โคลัมบัส
และทวีปอเมริกา
ประวัติและความเป็นมา
ประวัติส่วนตัว
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นคนชาว
เจนัว ที่เป็นหนึ่งในนักสำรวจเพื่อหาโลก
ใหม่ในอดีตสันนิษฐานกันว่าเขาเกิดเมื่อ
ราว ค.ศ. 1451 เกิดและเติบโตที่เมืองเจ
นัว ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางการค้าของ
ประเทศอิตาลีในเวลานั้น บิดาของเขามีชื่อ
ว่าโดเมนิโก โคลัมโบ เป็นชนชั้นกลางทำ
อาชีพทอขนสัตว์ที่เดินทางไปมาระหว่าง
เมืองเจนัวและซาโวนา ส่วนมารดามีชื่อว่า
ซูซานน่า ฟอนตานารอซโซ
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นทั้งนักเดินเรือและนักสำรวจทางทะเล เขา
ออกทะเลตั้งแต่อายุ 14 ปี พอมีอายุได้ 30 ปี เขาก็เป็นนักเดินเรือและผู้นำร่อง
ที่เชี่ยวชาญมากคนหนึ่ง ด้วยวัยเพียง 13 ปีเขาก็คิดได้แล้วว่า การเดินทางไป
เอเชียได้โดยมุ่งหน้าไปทางตะวันตกมีความเป็นไปได้ เขาได้รับแรงบันดาลใจ
จากเพื่อนของบรูเนลเลสกีที่ชื่อ เปาโล ทอสคาเนลลี อายุรแพทย์และนักบันทึก
ลักษณะต่างๆ ของจักรวาล ซึ่งความรู้ของทอสคาเนลลี อาจไม่ได้ยังประโยชน์
อันใดต่อโคลัมบัส หากเขาไม่ได้ทำการค้นคว้าอย่างละเอียดถ้วนทั่วโดยตัวเอง
ทั้งในเรื่องของ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ ปรัชญา และศิลปะ
อื่ นๆ
ความเป็นมา
เขาศึกษาบันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโลและเซอร์ จอห์น ที่เคยเดินทาง
ไปประเทศจีน แต่เส้นทางบกสู่เมืองจีนที่อธิบายไว้โดยโปโลนั้น ทำให้การค้าช้า
และแพงขึ้น เขาจึงได้ตัดสินใจที่จะหาทางเลือกทางทะเลที่ทำให้ประหยัดเวลา
ขึ้นและราคาถูกลง
แต่การเดินทางในตอนนั้นเป็นการเดินทางทางบกจึงมีอุปสรรคมากมาย
ประกอบกับต้องใช้ระยะเวลายาวนานทำให้มีนักสำรวจคิดที่จะเดินทางโดยเรือ
ซึ่งต้องเดินเรืออ้อมผ่านทวีปแอฟริกาไป
ด้วยเหตุนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาว
โปรตุเกสซึ่งกำลังรุ่งเรืองด้านแสนยานุภาพ
ทางทะเล จึงได้พยายามค้นหาเส้นทาง
เดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกาไปยัง อินเดีย โดย
มุ่งไปทางทิศตะวันออก แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ก็ยังไม่มีใครทำสำเร็จในการเดินทางอ้อม
“แหลมแห่งพายุ” ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แหลมกู๊ดโฮป” ที่เต็มไปด้วย
พายุปั่ นป่วนที่อยู่ทางด้านใต้ของทวีปแอฟริกา
จุดประกายความคิด
โคลัมบัสมีความเชื่อตรงกันข้าม เขาเชื่อว่าโลกนั้นมีรูปร่างเป็นทรงกลม และ
สามารถเดินทางไป อินเดีย ได้โดยการเดินเรือไปทางทิศตะวันตก ซึ่งความ
เชื่อนี้เป็นที่ขัดแย้งกับแนวความเชื่อในยุคนั้นว่าโลกนั้นมีรูปทรงแบน เขา
วางแผนการเดินทางใหม่ขึ้นมาซึ่งต่างจากนักสำรวจคนอื่นโดยสิ้นเชิง เขา
ศึกษาการเดินเรือจากแหล่งความรู้ต่างๆ เท่าที่พอจะหาได้ เช่น จากคัมภีร์
ไบเบิล วรรณกรรมโบราณ และหนังสือวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่น้อยเล่ม หรือแม้
กระทั่งบันทึกการเดินทางของมาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเวนิสผู้เดินทางไปถึงทวีป
เอเชียได้สำเร็จและเล่าถึงเส้นทางสายไหม และพูดคุยกับกะลาสีเรือ ท้ายที่สุด
เขาตัดสินใจว่าเขาสามารถค้นพบเอเชียได้เร็วกว่าโดยการแล่นเรือไปทางทิศ
ตะวันตกโดยการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไป
หลังจากที่เขามั่นใจในแผนการเดินเรือครั้งนี้แล้ว ก็ได้เข้าพบกษัตริย์แห่ง
โปรตุเกสเพื่อขอให้เป็นองค์อุปถัมภ์ ในเวลานั้นกษัตริย์แห่งโปรตุเกสคือพระ
เจ้าจอห์นที่ 2 ซึ่งใส่พระทัยรับฟังข้อเสนอแนะจากเหล่านักเดินเรือที่เข้ามา
เสนอแผนการเดินเรือเป็นจำนวนมาก และทรงมีพระประสงค์ที่จะเผยแพร่
ศาสนาคริสต์ไปยังดินแดนที่ค้นพบใหม่ แต่หลังจากที่พระองค์และคณะราช
สภาได้อ่านแผนการเดินเรือของโคลัมบัสแล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อว่าแผนการเดิน
เรือเช่นนั้นของเขาจะเป็นไปได้
ในตอนนั้นโคลัมบัสรู้สึกเสียใจมาก ซ้ำร้ายภรรยาของเขาก็เสียชีวิตลงอย่าง
กระทันหัน โคลัมบัสจึงได้นำดีเอโกบุตรชายวัย 5 ขวบของเขาเดินทางออก
จากประเทศโปรตุเกสเพื่อไปพำนักกับญาติที่เมืองอัวล์บา เมืองท่าแห่งหนึ่ง
ของประเทศสเปน และที่เมืองแห่งนี้โคลัมบัสได้เสาะหาความรู้เพิ่มเติม
ใหม่ๆ ด้วยการศึกษางานด้านจักรวาลวิทยา เปรียบเทียบแผนที่ทาง
ภูมิศาสตร์ฉบับต่างๆ และหาช่องทางการสนับสนุนแผนเดินทางของเขา
เขาจึงเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเฟอร์ดินานด์แห่งอรากอน
และพระนางอิสซาเบลลาแห่งกัสตีญา ซึ่งปกครองประเทศสเปนร่วมกัน
แต่ในตอนแรกก็ได้รับการปฏิเสธด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับพระเจ้าจอห์นที่ 2
แต่โคลัมบัสก็หาได้ละความพยายามไม่ เขาเพียรพยายามติดตามราชสำนัก
เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบแผนการเดินทางของเขา และรอคอยคำ
ตอบจากราชสำนัก ในเวลานั้นเขาก็ได้แต่งงานกับสตรีผู้มีนามว่าเบียทริซ
เดอรานา และให้กำเนิดบุตรคนที่สองแก่เขา และตั้งชื่อบุตรคนนี้ว่าเฟอร์
นานโด
โคลัมบัสไม่ลดละความพยายามที่จะขอให้พระเจ้าเฟอร์ดินานด์แห่งอรากอน
และพระนางอิสซาเบลลาแห่งกัสตีญาให้การสนับสนุนเขา จนในที่สุดแล้ว
ก็ได้รับความช่วยเหลือพระเจ้าเฟอร์ดินันด์และพระนางอิสซาเบลลา ในวันที่
19 เมษายน ค.ศ. 1492 โคลัมบัสบุตรชายช่างทอผ้าแห่งเมืองเจนัวก็ได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางแห่งเมืองกัสตีญา และได้รับตำแหน่ง
นายพลเรือ ทั้งสองพระองค์ได้พระราชทานเรือ 3 ลำและ
ลูกเรือพร้อม เรือลำที่มีดาดฟ้ามีชื่อว่า “มารีกาลองค์”
โคลัมบัสได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ซานตามาเรีย” เป็นเรือ
ขนาด 233 ตัน มีลำเรือยาว 39 เมตร ส่วนเรือเล็ก
อีกสองลำชื่อว่า นิญา และปินตา ซึ่งมีระวางขับน้ำ
ประมาณ 50 และ 60 ตันตามลำดับ
จุดเริ่มการเดินทาง
ลูกเรือในคณะของโคลัมบัสมีจำนวนไม่มาก เรือซานตามาเรียมีลูกเรือ 40
คน เรือปินตามี 26 คน เรือนิญามี 24 คน บางคนเป็นเพื่อนของโคลัมบัส
แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวชนบทจากแคว้นอันดาลูเซีย บ้างก็เป็นนักโทษประหาร
ที่ได้รับการอภัยโทษแลกกับการเดินทางเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในครั้งนี้
โคลัมบัสเป็นกัปตันเรือซานตามาเรีย กัปตันเรือปินตาคือมาร์ติน อะลองโซ
ปินซอน ซึ่งมีน้องชายอยู่ 2 คน คือ ฟรานซิสโก เป็นต้นหนเรือปินตา และวี
เซนเต เป็นกัปตันเรือนิญา
เริ่มเดินทาง
เรือทั้งสามลำออกจากท่าเล็กๆ ในเขตปาโลส เด ลา ฟรอนเตรา ซึ่งอยู่ทาง
ตอนใต้ของประเทศสเปน เมื่อตอนพลบค่ำของวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม ค.ศ.
1492 (ซึ่งตรงกับช่วงสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 ในกรุงศรีอยุธยา
ตอนต้น) เรือทั้งสามลำพร้อมลูกเรือนับ 90 คน ประกอบไปด้วยลูกเรือและ
คนใกล้ชิดของโคลัมบัส รวมทั้งบุคคลในราชสำนัก ขบวนเรือของโคลัมบัส
ยังขนชาวยิวไปด้วยอีกราว 30 คน ซึ่งเป็นชาวยิวที่ฉวยโอกาสขึ้นเรือมา
ด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไต่สวนทางศาสนา เพราะในช่วงนั้นกษัตริย์สเปน
บังคับให้ชาวยิวเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ การเดินทางในครั้งนั้นเขาและ
ลูกเรือจะต้องประสบกับความน่ากลัว เพราะคนในสมัยในยังเชื่อว่าใต้ท้อง
ทะเลอันมืดมิดมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่
และพอโคลัมบัสออกเดินเรือเขาเริ่ม
เขียนบันทึกการเดินทางเล่าว่าแม้จะเฝ้า
รอคอยปานใดก็ไม่มีอสุรกายแห่งท้อง
ทะเลโผล่มาให้เห็น โคลัมบัสมีเครื่องไม้
เครื่องมือที่ช่วยในการเดินเรือมากมาย
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเข็มทิศและ
เครื่องวัดตำแหน่งท้องฟ้า
นอกจากนี้ เขายังรู้จักวิธีคำนวณระยะทางโดยดูจากตำแหน่งของดวง
อาทิตย์และดวงดาวต่างๆ อีกด้วย เขาเดินเรือตามเส้นทางที่คำนวณไว้ได้
ค่อนข้างตรงทาง โดยอาศัยเครื่องวัดความสูงของท้องฟ้าและเข็มทิศ ส่วน
การวัดความเร็วใช้วิธีโยนเศษไม้ลงน้ำตรงใกล้หัวเรือแล้วจับเวลาโดยใช้
นาฬิกาทรายแล้วนำมาคำนวณ เวลาผ่านไป 3 อาทิตย์ ทุกคนอ่อนล้า
สถานการณ์จึงตึงเครียด มีเค้าว่าลูกเรือจะลุกฮือขึ้นหลายครั้ง แต่ในที่สุด
ประกายของความหวังก็มีให้เห็นเมื่อย่างเข้าสัปดาห์ที่ 4 เพราะลูกเรือเริ่ม
สังเกตุเห็นนกที่กำลังโฉบเหยื่อในทะเล และเห็นเศษไม้กิ่งไม้ลอยอยู่ตาม
กระแสน้ำ
หมู่เกาะบาฮามาส
พอตกกลางคืนเมื่อเวลาตี 2 ของวันที่ 12 ตุลาคม ยามบนหอคอยเรือปิน
ตาก็เห็นฝั่ งทะเลอยู่ห่าง 10 กิโลเมตร เป็นเงาตะคุ่มอยู่ในแสงจันทร์ ลูก
เรือโห่ร้องแสดงความยินดี ดินแดนแห่งนี้คือบาฮามาส และมีชาวพื้นเมือง
ที่มีผิวสีแดงอาศัยอยู่ เขาจึงเอาเรือเทียบฝั่ งและขึ้นสำรวจประกาศเอาเป็น
ดินแดนเมืองขึ้นของสเปนเสีย โคลัมบัสขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า “ซาน
ซัลวาดอร์” หลังจากนั้นเขาออกเดินเรืออีกครั้ง และใช้เวลาทั้งสิ้น 36 วัน
จึงได้พบแผ่นดินใหม่ และโคลัมบัสเชื่ออย่างสนิทใจว่าที่นี่คือหมู่เกาะที่มาร์
โคโปโลเขียนถึงนั่นเอง
การพบเกาะครั้งนี้ ทำให้โคลัมบัสเชื่อว่าเขามาใกล้ประเทศจีนมากแล้ว เขา
จึงออกเดินทางสำรวจจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งสืบต่อไปเพื่อหาทาง
ไปสู่ประเทศจีนให้ได้ โดยโคลัมบัสคิดว่าตนเองพบเกาะที่อยู่ใกล้ญี่ปุ่น จาก
นั้นเขาเดินเรือต่อไปจนถึงคิวบา จนได้พบผู้คนผิวคล้ำซึ่งเขาเรียกว่า “ชาว
อินเดีย” เพราะคิดว่าตนเองได้แล่นเรือมาถึงมหาสมุทรอินเดียแล้ว และ
เขาได้พบเห็นชาวพื้นเมืองนำใบไม้มามวนแล้วจุดไฟสูบ ซึ่งนั่นก็คือใบ
ยาสูบนั่นเอง พอดีกับเสบียงอาหารจวนหมด เขาจึงยกกองเรือกลับสเปน
เสียก่อน
เหตุการณ์หลังจากพบโลกใหม่
สามเดือนภายหลังจากที่ค้นพบโลกใหม่เขากลับไปที่สเปนและนำเอา
ตัวอย่างทองคำและทรัพย์สมบัติอื่นๆและคนอินเดียพื้นเมือง 7 คน กลับไป
โคลัมบัสได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติ พระราชินีอิซาเบลลาประกาศถึง
ความสำเร็จนี้ว่า “มีความสำคัญ ยิ่งใหญ่เหลือคณา” และเชิญให้โคลัมบัสอยู่
ในแถวหน้าสุดของคณะผู้ติดตามราชวงศ์ในงานราชพิธี และหลังจากนั้น
เขาได้เดินทางกลับไปยังดินแดนใหม่ที่เขาพบอีกสามครั้ง โดยที่ไม่มีครั้งใด
เลยที่เขาจะฉุกใจคิดว่า ดินแดนนี้คืออเมริกาในปัจจุบัน เพราะเขาเชื่อโดย
สมัครใจว่าดินแดนที่เขาพบคือเอเชีย
โคลัมบัสเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสเมล็ดโกโก้ เขาสังเกตุว่าชน
พื้นเมืองเก็บเมล็ดโกโก้ทุกเม็ดที่หล่นตามพื้นจนทำให้เขาคิดว่ามันมีค่ามาก
แต่เมื่อเขานำมันกลับสเปนกลับไม่มีใครเห็นค่า จนกระทั่งอีก 2 ทศวรรษต่อ
มา นายพลคอร์เทสเป็นผู้นำเมล็ดโกโก้ กลับไปถวายพระเจ้าชาร์ลสที่ 5 ซึ่ง
เป็นกษัตริย์แห่งสเปนในสมัยนั้น ก่อนที่โกโก้จะแพร่หลายไปในประเทศอื่น ๆ
เช่น ทรินิแดด ไฮติ เกาะต่าง ๆ ทางแอฟริกาตะวันตกและหมู่เกาะเวสต์อินดีส
รวมไปถึงประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและศรีลังกาในเวลาต่อมา
การเดินทางครั้งสุดท้ายของโคลัมบัสสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.
1504 เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงเมืองซานลูกา เด บาร์ราเมดา ด้วยร่างกาย
ที่อ่อนล้าและนัยน์ตาใกล้บอด เขาเสียชีวิตในวันที่ 20 พฤษภาคม ปี ค.ศ.
1506 ที่เมืองบาญาโดลิด และถูกฝังที่อารามใกล้เซวิลล์ โดยทิ้งให้ดีเอโก
บุตรชายคนโตสืบบรรดาศักดิ์ต่อจากเขา หลังการสิ้นชีวิตของเขา พระเจ้า
เฟอร์ดินานด์ได้ทรงสร้างรูปอนุสรณ์เพื่อเป็นการรำลึกถึงเขา โดยจารึกคำ
อุทิศว่า
“โคลัมบัส ผู้คนพบโลกใหม่ให้กับราชวงศ์กัสตีญาและเลออง”
ต่อมาในปี ค.ศ. 1536 ศพของเขาถูกย้ายไปที่ฮิสปานิโอล่า และในปี ค.ศ.
1902 ถึงได้กลับมายังที่พักสุดท้ายในวิหารเซวิลล์
แบบทดสอบ
1.ในช่วงวัย13ปีโคลัมบัสมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับการเดินเรือ
ก. การเดินทางไปเอเชียได้โดยมุ่งหน้าไปทางตะวันตกมีความเป็นไปได้
ข. การเดินทางไปเอเชียได้โดยมุ่งหน้าไปทางตะวันออกมีความเป็นไปได้
ค. การเดินทางไปยุโรปได้โดยมุ่งหน้าไปทางตะวันตกมีความเป็นไปได้
ง. การเดินทางไปยุโรปได้โดยมุ่งหน้าไปทางตะวันตกมีความเป็นไปไม่ได้
2.แหลมแห่งพายุมีอีกชื่อว่าอะไร
ก.แหลมแกรปบาร์
ข.แหลมกู๊ดโฮป
ค.แหลมโทมิโดม
ง.แหลมแห่งความตาย
3.ในช่วงเวลาที่โคลัมบัสคิดแผนการนั้นตรงกับกษัตริย์พระองค์ใดขึ้นปกครอง
อยู่
ก. พระเจ้าจอห์นที่ 1
ข. พระเจ้าจอห์นที่ 2
ค. พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 3
ง. พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 4
4.โคลัมบัสได้รับความช่วยเหลือพระเจ้าเฟอร์ดินันด์และพระนางอิสซาเบลลา ใน
วันที่เท่าใด
ก. 19 เมษายน ค.ศ. 1492
ข. 19 มีนาคม ค.ศ. 1492
ค. 19กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1492
ง. 19 มกราคม ค.ศ. 1492
5. เรือลำที่มีดาดฟ้ามีชื่อว่าอะไร
ก.นิญา
ข.ซานตามาเรีย
ค. มารีกาลองค์
ง.ข้อ ข. และ ค. ถูกต้อง
6.ทำไมเรือของโคลัมบัสถึงขนชาวยิวขึ้นไปด้วย
ก.เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไต่สวนทางศาสนา
ข. ในช่วงนั้นกษัตริย์สเปนบังคับให้ชาวยิวเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์
ค. ข้อ ข. ถูก
ง. ถูกทุกข้อ
7.ดินเเดนที่โคลัมบัสประกาศให้เป็นเมืองขึ้นของสเปนมีชื่อว่าอะไร
ก.เดวาดาร์
ข.ซัลวาดอร์
ค.อัลติเคอร์
ง.ซัลวาร์
8. พระราชินีอิซาเบลลาประกาศถึงความสำเร็จของโคลัมบัสครั้งนี้ว่าอะไร
ก. มีความเหลือเชื่อ เหมาะสม
ข. ความสำเร็จครั้งนี้นั้นยิ่งใหญ่นัก
ค. มีความสำคัญ ยิ่งใหญ่เหลือคณา
ง. มีความสำเร็จและยิ่งใหญ่
9. การเดินทางครั้งสุดท้ายของโคลัมบัสสิ้นสุดลงเมื่อวันที่เท่าใด
ก. วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1504
ข. วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1505
ค. วันที่ 10 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1506
ง. วันที่ 20 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1506
10. เขาเสียชีวิตในวันที่เท่าใด
ก. วันที่ 10 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1505
ข. วันที่ 20 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1506
ค. วันที่ 25 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1507
ง. วันที่ 27 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1508