กลุม่ ท่ี ๑ ภชุ งคประยาต ฉันท์ ๑๒ หนา้ ๑๑๑ - ๑๑๒
เลขที่ ๕
๑. ชวัลญา หาญสมบูรณ์ ม.๖/๕ เลขที่ ๑๑
๒. ภัชญาภา เลขที่ ๑๒
๓. ปณั ณพร อดลุ ยศริ กิ ลุ ม.๖/๕ เลขท่ี ๒๗
๔. ธญั ญรตั น์ เลขท่ี ๓๑
๕. อสิ รีย์ อโนทัยสินทวี ม.๖/๕ เลขท่ี ๓๙
๖. มณีทิพย์
กนกศรีขริน ม.๖/๕
วรชาครียนันท์ ม.๖/๕
มหาพงศ์ไพศาล ม.๖/๕
๑. ท่มี าของฉันท์
- ลกั ษณะทัว่ ไป : ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ เป็นหน่งึ ใน ฉันทว์ รรณพฤติ ที่จะมีการบงั คับจำนวน
พยางค์ โดยภชุ งคประยาตฉันท์ ๑๒ มีความหมายว่า "งเู ล้อื ย" และมที ำนองที่สละสลวย
- ผัง
- ลักษณะคำประพนั ธ์ : หน่ึงบทมี ๒ บาท บาทละ ๑๒ พยางค์ แบ่งเปน็ ๒ วรรค วรรคละ ๖ พยางค์
สง่ สมั ผัสแบบกาพย์ ลักษณะครุ-ลหุ เหมือนกันทุกบาท คือ ลห-ุ คร-ุ คร-ุ ลห-ุ คร-ุ ครุ ลห-ุ คร-ุ
ครุ-ลหุ-ครุ-ครุ
- ลกั ษณะการใช้งาน : มกั ใชแ้ ต่งกบั เน้อื หาท่ีมีการต่อสู้ บทสดดุ ี บทชมความงาม บทถวายพระพร
และบทสนกุ สนาน รวมถึงใช้แตง่ บรรยายความให้รวดเร็วได้
- ตวั อย่างคำประพันธ์
ทิชงคช์ าตฉิ์ ลาดยล คะเนกลคะนงึ การ
กษตั ริย์ลิจฉววี าร ระวังเหือดระแวงหาย
เหมาะแก่การณจ์ ะเสกสรร ปวตั ต์วิ ัญจะโนบาย
มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิส์ โมสร
๒. คำศพั ท์น่ารู้ บางทใี ช้ว่า ปวัตต์ิ หมายถึง ความเป็นไป
หมายถงึ อุบายหลวกลวง
- ปวตั น์ หมายถึง ทำลาย,การตดั ขาด
- วัญจโนบาย
- พเิ ฉท
- พิชากร หมายถงึ วิชาความรู้
- ขตั ตยิ ์ หมายถงึ พระเจ้าแผน่ ดนิ
- นวิ ตั ิ หมายถงึ กลบั
- อรุ ส โอรส หมายถึง ลกู ชาย
- กถา หมายถงึ ถอ้ ยคำ
- กสกิ หมายถงึ ชาวนา
- ประศาสน์ หมายถงึ การสั่งสอน
- สำ่ หมายถึง หมู,่ พวก
- เลา หมายถึง รปู ความ,ขอ้ ความ,เค้า
- เสาวภาพ หมายถงึ สุภาพ,ละมนุ ละมอ่ ม
- คดี หมายถึง เรอ่ื ง
- นรี ผล หมายถงึ ไมเ่ ป็นผล
- ปลาต หมายถงึ หายไป
๓. แปลความ
ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึงการ
กษัตรยิ ์ลิจฉววี าร ระวงั เหอื ดระแวงหาย
= พราหมณผ์ ฉู้ ลาดคาดคะเนวา่ กษัตรยิ ล์ ิจฉวีวางใจคลายความหวาดระแวง
เหมาะแก่การณจ์ ะเสกสรร ปวัตนว์ ัญจโนบาย
มล้างเหตพุ เิ ฉทสาย สมคั รสนธ์ิสโมสร
= เปน็ โอกาสเหมาะที่จะเริม่ ดำเนินการตามกลอบุ ายทำลายความสามคั คี
ณ วนั หนงึ่ ลุถึงกา ลศกึ ษาพิชากร
กมุ ารลจิ ฉววี ร เสดจ็ พรอ้ มประชมุ กัน
= วนั หนงึ่ เมอื่ ถงึ โอกาสท่ีจะสอนวิชา กุมารลจิ ฉวกี ็เสด็จมาโดยพรอ้ มเพรยี งกนั
ตระบดั วสั สการมา สถานราชเรยี นพลนั
ธ แกล้งเชิญกุมารฉนั สนิทหน่งึ พระองคไ์ ป
= ทนั ใดวัสสการพราหมณก์ ็มาถงึ และแกลง้ เชญิ พระกุมารพระองคท์ ่สี นทิ สนมเข้าไปพบในหอ้ ง
ส่วนตัว
ลุหอ้ งหับรโหฐาน ก็ถามการณ์ ณ ทนั ใด
มิลีล้ บั อะไรใน กถาเช่น ธ ปจุ ฉา
= แลว้ ก็ทูลถามเรอ่ื งทไี่ ม่ใช่ความลับแตป่ ระการใด
จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผ้กู ระทำนา
และค่โู คกจ็ ูงมา ประเทยี บไถมใิ ช่หรอื
= ดงั เช่นถามว่า ชาวนาจูงโคมาคู่หน่ึงเพื่อเทยี มไถใชห่ รอื ไม่
กมุ ารลิจฉวขี ตั ตยิ ์ ก็รบั อรรถออออื
กสกิ เขากระทำคือ ประดุจคำพระอาจารย์
= พระกมุ ารลิจฉวกี ็รับสัง่ เห็นดว้ ยวา่ ชาวนาก็คงจะกระทำดงั คำของพระอาจารย์
ก็เท่านั้น ธ เชญิ ให้ นิวตั ในมชิ ้านาน
ประสทิ ธิ์ศิลปป์ ระศาสน์สาร สมัยเลิกลเุ วลา
= ถามเพยี งเท่าน้นั พราหมณก์ เ็ ชญิ ให้เสดจ็ กลับออกไป
อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา
และต่างซกั กมุ ารรา ชองค์นั้นจะเอาความ
= ครัน้ ถงึ เวลาเลกิ เรียนเหล่าโอรสลจิ ฉวกี พ็ ากนั มาซกั ไซ้พระกุมาร
พระอาจารย์สิเรียกไป ณ ข้างใน ธ ไตถ่ าม
อะไรเธอเสนอตาม วจีสัตย์กะส่ำเรา
= วา่ พระอาจารยเ์ รยี กเข้าไปข้างใน ไดไ้ ต่ถามอะไรบ้าง ขอใหบ้ อกมาตามความจรงิ
กมุ ารน้ันสนองสา รวากยว์ าทตามเลา
เฉลยพจนก์ ะครูเสา วภาพโดยคดมี า
= พระกุมารพระองคน์ น้ั ก็เล่าเร่อื งราวทีพ่ ระอาจารยเ์ รยี กไปถาม
กมุ ารอ่นื ก็สงสัย มเิ ชอ่ื ในพระวาจา
สหายราช ธ พรรณนา และต่างองค์กพ็ าที
= แต่เหล่ากุมารสงสยั ไม่เชอื่ คำพดู ของพระสหาย ต่างองคก์ ว็ ิจารณ์
ไฉนเลยพระครเู รา จะพูดเปลา่ ประโยชนม์ ี
เลอะเหลวนกั ละลว้ นนี รผลเห็น บ เป็นไป
= ว่าพระอาจารยจ์ ะพดู เร่อื งเหลวไหลไรส้ าระเช่นนเี้ ป็นไปไม่ได้
เถอะถงึ ถา้ จะจริงแม้ ธ พูดแท้ก็ทำไม
แนะชวนเขา้ ณ ข้างใน จะถามนอกบยากเยน็
= และหากว่าจะพูดจริงเหตุใดจะตอ้ งเรยี กเข้าไปถามข้างในหอ้ ง ถามขา้ งนอกหอ้ งกไ็ ด้
ชะรอยวา่ ทิชาจารย์ ธ คิดอ่านกะทา่ นเป็น
รหสั เหตุประเภทเหน็ ละแนช่ ัดถนดั ความ
= สงสัยวา่ ท่านอาจารยก์ บั พระกุมารต้องมคี วามลบั อยา่ งแนน่ อน
และทา่ นมามสุ าวาท มิกล้าอาจจะบอกตา
พจจี ริงพยายาม ไถลแสรง้ แถลงสาร
= แลว้ ก็มาพูดโกหกไมก่ ลา้ บอกตามความเปน็ จรงิ แกลง้ พูดไปตา่ ง ๆ นานา
กมุ ารราชมติ รผอง กส็ อดคลอ้ งและแคลงดาล
พโิ รธกาจวิวาทการณ์ อบุ ตั ขิ ้ึนเพราะขนุ่ เคือง
= กุมารลจิ ฉวที ้งั หลายเห็นสอดคล้องกนั กเ็ กดิ ความโกรธเคอื ง การทะเลาะวิวาทกเ็ กดิ ขึน้ เพราะ
ความขนุ่ เคืองใจ
พพิ ิธพันธไมตรี ประดามนี ิรนั ดร์เนือง
กะองคน์ ั้นก็พลนั เปลือง มลายปลาตพนิ าศปลงฯ
= ความสมั พนั ธ์อันดที เ่ี คยมมี าตลอดก็ถกู ทำลายย่อยยบั ลง
๔. สรปุ ความ/แนวคิด/ขอ้ คดิ
- สรุปความ : มีใจความเกีย่ วกบั กลอบุ ายที่ชาญฉลาดของวสั สการพราหมณ์ เพ่อื ทำลายความสามัคคี
ภายในกลุ่มกุมารลจิ ฉวี โดยแกลง้ เชิญพระกมุ ารที่สนทิ ที่สุดไปคยุ เร่อื งท่ไี ม่สำคัญอะไรเลย แต่
เรยี นเชญิ พระกุมารไปคยุ ในห้องส่วนตัวอย่างลับๆล่อๆ ส่งผลใหเ้ กิดความสงสัยและความ
หวาดระแวงกันเอง ภายในกลุ่ม พระกมุ าร จนนำไปสคู่ วามแตกแยกในทส่ี ดุ
- ขอ้ คดิ : ความเช่ือใจในหมคู่ ณะจะทำใหไ้ ม่หวาดหว่ันต่อการยแุ ยงตะแคงรวั่ ของบุคคลท่ี
ประสงคร์ า้ ย
กลุ่มที่ ๒ หน้า๑๑๒
ชื่อมาณวก ฉันท์ ๘ เลขที่ ๗ ๑๗ ๒๔ ๒๘ ๔๐
ที่มาของฉันท์
มาณวกฉันท์ ๘ (มา-นะ-วะ-กะ-ฉัน) เป็นฉันท์ที่ตำราฉันทศาสตร์ได้ให้อัตถะไว้ว่า
มีลีลาเสียงอันไพเราะงามดั่งมาณพหนุ่มน้อย ใช้สำหรับบรรยาย
เรื่องที่รวดเร็ว เวลาอ่านได้รับรสรู้สึกว่าผาดโผน เกิดความรื่นเริงและตื่นเต้น
คำศัพท์
อนุกรม : ตามลำดับ
รหุฐาน : ที่สงัด,ที่ลับ
พฤฒิ : ผู้เฒ่า (วัสสการพราหมณ์)
ภัต : ข้าว
ทิน : วัน
อาคม : มา,มาถึง
สิกขสภา : ห้องเรียน
นยมาน : ใจความสำคัญ(มาน-หัวใจ)
มน : ใจ
นฤสาร : ไม่มีสาระ
ท่านอาจารย์ทวิชงค์ : วัสสการพราหมณ์
คำแปล
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่ง ท่านอาจารย์ทวิชงค์เชิญให้ศิษย์คนหนึ่ง เข้าไปพบเป็นการ
ส่วนตัวเพื่อสอนวิชา เมื่อได้อยู่ในที่ลับ อาจารย์ก็ถามว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร อร่อยไหม
ราชกุมารนั้นก็ตอบว่าอร่อยดี หลังจากนั้นอาจารย์ก็เรียกศิษย์เข้าพบทีละคนเพื่อสอบถาม
เรื่องดังกล่าว แต่กุมารเหล่านั้น เมื่อสอบถามกัน ว่าอาจารย์สอนอะไรให้ท่าน ก็ต่างตอบ
ตามความจริง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อใคร ต่างคนเริ่มหวาดระแวงหาว่ามีสิ่งใดปกปิดเพื่อนฝูง
ต่อมาก็แตกความสามัคคี ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเหมือนดังเดิม
ข้อคิด สรุปความ
เราควรไว้ใจกันและกัน ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ อาจารย์ถามไถ่ลูกศิษย์ในคำถามเดียวกัน
เราก็ไม่ควรหวาดระแวงซึ่งกันและกันเพราะ แต่เมื่อลูกศิษย์มาสอบถามกันเองว่าท่าน
จะนำไปสู่การแตกแยกในหมู่คณะ สอนอะไรก็ต่างกล่าวหากันว่าทุกคนปกปิด
ความจริง จนเกิดความแตกแยก
กลุ่ม 3 หน้า 113-114
นั น ทิ ช า ป ร ะ พั น ธ์ ธุ ร กิ จ ม.6/5 เลขที่ 2
ล ภั ส ร ด า เ มื อ ง ง า ว ม.6/5 เลขที่ 6
ก า ญ จ นั น ท์ จ า ตุ ธี ร ะ พั ฒ น์ ม.6/5 เลขที่ 10
ทั ก ษ พ ร กั น อ ริ ม.6/5 เลขที่ 15
ว รั ช ย า แ ซ่ อึ๋ ง ม.6/5 เลขที่ 43
ที่มาของฉันท์
ผังฉันท์ - ลักษณะคำประพันธ์
เช่น ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตุยุยงเสริม
กระหน่ำและซ้ำเติม นฤพัทธก่อการณ์
อุเปนทรวิเชียรฉันท์ อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑ บท )
: อ่านว่า อุ-เปน-ทฺระ-วิ-เชียน-ฉัน - มี ๒ บาท
: ฉันท์ที่มีลีลาคล้ายหรือรองจากอินทรวิเชียรฉันท์ - วรรคหน้ามีจำนวน ๕ คำ/พยางค์
: ใช้สำหรับดำเนินเรื่องอย่างธรรมดา - วรรคหลังมีจำนวน ๖ คำ/พยางค์
- ในแต่ละบาทจะปรากฏคำครุ ( ) คำลหุ (
คำศัพท์ ตามภาพข้างบน
กลห์เหตุ นฤพัทธ, นิพัทธ นัย, นย
เหตุแห่งการทะเลาะ เนืองๆ เสมอ เนื่องกัน เค้าความ ความหมาย
ทลิทภาว
ยากจน
เสาวน
ฟัง ประเด
มอบให้หมด
หน้า 113-114
ถอดบทความ
หมายเหตุ พราหมณ์กับพระอาจารย์คือคนเดียวกัน
หน้า 113
พราหมณ์มีเจตนาหาเรื่องมายุและซ้ำเติมอยู่เสมอ ๆ ในแต่ละครั้งระหว่างวัน นานนาน
ครั้ง พราหมณ์เห็นโอกาสเหมาะก็จะเชิญพระกุมารเสด็จไป โดยที่ไม่มีธุระหรือประโยชน์อะไร แล้วก็
แกล้งทูลถาม ในบางครั้งก็พูดว่า “นี่แน่ะข้าพระองค์ได้ยินข่าวลือกันไปทั่ว เขาติเตียนและนินทาพระ
กุมารว่าพระองค์แสนจะยากจนและขัดสน มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ คิดพิเคราะห์แล้วไม่น่าเชื่อ ณ ที่
นี้ไม่มีใคร ขอให้ทรงเล่ามาเถิด” และบางครั้งก็พูดว่า “ข้าพระองค์ขอทูลถามพระกุมาร เพราะได้ยิน
เขาลือกันไปทั่ว“
หน้า 114
“เยาะเย้ยดูหมิ่นท่าน ว่าท่านนี้มีร่างกายผิดประหลาดต่าง ๆ นานา จะเป็นจริงหรือไม่ ใจ
ไม่อยากจะเชื่อเลยเพราะไม่เห็นสิ่งผิดแปลกอะไร ถ้าหากมีสิ่งใดที่ลำบากยากแค้นก็ตรัสมาเถิด”
พระกุมารได้ฟังเรื่องที่พระอาจารย์ถามมา ก็ตรัสถามกลับด้วยความสงสัยเหลือเกิน เรื่องที่ไม่
สมควรเช่นนี้ ท่านอาจารย์จะถามทำไม แล้วก็ซักไซ้พระอาจาย์ว่าใครเป็นผู้มาบอกกับอาจารย์
พราหมณ์ก็ตอบว่า “พระกุมารพระองค์โน้นตรัสบอกเมื่ออยู่กันเพียงสองต่อสอง” กุมารพระองค์
นั้นไม่ทันได้ไตร่ตรอง ก็ทรงเชื่อในคำพูดของอาจารย์ ด้วยความวู่วามก็โกรธพระกุมารที่พยายามจะ
ยุพระอาจารย์ใส่ความตน ก็ตัดพ้อต่อว่ากันจนเกิดเป็นความโกรธเคืองทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ
ฝ่ายพระกุมารที่พราหมณ์ไม่เคยเรียกเข้าไปหาก็ไม่พอใจ พระกุมารที่พราหมณ์เชิญไปพบ พระกุมาร
ลิจฉวีเกิดความหมางใจและเหินห่างต่อกัน ต่างองค์ต่างทะนงว่าพระบิดาของตนมีอำนาจล้นเหลือ
ทำให้มีใจกำเริบไม่เกรงกลัวกัน
ข้อคิดสำคัญที่ได้จากเรื่อง
คือ โทษของการแตกความสามัคคี นอกจากนั้นยังให้ข้อคิดในเรื่องการขาดการ
พิจารณาไตร่ตรองทำให้นำไปสู่ความสูญเสีย ดังเช่น เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี
สรุปเรื่อง
มีกุมารสององค์ที่พราหมณ์หรือพระอาจารย์เลี้ยงไว้ พระอาจารย์มักจะชอบเรียก
กุมาร1ไปยุแหย่เสมอ โดยครั้งนี้ได้เรียกไปบอกว่า ‘ได้ยินข่าวลือมาว่ากุมารองค์นี้มีรูปร่างที่ผิด
ประหลาด’ ซึ่งได้ยินมาจากกุมารอีกองค์นึง พอกุมารที่พราหมณ์เรียกได้ยินโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองก็
เลยโกรธมากจนทะเลาะกัน และห่างเหินกันไป
แนวคิด
แต่งเพื่อให้ทราบถึง “โทษแห่งการแตกสามัคคี” โดยการแต่งบทฉันท์นี้ให้ขึ้นมา
หน้า 113-114
6/5
สั ท ธ ร า ฉั น ท์ ๒ ๑
G R O U P 4 1 9 2 0 3 3 4 1
ที่ ม า ข อ ง ฉั น ท์
มีความหมายว่า “ฉันท์ที่มีลีลาประดุจเสียงร้องจากแผ่นดิน” ใช้สำหรับดำเนินเรื่องที่มีเนื้ อหาเกี่ยวกับ
ความแตกแยก โดยเฉพาะเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ ซึ่งใช้เป็นบทดำเนินเรื่องตอนที่กษัตริย์ลิจฉวีแตก
สามัคคี
วิธีใ ช้
บบค๒๑ำ.าท. /ทค)คพำำทีจ่ยสสำุุ๑าดดนงทวท้้คมน์าีาจยยำ๒ดขขันงออแวนงงัหน้่นววงร๑รจรดรึ๔ังคคงเคททนขีีีำ่ี่้ ย/๑๒พนสยเส่ล่งางขงสสััคม๒์มผ๑ผบััสาสหทกกัลัับทบีง่คคช๒ืำ่ำอสสุุสมดัดีทจทท้ำ้ธาานรยยวาขทฉนี่ัอน๒ง๗ทว์ มรคีำรสั/คมพทผี่ัยส๓านงอค์ก๑ (บทีท่ เ นั บ จำ น ว น คำ ไ ด้ ๒๑
ป็ น สั ม ผั ส ภ า ย ใ น
แ ป ล คำ ศั พ ท์ จ า ก ห น้ า ๑ ๑ ๕
วิรุ ธ - ผิ ด ป ก ติ
ส ห ก ร ณ - ห มู่ เ ห ล่ า
ห า ย น์ - ค ว า ม เ สื่ อ ม
สัทธราฉันท์ ๒๑
แปลตอนกษั ตริย์ลิ จฉวีแตกความสามัคคี วัส
ส ก า ร พ ร า ห ม ณ์ ล อ บ ส่ ง ข่ า ว ทู ล พ ร ะ เ จ้ า อ า ช า ต
ศั ตรู
19 20 33 41 กลุ่ ม 4หน้า 115 —การเลื อกใช้บุ คคลให้เหมาะสมกั บงานจะทำให้งาน
สำ เ ร็ จ ไ ด้ ด้ ว ย ดี
ข้อคิ ด & แปล — การใช้วิจารณญาณไตร่ตรองก่ อนทำการใด ๆ เป็น
สิ่งที่ ดี
—การหูเบา ด่วนตั ดสิน โดยมิได้ใช้เหตุผล สอบถาม
เบื้ องหน้าเบื้ องหลั งของปั ญหาจากทุกด้าน ทำให้การ
งานล่ มสลายได้ เพราะเกิ ดความขัดแย้งกั น
ในขณะนั้นวัสสการพราหมณ์ก็ คอยยุ ลูก เนื่ องจากความหลงเชื่ อโอรสของตน ปราศจาก
ศิ ษย์ แต่ งกลอุ บายให้เกิ ดความแคลงใจ การใคร่ครวญเกิ ดความผิดพ้องหมองใจกั นขึ้ น
พระโอรสกษั ตริย์ลิ จฉวีทั้งหลายไตร่ตรอง ฝ่ ายวัสสการพราหมณ์ครั้นเห็นโอกาสเหมาะสมก็
ในอาการน่าสงสัยก็ เข้าใจว่าเป็นจริงดัง คอยยุ แหย่อย่างง่ ายดาย ทำกลอุ บายต่ าง ๆ พู ด
ถ้ อยคำที่ อาจารย์ปั้ นเรื่ องขึ้ น ไม่มีเหลื อเลย ยุ ยงตามกลอุ บายตลอดเวลา เวลาผ่านไป
สักพระองค์ เดียวที่ จะมีความรักใคร่กลม ประมาณ ๓ ปี ความร่วมมือกั นระหว่างกษั ตริย์ลิ จ
เกลี ยว ต่ างขาดความสัมพันธ์ เกิ ดความ ฉวีทั้งหลายและความสามัคคี ถูกทำลายลงสิ้น
เดือดร้อนใจ แต่ ละองค์ นำเรื่ องไม่ดีที่ เกิ ด ความเป็นมิตรแตกแยก ความเสื่ อม ความหายนะ
ขึ้ นไปทูลพระบิดาของตน ความแตกแยกก็ ก็ บังเกิ ดขึ้ น กษั ตริย์ต่ างองค์ ระแวงแคลงใจ มี
ค่ อย ๆ ลุกลามไปสู่พระบิดา ความขุ่นเคื องใจซึ่ งกั นและกั น
สาลินี ฉันท์ ๑๑
กลุ่ม5 หน้ า116 สาลินี ฉันท์๑๑ อุปั ฏฐิตาฉันท์๑๑
ปณิตา อุทัชกุล 6/5 เลขที่18
ปารัช ขำเจริญ 6/5 เลขที่22
พรพรรณ ฐานั นดร 6/5 เลขที่25
พิชชารีย์ คล่องการ 6/5 เลขที่34
ภูมิรัศมิ์ วิลาวัลย์ 6/5 เลขที่37
สาลินี ฉันท์๑๑ อุปั ฏฐิตาฉันท์๑๑
ใช้ในโอกาส : บทบรรยาย ใช้ในโอกาส : บอกกษัตริย์
ความเป็ นไปอย่างเรียบๆ ในเรื่องการหารือต่างๆ
บทบรรยายความ นิ ยมใช้
สาลินี ฉันท์
ยินดีบัดนี้ กิจ จะสัมฤทธิ์มนารมณ์ ให้วัลลภชน คมดลประเทศฐาน
เริ่มมาด้วยปรากรม และอุตสาหแห่งตน กราบทูลนฤบาล อภิเผ้ามคธไกร
ความหมายของคำศั พท์ ข้อคิด:ถ้าเราไม่
สามัคคีกัน
วัลลภชน หมายถึง คนสนิ ท คนนอกจะคอยช่วง
คม หมายถึง ไป ชิงผลประโยชน์
อภิเผ้า หมายถึง ผู้เป็ นใหญ่ หวังจะเอาเปรียบ
ลักษณสาสน(ลักษณ์และสาส์น) หมายถึง จดหมาย
ไกวล หมายถึง ทั่วไป
มนารมณ์ หมายถึง สมดังที่คิดหรือสมดังใจ
ปรากรม หมายถึง ความเพียร
เอาภาร หมายถึง รับภาระ รับผิดชอบ
สรุ ปความสาลินี ฉันท์๑๑ สรุ ปความอุปั ฏฐิตาฉันท์๑๑
พราหมณ์ผู้เป็ นครู สังเกตเห็นดัง เมื่อพราหมณ์เห็นลู่ทางใน
นั้ นก็รู้ว่าเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีกำลัง การเอาชนะ พราหมณ์ลอบ
ประสบความพินาศจึงยินดีมากที่ ส่งข่าวให้คนสนิ ทเดินทาง
ภารกิจที่ตนอดทนมานานประสบ กลับไปยังบ้านเมือง
ผลสำเร็จสมดังใจจึงให้ตีกลองนั ด กราบทูลกษัตริย์แคว้น
ประชุมกษัตริย์ฉวีทุกพระองค์ ฝ่ าย มคธในสาสน์ แจ้งว่ากษัตริย์
กษัตริย์วัชชีพอรู้ว่าตีกลองเรียก วัชชีทุกพระองค์ว่าขณะนี้
ประชุ มก็ไม่มีใครเห็ นความสำคัญ เกิดความแตกแยก จะหา
ในการไปเข้าประชุม ต่างองค์ โอกาสเหมาะสมแบบคงจะ
รับสั่ งว่าจะเรียกประชุมทำไม พวก ไม่มีอีกแล้ว ทูลเชิญ
เขาไม่ได้เป็ นใหญ่ ใจก็ขลาด ไม่ พระองค์ยกกองทัพมาทำ
กล้าหาญ ใครเป็ นใหญ่ มีความ สงครามโดยเร็ว
กล้าหาญ ใครพอใจจะไปประชุมก็ ความต่อจากอุปั ฎฐิตาฉันท์
ไป จะปรึกษาอะไรก็ช่าง มองไม่ อ่านในถอดความสามัคคี
เห็นประโยชน์ อะไรเลย และทุก เภทคำฉันท์ตอนที่ ๖ ไร้รัก
พระองค์ก็เพิกเฉยไม่เสด็จไปเข้า สามัคคี วัชชีเสียเมือง
ร่วมการประชุ มเหมือนเคย
อินทรวิเชียร 11
อินทรวิเชียร แปลว่า เพชรพระอินทร์ หรือ สายฟ้าจากพระอินทร์ หมายถึง ฉันท์ที่มีลีลาประดุจเพชรของ
พระอินทร์ หรือ สายฟ้าจากพระอินทร์
รูปแบบ
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ จะมีแบบแผนเหมือนกับ กาพย์
ยานี ๑๑ แต่เพิ่ม ครุ, ลหุ เข้าไป อินทรวิเชียร แปลว่า
เพชรพระอินทร์ หมายถึง ฉันท์ที่มีลีลาอย่างเพชรของ
พระอินทร์ นิยมใช้แต่งข้อความที่เป็นบทชมหรือบท
คร่ำครวญนอกจากนี้ยังแต่งเป็นบทสวด หรือพากย์
โขนด้วย
คำครุ
หมายถึง คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น
กา ตี งู กับคำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นหรือยาวก็ได้ที่มี
ตัวสะกด เช่น นก บิน จาก รัง นอน และคำที่ประสมด้วย
สระ อำ ไอ ใอ เอา ซึ่งถึอว่าเป็นเสียงมีตัวสะกด
คำลหุ ตัวอย่าง
หมายถึง คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น พุทธาทิบัณฑิต พิเคราะห์คิดพินิจปรา
จะ ติ มุ เตะ และคำที่ใช้พยัญชนะคำเดียว เช่น ก็ บ่ ณ ธ รภสรรเสริญสา ธุสมัครภาพผล
นอกจากนี้คำที่ประสมด้วย สระอำ บางทีก็อนุโลมให้เป็น ว่าอาจจะอวยผา สุกภาวมาดล
คำลหุได้ เช่น ลำ คำลหุ เวลาเขียนเป็นสัญลักษณ์ ใช้ ดีสู่ณหมู่ตน บนิราศนิรันดร
เครื่องหมายเหมือนสระอุ แทน
สมาชิก
1.พิชญา ทวีชัยนพรัตน์ ม.6/5 เลขที่ 13
2.ปาระวี วงค์ศิลป ม.6/5 เลขที่ 14
3.ปวิชญา บำเพ็ญผล ม.6/5 เลขที่ 16
4.ญาณภัทร ธรรมนูญสถิตย์ เลขที่ 21
5.ปนัดดา โรจจวัฒน์ ม.6/5 เลขที่ 36
ความสามัคคีเภทคำฉันท์
อินทรวิเชียร ฉันท์ฯ ถอดความ อินทรวิเชียร ฉันท์ฯ
ปิ่ นเขตมคธขัต ติยรัชธำรง จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธหยุดทัพ
ตรงหน้าเมืองเวสาลี พระองค์ทรง
ยั้งทัพประทับตรง นคเรศวิสาลี สังเกตวิเคราะห์เหตุการณ์ทางเมืองวัช
ชีในขณะที่ข้าศึกมาประชิดเมือง ดูนิ่ง
ภูธรธสังเกต พิเคราะห์เหตุณธานี เฉยไม่รู้สึกเกรงกลัว หรือคิดจะทำสิ่ง
ใดโต้ตอบระงับเหตุร้าย กลับอยู่อย่าง
แห่งราชวัชชี ขณะเศิกประชิดแดน สงบเงียบไม่ทำการสิ่งใด มองดูราวกับ
เป็นเมืองร้างปราศจากผู้คน แน่นอน
เฉยดูบรู้สึก และมินึกจะเกรง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะถูกกลอุบาย
ของวัสสการพราหมณ์จนเป็นเช่นนี้
แกลน ความสามัคคีผูกพันแห่งกษัตริย์ลิจฉวี
ถูกทำลายลงและจะประสบกับภัยพิบัติ
ฤๅคิดจะตอบแทน รณทัพระงับภัย ลูกข่างที่เด็กขว้างเล่นได้สนุกฉันใด วัส
สการพราหมณ์ก็สามารถยุแหย่ให้
นิ่งเงียบสงบงำ บมิทำประการใด เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคี
ได้ตามใจชอบและคิดที่จะสนุกฉันนั้น
ปรากฏประหนึ่งใน บุรว่างและร้างคน ครั้นทรงคิดได้ดังนั้นจึงมีพระราช
บัญชาแก่เหล่าทหารหาญให้รีบสร้าง
แน่โดยมิพักสง สยคงกระทบกล แพไม้ไผ่เพื่อข้ามแม่น้ำจะเข้าเมืองของ
ฝ่ายศัตรู พวกทหารรับราชโองการ
ท่านวัสสการจน ลุกระนี้ถนัดตา แล้วก็ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ ในตอนเช้า
งานนั้นก็เสร็จทันที จอมกษัตริย์
ภินท์พัทธสามัค คิยพรรคพระราชา เคลื่ อนกองทัพอันมีกำลังพลมากมาย
ลงในแพที่ติดกัน นำกำลังข้ามแม่น้ำ
ชาวลิจฉวีวา รจะพ้องอนัตถ์ภัย จนกองทัพหมดสิ้น มองดูแน่นขนัด
ขึ้นฝั่ งเมืองเวสาลีอย่างสะดวกสบาย
ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้นหนอ
ครูวัสสการแส่ กลแหย่ยุดีพอ
ปั่ นป่วนบเหลือหลอ จะมิร้าวมิรานกัน
ครั้นทรงพระปรารภ ธุระจบธจึ่งบัญ
ชานายนิกายสรร พทแกล้วทหารหาญ
เร่งทำอุฬุมป์เว ฬุคะเนกะเกณฑ์การ
เพื่อข้ามนทีธาร จรเข้านครบร
เขารับพระบัณฑูร อดิศูรบดีศร
ภาโรปกรณ์ตอน ทิวรุ่งสฤษฎ์พลัน
จอมนาถพระยาตรา พยุหาธิทัพขันธ์
โดยแพและพ่วงปัน พลข้ามณคงคา
จนหมดพหลเนื่อง พิศเนืองขนัดคลา
ขึ้นฝั่ งลุเวสา ลิบุเรศสะดวกดายฯ
หน้า118
ความสามัคคีเภทคำฉันท์
อินทรวิเชียรฉันท์
อันภูบดีรา ชอชาตศัตรู
ได้ลิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี
แลสรรพบรรดา วรราชวัชชี
ถึงซึ่งพิบัติบี ฑอนัตถ์พินาศหนา
คณะแตกและต่างมา
เหี้ยมนั้นเพราะผันแผก หสโทษพิโรธจอง
ถือทิฐิมานสา ทนสิ้นบปรองดอง
ตริมลักประจักษ์เจือ
แยกพรรคสมรรคภิน รสเล่าก็ง่ายเหลือ
ขาดญาณพิจารณ์ตรอง
คติโมหเป็นมูล
เชื่ออรรถยุบลเอา ยนภาวอาดูร
เหตุหากธมากเมือ ยศศักดิเสื่อมนาม
คุรุวัสสการพราหมณ์
จึ่งดาลประการหา กลงำกระทำมา
เสียแดนไผทสูญ
หน้า120-121
ควรชมนิยมจัด
เป็นเอกอุบายงาม
ถอดความ อินทรวิเชียรฉันท์
พระเจ้าอชาตศัตรูได้แผ่นดินวัชชีอย่างสะดวก และกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายก็ถึงซึ่ง
ความพินาศล่มจม เหตุเพราะความแตกแยกกัน ต่างก็มีความยึดมั่นในความคิด
ของตน ผูกโกรธซึ่งกันและกัน ต่างแยกพรรค แตกสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน
ขาดปัญญาที่จะพิจารณาไตร่ตรอง เชื่อถ้อยความของบรรดาพระโอรสอย่าง
ง่ายดาย เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะกษัตริย์แต่ละพระองค์ทรงมากไปด้วยความหลง
จึงทำให้ถึงซึ่งความฉิบหาย มีภาวะความเป็นอยู่อันทุกข์ระทม เสียทั้งแผ่นดิน
เกียรติยศ และชื่อเสียงที่เคยมีอยู่ ส่วนวัสสการพราหมณ์นั้นน่าชื่นชมอย่างยิ่ง
เพราะเป็นเลิศในการกระทำกลอุบาย
ความสามัคคีเภทคำฉันท์
อินทรวิเชียรฉันท์ ถอดความ อินทรวิเชียรฉันท์
พุทธาทิบัณฑิต พิเคราะห์คิดพินิจปรา ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้
ใคร่ครวญพิจารณากล่าวสรรเสริญว่าชอบแล้ว
รภสรรเสริญสา ธุสมัครภาพผล ในเรื่องผลแห่งความพร้อมเพรียงกัน ความ
สามัคคีอาจอำนวยให้ถึงซึ่งสภาพแห่งความ
ว่าอาจจะอวยผา สุกภาวมาดล ผาสุก ณ หมู่ของตนไม่เสื่อมคลายตลอดไป
หากหมู่ใดมีความสามัคคีร่วมชุมนุมกัน ไม่ห่าง
ดีสู่ณหมู่ตน บนิราศนิรันดร เหินกัน สิ่งที่ไร้ประโยชน์จะมาสู่ได้อย่างไร
ความพร้อมเพรียงนั้นประเสริฐยิ่งนัก เพราะ
หมู่ใดผิสามัค คยพรรคสโมสร ฉะนั้นบุคคลใดหวังที่จะได้รับความเจริญแห่ง
ตนและมีกิจธุระอันเป็นส่วนรวม ก็พึงตั้งใจเป็น
ไป่ปราศนิราศรอน คุณไร้ไฉนดล หัวหน้าเอาเป็นธุระด้วยตัวของเราเองโดยมิเห็น
ประโยชน์ตนแต่ฝ่ายเดียว ควรยกประโยชน์ให้
พร้อมเพรียงประเสริฐครัน เพราะฉะนั้นแหละบุคคล บุคคลอื่นบ้าง นึกถึงผู้อื่นบ้าง ต้องกลมเกลียว
มีความเป็นมิตรกันไว้ ต้องลดทิฐิมานะ รู้จักข่ม
ผู้หวังเจริญตน ธุระเกี่ยวกะหมู่เขา ใจ จะทำสิ่งใดก็เอื้อเฟื้ อกันไม่มีความบาดหมาง
ใจ ผลประโยชน์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็แบ่งปันกัน
พึงหมายสมัครเป็น มุขเป็นประธานเอา ไป มากบ้างน้อยบ้างอย่างเป็นธรรม ควรยึด
มั่นในมารยาทและความประพฤติที่ดีงาม รักษา
ธูรทั่วณตัวเรา บมิเห็นณฝ่ายเดียว หมู่คณะโดยไม่มีความริษยากันอันจะตัดรอน
ไมตรี ดังนั้นถ้าหมู่คณะใดไม่ขาดซึ่งความ
ควรยกประโยชน์ยื่น นรอื่ นก็แลเหลียว สามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันอยู่เสมอ ไม่มี
การวิวาท และระแวงกัน ก็หวังได้โดยไม่ต้อง
ดูบ้างและกลมเกลียว มิตรภาพผดุงครอง สงสัยว่า คงจะพบซึ่งความสุข ความสงบ และ
ประกอบด้วยประโยชน์มากมาย ใครเล่าจะมีใจ
ยั้งทิฐิมานหย่อน ทมผ่อนผจงจอง กล้าคิดทำสงครามด้วย หวังจะทำลายล้างก็ไม่
ได้ ทั้งนี้เพราะความพร้อมเพรียงกันนั่นเอง
อารีมิมีหมอง มนเมื่อจะทำใด กล่าวไปไยกับมนุษย์ผู้ประเสริฐหรือสรรพสัตว์
ที่มีชีวิต แม้แต่กิ่งไม้หากใครจะใคร่ลองเอามา
ลาภผลสกลบรร ลุก็ปันก็แบ่งไป มัดเป็นกำ ตั้งใจใช้กำลังหักก็ยากเต็มทน หาก
หมู่ใดไม่มีความสามัคคีในหมู่คณะของตน และ
ตามน้อยและมากใจ สุจริตนิยมธรรม์ กิจการอันใดที่จะต้องขวนขวายทำก็มิพร้อม
เพรียงกัน ก็อย่าได้หวังเลยความสุขความ
พึงมรรยาทยึด สุประพฤติสงวนพรรค์ เจริญจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความทุกข์พิบัติ
อันตรายและความชั่วร้ายทั้งปวง ถึงแม้จะไม่
รื้อริษยาอัน อุปเฉทไมตรี ต้องการก็จะต้องได้รับเป็นแน่แท้ ผู้ที่อยู่รวม
กันเป็นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคำนึงถึงความ
ดั่งนั้นณหมู่ใด ผิบไร้สมัครมี สามัคคีอยู่เป็นนิจ ถ้ายังไม่มีก็ควรจะมีขึ้น ถ้ามี
อยู่แล้วก็ควรให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปจึงจะถึง
พร้อมเพรียงนิพัทธ์นี รวิวาทระแวงกัน ซึ่งความสุขความสบาย
หวังเทอญมิต้องสง สยคงประสบพลัน
ซึ่งสุขเกษมสันต์ หิตะกอบทวิการ
ใครเล่าจะสามารถ มนอาจระรานหาญ
หักล้างบแหลกลาญ ก็เพราะพร้อมเพราะเพรียง
กัน
ป่วยกล่าวอะไรฝูง นรสูงประเสริฐครัน
ฤๅสรรพสัตว์อัน เฉพาะมีชีวีครอง
แม้มากผิกิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอ
มัดกำกระนั้นปอง พลหักก็เต็มทน
เหล่าไหนผิไมตรี สละลี้ณหมู่ตน
กิจใดจะขวายขวน บมิพร้อมมิเพรียงกัน
อย่าปรารถนาหวัง สุขทั้งเจริญอัน
มวลมาอุบัติบรร ลุไฉนบได้มี
ปวงทุกข์พิบัติสรร พภยันตรายกลี
แม้ปราศนิยมปรี ติประสงค์ก็คงสม
ควรชนประชุมเช่น คณะเป็นสมาคม
สามัคคิปรารม ภนิพัทธรำพึง
ไป่มีก็ให้มี ผิวมีก็คำนึง
เนื่องเพื่อภิยโยจึง จะประสบสุขาลัยฯ
หน้า121-122
ความสามัคคีเภทคำฉันท์
คำศัพท์
-ภินท์พัทธสามัคคิย =การแตกสามัคคี -พุธาทิบัณฑิต =ผู้รู้
-ทม
-อนัตถ์ =ไม่เป็นประโยชน์ -อุปเฉทไมตรี =ความข่มใจ
-หิตะ
-อุฬุมป์เวฬุ =แพไม้ไผ่ -ภิยโย =ตัดไมตรี
-สุขาลัย
-นครบร =เมืองของข้าศึก =ประโยชน์
-ภาโรปกรณ์ =จัดทำเครื่องมือ =ยิ่งขึ้นไป
=ที่มีความสุข
-เหี้ยมนั้น =เหตุนั้น
-สมรรคภินทน =การแตกสามัคคี
คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ข้อคิด
1. มีการใช้พรรณนาโวหารในการแต่งเรื่อง 1. การขาดการพิจารณาไตร่ตรอง นำไป
อย่างเช่น พระเจ้าอชาตศัตรูได้แผ่นดินวัชชี ซึ่งความสูญเสีย ดังเช่น เหล่ากษัตริย์ลิจ
อย่างสะดวก และกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายก็ถึง ฉวี “ขาดการพิจารณาไตร่ตรอง” คือ ขาด
ซึ่งความพินาศล่มจม เป็นพรรณนาโวหาร ความสามารถในการใช้ปัญญาตริตรอง
2. มีการใช้ถ้อยคำเล่นเสียงทำให้ผู้อ่านรู้สึก พิจารณาสอบสวน และใช้เหตุผลที่ถูกต้อง
คล้อยตามไปกับเนื้อเรื่อง จึงหลงกลของวัสสการพราหมณ์ ถูก
ยุแหย่ให้แตกความสามัคคีจนเสียบ้านเสีย
คุณค่าด้านสังคม เมือง เพราะฉะนั้น การใช้วิจารณญาณ
ไตร่ตรองก่อนทำการใด ๆ จึงเป็นสิ่งที่ดี
1. ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่คณะที่จะอยู่ร่วมกัน 2 การเลือกใช้บุคคลให้เหมาะสมกับงาน
2. พิจราณาไตร่ตรองจากการเชื่อคน จะทำให้งานสำเร็จได้ด้วยดี
3 การถือความคิดของตนเป็นใหญ่และ
ทะนงตนว่าดีกว่าผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดความ
เสียหายแก่ส่วนรวม
กลุ่ม 8 หน้า 119
ชื่อ 1.ปัณณพร อโนทัยสินทวี ม.6/5 เลขที่ 12
2.พิชมญชุ์ กฤษดาธิการ ม.6/5 เลขที่ 8
3.ปาณิกา ปฏิฐานบุญชู ม.6/5 เลขที่ 29
4.พรธิดา อัจฉริยโสภณ ม.6/5 เลขที่ 42
5.สลิณา ขุนราชเสนา ม.6/5 เลขที่ 44
จิตรปทาฉันท์ เป็นชื่อที่เรียกตามแบบไทย แต่ในคัมภีร์วุตโตทัย ท่านเรียกว่า จิตรปทาคาถา ท่านจัดเป็นอนุฏฐุภา
ฉันท์ อนุฏฐุภา แปลว่า ฉันท์ที่ห้ามความทรามกล่าวคือให้ความเพลิดเพลินดี ฯ จิตรปทา แปลว่า คาถาที่มีครุต่างจากกุมาร
ลลิตา เป็นฉันท์ที่มี ๔ บาท รวม ๓๒ คำ มีสูตรว่า "จิตฺรปทา ยทิ ภา คา "แปลว่า คาถาที่มี ภ คณะ ภ คณะ และ ครุลอย ๒
คำ ชื่อว่า จิตรปทา
ถอดความ จิตรปทา ฉันท์ 8
ฝ่ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึกจำนวนมากข้ามแม่น้ำมาเพื่อจะทำลายล้างบ้านเมืองของตน ต่างก็ตระหนกตกใจกัน
ถ้วนหน้า ในเมืองเกิดจลาจลวุ่นวายไปทั่วเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต่างหวาดกลัวภัย บางพวกก็พูดว่าขณะนี้ยังไม่เป็นไร
หรอก ควรจะป้องกันประตูเมืองเอาไว้ให้มั่นคง ต้านทานข้าศึกเอาไว้ก่อน รอให้ที่ประชุมเหล่ากษัตริย์มีความเห็นว่าจะทรง
ทำประการใด ก็จะได้ดำเนินการตามพระบัญชาของพระองค์ เหล่าข้าราชการทั้งหลายก็ตีกลองสัญญาณขึ้นราวกับกลองจะ
พัง เสียงดังกึกก้องไปถึงพระกรรณกษัตริย์ลิจฉวี ต่างองค์ทรงเพิกเฉยราวกับไม่เอาใจใส่ในเรื่องราวของผู้ใด ต่างองค์ไม่
เสด็จไปที่ประชุม แม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบานก็ไม่มีผู้ใดปิด
คำศัพท์ ตัวอย่างคำประพันธ์
บทที่1 ริปุ = ข้าศึก นาครธา นิวิสาลี
บทที่2 ตะละ = แต่ละ , บุรคา , มจ
บทที่3 รุกเภทภัย = เภทภัย เห็นริปุมี พลมากมาย
บทที่4 อริ = ข้าศึก ข้ามติรชล ก็ลุ้นหมาย
มุ่งจะทลาย พระนครตน
ข้อคิด
การไม่ประมาท รู้จักตั้งรับให้ดีในทุกสถานการณ์ เมื่อมีปัญหาก็ควรรีบแก้ไม่ควรทิ้งเอาไว้เอาแต่
รอผู้ที่มีอำนาจกว่าตนมาแก้ปัญหา ทั้งที่มันเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมและตนเองด้วย
การรู้จักมีสติ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น เราควรตั้งสติให้ดี เพื่อที่เราจะได้สามารถหาวิธีแก้ไข
ปัญหานั้นได้ และรู้จักคิดก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
ที่มาของฉันท์
ในคัมภีร์วุตโตทัย ท่านเรียกว่า “สัททูลวิกกีฬิตคาถา” เป็นอติธิติฉันท์ ฯ “สัททูลวิกกีฬิตะ” แปลว่า “คาถาที่
ออกเสียงเหมือนการกระโดดของเสือดาว” เป็นคาถา ๔ บาท ๆ ละ ๑๙ คำ
ลักษณะคำประพันธ์
มี ๓ วรรค วรรคที่ ๑ มี ๑๒ คำ วรรคที่ ๒ มี ๕ คำ วรรคที่ ๓ มี ๒ คำ แต่งโดยใช้คำครุ (สระ อะ) ลหุ (สระ
อุ) ในการแต่ง คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒
คำศัพท์ ผัง
นรนิกร : ฝูงชน
ทิช : ผู้เกิดสองครั้ง คือ พราหมณ์
ชเนนทร์ : ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ชน
ยุกติ : จบสิ้น
ปรุงโสต : ตกแต่งให้ไพเราะน่าฟัง
แปลความเรียง
จอมทัพแห่งแคว้นมคธกรีธาทัพเข้าเมืองเวสาลีทางประตู
เมืองที่เปิดอยู่โดยไม่มีผู้คนหรือทหารต่อสู้ประการใดขณะ
นั้นวัสสการพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ก็ไปนำทัพของกษั ตริย์
แห่งมคธเข้ามาปรากษัตริย์ลิจฉวี อาณาจักรทั้งหมดก็ตกอยู่
ในเงื้อมพระหัตถ์โดยที่กองทัพไม่ต้องเปลืองแรงในการต่อสู้
ปราบราบคาบแล้วเสด็จยังราชคฤห์เมืองยิ่งใหญ่ดังเดิมเนื้อ
เรื่องแต่เดิมจบลงเพียงนี้ แต่ประสงค์จะแต่งสุภาษิตเพิ่มเติม
ให้ได้รับฟังเพื่อเป็นคติอันทรงคุณค่านำไปคิดไตร่ตรอง
ข้อคิด
1. กลยุทธ์ในการทำศึกสงครามควรทำอย่างชาญฉลาดเช่น การสังเกต จากเรื่อง จอมทัพแคว้นมคธกรีธาทัพ
มาบุกเมืองโดยมาทางประตูที่ไม่มีคนเฝ้า ทำให้ไม่เปลืองแรง
2.การวางแผนป้องกันเมืองควรมีความรอบคอบไม่เปิดช่องว่างศัตรู
สรุปความ
จอมทัพแห่งแคว้นมคธกรีธาทัพเข้าเมืองเวสาลีทางประตูเมืองที่เปิดอยู่โดยไม่มีผู้คนหรือทหารต่อสู้เฝ้าอยู่ ขณะนั้นวัสสการพราหมณ์ผู้
เป็นอาจารย์ก็ไปนำทัพของกษัตริย์แห่งมคธเข้ามาปราบกษัตริย์ลิจฉวี อาณาจักรทั้งหมดก็ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ ปราบอย่างราบคาบ
ทำให้กองทัพไม่ต้องเปลืองแรงในการต่อสู้ แล้วเสด็จยังราชคฤห์เมืองยิ่งใหญ่ดังเดิมเนื้อเรื่องแต่เดิมจบลงเพียงนี้