The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Reportสถานพินิจฯอุดรฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piskit, 2021-08-22 20:34:26

Reportสถานพินิจฯอุดรฯ

Reportสถานพินิจฯอุดรฯ

สารบัญ ก

สารบญั หนา
สารบัญแผนทแี่ ละรูปภาพ
ขนั้ ตอนและวิธีการสาํ รวจ ก
รายงานการสํารวจแหลง นาํ้ บาดาล ข
1. ทตี่ งั้ และลักษณะภูมปิ ระเทศและทีต่ งั้ 1-7
2. ลักษณะทางธรณีวิทยา
3. ลักษณะทางอทุ กธรณีวทิ ยา 8
4. การสํารวจในสนาม 8
5. ผลการสาํ รวจและแปลความหมายการสํารวจวดั คาความตานทานไฟฟา 8
6. สรปุ ผลและขอเสนอแนะ 10
11
ภาคผนวก 11





สารบัญแผนทแี่ ละรปู ภาพ

รูปที่ 1 ความสมั พนั ธข องการหาคา ความทานไฟฟา จําเพาะจริงและปรากฏ หนา
รูปที่ 2 วงจรไฟฟาของการสํารวจวัดคา ความตานทานไฟฟาจําเพาะ (จาก Todd, 1980) 5
รูปที่ 3 แผนท่แี สดงอุทกธรณีวทิ ยาปริมาณและคุณภาพนํ้าบาดาล 7
รปู ท่ี 4 ภาพแสดงการสํารวจธรณีฟส ิกส ดวยวิธีวดั คาความตา นทานไฟฟา จําเพาะในสนาม 9
รปู ที่ 5 ภาพแสดงจุดสาํ รวจธรณีฟส กิ ส สถานพินิจและคุมครองเด็กและเยาวชนจังหวดั อุดรธานี 10

ตาํ บลนคิ มสงเคราะห อําเภอเมือง จังหวัดอดุ รธานี 12

1

ข้ันตอนและวิธกี ารสํารวจ

การสํารวจหาแหลง นํ้าบาดาลดวยวิธที างธรณฟี สิกส

การสํารวจหาแหลงนํ้าบาดาลดวยวิธีทางธรณีฟสิกส เปนการสํารวจธรณีฟสิกสบนผิวดินซึ่งเปนงาน
พื้นฐานที่ สามารถนําไปประยุกตใชสําหรับงานวิชาการนํ้าบาดาลดานตางๆ ไมวาจะเปนการสํารวจเพื่อกําหนด
ตาํ แหนง จดุ เจาะบอน้ําบาดาล การสาํ รวจเพ่ือจดั ทาํ แผนท่ี อุทกธรณีวทิ ยา และแผนท่ีน้าํ บาดาล หรือ การสํารวจ
อทุ กธรณีวิทยาเพือ่ วัตถปุ ระสงคอ ื่นๆ เชน การศกึ ษาวจิ ัยการประเมินศักยภาพแหลงน้ําบาดาล การศกึ ษาวจิ ัยการ
อนุรักษแ หลงนาํ้ บาดาล การศกึ ษาวิจัยการปนเปอนแหลง นาํ้ บาดาล เปนตน

การสํารวจธรณีฟสกิ ส
การสํารวจธรณีฟส ิกสเปนการศึกษาเพ่ือสาํ รวจสว นตาง ๆ ทซ่ี อนอยใู ตผ วิ โลก หรือองคประกอบของโลก
โดยอาศัยหลักการที่วาวัตถุตางชนิดกันยอมมีคุณสมบัติทางกายภาพที่ตางกัน โดยทั่วไปลักษณะของการสํารวจ
ธรณีฟสิกสจะทําการตรวจวัดท่ีผิวดินโดยเคร่ืองมือที่มีการออกแบบมาเพื่อใหสามารถตรวจวัดความแตกตางทาง
กายภาพเฉพาะตวั ของวตั ถตุ างๆ ไดและแปลความหมายไปท่ีระดับความลกึ ตางๆ ใตผ ิวดนิ

วตั ถปุ ระสงคข องการสาํ รวจธรณีฟส ิกส
การสํารวจธรณีฟสิกสไดพัฒนาขึ้นมาชวยในการสํารวจ เพื่อลดคาใชจายของการสํารวจใตผิวดินใหลด
นอยลง และเพื่อตอ งการทราบลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยาใตผิวดนิ

การสํารวจอุทกธรณีวทิ ยาดวยวธิ ีทางธรณีฟส กิ ส

การสํารวจวดั ความตา นทานไฟฟาจําเพาะ ( Resistivity Survey )

การสํารวจโดยวิธีความตานทานไฟฟาจําเพาะ ปจจุบันนิยมทําการสํารวจแพรหลายในระดับตื้น
เทา นั้น ซึง่ สวนใหญป ระยุกตส ํารวจทรี่ ะดบั ความลกึ ไมเ กนิ 1 กิโลเมตร การประยุกตส าํ รวจธรณวี ิทยาใตผ วิ ดินดวย
วิธีวัดความตานทานไฟฟาจําเพาะ อาศัยเงื่อนไขของสภาพใตผิวดิน คือ สภาพใตผิวดินตองไมเปนฉนวนไฟฟา
โดยทั่วไปเปน ที่ทราบกันดีวา แรประกอบหินในเปลือกโลกมีลักษณะเปนฉนวนไฟฟาแตเนือ่ งจากเนื้อหินมีชองวา ง
อัน ประกอบดวย รูพรุน รอยแยก รอยเลื่อน หรือรอยแตกเฉือน โดยที่ในชองวางมนี ํ้าทีม่ ีไอออนหรือประจุไฟฟา
ตา งๆ ปะปนอยู ไอออนหรือประจุไฟฟาในน้ําจะเคลื่อนไหลระหวา งชองวางตอชอ งวา ง ทาํ ใหกระแสไฟฟาไหลใต
ผิวดนิ

การสํารวจธรณีฟสิกสดวยการวัดความตานทานไฟฟาจําเพาะนี้เปนการสํารวจธรณีฟสิกสบนผิวดินที่
นํามาประยุกตใชในการสํารวจอุทกธรณีวิทยามากที่สุดวิธีหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากมีความเหมาะสมหลายดาน เชน
สามารถนํามาประยุกตใชไดกับสภาพอุทกธรณีวิทยาใตผิวดินของพื้นที่สํารวจเกือบทุกรูปแบบ มีสิ่งรบกวนการ
สํารวจจากสภาพแวดลอมของพื้นที่สํารวจนอยกวาวิธีการสํารวจอื่นๆ มีวิธีการสํารวจหลายวิธี ใหเลือกใชตาม

2

ความเหมาะสม รวมทั้งสามารถสํารวจขอมูลความเค็มของนํ้าบาดาลในชั้นนํ้าและชั้นดินเค็มใตผิวดิน อยางไรก็
ตามการ สํารวจอุทกธรณีวิทยาโดยวิธีทางธรณีฟสิกสบนผิวดินหลายกรณี จําเปนตองอาศัยการสํารวจทางธรณี
ฟส ิกสวธิ ีการ อืน่ ควบคูไ ปดวย

คณุ สมบัติความตานทานไฟฟา จําเพาะของวสั ดุในเปลือกโลก

สภาพดนิ -หนิ ประกอบดว ยแรแ ละแรประกอบในดนิ -หิน สวนใหญเ ปน ฉนวนไฟฟา (Insulator) มี เฉพาะ
แรโลหะ และกราไฟทเทานั้น ที่เปนพวกตัวนําไฟฟาที่ดีโดยทั่วไปแรโลหะ และกราไฟตพบเปนสายแร (Ore
body) ในบางพื้นที่เทานั้น ดังนั้นการวัดคาความตานทานไฟฟาจําเพาะจึงเปนการประยุกตสํารวจ เพื่อวัดการ
ถายเทหรอื แลกเปล่ยี นประจุไฟฟา ในชองวา งของชน้ั ดนิ -หินทม่ี ีน้าํ เขาไปแทรกเปนสวนใหญ แมวาชองวางของดิน
หินมีนํ้าแทรกแตหากเปนนํ้าบริสุทธิ์ไมมีลักษณะเปนตัวนําทีจ่ ะนําพากระแสไฟฟาเคลื่อนไหลได ถากระแสไฟฟา
เคลื่อนไหลไมได การประยุกตสํารวจดวยวิธีวัดคาความตานทานไฟฟาจําเพาะ ไมสามารถทําไดเชนกัน ใน
ธรรมชาติสวนใหญพบวาน้ําที่บรรจุในชองวางของดิน-หิน มีสารละลายที่มีองคประกอบเปนประจุไฟฟาอยูในนํ้า
จึงทําใหชั้นดิน-หินเปนตัวนําไฟฟาที่ดี คาความพรุนและลักษณะของของเหลวในชองวางของดิน-หิน เปนปจจัย
หลักของการสํารวจดวยวิธีวัดคาความตา นทานไฟฟาจําเพาะ กรณีของหินแข็ง รูพรุนและรอยแตกในเนื้อหิน ทํา
ใหเกิดการนําไฟฟา (Conductor) ที่เกิดจากกระบวนการอิเล็กโทรไลท (Electrolytic Conduction) และจาก
การที่มีแรบางตัวที่เปนตัวนําไฟฟา (Matrix conduction) รวมอยูสงผลใหสภาพดิน-หิน เปนตัวนําไฟฟาที่ดีซึ่ง
กระบวนการ อเิ ลก็ โทรไลท หมายถึง ชอ งวา งหรือรอยแตกที่มีนํ้า ท่ปี ระกอบดว ยอนมุ ูลของไอออนละลายอยู เม่ือ
มีสนามไฟฟาเกิดข้ึน อนมุ ูลไอออนจะเคล่ือนท่ีนําพากระแสไฟฟาไหลผา นไปไดทาํ ใหตวั กลางดิน-หิน มีสภาพเปน
ตวั นําไฟฟา

สวนแรบางชนิดที่เปนตัวนําไฟฟา แสดงวากระแสไฟฟาสามารถไหลผานทะลุเขาไปในเน้ือแรไดแ ร ที่จัด
วาเปนตัวนําไฟฟา เชน กราไฟต (Graphite) ไพรโรลไซต (Pyrolusite) ไพไรต (Pyrite) ชาลโคไพไรต
(Chalcopyrite) กาลีนา (Galena) แมกนีไ้ ทต (Magnetite) และ แรด นิ เหนียว (Clay minerals) ในธรรมชาติแร
ที่กลาวมาแลว นัน้ แรดนิ หนยี วพบมากและกระจายตวั มากทส่ี ุด ดงั น้นั หากดิน-หนิ มแี รด นิ เหนียวประกอบอยูจะ
สามารถประยุกตสํารวจวัดคาความตานทานไฟฟาจําเพาะได คา ของความตานทานไฟฟาจําเพาะของแรและหินมี
คา ทเ่ี ปลีย่ นแปลงมาก ทั้งน้ีเนือ่ งจากแรและหินตัวอยางที่ศึกษา มีรพู รนุ และของเหลวท่ีบรรจุอยูในรูพรุนมีขนาด
แตกตางกนั ตางจากธาตทุ มี่ คี าคงท่ี

3

ปจจัยทมี่ ผี ลตอ การเปล่ียนแปลงคาของความตา นทานไฟฟาจําเพาะ

คาของความตานทานไฟฟาจําเพาะของหินมีปจจัยควบคุมตางๆ หลายประการ ไมใชแตเพียง ชนิดและ
ประเภทของหนิ เทานั้น ที่สําคญั คอื ปจจัยเหลานัน้ มคี วามสัมพันธเ ชื่อมโยง ตอกัน ปจจัยท่ีสําคัญๆ ที่มีผล ตอการ
เปล่ียนแปลงคาของความตานทานไฟฟาจําเพาะ ไดแ ก

1. ปริมาณของสารละลายที่แทรก หรือถูกกักเก็บอยูในชองวาง ซึ่งจะขึ้นอยูกับความพรุน ตลอดจน
สภาวะท่หี ินนั้นอยู กลา วคืออยเู หนือหรอื ตํา่ กวา ระดับน้ําบาดาล จากการศกึ ษาพบวา ถาหนิ น้นั อยเู หนือ ระดับน้ํา
บาดาล หินที่สามารถกักเก็บความชื้นไวมากกวา จะมีคาของสภาพตานทานไฟฟาตํ่ากวาหินที่กักเก็บ ความชื้นได
นอยกวา ดังนนั้ ดนิ เหนียวกจ็ ะมีคาของสภาพตานทานไฟฟาตํ่ากวาทรายและกรวด ในขณะเดียวกัน กรณีท่ีหินน้ัน
อยูตํ่ากวาระดับนํ้าบาดาล หินที่สามารถอุมสารละลายเกลือแรและดึงดูดอิออนอิสระไดดีกวาก็จะมี สภาพ
ตานทานไฟฟาตํ่ากวาหินที่ไมสามารถดึงดูดอิออนอิสระไว กรณีนี้ดินเหนียวก็จะมีสภาพตานทานไฟฟาตํ่า กวา
ทรายและกรวด

2. ชนิดของแรดินเหนียวและปริมาณของแรดินเหนียว มีผลตอการเปลี่ยนแปลงของคาความ ตานทาน
ไฟฟา จําเพาะหากมีความชื้นประกอบอยูในหิน (กรณเี นือ้ หนิ แหงไมมีความช้นื เลย แมม แี รดนิ เหนยี วก็ไม ทําใหคา
ของความตานทานไฟฟาจําเพาะของหินนั้นเปลี่ยนแปลงแตอยางใด) ทั้งนี้เพราะแรดินเหนียวมี ความสามารถใน
การแลกเปล่ียนประจบุ วก (Cation exchange capacity, CEC) เนื่องจากแรดินเหนยี วใน ธรรมชาติสวนใหญเกิด
ในลักษณะที่เปนการสลายตัวของแรอื่น เชน แรในกลุมเฟดลสปาร (Feldspar) แรในกลุม ไมกา (Mica)
ตัวอยางเชน แรออรโทเคลสเฟดลสปาร (Orthoclase feldspar) สลายเปนแรคาโอลิในต (Kaolinite) ซึ่งใน
ระหวางที่สลายตัวจะมีไอออนอิสระทั้งไอออนบวกและไอออนลบ สําหรับไอออนบวกสว นใหญ ถูกดูดหรือเกาะท่ี
ผิวของผลึกแรดินเหนียวอยางหลวมๆ สามารถแลกเปลี่ยน หรือถูกดึงไปจับผลึกหรือประกอบ เปนสารใหมได
คุณสมบัตนิ เี้ รียกวา ความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจบุ วกนน่ั เอง

3. เนือ้ หิน กรณขี องหินตะกอนท่ีมีแรประกอบหินเหมือนกันทุกประการ แตเ ม็ดตะกอนมีขนาด แตกตาง
กนั หนิ ท่มี กี ารคัดขนาดของเม็ดตะกอนดี (Well sorted) จะมคี วามตา นทานไฟฟาจาํ เพาะตํา่ กวา หินท่ีมี การคัด
ขนาดไมด ี (Poorly sorted) การคดั ขนาดบงบอกถงึ ความมีรพู รนุ หินตะกอนทมี่ กี ารคดั ขนาดทจ่ี ะมีความ พรุนสูง
กวาหินที่มีการคัดขนาดของตะกอน ไมดี สวนกรณีของหนิ อัคนี้ถามีรอยแยก รอยแตก เฉือน หรือรอย เลื่อนมาก
คาของความตานทานไฟฟาจําเพาะจะตํ่ากวาหินที่ไมมีรอยแตก หรือกรณีของหินบะซอลลหากมีรูพรุน แตรูพรุน
ไมเ ชอ่ื มตอกนั เลย หินบะซอลลนั้นมีความตานทานไฟฟา จําเพาะสูงเพราะกระแสไฟฟาไหลผา นไดยาก เพราะการ
เชื่อมตอของชอ งวา งสงผลตอการไหลของกระแสไฟฟา

4. กระบวนการเปล่ยี นแปลงทางธรณวี ทิ ยา มีผลตอคา ความตา นทานไฟฟา จาํ เพาะของหิน โดย ทําใหคา
ความตา นทานไฟฟา จาํ เพาะของหนิ น้นั ตา่ํ ลง ถา ผา นกระบวนการผุกรอ น กระบวนการผุสลายอยูกบั ท่ี การละลาย
หรือการเปลี่ยนแปลงออกไปของแรบางชนิด กระบวนการเลื่อนหรือการเฉือน สวนกระบวนการที่มีผล ตอคา
ความตา นทานไฟฟาจําเพาะของหิน โดยทําใหค าความตานทานไฟฟาจําเพาะของหินสูงขนึ้ คอื กระบวนการเชื่อม
ประสานหรือกระบวนการทาํ ใหหินแข็งตวั เพิ่มข้ึน และกระบวนการตกผลึก เปนตน สวนกระบวนการแปร ทําให
คาความตา นทานไฟฟา จาํ เพาะของหินเพ่ิมขน้ึ หรือลดลง ขึ้นอยูกบั รปู แบบของการแปรและชนิดของหนิ เชน กรณี

4

มีการแปรแบบไดนามิก ซงึ่ ทําใหหินท่ถี ูกแปรมคี าความตานทานไฟฟาจําเพาะตํ่า กรณีมีการแปรแบบสมั ผสั จะ
ทาํ ใหห นิ ทถี่ ูกแปรมคี า ความตา นทานไฟฟา จําเพาะสงู ข้ึน เปนตน

5. อุณหภูมิ มีผลตอการเปลี่ยนแปลงคาความตานทานไฟฟาจําเพาะ คือ จากการที่นํ้ามีอุณหภูมิ เพิ่ม
มากขึ้น ทําใหความหนดื ของนํา้ ลดลง สงผลใหการเคลื่อนยายของไอออนทีอ่ ยูในของเหลวเคลือ่ นที่ไดเร็วขึ้น เมื่อ
ไอออนเคลือ่ นทไ่ี ดเ ร็ว การไหลของประจุไฟฟา ยอมเคลื่อนที่ไดเ ร็ว สง ผลใหคาความตา นทานไฟฟา จาํ เพาะต่าํ ลง

ทฤษฎขี องการสํารวจความตานทานไฟฟาจาํ เพาะ

กฎของโอหม กลาววา “กระแสไฟฟาที่ผานตัวนําหนึ่ง มีคาแปรผันตรงกับความตางศักยไฟฟา ระหวาง
ปลายทงั้ สองของตวั นํานั้น” เขยี นไดค อื

IαV

และ I α 1/R

ดังนน้ั I = V/R หรือ V = IR

เม่อื V คอื ความตา งศกั ย มีหนว ยเปน โวลต (Volt)

I คอื กระแสไฟฟา มหี นวยเปน แอมแปร (Ampere)

R คอื ความตานทาน มีหนว ยเปน โอหม

จากกฎของโอหมสามารถวัดความตานทานไฟฟา จําเพาะของวัตถุตา งๆ ไดด งั นี้ คือนาํ เอา วัสดุท่ีตองการ
วัดคาความตานทานไฟฟาจําเพาะ มาปลอยกระแสไฟฟาลงไป วัดปริมาณของกระแสไฟฟาที่ ปลอยลงไปดวย
เครื่องมือวัดกระแสไฟฟาหรือแอมมิเตอร แลววัดความตางศักยไฟฟา ดวยเครื่องมือวัดความ ตางศักยหรือโวลต
มิเตอร (รปู ท่ี 1)

5

จากรปู ท่ี 1 แสดงใหเ หน็ วาความตา นทานไฟฟาจําเพาะขึ้นอยูกับ ผลคูณของคาสภาพตานทานไฟฟาของ
ตัวกลาง กบั คา ความยาวของตัวกลางท่กี ระแสไฟฟา ไหลผาน หารดว ยพื้นท่ีหนา ตัดของ ตวั กลาง ดงั สมการ

R= ρL
A

หรือเขียนไดใหมว า ρ= RA
L

ρ คือ สภาพตานทานไฟฟา หรือความตา นทานไฟฟาจาํ เพาะ
มหี นวยเปน โอหม- เมตร

R คอื ความตานทาน มีหนว ยเปน โวลต

A คือ พื้นท่ีหนา ตดั มหี นวยเปน เมตร

L คือ ความยาว มีหนวยเปน เมตร

รูปท่ี 1 ความสัมพนั ธข องการหาคาความทานไฟฟาจาํ เพาะจรงิ และปรากฏ

(ก) กรณี ตัวกลางมีลักษณะเปนเนื้อเดียว จะไดคาความตานทานไฟฟาจําเพาะจริง (True resistivity)
หรือ เรยี กส้นั ๆ วา สภาพตา นทานไฟฟา

(ข) กรณีตัวกลางมีเนื้อผสม คาของความตานทานไฟฟาจําเพาะ ที่วัดไดจะเปนคาของความตานทาน
ไฟฟา จําเพาะปรากฏ (Apparent resistivity)

6

หลกั การการสาํ รวจโดยวิธกี ารตรวจวดั ความตานทานไฟฟา จําเพาะ

การสํารวจวัดความตานทานไฟฟาจําเพาะ ประยุกตจากหลักการที่แสดงดัง รูปที่ 1 โดยปลอย
กระแสไฟฟาลงสูดิน กระแสไฟฟาจะไหลออกไปจากจุดที่ปลอย (รูปที่ 2) หากใตผิวดินเปนตัวนําที่ยอมให
กระแสไฟฟาไหลผา น ยอ มสามารถวัดความตางศักยไฟฟาที่เกิดจากผลของกระแสไฟฟาที่ไหลผาน และเม่ือทราบ
คาของกระแสไฟฟาที่ปลอยลงไป และคาความตางศักยไฟฟาจากขั้วไฟฟา 2 ขั้ว ยอมสามารถหา คาความ
ตานทานไฟฟาจําเพาะไดตามกฎของโอหม และจากความตานทานไฟฟาซึ่งขึ้นอยูกับคาความ ตานทานไฟฟา
จําเพาะของชั้นดิน-หินใตผิวดิน ในบริเวณที่ปลอยกระแสไฟฟา และความยาวของระยะทางที่ กระแสไฟฟาไหล
พ้นื ทห่ี นาตัดของบรเิ วณท่กี ระแสไฟฟา ไหล

รูปแบบการสาํ รวจ

การสํารวจวัดความตานทานไฟฟาจําเพาะปจจุบันมีรูปแบบการสํารวจตั้งแต 1 มิติ 2 มิติ 3 มิติ และ 4
มติ ิ โดยที่การสาํ รวจแบบ 1 มติ ิเปน การสํารวจแบบหยงั่ ลกึ (Sounding) เพื่อใหไดสภาพใต ผิวดินใน แนวด่งิ สวน
การสํารวจแบบ 2 มิติเปนการสํารวจสรางภาพตัดขวางสภาพใตผิวดิน (Profiling) ใน รูป แนวดิ่งและแนวนอน
การสํารวจแบบ 3 มิติเปนการสํารวจแบบสรางสภาพใตผิวดินเสมือนเปนแทง สี่เหลี่ยมที่มีขนาดกวาง ยาว และ
ลึก จึงสามารถสรางภาพตัดขวางไดในทุกๆ แนว ไมวาจะเปนแนวตรง แนว หักมุม หรือแนวคดโคง และทุกๆ
ความลึกของการสํารวจ สามารถแสดงสภาพการเปลี่ยนแปลงของคาความ ตานทานไฟฟาจําเพาะไดทุกระดับ
ความลึก สว นการสํารวจแบบ 4 มติ ิ เปน การสาํ รวจในลักษณะของการเพิ่มแกนการพจิ ารณาข้ึนมาอกี 1 แกน ซ่ึง
สวนใหญเปนแกนของเวลา เพ่อื ใชเปรียบเทียบสภาพการเปล่ียนแปลงใตผิวดินเม่ือเวลาผา นไป การสํารวจแบบ 4
มติ ยิ งั มีการสาํ รวจไมแ พรห ลายนกั เปน การศึกษาทดลอง เชน ใชต ดิ ตามดูการขยายตัวของโพรงใตผ วิ ดิน เปนตน

7

รูปที่ 2 วงจรไฟฟา ของการสํารวจวัดคา ความตานทานไฟฟาจาํ เพาะ (จาก Todd, 1980)
การเลือกรูปแบบการสํารวจวาควรทําการสํารวจแบบ 1 มิติ 2 มิติ 3 มิติหรือ 4 มิติขึ้นอยู กับสภาพ
ธรณีวิทยาใตผิวดิน โดยทั่วไปรูปแบบของการสํารวจ ในปจจุบันแบบ 1 มิติและ 2 มิติเปนที่นิยมทําการสํารวจ
ขอดขี องการสาํ รวจแบบ 1 มติ ิคือ ทําไดรวดเรว็ กวา การสาํ รวจแบบ 2 มติ ิ แตส าํ หรับการแปลความหมายแลวการ
สํารวจแบบ 2 มิติแปลความหมายไดงายกวาการสํารวจแบบ 1 มิติคอนขางมาก เพราะมีการเก็บขอ มูลที่ทําใหไ ด
เปนภาพตดั ขวาง สามารถมองเห็นคา ความ ผดิ ปกติชดั เจนและตอเนอื่ งกวา การสาํ รวจแบบ 1 มติ ิทเี่ ปนการสํารวจ
แบบหยง่ั ลึก ไดข อ มลู เปน ตวั แทนเพียงตาํ แหนง
รปู แบบการจัดวางหลกั ขั้วไฟฟา
วธิ กี ารจดั วางหลักขั้วไฟฟา (Electrode Configuration, Electrode array) คอื วิธกี ารจัดขวั้ ไฟฟาทั้ง 4
หลัก โดยทั่วไปการสํารวจโดยวิธีความตานทานไฟฟาจําเพาะ จะมีหลักหรือขั้วไฟฟา ซึ่งประกอบดวย ขั้วปลอย
กระแสไฟฟา (Current electrode, CC) 2 ข้ัว และข้วั วดั ความตางศักยไฟฟา (Potential electrode, PP) 2 ขั้ว
วธิ กี ารจัดวางหลกั ขวั้ ไฟฟาท้ัง 4 หลกั มีหลายวิธี แตสาํ หรับการสาํ รวจ ดา นอทุ กธรณีวทิ ยา ตามมาตรฐาน ASTM
D6431-99 Reapproved 2005 กาํ หนดใหใชว ิธกี ารจดั วาง ขวั้ ไฟฟา เพียง 3 วิธี คอื
1) การจัดวางหลกั ข้วั ไฟฟาแบบเวนเนอร (Wenner configuration)
2) การจดั วางหลกั ข้วั ไฟฟาแบบชลัมเบอรเจ (Schlumberger Configuration)
3) การจัดวางหลักขั้วไฟฟา แบบไดโพล-ไดโพล (Dipole-dipole configuration)

8

รายงานการสํารวจแหลง นํ้าบาดาล

สถานพนิ ิจและคมุ ครองเดก็ และเยาวชนจังหวัดอุดรธานี
ตําบลนิคมสงเคราะห อาํ เภอเมือง จังหวดั อุดรธานี

1. ทตี่ ง้ั และลกั ษณะภูมิประเทศ

ตาํ บลนิคมสงเคราะห อําเภอเมือง จังหวดั อดุ รธานี อยหู างจากตัวอําเภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี ประมาณ
15 กิโลเมตร ครอบคลุมพ้ืนที่ตามแผนที่ ภมู ิประเทศมาตราสว น 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร ระวาง 5543 IV
พิกัด UTM (48Q) 257159E 1921977N ลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบลุมและมีบางสวนเปนพื้นที่ราบผสมกับ
พื้นที่ราบสูง ลอมรอบดวยทุงนา และสภาพปาเปนปาโปรงและมีแหลงนํ้าธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณ 43 ตาราง
กโิ ลเมตร หรือ 26,828 ไร

2. ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา

พ้ืนทตี่ าํ บลนิคมสงเคราะห ประกอบดวย หมวดหนิ ภทู อก กลมุ หินโคราช (PHU THOK Fm., KHORAT
Gp.) มีหนิ ทรายแปง หนิ ดินดาน และหินทราย สีแดงอฐิ และสีแดงแกมมวง ชั้นบางถงึ ช้ันหนา มีเกลอื หิน โพแทช
ยิปซัม และแอนไฮไดรต (Siltstone, shale, and sandstone, brick red, purplish red, thin to thick
bedded with rock salt, potash, gypsum and anhydrite. )

3. ลักษณะอุทกธรณีวิทยา

พื้นที่ตําบลนิคมสงเคราะห รองรับดวยชั้นหินชุดโคราช ประกอบดวยชั้นหินดินดาน หินกรวดมน หิน
ทรายแปง และหินทราย นํ้าบาดาลจะพบกักเก็บในบริเวณรอยแตกรอยแยกหรือรอยตอระหวางชั้นหินที่ระดับ
ความลึก ประมาณ 40 - 60 เมตร ปริมาณจะอยูในเกณฑเ ฉลี่ยปานกลาง

9

รูปท่ี 3 แผนท่ีแสดงอุทกธรณวี ิทยาปริมาณและคุณภาพนาํ้ บาดาล

10

4. การสาํ รวจในสนาม

การสํารวจในครั้งนี้ทําการสํารวจแบบหาขอมูลในแนวดิ่ง วางรูปแบบขั้วไฟฟาแบบชลัมเบอรเจอร โดย
วางจุด Soundings รวมทั้งสิน้ 4 จุด โดยแตละจุดสํารวจถึงระยะ AB/2 เทากับ 100 เมตร เพื่อใหไดขอ มูลความ
ลึกของช้ันหนิ แขง็

การสํารวจเริ่มจากการวางขั้วปลอยกระแสไฟฟา A,B และขั้ววัดศักยไฟฟา M, N ที่ระยะ AB/2 และ
MN/2 เทา กบั 1 และ 0.25 เมตร ตามลําดบั เพอ่ื วดั คา ความตา นทานไฟฟาจดุ แรก จากนน้ั จึงขยาย ระยะระหวาง
ขั้วไฟฟาทั้งสองดานจากจุดศูนยกลางของจุด Sounding ซึ่งเปนจุดอางอิง (Reference หรือ Sampling point)
เพื่อวดั คาความตานทานไฟฟา ในจุดตอ ๆ ไป โดยเปน ไปตามระยะทางของขว้ั ปลอ ย กระแสไฟฟา (AB/2) และขั้ว
ศักยไฟฟา (MN/2)

รูปท่ี 4 ภาพแสดงการสาํ รวจธรณีฟสิกส ดวยวิธวี ดั คาความตา นทานไฟฟาจาํ เพาะในสนาม

11

5. ผลการสาํ รวจและแปลความหมายการสํารวจวัดคา ความตา นทานไฟฟา

ขอมูลที่ไดจากการวัดคาความตานทานไฟฟาของแตละจุดสํารวจ จะนํามาทําการคํานวณผล เปนคา
ความตานทานไฟฟาปรากฏ (Apparent resistivity) มีหนวยเปนโอหม-เมตร ในการสํารวจที่ ตําแหนงเดียวกัน
เมอื่ ทาํ การขยายขว้ั ของการปลอยกระแสไฟฟา กวางออกไปจะไดคา ความตานทานไฟฟา ปรากฏทีแ่ ตกตางกันของ
ขั้วปลอยกระแสไฟฟา ซึ่งคาความตานทานไฟฟาปรากฏในแตละระยะของขั้ว ปลอยกระแสไฟฟาจะนํามา plot
เปนรูปกราฟ ซึ่งในการแปลความหมายจะนํามาเปรียบเทียบเสนกราฟ (matching Curve) จากทฤษฎี โดยการ
จําลองคาความหนาชัน้ ตาง ๆ ดว ยคอมพวิ เตอร (Computer modeling) จะไดค า ความลึก ความหนาของชั้นหิน
หรือดินในระดบั ตา ง ๆ ทีท่ าํ การสาํ รวจ

ในการสํารวจวัดคาความตานทานไฟฟาจะแสดงผลการสํารวจและแปลความหมายขั้นตนในแตละจุด
สํารวจโดยนาํ มาประมวลผลดว ยโปรแกรมสาํ เร็จรปู เพ่อื หาคา ความลกึ ความหนาของช้นั หิน แตล ะจดุ สํารวจ

6. สรุปผลและขอ เสนอแนะ

จากผลการสาํ รวจธรณีฟสิกสและศึกษาขอมูลทางอุทกธรณีวทิ ยา สามารถสรุปไดวาบรเิ วณ พื้นที่สํารวจ
พบวา ที่ระดับความลึกจากผิวดินประมาณ 0 - 3 เมตรจะปรากฏดินชั้นบน (Top soil) และ ถัดลงไปเปนชั้นหิน
แข็งปานกลางตลอดความลกึ ของการสํารวจ น้ําบาดาลจะพบสะสมในบรเิ วณทเี่ ปน รอยแตกรอย แยก และรอยตอ
ระหวา งชนั้ หิน หรือบริเวณท่ีเปน หนิ ผุ โดยคาดวาจะพบชน้ั นํ้าบาดาลทรี่ ะดับความลึก ประมาณ 40 - 80 เมตร

คณะสํารวจไดกําหนดจุดที่เหมาะสมในการพัฒนานํ้าบาดาล เรียงตามความสําคัญเชิงโอกาส (Priority)
ไดแก จุดสํารวจที่ 2 ที่ระดับความลึกประมาณ 100 เมตรและคาดวา จะไดปรมิ าณนํ้าและคณุ ภาพนํ้าที่เหมาะสม
ในการอปุ โภค บรโิ ภคได

รูปที่ 5 ภาพแสดงจุดสํารวจธรณฟี ิ สิกส์ สถานพนิ ิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวดั อดุ รธานี 12
ตาํ บลนิคมสงเคราะห์ อาํ เภอเมือง จังหวดั อดุ รธานี

1ค3

ภาคผนวก

Geophysic Investigation Section Location
Hydrogeological and Groundwater Mapping Divition จุดทสี ํารวจ
ทศิ แนวสํารวจ
Operator
ra
AB/2 MN/2 K V Res(Ohm-m) หมายเหตุ
100
1 0.25 5.9 15.035 88.70
1.5 0.25 13.7 4.907 67.23 10

2 0.25 24.7 2.581 63.75 1
1
3 0.25 56.2 1.007 56.57

3 1.0 12.6 3.404 42.89

5 1.0 37.7 1.095 41.27

7 1.0 75.4 0.495 37.33

10 1.0 155.5 0.209 32.46

10 2.5 58.9 0.567 33.38 APPARENT RESISTIVITY CURVE (Ohm.m)

15 2.5 137.4 0.253 34.78

20 2.5 247.4 0.147 36.40

25 2.5 388.8 0.102 39.64

30 2.5 561.6 0.068 38.02

35 2.5 765.8 0.050 38.25

40 2.5 1001.4 0.039 39.18

45 2.5 1268.4 0.031 39.64

50 2.5 1566.9 0.026 40.34

50 10.0 377.0 0.108 40.57

60 10.0 549.8 0.074 40.80

70 10.0 754.0 0.054 41.03

80 10.0 989.6 0.043 42.66

90 10.0 1256.6 0.034 42.89

100 10.0 1555.1 0.029 44.51

110 10.0 1885.7

125 10.0 2437.7

135 10.0 2848.2

150 10.0 3520.0

VERTICAL ELECTRICAL SOUNDING
SCHLUMBERGER CONFIGURATION

สถานพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชนจงั หวดั อดุ รธานี ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมือง จงั หวดั อุดรธานี

01 วนั ที 15 กค. 2564 Zone 48Q Easting 253048

Elv. 198 m. Northing 1919527

a=88.70

10 Depth(m) 100 1000

Geophysic Investigation Section Location
Hydrogeological and Groundwater Mapping Divition จุดทสี ํารวจ
ทศิ แนวสํารวจ
Operator
1000
AB/2 MN/2 K V Res(Ohm-m) หมายเหตุ
r
1 0.25 5.9 35.622 210.17
1.5 0.25 13.7 14.359 196.72 จุดเจาะลกึ 100 ม. 100
2 0.25 24.7 5.455 134.74 Y = 13 ม.3/ชม.
3 0.25 56.2 1.260 70.79 10

3 1.0 12.6 6.718 84.65 1
1
5 1.0 37.7 0.608 22.91

7 1.0 75.4 0.216 16.27

10 1.0 155.5 0.122 18.91

10 2.5 58.9 0.402 23.67 APPARENT RESISTIVITY CURVE (Ohm.m)

15 2.5 137.4 0.185 25.41

20 2.5 247.4 0.147 36.43

25 2.5 388.8 0.044 16.92

30 2.5 561.6 0.030 17.08

35 2.5 765.8 0.025 19.29

40 2.5 1001.4 0.019 19.22

45 2.5 1268.4 0.009 11.85

50 2.5 1566.9 0.008 12.19

50 10.0 377.0 0.059 22.34

60 10.0 549.8 0.043 23.89

70 10.0 754.0 0.040 30.51

80 10.0 989.6 0.023 22.64

90 10.0 1256.6 0.014 17.96

100 10.0 1555.1 0.012 19.17

110 10.0 1885.7

125 10.0 2437.7

135 10.0 2848.2

150 10.0 3520.0

VERTICAL ELECTRICAL SOUNDING
SCHLUMBERGER CONFIGURATION

สถานพนิ จิ และคุ้มครองเดก็ และเยาวชนจงั หวดั อุดรธานี ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมือง จงั หวดั อดุ รธานี

02 วนั ที 15 กค. 2564 Zone 48Q Easting 253025

Elv. 198 m. Northing 1919488

ra=210.17

10 Depth(m) 100 1000

Geophysic Investigation Section Location
Hydrogeological and Groundwater Mapping Divition จดุ ทสี ํารวจ
ทศิ แนวสํารวจ
Operator
ra
AB/2 MN/2 K V Res(Ohm-m) หมายเหตุ
100
1 0.25 5.9 15.060 88.86
1.5 0.25 13.7 6.343 86.89 10

2 0.25 24.7 3.104 76.67 1
1
3 0.25 56.2 0.761 42.77

3 1.0 12.6 3.281 41.34

5 1.0 37.7 0.722 27.22

7 1.0 75.4 0.337 25.42

10 1.0 155.5 0.138 21.39

10 2.5 58.9 0.334 19.69 APPARENT RESISTIVITY CURVE (Ohm.m)

15 2.5 137.4 0.145 19.87

20 2.5 247.4 0.072 17.76

25 2.5 388.8 0.043 16.63

30 2.5 561.6 0.034 19.34

35 2.5 765.8 0.023 17.99

40 2.5 1001.4 0.022 22.36

45 2.5 1268.4 0.014 18.27

50 2.5 1566.9 0.014 21.33

50 10.0 377.0 0.054 20.54

60 10.0 549.8 0.041 22.75

70 10.0 754.0 0.040 30.53

80 10.0 989.6 0.023 22.75

90 10.0 1256.6 0.024 30.53

100 10.0 1555.1 0.014 21.48

110 10.0 1885.7

125 10.0 2437.7

135 10.0 2848.2

150 10.0 3520.0

VERTICAL ELECTRICAL SOUNDING
SCHLUMBERGER CONFIGURATION

สถานพนิ จิ และคุ้มครองเดก็ และเยาวชนจงั หวดั อุดรธานี ต.นคิ มสงเคราะห์ อ.เมือง จงั หวดั อุดรธานี

03 วนั ที 15 กค. 2564 Zone 48Q Easting 253047

Elv. 198 m. Northing 1919463

a=88.86

10 Depth(m) 100 1000

Geophysic Investigation Section Location
Hydrogeological and Groundwater Mapping Divition จุดทสี ํารวจ
ทศิ แนวสํารวจ
Operator
1000
AB/2 MN/2 K V Res(Ohm-m) หมายเหตุ
ra
1 0.25 5.9 19.987 117.92
1.5 0.25 13.7 4.295 58.84 100

2 0.25 24.7 1.738 42.92 10

3 0.25 56.2 0.637 35.83 1
1
3 1.0 12.6 3.007 37.89

5 1.0 37.7 0.819 30.88

7 1.0 75.4 0.349 26.30

10 1.0 155.5 0.139 21.69

10 2.5 58.9 0.374 22.02 APPARENT RESISTIVITY CURVE (Ohm.m)

15 2.5 137.4 0.165 22.62

20 2.5 247.4 0.097 23.98

25 2.5 388.8 0.109 42.45

30 2.5 561.6 0.069 38.68

35 2.5 765.8 0.043 32.56

40 2.5 1001.4 0.030 30.44

45 2.5 1268.4 0.024 30.39

50 2.5 1566.9 0.019 29.65

50 10.0 377.0 0.075 28.42

60 10.0 549.8 0.051 28.22

70 10.0 754.0 0.036 27.11

80 10.0 989.6 0.030 29.30

90 10.0 1256.6 0.022 27.89

100 10.0 1555.1 0.016 24.88

110 10.0 1885.7

125 10.0 2437.7

135 10.0 2848.2

150 10.0 3520.0

VERTICAL ELECTRICAL SOUNDING
SCHLUMBERGER CONFIGURATION

สถานพนิ ิจและคุ้มครองเดก็ และเยาวชนจงั หวดั อุดรธานี ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมือง จงั หวดั อุดรธานี

04 วนั ที 15 กค. 2564 Zone 48Q Easting 253072

Elv. 198 m. Northing 1919434

a=117.92

10 Depth(m) 100 1000


Click to View FlipBook Version