญทวี


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 สมมติฐานการวิจัย 1 กรอบแนวคิด 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวความคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 4 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง รวมถึงวิธีการสุ่มตัวอย่าง 15 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 15 การเก็บรวบรวมข้อมูล 16 การวิเคราะห์ข้อมูล 16 บทที่ 4 ผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 17 บทที่ 5 สรุปผลและอภิปรายผล สรุปผลการวิจัย 24 ข้อคิดที่ได้จากงานวิจัย 24 การน าผลการวิจัยไปใช้ 24 บรรณานุกรม ภาคผนวก


ก บทคัดย่อ การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผู้ท าการวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้ แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 และน าผลการวิจัยมาใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนา ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ให้นักเรียนมีทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา มีเวลาเรียนครบถ้วนตามหลักสูตร การวิจัยในชั้น เรียนครั้งนี้ได้ท าการศึกษากับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง และแบบประเมินสื่อการ จัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการท าแบบทดสอบของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมีผลการทดสอบสูงขึ้น และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความคิดเห็นในการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เลขยก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 อยู่ในระดับมาก จึงอาจกล่าวได้ว่าการจัดการเรียนการสอนโดย ใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ท าให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นความสนใจในการเรียนรู้ ก่อให้เกิดเจตคติเชิงบวก ช่วยในการพัฒนาสมองและสติปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น


1 บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา เนื่องจากการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นการ เรียนรู้ที่มีเนื้อหาสาระที่เป็นนามธรรม ผู้เรียนจ าเป็นจะต้องศึกษาให้เกิดองค์ความรู้และทักษะการคิดค านวณ ซึ่ง นักเรียนแต่ละคนต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และทักษะทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์มากขึ้น การ ใช้สื่อการจัดการเรียนรู้จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์และตรงตามหลักสูตร ที่ท า ให้แนวทางในการจัดการเรียนการสอนมีหลากหลายรูปแบบทั้ง Online On site และ On hand ต้องมีสื่อการ จัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องเข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับเนื้อหาวิชา สื่อการเรียนรู้ (Instructional Media) จึงมีบทบาทส าคัญและเป็นตัวกลางหรือช่องทางถ่ายทอดองค์ ความรู้ ทักษะประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และท าให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสื่อการ เรียนก็นับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนผู้สอนได้แสดงบทบาทและเกิดความเข้าใจในวิชาที่เรียนที่สอนกัน ได้มากขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้จัดท าการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มาเป็นส่วน หนึ่งในการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์9 เพื่อให้การเรียนมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ ทางคณิตศาสตร์และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 2. เพื่อส ารวจความพึงพอใจใช้สื่อแบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เลขยกก าลัง หลังจาก ใช้แบบฝึกทักษะ ออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง สูงขึ้นและผ่านเกณฑ์(ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม) คิดเป็นร้อยละ 65 ของจ านวน นักเรียนทั้งหมด 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 อยู่ในระดับมาก


2 1.4 กรอบแนวคิดการวิจัย 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์สูงขึ้น 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ ออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง อยู่ในระดับมาก 1.6 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 143 คน 3. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย - ตัวแปรต้น คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 143 คน - ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เลขยกก าลัง และความพึงพอใจของนักเรียนในการจัดการ เรียนรู้เรื่อง เลขยกก าลัง โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์ สร้างแบบทดสอบและแบบฝึกทักษะออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง นักเรียนท าการทดสอบหลังเรียน เรื่อง เลขยกก าลัง นักเรียนท าการทดสอบก่อนเรียน เรื่อง เลขยกก าลัง จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง เปรียบเทียบผลการท าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เลขยกก าลัง สรุปผลการวิจัย


3 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้เป็นช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 5. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย รายวิชาคณิตศาสตร์9 ค32103 เรื่อง เลขยกก าลัง 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะท าให้นักเรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และ ด้านทักษะพิสัย แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกหัดที่ใช้เป็นตัวอย่างปัญหาหรือค าสั่งที่ ตั้งขึ้นให้นักเรียนตอบ ออนไลน์ หมายถึง การสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เลขยกก าลัง หมายถึง เนื้อหาสาระในรายวิชาคณิตศาสตร์ 9 รหัส ค23103


4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึก ทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง โดยน าเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. เอกสารหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5 ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6 ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายและความส าคัญของแบบฝึกทักษะ 3.2 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ 3.3 รูปแบบการฝึกทักษะ 3.4 ลักษณะของแบบฝึกทักษะ 3.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ


5 1. เอกสารหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ค าอธิบายรายวิชา ค32103 คณิตศาสตร์ 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จ านวน 1.5 หน่วยกิต ศึกษาเข้าใจความหมายและใช้สมบัติเกี่ยวกับการบวก การคูณ การเท่ากัน และการไม่เท่ากันของจ านวน จริงในรูปกรณฑ์ และจ านวนจริงในรูปเลขยกก าลังที่มีเลขชี้ก าลังเป็นจ านวนตรรกยะ ศึกษาและใช้ฟังก์ชันและ กราฟของฟังก์ชันอธิบายสถานการณ์ที่ก าหนด ฟังก์ชันและกราฟของฟังก์ชันเชิงเส้น ฟังก์ชันก าลังสอง ฟังก์ชัน ขั้นบันได และฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล โดยสามารถอธิบายเหตุการณ์เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น โดยใช้วิธีการที่หลากหลายแก้ปัญหา ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีใน การแก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม กับกรอบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อรองรับเขต พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กรอบสังคม ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร การสื่อ ความหมายและการน าเสนอ ได้อย่างถูกต้องและชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ในคณิตศาสตร์มีการ เรียนรู้และการคิดขั้นสูง และน าความรู้หลักการ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ ไปเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เห็นคุณค่าของการน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน ผู้เรียนมีความตระหนักในความเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และผู้เรียนมีความภูมิใจในความเป็นไทย/ ความเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งมีเจตคติ ที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ สามารถท างานอย่างมีระบบ ระเบียบ รอบคอบและมีความรับผิดชอบ รหัสตัวชี้วัด ค 1.1 ม.5/1 ค 1.2 ม.5/1 รวมทั้งหมด 2 ตัวชี้วัด


6 โครงสร้างรายวิชา ค32103 คณิตศาสตร์ 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จ านวน 1.5 หน่วยกิต หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชีวัด เวลา (ชั่วโมง) สัดส่วนคะแนน % รวม (%) 1. เลขยกก าลัง ค 1.1 ม.5/1 25 30 การทดสอบกลางภาค ค 1.1 ม.5/1 1 20 80 2. ฟังก์ชัน** ค 1.2 ม.5/1 34 30 การทดสอบปลายภาค ค 1.2 ม.5/1 1 20 20 รวมทั้งสิ้นตลอดภาคเรียน 60 100 100 ** หน่วยการเรียนรู้ที่บูรณาการกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตราด ** บูรณาการเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับขนมธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน บุคคลส าคัญในชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) เป็นผลที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ในการจัดการศึกษา นักศึกษาได้ให้ความส าคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นดัชนีประการหนึ่งที่ สามารถบอกถึงคุณภาพการศึกษาดังที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิด จากนักเรียนได้รับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและ ประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (2547, หน้า 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หมายถึงความสามารถ ความส าเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆ ของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, หน้า 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ขนาดของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอนปราณี กองจินดา (2549,หน้า 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึงความสามารถหรือผลส าเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทาง ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จ าแนกผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน อนาตาซี (1970: 107 อ้างถึงใน ปริยทิพย์บุญคง, 2546: 7) กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบด้านสติปัญญาและองค์ประกอบด้านที่ไม่ใช้สติปัญญาได้แก่องค์ประกอบด้าน เศรษฐกิจสังคมแรงจูงใจและองค์ประกอบที่ไม่ใช้สติปัญญาด้านอื่น ไอแซงค์ อาโนลด์ และไมลี (อ้างถึงใน ปริยทิพย์ บุญคง, 2546: 7) ให้ความหมายของค าว่าผลสัมฤทธิ์ หมายถึงขนาดของความส าเร็จที่ได้จากการท างานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมากซึ่งเป็นผลมาจากการกระท า ที่ต้องอาศัยทั้งความสามารถทั้งทางร่างกายและทางสติปัญญา ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงเป็นขนาดของ ความส าเร็จที่ได้จากการเรียนโดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวบุคคลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจได้จาก กระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการทดสอบ เช่นการสังเกตหรือการตรวจการบ้านหรืออาจได้ในรูปของเกรดจาก โรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนและระยะเวลานานพอสมควรหรืออาจได้จากการวัดแบบวัดผลสัมฤทธิ์


7 ทางการเรียนทั่วไปซึ่งสอดคล้องกับ ไพศาล หวังพานิช (2536: 89) ที่ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึงคุณลักษณะและความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์การเรียนที่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรมหรือการสอบจึงเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถของ บุคคลว่าเรียนแล้วมีความรู้เท่าใดสามารถวัดได้โดยการใช้แบบทดสอบต่างๆ เช่นใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ข้อสอบวัด ภาคปฏิบัติสามารถวัดได้ 2 รูปแบบ ดังนี้ 1. การวัดด้านปฏิบัติเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติโดยทักษะของ ผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถดังกล่าวในรูปของการกระท าจริงให้ออกเป็นผลงานการ วัดต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหาเป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาซึ่งเป็นประสบการณ์เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ สามารถวัดได้โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์จากความหมายข้างต้นสรุปได้ ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงผลการวัด การเปลี่ยนแปลงและประสบการณ์การเรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่เรียน มาแล้วว่าเกิดการเรียนรู้เท่าใดมีความสามารถชนิดใดโดยสามารถวัดได้จากแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ในลักษณะต่างๆ และการวัดผลตามสภาพจริงเพื่อบอกถึงคุณภาพการศึกษาความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ สามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ดังนี้ สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 78-82) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าหมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองต่างๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐานแต่เนื่องจากครูต้องท าหน้าที่วัดผลนักเรียนคือเขียนข้อสอบวัดผล สัมฤทธิ์ที่ตนได้สอนซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูสร้างและมีหลายแบบแต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่มีเฉพาะค าถามแล้วให้นักเรียน เขียนตอบอย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด ลักษณะทั่วไปถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิดคือ ข้อสอบแบบเลือกตอบ ที่มี 2 ตัวเลือกแต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิดใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมค าลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความที่ยังไม่ สมบูรณ์ให้ผู้ตอบเติมค าหรือประโยคหรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ลักษณะทั่วไปข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบเติมค าแต่ แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ เขียนเป็นประโยคค าถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมค าเป็นประโยคที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบค าตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค าหรือข้อความแยกจาก กันเป็น 2 ชุดแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่ กับค าหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบก าหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ ลักษณะทั่วไปข้อสอบแบบเลือกตอบนี้จะประกอบด้วย2 ตอน ตอนน า หรือค าถามกับตอนเลือก ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นค าตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวงปกติจะ มีค าถามที่ก าหนดให้นักเรียนพิจารณาแล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆ และ ค าถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดูเผินๆ จะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริงมีน้ าหนัก ถูกมากน้อยต่างกัน


8 พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543: 96) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในท านองเดียว กันว่า หมายถึงแบบทดสอบที่วัดความรู้ของนักเรียนที่ได้เรียนไปแล้วซึ่งมักจะเป็นข้อค าถามให้นักเรียนตอบด้วยกระดาษ และดินสอกับให้นักเรียนปฏิบัติจริงจากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมาแล้วสรุป ได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงแบบทดสอบที่วัดความรู้ความสามารถทางการเรียนด้าน เนื้อหาด้านวิชาการและทักษะต่างๆ ของวิชาต่างๆ 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545: 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลส าเร็จตาม จุดประสงค์ที่ก าหนดไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545: 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดค าถามที่มุ่งวัด พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้ว มากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์ (2547: 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือ ชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความส าเร็จหรือความสามารถในการท ากิจกรรมการเรียนรู้ขอนักเรียนที่เป็นผลมาจากการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบดังนี้ 1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะค าถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้และเขียนข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่ ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมค า (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือข้อความที่ ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ตอบเติมค าหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และ ถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมค าแต่ แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆเขียนเป็นประโยคค าถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมค าเป็นประโยคหรือข้อความที่ยัง ไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเขียนตอบ ค าตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยาย แบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค่าหรือข้อความ แยกออกจากกันเป็น 2 ส่วนแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่งจะคู่กับค าหรือข้อความใดในอีกชุด หนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบก าหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) ค าถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะระกอบ ด้วย 2 ตอน คือ ตอนน าหรือค าถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนั้นจะประกอบด้วยตัวเลือกที่ เป็นค าตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีค าถามที่ก าหนดให้พิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียง ตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆ และค าถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดังนั้นในการสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงเป็นวิธีการวัดประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ซึ่งมีการสร้าง แบบทดสอบหลากหลายได้แก่ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียงข้อสอบแบบกาถูกกาผิด ข้อสอบแบบเติมค า ข้อสอบ แบบตอบสั้นๆ ข้อสอบแบบจับคู่ และข้อสอบแบบเลือกตอบในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแบบเลือกตอบเนื่องจากเป็นแบบทดสอบที่สามารถวัดพฤติกรรมทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ด้านความรู้ ด้าน ความเข้าใจ ด้านการน าไปใช้ด้านการวิเคราะห์ ด้านการสังเคราะห์และด้านการประเมินค่า


9 2.4 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยได้วิเคราะห์จากนักการศึกษาหลายๆ ท่าน ที่ กล่าวถึงหลักเกณฑ์ไว้สอดคล้องกันและได้ล าดับเป็นขั้นตอนดังนี้ 1. เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้นจะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้แบบทดสอบวัดนั้นถ้าน าไปเปรียบเทียบกันจะต้องให้ทุกคนมีโอกาส เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน 3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรจะวัดตาม วัตถุประสงค์ทุกอย่างของการสอนและจะต้องมั่นใจว่าได้วัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้จริง 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียนการเปลี่ยนแปลงและ ความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ดังนั้นครูควรจะทราบว่าก่อนเรียนนักเรียนมีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อมเป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัดพฤติกรรมตรงๆของ บุคคลได้สิ่งที่วัดได้คือการตอบสนองต่อข้อสอบดังนั้นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมที่จะสอบจะต้องท า อย่างรอบคอบและถูกต้อง 6. การวัดการเรียนรู้เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจ ากัด สิ่งที่วัดได้เป็นเพียง ตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้นดังนั้นต้องมั่นใจว่าสิ่งที่วัดนั้นเป็นตัวแทนแท้จริงได้ 7. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครูและเป็นเครื่องช่วยในการ เรียนของเด็ก 8. ในการศึกษาที่สมบูรณ์นั้นสิ่งส าคัญไม่ได้อยู่ที่การทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวการทบทวนการสอน ของครูก็เป็นสิ่งส าคัญยิ่ง 9. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรจะเน้นในการวัดความสามารถในการใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ หรือการน าความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ 10. ควรใช้ค าถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงค์ที่วัด 11. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่างๆ เช่น ความยากง่ายพอเหมาะ มีเวลาพอ ส าหรับนักเรียนในการท าข้อสอบ จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าในการสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพวิธีการสร้างแบบทดสอบที่เป็น ค าถามเพื่อวัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่สอนไปแล้วต้องตั้งค าถามที่สามารถวัดพฤติกรรมการเรียนการสอนได้อย่าง ครอบคลุมและตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.5 ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้วน สายยศ และอังคณ า สายยศ (2538 : 146) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไว้ว่าเป็นแบบทดสอบที่วัดความรู้ของนักเรียนหลังจากที่ได้เรียนไปแล้วซึ่งมักจะเป็นข้อค าถามให้นักเรียนตอบ ด้วยกระดาษและดินสอกับให้นักเรียนปฏิบัติจริงซึ่งแบ่งแบบทดสอบประเภทนี้เป็น 2 ประเภทคือ 1. แบบทดสอบของครูหมายถึงชุดของข้อค าถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้นเป็นข้อค าถามที่เกี่ยวกับความรู้ที่ นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนเป็นการทดสอบว่านักเรียนมีความรู้มากแค่ไหนบกพร่องในส่วนใดจะได้สอนซ่อมเสริม หรือเป็นการวัดเพื่อดูความพร้อมที่จะเรียนในเนื้อหาใหม่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของครู 2. แบบทดสอบมาตรฐานหมายถึงแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาหรือจาก ครูที่สอนวิชานั้นแต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้งจนมีคุณภาพดีจึงสร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบนั้น สามารถใช้หลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการสอนในเรื่องใดๆก็ได้แบบทดสอบมาตรฐานจะ มีคู่มือด าเนินการสอบบอดถึงวิธีการและยังมีมาตรฐานในด้านการแปลคะแนนด้วยทั้งแบบทดสอบของครูและ


10 แบบทดสอบมาตรฐานจะมีวิธีการในการสร้างข้อค าถามที่เหมือนกันเป็นค าถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมในด้าน ต่างๆ ทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ 2.1 วัดด้านการน าไปใช้ 2.2 วัดด้านการวิเคราะห์ 2.3 วัดด้านการสังเคราะห์ 2.4 วัดด้านการประเมินค่า 2.6 ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี(สิริพร ทิพย์คง. 2545: 195 ; พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2545: 135 – 161) 1. ความเที่ยงตรง เป็นแบบทดสอบที่สามารถน าไปวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 2. ความเชื่อมั่น แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น คือ สามารถวัดได้คงที่ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม เช่น ถ้าน าแบบทดสอบไปวัดกับนักเรียนคนเดิมคะแนนจากการสอบทั้งสองครั้งควรมีความสัมพันธ์กันดี เมื่อสอบได้ คะแนนสูงในครั้งแรกก็ควรได้คะแนนสูงในการสอบครั้งที่สอง 3. ความเป็นปรนัย เป็นแบบทดสอบที่มีค าถามชัดเจน เฉพาะเจาะจง ความถูกต้องตามหลักวิชา และเข้าใจตรงกัน เมื่อนักเรียนอ่านค าถามจะเข้าใจตรงกัน ข้อค าถามต้องชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน 4. การถามลึก หมายถึง ไม่ถามเพียงพฤติกรรมขั้นความรู้ความจ า โดยถามตามต าราหรือถาม ตามที่ครูสอน แต่พยายามถามพฤติกรรมขั้นสูงกว่าขั้นความรู้ความจ าได้แก่ ความเข้าใจการน าไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า 5. ความยากง่ายพอเหมาะ หมายถึง ข้อสอบที่บอกให้ทราบว่าข้อสอบข้อนั้นมีคนตอบถูกมาก หรือตอบถูกน้อย ถ้ามีคนตอบถูกมากข้อสอบข้อนั้นก็ง่ายและถ้ามีคนตอบถูกน้อยข้อสอบข้อนั้นก็ยาก ข้อสอบที่ ยากเกินความสามารถของนักเรียนจะตอบได้นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถจ าแนกนักเรียนได้ว่าใครเก่ง ใครอ่อน ในทางตรงกันข้ามถ้าข้อสอบง่ายเกินไปนักเรียนตอบได้หมด ก็ไม่สามารถจ าแนกได้เช่นกัน ฉะนั้นข้อสอบ ที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไป 6. อ านาจจ าแนก หมายถึง แบบทดสอบนี้สามารถแยกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อนโดย สามารถจ าแนกนักเรียนออกเป็นประเภทๆ ได้ทุกระดับอย่างละเอียดตั่งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด 7. ความยุติธรรม ค าถามของแบบทดสอบต้องไม่มีช่องทางชี้แนะให้นักเรียนที่ฉลาดใช้ไหวพริบใน การเดาได้ถูกต้องและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่เกียจคร้านซึ่งดูต าราอย่างคร่าวๆตอบได้และต้องเป็นแบบทดสอบที่ ไม่ล าเอียงต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี ต้องเป็นแบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรงความเชื่อมั่น ความเป็น ปรนัย ถามลึก มีความยากง่ายพอเหมาะ มีค่าอ านาจจ าแนก และมีความยุติธรรม 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายและความส าคัญของแบบฝึกทักษะ การฝึกเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเรียนการสอน ดังนั้นการฝึกโดยการใช้แบบฝึกเป็นการจัดสภาพการณ์ เพื่อให้ผู้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมจนสามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการสร้างแบบฝึก ต้องค านึงถึงหลักการสร้างจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประโยชน์ของแบบฝึก หลักการ น าไปใช้ เป็นต้น จากการศึกษาความหมายของแบบฝึกทักษะ ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ต่างๆ กัน ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2546) แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกหัดที่ใช้เป็น ตัวอย่างปัญหาหรือค าสั่งที่ตั้งขึ้นให้นักเรียนตอบ


11 ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกหมายถึง งานที่ครูมอบหมาย ให้นักเรียนท าด้วยตนเองภายหลังจากได้เรียนบทเรียน เพื่อเป็นการทบทวนและฝึกทักษะในเรื่องที่เรียนผ่านมาแล้ว ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะหมายถึงสื่อการ เรียนการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้ ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ท าให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น เพราะมีรูปแบบ หรือลักษณะที่หลากหลาย คณิศร ศรีประไพ(2555 ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึกแบบฝึกหัด หรือชุดการฝึก เป็นค าที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน คืองานหรือกิจกรรมทีผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนกระท าเพื่อฝึกทักษะและ ทบทวนความรู้ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความช านาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถน าความรู้ไปแก้ปัญหาได้โดย อัตโนมัติ บุญน า เกษี (2556) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สร้าง ขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นโดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบฝึกนั้นจะ ครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ท าให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น และท าให้ผู้เรียนมองเห็นความก้าวหน้า จากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดจึงพอสรุปได้ว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความ ช านาญในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกจึงมีความส าคัญต่อผู้เรียนไม่น้อยในการที่จะช่วย เสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้น ท าให้การสอนของครู และการเรียนของนักเรียนประสบผลส าเร็จ อย่างมีประสิทธิภาพ 3.2 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ สิ่งส าคัญที่ควรค านึงถึงการสร้างแบบฝึกคือขั้นตอนและหลักในการสร้างซึ่ง ซีลและกลาสโลว์(Seel&Glasgow,1990) ได้เสนอแนะไว้ว่า ในการจัดสถานการณ์ทางการเรียนการ สอนนั้นสามารถก าหนดขอบเขตเนื้อหาจากหลักสูตร โดยก าหนดจากหน่วยการเรียนย่อยๆไปสู่หน่วยการเรียนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามในการออกแบบการสอนหรือการสร้างแบบฝึกควรค านึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. เนื้อหาที่คัดเลือกมาสร้างแบบฝึกต้องอิงจุดประสงค์รายวิชา 2. กลวิธีที่ใช้ในการสอนต้องอิงทฤษฎีและผลการวิจัยที่มีผู้ท าไว้แล้ว 3. การวัดต้องอิงพฤติกรรมการเรียนรู้ 4. รู้จักน าเทคโนโลยีมาใช้ประกอบเพื่อให้แบบฝึกมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า บ็อค (Bock,1993) ได้เสนอหลักในการสร้างแบบฝึกดังนี้ 1. ก่อนที่จะสร้างแบบฝึกจะต้องก าหนดโครงร่างคร่าวๆ ก่อนว่าจะเขียนแบบฝึกเกี่ยวกับเรื่อง อะไร มีจุดประสงค์อย่างไร 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยค านึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน และ เรียงกิจกรรมหรืองานที่นักเรียนต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก 5. ก าหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝึก 6. ก าหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม 7. ควรประเมินผลก่อนและหลัง


12 ฮาเรส (Haress อ้างถึงใน อังศุมาลิน เพิ่มผล, 2542) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกว่า แบบฝึก จะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน และควรสร้างโดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการแก้ปัญหาและการตอบสนองไว้ ดังนี้ 1. สร้างแบบฝึกหลายๆ ชนิด เพื่อเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ 2. แบบฝึกที่สร้างขึ้นนั้นจะต้องให้ผู้เรียนสามารถพิจารณาได้ว่าต้องการให้ผู้เรียนท าอะไร 3. ให้ผู้เรียนได้น าสิ่งที่เรียนรู้จากการเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงตามเป้าหมาย 4. ให้ผู้เรียนตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการแสดงความสามารถและความเข้าใจในการฝึก 5. ก าหนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนตอบแบบฝึกแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบด้วยวิธีการตอบอย่างไร ถวัลย์ มาศจรัส (2546) ได้กล่าวถึงการสร้างและการจัดท าแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียดเพื่อก าหนดจุดประสงค์ในการออกแบบจัดท าแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตามวัตถุประสงค์ 2. สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่นๆ เช่นแบบทดสอบก่อนฝึก บัตรค าสั่ง ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ แบบทดสอบหลังเรียน 3. น าแบบฝึกหัดแบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สมพร ตอยยีบี (2554) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการและแนวทางต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นการก าหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัย ควรมีความยากง่ายแตกต่าง และต้องมีหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสในการใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ และแบบฝึกนั้นมีประโยชน์ต่อ การเรียนการสอนมากไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนท าให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น และในด้านครูผู้สอน เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่สอนและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณิศร ศรีประไพ (2555) ได้กล่าวไว้ว่าหลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดท าให้จบเป็นเรื่องๆ การประเมินผลแจ้งผลความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันทีทุกครั้ง บุญน า เกษี (2556) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกต้องค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึก ต้องมีหลายๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อๆ สร้างเริ่มจากง่ายไปหายากและจะต้องถูกต้อง ค าสั่งใน แบบฝึกต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่ายควร มีการสอดแทรกทักษะด้านอื่น ๆ เข้าไปด้วยจากหลักและวิธีการให้สร้าง แบบฝึกทักษะข้างต้น สรุปวิธีการให้ท าแบบฝึกทักษะดังนี้คือแบบฝึกทักษะที่ดีผู้เรียนต้องเห็นความส าคัญของการฝึกทักษะ ผู้เรียนจะต้องท าแบบฝึกด้วยความเข้าใจและความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเองตามระดับความสามารถของตน แบบฝึก ควรมีการก าหนดระยะเวลาสั้นๆ ในการฝึกแต่บ่อยครั้ง ควรฝึกปฏิบัติหลังจากการสอนเมื่อผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดี แล้ว การฝึกท าจากง่ายไปหายาก โดยผู้สอนควรแนะน าอย่างใกล้ชิดหากพบข้อผิดพลาดแล้วผู้สอนต้องแก้ไขโดย ทันที และผู้เรียนควรเข้าใจว่าแบบฝึกทักษะจะเป็นการแสดงถึงความก้าวหน้าของผู้เรียนเองและผู้สอนจะใช้เป็น แนวทางในการช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.3 รูปแบบการฝึกทักษะ สมเดช สีแสง, สุนันทา สุนทรประเสริฐ(2543 อ้างถึงใน กุศยา แสงเดช, 2545)กล่าวว่ารูปแบบของ แบบฝึกควรมีความหลากหลายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากท า และได้เสนอรูปแบบของ แบบฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วเลือกใส่เครื่องหมายถูก หรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน


13 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยค าถามหรือตัวปัญหาซึ่งเป็นตัวยืนไว้ในสดมภ์ซ้ายมือ โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาค าตอบที่ก าหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับค าถามให้สอคล้องกัน โดยใช้หมายเลขค าตอบไปวางไว้ที่ว่างหน้าข้อค าถาม หรือจะใช้โยงเส้น 3. แบบเติมค าหรือแบบเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่างไว้ให้ ผู้เรียนเติมค าหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งค าที่น ามาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือก าหนดตัวเลือกให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยมี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นค าถาม ซึ่ง จะต้องเป็นประโยคค าถามที่สมบูรณ์ชัดเจน ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือค าตอบซึ่งอาจมี 3-4 ตัวเลือกก็ได้ ตัวเลือก ทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเดียวส่วนที่เหลือเป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่มีตัวค าถาม ผู้เรียนเขียนบรรยายตอบอย่างเสรี ไม่ จ ากัดค าตอบ แต่จ ากัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปค าถามทั่วไปหรือเป็นค าสั่งให้เขียนเรื่องราวต่างๆ ก าหนดเวลาที่จะ ใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสมก็ได้ 3.4 ลักษณะของแบบฝึกทักษะ ในการสร้างแบบฝึกทักษะมีองค์ประกอบหลายประการ ซึ่งได้มีนักการศึกษาหลายท่านให้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกที่ดี ไว้ดังนี้ กุสยา แสงเดช (2545) ได้กล่าวแนะน าผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณะแบบฝึกที่ดีดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรความชัดเจนทั้งค าสั่งและวิธีท า ค าสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีท าที่ใช้ไม่ควร ยากเกินไป เพราะจะท าความเข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้ เพื่อนักเรียนสามารถเรียนด้วย ตนเองได้ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึกลงทุนน้อย ใช้ได้ นาน ทันสมัย 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกเหมาะกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลายแบบ เพื่อเร้าความสนใจ และไม่เบื่อในการท าและฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนช านาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบก าหนดค าตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้ค า ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน ก่อให้เกิดความ เพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่านักเรียนจะเรียนได้เร็ว ในการกระท าที่ท าให้เกิดความพึง พอใจ 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักค้นคว้ารวบรวมสิ่งที่พบเห็น บ่อยๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้ จะท าให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น และรู้จักน าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่ได้ฝึกนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ในหลายๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ เป็นต้น ฉะนั้น การ ท าแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดท าให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้ง นักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จะได้เลือกท าได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ประสบ ความส าเร็จในการท าแบบฝึก 8. แบบฝึกที่จัดท าเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย ตนเองต่อไป 9. การที่นักเรียนได้ท าแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆของนักเรียนได้ ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูด าเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ทันท่วงที 10. แบบฝึกที่จัดขึ้น นอกจากมีในหนังสือเรียนแล้วจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่


14 11. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาในการที่จะต้อง เตรียมแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจากต าราเรียนหรือกระดานด า ท าให้มี เวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่างๆได้มากขึ้น 12. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอนลงทุนต่ าแทนที่จะใช้ พิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้า ของตนได้อย่างมีระบบและมีระเบียบ ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝีกทักษะที่ดีต้องสร้างให้เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่ เป็นแบบฝึกส าหรับเด็กเก่งและใช้ซ่อมเสริมเด็กอ่อนได้มีความหลากหลายในแบบฝึกชุดนั้นๆ มีค าสั่งที่ชัดเจนเปิด โอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดท้าทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย ใช้เวลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึกสามารถน าประโยชน์จาก การท าแบบฝึกไปประยุกต์ปรับเปลี่ยนน ามาใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีต้องมีจุดหมายที่แน่นอนจะท า การฝึกทักษะด้านใด ควรใช้ภาษาง่ายๆ และมีความน่าสนใจเรียงล าดับจากง่ายไปหายากให้เหมาะสมกับวัยและ ความสามารถของผู้เรียน มีเนื้อหาตรง จัดกิจกรรมให้หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจและเกิดประสิทธิภาพในการ เรียน คณิศร ศรีประไพ (2555) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกสั้นๆฝึกหลายๆครั้ง มี รูปแบบการฝึกควรฝึกเฉพาะเรื่องเดียว และควรเป็นสิ่งที่ผู้เรียนพบเห็นอยู่แล้วค าชี้แจงสั้นๆ ใช้เวลาเหมาะสม เป็น เรื่องที่ท้าทายให้แสดงความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้ฝึกแล้วก็สามารถพัฒนาตนเองได้ดีจึงจะนับว่าเป็นแบบฝึกที่ดี และมีประโยชน์ บุญน า เกษี (2556) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรสร้างเพื่อฝึกทักษะเฉพาะอย่าง ค านึงถึง ความเหมาะสมกับวัย ความสามารถและพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้ภาษาที่ง่ายชัดเจน มีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน มีภาพประกอบ ฝึกตามขั้นเรียงจากง่ายไปหายาก ใช้เวลาฝึกพอสมควรและมีการ ประเมินผลใช้แบบฝึก เพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินความสามารถของตนเอง จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกสั้นๆ ฝึกหลายๆครั้ง มีหลาย รูปแบบ การฝึกควรฝึกเฉพาะเรื่องเดียว และควรเป็นสิ่งที่นักเรียนพบเห็นอยู่แล้วค าชี้แจงสั้นๆ ใช้เวลาเหมาะสม เป็นเรื่องที่ท้าทายให้แสดงความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้ฝึกแล้วก็สามารถพัฒนาตนเองได้ดี จึงจะนับว่าเป็นแบบฝึกที่ ดีและมีประโยชน์ 3.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ประโยชน์ของแบบฝึก หากเป็นแบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยท าให้นักเรียนประสบผลส าเร็จ ในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี ท าให้ครูลดภาระการสอนลงและผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ เพิ่ม ความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดีหากได้มีการฝึกบ่อยครั้งจนช านาญ และยังช่วยผู้เรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้ จ าเป็นต้องมีการสอนต่างจากกลุ่มปกติทั่วไปด้วยการเสริมเพิ่มเติมให้เป็นพิเศษ สุเทวี แก้วนิมิตดี (2547) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า ประโยชน์ของแบบฝึกท าให้นักเรียน เข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น มีความเชื่อมั่นความรับผิดชอบต่องานที่ท า นักเรียนสามารถใช้ทบทวนบทเรียนและเห็น ความก้าวหน้าของตนเองด้วย ตลอดจนช่วยลดภาระการสอนของครู ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียน ท าให้ครู ทราบจุดเด่นจุดด้อยของนักเรียนได้ชัดเจนอันเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนต่อไป ปาริชาติ สุพรรณกลาง (2550) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่ช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และทักษะทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระครูผู้สอนซึ่งประโยชน์ของแบบฝึกท าให้นักเรียนเข้าใจ บทเรียนได้มากขึ้น มีความเชื่อมั่นฝึกท างานด้วยตนเอง ท าให้มีความรับผิดชอบ และท าให้ครูทราบปัญหาและ ข้อบกพร่องของนักเรียนในเรื่องที่เรียนท าให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที นอกจากนี้แบบฝึกยังเปิดโอกาสให้เด็กฝึก


15 ทักษะอย่างเต็มที่ทั้งยัง ช่วยให้คงอยู่ได้นาน และเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแต่ละครั้ง อีกด้วย อุษณีย์ เสือจันทร์ (2553) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกช่วยในการฝึกเสริมเพิ่มทักษะท า ให้จดจ าเนื้อหาได้คงทน มีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน สามารถน ามาแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ดี ผู้เรียน สามารถน ามาทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเองท าให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตน เป็นเครื่องมือที่รูผู้สอนใช้ ประเมินผลการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่านักเรียนเข้าใจมากน้อยเพียงใด สมพร ตอยยีบี (2554) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีความส าคัญต่อ การเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ เพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียนและยังสามารถ ทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง คณิศร ศรีประไพ (2555) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีประโยชน์เป็นเครื่องมือช่วยให้ ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ สามารถที่จะทบทวนได้ด้วยตนเองและเห็นความก้าวหน้าของตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถช่วย ลดภาระของครูผู้สอนอีกด้วย บุญน า เกษี (2556) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีความส าคัญท าให้เกิดทักษะความ ช านาญ หากแต่ต้องการได้รับการฝึกหลายๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อผู้เรียนได้รับการฝึกแล้ว อย่างน้อยผู้เรียน สามารถพัฒนาตนเองได้แน่นอน แบบฝึกมีประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่มีปัญหามากได้ดี จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกมีประโยชน์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึก ทักษะ สามารถที่จะทบทวนด้วยตนเองและเห็นความก้าวหน้าของตนเองนอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดภาวะของ ครูผู้สอนอีกด้วย


16 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีวิธีด าเนินการวิจัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง รวมถึงวิธีการสุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 143 คน 3.1.3 การก าหนดระยะเวลาในการท าวิจัย ผู้วิจัยได้ด าเนินการท าวิจัยภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 3.1.4 วิธีด าเนินการกิจกรรม 1. ออกแบบแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลัง และแบบฝึกหัดออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. สร้างออกแบบแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลัง และแบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่องเลขยก ก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. ท าการทดสอบก่อนเรียน เรื่อง เรื่อง เลขยกก าลัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 4. จัดการเรียนรู้ เรื่อง เลขยกก าลัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 5. ท าการทดสอบหลังเรียน เรื่อง เรื่อง เลขยกก าลัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยแบบฝึกหัด ออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบทดสอบ 2. แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง 3. แบบประเมินสื่อแบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง


17 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ท าการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากแบบทดสอบ แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง และแบบประเมินสื่อแบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และร้อยละ N x x n i i 1 เมื่อ x คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนการน าเสนอผลงานกลุ่ม i x คือ คะแนนที่ได้รับ N คือ จ านวนกลุ่ม


18 บทที่ 4 ผลการวิจัย ผู้วิจัยได้ท าการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย ใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เลขที่ ชื่อ-สกุล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 1 นายณัฐกมล คล่องกิจกล ม.5/1 3 12 2 นายทินภัทร ภักดี ม.5/1 5 12 3 นายกฤษกร หมกคล้าย ม.5/1 8 12 4 นายกฤษณะ สังข์ทอง ม.5/1 1 12 5 นายคชานนท์ อินทองแย้ม ม.5/1 2 12 6 นายโป ยี ม.5/1 5 12 7 นายพรรณกร วงศ์สวรรค์ ม.5/1 2 12 8 นายศุภาวัฒน์ หอยสังข์ ม.5/1 0 12 9 นายสมพงษ์ สังข์ทอง ม.5/1 0 12 10 นายเอ อาน ม.5/1 5 12 11 นายพิเชฐ เขาดี ม.5/1 5 12 12 นายศักดินนท์ โสจันทร์ ม.5/1 5 12 13 นายศรัณย์ มงคลเกิด ม.5/1 8 12 14 นายทรงภพ สังข์ทอง ม.5/1 5 12 15 นายธีรวัฒน์สังข์ทอง ม.5/1 4 12 16 นายนัฐภูมิ สุดสวาสดิ์ ม.5/1 1 12 17 นายพิพัฒนา วงสิริ ม.5/1 5 12 18 นายสิริภัทร อนันต์ ม.5/1 2 12 19 นายอนุศักดิ์ โบ ม.5/1 3 12 20 นายบี อาน ม.5/1 6 12 21 นายพีรพล เงินกระไร ม.5/1 2 12 22 นายจันทร์นริศ อาจ ม.5/1 4 12 23 นายวิวัฒน์ ขวัญศิริมงคล ม.5/1 2 12 24 นางสาวก้อย ตัว ม.5/1 2 12 25 นางสาวแพรวา บุญช่วย ม.5/1 5 12


เลขที่ ชื่อ-สกุล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 26 นางสาวกมลลักษณ์ สุขเจริญ ม.5/1 1 12 27 นางสาวกัญญาณัฐ เเซ่หลิม ม.5/1 2 12 28 นางสาวปิ่นชนก เนิน ม.5/1 5 12 29 นางสาวฟ้าใส รัตนวงศ์ ม.5/1 5 12 30 นางสาวรวีวัลย์ เจริญผล ม.5/1 2 12 31 นางสาวศิริพร พิบูลนนทวาณิช ม.5/1 2 12 32 นางสาวสุพรรษา สุขสวัสดิ์ ม.5/1 1 12 33 นายอริยะ สุขเกษม ม.5/2 0 12 34 นายกณวรรธน์ คุ้มปลี ม.5/2 2 16 35 นายณัฐวุฒิ มีเพ็ชร์ ม.5/2 5 13 36 นายภัทรดนัย บุญช่วย ม.5/2 5 14 37 นายสิทธิ สิทธิศาสตร์ ม.5/2 4 12 38 นายสิทธิชัย ไชยโย ม.5/2 4 12 39 นายภัทรวุฒิ ฟักทอง ม.5/2 3 12 40 นายลัทธพล ละอองสินธุ์ ม.5/2 2 12 41 นายศุภวิทย์ หอยสังข์ ม.5/2 5 12 42 นายกัณฐัศว์ ขยันกิจ ม.5/2 6 12 43 นายปิ่นแก้ว กองแก้ว ม.5/2 2 12 44 นายยอดขวัญ สุนทรธรรม ม.5/2 1 12 45 นางสาวอมลรดา สุทธิวารี ม.5/2 2 12 46 นางสาวจิรัชญา สุขกระสิน ม.5/2 5 12 47 นางสาวรุ้งนภัฐ สุพรรณพงษา ม.5/2 1 12 48 นางสาวลัสดา วรรณรัตน์ ม.5/2 4 16 49 นางสาวจิ๊บ บุญช่วย ม.5/2 5 12 50 นางสาวชไมพร ไชยวิศาล ม.5/2 2 12 51 นางสาวสุดาพร หอยสังข์ ม.5/2 6 12 52 นางสาวกรรณิการ์ สังข์ทอง ม.5/2 2 12 53 นางสาวณัฐณิชา รอดจันทร์ ม.5/2 2 12 54 นางสาวนัยนา แก้วเปิ้ล ม.5/2 5 12 55 นางสาวมานิสา สังข์ทอง ม.5/2 5 15 56 นางสาววีนา เทียนทอง ม.5/2 2 12 57 นางสาวสุพัตร ยุติ ม.5/2 4 12 58 นางสาวหมูหวาน เมิน ม.5/2 2 12


เลขที่ ชื่อ-สกุล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 59 นางสาวอุษามณี ขวัญศิริมงคล ม.5/2 5 12 60 นางสาวชัชฎา พรมดี ม.5/2 2 12 61 นางสาวแอน แสงทอง ม.5/2 2 12 62 นางสาวศิริลักษณ์ ผลาเกษ ม.5/2 5 12 63 นางสาวจารวี เกตุแก้ว ม.5/2 5 12 64 นางสาวจิรวรรณ ดารา ม.5/2 2 12 65 นางสาวนภัสสร ทองดี ม.5/2 2 12 66 นางสาวดารารัตน์ วงจิ้น ม.5/2 5 12 67 นางสาวสมหญิง เทพยูร ม.5/2 6 12 68 นางสาวสุกัญญา ชลาลัย ม.5/2 3 12 69 นางสาวอักษราภัค ไชยวิศาล ม.5/2 5 12 70 นางสาวเกศราภรณ์มีนิสัย ม.5/2 2 16 71 นายชโยดม ทรงเดช ม.5/3 6 14 72 นายฤทธิชัย ฉุยฉาย ม.5/3 12 19 73 นายอรรถพล ยอดพรหม ม.5/3 12 19 74 นายอุดร เฮง ม.5/3 5 16 75 นายเอกรินทร์ อ าพล ม.5/3 6 15 76 นายณภัทร แซ่โหงว ม.5/3 2 14 77 นายวัฒนะ ยาน ม.5/3 8 15 78 นายศิวกร ทาสงัด ม.5/3 5 18 79 นายเอกบุรุษ เกษี ม.5/3 4 16 80 นายฆนาพงษ์ ขันนาค ม.5/3 5 15 81 นายพงศ์พล ทับทิมทอง ม.5/3 4 14 82 นายพิพัฒน์ ช านาญช่าง ม.5/3 5 18 83 นายภควัตร แก้วตา ม.5/3 6 15 84 นางสาวศุกลรัตน์ สออนงค์ ม.5/3 9 15 85 นางสาวชุติมา คุ้มภักดี ม.5/3 4 16 86 นางสาวกิมฮวย สังข์ทอง ม.5/3 5 17 87 นางสาวจีรนันท์ ผลาเกษ ม.5/3 2 15 88 นางสาวเซียงอี๊ อ๊อก ม.5/3 5 17 89 นางสาวทักษพร นิ่มมาก ม.5/3 1 16 90 นางสาวนัฐณิชา เดชสุภา ม.5/3 4 18 91 นางสาววรรณภา เอี่ยมโอด ม.5/3 5 15


เลขที่ ชื่อ-สกุล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 92 นางสาวสรัญรัตน์ เอี่ยมวิไล ม.5/3 8 17 93 นางสาวสุธาสินี เพ่งจินดา ม.5/3 5 14 94 นางสาวโสภี ยัน ม.5/3 6 18 95 นางสาวกานดา หอยสังข์ ม.5/3 5 16 96 นางสาวจันทนา ดี ม.5/3 4 15 97 นางสาวซกเลี๊ยบ เกา ม.5/3 7 15 98 นางสาววิชุดา ศรีกาเกตุ ม.5/3 8 17 99 นางสาวศรินทรา นาวาสวัสดิ์ ม.5/3 5 16 100 นางสาวรุริญา รุ่งเรือง ม.5/3 5 15 101 นางสาวธัญญาลักษณ์ ยะถา ม.5/3 5 13 102 นางสาวพรทิพย์ สุขก าเนิด ม.5/3 6 15 103 นางสาวสุกัญญา ละอองสินธุ์ ม.5/3 6 14 104 นางสาวสุกัญญาพร ซิง ม.5/3 5 15 105 นางสาวสุนิสา สุไรมาน ม.5/3 6 14 106 นางสาวอริสา ตรีกระสิน ม.5/3 6 15 107 นางสาวกชกานต์มังกร ม.5/3 4 16 108 นายทักดนัย แก่นพิทักษ์ ม.5/4 8 12 109 นายธีรพงศ์ ฐานิชฐ์ตระกูล ม.5/4 4 15 110 นายพีรพัฒน์ เดชกล้า ม.5/4 2 19 111 นายศุภวิชญ์ ตรีประเสริฐศักดิ์ ม.5/4 3 12 112 นายโต เฮง ม.5/4 1 12 113 นายอัมรินทร์ กองแก้ว ม.5/4 5 14 114 นายพายุ รักษาภักดี ม.5/4 4 12 115 นายวีระศักดิ์ กุลวงศ์ ม.5/4 2 12 116 นายเฉลิมเดช ห่อทอง ม.5/4 6 12 117 นายเพีย พา ม.5/4 4 16 118 นายรพีภัทย์ ไชยวิศาล ม.5/4 5 14 119 นายเกียรติคุณ ปานเล่ห์ ม.5/4 6 17 120 นางสาวพรทิพย์ รัตนวาร ม.5/4 5 14 121 นางสาวนิสา สะอาด ม.5/4 5 15 122 นางสาวกัญญาภัค ชูแก้ว ม.5/4 4 14 123 นายจันทร์ รัตนพาหิระ ม.5/5 2 16 124 นางสาวกานติมา ภูนา ม.5/5 5 14


เลขที่ ชื่อ-สกุล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ทดสอบก่อนเรียน ทดสอบหลังเรียน 125 นางสาวเปอว เกิดมณี ม.5/5 9 19 126 นางสาวอภัสราภา ติลานนท์ ม.5/5 4 15 127 นางสาวอรนุช สังข์ทอง ม.5/5 5 14 128 นางสาวอุษณิษา บุญโชติ ม.5/5 3 16 129 นางสาวธนาภา เทียนชัย ม.5/5 6 17 130 นางสาวรัชนีกร วงศ์สวรรค์ ม.5/5 5 15 ค่าเฉลี่ยรวม 4.21 13.66 จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการท าแบบทดสอบก่อนเรียน 4.21 คะแนน มีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการท าแบบทดสอบหลังเรียน 13.66 คะแนน โดยมีคะแนนทดสอบผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม) คิดเป็นร้อยละคิดเป็นร้อยละ 90.91 ของนักเรียนทั้งหมด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เลขยกก าลัง หลังจาก ใช้แบบฝึกหัดออนไลน์เรื่อง เลขยกกลัง สูงขึ้น 9.45 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 47.25


23 แบบประเมินการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่องเลขยกก าลัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตอนที่ 1 สถานภาพ เพศ ชายจ านวน 49 คน หญิงจ านวน 74 คน ตอนที่ 2 ค าชี้แจง ให้ประเมินโดยกาเครื่องหมาย / ลงในช่องระดับคะแนนให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด วิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบมาตรา ส่วนประมาณค่า ( Rating Scale) 5 ระดับ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า ของลิเคิร์ท ( Likert) วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ( x ) โดยแปลผลเป็นระดับใช้เกณฑ์ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.21 - 5.00 แสดงว่า ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.41 - 4.20 แสดงว่า ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.61 - 3.40 แสดงว่า ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.81 - 2.60 แสดงว่า ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 - 1.80 แสดงว่า ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อยที่สุด


ตารางที่ 3 แสดงผลการประเมินการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่องเลขยกก าลัง ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 รายการประเมิน ระดับคุณภาพการประเมิน สรุปผล มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ความหมาย 5 4 3 2 1 1. ด้านเนื้อหา 1.1 เนื้อหามีความเหมาะสม สอดคล้องกับ สาระและมาตรฐานการเรียนของหลักสูตร สถานศึกษา 67 43 11 1 1 4.41 มากที่สุด 1.2 เนื้อหามีความสมบูรณ์ ถูกต้องตามหลัก วิชาการ และทันสมัย เป็นที่ยอมรับในสาขาวิชา 77 37 8 1 0 4.54 มากที่สุด 1.3 เนื้อหาสนับสนุนความก้าวหน้า เพิ่มพูน องค์ความรู้ให้แก่ผู้เรียน 72 43 7 1 0 4.51 มากที่สุด 1.4 เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับ ระดับชั้นของผู้เรียน 69 43 10 0 1 4.46 มากที่สุด 1.5 การจัดล าดับขั้นการน าเสนอเนื้อหาที่ เหมาะสมเข้าใจง่าย 73 39 7 4 0 4.47 มากที่สุด 1.6 ภาษาที่ใช้สื่อความหมายและเข้าใจได้ง่าย 73 38 11 0 1 4.48 มากที่สุด 1.7 ภาษามีความเหมาะสมกับวัยหรือระดับชั้น ของผู้เรียน 77 38 7 1 0 4.55 มากที่สุด 1.8 เนื้อหามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 72 40 10 1 0 4.49 มากที่สุด รวม ด้านที่ 1 580 321 71 9 3 4.49 มากที่สุด 2. ด้านสื่อ/ เทคโนโลยี 2.1 มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ 79 37 6 1 0 4.58 มากที่สุด 2.2 มีเหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหาบทเรียน 74 39 9 0 1 4.50 มากที่สุด 2.3 มีความเหมาะสมกับระดับและวัยของ ผู้เรียน 75 41 7 0 0 4.55 มากที่สุด 2.4 มีวิธีการใช้ง่าย เก็บ บ ารุงรักษาได้สะดวก 71 40 10 0 2 4.45 มากที่สุด รวม ด้านที่ 2 299 157 32 1 3 4.52 มากที่สุด 3. ด้านการออกแบบหรือกระบวนการเรียนรู้ 3.1 สื่อที่ออกแบบมีความน่าสนใจเข้าใจง่าย 77 35 9 2 0 4.52 มากที่สุด 3.2 ความเหมาะของกราฟิก ภาพประกอบ 71 37 14 0 1 4.44 มากที่สุด 3.3 สื่อที่อออกแบบมีการแทรกกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ 74 39 10 0 0 4.52 มากที่สุด 3.4 กิจกรรประกอบการเรียนใช้ค าสั่งที่ชัดเจน เข้าใจง่าย 72 40 10 0 1 4.48 มากที่สุด


รายการประเมิน ระดับคุณภาพการประเมิน สรุปผล มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ความหมาย 5 4 3 2 1 3.5 กิจกรรมประกอบการเรียนกระตุ้นให้ ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ส่งเสริมให้เข้าใจเนื้อหา และน าไปสู่การปฏิบัติจริงได้ 71 38 13 0 1 4.45 มากที่สุด 3.6 สื่อจัดองค์ประกอบศิลป์ได้เหมาะสมกับ เนื้อหา เช่น ตัวอักษร สี ภาพประกอบ 69 43 9 2 0 4.46 มากที่สุด 3.7 เทคนิควิธีการน าเสนอ น่าสนใจ ช่วยให้การ เสนอเนื้อหาสาระอย่างชัดเจน 69 38 13 1 2 4.39 มากที่สุด รวม ด้านที่ 3 503 270 78 5 5 4.46 มากที่สุด ผลรวม 3 ด้าน 1382 748 181 15 11 4.49 มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 59.14 32.01 7.74 0.64 0.47 89.83 มากที่สุด จากตารางที่ 3 พบว่า การประเมินการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ เลขยกก าลัง ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีผลดังนี้คือ ด้านที่ 1 ด้านเนื้อหา มีระดับความ คิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.49) มีความคิดเห็นมากที่สุดในเนื้อหาภาษามีความเหมาะสมกับวัยหรือ ระดับชั้นของผู้เรียน ( =4.55) ด้านที่ 2 ด้านสื่อ/ เทคโนโลยีมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.52) มีความคิดเห็นมากที่สุดในประเด็น มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้( =4.58) ด้านที่ 3 ด้านการออกแบบหรือกระบวนการเรียนรู้มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( =4.46) มีความคิดเห็นมากที่สุด ในประเด็น สื่อที่ออกแบบมีความน่าสนใจเข้าใจง่ายและสื่อที่อออกแบบมีการแทรกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์( =4.52) รวมทั้ง 3 ด้าน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.49)


26 บทที่ 5 สรุปผลและอภิปรายผล 1. สรุปผล จากการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จากท าการทดสอบก่อนเรียน จัดการเรียนรู้ตามคาบเรียนและใช้แบบฝึกหัดออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง จนได้คะแนนเต็มในทุกแบบฝึกหัดและมี การทดสอบหลังเรียนแล้ว ท าการเปรียบเทียบผลการท าแบบทดสอบของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมีผลการทดสอบสูงขึ้น จากการประเมินการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่องเลขยกก าลัง ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีผลดังนี้คือ ด้านที่ 1 ด้านเนื้อหา มีระดับความคิดเห็นอยู่ใน ระดับมากที่สุด ( =4.49) มีความคิดเห็นมากที่สุดในเนื้อหาภาษามีความเหมาะสมกับวัยหรือระดับชั้นของผู้เรียน ( =4.55) ด้านที่ 2 ด้านสื่อ/ เทคโนโลยีมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.52) มีความคิดเห็น มากที่สุดในประเด็น มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้( =4.58) ด้านที่ 3 ด้านการออกแบบหรือ กระบวนการเรียนรู้มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( =4.46) มีความคิดเห็นมากที่สุดในประเด็น สื่อที่ ออกแบบมีความน่าสนใจเข้าใจง่ายและสื่อที่อออกแบบมีการแทรกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ เนื้อหาและวัตถุประสงค์( =4.52) รวมทั้ง 3 ด้าน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.49) เมื่อพิจารณาจากการส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดย ใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและมีระดับความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก 2. ข้อคิดที่ได้จากงานวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เลขยกก าลัง สูงขึ้นหลังจากท าแบบฝึก ทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 2. ผู้ประเมินสื่อการจัดการเรียนรู้ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะออนไลน์เรื่อง เลขยกก าลัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีระดับความคิดเห็น อยู่ในระดับมากที่สุด 3. การน าผลการวิจัยไปใช้ 1. น าแบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่องเลขยกก าลัง ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เลขยกก าลัง ให้สูงขึ้น 2. น าค าแนะน าที่ได้จากการประเมินสื่อการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เลขยกก าลัง ได้ในปีการศึกษาถัดไป ตลอดจนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้อื่น ๆ


ภาคผนวก


แบบทดสอบเรื่อง เลขยกก าลัง วิชาคณิตศาสตร์ 9 รหัส ค32103 คะแนนเต็ม 20 คะแนน ค าชี้แจง จงเลือกค าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ค่าของ 3 9 3 9 n 1 2n 1 n 1 มีค่าตรงกับข้อใด ก. 84 ข. 4 3 ค. 3 3 4 ง. 9 3 2 2. ถ้า 2 1 2 18 324 x แล้ว 2x-1 ตรงกับข้อใด ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 3. ค่าของ 4 8 4 2 n 2 n 1 n 2 มีค่าตรงกับข้อใด ก. 16 1 ข. 4 ค. 8 ง. 16 4. ถ้า 4 4 1 6 x แล้ว x ตรงกับข้อใด ก. 5 ข. 6 ค. 7 ง. 8 5. ถ้า 9 6 2 2 2 x แล้ว x ตรงกับข้อใด ก. 2 ข. 4 ค. 8 ง. 16 6. ค่าของ 2 2 18 32 ตรงกับข้อใด ก. 128 ข. 64 ค. 32 ง. 16 7. ค่าของ 3 196 64 ตรงกับข้อใด ก. 30 ข. 16 ค. 10 ง. 8 8. ค่าของ 5 7 3 3 3 3 ตรงกับข้อใด ก. 27 ข. 9 ค. 6 ง. 3 9. ค่าของ 0 2 3 5 3 3 3 5 ตรงกับข้อใด ก. 0 ข. 1 ค. 3 ง. 9 10. 64 10 64 1 มีค่าตรงกับข้อใด ก. 8 ข. 32 ค. 64 ง. 80 11. จาก 2 1 6 4 4y x ท าให้อยู่ในรูปอย่างง่ายได้ข้อใด ก. 3 2 2y x ข. 3 2 8y x ค. 3 2 2y x 1 ง. 3 2 y x 4 12. ข้อใดคือค าตอบของ 4 32 16 5 ก. 1 16 ข. 1 ค. 16 ง. 32 13. ข้อใดต่อไปนี้มีค่าต่างจากข้ออื่น ก. 0 1 ข. 2 1 ค. 14 1 ง. 7 1 14. 2 8 32 2 2 6 5 0 มีค่าเท่ากับข้อใด ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4


15. 1 1 3 3 3 3 มีค่าเท่ากับข้อใด ก. 3 4 3 ข. 3 4 3 ค. 3 2 3 ง. 3 2 3 16. 3 5 3 5 มีค่าเท่าใด ก. 1 ข. 0 ค. 1 ง. 2 17. 1 2 2 มีค่าเท่าใด ก. 1 2 ข. 3 2 ค. 2 2 ง. 2 2 18. 2 4 1 6 1 27 9 มีค่าเท่าใด ก. 12 ข. 16 ค. 25 ง. 24 19. 2 2 2 5 3 3 2 4 มีค่าเท่าใด ก. 155 ข. 165 ค. 175 ง. 185 20. 3 4 18 2 125 3 4 มีค่าเท่าใด ก. 10 ข. 10 ค. 20 ง. 20


เฉลยแบบทดสอบเรื่อง เลขยกก าลัง 1. ข 2. ค 3. ก 4. ข 5. ง 6. ก 7. ค 8. ค 9. ข 10. ง 11. ค 12. ข 13. ง 14. ข 15. ก 16. ง 17. ค 18. ก 19. ค 20. ข


การประเมินการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกหัดออนไลน์ เรื่อง เลขยกก าลัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2566


บรรณานุกรม คณิศร ศรีประไพ. (2555). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่3 อ าเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน)มหาวิทยาลัยบูรพา. บุญน า เกษี.(2556 ). รายงานผลการใช้แบบฝึกทกัษะ เรื่องระบบสมการเชิงเส้น. ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์อ าเภอพานทองจังหวัดชลบุรี. ประภาพร ถิ่นอ่อง. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม ดีกรีสอง ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิจัยและ ประเมินผลการศึกษา (วิจัยและพัฒนาการศึกษา), บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปราณี จิณฤทธิ์. (2552). ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการเรียน คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเคหะประชาสามัคคี จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,สาขาวิชาศึกษาศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปาริชาติ สุพรรณกลาง.(2550). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการอินทิเกรตของ นักเรียนชั้นมธัยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเรียนเป็ นรายบุคคลและเป็น เป็นกลุ่มย่อย. งานนิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน) คณะศึกษาศาสตร์,มหาวิทยาลัยบูรพา. พวงรัตน์ทวีรัตน์. 2543. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพค์รั้งที่ 7) กรุงเทพมหานคร : ส านักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2545. หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :เฮาสออฟ เคอรมิสท พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ : แนวคิด วิธีและเทคนิคการสอน 1. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคสพับลิเค ชันส ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 4).กรุงเทพฯ:สุวีริยาสาส์น สมนึก ภัททิยธนี. (2548). การวัดและประเมินผล. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมพร เชื้อพันธ์. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองกับการจัดการเรียนการสอน ตามปกติ.วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: บริษัท พัฒนาคุณภาพ วิชาการ(พว.) จ ากัด. สุเทวี แก้วนิมิตดี. (2547). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาการจัดการเรียนรู้) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. Block, C. C. (1993). Teaching the Language Arts: Expanding Thinking Through StudentCentered Instructional. Massachusetts: Allyn and Bacon. Harris, D. V., & Robinson, W. J. (1986). The effects of skill level on EMG activity during internal and external imagery. Journal of Sport Psychology, 8, 105-111. Seel,B,and Glasgow,Z. (1990). Exercise in Instructional Design. Merrill Publishing Company Bell & Howell Information Company, Columblus,Ohio 4321.


Click to View FlipBook Version