The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by larpsetthi, 2023-03-16 19:03:07

ยางพารา

aw_ยางพารา

49 การปลูกยางพารา สูตรปุ๋ย ตารางที่ 1 แสดงสูตรปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับเนื้อดินและอายุของต้นยาง ปุ๋ยสูตรที่ ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผสม ชนิดของดิน อายุของต้นยาง 1 18-10-6 8-14-3 ดินร่วน 2 - 41 เดือน 2 18-4-5 13-9-4 ดินร่วน 47 - 71 เดือน 3 16-8-14 8-13-7 ดินทราย 2 - 41 เดือน 4 14-4-19 11-10-7 ดินทราย 47 - 71 เดือน 5 - 15-0-18 ดินทุกชนิด ต้นยางหลังจาก เปิดกรีดซึ่งเคย ปลูกพืชคลุมดิน และใส่ปุ๋ยฟอสเฟต บ�ำรุงพืชคลุมดิน 6 15-7-18 12-5-14 ดินทุกชนิด ต้นยางหลังเปิดกรีด ซึ่งไม่เคยปลูกพืช คลุมดินมาก่อน หมายเหตุ - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยเม็ดเป็นค่าของฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยผสมเป็นค่าของฟอสฟอรัสทั้งหมด


50 การปลูกยางพารา ปุ๋ยผสมสูตรที่ ไนโตรเจน ฟอสเฟต โปแตสเซี่ยม แอมโมเนียมซัลเฟต ร้อคฟอสเฟต โปแตสเซี่ยมคลอไรด์ 1 8 14 3 38 57 5 2 13 9 4 60 34 6 3 8 13 7 36 53 11 4 11 10 7 50 38 12 5 15 - 18 71 - 29 6 12 5 14 57 20 23 ปริมาณธาตุอาหาร (%) น�้ำหนักของแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสม (กิโลกรัม) (N) (P2 O5) (K2O) (21%N) (25%P25) (60%K20) หมายเหตุ - ควรผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ เมื่อผสมแล้วควรใช้ทันที ปุ๋ยจะไม่แข็งตัว ตารางที่ 2 แสดงปริมาณธาตุอาหารและส่วนผสมของแม่ปุ๋ย ในปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ อัตรา 100 กิโลกรัม - ดินทราย คือ ดินที่มีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย อุ้มน�้ำไม่ดี ถูกชะล้าง ได้ง่ายตรึงธาตุอาหารได้น้อย มีโปแตสเซียมต�่ำ - ดินร่วน คือ ดินที่มีเนื้อดินละเอียดพอสมควร อุ้มน�้ำได้ดี มีการระเหย น�้ำและถ่ายเทอากาศพอเหมาะ ตรึงธาตุอาหารได้มากพอสมควร มีโปแตสเซียม ตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างต�่ำ - ปุ๋ยเม็ด คือ ปุ๋ยที่ได้จากการน�ำวัตถุดิบให้ก�ำเนิดปุ๋ยไปผ่านกรรมวิธีการ ผลิตทางเคมีตามขั้นตอนต่างๆ ปุ๋ยที่ได้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ปุ๋ยแต่ละเม็ดจะมีองค์ ประกอบของธาตุเหมือนๆ กัน เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 จัดเป็นปุ๋ยเคมี ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและมีผู้นิยมใช้มาก ที่สุด - ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ได้จากการน�ำแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผสมด้วยวิธีกล โดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี เช่น น�ำเอาปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยร้อค ฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์มาผสมคลุกเคล้ากันในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามต้องการ แล้วน�ำไปใช้ทันที เป็นต้น ปุ๋ยผสม ส�ำหรับสวนยางจะใช้แม่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตร้อคฟอสเฟตและโปแตสเซียม คลอไรค์ผสมกันในอัตราส่วน ที่แตกต่างกันไปตามสูตรปุ๋ยทั้ง 6 สูตร ดังแสดง ไว้ในตารางที่ 2


51 การปลูกยางพารา ระยะเวลาและอัตราการใส่ปุ๋ย ต้นยางก่อนเปิดกรีด ในระยะตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงต้นยางอายุประมาณ 17 เดือน จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จึงจ�ำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้บ่อยครั้ง ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของต้นยางหลังจากที่ต้นยางมีอายุเกิน 17 เดือนขึ้นไปแล้ว จะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3 และ 4


52 การปลูกยางพารา ใส่เป็นแถบในแถวยาง ห่างจากโคนต้นยาง ข้างละ 1 เมตร จ�ำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น) ใส่เป็นแถบกว้าง 2.5 เมตร ห่างจากโคนต้นยางข้างละ อย่างน้อย 50 เซนติเมตร อายุต้นยาง (เดือน) 2 60 130 ใส่รอบต้นรัศมี 30 เซนติเมตร 4 60 130 ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร 6 90 200 ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร 11 120 260 ใส่รอบต้นรัศมี 50 เซนติเมตร 14 120 260 ใส่รอบต้นรัศมี 60 เซนติเมตร 17 120 260 23 190 400 29 190 400 35 190 400 41 190 400 47 250 530 53 250 530 59 250 530 65 250 530 71 250 530 77 250 530 83 250 530 สูตร 1 (ดินร่วน) และสูตร 3 (ดินทราย) สูตร 2 (ดินร่วน) และสูตร 4 (ดินทราย) บริเวณที่ใส่ปุ๋ย ปุ๋ยผสม ตารางที่ 3 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ย ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก


53 การปลูกยางพารา ตารางที่ 4 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ย ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูตรปุ๋ยที่ใช้กับชนิดของดิน ดินร่วน ดินทราย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผสม อายุต้นยางหรือเดือน ที่ใส่ปุ๋ย อัตราปุ๋ย (กรัมต่อต้น) หมายเหตุ - เดือนที่ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว จะใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในอัตรา 1-1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี (แล้วแต่สูตรปุ๋ยที่ใช้) โดยใส่ ครั้งแรกหลังจากที่ยาง ผลัดใบแล้วในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือน พฤษภาคม ครั้งที่สองใส่ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายนตุลาคม ดังแสดงไว้ในตารางที่ 5 1 เดือนหลังปลูก 45 100 4 เดือน (ต.ค.) 70 150 11 เดือน (พ.ค.) 90 200 16 เดือน (ต.ค.) 90 200 23 เดือน (พ.ค.) 135 300 28 เดือน (ต.ค.) 135 300 35 เดือน (พ.ค.) 135 300 40 เดือน (ต.ค.) 135 300 47 เดือน (พ.ค.) 190 400 52 เดือน (ต.ค.) 190 400 59 เดือน (พ.ค.) 190 400 64 เดือน (ต.ค.) 190 400 71 เดือน (พ.ค.) 190 400 76 เดือน (ต.ค.) 190 400 ปุ๋ยเม็ด 18-10-6 หรือปุ๋ยผสม 8-14-3 ปุ๋ยเม็ด 16-8-14 หรือปุ๋ยผสม 8-13-7 ปุ๋ยเม็ด 18-4-5 หรือปุ๋ยผสม 13-9-4 ปุ๋ยเม็ด 14-4-9 หรือปุ๋ยผสม 11-10-7


54 การปลูกยางพารา ตารางที่ 5 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยส�ำหรับยางที่เปิดกรีดแล้ว เวลาที่ใส่ปุ๋ยส�ำหรับยาง ที่เปิดกรีดแล้ว ชนิดของปุ๋ย จ�ำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น) บริเวณที่ใส่ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผสม ปุ๋ยผสมสูตร 5 - 500 ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสม สูตร 6 500 600 ปุ๋ยเม็ดอื่น ๆ 500 - ใส่ต้นฤดูฝนประมาณ เดือนพฤษภาคม ปุ๋ยผสมสูตร 5 ปุ๋ยเม็ด หรือปุ๋ยผสมสูตร 6 ปุ๋ยเม็ดอื่น ๆ ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ห่างจาก แถวยางประมาณ 1 เมตร - 500 500 600 500 - ใส่ปลายฤดูฝน ประมาณเดือน กันยายนถึง เดือนตุลาคม ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ให้ห่าง จากแถวยาง ประมาณ 1 เมตร ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 หมายเหตุ - ยางแก่ก่อนโค่น 3-5 ปี ควรงดใส่ปุ๋ย วิธีการใส่ปุ๋ย วิธีการใส่ปุ๋ยที่ดีจะต้องเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการปฏิบัติ ใส่ แล้วพืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการใส่ปุ๋ยดังนี้ ใส่รองพื้น - นิยมใช้ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เคลื่อนไหวได้ ยาก เพราะถูกตรึงด้วยแร่ธาตุต่างๆ ในดิน โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินแล้ว ใส่ลงในหลุมก่อนปลูกยาง


55 การปลูกยางพารา ใส่แบบหว่าน - เป็นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วบริเวณที่ใส่ปุ๋ย เหมาะ ส�ำหรับใช้กับพื้นที่ที่เป็นที่ราบ และมีการก�ำจัดพืชด้วยสารเคมีเพราะ เศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกันการชะล้างปุ๋ยในช่วงที่มีฝนตก แต่ ถ้าเป็นที่ราบที่ก�ำจัดพืชด้วยวิธีถาก ควรคราดให้ปุ๋ยเข้ากับดินด้วย เพื่อ ป้องกันน�้ำฝนชะล้างปุ๋ย ใส่แบบเป็นแถบ - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยโรยเป็นแถบไปตามแนว แถวต้นยางในร่องที่เซาะไว้ แล้วกลบ วิธีนี้จะใช้กับต้นยางที่มีอายุ 17 เดือนขึ้นไป และยังเหมาะส�ำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อยหรือ พื้นที่ท�ำขั้นบันได้ด้วย ใส่แบบเป็นหลุม - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุมบริเวณรอบโคน หรือสองข้างของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น แล้วใส่ปุ๋ยลงในหลุม กลบให้เรียบร้อย เหมาะส�ำหรับพื้นที่ที่ลาดเทและไม่ได้ท�ำขั้นบันได นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ควรค�ำนึงเพื่อให้การใส่ ปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชุ่มชื้น เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งหรือฝนตกชุก มากเกินไป และควรก�ำจัดพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ถ้าต้องการให้ต้นยาง สมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตดีสามารถเปิดกรีดได้เร็ว ให้ผลผลิตสูง สม�่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้กับต้นยาง สม�่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงก่อนโค่น 3-5 ปี โดยปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสมตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บริเวณที่ใส่ปุ๋ย ระยะแรกหลังจากปลูกยาง รากของต้นยางจะแผ่ออกเป็นวงกลม รอบล�ำต้น ประมาณปีที่ 4 รากจึงจะแผ่ขยายออกไปจนถึงกึ่งกลาง ระหว่างแถวยาง และเมื่อต้นยางมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป รากก็จะแผ่ ขยายเพิ่มขึ้นและหนาแน่นอยู่ในบริเวณห่างจากล�ำต้นประมาณ 60 เซนติเมตร จนถึง 3 เมตร ดังนั้นเพื่อให้การดูดอาหารของต้นยาง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใส่ปุ๋ยบริเวณที่มีรากดูดอาหาร หนาแน่น คือ เมื่อต้นยาง ยังเล็กควรใส่ปุ๋ยเป็นวงกลมรอบล�ำต้น


56 การปลูกยางพารา ส่วนต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 17 เดือนขึ้นไป ให้หว่านปุ๋ยกระจาย สม�่ำเสมอเป็นแถบยาวไปให้แถวยางห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร เมื่อยางมีอายุ 5 ปีขึ้นไปให้หว่านปุ๋ยเป็นแถบกว้างห่างจากโคนต้น ยางอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และขยายออกไปถึง 3 เมตร ส�ำหรับ ยางที่เปิดกรีดแล้วให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร การปลูกซ่อม หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศ แห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงท�ำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จ�ำเป็น ต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรท�ำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน ต้นพันธุ์ที่เหมาะส�ำหรับปลูกซ่อม คือ ยางช�ำถุง เพราะจ�ำท�ำให้ ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทัน ต้นอื่นได้


57 การปลูกยางพารา การก�ำจัดวัชพืชท�ำได้ 3 วิธี คือ 1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะ กระทบกระเทือนต่อราก ท�ำให้ต้นยางชะงักการ เจริญเติบโต 2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยน�ำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกัน แล้วน�ำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่ แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ การก�ำจัดวัชพืช


58 การปลูกยางพารา อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดินส�ำหรับภาคใต้และภาคตะวันออก - คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน - คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดินส�ำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน โดยก่อนปลูกควรน�ำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน�้ำอุ่น (น�้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน�้ำเย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน�้ำทิ้ง ปล่อยให้ เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นน�ำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตใน ปริมาณที่เท่ากันโดยน�้ำหนัก แล้วจึงน�ำไปปลูกได้ - วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริมที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจาก แถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถว ริมทั้งสอง น�ำเมล็ดพืชคลุมดินโรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด การปลูกพืชคลุมดินนี้จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อนหรือจะปลูก พร้อมๆกับปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้วก็ได้ แต่เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการก�ำจัดวัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจากได้เตรียมดิน วางแนวและกะระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลก�ำจัดวัชพืชอย่างสม�่ำเสมอจนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอด เถาเลื้อยไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อบ�ำรุงพืชคลุมดิน 3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยาง ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน�้ำตาล สูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือก บริเวณโคนต้นเป็นสีน�้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ ควรใช้วิธีนี้


59 การปลูกยางพารา การใช้สารเคมีก�ำจัดพืชส�ำหรับยางอ่อน การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางช�ำถุง จะใช้สารเคมีก�ำจัดวัชพืชในแถวยางได้อย่างปลอดภัย ต่อเมื่อต้นยางมีเปลือกสีน�้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะน�ำเฉพาะบางสูตรที่หาได้ง่ายเช่น สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้ สารเคมีถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝน ตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และ หลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ�้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้ก�ำจัดวัชพืชพวก ใบเลี้ยงเดี่ยว


60 การปลูกยางพารา สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2, 4-ดี 150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้ ก�ำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุมที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถก�ำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มี พิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืชได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะ กับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่นสารเคมีแล้ว ภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ การใช้สารเคมีก�ำจัดพืชส�ำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 50 ลิตรฉีด พ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง การก�ำจัดหญ้าคา การใช้สารเคมีก�ำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย และได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ สูตรที่1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสม น�้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ ดาลาพอนในอัตราเดิมฉีดพ่นซ�้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้น บริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่นด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อ สารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้น จากดาลาพอน สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน�้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว


61 การปลูกยางพารา ข้อสังเกต การก�ำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคา ก�ำลังเจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การก�ำจัดหญ้าคาด้วย ไกลโฟเสทให้ผลดีกว่าดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่ เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่ง จะต้องปรากฏในฉลากที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทยตามพระราช บัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21 การปลูกพืชแซมยาง การปลูกพืชแซมยางเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เจ้าของสวนในขณะ ที่ยางยังไม่ให้ผลผลิต ท�ำให้เจ้าของสวนได้มีเวลาในการดูแลสวนยาง มากและบ่อยครั้งขึ้น การปลูกพืชแซมยางจะท�ำได้ประมาณ 3 ปีเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นต้นยางจะมีร่มเงามากปกคลุมพืชแซม ท�ำให้พืช แซมไม่ให้ผลผลิตหรือให้ผลผลิตไม่คุ้มค่า พืชแซมยางที่น�ำมาปลูกควรเป็นพืชอายุสั้น เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด ยาสูบ แตงโม ถั่วต่างๆ แต่ทั้งนี้พืชที่มีอายุมากกว่า 1 ปี บางชนิดก็ สามารถปลูกได้ เช่น สับปะรด กล้วย มะละกอ เป็นต้น ส่วนพืชที่ไม่ ควรปลูกเป็นพืชแซม คือ ปอ อ้อย และละหุ่ง เพราะพืชเหล่านี้จะ ดูดธาตุอาหารในดินไปใช้มาก ท�ำให้ยางได้รับธาตุอาหารน้อยและ การปลูกพืชแซมควรปลูกให้ห่างจากแถวยางไม่น้อยกว่า 1 เมตร ยกเว้นมันส�ำปะหลัง ต้องปลูกให้ห่างจากแถวยาง 2 เมตร


62 การปลูกยางพารา การกรีดยาง การกรีดยาง


63 การปลูกยางพารา ารกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น�้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด ก กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด การกรีดยาง ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ l การเปิดกรีดครั้งแรก ต้นติดตา 1. ต้นยางจะเปิดกรีดได้เมื่อวัดรอบต้นตรง บริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 ซม. ได้ 50 ซม. ขึ้นไป โดยไม่ค�ำนึงถึงอายุของต้นยาง และเปิดกรีด ณ จุด ที่สูงจากพื้นดิน 150 ซม. 2. ในระยะ 3 ปีแรก กรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยไม่มีการกรีดชดเชย และควรหยุดกรีดเมื่อยาง ผลัดใบ


64 การปลูกยางพารา 3. กรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน ตลอดไป หลังจากกรีดไปแล้ว 3 ปี และมีการกรีดชดเชย ถ้าวันกรีดน้อยกว่า 200 วันต่อปี 4. กรีดจากซ้ายมาขวา โดยท�ำมุมให้เอียง 30-35 องศา กับ แนวระดับ ต้นกล้า 1. ต้นยางจะเปิดกรีดได้เมื่อวัดรอบต้นตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 75 ซม. ได้ 50 ซม. ขึ้นไป โดยไม่ค�ำนึงถึงอายุของต้นยาง และเปิด กรีดที่จุดสูงจากพื้นดิน 75 ซม. 2. กรีดครึ่งต้น กรีดวันเว้น 2 วัน ส�ำหรับหน้าแรก 3. กรีดครึ่งต้นวันเว้นวันส�ำหรับหน้าต่อไป โดยไม่ต้องกรีดชดเชย แต่ควรหยุดกรีดเมื่อต้นยางผลัดใบ 4. กรีดจากซ้ายมาขวา โดยท�ำมุมให้เอียง 30-35 องศา กับ แนวระดับ เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะท�ำให้ปฏิบัติงานได้สะดวกเนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่า กลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการกรีดในตอนกลางคืน ขนาดของงานกรีดยาง คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ ราบ ตามระบบครึ่งล�ำต้นวันเว้นวัน ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน วิธีการกรีดยาง ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการซอย พร้อมกับย่อตัว และสลับเท้าไปตามรอยกรีดของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขน ลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะท�ำให้ กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาด เนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น


65 การปลูกยางพารา ระบบการกรีดยาง เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะ การเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยางมากเกินไปจะท�ำให้ต้นยาง ชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้น วันเว้น วันโดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อทดแทน วันที่ฝนตก จนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีด ชดเชยได้ ระบบกรีดครึ่งล�ำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยางเกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีด ครึ่งล�ำต้นวันเว้นสองวัน ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะท�ำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลือง เปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลือง เปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับ ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร การกรีดยางหน้าสูง การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วนที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะ ท�ำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้า


66 การปลูกยางพารา กรีดปกติเสียหาย โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สารเคมีเร่งน�้ำยาควบคู่ กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยางมากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่า เพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน�้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง การใช้สารเคมีเร่งน�้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง วิธีนี้เหมาะส�ำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่ง น�้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้นวัน เว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการโรคเปลือกแห้ง ไม่แนะน�ำให้ใช้สารเคมีเร่งน�้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้น ยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น�้ำยางน้อยในช่วงแรกของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน�้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทา ในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือน ก็ได้และทาสารเคมีเร่งน�้ำยางทุก 3-4 เดือนหรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ ระบบกรีดครึ่งล�ำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้ว ควรหยุดใช้สารเคมีเร่งน�้ำยาง


67 การปลูกยางพารา เรื่อง ค�ำแนะน�ำ การเปิดกรีด ต้นติดตา เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของล�ำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร รอยกรีดท�ำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตร จากพื้นดินระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีด ที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระบบกรีด กรีดยางหน้าล่าง กรีดครึ่งล�ำต้นวันเว้นวันส�ำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรค เปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63 กรีดยางหน้าสูง การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสามของล�ำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน�้ำยาง การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของล�ำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน�้ำยาง การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีดขึ้นครึ่งล�ำต้น 2 รอยสลับ วันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน�้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีด ทั้ง 2 รอยพร้อมกัน การใช้สารเคมีเร่งน�้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง ใช้กับเปลือกงอกใหม่ ทาสารเคมีเร่งน�้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีด ทาเป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง ควรกรีดวันเว้นสองวัน ใส่ปุ๋ยเป็นประจ�ำทุกปี ใช้กับเปลือกเดิม ทาสารเคมีเร่งน�้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทา ในรอยกรีดใช้ปีละ 3-4 ครั้ง ควรกรีดวันเว้นสองวัน ทาสารเคมีเร่งน�้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ การกรีดยางหน้าสูง ทาสารเคมีเร่งน�้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร ทาทุก 1-2 เดือน สรุปค�ำแนะน�ำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน�้ำยาง ** ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด


68 การปลูกยางพารา อุปกรณ์ในการเปิดกรีดยาง 1. ไม้เปิดกรีด 2. มีดกรีดยาง 3. ถ้วยรองน�้ำยาง รางและลวดพยุงถ้วย การเปิดกรีดหน้ายาง การเปิดกรีดให้เอาไม้แบบที่เตรียมไว้ ทาบเข้ากับส่วนสูงของ ล�ำต้น แล้วแนบแผ่นสังกะสีไปทางด้านซ้ายมือ ขีดเส้นตามแนวบนของ แผ่นสังกะสีรอยที่เกิดขึ้นนี้ คือ ต�ำแหน่งหน้ายางที่จะเปิดกรีด ซึ่งมี ความสูงและความลาดเอียงตามที่ต้องการ ต่อไปให้เครื่องหมายแนว


69 การปลูกยางพารา ของเปลือกที่จะต้องกรีดไว้ด้วย ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แนวด้าน หน้าให้ขีดเส้นลงมาตามแนวของไม้ที่แนบไว้ ส่วนด้านหลังให้ใช้ เชือกวัดรอบต้นตรงความสูงที่จะเปิดกรีด แล้วทบสองความยาวของ เชือกซึ่งจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเส้นรอบวงของต้นยางนั้น เอาปลาย เชือกข้างหนึ่งจดที่เส้นแนวหน้าตรงหน้ายางที่จะเปิดกรีด ทาบเชือก ไปรอบต้นสุดปลายเชือกก็คือแนวด้านหลัง แล้วขีดเส้นแนวยาวลง ไปตามล�ำต้น วิธีติดรางและถ้วยรับน�้ำยาง 1. ติดรางรองน�้ำยางห่างลงมาจากรอยกรีด 25 ซม. หรือ 9-10 นิ้ว ไม่ควรกดรางให้ลึกถึงเยื่อเจริญของต้นยาง 2. ติดลวดและวางถ้วยรับน�้ำยางห่างจากรางรับน�้ำยางประมาณ 5-7 ซม. หรือ 2-3 นิ้ว การสิ้นเปลืองเปลือก ทุกครั้งที่กรีดยาง เปลือกยางจะถูกตัดออกไป ฉะนั้นเดือนหนึ่ง ๆ ควรกรีดเปลือกยางหมดประมาณ 1 นิ้ว หรือขนาดความกว้างของ เหรียญบาท และควรท�ำเครื่องหมายไว้เพื่อตรวจสอบความสิ้นเปลือง ของเปลือกยาง เมื่อกรีดมาถึงโคนหรือใกล้พื้นดิน ค่อย ๆ เลื่อนถ้วย รับน�้ำยางจากขวาไปซ้ายตามความหดสั้นลงของรอยกรีด เพื่อใช้เปลือก บริเวณโคนให้หมด โดยไม่ต้องขุดหลุมฝังถ้วยแต่อย่างใด การเปิดกรีดหน้าที่สอง เมื่อกรีดยางหน้าแรกหมดแล้ว ให้เปิดกรีดหน้าที่สองของเปลือก ยาง โดยเปิดกรีดหน้ายางสูงจากพื้นดิน 150 ซม. ทั้งต้นติดตาและต้น กล้าและใช้มุมของการกรีดเท่ากับ 30-35 องศา ดังเดิม หลักการกรีดยางที่ดี 1. กรีดให้ได้น�้ำยางมาก 2. กรีดให้ต้นยางเสียหายน้อยที่สุด 3. กรีดได้นาน 25-30 ปี


70 การปลูกยางพารา โรคและแมลง ศัตรูของยางพารา โรคและแมลง ศัตรูของยางพารา


71 การปลูกยางพารา โรครากขาว เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อน และยางแก่ l ลักษณะอาการ จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วน เข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่น และแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใย อายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน�้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มี ฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอก เห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดง หรือน�้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็ดตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน�้ำตาล แดงชัดเจน l การป้องกันและรักษา 1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องท�ำการถอนรากและเผาท�ำลายตอไม้ ท่อน ไม้ให้หมด เพื่อท�ำลายเชื้อราอันอาจท�ำให้เกิดโรครากขาวได้ 2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบ ต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคน ต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือน ทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน�้ำและควรท�ำการตรวจซ�้ำใน ปีต่อไป 4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ท�ำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผา ท�ำลาย โรคเส้นด�ำ เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ท�ำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งใน เขตที่มีความชื้นสูง ท�ำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย รุนแรงจนกรีด ซ�้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น


72 การปลูกยางพารา l ลักษณะอาการ จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะช�้ำมีสีผิดปกติ ต่อมา รอยช�้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีด�ำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบ ลายเส้นด�ำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะท�ำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน�้ำยาง ไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็น ตะปุ่มตะป�่ำ ท�ำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ l การป้องกัน 1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะท�ำให้หน้ายางเสียหาย โอกาส ที่เชื้อจะเข้าท�ำลายมีมากขึ้น 2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควร ทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา l การรักษา เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการ ให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1 ช้อนแกง) ต่อน�้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จ�ำนวน 2 ซี.ซี. ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถ ป้องกันก�ำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่า โรคนี้จะหาย โรคเปลือกเน่า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ท�ำให้เปลือกงอกใหม่เสีย หายรุนแรงจนกรีดซ�้ำไม่ได้ l ลักษณะอาการ ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีด ต่อมาแผลนั้น จะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทาขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด


73 การปลูกยางพารา ท�ำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีด�ำ l การป้องกัน 1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควร มีการตัดแต่งกิ่งและก�ำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจ�ำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศ ถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกัน มิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น โรคเปลือกแห้ง สาเหตุส�ำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบ�ำรุงรักษา และการกรีดเอาน�้ำยางออก มากเกินไป จึงท�ำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึง แห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในท่อน�้ำยางเองด้วย l ลักษณะอาการ หลังจากกรีดยางแล้ว น�้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมี สีน�้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน�้ำยางไหล เปลือกใต้ รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและหลุดออก เนื่องจากเปลือก งอกใหม่ภายในดันออกมา l การป้องกันและรักษา โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามท�ำให้ หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึง ใช้วิธีท�ำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้ เพียงบางส่วน จะต้องท�ำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่ เป็นโรค โดยให้ร่องที่ท�ำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจาก นั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต�่ำลงมาจาก บริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ การเอาใจใส่บ�ำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้อง ตามจ�ำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะน�ำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วย ป้องกันมิให้ยางเป็นโรคเปลือกแห้งได้มาก


74 การปลูกยางพารา โรคใบร่วงและผลเน่า ที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า l ลักษณะอาการ ผลที่ถูกท�ำลายจะเน่าด�ำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่า ใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช�้ำสีด�ำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอย ช�้ำมีหยดน�้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้าน�ำใบยางที่ร่วงมา สลัดเบา ๆ ใบ ย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธ์กับโรคเส้นด�ำด้วย เนื่องจากเกิดจาก เชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะท�ำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิต ยางจะลดลงแต่ก็ไม่ท�ำให้ต้นยางตาย l การป้องกันและรักษา ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคป-ตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน�้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่ โรคก�ำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่ การใช้สารเคมี ป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะน�ำให้ท�ำแต่จะแนะน�ำให้ใช้วิธี ป้องกันรักษาโรคเส้นด�ำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่าง ที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น ปลวก จะท�ำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในล�ำต้นจนเป็น โพรง ท�ำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอก ได้จนกว่าจะขุดรากดู l การป้องกันและรักษา ใช้สารเคมีก�ำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่ถูก ท�ำลายและต้นข้างเคียง


75 การปลูกยางพารา หนอนทราย เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะล�ำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้ว ชี้ สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างล�ำตัว เมื่อน�ำมาวางบนพื้นดินตัวหนอน จะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มท�ำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ท�ำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกท�ำลายเมื่อ ขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย โคนต้นไหม้ เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพ อากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดด เผา ท�ำให้โคนต้นยางตรงรอย ติดตาทางทิศตะวันตก มีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการ จะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบ ๆ ต้น จนแห้งตาย l การป้องกันและรักษา ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับพื้นดินสูงขึ้นไป จนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้ สีน�้ำมัน ทารอยแผล อาการตายจากยอด อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจาก ประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้าง ของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารก�ำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ย มากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน อยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูก ยางไปแล้ว 3 ปี l ลักษณะอาการ กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลาม


76 การปลูกยางพารา ลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่าน สภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ล�ำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตก กิ่งแขนงออกมาใหม่ ส�ำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออก ถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ�้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน l การป้องกันและรักษา ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น�้ำช่วยตามความจ�ำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรง ของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามค�ำแนะน�ำโดยเคร่งครัด ข้อควรค�ำนึงส�ำหรับผู้เริ่มปลูกยาง 1. ควรเตรียมพื้นที่ ก�ำหนดระยะปลูก และเตรียมหลุมปลูกให้ เสร็จเรียบร้อยภายในเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน 2. ควรปลูกยางตั้งแต่ต้นฤดูฝน ส�ำหรับผู้ที่ใช้ต้นตอตาปลูก ควรปลูกให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม แต่ถ้าใช้ยางช�ำถุงปลูก อาจ ยืดเวลาออกไปได้บางเล็กน้อย อย่างไรก็ตามควรปลูกให้เสร็จภายใน เดือนมิถุนายน 3. ในพื้นที่แห้งแล้ง ก่อนเข้าฤดูแล้งขณะที่ดินยังชื้นอยู่ควรใช้ วัสดุ เช่น หญ้าแห้ง ฟางข้าว หรือเศษวัชพืชคลุมโคนต้นยางเพื่อรักษา ความชื้นของดิน 4. ควรตัดแต่งกิ่งแขนงข้างเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น ไม่ควรตัดใน ฤดูแล้ง การตัดแต่งกิ่งอย่าโน้มต้นยางลงมาตัดเพราะจะท�ำให้ส่วนของ ล�ำต้นเสียหาย 5. เมื่อปลูกพืชแซมครบ 3 ปีแล้วต้องหยุดปลูก และปลูกพืช คลุมแทนทันที 6. หมั่นดูแลบ�ำรุงรักษาสวนยางตามค�ำแนะน�ำอย่างสม�่ำเสมอ โดยเฉพาะในฤดูแล้งควรก�ำจัดวัชพืช ในสวนยาง เพื่อป้องกันการเกิด ไฟไหม้สวนยาง


77 การปลูกยางพารา 1. ยางแผ่นรมควัน 2. ยางแท่ง 3. ยางเครป 4. ยางผึ่งแห้ง 5. น�้ำยางข้น ยางพาราเหล่านี้จะน�ำไปใช้ในการผลิต ผลิตภัณฑ์ส�ำเร็จรูปอื่น ๆ เช่น ยางยานพาหนะ ประกอบด้วย ยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยาน ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางรัด ของ และท่อยางต่างๆ เป็นต้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ตสาหกรรมยางพาราเป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราขั้นต้น ที่น�ำเอาน�้ำยางสดที่กรีดได้จาก ต้นยางพารามาแปรรูปให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและสะดวกในการน�ำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพาราที่ผลิตได้แบ่งออกได้เป็น 5 ขนิด ได้แก่ อ ุ


78 การปลูกยางพารา การแปรรูป การแปรรูปผลผลิต ขั้นตอนในการแปรรูปยางหลังจากที่ได้น�้ำยาง มาแล้ว มีดังนี้ - กรองน�้ำยางด้วยเครื่องกรองลวดเบอร์ 40 และ 60 ให้ เบอร์ 40 วางซ้อนอยู่ข้างบน - เติมน�้ำยางที่กรองแล้วใส่ในตะกง ๆ ละ 3 ลิตร - เติมน�้ำสะอาด 2 ลิตร จะได้น�้ำยางเจือจาง ในอัตราส่วน 3 : 2 - กวนน�้ำยางให้เข้ากัน แล้วเติมน�้ำกรดเจือจาง (กรดฟอมิค 85 - 95 % ปริมาณ 10 ซี.ซี. ผสมน�้ำ 600 ซี.ซี. จะได้กรด เจือจางในอัตราส่วน 60 : 1) ประมาณ 2 กระป๋องนม เทให้ทั่ว แล้วคนให้เข้ากัน


79 การปลูกยางพารา - กวาดฟองที่เกิดจากการกวนให้หมด แล้วเก็บไว้ขายได้ เป็นเศษยาง ชั้นดี ถ้าไม่กวาด ฟองออก เมื่อน�ำไปรมควันจะเห็นเป็นฟองอากาศในแผ่นยาง ท�ำให้ยางมีคุณภาพต�่ำกว่าที่ควร - ทิ้งน�้ำยางไว้ 30 - 45 นาทีหาสิ่งปกปิดตะกงไว้เพื่อกันสิ่งสกปรกตกลง ไปในตะกงในขณะที่น�้ำยางก�ำลังจับตัวกัน - เมื่อน�้ำยางจับตัวกันแล้ว ควรเทน�้ำหล่อไว้ เพื่อความสะดวกในการเท ยางออกมาจากตะกง - นวดก้อนยางบนโต๊ะจนได้ก้อนยางหนาประมาณ 1 ซม.แล้วน�ำไปเข้า เครื่องรีดลื่น 3 - 4 ครั้ง จนได้แผ่นยาง หนาประมาณ 3 - 4 มม. จึงน�ำไป เข้าเครื่องรีดดอก 1 ครั้ง - ยางที่ผ่านเครื่องรีดดอกแล้วควรล้างน�้ำให้สะอาดเพื่อล้างเอาคราบ กรดออกให้หมด แล้วน�ำไปผึ่งไว้ในที่ร่มที่ไม่มีฝุ่นประมาณ 6 ชั่วโมง ปัจจุบันเกษตรกรสามารถขายผลผลิตในรูปน�้ำยางแก่โรงงานได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยตนเอง


80 การปลูกยางพารา บรรณานุกรม 96 ปียางพาราในจังหวัดตรัง สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ : สถาบันฯ, 2538 การเปิดหน้ายางและระบบการกรีดยาง ส�ำนักงานกองทุนสงเคราะห์การท�ำสวนยาง พระนคร : ส�ำนักงาน, 2514 เอกสารวิชาการเรื่องยาง จัดท�ำโดย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ : สถาบัน, 2536 ค�ำแนะน�ำของกระทรวงเกษตร กองเศรษฐกิจการเกษตร ส�ำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตร พระนคร : กอง, 2510 ค�ำแนะน�ำที่ 2 การท�ำยางแผ่นชั้นดี ศูนย์วิจัยการยางสงขลา : ศูนย์, 2515 ค�ำแนะน�ำการหาประโยชน์จากต้นยาง ปี พ.ศ. 2519 ศูนย์วิจัยการยาง สงขลา : ศูนย์, 2519 การพัฒนาและปฏิรูปการผลิตยาง ศูนย์วิจัยการยาง สงขลา : ศูนย์, 2512 คู่มือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเรื่องยางพารา กลุ่มยางพารา กองส่งเสริมพืชพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ : กลุ่ม, 2533 ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราครบวงจร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ : กระทรวง, 2540 รายงานการศึกษาเรื่องการผลิต การตลาด และราคายางพาราในประเทศไทย พ.ศ. 2513 กองเศรษฐกิจการเกษตร ส�ำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ : กอง, 80


Click to View FlipBook Version