สมุดบันทึกกิจกรรม
#ค่ายนั กอนุรักษ์น้ำ
จัดทำโดย
นางสาวนิชดา เจียระเนีย เลขที่ 14
รหัสนักศึ กษา 62121450218
หมู่เรียน ค.บ.62.02.8
ชั้นปีที่ 3
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป
คณะครุ ศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
ชื่อ.....................................ชั้น........เลขที่........
โรงเรียน.......................................
สมาชิกในกลุ่ม
หัวหน้ า.........................................................
รอหัวหน้ า.....................................................
เลขา.............................................................
สมาชิกชื่อ
1....................................................................
2....................................................................
3....................................................................
4....................................................................
5....................................................................
6....................................................................
สามัคคีคือพลัง
สารบัญ
เรื่อง หน้ า
บรรยายพิเศษ 1
กิจกรรม walk rally 17
-ฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 18
เก็บตัวอย่างน้ำ
-ฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 2 22
แ น ว ท า ง ก า ร อ นุรัก ษ์ น้ำ
-ฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 3 24
เรือพลังงานยาง
1
เนื้ อหาการบรรยาย
การกำเนิ ดน้ำ
ธาตุสามัญในจักรวาล เกิดขึ้นจากกระบวนการนิ วเคลียร์ฟิวชันที่แก่นกลางของ
ดาวฤกษ์ ได้แก่ ไฮโดรเจน ฮีเลียม คาร์บอน ออกซิเจน ซิลิกอน และเหล็ก ระบบสุริยะ
กำเนิ ดขึ้นจากฝุ่นและแก๊สในโซลาร์เนบิวลา (Solar nebula) เมื่อประมาณ 4,600 ล้าน
ปีทีี่แล้ว โลกเกิดขึ้นโดยการรวมตัวของสะเก็ดดาวทั้งหลาย (Planetisimal) โลกในยุค
แรกเป็นหินหนื ดร้อน สสารที่เป็นโลหะ เช่น เหล็ก มีความถ่วงจำเพาะสูง จมตัวลงที่
แก่นโลก สสารที่เป็นอโลหะ เช่น ซิลิกา(SiO2)มีความถ่วงจำเพาะต่ำลอยตัวอยู่บน
เปลือกโลก ส่วนสสารที่เป็นธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ
ยกตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ พื้นผิวของโลกในยุคแรกมีอุณภูมิสูงเต็มไปด้วยภูเขาไฟและ
ลาวา ต่อมาเมื่อโลกเย็นตัวลงไอน้ำจึงควบแน่ นเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นผิวโลก
ประกอบกับการพุ่งชนของดาวหางจำนวนมากซึ่งมีองค์ประกอบเป็นน้ eแข็งทำให้พื้น
ผิวโลกสะสมน้ำไว้ในที่ต่ำกลายเป็นทะเลและมหาสมุทร ดังแสดงในภาพที่ 1
ภาพที่ 1 โลกในอดีต
โลกไม่ใช่ดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีน้ำ ดาวศุกร์มีไอน้ำในบรรยากาศ ดาวอังคารมี
น้ำแข็งอยู่บนพื้นผิว โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 149.6 ล้านกิโลเมตร ด้วยระยะทางนี้
โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ 1,370 วัตต์ต่อตารางเมตร ทำให้พื้นโลกมีอุณหภูมิ
-18°Cแต่เนื่ องจากบรรยากาศของโลกมีแก๊สเรือนกระจกเช่นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
และไอน้ำจึงเกิดภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) ทำให้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิ
เฉลี่ย 15°C น้ำบนโลกจึงมีครบทั้งสามสถานะคือ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
เนื่ องจากน้ำมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดแตกต่างกันเพียง100°Cพลังงานจากดวง
อาทิตย์ทำให้น้ำหมุนเวียนเปลี่ยนสถานะเกิดเป็นวัฏจักรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่
เปลี่ยนโฉมหน้ าโลกของเราให้แตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่น
2
แม้ว่าพื้นผิวโลกส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยน้ำ แต่ถ้าเปรียบเทียบมวลของน้ำ
กับมวลของโลก น้ำมีมวลเพียงร้อยละ 0.2 ของมวลโลก อย่างไรก็ตามการ
หมุนเวียนของน้ำเป็นวัฎจักร ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ งในการศึกษาระบบ
โลก ดวงอาทิตย์แผ่รังสีทำให้พื้นผิวโลกได้รับพลังงาน ปริมาณพลังงานแสง
อาทิตย์ร้อยละ 22 ทำให้น้ำบนพื้นผิวโลกไม่ว่าจะในมหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ หรือ
ห้วย หนอง คลอง บึง ระเหยเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊สคือ ไอน้ำ ลอยขึ้นสู่
บรรยากาศ อุณหภูมิของไอน้ำลดลงเมื่อลอยตัวสูงขึ้นจนเกิดความชื้นสั มพันธ์
100% ไอน้ำจะควบแน่ นเป็นละอองน้ำเล็กๆ ซึ่งมองเห็นเป็นเมฆ เมื่อหยดน้ำเล็กๆ
ในเมฆรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนั กพอที่จะชนะแรงต้านทานอากาศ ก็
จะตกลงมากลายเป็นฝน หรือหิมะ หิมะที่ตกค้างอยู่บนยอดเขาพอกพูนกันเป็นธาร
น้ำแข็ง น้ำฝนที่ตกลงถึงพื้นรวมตัวเป็นลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง หรือไหลบ่า
รวมกันเป็นแม่น้ำ เมื่อธารน้ำแข็งละลายก็จะเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่แม่น้ำ น้ำบน
พื้นผิวโลกบางส่วนแทรกซึมตามรอยแตกของหิน ทำให้เกิดน้ำใต้ดิน และไหลไป
รวมกันในท้องมหาสมุทร เป็นอันครบรอบวัฏจักรตามภาพ
ภาพที่ 1 วัฎจักรน้ำ
วัฏจักรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในบรรยากาศ บนพื้นผิว หรือใต้ดิน
ล้วนเป็นกลไกที่สำคัญของระบบโลก ไอน้ำที่ระเหยออกจากน้ำในมหาสมุทร
ทิ้งประจุแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มหาสมุทรมีความเค็ม ไอน้ำที่ระเหยขึ้นไปเป็นน้ำ
จืดบริสุทธิ์ แต่เมื่อไอน้ำควบแน่ นเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝน น้ำฝน
ละลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ จึงมีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิ
กอ่อนๆ เมื่อตกลงสู่พื้นผิวโลกจะทำปฏิกิริยากับหินปูนซึ่งมีองค์ประกอบ
เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้เกิดหน้ าผาแหลม โพรงถ้ำ และน้ำกระด้าง
3
เนื่ องจากน้ำเปลี่ยนแปลงความหนาแน่ นไปตามอุณหภูมิ การขยายตัวของ
น้ำในซอกหินทำให้หินแตก น้ำเป็นตัวละลายที่ดีจึงนำพาแร่ธาตุสารอาหารไป
กระจายตามส่วนต่างๆ ของพื้นผิวโลก และสะสมแร่ธาตุในดิน ทำให้พืชพรรณ
อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารของสรรพสั ตว์ต้นไม้สั งเคราะห์แสงเปลี่ยน
คาร์บอนไดออกไซด์เป็นอาหารและปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศ ปริมาณสัตว์
ควบคุมปริมาณพืช คายน้ำกลับคืนสู่บรรยากาศ ทำให้เกิดความชื้นบนผิวดิน
น้ำไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ จึงชะล้างประจุของแร่ธาตุทั้งหลายไปสะสมกันใน
ท้องทะเล และเกิดเป็นตะกอนที่พื้นมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรจึงใช้แร่
ธาตุเหล่านี้ เป็นอาหารและสร้างร่างกาย มหาสมุทรจึงเป็นแหล่งอาหารที่
สำคัญของโลก นอกจากนั้ นแล้วการที่น้ำมีความจุความร้อน และเป็นตัวพา
ความร้อนที่ดี กระบวนการเปลี่ยนสถานะของน้ำจึงเป็นสมดุลพลังงานของ
โลก ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบภูมิกาศของโลกอีกด้วย
แหล่งน้ำ
ภาพที่ 1 โลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
แม้ว่าพื้นผิว 2 ใน 3 ส่วนของโลกปกคลุมไปด้วยน้ำ แต่น้ำจืดที่สามารถ
นำมาใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์กลับมีไม่ถึง 1% ถ้าหากสมมติว่าน้ำในโลก
ทั้งหมดเท่ากับ 100 ลิตร จะมีน้ำทะเล 97 ลิตร น้ำแข็งเกือบ 3 ลิตร ส่วนน้ำ
จืดที่เราสามารถใช้บริโภคอุปโภคได้มีเพียง 3 มิลลิลิตร ดังภาพที่ 2 ด้วยเหตุนี้
น้ำจึงเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่า และขาดแคลนง่าย
4
ภาพที่ 2 เปรียบเทียบแหล่งน้ำบนโลก
แม้ว่าปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลและมหาสมุทร แต่น้ำก็มีอยู่
ในทุกหนแห่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดิน น้ำใน
บรรยากาศ รวมทั้งเมฆหมอกและหยาดน้ำฟ้า ดังข้อมูลในตารางที่ 1
นอกจากนั้ นร่างกายมนุษย์มีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 65 ร่างกายของ
สัตว์น้ำบางชนิ ด เช่น แมงกะพรุน มีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 98 ดัง
นั้ นจึงกล่าวได้ว่า น้ำคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต
ตารางที่ 1 แหล่งน้ำบนโลก
มหาสมุทร 97.2 % ทะเลสาบน้ำเค็ม 0.008 %
ธารน้ำแข็ง 2.15 % ความชื้นของดิน 0.005 %
น้ำใต้ดิน 0.62 % แม่น้ำ ลำธาร 0.00001 %
ทะเลสาบน้ำจืด 0.009 % บรรยากาศ 0.001 %
น้ำผิวดิน
แหล่งน้ำที่เรารู้จักและใช้ประโยชน์ กันมากที่สุดคือ "น้ำผิวดิน"
(Surface water) น้ำผิวดินมีทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด แหล่งน้ำผิวดินที่เป็น
น้ำจืดได้แก่ ทะเลสาบน้ำจืด แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง
เนื่ องจากภูมิประเทศของพื้นผิวโลกไม่ราบเรียบเสมอกัน พื้นผิวของโลก
แต่ละแห่งมีความแข็งแรงทนทานไม่เหมือนกัน แรงโน้ มถ่วงทำให้น้ำไหล
จากที่สูงลงที่ต่ำ น้ำมีสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดีจึงสามารถกัดเซาะพื้นผิว
โลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ
5
การกัดเซาะของน้ำอย่างต่อเนื่ อง ทำให้ร่องน้ำเปลี่ยนแปลงขนาด รูปร่าง และ
ทิศทางการไหล เมื่อฝนตก หยดน้ำจะรวมตัวกันแล้วไหลทำให้เกิดร่องน้ำ ร่องน้ำ
เล็กๆ ไหลมารวมกันเป็น "ธารน้ำ" (Stream) เมื่อกระแสน้ำในธารน้ำไหลอย่างต่อ
เนื่ องก็จะกัดเซาะพื้นผิวและพัดพาตะกอนขนาดต่างๆ ไปกับกระแสน้ำ ธารน้ำจึงมี
ขนาดใหญ่และยาวขึ้นจนกลายเป็น แม่น้ำ (River) ความเร็วของกระแสน้ำขึ้นอยู่กับ
ความลาดชันของพื้นที่ ถ้าพื้นที่มีความลาดชันมากกระแสน้ำจะเคลื่อนที่เร็ว แต่ถ้า
หากพื้นที่มีความลาดชันน้ อยกระแสน้ำก็จะเคลื่อนที่ช้า นอกจากนั้ นความเร็วของ
กระแสน้ำยังขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้ าตัด เข่น เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านช่องเขาแคบๆ ก็จะ
เคลื่อนที่เร็ว เมื่อกระแสน้ำพบความที่ราบกว้างใหญ่ เช่น บึง หรือทะเลสาบ
กระแสน้ำจะหยุดนิ่ งทำให้ตะกอนที่น้ำพัดพามาก็จะตกทับถมใต้ท้องน้ำ ดังเราจะ
พบว่า อ่างเก็บน้ำเหนื อเขื่อนที่มีอายุมากมักมีความตื้นเขินและเก็บกักน้ำได้น้ อยลง
อย่างไรก็ตามปริมาณของน้ำผิวดินขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ปริมาณ
น้ำฝน เนื้ อดิน การใช้ประโยชน์ ที่ดินและทรัพยากรน้ำ
ภาพที่ 3 ภาคตัดขวางของแม่น้ำ
น้ำใต้ดิน
หากไม่นั บธารน้ำแข็งขั้วโลกแล้ว "น้ำบาดาล" (Ground water) เป็นแหล่ง
น้ำจืดที่มีปริมาณมากที่สุดบนโลกของเรา น้ำบาดาลเกิดขึ้นจากการไหลซึมของ
น้ำผิวดิน ในเนื้ อดินมีรูพรุน (Pore) สำหรับอากาศและน้ำ เช่น ดินเหนี ยวมีรูพรุน
ขนาดเล็ก น้ำไหลผ่านได้ยาก ดินทรายมีรูพรุนขนาดใหญ่ น้ำไหลผ่านได้ง่าย เมื่อ
พื้นผิวดินเกิดความชื้นหรือมีฝนตก เม็ดดินจะเก็บน้ำไว้ในรูพรุนไว้จนกระทั่งดิน
อิ่มตัวด้วยน้ำ ไม่สามารถเก็บน้ำได้มากกว่านี้ แล้ว น้ำส่วนหนึ่ งจะไหลบ่าไปตามพื้น
ผิว (Run off) น้ำอีกส่วนหนึ่ งจะไหลซึมลงสู่ชั้นดินเบื้องล่าง (Infiltration) ใต้ชั้น
ดินลึกลงไปจะเป็นชั้นหินตะกอนเนื้ อหยาบที่สามารถเก็บกักน้ำบาดาลไว้ได้เรียก
ว่า "ชั้นหินอุ้มน้ำ" (Aquifer) ซึ่งเป็นหินทราย กรวด ตะกอนทราย จึงมีสมบัติยอม
ให้น้ำซึมผ่านโดยง่าย
6
เนื่ องจากช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างอนุภาคตะกอน จึงเก็บกักน้ำได้เป็นปริมาณ
มากจนกลายเป็นแหล่งน้ำบาดาล ใต้ชั้นหินอุ้มน้ำลงไปเป็นชั้นหินตะกอนเนื้ อ
ละเอียด เช่น หินดินดานหรือทรายแป้งซึ่งไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านได้ ในบางแห่งที่
ชั้นหินอุ้มน้ำถูกขนาบด้วยชั้นหินเนื้ อละเอียดก็จะเกิดแรงดันน้ำ ถ้าเราเจาะบ่อ
บาดาลลงไปตรงบริเวณดังกล่าง แรงดันภายในจะดันน้ำให้มีระดับสูงขึ้น หรือ
ไหลล้นปากบ่อออกมา และเนื่ องจากชั้นหินมีความลาดเอียง น้ำในดินจึงไหลจาก
ที่สูงไปสู่ที่ต่ำ แรงดันของน้ำใต้ดินจึงมักทำให้เกิด "น้ำพุ" (Spring) ในบริเวณ
ที่ราบต่ำ ดังภาพที่ 4
ภาพที่ 4 ภาคตัดขวางของแหล่งน้ำใต้ดิน
อย่างไรก็ตามน้ำบาดาลทำให้เกิดแรงดันภายใต้พื้นผิว ซึ่งช่วยรับน้ำหนั ก
ที่กดทับจากด้านบน แต่ถ้าหากเราสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เป็นปริมาณมาก เกินกว่า
ที่น้ำจากธรรมชาติจะไหลมาแทนที่ช่องว่างระหว่างอนุภาคตะกอนของชั้นหินอุ้มน้ำ
ได้ทัน ก็จะส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว โพรงที่ว่างที่เกิดขึ้นจะทำให้
แผ่นดินที่อยู่ด้านบนทรุดตัวลงมากลายเป็นหลุมยุบ(Sinkhole) ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในเขต
ชุมชน ก็จะสร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง และเกิดอันตรายต่อชีวิต
ภัยแล้ง (Droughts)
ภัยแล้งเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำเป็นระยะเวลานานเป็นเดือนๆ
หรือเป็นปี โดยทั่วไปเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ที่ได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอเกิดฝนตกต่ำกว่าค่า
เฉลี่ย เกิดผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิต การเกษตร และระบบนิ เวศใน
พื้นที่เกิดภัย
สาเหตุการเกิดภัยแล้ง
สาเหตุการเกิดภัยแล้ง อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้
1. โดยธรรมชาติ
o การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก เช่น ระบบการหมุนเวียนหรือส่วนผสมของ
บรรยากาศเปลี่ยนแปลง สภาวะอากาศในฤดูร้อนที่ร้อนมากกว่าปกติ
o การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝนทิ้งช่วง ฝนตกน้ อย
ดินเก็บความชื้นต่ำได้ไม่ดี ปริมาณน้ำใต้ดินมีน้ อย
7
o การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล
o ความผิดปกติของตำแหน่ งร่องมรสุมทำให้ฝนตกในพื้นที่ไม่ต่อเนื่ อง
o ความผิดปกติเนื่ องจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนที่ผ่านประเทศน้ อยกว่าปกติ
2. โดยการกระทำของมนุษย์
o การใช้น้ำอย่างไม่เหมาะสมหรือสิ้นเปลืองเกินไป ทั้งการอุปโภค บริโภค และ
การเกษตร ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำใต้ดินลดลง
o พฤติกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่ทำลายชั้นโอโซน เกิดภาวะเรือนกระจก
ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เช่น การเผาพลาสติก น้ำมัน และถ่านหิน
o การพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลาย
ป่าส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์ไม่เพียงพอ เนื่ องจากขาดต้นไม้ซึมซับน้ำ และเกิดการ
บุกรุกพื้นที่ป่า ถือครองกรรมสิทธิ์ปลูกพืชไร่
o ระบบการเพาะปลูกและความถี่ของการเพาะปลูก
o ขาดการวางแผนการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ จากน้ำฝน
ผลกระทบของภัยแล้ง
ผลกระทบของภัยแล้ง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะภัยแล้งมีดังนี้
1. ผลิตผลทางการเกษตรลดลง ไม่เพียงพอต่อการบริโภค และการเลี้ยงปศุสัตว์
2. เกิดการกัดเซาะ กัดกร่อนภูมิทัศน์ พื้นดินแห้งแล้งและเกิดการพังทลายของผิว
ดิน
3. เกิดฝุ่นละออง พายุฝุ่น เพราะพื้นดินแห้งแล้งขาดน้ำ
4. ประชาชนเกิดความอดอยากเนื่ องจากการขาดน้ำในการอุปโภคบริโภค
5. เกิดความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของสัตว์ ที่ได้รับผลกระทบทั้งบนบกและในน้ำ
6. เกิดภาวะขาดน้ำ ขาดสารอาหาร และเพิ่มโอกาสเกิดโรคระบาด
7. เกิดการอพยพย้ายถิ่นของประชากร
8. ผลผลิตกระแสไฟฟ้าลดลง เนื่ องจากการไหลของน้ำผ่านเขื่อนลดลง
9. การประกอบการด้านอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก เพราะขาดแคลนน้ำที่ใช้ใน
การขบวนการผลิต
10. เพิ่มโอกาสการเกิดไฟป่าในช่วงเกิดภัยแล้ง
8
ช่วงเวลาการเกิดภัยแล้งในประเทศไทย
ภัยแล้งในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเกิดใน 2 ช่วง ได้แก่
1. ช่วงฤดูหนาวต่อเนื่ องถึงฤดูร้อน โดยเริ่มจากครึ่งหลังของเดือนตุลาคมเป็นต้น
ไป บริเวณประเทศไทยตอนบน (ภาคเหนื อ ภาคตะวันออกเฉียงเหนื อ ภาคกลาง
และภาคตะวันออก) จะมีปริมาณฝนลดลงเป็นลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูฝนในช่วง
กลางเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป ซึ่งภัยแล้งลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
2. ช่วงกลางฤดูฝน ประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม จะมีฝนทิ้ง
ช่วงเกิดขึ้น ภัยแล้งลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นหรือบางบริเวณ บางครั้งอาจ
ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเกือบทั่วประเทศ
มลพิษน้ำ
น้ำ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์
และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อย่างมาก ในขณะเดียวกันน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมพื้นฐาน เช่น การประมง การชลประทาน การพลังงาน การ
สาธารณูปโภค การคมนาคม การอุตสาหกรรม และการพักผ่อนหย่อนใจ ตลอด
จนเป็นแหล่ง รองรับของเสียจากกิจกรรมของมนุษย์ด้วย ปัจจุบันประชากรเพิ่ม
ขึ้นอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งในการ
เพิ่มผลผลิตนี้ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียและของเสียเหล่านั้ นส่วนหนึ่ งได้ระบาย ลงสู่
แหล่งน้ำที่นั บวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ถ้าขาดความระมัดระวังในการทิ้งของเสีย ก็
จะทำให้คุณภาพของน้ำ นั้ นเสื่อมโทรมลง ในที่สุดก็เกิดปัญหามลพิษทางน้ำขึ้น
ความหมายและประเภทของน้ำเสี ย
มลพิษทางน้ำ (Water pollution) หมายถึง สภาวะที่น้ำธรรมชาติถูกปน
เปื้ อนด้วยสิ่งแปลกปลอม (Pollutants) และทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงไป
ในทางที่เลวลงหรือคุณภาพเสื่อมโทรมลง ยังผลให้การ ใช้ประโยชน์ จากน้ำนั้ น
ลดลงด้วยหรืออาจใช้ประโยชน์ ไม่ได้เลย มลพิษทางน้ำอาจจำแนกได้ ดังนี้
1) น้ำเน่าเสีย ได้แก่ น้ำที่มีสารอินทรีย์ ปะปนอยู่ในปริมาณมาก จุลินทรีย์ใช้
ออกซิเจนใน การย่อยสลายจนเหลือละลายอยู่ในน้ำน้ อย น้ำมี สีดำคล้ำและอาจ
เกิดกลิ่นเหม็น เนื่ องจากการปล่อย ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (HS) จากการย่อย
สลายของ แบคทีเรียชนิ ดที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Bacteria) น้ำประเภทนี้
เป็นอันตรายต่อการบริโภคประมง และทำให้แหล่งน้ำสูญเสียคุณค่าทางด้านการ
พักผ่อนหย่อนใจ
9
2) นำเป็นพิษ ได้แก่ น้ำที่มีสารเป็นพิษเจือปนอยู่ในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อ
ชีวิตมนุษย์และ สัตว์น้ำ เช่น สารประกอบของปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู เป็นต้น
ลักษณะการเป็นพิษนั้ นโลหะหนั กมัก สะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป
โดยตรงหรือทางอ้อม เช่น บริโภคผัก ผลไม้และเนื้ อสัตว์ ก็จะ เข้ามาสะสมในร่างกาย
ทำให้เกิดอันตรายได้
3) น้ำที่มีเชื้อโรค ได้แก่ น้ำที่มีเชื้อโรคทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร โรคตับ โรค
ระบบหมุนเวียน ของเลือด โรคพยาธิและโรคผิวหนั ง ซึ่งได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส
พยาธิ โปรโตซัว
เชื้อรา โดยอาจจะเข้าสู่ ร่างกายโดยตรง คือ การบริโภค การสัมผัสทางผิวหนั งหรือ
ระบบการหายใจ
4) น้ำขุ่นข้น ได้แก่ น้ำที่มีสารแขวนลอย สารละลาย รวมทั้งสารอินทรีย์เจือปนอยู่
เป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น สีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเทา เป็น
อุปสรรคต่อการนำมาใช้ประโยชน์ และการ สังเคราะห์แสงของพืชในน้ำ
5) น้ำร้อน ได้แก่ น้ำที่ได้รับการถ่ายเทความร้อนจากน้ำทิ้ง จนมีอุณหภูมิสูงกว่าที่
ควรจะเป็นตาม ธรรมชาติ ส่ วนมากเกิดจากการระบายน้ำหล่อเย็นจากโรงงาน
อุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ การดำรงชีวิตและการแพร่พันธุ์ของ
สัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
6) น้ำที่มีกัมมันตภาพรังสี ได้แก่ น้ำที่มีสารกัมมันตภาพรังสีเจือปนอยู่ในระดับที่
เป็นอันตรายแก่ มนุษย์ โดยที่สารกัมมันตภาพรังสีดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากธรรมชาติ
ในการสลายตัวของแร่หินหรือเกิดจาก โรงงานนิ วเคลียร์ปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ
สำหรับประเทศไทยยังไม่มีรายงานปัญหาเช่นนี้ เกิดขึ้นเลย
7) น้ำกร่อย ได้แก่ น้ำที่ละลายเกลือในดินหรือน้ำทะเลไหลซึมเข้ามาเจือปนจนน้ำ
เสื่อมคุณภาพ ไม่เหมาะแก่การใช้อุปโภคบริโภคหรือการเกษตรกรรม ในประเทศไทย
เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนื อและ ริมชายฝั่ งทะเลภาคใต้
8) น้ำที่มีคราบน้ำมัน ได้แก่ น้ำที่มีน้ำมันหรือไขมันเจือปนอยู่มาก จนเป็นอุปสรรค
ต่อการถ่ายเทออกซิเจนลงสู่แหล่งน้ าหรือการดำรงชีวิตของสัตว์และพืชน้ำ สาเหตุของ
การมีคราบน้ำมันลงเจือปนในแหล่งน้ า ส่วนมากเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากชุมชนลง
สู่แหล่งน้ำ การอุตสาหกรรมและการขนส่งทางน้ำ
10
2.2 แหล่งกำนิดมลพิษทางน้ำ
ความเสื่ อมโทรมของคุณภาพน้ำมีสาเหตุมาจากการระบายน้ำทิ้งจาก
กิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่มีการ บำบัดหรือปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งก่อนระบายลงสู่
แหล่งน้ำ โดยปกติแล้วแหล่งน้ำตามธรรมชาติจะสามารถรักษาสมดุลไม่ให้เกิด
ปัญหาน้ำเสียได้ ทั้งนี้ เนื่ องจากจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในน้ำจะทำลายการย่อยสลาย
ของ สิ่งสกปรกที่ปนเปื้ อนโดยอาศัยออกซิเจนที่ละลายในน้ำเป็นแหล่งพลังงาน
ในการสันดาป แต่ที่เกิดปัญหาน้ำเน่ าเสีย ในปัจจุบันเป็นผลมาจากแหล่งน้ำได้รับ
การปนเปื้ อนจากสิ่งสกปรกเกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรักษาสมดุลไว้ ได้ น้ำ
ทิ้งที่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสียมีแหล่งสำคัญ ดังนี้
1) โรงงานอุตสาหกรรม มลสารจาก โรงงานอุตสาหกรรมเกิดจากน้ำที่
ผ่านการใช้ประโยชน์ แล้ว ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเช่น
• น้ำหล่อเย็น (Cooling Water) เป็น น้ำที่เกิดจากการระบายความร้อนจาก
เครื่องจักรและ อุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนมากจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 40-60°C
• น้ำล้าง (Wash Water) ได้แก่ น้ำที่ เกิดจากการใช้ล้างเครื่องจักร อุปกรณ์
การผลิต ตลอดจน พื้นโรงงาน ซึ่งน้ำทิ้งประเภทนี้ จะมีสิ่งเจือปนมากทั้ง สาร
อินทรีย์ สารเคมี และสารแขวนลอยชนิ ดต่าง ๆ
• น้ำจากกระบวนการผลิต (Process wastewater) เป็นน้ำทิ้งที่เกิดจาก
การใช้น้ำใน กระบวนการผลิต เช่น ใช้เป็นตัวทำละลายหรือการ ฟอกวัตถุดิบให้
สะอาด ได้แก่ โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ โรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง
เป็นต้น
โรงงานอุตสาหกรรมนิ ยมตั้งอยู่ริมน้ำ
2) ชุมชน แหล่งชุมชนที่ปล่อยน้ำเสีย ได้แก่ อาคารบ้านเรือนและย่านธุรกิจการค้า
โดยมี กิจกรรมในการปล่อยน้ำทิ้งจากการดำรงชีวิตของ มนุษย์ เช่น การชำระล้าง
ร่างกาย การซักเสื้อผ้า การ ประกอบอาหาร เป็นต้น นอกจากนั้ นน้ำทิ้งจากชุมชน
ยังรวมถึงน้ำที่ชะล้างสิ่งสกปรกจากขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ จากกิจกรรม
ชุมชน อาจจะมีเชื้อโรค และพยาธิปนอยู่ด้วย
11
น้ำทิ้งจากชุมชนและขยะมูลฝอยเป็นเหตุให้เกิดน้ำเน่ าเสีย
3) การเกษตรกรรม เกิดจากกระบวนการ เพาะปลูก มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีป้องกัน
กำจัดศัตรูพืช เกษตรกรส่ วนใหญ่ใช้อย่างขาดความระมัดระวังทำให้สารเคมีแพร่
กระจายสู่แหล่งน้ำ โดยในระหว่างการ ฉีดพ่นสาร การชะล้างโดยฝน การล้างภาชนะ
ที่บรรจุหรืออุปกรณ์ การฉี ดพ่นในแหล่งน้ำ
4) ฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจาก การเลี้ยงหมู ไก่ โค กระบือและบ่อปลา
เศษอาหาร ที่เหลือจะถูกชำระล้างระบายลงสู่แหล่งน้ำ นอกจากจะทำให้แหล่งน้ำ
สกปรกแล้วยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคอีก
5) กิจกรรมเหมืองแร่ น้ำเป็นวัตถุดิบที่ สำคัญในกิจกรรมเหมืองแร่ เช่น เหมืองฉีด
จะใช้น้ำในการทำงานเป็นจำนวนมาก น้ำที่ใช้ในกระบวนการนี้ จะ ไหลพัดพาเอา
ตะกอน ทราย แร่ ซึ่งเป็นสารแขวนลอยลงสู่แหล่งน้ำ จนอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมี
ชีวิตในน้ำและการอุปโภคบริโภคของมนุษย์
6) การคมนาคมทางเรือ ซึ่งมักถูกมองข้ามหรือไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนั ก แต่
ความเป็นจริงแล้ว การคมนาคมทางเรือเป็นแหล่งมลพิษทางน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ ง
โดยมีมลสารที่สำคัญ คือ น้ำมันที่ใช้กันเองของเรือ การเกิดอุบัติเหตุของเรือขนส่ง
น้ำมันและการขับถ่ายสิ่งปฏิกูลของผู้ที่อาศัยอยู่บนเรือเหล่านั้ น
2.3 ผลกระทบจากมลพิษทางน้ำ
เมื่อแหล่งน้ำเกิดเน่ าเสียหรือเสื่อมคุณภาพเนื่ องจากถูกปนเปื้ อนด้วยมลสาร
จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และการดำรงชีวิตหลายประการ ดังนี้
1) การอุปโภคบริโภค น้ำเสียหรือน้ำเสื่อมคุณภาพจะกระทบกระเทือนต่อการ
ผลิตน้ำใช้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่ใช้ผลิตน้ำประปาส่วนใหญ่ ได้แก่ แม่น้ำ
ลำคลองหรืออ่างเก็บน้ำ หากเกิดปัญหาเน่ าเสียหรือคุณภาพลดลง จะต้องทำให้เสีย
ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้น้ำประปาที่มีคุณภาพ เข้าเกณฑ์มาตรฐานน้ำ
ดื่ม
2) การเกษตรกรรม การเกษตรจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมากและต้องเป็น
น้ำที่มีคุณภาพที่ เหมาะสม น้ำเสียที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรนั้ น ส่วนมากเกิดจาก
โรงงานอุตสาหกรรมที่มีความเป็น
12
กรด-ด่างสูง มีเกลืออนิ นทรีย์และสารเป็นพิษสูง พืชไม่สามารถใช้ประโยชน์ จากน้ำ
เสียที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ จึงส่งผลกระทบให้ผลิตผลทางการเกษตรลดลง
3) การอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเกือบทุกชนิ ดต้องการใช้น้ำที่มีคุณภาพดี
และปริมาณมากพอ เพื่อใช้ในการหล่อเย็น ล้างทำความสะอาดหรือใช้ใน
กระบวนการผลิต หากน้ำมีคุณภาพไม่เหมาะสม จะต้องมี การปรับสภาพน้ำก่อนนำ
มาใช้ ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น เช่น น้ำมีความขุ่นสูง ความเป็นกรดหรือด่าง
และ ความกระด้างของน้ำที่ไม่เหมาะสมในการใช้งาน
4) การสาธารณสุข น้ำเสียเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็น
แหล่งของการเกิด โรคระบาดหลายชนิ ด เช่น อหิวาต์ ไข้ไทฟอยด์ บิด นอกจากนั้ น
โลหะหนั กและสารพิษต่าง ๆ ที่ปนเปื้ อนอยู่ใน น้ำยังเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและ
มนุษย์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น การเกิดโรคมินามาตะ (Minamata) จากพิษ
สารปรอท (Hg) และโรคอิไต-อิไต (Itai-ItaI) จากพิษของสารแคดเมียม (Cd) ซึ่ง
เกิดจากโรงงาน อุตสาหกรรมปล่อยสารพิษเหล่านี้ ลงสู่แหล่งน้ำแล้วเข้าสู่วงจร
อาหารจนเกิดเป็นพิษต่อมนุษย์เองในภายหลัง
5) การประมง ภาวการณ์เกิดน้ำเสียจะทำให้สัตว์น้ำตายหรือการขยายพันธุ์ลด
น้ อยลง ขึ้นอยู่ กับความรุนแรงของการเกิดมลภาวะทางน้ำนั้ นถ้ามากจะทำให้สัตว์
น้ำที่เป็นอาหารของมนุษย์ตายได้ แต่ถ้าน้ อยอาจทำให้สัตว์น้ำขนาดเล็กที่เป็นอาหาร
ของสัตว์น้ำขนาดใหญ่ตายลง วงจรอาหารก็จะขาดไป สุดท้ายทำให้ผลผลิตทางการ
ประมงลดต่ำลงและมี ผลเสียต่อผู้บริโภคโดยตรง
น้ำเน่ าเสียทำให้สัตว์น้ำตาย
13
6) ความสวยงามและการพักผ่อนหย่อนใจ แม่น้ำลำธาร ชายทะเลและ
แหล่งน้ำอื่น ๆ ที่เคย สวยงาม เมื่อเกิดความสกปรก เน่ าเสีย จะส่งผลกระทบต่อ
ทัศนี ยภาพและทำลายแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของ มนุษย์ในที่สุด
7) สร้างเหตุรำคาญ แหล่งน้ำที่เน่ าเสีย นอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์ ไม่ได้
แล้วยังก่อให้เกิดสภาพที่ ไม่น่ าดูและอาจเกิดปัญหาส่งกลิ่นเหม็นรบกวน สร้าง
ความรำคาญให้แก่ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงอีกด้วย
2.4 แนวทางการจัดการปัญหาน้ำเสีย
การจัดการปัญหาน้ำเน่ าเสีย คือ การป้องกันไม่ให้น้ำเน่ าเสียลงไปปนเปื้ อน
น้ำจากแหล่งธรรมชาติ มากเกินกว่าที่จะปรับสภาพตัวเองได้ ดังนั้ น จึงมีความ
จำเป็นต้องบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำหรือนำไป หมุนเวียนใช้ต่อไป หลักการ
จัดการน้ำเสียทั่วไป คือ การป้องกันและการบำบัดน้ำเสีย พอสรุปได้ดังนี้
1) แนวทางป้องกันการเกิดน้ำเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซึ่งถ้าทำได้จะดีกว่า
การตามแก้ไข ซึ่งต้อง ใช้ทุนสูงมากกว่าแนวทางป้องกัน ได้แก่
1.1) มาตรการลดมลพิษจากแหล่งกำเนิ ด อาจจะเป็นจากครัวเรือน
อุตสาหกรรมหรือ การเกษตร โดยลดของเสียให้น้ อยที่สุดก่อนปล่อยลงสู่แหล่ง
น้ำ เช่น ติดตั้งกับดักไขมัน ดักสิ่งปฏิกูล ใช้ เทคโนโลยีสะอาดในอุตสาหกรรม ส่ง
เสริมการเกษตรแบบธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงสู่ แหล่งน้ำ
เป็นต้น
1.2) มาตรการทางสังคม โดยการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ปลุก
จิตสำนึ กให้มีความ รับผิดชอบร่วมกันในการใช้ประโยชน์ จากน้ำ และพฤติกรรม
การใช้น้ำ
1.3) มาตรการทางกฎหมาย กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุม
ดูแลน้ำ รัฐจะต้องใช้ กฎหมายอย่างจริงจังต่อเนื่ องสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ภาครัฐ
ต้องสนั บสนุนหรือส่งเสริมการใช้กฎหมายที่ถูกต้อง ควบคู่ไป เช่น การลดภาษ
สำหรับผู้วิจัย หรือนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ ในการบำบัดหรือลดปริมาณน้ำเสีย
ซึ่งมี ประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแรงจูงใจ หรือให้ทุนอุดหนุนวิจัยเกี่ยวกับเครื่องมือ
อุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย หรือเครื่องมือ อุปกรณ์ประหยัดน้ำ เป็นต้น
1.4) มาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำหรือแหล่ง
น้ำต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำผลที่ได้ไปแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
2) วิธีการบำบัดน้ำเสีย การบำบัดน้ำเสีย หมายถึง การลดปริมาณสาร
อินทรีย์หรือมลสารอื่น ๆ ในน้ำให้น้ อยลงโดยอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อ
น้ำหรือแหล่งน้ำนั้ น การบำบัดน้ำเสียมีหลักการและ วิธีการหลายอย่างขึ้นอยู่กับ
แหล่งมลพิษน้ำนั้ นมีสสารใดปนเปื้ อนหรือความรุนแรงของมลพิษน้ำซึ่งโดยทั่วไป
ประกอบด้วย 3 วิธีหลัก ได้แก่
2.1) การบำบัดทางกายภาพ (Physical Process) เป็นการบำบัดน้ำเสียใน
เบื้องต้นสำหรับ มลสารในน้ำที่เป็นของแข็ง หรือวัตถุที่ลอยอยู่เหนื อผิวน้ำ เช่น
เศษขยะ ใบไม้ ท่อนไม้ ถุงพลาสติก น้ำมัน โดยใช้การดักด้วยตะแกรง การกวาด
การกรอง การตกตะกอน เป็นต้น
14
2.2) การบำบัดทางเคมี (Chemical Process) ใช้บำบัดน้ำเสียที่มีสมบัติ
เป็น กรดหรือเบสสูง เกินไป มีโลหะหนั กและสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นพิษ
เจือปน เช่น ปรับสภาพน้ำให้เป็นกลาง ทำให้ตกตะกอน ด้วยสารเคมี การแลก
เปลี่ยนประจุ เป็นต้น
2.3) การบำบัดทางชีวภาพ (Biological Process) ใช้สำหรับกำจัดสาร
อินทรีย์ที่เจือปนอยู่ ในน้ำเสียโดยอาศัยจุลินทรีย์ย่อยสลาย ซึ่งจุลินทรีย์อาจจะ
เป็นแบบใช้ออกซิเจนหรือไม่ใช้ออกซิเจนก็ได้ เช่น บ่อหมัก บ่อฝั่ ง บ่อเติมอากาศ
ระบบแผ่นชีวภาพ เป็นต้น
ประโยชน์ ของน้ำ
น้ำเป็นแหล่งกำเนิ ดชีวิตของสัตว์และพืชคนเรามีชีวิตอยู่โดยขาดน้ำได้ไม่เกิน
3 วัน และน้ำยังมีความจำเป็นทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งมีความ
สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ประโยชน์ ของน้ำ ได้แก่
- น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่เราใช้สำหรับการดื่มกิน การประกอบอาหาร ชำระร่างกาย
ฯลฯ
- น้ำมีความจำเป็นสำหรับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ แหล่งน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของ
ปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ซึ่งคนเราใช้เป็นอาหาร
- ในการอุตสาหกรรม ต้องใช้น้ำในขบวนการผลิตใช้ล้างของเสียใช้หล่อ
เครื่องจักรและระบายความร้อน ฯลฯ
- การทำนาเกลือโดยการระเหยน้ำเค็มจากทะเล
- น้ำเป็นแหล่งพลังงาน พลังงานจากน้ำใช้ทำระหัด ทำเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าได้
- แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล มหาสมุทร เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่สำคัญ
- ทัศนี ยภาพของริมฝั่ งทะเลและน้ำที่ใสสะอาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของมนุษย์
การอนุรักษ์น้ำ
ดังได้กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า น้ำมีความสำคัญและมีประโยชน์ มหาศาล เราจึงควร
ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเสียหรือการสูญเสียทรัพยากรน้ำด้วยการอนุรักษ์น้ำ ดังนี้
1. การใช้น้ำอย่างประหยัด การใช้น้ำอย่างประหยัดนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายเกี่ยว
กับค่าน้ำลงได้แล้ว ยังทำให้ปริมาณน้ำเสียที่จะทิ้งลงแหล่งน้ำมีปริมาณน้ อย และ
ป้องกันการขาดแคลนน้ำได้ด้วย
2. การสงวนน้ำไว้ใช้ ในบางฤดูหรือในสภาวะที่มีน้ำมากเหลือใช้ควรมีการเก็บ
น้ำไว้ใช้ เช่น การทำบ่อเก็บน้ำ การสร้างโอ่งน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ รวมทั้งการ
สร้างอ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทาน
15
3. การพัฒนาแหล่งน้ำ ในบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ จำเป็นที่จะต้องหาแหล่งน้ำ
เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถมีน้ำไว้ใช้ ทั้งในครัวเรือนและในการเกษตรได้อย่างพอ
เพียง ปัจจุบันการนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้กำลังแพร่หลายมากขึ้น แต่อาจมีปัญหา
เรื่องแผ่นดินทรุด
4. การป้องกันน้ำเสีย การไม่ทิ้งขยะและสิ่งปฎิกูลและสารพิษลงในแหล่งน้ำ น้ำ
เสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ควรมีการบำบัดและขจัดสารพิษ
ก่อนที่จะปล่อยลงสู่ แหล่งน้ำ
5. การนำน้ำเสียกลับไปใช้ น้ำที่ไม่สามารถใช้ได้ในกิจการอย่างหนึ่ งอาจใช้ได้ใน
อีกกิจการหนึ่ ง เช่น น้ำทิ้งจากการล้างภาชนะอาหาร สามารถนำไปรดต้นไม้ได้
16
บันทึก
สิ่ งที่ได้รับจากการฟังบรรยาย
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
..............................................................................................................................
กิจกรรม walk rally
18
ฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1
เก็บตัวอย่างน้ำ
จุดประสงค์
- เพื่อเก็บข้อมูลแหล่งน้ำ
- นั กเรียนหา ค่า HP ของน้ำจากแหล่งสำรวจ
- นั กเรียนจะได้ทักษะการสังเกต การรวบรวมข้อมูล การทดลอง
ตีความหมายและลงข้อสรุป
สาระสำคัญ
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสำหรับทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช ดังนั้ น
คุณภาพของน้ำย่อมมีผลกระทบถึงสุขภาพด้วย น้ำบริสุทธิ์ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น
pH 7 หากมีสิ่งเจือปนให้น้ำไม่บริสุทธิ์ คุณสมบัติทางกายภาพของน้ำก็จะ
เปลี่ยนไป และมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตด้วย การเก็บข้อมูลแหล่งน้ำจึงเป็นสิ่ง
จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวความคิดหลักที่สำคัญ
อุณหภูมิของน้ำ
ความโปร่งใสของน้ำ
ค่า HP ของน้ำ
ทักษะ
การเก็บตัวอย่างน้ำ การใช้เทอร์มอมิเตอร์
วัสดุและอุปกรณ์
-กระป๋องพลาสติก มีเชือกผูกหูหิ้ว ยาวประมาณ 3 เมตร สำหรับใช้เก็บ
ตัวอย่างน้ำ
-เทอร์มอมิเตอร์สำหรับตรวจวัดอากาศท เทอร์มอมิเตอร์สำหรับตรวจวัด
น้ำ ผูกเชือกห้อย ยาวประมาณ 1 เมตร
-หลอดวัดความขุ่นใส (Turbudity tube)
19
ความรู้เบื้องต้น
อุณหภูมิของน้ำ แสดงถึง ปริมาณพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่น้ำดูดกลืนไว้
อุณหภูมิของน้ำมีอิทธิพลต่อปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen) ถ้า
น้ำมีอุณหภูมิสูง ออกซิเจนจะละลายน้ำได้น้ อย ส่งผลกระทบให้ต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำ
นอกจากนั้ นค่าความนำไฟฟ้าของน้ำ (Conductivity) ยังเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ
อีกด้วย
ความโปร่งใสของน้ำ แสงเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของพืชสีเขียว
ซึ่งจะพบมากบริเวณแหล่งน้ำที่มีความใส มากกว่าแหล่งน้ำขุ่นที่เต็มไปด้วยอนุภาค
แขวนลอย ความใสของน้ำเป็นตัวบ่งชี้ว่า แสงจะส่องได้ลึกเพียงใด
ระดับความเป็นกรดมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสั ตว์ในสิ่ งแวดล้อม
ค่า pH สามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สนั บสนุน ในธรรมชาติปัจจัยที่
สนั บสนุนการเปลี่ยนแปลงค่า pH มาจากหินและดิน กิจกรรมของมนุษย์ก่อให้เกิด
ปัจจัยที่สนั บสนุนการเปลี่ยนแปลงค่า pH โดยการปล่อยสารที่เป็นกรดหรือเบส ขึ้น
สู่อากาศ ลงสู่น้ำและพื้นดิน ตัวอย่างเช่น ฝนกรดจากย่านอุตสาหกรรมทำให้ค่า pH
ของน้ำลดลง จนทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
ขั้นตอนการปฏิบัติ
1. ทำการตรวจวัดอุณหภูมิของอากาศ และจดบันทึกข้อมูลที่อ่านได้
2.ทำการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำโดยหย่อนเทอร์มอมิเตอร์ลงในน้ำให้ลึก 10 เซนติเมตร
แล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 – 5 นาที ยกเทอร์มอมิเตอร์อย่างรวดเร็ว (เพราะอุณหภูมิจะ
ทำให้ค่าที่วัดได้เปลี่ยนแปลง) จดบันทึกข้อมูลที่อ่านได้
3. ทำการตรวจวัดความโปร่งของน้ำ โดยค่อยๆ ใช้ถังตักน้ำขึ้นจากแหล่งโดยระวังมิ
ให้น้ำขุ่น รินน้ำที่ตักไว้ใส่หลอดวัดความโปร่งใสจนเต็ม แล้วค่อยๆ ปล่อยน้ำออก
อย่างช้าๆ และคอยตรวจดูความแตกต่างระหว่างพื้นสีขาวและสีดำใต้ก้นหลอด ให้ปิด
น้ำที่ไหลออกทันทีที่สังเกตเห็นความแตกต่างนี้ ได้ จดบันทึกข้อมูลที่อ่านได้ ( ระหว่าง
ที่ทำการตรวจวัด อย่ายืนบังแสงแดด เพราะจะทำให้สังเกตุความแตกต่างของสีพื้นได้
ยาก)
4. ทำการตรวจวัดความเป็นกรด – เบส ของน้ำ โดยใช้ตัวอย่างน้ำในถัง อุปกรณ์ที่ใช้
ตรวจวัดได้แก่ กระดาษลิสมัต กระดาษยูนิ เวอร์แซล อินดิเคเตอร์ หากใช้ปากกาวัดพี
เอช หรือพีเอชมิเตอร์ ต้องทำการปรับค่ามาตรฐาน (Calibration) ด้วยสารละลาย
บัฟเฟอร์ และล้างด้วยน้ำกลั่นแล้วเช็ดให้แห้งก่อน ทำการอ่านค่าที่ได้เมื่อตัวเลขบน
เครื่องวัดหยุดนิ่ ง จดบันทึกข้อมูล
20
บันทึก
1. ข้อมูลการตรวจวัดอุณหภูมิของอากาศ
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
2.ข้อมูลตรวจวัดอุณหภูมิน้ำโดยหย่อนเทอร์มอมิเตอร์ลงในน้ำให้ลึก10 เซนติเมตร
แล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 – 5 นาที ยกเทอร์มอมิเตอร์อย่างรวดเร็ว (เพราะอุณหภูมิจะ
ทำให้ค่าที่วัดได้เปลี่ยนแปลง)
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
3. ข้อมูลการตรวจวัดความโปร่งของน้ำ ดูความแตกต่างระหว่างพื้นสีขาวและสีดำ
ใต้ก้นหลอด
พื้นสี ขาว
พื้นสี ดำ
21
4.ความเป็นกรด – เบส ของน้ำ โดยใช้ตัวอย่างน้ำในแหล่งสำรวจ
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
สรุ ป
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.....................................................................................................................
22
ฐานการเรียนรู้ที่ 2
แนวทางการอนุรักษ์น้ำ
จุดประสงค์
นั กเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการอนุรักษ์น้ำ และเกิด
กระบวนการการทำงานกลุ่ม
สาระสำคัญ
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตสำหรับทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช ดังนั้ น
คุณภาพของน้ำย่อมมีผลกระทบถึงสุขภาพด้วย การใช้น้ำอย่างประหยัดนอกจาก
จะลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าน้ำลงได้แล้ว ยังทำให้ปริมาณน้ำเสียที่จะทิ้งลงแหล่งน้ำ
มีปริมาณน้ อย และป้องกันการขาดแคลนน้ำได้ด้วย
การสงวนน้ำไว้ใช้ ในบางฤดูหรือในสภาวะที่มีน้ำมากเหลือใช้ควรมีการ
เก็บน้ำไว้ใช้ เช่น การทำบ่อเก็บน้ำ การสร้างโอ่งน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ รวมทั้งการ
สร้างอ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทาน
การพัฒนาแหล่งน้ำ ในบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ จำเป็นที่จะต้องหาแหล่ง
น้ำเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถมีน้ำไว้ใช้ ทั้งในครัวเรือนและในการเกษตรได้อย่างพอ
เพียง ปัจจุบันการนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้กำลังแพร่หลายมากขึ้น แต่อาจมีปัญหา
เรื่องแผ่นดินทรุด
การป้องกันน้ำเสีย การไม่ทิ้งขยะและสิ่งปฎิกูลและสารพิษลงในแหล่งน้ำ
น้ำเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ควรมีการบำบัดและขจัดสาร
พิษก่อนที่จะปล่อยลงสู่ แหล่งน้ำ
5. การนำน้ำเสียกลับไปใช้ น้ำที่ไม่สามารถใช้ได้ในกิจการอย่างหนึ่ งอาจใช้ได้ใน
อีกกิจการหนึ่ ง เช่น น้ำทิ้งจากการล้างภาชนะอาหาร สามารถนำไปรดต้นไม้ได้
แนวความคิดหลักที่สำคัญ
แนวทางการอนุรักษ์น้ำ
ทักษะ
ตีความหมายและนำเสนอข้อมูล
วัสดุและอุปกรณ์
-กระดาษชาร์ท
-ปากกาเมจิก
23
ขั้นตอนการปฏิบัติ
-ครูประจำฐาน ให้ความรู้ในเรื่องของ ความหมายของการอนุรักษ์น้ำ และตัวอย่าง
การอนุรักษ์น้ำ
-ให้นั กเรียน แบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คนแล้วบอกแนวทางการอนุรักษ์น้ำ โดยการ
เขียนลงในกระดาษชาร์ท และนำเสนอ
สิ่ งที่ได้รับจากการทำกิจกรรม
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.......................................................................................................................
.....................................................................................................................
24
ฐานการเรียนรู้ที่ 3
เรือพลังงานยาง
จุดประสงค์
-นั กเรียนจะได้ประดิษฐ์เรือพลังยาง
-นั กเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับแรงเสียดทานและความหนาแน่ นของน้ำ
-นั กเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการทิ้งขยะลงในแม่น้ำ
สาระสำคัญ
-แรงเสี ยดทาน
-ความหนาแน่ นของน้ำ
แนวความคิดหลักที่สำคัญ
การที่วัตถุใดจะจมหรือลอยน้ำนั้ น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมวลหรือน้ำหนั กของวัตถุ
เพียงอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่เรียกว่า ความหนาแน่ น ของวัตถุนั้ น
พลังงานศักย์ยืดหยุ่นที่ถูก สะสมขณะบิดยาง หากพลังงานศักย์ที่สะสมไว้ยิ่ง มาก
พลังงานจลน์ ที่เกิดขึ้นเมื่อปล่อยยางรัดจะยิ่งมากตามไปด้วยแรงเสียดทาน
(friction) เป็นแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุหนึ่ งพยายามเคลื่อนที่ หรือกำลังเคลื่อนที่ไป
บนผิวของอีกวัตถุ
วัสดุและอุปกรณ์
ไม้ไอติม ปืนยิงกาวร้อน ไม้บรรทัด
-หนั งยาง กาวแท่ง -กรรไกร
มีดคัดเตอร์
25
ขั้นตอนดำเนิ นการ
-นั กเรียนแต่ละกลุ่มประดิษฐ์เรือพลังยางจากไม้ไอติมตกแต่งให้สวยงาม
1ในำไม้ไอติมมาตัดครึ่ง 2.นำมาประกอบเรียงติดกัน 3.ทากาวให้เรียบร้อย
จำนวน1 ไม้ แล้วนำไม้ไอติม2แท่งมาเรียง
ด้านข้างตามลักษณะดังภาพ
4.ไม้ไอติมมาตัดเรียง 5.วัดความยาวตรงช่องด้าน 6.วัดความกว้างช่องด้าน
ทาบด้านบนดังภาพ ในประมาน 4 เซนติเมตร ในประมาน 2เซนติเมตร
7.ประดิษฐ์ จะได้อุปกรณ์ 8.หนั งยางมาสอดตรง
ใบพัดเรือ ทั้งหมด กลางเรือแล้วดึงไปยึดไว้
บริเวรท้ายเรือทั้ง2ข้าง
ไปทำการ
ทดลองกันเลย
9.นำใบพัดเรือมาติดห เสร็จสิ้ น
ระหว่างกลางของหนั งยาง
ตรงกลางลำเรือ
26
-นำเรือพลังยางของนั กเรียนมาทำการทดลองแข่งขันความเร็วในการแล่นเรือแต่ละ
สถานการณ์ พร้อมจับเวลาดังนี้
อ่างน้ำบริสุทธิ์ อ่างน้ำหวาน
อ่างน้ำมีสิ่ งปฏิกูล
จากการทดลองในการแล่นเรืออ่างที่1 อ่างที่2 และอ่างที่3 ใช้เวลาเท่าใด
และแต่งต่างกันหรือไม่อย่างไร
..............................................................................................................
..............................................................................................................
..............................................................................................................
..............................................................................................................
..............................................................................................................
..............................................................................................................
..............................................................................................................
..............................................................................................................
27
ถ้าผลการทดลองพบว่าเรือที่แล่นในอ่างน้ำบริสุทธิ์มีความเร็วในการเคลื่อนที่มากกว่า
อ่างน้ำหวานเพราะเหตุใด และถ้าผลการทดลองพบว่าเรือที่แล่นในอ่างน้ำบริสุทธิ์มี
ความเร็วในการเคลื่อนที่น้ อยกว่าอ่างน้ำหวานเกิดจากปัจจัยใด
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
ถ้าเปรียบเรือที่แล่นในอ่างน้ำมีสิ่งปฏิกูล เป็นเรือชาวบ้านที่กำลังหาปลาอยู่บริเวณนั้ น
แล้วมีถุงพลาสติกมาติดบริเวณใบพัดของเรือจะเกิดผลเสียอย่างไร และนั กเรียนมี
แนวทางแก้ไขปัญหาขยะในแม่น้ำอย่างไร
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................
...