มหาเวสสันดรชาดก
ตอน กัณฑ์มัทรี
จัดทำโดย
นายวิชิตชัย สุวรรณโณ
ม.5/6 เลขที่20
นำเสนอ
คุณครูสุวรรณ ชำนาญธุระกิจ
ภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา2565
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้
มหาเวสสันดร
ชาดก
ตอน กัณฑ์มัทรี
ประวัติผู้แต่ง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นกวีเอก
คนหนึ่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีนาม
เดิมว่า หน เกิดเมื่อใดไม่ปรากฏหลัก
ฐานแน่ชัด น่าจะอยู่ในช่วงปลายสมัย
กรุงศรีอยุธยา และถึงแก่อสัญกรรม ใน
สมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๘ ผลงาน
ด้านวรรณคดีที่ท่านได้แต่งไว้หลายเรื่อง
ด้วยกัน
เจ้าพระยาพระคลัง เป็นบุตร
เจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦๅชัย (บุญมี)
กับท่านผู้หญิงเจริญ มีบุตรธิดาหลายคน
ที่มีชื่อเสียงคือ เจ้าจอมพุ่ม ในรัชกาลที่
๒ เจ้าจอมมารดานิ่ม พระมารดาสม
เด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร (มั่ง) ใน
รัชกาลที่ ๒ นายเกต และนายพัด ซึ่ง
เป็นกวีและครูพิณพาทย์ เป็นต้นสกุล
บุญ-หลง
ความเป็ นมา
เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีที่มาจากคัมภีร์
“จริยาปิฎก” และคัมภีร์ “ชาดก” พระสุตตันตปิฎก หมวดขุททกนิกาย ซึ่งกล่าวถึง
มูลเหตุของการตรัสเล่าเรื่อง มหาชาติว่า เมื่อทรงตรัสรู้แล้วจึงเสด็จไปโปรดพระราช
บิดาและพระประยูรญาติ ขณะที่ประทับ ณ วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อบรรดา
พระประยูรญาติมาเฝ้ า ต่างมีใจกระด้างด้วยทิฐิมานะ ถือตนมิยอมเคารพไหว้
พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปบนอากาศเหนือพระประยูรญาติ ยังให้สิ้น
มานะละพยศในใจ บังเกิดศรัทธาเลื่อมใสและถวายอภิวาทบังคม เมื่อเหตุเป็นดังนั้น
ก็เกิด ฝนโบกขรพรรษตกลงมาเป็นเครื่องแสดงความปราโมทย์ยินดี ด้วยเหตุทรง
ละพยศในใจพระญาติ ทั้งปวงให้ศรัทธาเลื่อมใสได้ ภายหลังเมื่อพระราชบิดาและพระ
ประยูรญาติทั้งปวงทูลลากลับ พระสาวกจึงได้ทูลถามถึง ความน่าอัศจรรย์ในเหตุแห่ง
ฝนนี้ พระองค์จึงตรัสว่าฝนโบกขรพรรษที่ตกมานี้ไม่อัศจรรย์เลย เพราะ ในชาติก่อน
เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรนั้น ฝน
ชนิดนี้ ก็เคยตกมาแล้วครั้งหนึ่ง พระสาวกทั้งหลายจึงกราบทูลอาราธนาให้ทรงเล่า
เรื่องนี้ พระองค์จึง ทรงเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เพราะฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า
ฝนโบกขรพรรษเป็นสาเหตุที่ ทำให้พระพุทธเจ้าทรงเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดก
ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบพระชาติสุดท้ายก่อนบรรลุ ธรรมวิเศษ โดยแต่ละพระชาติทรง
บำเพ็ญบารมีแตกต่างกัน ดังนี้
ลักษณะคำประพันธุ์
มหาเวสสันดรชาดกที่เป็ นมหาชาติกลอนเทศน์มีลักษณะคำ
ประพันธ์เป็นร่ายยาวที่มี คาถาบาลีนำร่ายยาว บทหนึ่งไม่จำกัดจำนวน
วรรคซึ่งนิยมตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไปโดแต่ละวรรไม่จำกัด จำนวนคำ แต่ไม่
ควรน้ อยกว่า ๕ คำ ซึ่งคำสุดท้ายของวรรคหน้ าจะส่งสัมผัสไปวรรคหลัง
คำใก็ได้ เว้นคำสุดท้าย และอาจจบลงด้วย “คำสร้อย” (คำสร้อย เช่น
ฉะนี้ ดังนี้ นั้นเถิด นั้นแล แล้วแล ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น) ดังแผนผัง
และตัวอย่างบทประพันธ์ ดังนี้
เนื้ อเรื่ องย่อ
พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระเวสสันดรทำนายฝันให้
แต่พระนางก็ยังไม่สบายพระทัย ก่อนเข้าป่า พระนางฝากพระโอรสกับพระธิดากับพระ
เวสสันดรให้ช่วยดูแล หลังจากนั้นพระนางมัทรีก็เสด็จเข้าป่าเพื่อหาผลไม้มาปรนนิบัติ
พระเวสสันดรและสองกุมาร ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติผิดปกติไปจากที่
เคยพบเห็น เช่นต้นไม้ที่เคยมีผลก็กลายเป็นต้นที่มีแต่ดอก ต้นที่เคยมีกิ่งโน้ มลงมาให้
พอเก็บผลได้ง่าย ก็กลับกลายเป็นต้นตรงสูงเก็บผลไม่ถึง ทั้งท้องฟ้ าก็มืดมิด ขอบฟ้ า
เป็นสีเหลืองให้รู้สึกหวั่นหวาดเป็นอย่างยิ่ง ไม้คานที่เคยหาบแสรกผลไม้ก็พลัดตกจากบ่า
ไม้ตะขอที่ใช้เกี่ยวผลไม้พลัดหลุดจากมือ ยิ่งพาให้กังวลใจยิ่งขึ้นบรรดาเทพยดาทั้งหลาย
ต่างพากันกังวลว่า หากนางมัทรีกลับออกจากป่าเร็วและทราบเรื่องที่พระเวสสันดร ทรง
บริจาคพระโอรสธิดาเป็นทาน ก็จะต้องออกติดตามพระกุมารทั้งสองคืนจากชูชก
พระอินทร์จึงส่งเทพบริวาร 3 องค์ให้แปลงกายเป็นสัตว์ร้าย 3 ตัว คือราชสีห์ เสือ
โคร่ง และเสือเหลือง ขวางทางไม่ให้เสด็จกลับอาศรมได้ตามเวลาปกติ เมื่อล่วงเวลาดึก
แล้วจึงหลีกทางให้พระนางเสด็จกลับอาศรม เมื่อพระนางเสด็จกลับถึงอาศรมไม่พบสอง
กุมารก็โศกเศร้าเสียพระทัย เที่ยวตามหาและร้องไห้คร่ำครวญ พระเวสสันดรทรงเห็น
พระนางเศร้าโศก จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วยการแกล้งกล่าวหานางว่าคิดนอกใจ
คบหากับชายอื่น จึงกลับมาถึงอาศรมในเวลาดึก เพราะทรงเกรงว่าถ้าบอกความจริงใน
ขณะที่พระนางกำลังโศกเศร้าหนักและกำลังอ่อนล้า พระนางจะเป็นอันตรายได้ ในที่สุด
พระนางมัทรีทรงคร่ำครวญหาลูกจนสิ้นสติไป ครั้นเมื่อฟื้ นขึ้น พระเวสสันดรทรงเล่า
ความจริงว่า พระองค์ได้ประทานกุมารทั้งสองแก่ชูชกไปแล้วด้วยเหตุผลที่จะทรงบำเพ็ญ
ทานบารมี พระนางมัทรีจึงทรงค่อยหายโศกเศร้าและทรงอนุโมทนาในการบำเพ็ญ
ทานบารมีของพระเวสสันดรด้วย
ตัวอย่างบทความ
ท้าวเธอก็ชื่นบานบริสุทธิ์ด้วยปิยบุตรมิ่งมกุฎทานอันพิเศษ ฝ่าย
ฝูงอมรเทเวศทุกวิมานมาศมนเทียรทุกหมู่ไม้ก็ยิ้มแย้มพระโอษฐ์ตบ
พระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน ร้องสาธุการสรรเสริญเจริญทานบารมี ทั้งสมเด็จ
อมรินทร์เจ้าฟ้ าสุราลัย อันเป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์ก็มาโปรยปราย
ทิพยบุปผากรอง ทั้งพวงแก้วและพวงทองก็โรยร่วงจากกลีเมฆกระทำ
สักการบูชาแก่สมเด็จนางพระยามัทรี ท้าวเธอทรงกระทำอนุโมทนา
ทาน เวสฺสนฺตรสฺส แห่งพระเวสสันดรราชฤๅษีผู้เป็น พระภัสดา อิติ
เมาะ อิมินา ปกาเรน ด้วยประการดังนี้แล้วแล
ข้อคิดจากเรื่ อง
1. ใครเล่าจะเท่าพ่อแม่รัก ห่วงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่ห่วง หวงใดเล่า จะ
เท่าพ่อแม่หวง ให้ใครเล่าจะเท่าพ่อแม่ให้
2. ลูกดีชื่นใจพ่อแม่ ลูกแย่พ่อแม่ช้ำใจ ลูกกตัญญู ชาวโลกอนุโมทนา
เทวดาชื่นชม พรหมก็สรรเสริญ กัณฑ์ที่ ๑๐ สักรบรรพ พระอินทร์เกรง
ว่าพระเวสสันดรจะประทานพระนางมัทรีให้แก่ผู้ที่มาขอ
ขอบคุณครับ