The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
นายจักราวุฒิ หมวกสังข์
โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก อุตรดิตถ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรา' วุฒิ, 2022-09-25 08:04:37

การพัฒนาทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

การพัฒนาทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
นายจักราวุฒิ หมวกสังข์
โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก อุตรดิตถ์

งานวิจัยในชน้ั เรยี น

เรื่อง การพฒั นาทักษะการแตง่ โคลงสีส่ ภุ าพ
ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 5

โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ิทยา จังหวดั พษิ ณโุ ลก

โดย
นายจักราวฒุ ิ หมวกสงั ข์

ตำแหนง่ ครู
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย

โรงเรยี นประชาสงเคราะห์วิทยา
สงั กดั สำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษาพิษณโุ ลก อุตรดติ ถ์

~-1-~

ชื่อเรื่อง การพฒั นาทกั ษะการแต่งโคลงสีส่ ุภาพของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5
โรงเรยี นประชาสงเคราะห์วิทยา จังหวัดพษิ ณโุ ลก

ผู้วิจัย นายจกั ราวฒุ ิ หมวกสงั ข์
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

บทที่ 1
บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันกอให้เกิดความเป็นเอกภาพและ

เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อส่ือสารเพ่ือสร้างความเขาใจ
และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู ประสบการณจากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ
ตา่ งๆ เพื่อพัฒนาความรู พัฒนากระบวนการคดิ วเิ คราะห์วิจารณ และสร้างสรรคให้ทันตอ่ การเปลย่ี นแปลงทาง
สังคม ตลอดจนนําไปใชในการพัฒนาอาชีพให้มคี วามมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยงั เป็นสื่อแสดงภูมิปัญญา
ของบรรพบุรษุ ด้านวฒั นธรรม ประเพณีเป็นสมบัติลำ้ คาควรแกการเรียนรู อนุรักษ และสืบสานให้คงอยู่คูชาติ
ไทย (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร,2551: ก)

ความสำคัญของภาษาไทยจึงมิได้เปน็ เพียงเครื่องมือส่อื สาร หากแตเ่ ป็นรากฐานของความเป็นไทย
เป็นกลไกในการพัฒนาชาติ ดังน้ันในฐานะของชนชาวไทยจึงควรตระหนักถึงความสำคัญดงั กล่าวเพ่ือธํารงและ
พฒั นาชาติ ดังน้ันการสอนวิชาภาษาไทยจึงเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีมีความสำคัญต่อการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนตาม
แผนพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) และสอดคลองกับแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา
พ.ศ.2539-2550 เรือ่ งหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนท่ีมุ่งเน้นเป็นพิเศษในด้านพื้นฐานทางภาษาไทย
เพื่อรองรบั การพัฒนาความรูและทกั ษะในระดับท่ีสู่งขึ้น (จารพุ งษ จึงประยูร, 2553: 1)

ในด้านการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยนั้น ส่ิงท่ีถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือ การสอนให้นักเรียน
เกิดความรูความเขาใจและสามารถนําทักษะทางภาษา ได้แก ทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน
ไปใชอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้นําความสำคัญดังกล่าวของภาษาไทยมากำหนด
หลักสูตรสาระการเรียนรูภาษาไทยเป็นวิชาบังคับให้นักเรียนทุกคนตองเรียนในทุกระดับชั้น กำหนดให้กลุ
มสาระการเรยี นรูภาษาไทยเป็นวิชาบงั คบั ทีน่ กั เรยี นทุกคนตองเรียน และสอบให้ผา่ นจงึ จะถอื ว่าจบหลักสตู ร

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 2) ได้กำหนดให้การเขียนเป็นสาระการเรียนรูหนึ่งใน 5 สาระและกำหนด
คุณภาพทักษะการเขียนของผู้เรียนไวว่า “ในด้านการเขียนผู้เรยี นจะเรียนรูการเขียนสะกดคําตามอกั ขรวิธีการ
เขียนส่ือสารรูปแบบต่างๆ การเขียนเรียงความย่อความการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าเขียนตาม
จนิ ตนาการเขียนวิเคราะห์วิจารณและเขียนเชิงสร้างสรรค” ดังน้ันการเขียนจึงถือว่าเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญใน
การใชภาษาแสวงหาความรูผู้เรยี นสมควรท่ีจะไดร้ ับการฝกึ ฝนให้มีความคลองแคลว

การเขยี นมีหลายประเภททง้ั ที่เป็นรอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรอง การเขียนประเภทร้อยกรองนั้นตองใชทักษะ
ในการเขียนสู่งกว่าร้อยแก้วอันเน่อื งมาจากลักษณะบังคับทางด้านฉนั ทลักษณทำให้ผู้เขยี นตองใชความสามารถ
ในการสร้างสรรคผลงานการเขียนสู่งกว่าร้อยแก้วซึ่งบทร้อยกรองนับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหน่ึงท่ีครู
ภาษาไทยใชในการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะ เมื่อผู้สอนภาษาไทยตองการสอนเน้ือหาเร่ืองต่างๆ ก็มัก

~-2-~

หยิบยกเอาวรรณคดีหรือวรรณกรรมร้อยกรองต่างๆ มาใชในการเรียนการสอนของตน บทร้อยกรองจึงมี
ความสำคัญในฐานะของเครื่องมือที่ใชในการเรียนการสอนของครูภาษาไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ
นอกจากร้อยกรองจะช่วยเป็นเคร่ืองมือที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอนของครูแลว ร้อยกรองยังเป็น
รากฐานของประเทศชาติและสังคมไทยในฐานะเคร่ืองดำรงรักษาวฒั นธรรมของชาติให้ม่ันคง

นอกจากนี้ การเรียนวรรณคดีของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 มีวรรณคดีบางเรื่องที่มีลักษณะคําประพันธประเภทโคลงสี่สุภาพ คือเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย
นักเรียนจึงจําเป็นที่จะตองมีทักษะและเขาใจลักษณะของการแต่งโคลงสี่สุภาพเพื่อให้การเรียนวรรณคดีของ
นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 5 มคี วามเขาใจในเนื้อหาวรรณคดีงา่ ยขนึ้

จากความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยาด้วยแบบฝึกการแต่งโคลงส่ีสุภาพเพ่ือเป็น
แนวทางในการพัฒนาการเรียนภาษาไทยเพ่ือให้เห็นความงดงามและความรูในการแต่งโคลงส่ีสุภาพให้มี
ประสิทธภิ าพทัง้ ยังชว่ ยแกไขปญหาการแตง่ โคลงส่สี ภุ าพให้เกดิ ผลที่ดีย่ิงขนึ้
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษา

เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการแต่งโคลงส่ีสุภาพ ก่อนและหลังเรียน โดยใชแบบฝึกทักษะการแต่ง
โคลงสี่สุภาพ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา อำเภอบางระกำ จังหวัด
พษิ ณุโลก
สมมติฐานของการวจิ ยั

ผลสัมฤทธิ์การแต่งโคลงส่ีสุภาพ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา
อำเภอบางระกำ จงั หวัดพษิ ณโุ ลก โดยใชแบบฝึกทักษะการแต่งโคลงสส่ี ุภาพ หลงั เรยี นสู่งกว่ากอ่ นเรียน
ขอบเขตของการวจิ ยั

ในการวิจัยครง้ั นผ้ี วู้ ิจัยได้กำหนดขอบเขตในการวิจยั ไว้ ดังนี้
1.ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษา เป็นนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ิทยา
ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2565 จำนวน5 หองเรยี น รวมนักเรยี น 180 คน
กลมุ ตวั อย่างท่ใี ชในการวิจัย
กลมุ ตัวอยา่ งเป็นนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 5/4 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา อำเภอบางระกำ
จงั หวัดพษิ ณโุ ลก ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2565 จำนวน1 หองเรียน นกั เรียนรวม 38 คน ได้มาจากการ
เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
2. เนือ้ หาที่ใชใ้ นการวิจยั ครั้งน้ี เปน็ เน้ือหาในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เร่ืองลิลิตตะเลงพา่ ย
ตามหลักสูตรสถานศึกษา
3. ตัวแปรท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยครงั้ นี้ ประกอบดว้ ย

3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ แบบฝึกทักษะแต่งโคลงส่ีสุภาพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5
โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา อำเภอบางระกำ จังหวัดพษิ ณุโลก

3.2 ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
3.2.1 ผลสัมฤทธ์ิการแต่งโคลงสี่สุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียน
ประชาสงเคราะหว์ ิทยา อำเภอบางระกำ จังหวัดพษิ ณุโลก
3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรยี นท่มี ีต่อการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้แบบฝึกทักษะ
แต่งโคลงสีส่ ุภาพของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา
อำเภอบางระกำ จังหวัดพษิ ณุโลก

~-3-~

4. ระยะเวลาในการวิจัย การวจิ ยั ครัง้ น้ดี ำเนินการตั้งแตว่ ันท่ี 1 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2565 ถงึ วันที่
30 เดอื น มนี าคม พ.ศ. 2565 รวมเวลาท่ใี ช้ในการวจิ ัย 40 ชว่ั โมง
นยิ ามศัพท์เฉพาะ

เพ่อื ใหเ้ กิดความเข้าใจตรงกนั ผู้วิจยั ได้กำหนดนยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะทเ่ี กยี่ วข้องไว้ ดังน้ี
1. แบบฝึกการแต่งโคลงสี่สุภาพ หมายถึง เอกสารที่ผู้วิจัยใชในการจัดการเรียนรูเร่ืองการแต่งโคลงส่ี
สุภาพ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 ประกอบด้วยคําช้ีแจงการใชแบบฝึกสำหรับครูและนักเรียนจุดประสงค
กจิ กรรมและภาพประกอบจำนวน3 ชุด ได้แก่ แบบฝึกชุดท่ี 1 คําไวพจน แบบฝกึ ชุดที่ 2 คําสัมผัสและแบบฝึก
ชดุ ที่ 3 การแตง่ โคลงสี่สุภาพ
2. ผลสัมฤทธิ์การแต่งโคลงสี่สภุ าพ หมายถึงคะแนนความสามารถในการแตง่ โคลงสี่สภุ าพของนักเรียน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 ซง่ึ วดั ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธก์ิ ารแตง่ โคลงสส่ี ุภาพ
3. ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 หมายถึง ความสามารถของ(นวตั กรรม)ท่ีช่วยให้นกั เรียน
ทำกิจกรรมระหว่างเรียนและทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิหลังเรียนได้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดย
กำหนดให้

80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉล่ียร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนทำกิจกรรมหรือ
แบบฝึกหดั ระหว่างเรียน

80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนที่ทำคะแนนการทดสอบ
หลงั เรียน

4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความร้สู ึกของนกั เรยี นท่ีมีตอ่ การเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะการแต่งโคลงสี่
สุภาพของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 5 ทผี่ ู้วิจัยสรา้ งข้นึ ประเมินไดจ้ ากแบบสอบถามความพงึ พอใจ

ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะไดร้ ับ
1. ได้แนวทางในการจัดการเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยเฉพาะเรือ่ งการแตง่ โคลงสี่สภุ าพ

ให้มีประสิทธิภาพมากยง่ิ ขน้ึ
2. ได้แนวทางในการพัฒนาคุณภาพหรือประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในกลุ่ม

สาระการเรยี นรู้อืน่ ๆ
3. เป็นแนวทางสำหรับครูคนอ่ืนที่จะนำแนวคิดและวิธีการท่ีได้จากการวิจัยคร้ังนี้ไปใช้ในการพัฒนา

คุณภาพการจดั การเรียนรขู้ องตนให้มีประสทิ ธภิ าพมากย่งิ ข้นึ
4. นักเรียนมีคณุ ภาพการเรียนร้ตู ามเป้าหมายและเจตนารมณข์ องหลักสูตร

~-4-~

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง

การศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียน
ประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นควา้ รวบรวมเอกสารและงานวจิ ัยที่เกย่ี ว
ของเพอื่ เป็นพ้นื ฐานสำหรับการดำเนินการวิจยั ตามลำดบั ดงั น้ี

1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย
2. เอกสารท่เี กย่ี วของกับรอ้ ยกรอง

2.1 ความหมายของร้อยกรอง
2.2 ประเภทของร้อยกรอง
2.3 ประโยชนของร้อยกรอง
3. เอกสารทเ่ี กีย่ วของกบั โคลง
3.1ความหมายของโคลง
3.2 ประเภทของโคลง
3.3 โคลงสส่ี ุภาพ
4. เอกสารที่เก่ียวของกับแบบฝึก
4.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ
4.2 ความสำคญั ของแบบฝกึ ทกั ษะ
4.3 ประโยชนของแบบฝึกทกั ษะ
4.4ลกั ษณะท่ีดขี องแบบฝกึ ทักษะ
5. เอกสารที่เกย่ี วของกบั ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
6. งานวิจัยทเ่ี กี่ยวของ
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
สาระและมาตรการเรียนรู หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กลุมสาระการ
เรยี นรูภาษาไทย
สาระที่ 1 การอ่าน
มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอ่านสร้างความรูและความคิดเพื่อนําไปใชตัดสินใจ แกปญหาในการ
ดำเนนิ ชีวติ และมนี สิ ยั รักการอา่ น
สาระท่ี 2 การเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 ใชกระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวใน
รูปแบบต่างๆเขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ ควา้ อยา่ ง มปี ระสิทธิภาพ
สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพดู
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟงั และดูอยา่ งมวี ิจารณญาณ และพดู แสดงความรู ความคิด และ
ความรูสึกในโอกาสต่างๆอยา่ งมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค
สาระที่ 4 หลกั การใชภาษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เขาใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลงั
ของภาษา ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเป็นสมบัตขิ องชาติ

~-5-~

สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เขาใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเหน็
คุณค่าและนาํ มาประยุกตใชในชวี ติ จริง

ชน้ั ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรูแกนกลาง

ม.4-ม.6 1. อธบิ ายธรรมชาตขิ องภาษาพลงั  ธรรมชาติของภาษา

ของภาษา และลกั ษณะของภาษา  พลังของภาษา

 ลักษณะของภาษา

- เสยี งในภาษา

- สวนประกอบของภาษา

- องคประกอบของพยางคและ

คาํ

2. ใชคําและกลมุ คาํ สรา้ งประโยคตรงตามวัตถุประสงค  การใชคําและกลมุ คําสรา้ ง

ประโยค

- คาํ และสํานวน

- การรอ้ ยเรียงประโยค

- การเพม่ิ คาํ

- การใชคาํ

- การเขยี นสะกดคํา

3. ใชภาษาเหมาะสมแกโอกาสกาลเทศะ และบุคคล  ระดบั ของภาษา

รวมท้งั คาํ ราชาศพั ทอย่างเหมาะสม  คําราชาศพั ท

4. แตง่ บทรอ้ ยกรอง  กาพย์โคลง ร่ายและฉันท

5. วิเคราะห์อทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศและภาษาถน่ิ  อิทธิพลของภาษาต่างประเทศ

และภาษาถิน่

จากหลักสูตรภาษาไทยที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดหลักสูตรการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 โดยให้นักเรียนเห็นคุณค่าของหลักการใชภาษาไทยซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ของชาติ และสามารถนาํ ไปปรบั ใชในชีวติ จรงิ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข
2. เอกสารทีเ่ กย่ี วของกับรอ้ ยกรอง

2.1 ความหมายของรอ้ ยกรอง
ชลธิรา กลดั อยู่ (2517: 161-162) ได้ให้ความหมายของร้อยกรอง ไว 2 ระดับ คอื ระดับแรก

หมายถึง ถอ้ ยคํา สาํ นวน ภาษาทเ่ี รยี บเรียงขึ้นอย่างมีบทบัญญัติ มีกฎเกณฑ หรือเรยี กกนั ท่ัวไป
ว่ามีฉันทลักษณตามแบบโบราณ ระดับสองหมายถึง ถ้อยคํา สํานวน ภาษาท่ีเรียบเรียงขึ้นอย่างมี
บทบญั ญัตหิ รือฉนั ทลักษณตามแบบทีม่ มี าแตเ่ ดิม และรวมถงึ ฉนั ทลักษณทผี่ ู้แตง่ คิดขึ้นเองได้

พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน (2554) ให้ความหมายของรองกรองคอื การสอดผู้ก
ให้ตดิ กันประดษิ ฐ์คํา แตง่ หนังสอื ดีให้มคี วามไพเราะ ร้อยและเย็บดอกไม้ใหเ้ ป็นรปู ตา่ งๆ ซึ่งร้อย
กรองเป็นงานเขียนทต่ี องใชความสามารถในการเลือกภาษาแลวจดั วางตำแหนง่ ถ้อยคําให้เหมาะสม

~-6-~

ประกอบกับการฝกบอ่ ยจนเกิดทกั ษะ ทง้ั นี้เน่ืองจากการเขยี นรอ้ ยกรองน้นั ใชคําไดเ้ ทาที่ฉันทลกั ษณ
กำหนด ท้งั ยงั อาจเลยไปถงึ การกำหนดคําตามเสยี ง / รูปวรรณยกุ ต์และการกำหนดสมั ผัสจงึ เป็น
เรอ่ื งยงุ ยากสำหรบั นักเขียนมือใหมแ่ ตข่ อบอกไวว่า เมอื่ ลองเขยี นคําประพนั ธชนิดใดกต็ ามได้ดว้ ย
ตนเองสักบทหน่ึงจะพบวา่ ร้อยกรองเป็นเรอ่ื งไมย่ ากและงดงามกวา่ ให้ความหมายกวา้ งและลึกซึง้
กว่าการเขยี นร้อยแกว้ มากมายนกั

จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่าบทร้อยกรอง คือ งานเขียนที่ผสมผสานระหว่าง
แนวความคิดและศิลปะการใชคํา ตามแบบวิธีฉนั ทลกั ษณโบราณ หรือ อาจคดิ ขนึ้ ใหม่ก็ได้
2.2 ประเภทของร้อยกรอง

วราภรณ บํารุงกุล (2537: 16 - 17) กลา่ ววา่ อาจแบง่ ประเภทของรอ้ ยกรองได้ ดงั นี้
1. แบ่งตามลักษณะการแต่งเป็นกาพย์กลอนโคลงฉันทร่ายลิลิตและกลบท นอกจากน้ียังมี
ชนิดย่อยของคําประพันธเหลานั้น เช่น กาพย์ยานี กลอนดอกสร้อย โคลงส่ีสุภาพ กลบทกบเต้น
ต่อยหอย เป็นตน้
2. แบ่งตามวัตถปุ ระสงคในการใช เช่น

2.1 เพลงยาวใชเป็นบทฝากรักหรอื บทแสดงความในใจของผู้แตง่
2.2 เสภานทิ านคํากลอนบทสดุดีเฉลมิ พระเกียรติใชเล่าเรื่องหรอื นิทาน
2.3 นริ าศใชแสดงความรักความอาลยั หรือครำ่ ครวญ
2.4 บทขบั รองเพ่ือการแสดงเชน่ บทละครราํ บทพากยโขนหนงั ใหญ่
2.5 บทละครรองใชในการแสดงและการละเล่น
2.6 บทรองเชน่ บทมโหรีเพลงตา่ งๆ
2.7 บทสวดบทไหว (ประณามบท)
2.8 บทสอนเชน่ สภุ าษติ สอนหญงิ โคลงราชสวัสด์ิโคลงโลกนติ ิ
2.9 บทแสดงความคิดและทัศนะเช่นบทดอกสรอ้ ยรําพึงในปา่ ชา้
2.10 บทวิชาการเช่นตําราการแต่งร้อยกรองแบบเรียนใชฝกการอ่านภาษาไทย
ประกอบการเรียนหลักภาษาเพอื่ ให้จำงา่ ยเชน่ กาพย์พระไชยสุรยิ าไวพจนพจิ ารณ
(ภาคอา่ นประกอบ)
2.11 บทสวดที่ใชในพิธกี รรมตา่ งๆ เช่น ฉนั ทดษุ ฎสี ังเวยกลอมช้าง โองการแชงน้ำ
ร่ายทำขวัญนาค
กุหลาบ มัลลิกะมาส (2531: 163 - 164) แบ่งประเภทของร้อยกรองออกเป็น 2
ประเภทไดแ้ ก

1. ร้อยกรองเชิงศิลป์คือบทร้อยกรองที่แสดงอารมณและทัศนะที่ลึกซึ้งด้วย
ภาษาไพเราะ

2. ร้อยกรองท่ีเป็นเชิงคําสอนหรือวิชาการ เช่น โคลงโลกนิติ ฉันทกลอม
ช้างเป็นตน้
นภาลัย สุวรรณธาดา (2526: 17 อ้างใน วราภรณ บํารุงกุล, 2537: 17) กล่าวว่า “ในงาน
ร้อยกรองแต่เดิมมักปรากฏในรูปแบบของ โคลง ฉันท กาพย์กลอน ร่ายและลิลิตเทานั้น ปจจุบันน้ีได้
เพ่มิ รูปแบบตา่ งๆขึ้นอีกเชน่ กลอนเปลา (Blank Verse) และบทกวี(Concrete Poetry) ซ่ึงเป็นการนํา
จิตรกรรมกับวรรณกรรมมารวมกนั เป็นรูปแบบใหม่เป็นต้น” จากประเภทของร้อยกรองสรุปไดว้ ่า รอ้ ย
กรองแบง่ ออกได้ 3 ประเภท ไดแ้ ก

~-7-~

1. แบง่ ตามลักษณะการแตง่
2. แบ่งตามวัตถุประสงคในการแตง่ หรอื ประโยชนของรอ้ ยกรองน้นั
3. แบง่ ตามลักษณะของเนอ้ื หา
2.3 ประโยชนของรอ้ ยกรอง
ฐะปะนยี นาครทรรพ (2522: 210 - 211) ได้กลา่ วถงึ ประโยชนของร้อยกรองตอ่ ผู้อ่าน
และผู้แตง่ ดงั นี้
ประโยชนสำหรบั ผู้อา่ น
1. สบายใจคล้ายๆ ฟังเพลงบรรเลง
2. เพลนิ ทำให้ลมื สง่ิ ซง่ึ ระคายเคอื งใจอยู่บา้ งไดช้ ว่ั คราว
3. ไดฟ้ งั โวหารอนั แปลก
4. ไดท้ ราบความคิดของผู้แตง่
ประโยชนสำหรับผู้แตง่
1. สบายใจคลา้ ยผู้ทเ่ี ลน่ ดนตรีตพี ิณพาทย
2. เพลินเพราะใชสมองในทางทน่ี กึ ถ้อยคําอนั ไพเราะ
3. ตองขะมักเขมนแสดงโวหารให้แปลก
4. มโี อกาสไดแ้ สดงความคิดให้ผู้อนื่ ฟงั
สิทธา พินิจภูวดล และ ประทีป วาทิกทินกร (2525: 1 - 29) ได้กล่าวถึงประโยชนของ
ร้อยกรองสำหรับผู้แต่งผู้อา่ นและสังคมไว ดงั นี้
1. ประโยชนสำหรบั ผู้แตง่ เพอ่ื แสดงออกในสง่ิ ท่สี วยงามของความรูสกึ ความคดิ
ความสะเทือนอารมณ ความเพลิดเพลนิ ใจ สงเสรมิ สติปัญญาดำรงรักษาวฒั นธรรมและสังคม
ตลอดจนแสดงออกทางดา้ นประสบการณของผู้แต่ง
2. ประโยชนสำหรับผู้อ่านรอ้ ยกรองช่วยเรา้ อารมณและความรูสกึ เรา้ จนิ ตนาการ
เร้าความคิดท่ีเทยี บเคียงกับประสบการณของผู้อ่านขยายวงความรูประสบการณและจนิ ตนาการของ
ผู้อา่ นใหก้ ว้างขวางและลึกซง้ึ ผู้อ่านสามารถเพ่มิ พูนสติปญั ญาไดร้ วดเร็วกับรอ้ ยกรองทเ่ี ขียน
เพยี งไมก่ คี่ ํา
3. ประโยชนสำหรับสังคมบทร้อยกรองถอื ว่าเป็นสมบัติลำ้ คาซ่งึ คนในชาติหวงแหน
และรักษาไวโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ บทรอ้ ยกรองจะช่วยสะทอนสังคมและวัฒนธรรมของชาติในแงต่างๆ
สู่คนรุ่นหลงั ไดเ้ รยี นรูอย่างกวา้ งขวางใชสืบทอดกันตอ่ ๆ ไปไมส่ ้ินสุดเพราะรอ้ ยกรองมีเสียงสัมผัส
คลองจองทำให้จำง่ายและจำไดน้ าน
จากประโยชนของรอ้ ยกรอง สรปุ ไดว้ ่า ประโยชนสำคญั ของรอ้ ยกรองมีดงั น้ี
1. ประโยชนสำหรับผู้แต่งคอื เพื่อใชในการแสดงทัศนคติความรูสึกและประสบการณ
ของตนฝกสติปัญญาความสามารถในทางการประพันธและสร้างความสุขทางใจอันเกิดจาก
สนุ ทรียรสของร้อยกรองทีต่ นแตง่
2. ประโยชนสำหรับผู้อ่านคือเพ่ิมพูนสติปัญญาและความรูจากการแสดงทัศนคติ
ความรูสึกและประสบการณของผู้แต่งจากการอ่านรอ้ ยกรองและสร้างความสุขทางใจอันเกิด
จากสนุ ทรยี รสของร้อยกรองที่ตนอ่านและ
3. ประโยชนต่อสังคมคือช่วยบันทึกความรูและประวัติศาสตร์สะทอนสังคมและ
วัฒนธรรมของคนในชาตติ ลอดจนเป็นสมบัตทิ างวฒั นธรรมของชาตทิ ี่มีคุณค่า

~-8-~

3. เอกสารที่เกี่ยวของกบั โคลง
3.1 ความหมายของโคลง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้ให้ความหมายของคําว่า “โคลง” ไวว่าน.คําประพันธ

ประเภทหนง่ึ มีจำนวนคําในวรรคสมั ผสั และบงั คบั เอกโทตามตาํ ราฉนั ทลักษณ
พระยาอุปกิตศิลปสาร (2548: 379) ให้ความเห็นว่า “คําโคลงและร่ายนี้เป็นคํากานทด้ังเดิมของไทย

เรา กล่าวคือ คําร่ายเป็นคํากานทที่ใชกันแพรหลายต้ังแต่สมัยโบราณสัมผัสต้นวรรคปลายวรรคคลองกัน
เรื่อยไป เช่น คํากาพย์พระมุนีของไทยเหนือหรือแม้พระนามาภิไทยของพระเจ้าแผ่นดินนามขุนนางผู้ใหญ่เป็น
ตน้ ก็ใชคลองกันเป็นทำนองรา่ ยพ้นื สวนคําโคลงก็นิยมใชกันมาต้ังแต่ครง้ั โบราณเชน่ โคลงดั้นผดิ กันที่มวี ิธี
แตง่ ยากกวา่ กนั แตใ่ นสมัยตอ่ มาท่านเอาร่ายกบั โคลงมาแต่งเป็นเรื่องรวมกนั ซึ่งเรยี กว่าลิลติ ....”

กําชัย ทองหล่อ (2554, 396) ได้อธิบายความหมายไวว่า โคลง คือคําประพันธชนิดหน่ึงซ่ึงมีวิธีเรียบ
เรยี งถ้อยคําเขาคณะ มีกำหนดเอกโทและสมั ผัส แตม่ ิไดบ้ ญั ญัติครุลหุ

จากความหมายข้างต้นสรปุ ได้ว่า โคลง หมายถึง คําประพันธชนดิ หน่ึงที่มีฉนั ทลักษณบังคับมีคาํ สัมผัส
ระหว่างวรรคที่ชัดเจน มีการบงั คับคําเอกโท แตไ่ มม่ กี ารบังคบั คาํ ครลุ หุ

3.2 ประเภทของโคลง
กําชัย ทองหลอ (2554, 396) แบ่งโคลงออกเป็น 3 ประเภท คือ โคลงสุภาพ โคลงดั้นและ โคลง
โบราณ แตล่ ะประเภทแบง่ เป็นชนิดยอ่ ย ๆ ดงั น้ี

1. โคลงสุภาพ แบ่งออกเป็น 7 ชนิด ได้แก โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพโคลงส่ีสุภาพ
โคลงตรพี ธิ พรรณ โคลงจตั วาทัณฑี และโคลงกระทู
2. โคลงดั้น แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ไดแ้ ก โคลงสองดั้น โคลงสามด้ัน โคลงสี่ดนั้ วิวิธมาลี โคลงสี่
ดนั้ บาทกุญชร โคลงส่ีดนั้ พพิ ธิ พรรณ และโคลงส่ีดัน้ จัตวาทัณฑี
3. โคลงโบราณ แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงวิชชุมาลี โคลงมหาวิชชุมาลีโคลงจิตรลดา
โคลงมหาจติ รลดา โคลงสนิ ธุมาลี โคลงมหาสธิ ุมาลี โคลงนันททายี โคลงมหานนั ททายี
นิศรา วงษสุบรรณ (2553: 12) ได้จําแนกประเภทของโคลงได้ 3 ประเภท คือ โคลงสุภาพ โคลงด้ัน
และโคลงโบราณ ซึ่งแตล่ ะประเภทสามารถจาํ แนกได้ ดงั นี้
1. โคลงสุภาพ แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพโคลงสี่สุภาพ โค
ลงหาสุภาพหรอื โคลงมณฑกติ โคลงกระทู โคลงตรีพิธพรรณ โคลงสส่ี ภุ าพจัตวาทณั ฑีและ กล
โคลง
2. โคลงดั้น แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงสองดั้น โคลงสามด้ัน โคลงด้ันวิวิธมาลีโคลงดั้น
ตรพี พิ ิธพรรณ โคลงดนั้ จตั วาทณั ฑีโคลงดัน้ บาทกุญชร โคลงดัน้ กระทู และ กลโคลง
3. โคลงโบราณ แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงวิชชุมาลี โคลงมหาวิชชุมาลีโคลงจิตรลดา
โคลงมหาจิตรลดา โคลงสินธมุ าลี โคลงมหาสธิ มุ าลี โคลงนันททายี โคลงมหานนั ททายี
วัฒนะ บุญจับ (2544: 228) ได้จําแนกชนิดของโคลงได้ 4 ชนิด คือ โคลงสอง โคลงสามโคลงสี่
โคลงหา ซึง่ โคลงท้ัง 4 ชนิดน้ี ยงั จาํ แนกออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื ประเภทโคลงดั้นและ ประเภทโคลงสภุ าพ
สรุปไดว้ า่ ประเภทของโคลงแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก

~-9-~

1. โคลงสุภาพ แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงส่ีสุภาพ
โคลงหาสุภาพหรือโคลงมณฑกติ โคลงกระทู โคลงตรีพิธพรรณ โคลงส่ีสุภาพจัตวาทัณฑีและ
กลโคลง
2. โคลงด้ัน แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงสองด้ัน โคลงสามดั้น โคลงด้ันวิวธิ มาลีโคลงด้ัน
ตรพี ิพธิ พรรณ โคลงดนั้ จตั วาทณั ฑี โคลงดน้ั บาทกุญชร โคลงด้ันกระทู และ กลโคลง
3. โคลงโบราณ แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก โคลงวิชชุมาลี โคลงมหาวิชชุมาลีโคลงจิตรลดา
โคลงมหาจิตรลดา โคลงสินธุมาลี โคลงมหาสธิ มุ าลี โคลงนันททายี โคลงมหานันททายี
3.3 โคลงส่ีสุภาพ
กําชัย ทองหลอ (2554: 396) ลักษณะขข้อบังคับของโคลงท่ีเป็นแบบแผนบัญญัติไวเพื่อใชเป็นแนว
ปฏิบัติแตง่ โคลงประกอบด้วย 6 อยา่ ง คือ
1. คณะ คือ แบบบังคับที่วางเป็นกฎเกณฑไวว่า ร้อยกรองชนิดนั้นจะตองมีจำนวนคาํ จำนวน
วรรคเทาไร เช่น โคลงสี่สุภาพกำหนดไวว่า 1 บท มี 4 บาท แต่ละบาทมี 2 วรรค คือ วรรคหนามี 4
คาํ วรรคหลังมี 2 คําบ้าง 4 คําบ้าง ลักษณะขข้อบังคับเป็นส่ิงสำคัญที่ร้อยกรองแต่ละประเภทจะตอง
มี มิฉะนั้นจะบอกไมไ่ ดว้ ่าเป็นรอ้ ยกรองชนดิ ใด
2. พยางค คือ เสียงที่เปลงออกมาครงั้ หนง่ึ ๆ บางครั้งกม็ ีความหมายบางครั้งก็ไมม่ คี วามหมาย
แต่ถือว่าเป็นคํา ในการแต่งร้อยกรองจะถือว่าพยางคก็คือคํา แต่ถ้าพยางคนั้นมีเสียงเป็นลหุจะรวม 3
พยางคเป็น 1 คําก็ได้ เช่น ภริยา (3 พยางค) จะนับเป็น 1 คํา หรือ 2 คําก็ได้ท้ังนี้แลวแต่ลักษณะข
ขอ้ บังคับของรอ้ ยกรองแตล่ ะประเภท
3. สมั ผัส คอื ลกั ษณะท่ีบงั คับให้ใชคาํ คลองจอง ซ่ึงเป็นลักษณะบังคบั ทสี่ ำคัญที่สุดในร้อย
กรองทุกประเภท หมายความว่าไมม่ รี ้อยกรองประเภทใดท่ีไมบ่ งั คับสัมผสั ดังนั้นลักษณะการแตง่ ที่
ขาดสมั ผสั จึงไม่ใชร้อยกรอง และสัมผัสในโคลงมีทัง้ สัมผัสบงั คบั (สมั ผัสนอกเป็นสมั ผัสสระ) และสมั ผสั
ไมบ่ ังคบั (สัมผัสในมีทั้งสมั ผสั สระและสัมผัสพยัญชนะ) จะนยิ มสัมผัสพยัญชนะหรือสัมผัสอักษร
มากกว่าสมั ผสั สระ
4. คําเอก คําโท เป็นลักษณะขข้อบังคับของโคลงโดยเฉพาะ ซึ่งจะกำหนดไวในตำแหน่ง
บงั คับแตล่ ะประเภทของโคลง จะไมม่ ีไมไ่ ดเ้ พราะคําเอกคาํ โทถือเป็นเรื่องของโคลงโดยเฉพาะ

4.1 คําเอก คือ พยางคหรือคําที่มีรูปวรรณยุกต์เอกปรากฏอยู่ จะใชคําตายแท้นคํา
เอกกไ็ ด้ เช่น พอ แมป่ ู ชิ ชะ มัก มาก ฯลฯ จะใชคําเอกโทษแท้นก็ไดค้ ําเอกโทษ คือคําที่มรี ูป
วรรณยุกต์เอกปรากฏอยู่ แต่คําน้ันไม่ใชคําเอกที่แท้จริงเป็นแต่เพียงสร้างศัพทหรือภาษาปรุง
แตข่ องกวีท่ีสร้างขน้ึ ให้เป็นคําเอก เชน่ นา เขาใชเป็นทา เคา ฯลฯ

4.2 คําโท คือ พยางคหรือคําที่มีรูปวรรณยุกต์โทปรากฏอยู่ เช่น นา ปา ช้างนี้ นอง
ตอง เสี้ยว ฯลฯ จะใชคําโทโทษแท้นก็ได้คําโทโทษ คือ คําท่ีมีรูปวรรณยุกต์โทปรากฏอยู่ แต่
คําน้ันไม่ใชคําโท ท่ีแท้จริงเป็นแต่เพียงสร้างศัพทหรือภาษาปรุงแต่งของกวีที่สร้างข้ึนให้เป็น
คําโท เชน่ เลน่ ชว่ ย ใชเป็น เหล้นฉว้ ย ฯลฯ
5. คําเป็นคาํ ตาย เป็นลกั ษณะบังคับทีใ่ ชในการแตง่ โคลง

5.1 คําเป็น คือ คําท่ีประกอบด้วยสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ในแม่ก กา และคําที่มี
ตวั สะกดในแมก่ ง กน กม เกย เกอว รวมทง้ั สระเสยี งสัน้ 4 ตัว คือ อ า ไอ ใอ เอา เช่น ตาด
ชมเชยคนหุงข้าวเหนียวในครวั ไฟ

~ - 10 - ~

5.2 คําตาย คือ คําที่ประกอบด้วยสระเสียงส้ัน (รัสสระ) ในแม่ก กา ยกเว้นสระอา
ไอ ใอ เอา และคําทมี่ ตี ัวสะกดในแมก่ ก กด กบ เช่น นกกะหรอดกับนกกะปดู จกิ พรกิ
6. คําสร้อย คําสร้อยจะเขียนเติมท้ายบาทของโคลง จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าความของโคลงน้ัน
สมบูรณไพเราะอยู่แลว ไมต่ องมีสร้อยเตมิ ก็ได้
กหุ ลาบ มลั ลกิ ะมาส และ วพิ ุธ โสภวงศ (2539: 137) กลา่ วถึงลกั ษณะบังคบั ของโคลงไวว่า
1. คณะ โคลงสสี่ ุภาพมีคณะดังนี้ บทหน่งึ มี 4 บาท บาทหนึ่งมี 2 วรรค วรรคหนา5 คํา วรรค
หลัง 2 คาํ วรรคสุดทา้ ยมี 4 คํา อาจมีคาํ สร้อยในบาท 1 และ บาท 3 ได้อีกวรรคละ 2 คาํ ดังนั้นโคลงสี่สภุ าพ
บทหนึ่งมีคาํ อย่างน้อย 30 คํา อย่างมาก 34 คาํ จำนวนคําในโคลงไมเ่ หมือนในกลอน คือไมย่ ืดหยุน
ขยายออกไปเหมือนกลอน วรรคหลังของบาทที่ 4 ซึ่งมีอยู่ 4 คาํ น้นั ตองเขยี นตดิ กันไม่แยกเป็น 2 ชวง ๆ ละ 2
คํา
2. กำหนดเสยี ง เอก โท ของโคลงสีส่ ภุ าพ กำหนดให้มีคําเอก 7 แหง และคาํ โท 4 แหง
แต่อาจสลับคําเอก คําโทได้บ้างคือ ใชคําโทในท่ีเอก และใชคําเอกในท่โี ท ยังมีเอกโทโทษเป็นการเปล่ียนแปลง
วรรณยุกต์ให้เสียงคงเดิม แตร่ ูปวรรณยุกต์ผิดไป
3. สัมผัส บทหนง่ึ สมั ผัสบังคบั 3 แหง คอื คําสุดท้ายของบาทที่ 1 สมั ผัสกับคาํ ที่ 5 ของบาท
ท่ี 2 และบาทที่ 3 สวนสัมผัสไม่บังคับนั้น โคลงสี่สุภาพไม่นิยมสัมผัสในแบบสัมผัสสระแต่นิยมสัมผัสอักษร
โดยเฉพาะสัมผสั อักษรข้ามวรรคในกรณีที่แตง่ มากกวา่ 1 บท จงึ จะมสี ัมผัสระหวา่ งบท
สรุปได้ว่า โคลงสี่สุภาพบทหน่ึงมี 4 บาท บาทหน่ึงมี 2 วรรค วรรคหนา 5 คาํ วรรคหลัง 2 คําแต่วรรค
หลังของบาทที่ 4 มี 4 คํา อาจจะมีคําสรองในวรรคหลังของบาทที่ 1 และ 3 มีการใชบงั คับคําเอก 7 แหง และ
คาํ โท 4 แหง หากไมม่ คี ําเอก คาํ โท สามารถใชคําเอกโทษ โทโทษได้ สวนสมั ผัสบทหนึ่งสมั ผสั บงั คับ 3 แหง คือ
คาํ สุดท้ายของบาทท่ี 1 สมั ผสั กับคําท่ี 5 ของบาทที่ 2 และบาทท่ี 3สวนสมั ผสั ไม่บังคับนัน้ โคลงสี่สุภาพไมน่ ิยม
สัมผัสในแบบสัมผัสสระ แต่นิยมสัมผัสอักษร โดยเฉพาะสัมผัสอักษรข้ามวรรคในกรณีท่ีแต่งมากกว่า 1 บท จึง
จะมีสัมผสั ระหวา่ งบท ตามแผนผังฉันทลกั ษณ ดังนี้

แผนผงั ฉนั ทลักษณโคลงสี่สุภาพ

~ - 11 - ~

4. เอกสารท่ีเกี่ยวของกบั ความหมายของแบบฝึก
4.1 ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ
วรรณ แกวแพรก (2526: 86) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไวว่า แบบฝึก เป็นแบบ
ฝกท่ีครูจัดขึ้นให้แกนักเรียนเพ่ือนักเรียนมีทักษะที่เพิ่มขึ้น โดยการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดว้ ยความสนใจและพอใจ หลงั จากนักเรยี นไดเ้ รียนรูเรื่องนน้ั มาแลว
ถวัลย มาศจรัส (2546: 18) ได้กล่าวถงึ ความหมายของแบบฝกหัดไวว่า แบบฝึกหัด หมายถึง
กิจกรรมพัฒนาทักษะเรียนรูที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรูได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และ
ปริมาณเพียงพอท่ีสามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู สามารถ
นําผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู รวมท้ังทำให้ผู้เรียน
สามารถตรวจสอบความเขาใจในบทเรยี นดว้ ยตนเองได้
สุนันทา สุนทรประเสรฐิ (2549: 32) ไดก้ ลา่ วถึงความหมายของแบบฝกึ หรอื แบบฝึกหดั ไว้
วา่ แบบฝึกหรอื แบบฝึกหัด คือ สอ่ื การเรียนการสอนชนิดหน่ึงท่ีใชฝกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียน
จบเน้ือหาในชวงหน่ึงๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู ความเขาใจ รวมท้ังเกิดความชํานาญในเร่ืองน้ัน ๆ
อย่างกว้างขวางมากขนึ้
ชาญชัย อาจินสมาจาร (2549: 169) ได้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกหัดไวว่า แบบ
ฝกหัดคือ สวนของบทเรียนทีบอกนักเรียนว่าทำอะไร และทำให้สำเร็จผลอย่างไรในบทเรียน ในอดีต
แบบฝึกหัดถูกมองว่าเป็นการบ้านแต่ปจจุบันเป็นงานที่ทำในช้ันเรียนหรือที่บ้าน เป็นบทเรียนที่ตอง
การ เป็นหัวขอที่ตองเรียน เป็นโครงการตองทำให้สำเร็จ เป็นคําถามที่ตองตอบ หรือทบทวนบทเรียน
ทผี่ า่ นมา กิจกรรมเหลานี้เป็นสวนหนึง่ ของวงจรการเรยี นการสอน
จากความหมายของแบบฝึก สรุปได้ว่า แบบฝึกหมายถึง สื่อการเรียนการสอนประเภทหน่ึงที่
สร้างข้ึนโดยครูผู้สอนหลังจากเรียนจบในเรื่องหนึ่งๆ เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างพัฒนาการกระบวนการ
คิด กระบ วนการการเรียน รู อีกทั้ งยังเป็ น ส่ิงท่ี ผู้ เรียน ใช สำห รับ ท บ ท วน ความรูความ
เขาใจในบทเรียนด้วยตัวเองได้ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู ความเขาใจ รวมทั้งเกิดความชํานาญใน
เร่ืองนั้น ๆ มากย่ิงข้ึน และสามารถใชเป็นเครื่องมือการวัดและประเมินผลได้ว่าผู้เรียนเขาใจเน้ือหา
มากนอ้ ยเพยี งใด
4.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ
ชาญชัย อาจินสมาจาร (2540: 98) ได้ให้ความสำคัญของแบบฝึกทักษะว่าเป็นสวนหนึ่งของ
บ ท เรีย น ท่ี จะท ำให้ นั ก เรีย น ท ำให้ สำเร็จ ผ ล ใน อ ดี ต แบ บ ฝึ ก ถูกม องว่าเป็ น ก ารบ้ าน
ปจจุบันเป็นงานที่ทำในชั้นเรยี นหรือที่บ้านเป็นบทเรียนท่ีตองฝึกและเรียนรู เป็นโครงการท่ีตองทำให้
เสร็จ เป็นคําถามที่ตองตอบ หรือทบทวนการเรียนที่ผ่านมา กิจกรรมเหลานี้เป็นหนึ่งวงจรของการ
เรียนการสอน
วรี ะ ไทยพานิช (2528: 175) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกไวว่า แบบฝึกเป็นเคร่ืองมือ
ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรูท่ีเกิดจากการกระทำจริง เป็นประสบการณตรงของผู้เรียน มีจุด
มงุ่ หมายที่แน่นอนทำให้นักเรยี นเห็นคณุ ค่าของสิ่งที่เรียน สามารถเรียนรูและจดจําสิ่งที่เรียนได้ดี และ
นําการเรยี นรูนัน้ ไปใชในสถานการณเชน่ เดยี วกนั ได้
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2549: 53) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะว่า แบบ
ฝกทักษะมีความสำคัญต่อผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยสงเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิดการ

~ - 12 - ~

เรียนรูและเขาใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนข้ึน กว้างขวางข้ึน ทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียน
ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสทิ ธภิ าพ

จากความสำคัญของแบบฝึก สามารถสรปุ ได้ดงั นี้
4.2.1 แบบฝึกจะช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝกทักษะได้เป็นอย่างดีเนื่องจาก
การฝกบ่อย ๆ จะทำให้ผู้เรยี นเกิดความรูและความเขาใจในเนื้อหาได้อย่างลึกซึ้ง
4.2.2 แบบฝึกเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรูจากการได้กระทำจริง
เป็นประสบการณตรงของผู้เรียน และสามารถนําการเรยี นรูนัน้ ไปประยุกตใชในชวี ติ ประจำวนั ได้
4.2.3 แบบฝึกช่วยให้ผู้เรียนจดจําเนื้อหาได้เร็วขึ้น เขาใจเนื้อหาได้ชัดเจนมากยิ่งข้ึนและเห็น
คณุ คา่ ของสง่ิ ท่เี รยี นไดเ้ ป็นอยา่ งดี
4.2.4 ถ้าเป็นแบบฝึกที่มีการเขียนตอบแบบฝกึ จะชว่ ยสงเสริมทักษะในด้านการเขียน การคิด
วิเคราะห์ของผู้เรยี นไดเ้ ปน็ อย่างดี
4.2.5 แบบฝกึ ชว่ ยให้ครูเห็นขอบกพรองของผู้เรยี นจากขอท่ีผิด สามารถนาํ ขอบกพรองนั้นมา
ปรบั ปรงุ ในขัน้ ตอนการจัดการเรยี นรูคร้งั ตอ่ ไป
4.3 ประโยชนของแบบฝกึ ทกั ษะ
ประทปี แสงเปยมสุข (2538 : 34) ไดก้ ลา่ วถึงประโยชนของแบบฝึกทักษะไวดงั นี้

1. แบบฝกึ เป็นอุปกรณช์ ว่ ยลดภาระของครู
2. ช่วยให้มองเหน็ ปญหาตา่ งๆ ของนกั เรียนไดช้ ัดเจน
3. ให้นักเรยี นไดฝ้ กทกั ษะในการใชภาษาให้ดขี ้นึ
4. ช่วยในเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในทาง
จิตใจมากขึ้น
5. ช่วยเสริมทักษะภาษาไทยให้คงทน
6. เป็นเคร่อื งมอื วดั ผลการเรยี นหลงั จากเรยี นบทเรียนแลว
7. ชว่ ยให้นกั เรยี นสามารถทบทวนไดด้ ว้ ยตัวเอง
8. ให้นกั เรียนฝกึ ฝนไดเ้ ตม็ ทน่ี อกเหนอื จากทเี่ รียนในเวลาเรียน
9. ให้ผู้เรยี นเห็นความก้าวหน้าของตนเองดว้ ย
ถวัลย มาศจรัส (2548: 21) ได้กล่าวถึงประโยชนของแบบฝึกทักษะไวว่า เป็นสื่อการเรียนรูท่ี
มุ่งเน้นในเรื่องของการแกปญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรูในหน่วยการเรียนรูและสามารถเรียนรูได้
ดว้ ย โดยสรปุ ไดน้ ้ี
1. เป็นสอ่ื การเรยี นรู เพอื่ พัฒนาการเรียนรูให้แกผู้เรียน
2. ผู้เรียนมีส่ือสำหรับฝกทักษะดา้ นการอา่ น การคดิ การวิเคราะห์
3. เป็นสอ่ื การเรียนรูสำหรับการแกปญหาในการเรียนรูของผู้เรียน
4. พฒั นาความรู ทกั ษะ และเจตคติดา้ นต่างๆ ของผู้เรียน
สุวิทย มูลคํา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550: 53-54) ได้กล่าวถึงประโยชนของแบบฝึกทักษะไว
ดังน้ี
1. ทำให้เขาใจบทเรยี นไดด้ ยี งิ่ ขึ้น เพราะเป็นเคร่ืองอํานวยประโยชนในการเรยี นรู
2. ทำให้ครทู ราบความเขาใจของนักเรยี นทีม่ ตี อ่ บทเรยี น
3. ฝกให้เด็กมคี วามเช่อื ม่ันและสามารถประเมินผลตวั เองได้
4. ฝกให้เด็กทำงานตามลำพัง โดยมคี วามรับผิดชอบในงานที่ไดร้ บั มอบหมาย

~ - 13 - ~

5. ชว่ ยลดภาระครู
6. ชว่ ยให้เด็กฝกึ ฝนไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี
7. ชว่ ยพัฒนาความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล
8. ชว่ ยเสริมสร้างทักษะคงทน ซ่งึ ลักษณะการฝกเพ่ือชว่ ยให้เกิดผลดังกลา่ วไดแ้ ก

8.1 ฝกึ ฝนทันทีหลังทีเ่ ด็กไดเ้ รียนรูเรอ่ื งนั้น ๆ
8.2 ฝกซำ้ หลาย ๆ ครง้ั
8.3 เนนเฉพาะเรอ่ื งท่ีผิด
9. เป็นเครอ่ื งมอื วัดผลการเรยี นหลงั จากจบบทเรียนในแตล่ ะครง้ั
10. ใชเป็นแนวทางเพอ่ื ทบทวนตวั เอง
จากประโยชนของแบบฝึก สามารถสรปุ ไดด้ ังน้ี
1. แบบฝึกทักษะเป็นส่ือการเรียนรูท่ีพัฒนาการเรียนรูให้แกผู้เรียนท้ังในหองเรียนและนอก
เวลาเรียน
2. แบบฝึกทักษะทำให้ครูทราบความเขาใจ ปญหา และขอบกพรองของผู้เรียนได้เป็น
อยา่ งดี
3. แบบฝกึ ทักษะช่วยให้ผู้เรยี นเขาใจเน้อื หาในบทเรยี นชัดเจนและกวา้ งมากย่ิงขึน้
4. ชว่ ยเสริมสร้างทกั ษะความรูของผู้เรียนให้คงทน
5. ผู้เรียนมีส่ือสำหรับฝกทักษะด้วยตนเอง ทั้งด้านการเขียน การอ่าน การคิดและการ
วิเคราะห์
6. แบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือที่ใชวัดและประเมินผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนได้
เป็นอยา่ งดี
7. แบบฝึกทกั ษะชว่ ยประหยัดเวลาของผู้สอนและประหยัดคาใชจา่ ย
4.4 ลกั ษณะท่ดี ีของแบบฝกึ ทกั ษะ
กุศยา แสงเดช (2545: 6-7) ไดก้ ล่าวแนะนําผู้สรา้ งแบบฝึกให้ยึดลกั ษณะแบบฝึกทดี่ ีดังน้ี
1. แบบฝึกท่ีดีควรความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำท่ีใชไม่ควร
ยากเกินไป เพราะจะทำความเขาใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช เพ่ือนักเรียน
สามารถเรยี นด้วยตัวเองได้
2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝก ลงทุนน้อย ใช
ไดน้ าน ทนั สมัย
3. ภาษาและภาพทใ่ี ชในแบบฝกึ เหมาะกบั วัยและพน้ื ฐานความรูของผู้เรยี น
4. แบบฝึกท่ีดีควรแยกฝกเป็นเร่ือง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลาย
แบบเพ่ือเร้าความสนใจ และไมเ่ บื่อในการทำและฝกทกั ษะใดทักษะหน่งึ จนชาํ นาญ
5. แบบฝกึ ท่ดี คี วรมีทั้งแบบกำหนดคาํ ตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรี การเลอื กใชคํา
ข้อความรูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นส่งิ ท่ีนกั เรียนคุนเคยและตรงกบั ความสนใจของนักเรยี น
กอให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแกผู้ใช ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรูว่า นักเรียนจะเรียนได้
เรว็ ในการกระทำทท่ี ำให้เกดิ ความพงึ พอใจ
6. แบบฝกึ ทีด่ ีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นไดศ้ กึ ษาดว้ ยตนเอง ให้รจู กั คน้ ควา้ รวบรวมส่งิ ท่ีพบเห็น
บ่อย ๆ หรือที่ตัวเองเคยใช จะทำให้ผู้เรียนเขาใจเร่ืองน้ัน ๆ มากย่ิงข้ึน และรูจักนําความรู

~ - 14 - ~

ไปใชในชีวติ ประจำวนั ได้อย่างถูกตอง มหี ลักเกณฑและมองเห็นว่าส่งิ ที่ได้ฝกน้ันมีความหมาย
ตอ่ เขาตลอดไป
7. แบบฝึกท่ีดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตก
ต่างกันในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความตองการ ความสนใจ ความพรอม ระดับสติปัญญาและ
ประสบการณ เป็นต้น ฉะนั้นการทำแบบฝึกแต่ละเร่ืองควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับ
ต้ังแต่ ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับคอนขางยาก เพ่ือว่าท้ังนักเรียนเกง ปานกลาง และออน
จะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทงั้ นี้เพ่ือให้นักเรยี นทุกคนได้ประสบความสำเร็จในการทำ
แบบฝึก
8. แบบฝึกท่ีจัดทำเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไวเป็นแนวทางเพ่ือทบทวนด้วย
ตัวเองตอ่ ไป
9. การท่ีนักเรียนได้ทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเดนหรือปญหาต่างๆ ของนักเรียนได้
ชดั เจน ซึ่งจะช่วยให้ครดู ำเนนิ การปรบั ปรุงแกไขปญหานั้น ๆ ไดท้ ันทวงที
10. แบบฝกึ ทจี่ ดั ขึน้ นอกจากมใี นหนังสอื เรยี นแลว จะช่วยให้นกั เรยี นไดฝ้ ึกฝนอย่างเตม็ ที่
11. แบบฝกึ ทีจ่ ัดพิมพไวเรยี บร้อยแลว จะช่วยให้ครปู ระหยดั แรงงานและเวลาทจี่ ะตองเตรยี ม
แบบฝึกอยู่เสมอ ในดา้ นผู้เรียนไมต่ องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจากตาํ ราเรียนหรอื กระดาน
ดำ ทำให้มีเวลาและโอกาสไดฝ้ ึกฝนทักษะตา่ งๆ ไดม้ ากขึน้
12. แบบฝกึ ชว่ ยประหยดั คาใชจา่ ยเพราะการพมิ พเป็นรปู เลม่ ทแ่ี นน่ อนลงทุนต่ำ
แท้นท่ีจะใชพิมพลงกระดาษไขทุกคร้ังไป นอกจากน้ียังมีประโยชนในการที่ผู้เรียนสามารถ
บันทกึ และมองเหน็ ความกา้ วหนาของตนได้อยา่ งมีระบบและระเบยี บ
สุคนธ สินธพานนท (2551: 88) กล่าวไวว่า ในการสร้างชุดทักษะการเรียนรูท่ีดีนั้น ผู้สร้างชุดการฝ
กควรคํานึงในเรื่องตอ่ ไปนี้
1. ควรมีแบบฝึกทักษะหลาย ๆ รูปแบบในชุดการฝกทักษะ เพ่ือไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบ่ือ
หน่ายและควรมีรูปแบบที่เรา้ ความสนใจผู้เรยี นไดล้ องความสามารถของตน
2. ผู้เรียนสามารถนําส่ิงที่ได้เรียนรูจากบทเรียนมาตอบในชุดการฝกหรือชุดฝกทักษะหรือ
นําไปใชในการตอบแบบฝกึ ทกั ษะ
3. สาํ นวนภาษาง่าย เหมาะกับวยั ของผู้เรียนสามารถศึกษาไดด้ ว้ ยตนเอง
4. ชดุ การฝก / ชดุ ฝกทกั ษะแตล่ ะชดุ นน้ั ควรคำนงึ ถึงความแตกตา่ งของแตล่ ะบุคคล
5. ชดุ ฝกทกั ษะการเรียนรูควรฝกความสามารถของผู้เรียนหลาย ๆ ดา้ น
6. ควรฝกทกั ษะการเรียนรูในดา้ นความคดิ หลาย ๆ รูปแบบ เช่น การคดิ วิเคราะห์
คดิ สังเคราะห์ คิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ คดิ สร้างสรรค เป็นตน้
ถวัลย มาศจรัส และคณะ (2550 : 20) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกหัดและแบบฝึกทักษะที่ดีไว
ดังนี้
1. จดุ ประสงค
1.1 จุดประสงคตองมคี วามชัดเจน
1.2 สอดคลองกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู และกระบวนการเรียนรูของ
กลมุ สาระการเรียนรู
2. เนอ้ื หา
2.1 ถกู ตองตามหลกั วิชา

~ - 15 - ~

2.2 ใชภาษาเหมาะสม
2.3 มีคำอธิบายและคำส่งั ทช่ี ดั เจน
2.4 สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู นําผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการ
สำคัญของกลุมสาระการเรยี นรู
2.5 เป็นไปตามลำดับข้ันตอนการเรียนรู สอดคลองกับวิธีการเรียนรูความสามารถและความ
แตกต่างระหว่างบคุ คล
2.6 มีคําถามและกิจกรรมที่ทาทายความสามารถ ช่วยสงเสริมทักษะกระบวนการเรียนรูของ
แตล่ ะวชิ า
2.7 มีกลยุทธการนําเสนอและการต้ังคําถามท่ีชัดเจน นาสนใจปฏิบัติได้สามารถให้
ข้อมูลยอนกลบั เพ่อื ปรบั ปรุงการเรียนไดอ้ ย่างตอ่ เน่ือง
กรรณิการ พวงเกษม (2540: 8-9) ไดก้ ล่าวถงึ ลกั ษณะของแบบฝกึ หัดท่ีดี ควรมีลักษณะดังน้ี
1. มคี วามชัดเจนทงั้ คำส่ังและวธิ ีทำแบบฝกึ
2. มีความหมายต่อผู้เรียน และตรงจดุ มุ่งหมายของการฝก ใชงบในการลงทุนน้อยแต่สามารถ
ใชไดน้ านและทนั สมัยอยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพประกอบทใ่ี ชมีความเหมาะสมกับวยั และพ้นื ฐานความรูของผู้เรยี น
4. ควรฝกเป็นเรื่องแต่ละเร่ือง ไม่ควรมีความยาวเกินไป ควรมีกิจกรรมหลายรูปแบบเพ่ือให้ผู้
เรยี นเกดิ ความสนใจ
5. มีท้ังแบบกำหนดคําตอบให้ และให้ตอบโดยอิสระ การเลือกใชคํา ข้อความหรอื รูปภาพใน
แบบฝกึ ควรเป็นสิ่งทนี่ ักเรียนคุนเคยและตรงกบั ความสนใจ
6. ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนไดศ้ ึกษาด้วยตนเอง ให้รจู ักค้นคว้ารวบรวมส่ิงทพ่ี บเห็นบอ่ ยๆ
7. มีผลตอบสนองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจทำแบบฝกึ ให้มากพอ และมีทกุ ระดับ
ตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงคอนขางยาก เพื่อให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จในการทำ
แบบฝกึ
8. ควรเรา้ ความสนใจต้ังแตก่ จิ กรรมแรกจนถึงกิจกรรมสุดท้าย
9. ควรได้รับการปรับปรุงควบคูไปกับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอ และควรใชได้ดีท้ังในและ
นอกหองเรยี น
10. ควรเป็นแบบฝึกท่ีครูสร้างให้นักเรียนฝกหัด แลวสามารถประเมินและจาํ แนกพัฒนาการ
ของผู้เรียนได้
จากลักษณะแบบฝึกที่ดี สามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1. เน้ือหาตองเกี่ยวของกับเรื่องท่ีเรียนมาแลว และควรสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษา
2. คำส่งั และวิธีการทำแบบฝึกมีคาํ ช้แี จงทสี่ ้นั เขาใจไดง้ ่าย ตวั อยา่ งที่ใชไมย่ ากเกนิ ไป
3. เนื้อหาเหมาะสมกับวัยหรือความสามารถของผู้เรียน เพราะผู้เรียนแต่ละคนมี
ความสามารถที่แตกต่างกันเช่น ความตองการ ความสนใจ ความพรอม ระดับสติปัญญาและ
ประสบการณ เป็นตน้
4. การใชภาษาและรปู ภาพประกอบเหมาะสมกบั วัยและความรูพ้นื ฐานของผู้เรียน
5. มีหลายรูปแบบในชุดการฝกทักษะ ทั้งแบบกำหนดคําตอบและให้ตอบโดยเสรี เช่น การ
เลือกใชคาํ ขอ้ ความรูปภาพในแบบฝึก เพอ่ื ไมใ่ ห้ผู้เรยี นเกดิ ความเบื่อหน่าย

~ - 16 - ~

6. แบบฝึกมีตั้งแต่ระดับง่าย ปานกลางจนถึงระดับยากเพื่อให้นักเรียนเกงปานกลางและ
ออน เลือกทำตามความสามารถ
7. มีการเร้าความสนใจของผู้เรียน เช่นมีคําถามและกิจกรรมที่ทาทายความสามารถของผู้
เรยี นรปู ภาพ เป็นตน้
8. ปรับปรงุ ให้มคี วามทนั สมัยและควบคไู ปกับแบบเรียนอยู่เสมอ
9. แบบฝึกตองแยกฝกเป็นเร่ือง ๆ ไมค่ วรมคี วามยาวมากเกนิ ไป
10. เป็นแบบฝึกที่สามารถพัฒนาผู้เรียนในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านการคิดวิเคราะห์การ
สงั เคราะห์ ความคิดสร้างสรรค การประยุกตใชในชีวติ ประจำวนั เป็นตน้
5. เอกสารท่ีเกยี่ วของกับความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
อัจฉรา สุขารมณ และ อรพินทร ชูชม (2530: 10) ได้กล่าวไวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง
ความสำเร็จท่ีได้จากการทำงานที่ตองอาศัยความพยายามจำนวนหน่ึงซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกระทำที่อาศัย
ความสามารถทางร่างกายหรือสมอง ดังนั้นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจึงเป็นขนาดของความสำเร็จท่ีได้จากการ
เรียนท่ีอาศัยการทดสอบ เช่น จากการสังเกตหรือการตรวจการบ้านหรืออาจอยู่ในรูปของเกรดท่ีได้มาจาก
โรงเรียน ซ่ึงตองอาศัยกรรมวิธีท่ีซับซอนและชวงเวลาในการประเมินอันยาวนานหรืออีกวิธีหนึ่งอาจวัด
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นด้วยแบบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนทั่วไป
ภพ เลาหไพบูลย (2537: 265) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ พฤติกรรมท่แี สดงออกถึง
ความสามารถในการกระทำส่ิงใดสิ่งหน่ึงจากท่ีไม่เคยกระทำได้หรือกระทำน้อยกอ่ นท่ีจะมาเรียนรูซึ่งพฤติกรรม
ทีส่ ามารถวดั ได้
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2552: 96) กล่าวถึงความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไวว่า เป็นแบบทดสอบท่ี
ใชวัดความรู ทักษะและความสามารถทางวิชาการท่ีผู้เรียนได้เรียนรูมาแลวว่าบรรลุผลสำเรจ็ ตามจุดประสงคที่
กำหนดไวเพยี งใด
จากความหมายดงั กลา่ วสรปุ ได้วา่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ ความรูและทักษะ ซึง่ เกดิ จากการ
แสดงออกในรปู แบบความสำเรจ็ โดยประเมนิ ผลจากการใชแบบทดสอบหลงั การเรียน
6. งานวิจยั ท่เี กี่ยวของ
วรรณศิริ ผลประมูล (2545: บทคัดยอ) วิจัยเรื่อง “การเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนร้อย
กรองและความสนใจในการเรียนภาษาไทยของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 ที่ได้รับการสอนโดยแบบฝกึ เสริม
ทักษะประกอบการสอนกับการสอนตามคูมือครู” มีวัตถุประสงคในการวิจัยคือเพ่ือเปรียบเทียบความสามารถ
ในการเขียนร้อยกรองและความสนใจในการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 ที่ได้รับการ
สอนโดยใชแบบฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนกับการสอนตามคูมือครูกลุมตัวอย่างที่ใชในการวิจัยคือ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญเขตบางรักกรุงเทพมหานครปการศึกษา 2545 จำนวน2 หอง
เรียนท่ีได้มาจากการสุมอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลากโดยแบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุมกลุมทดลองและกลุ
มควบคุมกลุมละ 30 คนซ่ึงกลุมทดลองได้รับการสอนโดยใชแบบฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนและกลุ
มควบคุมได้รับการสอนตามคูมือครูเครื่องมือท่ีใชในการวิจัยคือแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนร้อยกรอง
แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนร้อยกรองและแบบสอบถามวัดความสนใจในการเรียนวิชาภาษาไทย
ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยใชแบบฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนกับนักเรียนท่ีได้รับ
การสอนตามคูมือครูมีความสามารถในการเขียนร้อยกรองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี .01 2)
นกั เรยี นท่ีไดร้ ับการสอนโดยใชแบบฝกึ เสริมทกั ษะประกอบการสอนกบั นกั เรียนท่ีไดร้ ับการสอนตามคูมือครมู ี

~ - 17 - ~

ความสนใจในการเรียนวิชาภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3) นักเรียนท่ีได้รับการสอน
โดยใชแบบฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนก่อนและหลังการทดลองมีความสามารถในการเขียนร้อยกรอง
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 4) นักเรียนที่ได้รับการสอนตามคูมือครูก่อนและหลังการทดลองมี
ความสามารถในการเขยี นร้อยกรองแตกตา่ งกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิท่ี .01 5) นักเรียนท่ีได้รับการสอนโดย
ใชแบบฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนก่อนและหลังการทดลองมีความสนใจในการเรียนวิชาภาษาไทย
แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี .01 6) นักเรียนที่ได้รับการสอนตามคูมือครู ก่อนและหลังการทดลองมี
ความสามารถในการเขียนร้อยกรองแตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01

พนมศักด์ิ มนูญปรัชญาภรณ (2554: บทคัดยอ) วิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกการแต่งโคลงสี่สุภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 4 การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) พัฒนาแบบฝึกการแต่งโคลงส่ีสุภาพ
สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 75/75 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การ
แต่งโคลงส่ีสุภาพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 ก่อนและหลังการเรียนโดยใชแบบฝึกการแต่งโคลงสี่สุภาพ
3) ศึกษาความคดิ เห็นของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใชแบบฝึกการแต่งโคลงส่ีสภุ าพกลุ
มตัวอย่างในการวิจัยคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4/1 โรงเรียนกรับใหญ่วองกุศลกิจพิทยาคม ตำบลกรับ
ใหญ่อำเภอบ้านโปง จังหวัดราชบุรีภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2557 จำนวน40 คนระยะเวลาในการทดลอง
ทั้งส้ิน 8 สปั ดาห์เครอ่ื งมอื ท่ใี ชในการวิจัย คอื แบบฝึกการแตง่ โคลงสส่ี ุภาพแผนการจดั การเรียนรูการแตง่ โคลงส่ี
สุภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ การแต่งโคลงส่ีสุภาพและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการ
จัดการเรียนรูโดยใชแบบฝึกการแต่งโคลงสี่สุภาพการวิเคราะห์ข้อมูลใชคาเฉลี่ย Xคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
และการทดสอบคาทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน(T-Test Dependent) ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. แบบฝึกการแต่งโคลง
ส่ีสุภาพสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 มีประสิทธิภาพ 82.74/81.96 ซึ่งสู่งกว่าเกณฑท่ีกำหนดไวคือ
75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการแต่งโคลงส่ีสุภาพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4/1 หลังเรียนโดยใช
แบบฝึกการแต่งโคลงสี่สุภาพสู่งกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที่ 4/1 มคี วามเหน็ ตอ่ การเรยี นโดยใชแบบฝกึ การแตง่ โคลงสีส่ ภุ าพอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ

กัลยา หวังปัญญา(2551: บทคัดยอ) วิจัยเรอ่ื ง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวชิ าภาษาไทยเร่ืองโคลงสี่
สุภาพสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน กรุงเทพมหานครการศึกษาค้นคว้า
ค รั้ งน้ี มี จุ ด มุ่ งห ม า ย เพ่ื อ พั ฒ น า บ ท เรี ย น ส ำ เร็ จ รู ป วิ ช า ภ า ษ าไท ย เรื่ อ งโค ล งส่ี สุ ภ า พ ส ำห รั บ นั ก เรี ย น ช้ั น
มัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน กรุงเทพมหานคร กลุมตัวอย่างเป็นนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปท่ี
1 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2550 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศนจำนวน50 คนซ่ึงได้มาจากการสุมแบบกลุม
(Cluster Random Sampling) จำนวน 1 หองเรียนแบ บการวิจัยที่ ใช คือการวิจัยเชิงทดลองแบ บ
Randomized one group pretest – posttest design ระยะเวลาในการทดลองจำนวน20 ชั่วโมงเครอ่ื งมือ
ทใ่ี ชในการวจิ ัยครัง้ นี้ไดแ้ ก บทเรียนสำเร็จรปู วิชาภาษาไทยเรื่องโคลงส่ีสภุ าพและแบบทดสอบวัดความสามารถ
ในการแต่งโคลงส่ีสุภาพวิเคราะห์ข้อมูลโดยใชสถิติ T-Test Dependent ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1.
บทเรียนสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพ 80.48 / 81.78 2. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช
บทเรียนสำเร็จรูปมีความสามารถในการแต่งโคลงสี่สุภาพหลังการทดลองสู่งกว่าก่อนการทดลองอย่างมี
นยั สำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01

สุพัชชา ตรงต่อกิจ (2559: บทคัดยอ) วิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพเพื่อ
พฒั นาทักษะการแต่งโคลงส่ีสภุ าพของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) สร้าง
และพัฒนาแบบฝึกทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 เพ่ือพัฒนาทักษะการแต่ง
โคลงสี่สุภาพให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพของนักเรียน

~ - 18 - ~

ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนกลุมตัวอย่างในการวิจัยคือนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 3
โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2559 จำนวน 30 คน
เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือแบบฝึกการแต่งโคลงสี่สุภาพแผนการจัดการเรียนรูการแต่งโคลงส่ีสุภาพ 2 เกณฑ
การให้คะแนนการแต่งโคลงสี่สุภาพการวิเคราะห์ข้อมูลใชคาเฉลี่ย Xคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการ
ทดสอบคาทีแบบไมเ่ ป็นอสิ ระตอ่ กัน(T-Test Dependent) ผลการวิจยั พบว่า 1. แบบฝกึ ทกั ษะการแตง่ โคลงสี่
สุภาพของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 3 มปี ระสิทธิภาพ 80.76/83.33 ซึ่งสู่งกว่าเกณฑทกี่ ำหนดไวคอื 80/80 2.
ทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 หลังเรียนโดยใชแบบฝึกทักษะการแต่งโคลงสี่
สุภาพสู่งกว่าก่อนเรยี นอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .05

จากการศึกษาวิจัยท่ีเก่ียวของสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพ มีผลดีต่อการ
เรียนการสอนเป็นอย่างมาก โดยให้ผู้เรียนได้ฝกคิดและฝกทำ เป็นสื่อท่ีมีความหลากหลายและช่วยพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ิทางการแต่งโคลงสสี่ ุภาพของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา อำเภอ
บางระกำ จังหวดั พิษณโุ ลก ให้สู่งข้นึ และทำให้ผู้เรียนเกิดทกั ษะการแตง่ โคลงสส่ี ุภาพมากข้นึ

~ - 19 - ~

บทที่ 3
วิธีดำเนนิ การวิจยั

การศึกษาเร่ือง การพัฒนาทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่5 โรงเรียน
ประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา พิษณุโลก ซง่ึ ผู้วิจัยไดด้ ำเนินการตามขั้นตอนดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ประชากรและกลุมตัวอยา่ ง
2. เครือ่ งมอื ที่ใชในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3. การเก็บรวบรวมข้อมลู
4. การวเิ คราะหข์ ้อมูล
1. ประชากรและกลมุ ตัวอย่าง
ประชากรทีใ่ ชในการวจิ ยั
ประชากรที่ใชศึกษาเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา อำเภอบาง
ระกำ จังหวดั พิษณโุ ลก ภาคเรยี นท่ี 2 ปการศึกษา 2565 จำนวน5 หองเรยี น รวมนกั เรียน 180 คน
กลมุ ตวั อยา่ งทใ่ี ชในการวิจัย
กลุมตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5/4 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา อำเภอบางระกำ
จังหวัดพิษณุโลก ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2565 จำนวน1 หองเรียน นักเรียนรวม 38 คน ได้มาจากการ
เลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
2. เครอื่ งมอื ที่ใชในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้เป็นเคร่ืองมือของพนมศักดิ์ มนูญปรัชญาภรณ (2557) จากงานวิจัยเรื่อง
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 4 ท้ังนี้เนื่องจากนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา มีทักษะในการแต่งโคลงสี่สุภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จึงสงผล
ตอ่ การเรยี นวรรณคดใี นระดับชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 5 เพราะวรรณคดีในแบบเรยี นของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปท่ี
5 สวนใหญ่เป็นลักษณะคําประพันธท่ีแต่งด้วยโคลงส่ีสุภาพด้วยแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ และ
แผนการจัดการเรียนรูดังกล่าวมีรูปแบบทน่ี าสนใจ คําถามและโจทยมีความหลากหลาย อันจะช่วยดึงดูดความ
สนใจของนักเรียน และมีการหาคาประสิทธิภาพของแบบฝึกเป็นที่เรียบร้อยอีกทั้งเนื้อหามีความสอดคลองกับ
ระดับชน้ั ของนักเรยี นทผ่ี ู้วจิ ยั สอน ดว้ ยเหตนุ ้ีผู้วิจัยจึงนาํ แบบฝกึ ทักษะ แบบทดสอบ และแผนการจัดการเรียนรู
มาใชเป็นเครือ่ งมือในงานวิจัยนี้ ซ่ึงมรี ายละเอียดดังนี้
2.1 แบบฝกึ ทักษะการแตง่ โคลงส่สี ุภาพ ซึง่ แบ่งเป็น 3 ชุด ไดแ้ ก

2.1.1 แบบฝึกชุดท่ี 1 คาํ ไวพจน์
2.1.2 แบบฝึกชุดที่ 2 คําสัมผัส
2.1.3 แบบฝกึ ชดุ ที่ 3 การแตง่ โคลงสส่ี ภุ าพ
2.2 แผนการจัดการเรียนรูเรื่อง การแตง่ โคลงสส่ี ภุ าพ จำนวน3 แผน 16 คาบ
2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิการเรียนเร่ือง การแต่งโคลงส่ีสุภาพก่อนเรียนและหลังเรียนเป็น
แบบทดสอบปรนยั แบบเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน20 ขอ และอตั นยั จำนวน1 ขอ
3. การเกบ็ รวมรวมข้อมลู
ผู้วจิ ัยไดด้ ำเนินการทดลองกบั กลุมตัวอย่างตามลำดับ ดังน้ี

~ - 20 - ~

3.1 ก่อนทดลองผู้วิจัยได้ทดสอบผลสัมฤทธิ์การแต่งโคลงส่ีสุภาพของกลุมตัวอย่าง โดยให้ทำ
แบบทดสอบกอ่ นเรยี นเรือ่ ง การแตง่ โคลงส่ีสภุ าพ จากนั้นบนั ทึกคะแนน
3.2 ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู โดยให้ผู้เรียนทำแบบ
ฝกท้ัง 3 ชุด ในทกุ วนั ศุกร์ตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียน
3.3 หลงั การทดลองผู้วิจยั ไดท้ ดสอบผลสัมฤทธ์ิการเรยี นเรื่อง การแตง่ โคลงสี่สุภาพอีกคร้ังโดยให้
กลมุ ตัวอยา่ งทำแบบทดสอบหลังเรียนเรอื่ ง การแต่งโคลงสี่สภุ าพ จากน้ันบนั ทกึ คะแนนที่ไดเ้ พื่อนาํ ผล
ทไี่ ดจ้ ากการวัดมาวเิ คราะห์ทางสถิติตอ่ ไป
4. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจยั วเิ คราะห์คะแนนก่อนและหลังเรียนของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 โดยหาค
าเฉล่ยี สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ดงั ตอ่ ไปนี้
1. หาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน (  ) โดยคำนวณจากสูตรดงั นี้ (บุญธรรม กจิ
ปรีดาบรสิ ทุ ธิ์. 2543: 351)

สูตร  =  แทน คะแนนเฉลยี่
แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
 แทน จำนวนขอ้ มลู

เมื่อ 




2. หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน ใช้สูตร ดังน้ี
(บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ์ิ, 2543: 352)

สูตร S.D. = ()− (2 )
( −)

เมื่อ S.D. แทน ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน

 แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด

2 แทน ผลรวมของกำลงั สองของ

คะแนนทั้งหมด

 แทน จำนวนข้อมูล

3. หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยคำนวณจากสูตร ดังน้ี (พวงรัตน์

ทวีรัตน์, 2540: 117)

สตู ร IOC = R



เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างข้อคำถาม
กับลักษณะพฤติกรรม

~ - 21 - ~

R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็น
 แทน ของผู้เชย่ี วชาญด้านเนอื้ หาทง้ั หมด
จำนวนผู้เชีย่ วชาญ

4.หาค่าความยากงา่ ยและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน โดยใช้เทคนคิ
27% โดยใช้สตู รดังนี้ (บญุ ธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธิ์, 2543: 177-178)

สตู ร p= pH + pL

2n

r = pH − pL

n

เม่ือ pH แทน จำนวนนักเรียนท่ตี อบถูกในกลมุ่ สู่ง
pL แทน จำนวนนักเรียนตอบถูกในกลุ่มต่ำ
n แทน จำนวนนกั เรียนในกลุ่มสู่งหรือกลุ่มตำ่

5. หาค่าความเชอ่ื มนั่ ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน โดยใช้สูตร KR-20
ของ Kuder - Richardson (พวงรตั น์ ทวรี ัตน์, 2540: 123)

สตู ร r tt =   − pq 
 −1  st2 


เมอ่ื r tt แทน ค่าความเชอ่ื มัน่ ของแบบทดสอบทงั้ ฉบบั

 แทน จำนวนข้อในแบบทดสอบ
แทน สดั สว่ นของผทู้ ำได้ในขอ้ หนึ่งๆ
p แทน สัดสว่ นของผู้ทำผดิ ในข้อหน่ึงๆ คือ 1- p
แทน ความแปรปรวนของคะแนนแบบทดสอบท้งั ฉบบั
q

s 2
t

6. หาประสิทธิภาพของ…(ชอื่ นวัตกรรม)……. ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (E1/E2 = 80/80)
ดังน้ี

E1 = 

 100


เมอ่ื E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการทจ่ี ัดไวใ้ น..
(ชื่อนวตั กรรม) หาได้จากคะแนนการทำกิจกรรม

ระหวา่ งเรยี นไดถ้ กู ตอ้ งโดยเฉลีย่ ร้อยละ 80

 แทน คะแนนรวมของนกั เรยี นทุกคนที่ได้จากการทำ
กจิ กรรมในบทเรยี น

~ - 22 - ~

 แทน คะแนนเต็มของกจิ กรรมทุกกิจกรรมรวมกัน

E2 = F
 100


เม่ือ E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธท์ ่ีไดจ้ ากคะแนนเฉลีย่
จากการทำแบบทดสอบหลังเรยี นบทเรียนได้ถูกต้อง
F โดยเฉลยี่ รอ้ ยละ 80

B แทน คะแนนรวมของนักเรยี นทุกคนทไี่ ด้จากการทำ
 แบบทดสอบหลงั เรยี นบทเรยี น

แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ
แทน จำนวนนักเรยี นในกลุ่มตัวอยา่ งท้งั หมด

7. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละระหวา่ งคะแนนทีไ่ ดจ้ ากการทดสอบกอ่ นและหลงั เรียน และ
เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกบั เกณฑ์ที่กำหนด

8. เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลยี่ ระหวา่ งคะแนนผลการทดสอบหลังเรียนกบั คะแนนเฉลย่ี
กอ่ นเรยี น โดยใช้ t-test สูตรดังนี้

t= D

D − (D)2

 −1

เมอื่ t แทน คา่ ทีจ่ ะใช้พิจารณา t – distribution
D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบ
กอ่ นเรยี นและหลังเรียนของนักเรียนแตล่ ะคน
N แทน จำนวนนักเรยี น
D2 แทน ผลรวมของกำลังสองของความแตกตา่ งระหวา่ ง
คะแนนสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียนของผเู้ รยี นแตล่ ะคน
df =  -1

~ - 23 - ~

บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

การศึกษาเร่ือง การพัฒนาทักษะการแต่งโคลงสี่สุภาพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ิทยา จงั หวดั พิษณโุ ลก มีผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั น้ี

1. สัญลกั ษณ์ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู
2. การนำเสนอผลวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู

1. สัญลักษณท์ ี่ใช้ในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
ผวู้ ิจัยไดก้ ำหนดสัญลักษณ์ทีใ่ ช้ในการแปลความหมายผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ดงั น้ี
N แทน จำนวนนกั เรยี นในกลมุ่ ตัวอย่าง
 แทน ค่าเฉลีย่ ของคะแนน
S.D. แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
E2 แทน ประสทิ ธิภาพของผลผลติ
Dแทน ผลรวมของความแตกตา่ งระหวา่ งคะแนนการทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น
D2 แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ยกกำลงั สอง
 F แทน คะแนนหลังเรียน
DF แทน ชัน้ ของความอสิ ระ
T แทน คา่ สถติ ิทีใ่ ช้พิจารณาt - test for Dependent Samples
P แทน ระดบั นยั สำคญั ทางสถิติ

2. การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ผ้วู ิจัยไดน้ ำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู โดยแบง่ ออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 หาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ เร่ือง การแตง่ โคลงส่ีสภุ าพ สำหรบั นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี5

ของพนมศกั ดิ์ มนูณปรชั ญาภรณ์ (2557) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ตอนที่ 2 การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเร่ืองการแต่งโคลงสสี่ ุภาพของนกั เรยี นระดบั ช้ัน

มธั ยมศกึ ษาปีท5ี่ โรงเรยี นวัดประชาสงเคราะห์วทิ ยา ก่อนและหลังเรียน โดยใชแ้ บบฝึกการแตง่ โคลงส่สี ุภาพ
ของพนมศักด์ิ มนูณปรชั ญาภรณ์ (2557)

3. ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
ตอนท่ี 1 การหาประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง การแต่งโคลงส่ีสุภาพ สำหรบั นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษา

ปที ่ี 5 ของ พนมศักด์ิ มนูณปรชั ญาภรณ์ (2557) ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80

~ - 24 - ~

ตารางที่ 1 ตารางคะแนนการฝกึ ทักษะระหว่างเรียนโดยใชแ้ บบฝึก เรือ่ ง การแตง่ โคลงสี่สุภาพ
สำหรบั นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ของพนมศักดิ์ มนณู ปรชั ญาภรณ์ (2557) เพื่อหาประสิทธภิ าพของ
กระบวนการ 80 ตวั แรก (E1)

คนที/่ คะแนนแบบฝกึ ระหวา่ งเรียน

คะแนน คะแนนเตม็
(30)
ชุดท่ี 1 ชุดที่ 2 ชุดท่ี 3
28
(10) (10) (10) 27
28
18 9 10 27
27
28 9 10 25
24
38 10 9 25
22
48 9 9 23
25
58 8 9 24
29
68 9 10 24
22
78 9 9 26
25
88 10 8 25
23
99 9 9 24
27
10 8 9 9 25
26
11 8 9 8 25
25
12 8 9 8 24
27
13 9 9 9 28
28
14 8 8 10

15 10 10 9

16 8 9 9

17 9 9 9

18 8 8 10

19 8 9 8

20 8 8 10

21 10 8 10

22 8 9 8

23 9 9 9

24 10 10 9

25 8 10 8

26 9 9 9

27 9 9 9

28 8 10 8

29 8 8 9

~ - 25 - ~

30 9 9 9 27
26
31 8 10 8 27
28
32 9 9 9 27
900
33 9 9 9 26.47
1.02
34 9 9 9

 288 307 305
 8.47 9.03 8.97
S.D. 0.66 0.63 0.67

ประสิทธิภาพของกระบวนการ E1 = 88.24

จากตารางที่ 1 คะแนนแบบฝึกทักษะระหวา่ งเรียนโดยใช้แบบฝึก เร่อื ง การแตง่ โคลงส่สี ุภาพ สำหรบั

นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ของ พนมศักด์ิ มนูณปรัชญาภรณ์ (2557)โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา

พิษณโุ ลก ซ่งึ มนี ักเรยี นจำนวน 34 คน พบวา่ คะแนนท่ีได้จากการทำแบบฝึกระหว่างเรียน ได้คะแนนเฉลีย่

26.47 จากคะแนนเตม็ 30 คะแนน ค่าสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน(S.D.) เท่ากบั 0.72 และประสทิ ธภิ าพของ

กระบวนการ (E1) เท่ากบั 88.24 ซง่ึ สงู กวา่ เกณฑ์มาตรฐานทต่ี ้งั ไว้ โดยคะแนนแบบฝกึ ระหวา่ งเรยี นมี

รายละเอียดดังนี้

แบบฝกึ ทกั ษะชุดท่ี 1 นกั เรยี นได้คะแนนเฉล่ยี 8.47 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนและมีค่า

สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.66

แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 นักเรียนไดค้ ะแนนเฉล่ีย 9.03 คะแนน จากคะแนนเตม็ 10 คะแนนและมีค่า

ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.63

แบบฝกึ ทักษะชดุ ที่ 3 นกั เรยี นไดค้ ะแนนเฉลี่ย 8.97 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนนและมีค่า

ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.67

ตารางท่ี 2 ตารางแสดงประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) จากการทำแบบทดสอบหลงั เรยี นปรนัย 20 ข้อ

และอัตนัย 1 ขอ้ เต็ม 30 คะแนน มรี ายละเอียดดังนี้

คนท/ี่ คะแนน คะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

คะแนนเตม็ 30 คะแนน

1 28
2 27
3 28
4 27
5 27
6 25
7 24
8 25
9 22
10 23

~ - 26 - ~

คนท/ี่ คะแนน คะแนนผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
คะแนนเต็ม 30 คะแนน

11 25
12 24
13 29
14 24
15 22
16 26
17 25
18 25
19 23
20 24
21 27
22 25
23 26
24 25
25 25
26 24
27 27
28 28
29 28
30 27
31 26
32 27
33 28
34 27
 F 873
 25.68
S.D. 1.84

ประสิทธภิ าพของกระบวนการ E2 = 85.59

จากตารางท่ี 2 ตารางผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
ประชาสงเคราะห์วิทยา โดยใช้แบบฝึก เร่ือง การแต่งโคลงสี่สุภาพ ของ พนมศักด์ิ มนูณปรัชญาภรณ์ (2557)
จากการทำแบบทดสอบปรนัย 20 ข้อ และอัตนัย 1 ข้อ รวม 30 คะแนน พบว่า นักเรียนจำนวน 34 คน การ
ทดสอบหลังเรียนมีคะแนนเฉล่ีย 25.68 ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.84 และผลรวมของ
คะแนนสอบหลังเรียน  F เท่ากับ 873 แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียน

~ - 27 - ~

ประชาสงเคราะห์วิทยา ท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึก เรื่อง การแต่งโคลงสี่สุภาพ ของ พนมศักดิ์ มนูณปรัชญาภรณ์

(2557) มีคะแนนเฉล่ียหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และประสิทธิภาพของแบบฝึก เร่ือง การแต่งโคลงส่ีสุภาพ

ของ พนมศกั ดิ์ มนูณปรัชญาภรณ์ (2557) E2 เทา่ กบั 85.59 ซง่ึ สงู กวา่ เกณฑม์ าตรฐานทีต่ ้ังไว้

ผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง การแต่งโคลงสี่สุภาพ ของพนมศักด์ิ

มนูณปรัชญาภรณ์ (2557) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยนำคะแนนเฉล่ียจากการทำแบบฝึก

ระหว่างเรียน (E1) เปรียบเทียบกับคะแนนเฉล่ียจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน

เร่ือง การแต่งโคลงส่ีสุภาพ ของ พนมศักด์ิ มนูณปรัชญาภรณ์ (2557) (E2) พบว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับ

88.24/85.59 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีตั้งไว้ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง การ

แต่งโคลงส่ีสุภาพของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราห์วิทยา ก่อนและหลังเรียน

โดยใชแ้ บบฝึกการแต่งโคลงส่ีสภุ าพของ พนมศักดิ์ มนูณปรัชญาภรณ์ (2557)

ตารางที่ 3 ผลการใช้แบบฝึกทักษะเร่ือง การแตง่ โคลงสส่ี ุภาพ ของนักเรยี นระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 5

โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยาจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนวิเคราะห์โดยการหา

ค่าเฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน

ทดสอบก่อนเรยี น ทดสอบก่อนเรยี น ความแตกตา่ งการ ความแตกต่างการ

เลขท่ี Pretest (x1) Posttest (x1) ทดสอบกอ่ นและหลงั ทดสอบก่อนและ

(30 คะแนน) (30 คะแนน) (D) หลังเรยี นแตล่ ะตัว

ยกกำลังสอง D2

1 12 28 16 256

2 10 27 17 289

3 10 28 18 324

4 12 27 15 225

5 13 27 14 196

6 15 25 10 100

7 12 24 12 144

8 13 25 12 144

9 12 22 10 100

10 10 23 13 169

11 12 25 13 169

12 13 24 11 121

13 14 29 15 225

14 15 24 9 81

15 13 22 9 81

16 14 26 12 144

17 15 25 10 100

18 16 25 9 81

19 17 23 6 36

20 19 24 5 25

~ - 28 - ~

ทดสอบกอ่ นเรยี น ทดสอบก่อนเรียน ความแตกตา่ งการ ความแตกตา่ งการ
เลขที่ Pretest (x1) Posttest (x1) ทดสอบก่อนและหลัง ทดสอบกอ่ นและ
(30 คะแนน)
(30 คะแนน) (D) หลังเรียนแตล่ ะตัว
27 ยกกำลังสอง D2
21 20 25
22 21 26 7 49
23 15 25 4 16
24 16 25 11 121
25 18 24 9 81
26 18 27 7 49
27 22 28 6 36
29 25 28 5 25
30 21 27 39
31 20 26 7 49
32 18 27 7 49
33 19 28 8 64
34 18  X = 873 8 64
N=34  X = 537  = 25.68 10 100
S.D. = 1.84
 = 15.79  D = 336  D2 = 3,786
S.D. = 3.80

จากตาราง 3 พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนรวม 873 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.68 มีค่าส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.84 ซึ่งสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนที่มีคะแนนรวม 537 คะแนน มีค่าเฉล่ีย 15.79
และมีคา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 3.80

ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิก่อนเรยี นและหลงั เรียนเร่ือง การพัฒนาทักษะการแต่งโคลง
สี่สุภาพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้แบบฝึก
การแต่งโคลงสี่สภุ าพ วเิ คราะห์โดยการทดสอบคา่ t

กลมุ่ N Df คะแนน ก่อนเรียน หลงั เรียน t-test
ตัวอย่าง เตม็  S.D.  S.D.

ผ้เู รยี น 34 33 30 15.79 3.80 25.68 1.84 15.34

ค่า t มนี ยั สำคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .05

~ - 29 - ~

จากตารางท่ี 4 พบว่าการเปรียบเทียบวดั ผลสมั ฤทธิ์กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น เรื่องการพัฒนาทักษะการ
แต่งโคลงสี่สุภาพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา พิษณุโลก วิเคราะห์โดย
การทดสอบคา่ ที (t-test) พบว่า

เมื่อเปรียบเทียบค่า t ที่คำนวณได้กับค่า t ในตารางพบว่า ผลสัมฤทธ์ิการแต่งโคลงส่ีสุภาพของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา หลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนและมีความแตกต่าง
กันอย่างมนี ยั สำคัญท่ี .05

~ - 30 - ~

บทท่ี 5
สรปุ ผลการวจิ ยั การอภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ

การสรปุ ผลการศึกษาเรื่อง การพฒั นาทักษะการแต่งโคลงสสี่ ภุ าพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5
โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา จงั หวัดพิษณโุ ลก ประกอบด้วยสาระท่สี ำคญั ดังนี้

1. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
2. ประขากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
3. เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
6. สรุปผลการวจิ ยั
7. อภปิ รายผล
8. ขอ้ เสนอแนะ
1. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการแต่งโคลงส่ีสุภาพ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการแต่ง
โคลงสสี่ ุภาพ ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรยี นประชาสงเคราะหว์ ิทยา จังหวดั พษิ ณโุ ลก
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
ประชากรที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา จังหวัด
พษิ ณุโลก ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 4 ห้องเรียน รวมนักเรียน 179 คน
กลุม่ ตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/4 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนรวม 34 คน ได้มาจาก การเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)
3. เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
เครื่องมือในการวิจัยครั้งน้ีเป็นเคร่ืองมือของพนมศักด์ิ มนูญปรัชญาภรณ์ (2557) จากงานวิจัยเร่ือง
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ท้ังนี้เน่ืองจากนักเรียนข้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา มีทักษะในการแต่งโคลงสี่สุภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จึงส่งผล
ต่อการเรียนวรรณคดีในระดบั ขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพราะวรรณคดี ในแบบเรียนของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 5 ส่วนใหญ่เป็นลักษณะคำประพันธ์ท่ีแต่งด้วยโคลงส่ีสุภาพด้วยแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
และแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว มีรูปแบบท่ีน่าสนใจ คำถามและโจทย์มีความหลากหลาย อันจะช่วยดึงดูด
ความสนใจของนักเรียน และมีการหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเป็นท่ีเรียบร้อย อีกทั้งเน้ือหามีความ
สอดคล้องกับระดับช้ันของนักเรียนที่ผู้วิจัยสอน ด้วยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงนำแบ บฝึกทักษะ แบบทดสอบ
และแผนการจัดการเรียนรู้ มาใชเ้ ปน็ เครือ่ งมอื ในงานวิจยั น้ี ซึ่งมีรายละเอยี ดดงั นี้
2.1 แบบฝึกทักษะการแต่งโคลงสสี่ ภุ าพ ซึ่งแบง่ เป็น 3 ชุด ได้แก่

2.1.1 แบบฝึกชดุ ท่ี 1 คำไวพจน์
2.1.2 แบบฝกึ ชุดท่ี 2 คำสัมผัส
2.1.3 แบบฝกึ ชดุ ที่ 3 การแต่งโคลงสี่สุภาพ

~ - 31 - ~

2.2 เผนการจดั การเรยี นรูเ้ ร่ือง การแต่งโคลงสส่ี ุภาพ จำนวน 3 แผน 16 คาบ
2.3 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรียนเรื่อง การแตง่ โคลงส่ีสุภาพก่อนเรียนและหลงั เรยี นเป็น
แบบทดสอบปรนยั แบบเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 20 ขอ้ และอตั นัยจำนวน 1 ข้อ
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผู้วจิ ัยไดด้ ำเนินการทดลองกบั กลุม่ ตัวอย่างตามลำดับ ดงั นี้
4.1 กอ่ นทดลองผู้วจิ ยั ได้ทดสอบผลสมั ฤทธิ์การแต่งโคลงสส่ี ุภาพของกลมุ่ ตัวอยา่ ง โดยให้ทำ
แบบทดสอบกอ่ นเรียนเรอื่ ง การแตง่ โคลงสสี่ ุภาพ จากนั้นบันทึกคะแนน
4.2 ผูว้ ิจัยจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใหผ้ ูเ้ รียนทำแบบฝึกทั้ง 3 ชดุ
ในทกุ วนั ศุกร์ ตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรยี น
4.3 หลังการทดลองผวู้ ิจยั ไดท้ ดสอบผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นเรื่อง การแต่งโคลงสส่ี ุภาพอีกคร้ังโดยใหก้ ลุ่ม
ตวั อย่างทำแบบทดสอบหลังเรยี นเรื่อง การแต่งโคลงสีส่ ุภาพ จากน้นั บันทึกคะแนนท่ีไดเ้ พือ่ นำผลที่ไดจ้ ากการ
วัดมาวิเคราะห์ทางสถิตติ ่อไป
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
การวเิ คราะห์ข้อมูล โดยใช้แบบฝึกเร่ือง การแตง่ โคลงสี่สภุ าพ ตามแผนการจดั การเรยี นรเู้ ร่อื ง การ
แต่งโคลงส่สี ุภาพของนักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/2 โรงเรียนวัดบวรมงคล ผวู้ ิจัยดำเนนิ การโดยใช้โปรแกรม
สำเร็จรูปทางสถิติสำหรบั ข้อมูลทางสงั คมศาสตร์ ตามขนั้ ตอนดงั นี้
5.1 หาคา่ เฉลีย่ (X) ของคะแนนทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี นของนักเรยี นขัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5/4
โรงเรยี นประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา จำนวน 34 คน
5.2 หาคา่ ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนกอ่ นและหลงั เรยี นของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษา
ปีที่ 5/4 โรงเรยี นประชาสงเคราะห์วทิ ยา จำนวน 34 คน
5.3 เปรียบเทยี บผลสัมฤทธก์ิ ารแต่งโคลงส่ีสภุ าพของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5/2 โรงเรยี น
ประชาสงเคราะห์วทิ ยา จำนวน 34 คนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น โดยใช้ t-test (Dependent
Sample)
5.4 วิเคราะหห์ าประสิทธิภาพของแบบฝึก เร่อื ง การการแต่งโคลงสุภาพของพนมศักด์ิ
มนูญปรชั ญาภรณ์ (2557) ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 โดยใชส้ ูตร E1/E2
6. สรปุ ผลการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การแต่งโคลงส่ีสุภาพ ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา กอ่ นและหลังการเรยี นผู้วจิ ัยสรุปผลการวจิ ัย ได้ดังน้ี
6.1 แบบฝึกเร่อื ง การแต่งโคลงสสี่ ภุ าพ สำหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 ของพนมศกั ดิ์
มนูญปรชั ญาภรณ์ (2557) มปี ระสทิ ธิภาพ 85.42/86.04 ซ่ึงสงู กว่าเกณฑม์ าตรฐานที่ต้งั ไว้ระดบั 80/80
6.2 นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเร่ือง การแต่งโคลงสี่สุภาพ สำหรับนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนประชาสงเคราะหว์ ทิ ยา ของพนมศกั ดิ์ มนญู ปรชั ญาภรณ์ (2557 มผี ลสัมฤทธ์ิทางการแตง่ โคลงส่สี ุภาพ
หลังเรยี นสูงกกวา่ ก่อนเรียน อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .05

~ - 32 - ~

7. อภิปรายผล
การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการแต่งโคลงสี่สุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5

โรงเรียนประชาสงเคราะห์วิทยา ก่อนและหลังการเรียน ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ กล่าวคือ
นักเรียนมีทักษะในการแต่งโคลงส่ีสุภาพสูงขึ้น และผลสัมฤทธ์ิในการเรียนเรื่อง การแต่งโคลงส่ีสุภาพ ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 หลังการเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียนโดยมีค่าเฉลี่ย (X) ก่อนเรียนเท่ากับ
6.31 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.36 และค่าเฉล่ีย X)หลังเรียนเท่ากับ 25.81 คำความเบ่ียงเบน
มาตรฐาน เท่ากับ 2.76 เม่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้วยt-test พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ิทรี่ ะดับ .05

ผลการวจิ ัยคร้ังนี้ ผเู้ รยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรอื่ ง การแตง่ โคลงส่ีสุภาพ หลังเรียนด้วยแบบฝึกสูง
กว่าก่อนเรียน แสดงให้เห็นว่า แบบฝึกเร่ือง การแต่งโคลงส่ีสุภาพของพนมศักด์ิมนูญปรัชญาภรณ์ (2557)
มปี ระสทิ ธิภาพจริงสามารถนำมาใชพ้ ฒั นาทักษะการแตง่ โคลงส่ีสภุ าพของผเู้ รียนไดเ้ ปน็ อย่างดี พง่ึ สงั เกตเหน็ ว่า
บรบิ ทของงานวิจัยทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับชั้น
ไม่ต่างกัน ซึ่งผลการวิจัยปรากฏว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การแต่งโคลงสี่สุภาพ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วย
แบบฝึก ขี้ให้เห็นว่าแบบฝึกสามารถพัฒนาทักษะการแต่งโคลงส่ีสุภาพของผู้เรียนได้จริง ดังน้ันครูควรพัฒนา
แบบฝกึ เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนได้ฝึกฝน โดยเฉพาะวชิ าทเ่ี ก่ยี วข้องกบั ความรู้หรอื ทกั ษะอยา่ งวชิ าภาษาไทย
8. ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. จากการวจิ ัยพบว่า คะแนนการทตสอบผลสมั ฤทธ์หิ ลงั การเรียนเรือ่ ง การแต่งโคลงส่สี ุภาพโดยใช้
แบบฝกึ สูงกว่าการทดสอบก่อนใช้แบบฝึกดังนั้นควรมกี ารสร้างแบบฝึกเพื่อพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นใน
เร่ืองอนื่ ๆ ให้กับนกั เรยี นเชน่ คำราชาศพั ท์ ชนิดของคำ ฯลฯ
2. การนำแบบฝึกเรื่อง การแต่งโคลงสส่ี ุภาพไปใช้ในการเรียนการสอนต้องคำนึงถึงความแตกต่างใน
ด้านความรคู้ วามสามารถระหว่างบคุ คลเป็นสำคัญ เพอื่ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาของนักเรียนอยา่ งเตม็ ตาม
ศกั ยภาพ
ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าคร้งั ต่อไป
1.ครมู กี ารพฒั นาแบบฝึก ในระดับชัน้ อื่น ๆ โดยมีการเปรียบเทยี บพัฒนาการทักษะในดา้ นอืน่ ๆ
เพมิ่ เติม เชน่ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน
2. ควรมกี ารศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมและวธิ สี อนท่ีเหมาะสมต่อความสามารถทางการเรยี นในแต่
ละระดบั เพื่อขยายความรแู้ ละประสบการณ์

~ - 33 - ~


Click to View FlipBook Version