7 Wonders of the World 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
คำ นำ สำ หรับ E-Book เล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อแนะนำ สถารที่อันน่ามหัศจรรย์ในโลกอันกว้างใหญ่ เพื่อให้ทุก คนได้ไปลองสัมผัสและศึกษาเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ทั้งเรื่องราวของพีระมิดพันปี กำ แพงที่ยาว ที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา หรือสนามประลองอันทรงเกียรติของเหล่ายอกนักรบ ล้วนแล้วมี ประวัติศาสตร์ที่น่าตกใจ สำ หรับเนื้อหาใน E-Book เป็นการผสมกันของสถานที่ต่างๆ มากมายทั้ง ยุคเก่า ยุคกลาง เพื่อนำ เสนอให้ทุกคนเข้าใจถึงความเป็นมาของอารยธรรมมนุษย์ที่มีมาอย่่างยาวนาน และ E-Book เล่มนี้ สามารถเป็นรูปเป็นร่างได้ขนาดนี้ต้องขอขอบคุณเหล่าทีมงาน(GPT,เว็บไซต์) พวกเราหวังว่าทุก ท่านจะสนุกไปกับเนื้อหาที่จัดทำ ขึ้น Victer
สารบัญ ชิเชน อิตซา Chichen Itza 1 คริชตู เรเดงโตร์ Cristo Redentor 3 กำ แพงเมืองจีน Great Wall of China 5 มาชูปิกชู Machu Picchu 6 นครเพตรา Petra 7 โคลอสเซียม Colosseum 9 ทัชมาฮาล Taj Mahal 11 สถานที่มหัศจรรย์อื่นๆ 12 - 18
1 ชิเชน อิตซา Chichen Itza : เม็กซิโก ชิเชนอิตซา คือโบราณสถานที่สร้างขึ้นในสมัยอารยธรรมมายัน หรือระหว่างศตวรรษที่ 10 – 15 ปัจจุบันตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือคาบสมุทรยูคาตัน ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโก ชีเชนอิต ซาเป็นวิหารที่โด่งดังที่สุดของชนเผ่ามายัน และถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของ อารยธรรมมายันด้วย โดยนักโบราณคดีคาดว่า ชีเชนอิตซาเคยเจริญรุ่งเรืองสูงสุดประมาณปี ค.ศ. 600-1200 ซึ่ง นอกจากจะเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางด้านศาสนาของ คาบสมุทรยูคาตันอีกด้วย ซึ่งโบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหิน เช่น วิหารพีระมิด พระราชวัง หอดูดาว และโรงอาบน้ำ เป็นต้น แต่ราวต้นศตวรรษที่ 13 ชาวมายันก็ได้ละทิ้งอาณาจักร อันรุ่งเรืองแห่งนี้ไป จนกระทั่งพื้นที่แห่งนี้ถูกกลืนหายไปในป่าทึบ ซึ่งเหตุผลของการอพยพออกจาก พื้นที่แห่งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุด ที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนชีเชนอิตซาแห่งนี้ ต้องหยุดมอง และชื่นชมกับ ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ ก็คือวิหารแห่งกูกัลคัน หรือเอลกาสตีโญ (El Castillo) ซึ่งเป็น พีระมิดขั้นบันไดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโบราณสถานดังกล่าว โดยพีระมิดแห่งนี้ สะท้อนให้ เห็นถึงความฉลาดหลักแหลมของชาวมายันในด้านดาราศาสตร์ เพราะบันไดทางขึ้นของที่นี่ มี ทั้งหมด 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น เมื่อรวมกันจะได้ 364 ขั้น และเมื่อนับรวมแท่นที่อยู่ด้านบนสุด ก็ จะเป็น 365 ขั้นพอดี ซึ่งสื่อถึงจำ นวนวันในรอบ 1 ปี
2 นอกจากนี้ พีระมิดแห่งนี้ ยังหันหน้าในตำ แหน่งที่สอดรับกับการเกิดวิษุวัต (Equinox) หรือ ปรากฏการณ์ที่โลกมีกลางวันเท่ากับกลางคืนอีกด้วย โดยภายในพีระมิด มีทางแคบๆ ที่พาไปสู่คูหา ลับยอดวิหาร ตรงนี้เองที่นักโบราณคดีพบแท่นหินสลักที่เรียกว่า บัลลังก์เสือจากัวร์ ที่ทาด้วยสีแดง สด พร้อมฝังหยกเป็นดอกดวงตู่กับรูปสลักของ ชาคมุล อันเป็นรูปแบบหนึ่งของศาลหิน ที่จะ ประกอบด้วยหุ่นเอนกายตัวหนึ่งถือชาม หรือถาดอยู่เหนือท้อง นักโบราณคดีเชื่อว่า ถาดนี้เป็นที่วางกำ ยานเซ่นสรวงรูปสลักดังกล่าว ซึ่งทำ หน้าที่เป็นผู้นำ สาส์น ถึงเทพเจ้า ส่วนชามอาจจะใช้สำ หรับใส่หัวใจที่ควักจากเหยื่อบูชายัญ ระหว่างที่เกิดวิษุวัตในฤดู ใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับเดือนมีนาคมและกันยายน โดยในช่วงนั้น แสงอาทิตย์จะส่องต้อง ขั้นบันไดด้านเหนือของพีระมิด และปรากฏภาพเงาอันน่าตื่นตะลึงที่ดูคล้ายงูกำ ลังเลื้อยขึ้นพีระมิด ไปพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์ที่ไต่ข้ามท้องฟ้า ปัจจุบัน ชีเชนอิตซา ได้รับการขนานนามให้เป็นมรดกโลก และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่สนใจไปเยือน สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ช่วง เวลาที่ดีที่สุด ในการเดินทางไปท่องเที่ยวชีเชนอิตซานั้น ก็คือช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ ซึ่ง เป็นช่วงเวลาที่จะเกิดวิษุวัตพอดี โดยนักท่องเที่ยวจะได้เห็นปราฏการณ์ทางธรรมชาติของการตกกระ ทบของแสงอาทิตย์กับพีระมิด บริเวณวิหารแห่งกูกัลคัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากเป็น อย่างยิ่ง
3 คริชตู เรเดงโตร์ Cristo Redentor หรือ Christ the Redeemer : บราซิล อูกริชตูเรเดงโตร์ (Christ the Redeemer) เป็นรูปปั้นพระเยซูคริสต์ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกวาดู ประเทศบราซิล มีความสูงราว 30 เมตร ฐานอีก 8 เมตร กางแขนกว้าง 28 เมตร ได้รับการออกแบบโดย Heitor da Silva Costa ซึ่งเป็นวิศวกรชาวบราซิล และสร้างโดย Paul Landowski ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำ พิธีเปิดอย่าง เป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1931 รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังเป็น1ใน7สิ่ง มหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครรีโอเดจาเนโร และเป็นที่ยึด เหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1,800,000 รายต่อ ปี รูปปั้นนี้ถูกฟ้าผ่าในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนักเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2008 ส่วนมือ และบางส่วนของใบหน้าได้รับความเสียหาย แต่ก็ได้รับการบูราณะในเวลาต่อมา
4 รูปปั้นพระคริสต์ผู้ไถ่บาป (Christ the Redeemer) หรือในชื่อภาษาโปรตุเกส “ อู กริชตู เรเดง โตร์ – O Cristo Redentor ” เป็นรูปปั้นซึ่งตั้งอยู่เหนือยอดเขากอร์โกวาดู เมืองริโอ เดอ จาเนโร – เมืองหลวงเก่าของประเทศบราซิล มีความสูงราว 30 เมตร ฐานอีก 8 เมตร กางแขนกว้าง 28 เมตรได้รับการออกแบบโดย วิศวกรชาว บราซิล และสร้างโดย ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำ พิธี เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1931 รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นประติมากรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งยัง ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ (ปี ค.ศ. 2007) ซึ่งได้กลายมาเป็น สัญลักษณ์ของนครริโอ เดอ จาเนโร นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถรางไปบนยอดเขา เพื่อมองรูปปั้นอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบราซิล และคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ชาวบราซิลนั้นมีความเชื่อและอ้างว่า พระเจ้าเป็นชาว บราซิล ซึ่งอาจเป็นเพราะรูปปั้นพระเยซู ที่ยืนเพ่งมองมายังเมืองราวกับว่า ริโอ อยู่ในความคุ้มครอง ของพระองค์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931 ก็เป็นเวลากว่า 83 ปีมาแล้วที่รูปปั้นพระคริสต์ตั้งตระหง่าน โดดเด่นเป็น สัญลักษณ์ของเมืองริโอ เดอ จาเนโรแห่งนี้ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำ คัญสำ หรับแฟนบอล จากทั่วทุกมุมโลก ในมหกรรมฟุตบอลโลก 2014
5 กำ แพงเมืองจีน (จีนตัวย่อ: ⻓城; จีนตัวเต็ม: ⻑城; พินอิน: Chángchéng “ ฉางเฉิง ” , อังกฤษ: Great Wall of China) เป็นกำ แพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ กำ แพง ส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัย ราชวงศ์ฉิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจาก ชาวฮัน หรือ ซฺยงหนู คำ ว่า ซฺยงหนู บางทีก็สะกดว่า ซุงหนู หรือ ซวงหนู ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอารยธรรม จีนในยุคต้นๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว (ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล) เนื่องจากจะเข้ามารุกรานจีนตาม แนวชายแดนทางเหนือ ในสมัยราชวงค์ฉิน ได้สั่งให้สร้างกำ แพงหมื่นลี้ตามชายแดน เพื่อป้องกัน พวกซยงหนูเข้ามารุกรานและพวกเติร์กจากทางเหนือ หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำ แพงต่ออีกหลาย ครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำ แพงเมืองจีนได้ สำ เร็จ กำ แพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำ แพงหมื่นลี้ (จีนตัวย่อ: 万⾥⻓城; จีนตัวเต็ม: 萬⾥⻑ 城; พินอิน: Wànlĭ Chángchéng “ ว่านหลี่ฉางเฉิง ”) สำ นักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน ประกาศเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ว่านักโบราณคดีได้ตรวจวัดความยาวของสิ่งก่อสร้างจาก น้ำ มือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือ “ กำ แพงเมืองจีน ” อย่างเป็นทางการนานร่วม 5 ปี ตั้งแต่ 2008-2012 และพบว่ายาวกว่าที่บันทึกไว้เดิมกว่า 2 เท่า หรือ 21,196.18 กิโลเมตร จากเดิม 8,850 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ [1] และนับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ ของโลก ยุคกลางด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศจะสามารถเห็นกำ แพงเมืองจีนได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถมองเห็นจากอวกาศได้ [2] กำ แพงเมืองจีน Great Wall of China : จีน
6 มาชูปิกชู ก่อสร้างขึ้นในยุคที่อินคารุ่งเรือง ราวปี ค.ศ. 1440-1450 (พ.ศ.1993) โดยจักรพรรดิ์ปา ชากูตี(Pachacute) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคา ชื่อของ Machu Picchu นั้นความหมายถึงภูเขา โบราณ (old mountain) มีการสันนิษฐานกันถึงช่วงเวลาและเหตุผลในการสร้าง บ้างก็ว่า Machu Picchu ไม่ใช่ชุมชนที่อยู่อาศัยหรือเมือง แต่น่าจะเป็นการก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของผู้มีอันจะกินของ ชาวอินคาในยุคนั้น บ้างก็ว่านี่คือศาสนสถาน หรืออาจเป็นสุสานอันยิ่งใหญ่ของผู้สร้างอาณาจักอิน คา สิ่งก่อสร้างต่างๆใน Machu Picchu ทั้ง อาคารที่อยู่อาศัย อุโมงค์ อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทาน การปล่อยน้ำ ตามคลองเล็กๆเพื่อการเกษตร รูปแบบการทำ เกษตรหรือการทำ นาเกลือที่เก่าแก่แบบ ขั้นบันได หอคอยสำ หรับการเฝ้ามองดูผู้รุกราน การสร้างถนน สิ่งก่อสร้างตามไหล่เขา ที่ไล่ระดับ เป็นขั้นๆ ซากกำ แพงหินแกรนิตสีขาว ร่องรอยของสถาปัตยกรรมทั้งหลาย นอกจากสิ่งเหล่านี้จะดู สวยงามแล้ว ยังสะท้อนถึงความหลักแหลมทางเทคนิควิทยาการก่อสร้างของชาวอินคาในยุคนั้นได้ อย่างดี มาชูปิกชู Machu Picchu : เปรู
7 คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเล เดดซีกับอ่าวอะกาบาในประเทศจอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมา ถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำ รวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์ก ฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นคือชาวนาบาเทียน (Nabataeans) ในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อน คริสตกาล ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายอาหรับ คนกลุ่มนี้สกัดผาหินทรายเป็น บ้านเรือนและอาศัยอยู่ในถ้ำ ทีมีอยู่ทั่วเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่เปลี่ยนมาค้าขาย และรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ ค่าธรรมเนียม ผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้สัญจรก็ช่วยให้พวกนาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น สาเหตุที่เปตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแห้งแล้ง มีแต่หินกับทรายนั้นก็น่าจะเพราะเปตราตั้งอยู่เส้น ทางการค้าสำ คัญที่สุดของโลกในขณะนั้น 2 สาย ได้แก่เส้นทางสายสายตะวันออก – สายตะวันตก คาบสมุทรอาหรับกับอ่าวเปอร์เซียจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสายสายเหนือ – ใต้ ที่เชื่อม ทะเลแดงกับ กรุงดามัสกัส ซีเรีย นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำ จืดสำ คัญซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำ ที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อให้ชาวยิวได้กินแก้ กระหาย นครเพตรา Petra : จอร์แดน
8 เหล่าพ่อค้าหรือนักเดินทางที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างเปล่าและแห้งแล้งใกล้เคียงนั้นไม่มีทาง เลือกอื่น นอกจากมุ่งมาที่เมืองเปตราอย่างเดียว เปตราเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ จนทำ ให้นักเดินทางชาวกรีกมักนำ เรื่องความมั่งคั่งมาเล่าให้ฟัง ตามบันทึกของสตราโบ นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกได้อธิบายไว้ว่า เมืองเปตราเป็นตลาดซื้อสินค้าสำ คัญ ที่สุดของโลกตะวันออก ยางไม้หอม กำ ยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำ เลียงผ่านเมืองเปตราไปสู่ทะเล เมดิเตอร์เรเนียน และชาวเปอร์เซีย
9 เเป็นสัญลักษณ์แห่งอำ นาจของเวสปาเรียน จักรพรรดิโรม พระองค์เริ่มครองราชย์ในปี ค.ศ. 69 และ ด้วยความต้องการที่จะหล่อหลอมราชวงศ์ขึ้นใหม่สำ หรับตระกูลของพระองค์ จึงริเริ่มโครงการก่อสร้าง ขนาดมหึมาขึ้น โดยโคลอสเซียมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น และนี่ทำ ให้โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬาของโรมที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดเท่าที่มีการสร้างขึ้น ด้วย ทรัพย์สินตั้งแต่โต๊ะไปจนถึงเชิงเทียนทองคำ แท้ที่โรมปล้นมาจากการยึดพระวิหารที่เยรูซาเลม มันจุ ผู้คนได้ราว 55,000 คน และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 เพื่อใช้แทนสนามกีฬาไม้ซึ่งถูกเผาไปใน รัชสมัยของ จักรพรรดิเนโรด้วย สมัยก่อนใช้เป็นเวทีต่อสู้ของนักสู้ “ กลาดิเอเตอร์” (Gladiator) เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชม โดยมีการแบ่งที่นั่งอัฒจันทร์ผู้ชมตามชนชั้นบรรดาศักดิ์ ตั้งแต่ กษัตริย์ ขุนนาง คนในราชวงศ์ ชาว โรมันผู้ร่ำ รวย ประชาชนทั่วไป และต่ำ สุดคือชั้นของชาวต่างชาติ ผู้หญิง และทาส ที่ต้องนั่งพื้น ส่วน นักสู้สมัยแรกเป็นพวกทาส และเชลยสงครามต้องโทษประหารชีวิต ที่ต้องมาต่อสู้กันเอง หรือกับ สัตว์ป่า เช่น สิงโต เสือดาว ช้าง จระเข้ ฮิปโปโปเตมัส จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง ใต้พื้นสนามจะเห็นโครงสร้างห้องต่างๆ ประกอบด้วย ห้องนักสู้กลาดิเอเตอร์ กรงขังสัตว์ ห้องเก็บ อุปกรณ์เครื่องมือการต่อสู้ นอกจากนี้ส่วนหนึ่งของพื้นสนามสามารถเลื่อนออกได้ ใช้เป็นประตูยก กรงสัตว์ขึ้นสู่สนาม เพิ่มความเร้าใจให้ผู้ชมคอยลุ้นว่านักสู้จะต้องสู้กับสัตว์ร้ายชนิดไหนวัตถุประสงค์ ของการสร้างโคลอสเซียมโดยย่อแล้วคือการที่จักรพรรดิองค์ใหม่ต้องการเรียกคะแนนนิยมจากชาว โรมัน โคลอสเซียม Colosseum : อิตาลี
10 จึงได้สร้างสนามกีฬาเพื่อใช้เป็นศูนย์รวมการแสดงและการแข่งขันกีฬา ซึ่งกีฬาการต่อสู้นี้ก็มีมาก่อน จะสร้างโคลอสเซียมเสียอีก ผู้ชนะนอกจากจะได้รอดจากโทษประหาร ยังได้รับอิสรภาพ ความร่ำ รวย และชื่อเสียง ไปๆ มาๆ ภายหลังยังเปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่ต้องการอัพเกรดฐานะตัวเองมาสมัคร ร่วมเกมการประลองฝีมือนี้ด้วยค่ะ เรียกว่า เสี่ยงเป็นแล้วรวย ไม่งั้นก็เสี่ยงตายกันไปเลย
11 ทัชมาฮาล Taj Mahal : อินเดีย ในปีค.ศ.1628เจ้าชายขุร์รัมเสด็จขึ้นครองราชบังลังก์ ทรงพระนามว่า “ พระเจ้าชาห์ จาฮาน ” โดยมี พระนางอรชุมันท์ ซึ่งได้สมัญญานามว่า “ มุมตัซ มาฮาล ”(Mumtaz Mahal) ซึ่งแปลว่า “ อัญมณี แห่งราชวัง ” เป็นพระมเหสีคู่พระทัย พระนางทรงเป็นทั้งคู่คิด ที่ปรึกษาและมีส่วนในการช่วยเหลือ พระสวามีในการปกครองบ้านเมืองการศึกการสงครามอีกทั้งยังทรงเป็นที่รักใคร่ของพสกนิกรทั่วหล้า ครั้นในปี ค.ศ.1631พระมเหสีมุมตัซ มาฮาลได้สิ้นพระชนม์ลงในอ้อมกอดของพระเจ้าชาห์จาฮาน อย่างไม่คาดคิด หลังจากให้กำ เนิดทายาทองค์ที่14เพียง1ชั่วโมงการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีอัน เป็นที่รักที่ครองคู่กันมาถึง18ปีทำ ให้พระองค์โศกเศร้า ทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสอยู่นานถึง2ปี จึง โปรดให้สร้าง “ ทัชมาฮาล ”ขึ้นมาอย่างวิจิตรอลังการตามคำ ขอของพระนางก่อนจากไปว่า “ให้พระองค์ สร้างอนุสาวรีย์ที่ฝังศพของเธอให้โลกพิศวงด้วยเถิด ”
สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใน ยุคกลางและยุคโบราณ
12 อีก 1 สถานที่ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณแห่งที่ 3 ที่อยู่ในเมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ เป็นเทวรูปของซูส ซึ่งเป็นประธานเทวสภาโอลิมปัส สร้างจากไม้ ประดับด้วยทองคำ และงาช้าง ลักษณะประทับนั่ง อยู่บนฐานกว้าง 10 เมตรครึ่ง ตัวเทวรูปสูงประมาณ 12 เมตร (43 ฟุต) พระหัตถ์ซ้ายถือคทา พระหัตถ์ขวารองรับไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะ มีเครื่องประดับด้วยทองคำ ล้วน ออกแบบก่อสร้างในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช โดย ฟิดิแอส ประติมากรชาวเอเธนส์ เทวรูปนี้ ประดิษฐานอยู่ในวิหารซูส แต่น่าเสียดายมากที่ปัจจุบันเทวรูปนี้ไม่มีให้ได้ชมแล้วเนื่องจากถูกไฟ ไหม้จนหมดในปีคริสต์ศักราช 475 จนไร้ร่องรอย ทำ ให้ยากลำ บากแก่คณะโบราณคดีที่ต้องทำ การ ศึกษาจากเอกสารโบราณของกรีกและทำ การขุดค้นที่เมืองโอลิมเปียจนพบส่วนของฐานที่ตั้งเทวรูปมี รอยขององค์ซีอุสปรากฎอยู่ ทำ ให้สามารถคำ นวณหาความสูงของเทวรูปได้ในที่สุด จากการสืบค้นเอกสารโบราณอารยธรรมกรีก พบว่า อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูสนั่งบนบัลลัง ก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำ นวนมาก สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ชาวโรมันเรียกว่า “ จูปี เตอร์” แต่ชาวกรีกเรียกว่า “ซูส ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำ แห่งเทพเจ้าที่ชาวกรีกนับถือมาก ที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาขอพรจากพระองค์เสียก่อน เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย
13 หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower Of Pisa) เป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มีรูปทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 56 เมตร ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ความเอน เอียงของหอระฆัง ซึ่งยอดของหอระฆังนั้นห่างจากแนวตั้งฉากของพื้นไปประมาณ 3.9 เมตร ตั้งอยู่ ใน จตุรัส Piazza del Duomo คู่กับ มหาวิหารปิซ่า (Duomo di Pisa) เมืองปิซ่า แคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี หลายคนคงสงสัยกันใช่มั้ย...ว่าทำ ไมหอระฆังแห่งนี้ถึงเอน คงต้องย้อนไปเมื่อปี ค.ศ. 1173 (พ.ศ. 1716) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างหอระฆังแห่งนี้ เนื่องจากพื้นดินในบริเวณที่สร้างเป็นดิน โคลน ไม่ใช่ชั้นหินที่สามารถยึดเหนี่ยวฐานให้มั่นคง จึงทำ ให้ฐานข้างหนึ่งของหอยุบตัวลงไป เมื่อ สร้างไปได้ 3 ชั้น การก่อสร้างก็มีอันต้องยุติลงในปี ค.ศ. 1178 (พ.ศ. 1721) เพราะเมืองปิซาเข้าสู่ ภาวะสงคราม การก่อสร้างจึงต้องยุติการดำ เนินการต่อนั่นเอง หอเอนเมืองปิซา : อิตาลี
ต่อมาในปี ค.ศ. 1275 (พ.ศ. 1818) หอคอยแห่งนี้ได้รับการต่อเติมอีกครั้ง โดยสถาปนิกนามว่า จิ โอวานนี ดิ ซิโมเน (Giovanni di Simone) เขาสร้างเพิ่มอีก 4 ชั้น และราวกับว่ามีอาถรรพ์อีกครั้ง ทำ ให้การก่อสร้างต้องยุติลงในปี ค.ศ. 1284 (พ.ศ. 1827) ด้วยเหตุสงครามอีกเช่นเคย กว่าจะมีการ สร้างหอระฆังซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของหอคอยแห่งนี้ ก็กินเวลาไปอีกเกือบ 100 ปี โดยหอระฆังชั้น สุดท้ายของหอคอยซึ่งสร้างโดย ทอมมาโซ ดิ แอนเดรีย ปิซาโน (Tommaso di Andrea Pisano) เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1372 (พ.ศ. 1915) ระหว่างการก่อสร้างช่วงแรก เพียงแค่ 5 ปี หลังจากเริ่ม ทำ การก่อสร้าง พบว่าหอคอยเริ่มเอนลงไปทางเหนือ โดยครั้งแรกที่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติ ของหอคอยแห่งนี้ก็ในช่วงที่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมช่วงที่สอง แต่ทว่าสถาปนิก จิโอวานนี ดิ ซิโมเน ก็ยังคงเดินหน้าสร้างต่อ สาเหตุที่หอเอนลง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เป็นเพราะพื้นดินที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เอื้ออำ นวย เนื่องจาก ชั้นดินมีลักษณะเป็นดินปนทรายและดินโคลน ทำ ให้ไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำ หนักของตัว หอคอยขนาดใหญ่ได้ แต่ด้วยวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งทำ มาจากหินปูนและปูนขาว มีคุณสมบัติ สามารถโค้งงอ และทนต่อแรงต่าง ๆ ได้ดีกว่าวัสดุอื่น ๆ อย่างพวกหินหรืออิฐ นี่จึงเป็นสาเหตุว่า ทำ ไมหอคอยแห่งนี้จึงไม่ถล่มไปเลย แต่กลับค่อย ๆ เอนลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533 ) ทางรัฐบาลอิตาลีได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นัก คณิตศาสตร์ และวิศวกรมาหาวิธีสร้างสมดุลให้กับหอระฆังแห่งนี้ มีการซ่อมแซมกันอยู่นาน และใน ที่สุดหอระฆังแห่งนี้ก็เกิดความสมดุลและไม่เอนลงอีก จนสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม ความอัศจรรย์ของ หอเอนปิซ่า แห่งนี้ได้อีกครั้งตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา 14
15 เสาหินสโตนเฮ้นจ์ (Stonehenge) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง และที่นี่เป็นสถานที่ ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นแลนด์มาร์กสำ คัญที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดเมื่อมาถึงประเทศ อังกฤษ นอกจากนี้ ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2529 อีกด้วยครับ Stonehenge เป็นอนุสรณ์สถานที่เกิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณทางตอนใต้ ของเกาะอังกฤษตรงกลางทุ่งของที่ราบอันกว้างใหญ่ Salisbury Plain ในเขตเมือง Amesbury เป็นกลุ่มของแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงรายกันอยู่มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมซ้อนกัน 3 วง โดยแท่งหินบางอันวางนอนในระนาบเดียวกับพื้น แท่งหินบางอันก็ตั้งขึ้น แถมบางอันก็ยังถูก วางซ้อนอยู่ตำ แหน่งด้านบนด้วย นักโบราณคดีเชื่อว่ากลุ่มกองหินนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณหลาย พันปีก่อนคริสตกาล จากการคำ นวณหาอายุโดยใช้วิธีตรวจวิเคราะห์คาร์บอนกัมมันตรังสีได้ประมาณ ว่าหินก้อนแรกถูกวางตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,000 – 1,300 ปีก่อนคริสตกาล สโตนเฮนจ์ : อังกฤษ
16 ล่าสุด (ข้อมูลจาก ไทยรัฐออนไลน์ เมื่อ 16 ก.พ. 2564) มีข้อมูลใหม่จากทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย คอลเลจลอนดอน ในอังกฤษ เชื่อว่าหินบางก้อนในสโตนเฮนจ์ เดิมทีเคยเป็นหินจากอนุสาวรีย์ที่ เก่าแก่กว่า ตั้งอยู่ห่างออกไป 280 กม. ทางตะวันตกของแคว้นเวลส์ นักวิจัยระบุว่า หินบลูสโตน (bluestones) ที่เป็นหินสีฟ้า และสีเทา มีต้นกำ เนิดมาจากแคว้นเวลส์เหล่านี้ อาจถูกรื้อถอนโดย ชาวเวลส์โบราณ เมื่อพวกเขาอพยพออกมาจากพื้นที่เดิม ก็ถอนหินจากอนุสาวรีย์วงกลมมาด้วย จาก นั้นก็นำ มาสร้างเป็นสโตนเฮนจ์บนที่ราบซอลส์บรีในเวลาต่อมา กองหินวงกลมในเวลส์ชื่อว่า Waun Mawn มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 110 ม. ลักษณะของอนุสาวรีย์หินนี้มีคูน้ำ ล้อมรอบแบบเดียวกับสโตน เฮนจ์ และตั้งอยู่ในแนวเดียวกันกับพระอาทิตย์ขึ้นกลางฤดูร้อน นักวิจัยพบว่า ขนาดหินบลูสโตน อย่างน้อยหนึ่งก้อนที่สโตนเฮนจ์จะมีขนาดเท่ากับหลุมหินหนึ่งที่พบในวงกลมหิน Waun Mawn ซึ่ง กองหินในแคว้นเวลส์แห่งนี้จัดว่าเก่าแก่ที่สุดในสหราชอาณาจักร
17 ...ย้อนกลับไป...การเดินเรือในยุคแรกๆ ชาวเรืออาศัยธรรมชาติของภูเขาไฟที่ยังลุก หรือครุกรุ่นอยู่ เป็นตัวบ่งบอกทิศทาง ต่อมาเมื่อภูเขาไฟดับแล้ว จึงได้จัดหาไฟขึ้นมาใช้แทนที่ภูเขาไฟที่หายไป จน เกิดเป็นประภาคารขึ้นนั่นเองซี่งประภาคารแห่งแรกของโลกคือประภาคารที่ตั้งอยู่บนเกาะฟาโรส (Pharos) หน้าเมืองอะเล็กซานเดรีย (Alexandria)ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ตั้งอยู่บนขอบ ตะวันตกของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ไนล์ ในอียิปต์ ชื่อว่าฟาโรสแห่งอะเล็กซานเดรีย ประภาคารนี้ สร้างโดยชาวกรีก ชื่อ ซอสตราตุส ชาวเมืองไนดัส ในสมัยกษัตริย์ปโตเลมี ประมาณ พ.ศ. 260 โดยในปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย หรือ ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย (อังกฤษ: Pharos of Alexandria, Lighthouse of Alexandria, คำ ว่าฟาโรสในภาษากรีก (Φάρος) แปลว่า ประภาคาร) เป็นประภาคารโบราณซึ่งจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ริมฝั่งทะเล เมดิเตอร์เรเนียน สร้างประมาณ 270 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในรัชสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่ 1 ตัวประคา ภารมีความสูงเท่าใดไม่แน่ชัด แต่อยู่ในระหว่าง 200-600 ฟุต (ขนาดพอ ๆ กับ เทพีเสรีภาพ มี บางหลักฐานคาดว่าประภาคารนี้สูงประมาณ 134 เมตร) สร้างด้วยหินอ่อนแกะสลัก ช่วงล่างเป็นรูป สี่เหลี่ยม ช่วงกลางเป็นรูปแปดเหลี่ยม และช่วงบนเป็นทรงกลม ยอดบนสุดของประภาคารนี้ มี ภาชนะสำ หรับใส่ถ่านหรือกองฟืน ทำ หน้าที่เป็นตะเกียงขนาดใหญ่ที่อยู่บนยอด ด้านตะวันออกของ อาคารเป็น Great Harbour ซึ่งปัจจุบันเป็นอ่าวเปิดทางด้านตะวันตกมีท่าเทียบเรือที่ปัจจุบันกลาย เป็นท่าเรือสมัยใหม่ ประภาคารฟาโรส
18 นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าในเวลากลางวันประภาคารแห่งนี้จะปล่อยควัน ส่วนในเวลากลาง คืนจะเป็นแสงไฟสว่างที่เห็นได้จากระยะไกล ซึ่งลุกโชติช่วงทั้งวันทั้งคืนเพื่อเป็นไฟสัญญาณบน ยอดประภาคารนี้ให้เห็นได้ ไกลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึง 40 กิโลเมตร ซึ่งยังไม่ทราบว่าใช้วิธี ใดในการจุดไฟและส่องแสง บ้างก็สันนิษฐานว่าใช้กระจกในการส่องแสง บ้างก็เชื่อว่า สามารถส่อง แสงได้ถึง 4 ทาง แต่บางส่วนก็เชื่อว่า ส่องแสงได้เพียงแค่ 2 ทางเท่านั้น ประภาคารฟาโรสตั้งตระหง่านนำ ทางสัญจรของเรือเข้าสู่เมืองอเล็กซานเดรียมาเป็นเวลาร่วม 1,500 ปี จนกระทั่งพวกอาหรับเข้ายึดครองเมือง ประภาคารก็ถูกรื้อทิ้งไป เล่ากันมาว่าพวกอาหรับถูกสายลับ ซึ่งจักรพรรดิแห่งคอนสแตนติโนเปิลส่งมาหลอกลวงให้ทำ ลายประภาคารเสีย เพื่อไม่ให้ใช้มันเป็น ประโยชน์ในการเดินเรือของพวกมุสลิม สายลับอ้างว่าข้างใต้ประภาคารมีขุมทรัพย์ฝังอยู่ แต่หลังจาก ประภาคารถูกทำ ลายไปแล้วพวกอาหรับถึงตระหนักว่าเสียรู้ ในช่วงนั้นกระจกขนาดใหญ่ก็หล่นร่วงลง มาและแตกละเอียดเป็นผุยผง มีบางส่วนของประภาคารหลงเหลือ และส่วนนี้ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นจน ปี ค.ศ. 1375 จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวในเมืองอเล็กซานเดรีย จึงทำ ให้ประภาคารแห่งนี้พังทลาย ลงมาจนสิ้นซาก
จัดทำ โดย นายธฤษณุ ม่วงปิ่น ม.6/1 เลขที่ 7