คำนำ
“กระติบขา้ ว” เปน็ หนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ ท่ีมจี ดุ ประสงคเ์ พือ่ ให้คณะผู้จดั ทาได้
ฝกึ การสร้างองคค์ วามรู้เกีย่ วกับภมู ิปญั ญาไทยโดยใช้วธิ ีการทางประวัติศาสตรอ์ ย่าง
เปน็ ระบบ แนวทางและการมสี ่วนร่วมการอนรุ กั ษ์ภูมปิ ญั ญาไทย และวฒั นธรรมไทย
ซง่ึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของวชิ าประวตั ศิ าสตร์ไทย (ส31102) ท้ังน้หี นงั สอื หนงั สอื
อิเล็กทรอนิกสน์ ม้ี ีเน้อื หาความรเู้ กีย่ วกบั กระตบิ ขา้ ว ซึ่งเปน็ ภูมปิ ญั ญาและวัฒนธรรม
ไทย ที่สะท้อนให้เห็นถงึ วิถชี ีวติ ความรู้ความสามารถของคนไทย อนั เกิดจากการสั่ง
สมสติปัญญาความรูท้ ี่หลากหลายและมีการผสมผสานให้มคี วามเหมาะสมกับ
ปฏสิ มั พันธ์ทางธรรมชาติและความเปน็ สังคมพหุวัฒนธรรมท่มี กี ารถา่ ยทอดจากรุ่นสู่
รุ่นจนเปน็ มรดกทางวัฒนธรรม
หวังวา่ หนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ "กระตบิ ขา้ ว” เลม่ นีจ้ ะใหค้ วามรู้ และแนวทางในการ
นาไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจาวนั แก่ผอู้ า่ น เพ่อื เป็นประโยชน์ในการพฒั นาตนเอง
และการอนรุ ักษส์ บื ทอดภูมิปญั ญาและวฒั นธรรมใหค้ งอยสู่ ืบไป
คณะผ้จู ดั ทา
สำรบญั ๕
๖
• ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ิน ๗
- ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ๘
- ความหมายของเครื่องจกั รสาน ๙
- ประเภทของเคร่ืองจกั รสาน ๑๐
๑๔
• กระติบขา้ ว ๑๕
๑๖
- ความหมายของกระติบขา้ ว ๑๙
๒๐
- ประวตั ิและความเป็นมา
- ประเภทของกระติบขา้ ว
- ส่วนประกอบของกระติบขา้ ว
- วสั ดุท่ีนามาทากระติบขา้ ว
- ข้นั ตอนและวธิ ีทากระติบขา้ ว
- ประโยชนแ์ ละการนาไปใชข้ องกระติบขา้ ว
- การแสดงที่นากระติบขา้ วมาประยกุ ตใ์ ช้
ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน)
ความเป็นมา จากวิถีชีวติ ความเป็นอยู่ ของประชาชนทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ท่ีมีคา่ นิยมในการ รับประทานขา้ วเหนียวเป็นอาหารหลกั ทาใหม้ ีนกั คิดคน้ และ
ประดิษฐเ์ ครื่องมือเครื่องใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ข้ึนดว้ ยการนาเอาวสั ดุที่มีอยตู่ าม
ธรรมชาติ ที่หาง่ายและใชภ้ ูมิปัญญาที่แฝงดว้ ยศิลปะแขนงหน่ึง เช่นศิลปะ เช่นศิลปะ
การจกั สาน การถกั ทอ เป็นตน้ ในการประดิษฐเ์ คร่ืองมือต่าง ๆ การสานกระติบขา้ ว
เป็นการสืบ ทอดมาจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบนั ซ่ึงถือวา่ เป็นหตั ถกรรม ใหร้ ายได้
ใหก้ บั ครอบครัว อีกท้งั ยงั เป็นการสืบ สานภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินและถ่ายทอดความรู้ใหก้ บั
ลูกหลานและชุมชน
เครื่องจกั รสาน
เคร่ืองจกั สาน หมายถึง ภาชนะเคร่ืองมือเครื่องใชท้ ่ีเกิดจากวธิ ีการจกั สาน ถกั และทอวสั ดุท่ี
มี ความเหมาะสมซ่ึงหาไดง้ ่ายในทอ้ งถ่ิน เช่น ไมไ้ ผ่ คา้ หวาย ทางมะพร้าว ผกั ตบชวา เป็นตน้
งานสานเกิด จากวธิ ีการกระทาท่ีเป็นพ้ืนฐานมาจากการจกั การถกั การทอ และการสาน
กระติบ หมายถึง ภาชนะสานดว้ ยไมไ้ ผร่ ูปกลมทรงสูง มีฝาครอบ และหูหิ้ว สาหรับบรรจุ
ขา้ วเหนียว น่ึง หรือสิ่งอ่ืน ๆ แลว้ เรียกชื่อตามสิ่งท่ีบรรจุ
งานจกั สาน หมายถึง การทาใหเ้ ป็นแฉกๆ ทาใหเ้ ป็นรอยคลา้ ยฟันเล่ือย โดยเอามีดผา่ ไมไ้ ผ่
หรือคา้ ใหแ้ ตกจากกนั เป็นเสน้ บาง ๆ
การสาน หมายถึง การเอาตอก กก คา้ ไมไ้ ผ่ ฯลฯอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงมาไขวข้ ดั กนั ทาเป็น
ภาชนะ ต่าง ๆ
การถกั หมายถึง การเอาเชือกหรือหวาย มาไขวส้ อดประสานกนั เป็นลวดลายต่าง ๆ หรือทา
ใหเ้ ป็น เส้นเดียวกนั
ประเภทเคร่อื งจกั รสาน
การทาเคร่ืองจกั สานของมนุษยใ์ นยคุ แรกๆ เป็นการใชว้ ตั ถุดิบที่มีในธรรมชาติเท่าท่ีจะ
หาไดใ้ กลต้ วั มาใชป้ ระโยชน์ เช่น นาก่ิงไม้ ใบไม้ เถาวลั ยข์ องตน้ ไมม้ าสานขดั กนั เป็น
รูปทรงต่าง ๆ ตามประโยชนใ์ ชง้ าน เช่นทาฝาขดั แตะสาหรับทาฝาบา้ น และมุงหลงั คา
ทาร้ัวบา้ น เป็นตน้ ต่อมาผลิตภณั ฑ์ เครื่องจกั สานไดร้ ับการพฒั นาใหเ้ หมาะกบั ยคุ สมยั
และประโยชนใ์ นการใชส้ อยมากข้ึน เช่น มวยน่ึงขา้ ว เหนียว ดดั แปลงทาเป็นกระเป๋ า
ถือ พานใส่ดอกไม้ กระเชา้ ของขวญั ซ่ึงมีกระบวนการผลิตที่พิถีพถิ นั ประณีตและ
สวยงาม มีคุณคา่ ควรแก่การอนุรักษไ์ ว้ ประเภทและประโยชน์ของเครื่องจกั สาน
เครื่องจกั สานท่ีใชก้ นั อยแู่ ต่ละภาคทุกวนั น้ี มีรูปร่างลกั ษณะและประโยชนใ์ ชส้ อย
ต่างกนั ตามความ นิยมของแต่ละทอ้ งถ่ิน ซ่ึงพอแบ่งหวั ขอ้ ไดด้ งั น้ี
1. เคร่ืองจกั สานท่ีใชเ้ ป็นภาชนะ เช่น กระจาด ฝาชีกระติบขา้ ว กระดง้ ตะกร้า เป็นตน้
2. เคร่ืองจกั สานท่ีใชเ้ ป็นเครื่องตกั และตวง เช่น กระออม กระชุ กระบุง เป็นตน้
3. เครื่องจกั สานท่ีใชเ้ ป็นภาชนะประกอบอาหารในครัวเรือน เช่น กระชอน
หวด มวย เป็นตน้
4. เครื่องจกั สานที่ใชข้ นส่งสินคา้ เช่น เขง่ หลวั ชะลอม บงุ้ ก๋ี
5. เครื่องจกั สานท่ีใชเ้ ป็นเคร่ืองดกั และจบั สัตว์ เช่น ชะนาง ลอบ เฝือก สุ่ม ไซ
กระชงั ขอ้ ง
6. เคร่ืองจกั สานท่ีใชท้ าเคร่ืองเรือน เครื่องปูลาด เคร่ืองประดบั เครื่องดนตรี เช่น ฝาขดั
แตะ มู่ล่ี หมวก งอบ แคน โหวด กระเชา้ ครูผสู้ อนไดร้ ับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ
คือ บา้ นถนนกลาง ตาบลสระพงั อาเภอบา้ นแท่น จงั หวดั ชยั ภูมิ เพอ่ื ฝึกพฒั นาการการ
สานกระติบขา้ วต้งั แต่ยงั อยใู่ นวยั เยาวซ์ ่ึงไดร้ ับการฝึกฝนและถ่ายทอด ความรู้ใหจ้ นได้
นามาพฒั นาต่อยอด
กระตบิ ขา้ ว
กระติบขา้ ว คือ ภาชนะในการเกบ็ อาหารที่เป็นงานหตั ถกรรมอนั ทรงคุณคา่ ชนิดหน่ึงท่ี
มากดว้ ยภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น เป็นของที่มีประจาบา้ นของชาวไทยทางภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมายาวนาน ใชส้ าหรับบรรจุขา้ วเหนียวที่น่ึงสุกแลว้
หรือใชเ้ กบ็ เมลด็ พนั ธุพ์ ืช หรือแมแ้ ต่ใชเ้ ป็นเครื่องประดบั ในครัวเรือนหรือประดบั
สถานที่ต่าง ๆ เป็นเครื่องจกั สานท่ีทาจากวสั ดุธรรมชาติ เช่น ไมไ้ ผ่ ใบจาก ใบตาล ใบ
ลาน ตน้ คลา้ หรือ จากตน้ พชื ที่มีลกั ษณะยาวเรียว
ความเป็ นมา การสานกระติบเป็นงานหตั ถกรรมที่มีพ้ืนฐานมาจากสังคมเกษตรกรรม
และค่านิยมในการบริโภคขา้ วเหนียวเป็นอาหารหลกั ของคนไทยในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
และภาคเหนือ แต่เดิมภาชนะท่ีใชบ้ รรจุขา้ วเหนียวมกั ทาจากตน้ ไมต้ น้ เลก็ ๆ นามาเจาะลาตน้ ให้
กลวงแลว้ ตดั เป็นท่อนขนาดส้นั ๆเป็นกระบอก มีฝาปิ ด หรือบางคร้ังกใ็ ชไ้ มไ้ ผม่ าตดั เป็น
กระบอกส้นั ๆนามาเป็นภาชนะบรรจุขา้ วเหนียวว ต่อมามีการคานึงถึงปริมาณไมไ้ ผใ่ นพ้ืนที่ซ่ึงมี
มากบา้ งนอ้ ยบา้ งและความสะดวก หากนาตน้ ไผม่ าท้งั ตน้ แบบเดิมตน้ ไผก่ อ็ าจจะไม่เพียงพอต่อ
การใชง้ าน อีกท้งั ภาชนะบรรจุขา้ วเหนียวรูปแบบเดิมกเ็ ทอะทะ พกพาไม่สะดวกในการเดินทาง
จึงมีการริเร่ิมนาเอาไมไ้ ผม่ าผา่ เป็นซีกเลก็ ๆ มาเหลาเป็นแผน่ บาง ๆ นามาจกั สานเป็นตะกร้า
กระบุง บรรจุขา้ วสาร และพฒั นานาไมไ้ ผม่ าจกั สานมาเป็นภาชนะบรรจุขา้ วเหนียว (กระติบ) ซ่ึง
มีน้าหนกั เบาและระบายอากาศไดด้ ีทาใหไ้ อน้าระเหยออกไปได้ ซ่ึงจะทาใหข้ า้ วเหนียวที่บรรจุ
อยภู่ ายในยงั มีความร้อนและขา้ วไม่แฉะดว้ ยไอน้า พกพาง่ายเพราะมีการทาสายสะพาย อีกท้งั ยงั
มีหลายรูปแบบ รูปทรงกลม รูปทรงรี หลากหลายขนาดสอดคลอ้ งกบั การใชง้ าน คือ กระติบ
ขนาดเลก็ สาหรับบรรจุขา้ วเหนียวสาหรับรับประทานคนเดียว ขนาดกลางสาหรับรับประทาน 2-
3 คน ขนาดใหญ่สาหรับรับประทานท้งั ครอบครัว เป็นตน้ ซ่ึงผสู้ านจะใชช้ ่วงเวลาวา่ งหลงั จาก
การทาไร่ทานา เลือกใชท้ รัพยากรธรรมชาติซ่ึงหาไดใ้ นทอ้ งถิ่นมาผลิตเป็นเคร่ืองจกั สาน เพ่อื
ความสุข สนุกเพลิดเพลินในการรวมกลุ่มกนั ทางานหตั ถกรรม ตลอดจนสนองประโยชนใ์ ชส้ อย
ในครัวเรือนของตนเองและสมาชิกในครอบครัว การสานกระติบเป็นงานท่ีมกั จะกระทากนั
ภายในครอบครัวหรือชุมชน ซ่ึงหลงั จากรับประทานอาหารเยน็ แลว้ คนในครอบครัวจะมา
รวมกนั เพอ่ื ช่วยกนั ทางาน ทาใหเ้ กิดความอบอุ่น สมคั รสมานสามคั คีเพราะเม่ือมารวมตวั กนั
ทางาน กจ็ ะการแลกเปล่ียนพูดคุยกนั ถึงเรื่องวถิ ีชีวติ ความเป็นอยใู่ นแง่มุมต่าง ๆ ตลอดจนสอน
ลูกสอนหลานไปดว้ ย ก่อใหเ้ กิดใหเ้ ป็นภูมิปัญญาพ้ืนถิ่นที่หตั ถกรรมพ้นื บา้ นท่ีมีความ งาม
บริสุทธ์ิแบบธรรมชาติ สะทอ้ นถึงความเป็นอิสระและการแสดงออกถึงความเฉลียวฉลาดและ
ความสามารถของผจู้ กั สาน ช้ีใหเ้ ห็นคุณค่าทางอารายธรรมในการเขา้ ใจใชว้ สั ดุธรรมชาติให้
กลมกลืนกบั สภาพ แวดลอ้ มของการดารงชีวติ อีกท้งั ยงั คงไวซ้ ่ึงเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมที่สืบ
ทอดกนั มาอยา่ งยาวนานอีกดว้ ย
ประเภทของกระติบขา้ ว
1. แบ่งตามรูปทรง
1.1 กระตบิ ข้าวสาหรับพิธีกรรมความเช่ือ
กระตบิ ข้าวประเภทนี ้เป็นกระติบข้าวขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ่ นยิ มใช้ในด้านพธิ ีกรรมตาม
ความเช่ือตา่ ง ๆ อาทิ การทาบญุ บ้านเรือน และการทาบญุ รวมที่วดั ในวนั สาคญั ทางประเพณี
เป็นต้น ซง่ึ จะใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ทงั้ การใส่ข้าวเหนียวนงึ่ และการใส่เครื่องสกั การะบชู า
อาทิ ดอกไม้ ธูป เลกั ษณะกระติบข้าวที่ใช้ในงานพิธีกรรมความเชื่อจะมีรูปลกั ษณะท่ีแตกต่าง
จากกระติบข้าวที่ใช้ในครัวเรือน อาทิ มีขนาดใหญ่กว่ามากอาจมีการย้อมสีเส้นตอกก่อนจกั ร
สานหรือไมย่ ้อมสีก็ได้ มีรูปทรงกรวย ทงั้ ฐานกระติบข้าว ตวั กระตบิ ข้าว และฝาปิดกระตบิ ข้าว
1.2 กระตบิ ข้าวสาหรับใช้ในครัวเรือน
กระติบข้าวประเภทนี ้มกั มีขนาดเล็กกะทดั รัด
สามารถพกพาได้สะดวก ไม่มีการย้อมสีเส้นตอก
มีวตั ถปุ ระสงค์ทาขนึ ้ เพอื่ บรรจขุ ้าวเหนียวนงึ่ เพ่ือ
ใช้รับประทานในครัวเรือนเป็นหลกั
ลกั ษณะกระตบิ ข้าวจะมีรูปทรงกระบอกกลม มกั พบั ขอบเย็บติดกบั แผน่ ตอกชนั้ แรกเพอื่ ลบคม
ตอก ไม่มีการย้อมสี ฐานกระตบิ ข้าวมีขนาดเลก็ อาจใสแ่ ผน่ ยดึ ฐานหรือไม่ใส่ก็ได้เช่นกนั
2. แบง่ ตามวธิ ีการทา
2.1 กระตบิ ข้าวพบั ขอบ
กระติบข้าวพบั ขอบ หมายถงึ ตวั กระติบข้าวที่สานเป็นแผ่น และโค้งเย็บติดเป็นรูปทรงกระบอก
แล้วพบั หรือม้วนกลบั ขอบเป็นสองชนั้ เพอื่ ทาให้ขอบมีความเรียบ และสวยงาม ชว่ ยปอ้ งกนั
อนั ตรายจากความคมของปลายตอก แล้วจงึ เยบ็ ตามรอยพบั เข้ากบั แผน่ ตอกชนั้ แรก โดยมกั
ผลติ เป็นกระติบข้าวขนาดเลก็ หรือปานกลางเพอ่ื ใช้ใส่ข้าวเหนียวรับประทานในครัวเรือน
2.2 กระติบข้าวไมพ่ บั ขอบ
กระติบข้าวไมพ่ บั ขอบ หมายถึง กระติบข้าวที่สานเป็นแผน่ และโค้งเยบ็ ติดเป็นรูปทรงกระบอก
แล้ว ซง่ึ ไมม่ ีการพบั ปลายขอบลงมาเยบ็ ตดิ กบั แผน่ ตอกชนั้ แรก แต่เป็นเพยี งการตดั แต่งของให้
เสมอกนั เทา่ นนั้ ซงึ่ ขอบกระติบจะยงั มีความคมของปลายตอกเหลืออยู่
กระติบข้าวประเภทนี ้อาจไมพ่ บั ขอบทงั้ ตวั กระตบิ ข้าว และตวั ฝาปิด หรือ อาจพบั ขอบของสว่ น
ใดส่วนหนงึ่ โดยนยิ มทาขนึ ้ เป็นกระตบิ ข้าวขนาดใหญ่สาหรับใสข่ ้าวเหนียวจานวนมาก เชน่
ร้านอาหาร งานบญุ งานบวชท่ีแขกเรื่อจานวนมาก งานบญุ งานวดั ท่ีญาตโิ ยมจานวนมาก เป็น
ต้น เพราะเป็นกระติบข้าวท่ีใช้งานไมบ่ ่อย และใช้งานของสาธารณะจงึ มกั ไม่ผลติ ด้วยความ
ประณีตนกั
3. แบง่ ตามลกั ษณะของสี และการใช้งาน
3.1 กระติบข้าวขาว หรือ กระติบข้าวไมย่ ้อมสี
กระติบข้าวไมย่ ้อมสี หมายถงึ กระติบข้าวดงั้ เดิมท่ีถกู สานด้วยตอกท่ีไม่มีการย้อมสี โดยตอกที่
ทาการจกั แล้วจะขีดผวิ ตอกให้เรียบ ทาให้สีผวิ ของตอกมีสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองตามสีของไม้
ไผ่ดงั้ เดมิ ซงึ่ นยิ มใช้ประโยชน์เพอื่ การบรรจขุ ้าวเหนียวหรือบรรจขุ ้าวปลาอาหารเป็นหลกั
3.2 กระติบข้าวสี
กระติบข้าวสี หมายถึง กระติบข้าวที่มีลวดลาย และสีสนั ด้วยการย้อมสีของเส้นตอกแล้วนามา
จกั รสานสลบั กบั เส้นตอกที่ไมย่ ้อมสีทาให้เกิดลวดลายตา่ ง ๆ กระตบิ ข้าวประเภทนี ้นยิ มทาขนึ ้
เพอื่ ความสวยงามเป็นหลกั โดยเน้นการใช้ประโยชน์ในด้านอ่ืนท่ีไมใ่ ชก่ ารนาไปใสข่ ้าวเหนียว
ได้แก่
-ผลติ เพอ่ื จาหนา่ ย ซง่ึ แล้วแตผ่ ้ซู อื ้ จะนาไปใช้ประโยชน์
-ใช้สาหรับเป็นของฝาก ของที่ระลกึ
-ใช้เป็นภาชนะเก็บสิ่งของ อาทิ สร้อย แหวน เงนิ ทอง เคร่ืองประดบั และเคร่ืองสาอางต่างๆ
กระติบข้าวชนิดนี ้นอกจากจะมีลวดลายสวยงามแล้ว การผลติ ยงั ออกแบบรูปทรงให้แตกตา่ ง
ไปจากระติบข้าวท่ีใสข่ ้าวเหนียวทว่ั ไป อาทิ รูปทรงหวั ใจ รูปทรงรี นอกจากนนั้ ยงั พบการปัก
ตวั อกั ษรลงบนกระตบิ ข้าวด้วยเชน่ กนั ทงั้ นี ้กระตบิ ข้าวชนิดนี ้ไม่นยิ มนามาใส่ข้าวเหนียวหรือ
ใส่กบั ข้าวหรืออาหาร เน่ืองจาก ผ้ใู ช้เกรงวา่ จะได้รับอนั ตรายจากสีย้อมท่ีใช้
4. แบง่ ตามวสั ดทุ ่ีใช้เยบ็
4.1 กระติบข้าวเยบ็ หวาย
กระตบิ เย็บหวาย หมายถึง กระตบิ ที่มีการใช้แผน่ หวายทาเป็นฐานรองกระติบข้าว หรือ มีการใช้
เส้นหวายเยบ็ บทงั้ อาจเป็นรายได้หลกั หรือรายได้เสริม4. แบง่ ตามวสั ดทุ ี่ใช้เยบ็
4.1 กระตบิ ข้าวเย็บหวายกระตบิ เยบ็ หวาย หมายถึง กระตบิ ที่มีการใช้แผน่ หวายทาเป็น
ฐานรองกระตบิ ข้าว หรือ มีการใช้เส้นหวายเยบ็ บริเวณริมขอบท่ีพบั แทนการใช้เชือกไนล่อน โดย
กระติบข้าวชนิดนี ้นยิ มทากนั มากในเขตอีสานตอนบน ถือว่าเป็นกระตบิ ข้าวท่ีมีความปลอดภยั
ทางสารเคมีมากท่ีสดุ เนื่องจากใช้เส้นหวายเย็บแทนเชือกไนล่อนนอกจากนนั้ ยงั เป็นกระติบ
ข้าวท่ีคงทน และมีอายกุ ารใช้งานมากกวา่ แบบอื่นๆ แต่ในปัจจบุ นั ไม่พบการผลติ มากนกั
เน่ืองจาก หวายหายกขนึ ้ ขนั้ ตอน และวิธีทาย่งุ ยากทาให้ชา่ งฝีมือหวายน้อยลง อีกทงั้ ทาให้
ราคาแพงกวา่ กระตบิ ข้าวทวั่ ไปมาก
4.2 กระตบิ ข้าวเยบ็ ด้วยเชือก เอน็ หรือ เชือกรัดสิง่ ของกระตบิ เยบ็ ด้วยเชือก เป็นกระติบข้าว
ทว่ั ไปที่ผลติ ออกมามากท่ีสดุ ด้วยการใช้เชือก หรือ เอ็น หรือเชือกสงั เคราะห์อื่นๆเย็บรัดริมขอบ
ท่ีพบั เข้ากบั ส่วนอื่น เพราะเป็นวสั ดทุ ่ีหาได้งา่ ย ใช้งานง่าย มีความคงทนสงู และราคาถกู ทาให้
กระติบข้าวชนิดนีม้ ีราคาถกู กวา่ กระติบข้าวที่ใช้หวายเย็บ
ส่วนประกอบของกระติบขา้ ว
ตวั กระตบิ ข้าว
ตวั กระตบิ ข้าว ถกู สานด้วยไม้ไผล่ ายขดั ลายสอง หรือลายอ่ืน แต่ทวั่ ไปจะเป็นลายขดั หรือลาย
สอง เชน่ ลายขดั โดยจะใช้วิธียกเส้นขม่ เส้นระหวา่ งเส้นยืนกบั เส้นนอน ซงึ่ จะสานขนึ ้ รูปเป็นรูป
วงกลมก่อน แล้วทาการสานขนึ ้ โครงจนได้ทรงกระบอกตามความสงู ท่ีต้องการ โดยขอบด้านบน
พบั หรือม้วนกลบั และเย็บตดิ ส่วนขอบด้านลา่ งถกั เยบ็ รวมเข้ากบั ฐานก่องข้าว
ฝากระตบิ ข้าว
ฝากระตบิ ข้าว ถกู สานด้วยไม้ไผ่ มีลกั ษณะเป็นวงกลมทรงกระบอกเช่นเดียวกบั ตวั กระตบิ ข้าว
แต่จะมีขนาดเส้นผา่ ศนู ย์กลางที่ใหญ่กว่าเลก็ น้อย และมีความสงู น้อยกว่าเลก็ น้อย เพ่ือให้
สามารถครอบปิดตวั กลอ่ งข้าวได้ รวมถึงขอบด้านบนของฝาจะถกู ปิดด้วยแผ่นจกั รตอก ซงึ่ จะ
สานให้เป็นแผน่ ก่อน จากนนั้ ค่อยนามาเยบ็ ปิดท่ีด้านใดด้านหนงึ่ ของฝา แต่ขอบด้านลา่ งพบั
หรือม้วนกลบั และเยบ็ ติดกบั แผน่ ชนั้ แรก โดยขอบด้านนีเ้ปือยโลง่ ซงึ่ ใช้สาหรับครอบปิดตวั
กระติบข้าว และเพมิ่ หทู ี่ขอบกระติบข้าวทงั้ 2 ด้าน สาหรับคล้องเชือกเพ่อื ใช้ในการถือหวิ ้
ฐานกระติบข้าว
ฐานกระติบข้าว เป็นส่วนท่ียดึ ตดิ กบั ขอบตวั กระตบิ ข้าวด้านลา่ ง ทาหน้าท่ีวางบนพนื ้ เป็น
ฐานรองรับนา้ หนกั ของตวั กระตบิ ข้าว ทาด้วยไม้เนือ้ แข็งที่มีความยืดหย่นุ สงู สามารถม้วนงอให้
เป็นวงกลมได้ ซงึ่ นยิ มนาไม้หลายชนดิ มาทาเป็นฐานกระตบิ ข้าว ได้แก่ ก้านตาลโตนด คอ่ ย
และไม้ไผ่ เป็นต้น ฐานกระตบิ ข้าวอาจประกอบด้วยสว่ นใดสว่ นหน่ึงกระติบข้าว ทาหน้าที่วาง
บนพนื ้ รองรับนา้ หนกั และทาให้มีสมดลุ ในการตงั้ วางกระตบิ ข้าวฐานรูปกากบาท มีลกั ษณะ
เป็นไม้แผ่น 2 อนั กระกบกนั เป็นรูปกากบาทตรงกลางของแผน่ ไม้ ถกู เยบ็ ยึดกบั ตวั กระตบิ ข้าว
ด้านลา่ ง และฐานวงกลม ซง่ึ ทาหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้ฐานวงกลม ปอ้ งกนั ฐานวงกลมบดิ
เบีย้ ว หรือหกั ได้ง่าย อีกทงั้ ช่วยรองรับนา้ หนกั ของตวั กระตบิ ข้าว
วสั ดุท่ีนามาทากระติบขา้ ว
กระติบขา้ วสามารถทาไดจ้ ากวสั ดุหลายอยา่ ง เช่น ใบจาก ใบตาล ใบลาน เป็นตน้ แต่ท่ี
นิยมใชท้ ามาก และมีคุณภาพดีท่ีสุด ตอ้ งทาจากไมไ้ ผ่ ไมไ้ ผม่ ีหลายชนิด แต่ละชนิด
เหมาะกบั งานแต่ละอยา่ ง และไมไ้ ผท่ ี่นิยมนามาทากระติบขา้ ว คือไมไ้ ผบ่ า้ น หรือไม้
ไผใ่ หญ่ อายปุ ระมาณ 10 เดือน ถึง 1 ปี เพราะมีปลอ้ งใหญ่และปลอ้ งยาว เน้ือไมเ้ หนียว
กาลงั ดี ไม่เปราะง่าย ทาเป็นเสน้ ตอกสวย ขาว
การเลือกไมไ้ ผ่ จะเลือกไมท้ ่ีมีขอ้ ปลอ้ งยาวและ
ตรง มีผวิ เรียบเป็นมนั นามาตดั ขอ้ ปลอ้ งทางหวั
และทา้ ยออก โดยใชเ้ ล่ือยตดั รอบไมไ้ ผเ่ พ่ือ
ป้องกนั ผวิ ไผฉ่ ีก ขนาดของปลอ้ งไมไ้ ผห่ น่ึง
ควรมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ไมไ้ ผบ่ า้ น
จากน้นั จึงใชม้ ีดโตผ้ า่ ออกเป็นชิ้นๆ แลว้ ใชม้ ีดตอกจกั เป็นตอกขดู เปลือกสีเขียว ของ
มนั ออกและตากแดดเพือ่ เกบ็ รักษาเอาไวก้ ่อนจะทางานสาน
วสั ดุอุปกรณ์
1. ไมไ้ ผบ่ า้ น 6. เล่ือย
2. ดา้ ยไนล่อน 7. เหลก็ หมาด (เหลก็ แหลม)
3. เขม็ เยบ็ ผา้ ขนาดใหญ่ 8. กา้ นตาล
4. กรรไกร 9. เคร่ืองขดู ตอก
5. มีดโต้ 10. เคร่ืองกรอดา้ ย
• หนงั สืออีศาน วิถีชีวิตเเละความ
การสร้างรายได้จากการทากระตบิ ข้าว
วธิ ีการสานกระติบขา้ วเหนียว
1.การเตรียมไมไ้ ผส่ าหรับการสานกระติบขา้ วน้นั ควรมีอายไุ ม่เกินหน่ึงปี โดยเลือกไผท่ ี่โตเพียง
ฝนเดียวมาทาก่องขา้ วหรือสานกระติบ สาหรับไผ่ที่ใชท้ ากระติบไดด้ ีที่สุดจะมีอายปุ ระมาณ 4-5
เดือน
2.เม่ือเหลาไมไ้ ผจ่ นมีขนาดเหลือความหนาประมาณ 0.05 เชนติเมตร กจ็ ะขดู เส้ียนไมอ้ อก เพ่ือให้
ตอกมีความเรียบและอ่อนบางที่สุด กระติบที่ไดก้ จ็ ะสวย และเวลาสานถา้ หากวา่ เป็นตอกอ่อนก็
จะทาใหส้ านง่ายไม่เจบ็ มืออีกดว้ ย
3. เม่ือไดต้ อกมาประมาณ 100-150 เสน้ แลว้ กจ็ ะเร่ิมสานกระติบขา้ วได้ บางคร้ังผสู้ านตอ้ งการ
เพิม่ ลวดลายในการสานกระติบกจ็ ะยอ้ มสีตอกก่อนกม็ ี ส่วนใหญ่จะใชส้ ีผสมลงในกระบอกไม้
ไผแ่ ลว้ นามายอ้ มตอกใหเ้ ป็นสีสนั ตามท่ีตวั เองตอ้ งการ
เม่ือลงมือสานมกั จะเร่ิมตน้ สานใชต้ อก 6 เสน้ แลว้ สานดว้ ยลายสอง โดยทิ้งชายตอกใหเ้ หลือ
ประมาณ 5 เซนติเมตร เม่ือสานไดย้ าวจนชายตอกอีกดา้ นเหลือประมาณ 3 เซนติเมตรใหน้ าชาย
ท้งั สองขา้ งมาประกบั กนั โดยใชล้ ายสอง และเมื่อนามาประกบกนั ไดแ้ ลว้ ดว้ ยลายสอง กจ็ ะมว้ น
ชายตอกท่ีไม่ตอ้ งการอีกทีดว้ ยการสานลายสองเวยี นการสานกระติบใหป้ ระกบซอ้ นกนั เป็นสอง
ช้นั กเ็ พื่อช่วยเกบ็ ความร้อนใหอ้ ยไู่ ดช้ ว่ั ขณะหน่ึงพอท่ีจะทาใหไ้ ดก้ ินขา้ วเหนียวท่ีไม่แขง็ ทาให้
ขา้ วเปี ยกหรือแฉะไดอ้ ีกดว้ ย
4. การข้ึนลายกระติบ ซ่ึงจะข้ึนอยกู่ บั ความตอ้ งการของคนท่ีสานวา่ ตอ้ งการใชล้ าย
อะไร เพราะแต่ละลายจะข้ึนต่างกนั ลายกระติบที่นิยมสาน คือ “ลายขา้ งกระแตสองยนื
และสามยนื ” การข้ึนลายสองน้นั จะยกตอก 2 เสน้ แลว้ ทิ้ง 2 เสน้ และเม่ือข้ึนลายไปได้
ประมาณคร่ึงหน่ึงของความยาวของตอกแลว้ กจ็ ะสานต่อดว้ ยลายสามนอนหรือลายคุบ
จากน้นั จึงสานดว้ ยลายสองยนื อีกคร้ังเพ่ือความแขง็ แรงของกระติบขา้ ว จากน้นั จึงมว้ น
เกบ็ ชายตอกดว้ ยการพบั คร่ึงเขา้ ไปขา้ งในท้งั สองขา้ งและบีบเพื่อตกแต่งใหส้ วยงาม
5. ส่วนกน้ ของกระติบขา้ วน้นั จะสานเป็นแผน่ แบนสองอนั มาประกบกนั เขา้ แลว้ ผกู
ติดกบั ส่วนตวั กระติบ เรียกข้นั ตอนน้ีวา่ “ อดั ตุ๋ ” ซ่ึงมีการเยบ็ อยสู่ องวธิ ีคือ การเยบ็ โดย
ใชห้ วาย กบั เยบ็ ดว้ ยการใชด้ า้ ยเยบ็ แต่การเยบ็ ดว้ ยหวายน้นั ใหค้ วามสวยงามตาม
ธรรมชาติ และมีความแขง็ แรงกวา่ การเยบ็ ดว้ ยดา้ ย แต่ปัญหากค็ ือหวาย จะหายากใน
ปัจจุบนั
6. ฐานของกระติบ ซ่ึงคนอีสานจะเรียกวา่ “ตีนติบขา้ ว” เป็นส่วนหน่ึงมี่ตอ้ งรับ
น้าหนกั และจาเป็นท่ีจะตอ้ งทาใหแ้ ขง็ แรง ดงั น้นั ส่วนใหญ่จึงใชก้ า้ นตาลมาเหลาแลว้
โคง้ ใหเ้ ป็นวงกลมเทา่ กบั ขนาดของกน้ กระติบขา้ ว กา้ นตาลที่ใชจ้ ะตอ้ งตรงไม่คดเบ้ียว
และมีความยาวประมาณ 1 เมตรข้ึนไป นากา้ นตาลท่ีตดั ไดม้ าเหลาเอาหนามตาลออก
ผา่ ตามความยาวของกา้ นตาล ซ่ึงกา้ นตาล 1 กา้ นใหญ่สามารถทาตีนกระติบได้ 1-2 อนั
จากน้นั จึงผา่ เกลาใหเ้ รียบเสมอกนั นามามว้ นแลว้ ทิ้งไวใ้ หแ้ หง้ โดยใชเ้ วลาประมาณ
15-20 วนั เป็นอยา่ งนอ้ ย
7. ฝากระติบขา้ วน้นั จะสานเช่นเดียวกบั ตวั กระติบเพียงแต่ใหใ้ หญก่ วา่ เพื่อสวม
ครอบปิ ดเปิ ดได้ กระติบขา้ วที่สานเสร็จแลว้ ไม่ควรเกบ็ ไวใ้ นที่ช้ืน เพราะจะทาใหข้ ้ึนรา
ไดง้ ่ายและมีมอดเจาะ และควรเกบ็ ไวใ้ นที่มีอากาศถา่ ยเทไดส้ ะดวกในกรณีตอ้ งการ
เกบ็ อุณหภูมิใหน้ านยงิ่ ข้ึนมีการดดั แปลงใชก้ ระดาษฟรอยดเ์ สริมระหวา่ งช้นั ตามรูป
• นี่คือภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ ท่ีไมอ่ าจมองข้ามได้เพราะเพียงหตั ถกรรมพืน้ บ้าน
ธรรมดาเชน่ นี ้กลบั กลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งให้กบั ชมุ ชน อนาคตงานจกั สานจะ
ดาเนินไปในทิศทางใด ก็ขนึ ้ อย่กู บั คนรุ่นใหมท่ ่จี ะช่วยกนั อนรุ ักษ์ไว้
ประโยขน์และการนาไปใชข้ องกระติบขา้ วเหนียว
การสานกระติบขา้ ว การสานกระติบขา้ วเป็นการทากนั มาแต่โบรานแลว้ และไดม้ ีการ
สืบทอดทา กนั มาจนถึงปัจจุบนั และ ในปัจจุบนั น้ีกย็ งั มีการทากนั อยอู่ ยา่ งแพร่หลาย
และเป็นอีก ทางหน่ึงของการหารายไดใ้ หผ้ ทู้ ี่สานกระติบขา้ วน้ีดว้ ยไดม้ ีการจดั ทาการ
สานกระติบ ขา้ วน้ีเป็นกลุ่มของแม่บา้ น กลุ่มของตาบล และ สินคา้ OTOP ไดอ้ ีกดว้ ย
นิยมใช้ กระติบขา้ วบรรจุขา้ วเหนียว ทาใหข้ า้ วเหนียวท่ีบรรจุไม่เหนียวแฉะไม่ติดมือ
พกพาสะดวก หิ้วไปไดท้ ุกหนทุกแห่ง ใชบ้ รรจุขา้ วเหนียว,เป็นของชาร่วย,ประดบั
ตกแต่ง,กล่องอเนกประสงค,์ กล่องออมสิน,แจกนั และกล่องใส่ดินสอเป็นตน้
วิธีใช้ กระติบขา้ วมีคุณสมบตั ิพิเศษคือเน่ืองจากส่วนหวั และกน้ สานซอ้ นสองช้นั จะ
ช่วยใหข้ า้ วเหนียวแหง้ ชา้ กวา่ ปกติ และไม่ ทาใหข้ า้ วเหนียวแฉะหรือบูด เพาะวา่ ไอน้า
จากขา้ วเหนียวน่ึง บางส่วนสามารถระเหยออกตามช่องวา่ งระหวา่ งเสน้ ตอกท่ีสาน
ขดั กนั จึงไม่ทาใหเ้ กิดหยดน้าภายใน นอกจากน้ีการสาน ซอ้ นกนั สองช้นั ยงั ช่วย
ป้องกนั ลมและอากาศร้อนนอกที่จะทาใหข้ า้ วแหง้ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี วิธีใชก้ ล่องขา้ ว ตอ้ ง
ทาความสะอาดภายในใหส้ ะอาดแลว้ จึงนาขา้ วเหนียวที่น่ึงสุกแลว้ มาใส่ปิ ดฝาให้
เรียบร้อย นาไปแขวนไวใ้ นท่ีเกบ็ ใหพ้ น้ จากสตั วห์ รือแมลงเม่ือเดินทางไกลหรือไป
ทางานนอกบา้ นสามารถนาไปดว้ ยไดโ้ ดยการหิ้วสะพายหรือผกู ติดกบั เอว ความ
ผกู พนั ระหวา่ งผบุ้ ริโภคขา้ วเหนียวกบั กระติบขา้ วภายหลงั มีผนู้ าไปประดิษฐเ์ ป็นท่ารา
เรียกวา่ เซิ้งกระติบโดยผรู้ ามีกระติบขา้ วหอ้ ยที่เอวขณะที่ฟ้อนเซิ้ง
การแสดงทนี่ ากระติบข้าวมาประยกุ ต์ใช้
เซิ้งกระติบ
เป็นการแสดงของภาคอีสานที่เป็นที่รู้จกั กนั ดี และแพร่หลายท่ีสดุ ชดุ หนงึ่ จนทาให้คนทวั่ ไป
เข้าใจวา่ การแสดงของภาคอีสานมีลกั ษณะเป็นการราเซงิ ้ เพียงอยา่ งเดียว เซงิ ้ กระติบข้าวได้
แบบอย่างมาจากการเซงิ ้ บงั้ ไฟ ซง่ึ แตเ่ ดมิ เซงิ ้ อีสานจริง ๆ ไมม่ ีทา่ ทางอะไร มีแต่กินเหล้ายกมือ
ไม้สะเปะสะปะให้เข้ากบั จงั หวะเสียงกลองไปตามใจ (มีผ้นู ิยามวา่ ฟอ้ นตามแบบกรม
สรรพสามติ ) โดยไม่ได้คานงึ ถึงความสวยงาม นอกจากให้เข้าจงั หวะกลอง ตบมือไปตามเรื่อง
ตามฤทธิ์เหล้าในราว พ.ศ. 2507 สมเดจ็ พระบรมราชินีนาถต้องการการแสดงของภาคอีสาน
เพื่อต้อนรับสมเดจ็ พระนางเจ้าเลียนา และเจ้าหญิง บีทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอแลนด์ จงึ มีการ
นาเอาเพลงอีสานคือ หมอลาจงั หวะช้าเร็ว โดยมีท่าถวายบงั คม ทา่ นกบิน ท่าเดนิ ท่าดดู าว ท่า
ม้วนตวั ทา่ สนกุ สนาน ท่าปัน้ ข้าวเหนียว ทา่ โปรยดอกไม้ ท่าบงั แสงอาทติ ย์ ท่าเตีย้ (ราเตีย้ )
และในการแต่งกายครัง้ แรกนนั้ จะน่งุ ผ้าซิ่นหม่ ผ้าสไบ เกล้าผมสงู แตไ่ ม่มีใครยอมห้อยกระติบ
ข้าวเพราะเห็นวา่ รุงรัง พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั เสดจ็ ทอดพระเนตร พระองค์จงึ รับสงั่ ให้
ใครสกั คนหนง่ึ ลองราดวู า่ ถ้าไมห่ ้อยกระตบิ ข้าว หรือห้อยกระติบข้าวแล้วจะเป็นอย่างไร ?
คณุ หญิง เบญจวรรณ อรวรรณ เป็นผ้ทู ดลองราดู ครัง้ แรกไมห่ ้อยกระติบข้าวก็น่ารักดี ครัง้ ท่ี
สองราโดยห้อยกระติบข้าวทกุ คนก็คดิ วา่ กาลงั นา่ รัก พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ทรงรับสง่ั คา
เดียวว่า "น่าเอ็นดดู ีน่ี" ผ้รู าทกุ คนก็พากนั รีบห้อยกระติบข้าวกนั ใหญ่ทางไหล่ขวาทกุ คน การเซงิ ้
ครัง้ นนั้ ทา่ นผ้หู ญิงมณีรัตน์ บนุ นาค เรียกชื่อว่า "เซงิ ้ อีสาน" ต่อมามีผ้นู าเซงิ ้ อีสานไปแสดงกนั
ทว่ั ไปแตเ่ ปล่ียนช่ือใหมว่ า่ "เซงิ ้ กระติบข้าว"เครื่องแต่งกาย ผ้แู สดงใช้ผ้หู ญิงล้วน สวมเสือ้ แขน
กระบอกคอกลมสีพนื ้ นงุ่ ผ้าซน่ิ มดั หม่ี หม่ ผ้าสไบเฉียง ผมเกล้ามวยทดั ดอกไม้ห้อยกระติบข้าว
ทางไหล่ขวาเครื่องดนตรี ใช้ดนตรีพนื ้ เมืองอีสาน ทานองเซงิ ้ อปุ กรณ์การแสดง กระตบิ ข้าว
อปุ กรณ์การแสดง
กระตบิ ข้าว หรือภาษาอีสานบางแหง่ เรียกวา่ ก่องข้าว เป็นภาชนะใช้สาหรับใสข่ ้าวเหนียว ท่ีทรงคณุ คา่ มาก
ด้วยภมู ิปัญญา เก็บความร้อนได้ดี ในขณะท่ียอมให้ไอนา้ ระเหยออกไปได้ ทาให้ข้าวเหนียวที่บรรจอุ ยู่
ภายในกระติบหรือก่องข้าวไมแ่ ฉะด้วยไอนา้ (ตา่ งจากกระตกิ นา้ แข็งที่เก็บความร้อนได้แตไ่ มย่ อมให้ไอนา้
ระเหยออก ข้าวเหนียวจงึ เปียกแฉะ)
ภมู ปิ ัญญานีม้ ีเคลด็ ลบั อยทู่ ี่การสานกระติบเป็นสองชนั้ ชนั้ ในสดุ จะสานด้วยตอกให้มีตาหา่ งเลก็ น้อย
เพ่ือให้ไอนา้ ระเหยออกจากข้าวผา่ นชอ่ งวา่ งภายในกระตบิ ข้าวชนั้ ในได้ ในขณะที่ชนั้ นอกสดุ จะสานด้วย
ตอกที่มีความชิดแน่นหนากว่าเพื่อเก็บกกั ความร้อนไว้ ไอนา้ ท่ีมีความร้อนอยภู่ ายในช่องวา่ งนี ้จะชว่ ยทาให้
ข้าวเหนียวที่อยภู่ ายในกระติบข้าว ยงั คงความร้อนได้อีกนาน โดยเมล็ดข้าวจะไมม่ ีไอนา้ เกาะ จงึ ไมแ่ ฉะ
เหมือนกบั การบรรจใุ นภาชนะพลาสตกิ ยคุ ใหม่ ฝาปิดและตวั กระตบิ จะมีลกั ษณะท่ีเหมือนกนั เพียงแตม่ ี
ขนาดท่ีตา่ งกนั เลก็ น้อยให้สามารถสวมใสก่ นั ได้พอดี ในสว่ นตวั กระติบจะมีฐานรอง ขดเป็นวงกลม มีขนาด
เลก็ กวา่ ตวั กระตบิ เล็กน้อย ยึดด้วยหวายหรือไนลอ่ นให้ตดิ กบั ตวั กระติบ
จงั หวะและเครื่อง ดนตรี
จงั หวะ ป๊ ะ เพงิ่ ป๊ ะ เพง่ิ ป๊ ะ เพ่งิ เพิง่
เครื่องดนตรี ทใี่ ช้ประกอบจงั หวะ
ได้แก่ กลองแต๊ะ กลองยาว แคน ฆ้องโหมง่
ฉิ่ง ฉาบ และกรับ
การแตง่ กาย ผ้แู สดงใช้ผ้หู ญิง
ล้วน สวมเสือ้ แขนกระบอกคอกลมสีพืน้
นงุ่ ผ้าซิ่นมดั หม่ี หม่ ผ้าสไบเฉียง ผมเกล้ามวยทดั ดอกไม้ห้อยกระตบิ ข้าวทางไหลซ่ ้ายเฉียงไปทางขวา แตง่
กายแบบพืน้ เมืองภาคอีสาน นงุ่ ผ้าซ่นิ มีเชิงยาวคลมุ เขา่ เลก็ น้อย สวมเสือ้ แขนกระบอก คอกลมหรือคอปิด
หม่ สไบทบั เสือ้ ประดบั ด้วยเครื่องประดบั ตา่ ง ๆ เกล้าผมมวยสงู ทดั ดอกไม้
บรรณานุกรรม
ปรีดา ขา้ วบ่อ. ทางอีศาน. กรุงเทพฯ: ทางอีศาน,2563
เบญจวรรณ อรวรรณ(2507)เซิ้งกระติบ.20 ตุลาคม 2563,
จาก https://www.m-culture.go.th
บา้ นหนองแสน.การสานกระติบขา้ ว.20 ตุลาคม 2563,
จาก https://sites.google.com
เติม โคสีลา.ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินภาคอีสาน.20 ตุลาคม 2563,
จาก https://www.google.com
ประวตั ิความเป็นมาและความหมายของกระติบขา้ ว.20 ตุลาคม 2563,
จาก https://th.m.wikipedia.org
ศูนยส์ าระนิเทศสิรินทร์ธร.ประโยชนแ์ ละวิธีใช.้ 20 ตุลาคม 2563,
จาก http://nadoon.msu.ac.th
ประเภทของกระติบขา้ ว.20 ตุลาคม 2563,
จาก https://siamroommate.com
บรรณาธิการ
นางสาว วภิ าภรณ์ มีเครือ ม.4/5 เลขท่ี 18
หนา้ ท่ี ทา Microsoft Word
นางสาว ญาณาธิป แสงสกลุ ม.4/5 เลขที่ 23
หนา้ ท่ี ทาMicrosoft Word
นางสาว ปอรชนก สุวรรณรัมย์ ม.4/5 เลขท่ี 25
หนา้ ท่ี หาขอ้ มูลประวตั ิและความเป็นมา
นางสาว วภิ าดา ภยั วนั ม.4/5 เลขที่ 27
หนา้ ท่ี หาขอ้ มูล เซิ้งกระติบ
นางสาว วไิ ลวรรณ กลางงาม ม.4/5 เลขที่ 28
หนา้ ท่ี หาขอ้ มูลวธิ ีการทากระติบขา้ วเหนียว
นางสาว อมั รา อิ่มสาราญ ม.4/5 เลขที่ 31
หนา้ ท่ี หารูปภาพต่าง ๆ
นางสาว กลั ยา ขนั แสง ม.4/5 เลขท่ี 32
หนา้ ที่ (หวั หนา้ กลุ่ม) หาขอ้ มูลต่าง ๆเพ่ิมเติม