รายวิชา 2759147 การดูแลและชว ยเหลือผเู รยี น (Car Support Student)
ผชู ว ยศาตราจารยนวรตั น หสั ดี
ความแตกตา งระหวา งบคุ คล (Individual Differences)
การศึกษาความแตกตางระหวางบุคคล (Individual Differences) เพื่อใหมีความเขาใจเก่ียวกับความ
แตกตางของบุคคลทางเชาวนปญญา ความคิดสรางสรรค ลีลาการรูคิด รวมทั้งความแตกตางทางบุคลิกภาพและ
ความแตกตางทางเพศ สําหรับเร่ืองความแตกตางระหวางบุคคลนี้จัดเปนประเด็นพื้นฐานท่ีผูสอนควรใหความ
ตระหนกั และทาํ ความเขาใจ
ในหอ งเรียนประกอบไปดวยผูเ รยี นที่มีความแตกตา งกันอยางหลากหลาย ความแตกตางเหลาน้ันเปนตวั แปร
สาํ คัญที่มีอิทธิพลตอประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ผูสอนควรตระหนักถึงความแตกตา งระหวางผูเรียน
ซง่ึ มีปจจัยที่สําคัญหลายดา น เน่ืองจากผูเรียนแตล ะคนมีความแตกตางกนั ทางดา นรางกาย ดานอารมณ ดานสังคม
ดานสติปญญา หากผูสอนสามารถจัดการเรียนการสอนใหเหมาะสมกับผูเรียนแตละบุคคล ใหเกิดการเรียนรูหรือ
เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรม ทั้งดานความรู ดานเจตคติ และดานทกั ษะ กจ็ ะสามารถตอบสนองตอการเรียนรูของผูเ รยี น
และพฒั นาศักยภาพผเู รยี นไดอ ยางเตม็ ที่
วตั ถุประสงคใ นการเรยี นรู ความแตกตางระหวางบุคคล (Individual Differences)
1.เพื่อใหทราบถงึ ปจจยั ทสี่ ง ผลตอ ความแตกตางระหวา งบุคคล
2.เพือ่ ใหม ีแนวทางในการจดั การเรียนในช้นั เรยี น โดยคํานงึ ถึงความแตกตา งระหวางบคุ คล
นกั จติ วทิ ยาและนกั การศึกษากลาวถึงความแตกตางระหวา งบคุ คล ไวดังนี้
แนวความคิดเร่อื งสิง่ เราและการตอบสนอง (stimulus-response) หรอื ทฤษฎี เอส-อาร (S-R theory) และ
นํามาประยุกตใช (Defleur, 1989, p. 173) อธิบายวา บุคคล มีความแตกตางกันหลายประการ เชน บุคลิกภาพ
ทศั นคติ สติปญ ญา และความสนใจ เปน ตน และความแตกตางนี้ยังขึ้นอยูกับสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมทําใหมี
พฤตกิ รรมการสอื่ สารและการเลือกเปด รับสารที่แตกตางกนั
ทฤษฎีพัฒนาการของเพียเจท ไดอธิบายวาการพัฒนาสติปญญาและความคิดของผูเรียนน้ัน เกิดจากการ
ปรับตัวกับสิ่งแวดลอม และผูสอนควรจะตองจัดสภาพแวดลอมทางการเรียนการสอน ใหสอดคลองกับความพรอม
ของผเู รียน
ทฤษฎีพัฒนาการของบรูนเนอร มีแนวคิดวาความพรอมของเด็กสามารถจะปรับได แตจะตองรูจักการจัด
เนื้อหาและวิธีการสอนที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กเหลานั้น ดังน้ันผสู อนจึงจําเปนจะตองเขาใจเด็ก และรูจัก
กระตุน โดยการจัดสภาพการเรยี นการสอนใหเ หมาะสมกับความตองการของเด็ก
ทฤษฎีพัฒนาการของอิริคสัน มีแนวคิดวา การพัฒนาการทางบุคลิกภาพยอมข้ึนอยูกับการปฏิสัมพันธ
ระหวางอินทรียกับสภาพสังคมท่มี อี ิทธิพลมาเปนลําดับขั้นของการพัฒนาและจะสบื เนื่องตอๆไป เดก็ ท่มี สี ภาพสงั คม
มาดกี ็จะมผี ลตอ การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพทีด่ ีดว ย
ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล มีแนวคิดวาพฤติกรรมของบุคคลจะข้ึนอยูกับพัฒนาการซึ่งจะเปนไปตาม
ธรรมชาติเมื่อถึงวัย ในการจดั การเรียนการสอน ผูสอนจะตองคํานึงถึงความพรอ ม ความสามารถ ความสนใจ และ
ความตองการของผเู รยี น
2
Kuzgun and Deryakulu 2004 กลาววา มคี วามแตกตา งระหวา งบุคคลจาํ นวนมากท่มี ีผลตอ ประสิทธิภาพ
และทัศนคติของผูเรียนระหวางการสอนและการเรียนรู ความแตกตางที่พบบอยที่สุดของผูเรียนคือเพศ อายุ
สติปญญา ความสามารถ ความสนใจ พื้นความรู สไตลการเรียน แรงจูงใจ การกํากับและควบคุมตนเองที่มี
ประสทิ ธภิ าพและอิทธิพลทางความเชื่อของบุคคล
สรุ างค โควตระกูล (2544) กลา วถึงความแตกตางระหวา งบุคคลในเรอ่ื งตอไปน้ี
1. ความแตกตา งระหวา งบคุ คลทางเชาวนป ญ ญา
2. ความแตกตา งระหวา งบคุ คลทางความคดิ สรา งสรรค
3. ความแตกตางระหวางบคุ คลทางลลี าการรูค ิด (Cognitive styles)
4. ความแตกตางระหวา งบุคคลเกยี่ วกับลลี าการเรียนรู (Learning styles)
5. ความแตกตางระหวางเพศ
อารี พันธมณี (2546) ไดกลาวถึงความแตกตางระหวางบุคคล หมายถึง ลักษณะของคนแตละคนซึ่งไม
เหมอื นกัน มีลกั ษณะท่ไี มซ้ําแบบใครและไมเหมือนใครไดแก ความแตกตางระหวางบคุ คลทางกาย อารมณ สงั คม
และสติปญญา ซง่ึ ความแตกตา งระหวา งบุคคล ทาํ ใหบ คุ คลมีเอกลกั ษณของตน
จากแนวคดิ และทฤษฏีของนักจิตวิทยาและนกั การศกึ ษาสรปุ ไดวา ความแตกตางระหวา งบุคคลทง้ั ทางดาน
รางกาย ดานอารมณ ดานสังคม ดานสติปญญา และดานบุคลิกภาพอ่ืนๆ ความแตกตางดังกลาวลวนสงผลตอการ
เรียนรูของบุคคลทั้งทางตรงและทางออม โดยกลาวถึงลักษณะความแตกตางระหวางบุคคลที่สําคัญของผูเรียนจะ
สงผลตอ การจัดการเรยี นการสอนท้ังสิน้
ปจ จัยท่ีสงผลตอความแตกตา งระหวา งบุคคล (กนั ยารตั น สอาดเยน็ , 2558)กลา วไววา
1.พันธุกรรม ( Heredity)หมายถึงลักษณะตางๆท่ถี ายทอดจากบรรพบุรุษมาสูล ูกหลาน โดยผานทางยีน ลักษณะ
ตางๆท่ีถายทอดทางพันธุกรรม มีดังนี้ 1.ลักษณะบุคคลตามเช้ือชาติ 2.เพศ 3.อายุ 4.กลุมโลหิต 5.ความ
บกพรองทางกายและโรคบางชนดิ 6. การเจรญิ เติบโตของรา ยกาย 7.บุคลิกภาพ 8.สติปญญา
2.ส่ิงแวดลอม (Environment) หมายถึงผลรวมของส่ิงตางๆท่ีบุคคลไดรับต้ังแตปฏิสนธิ จนกระทั้งตาย และมี
อทิ ธพิ ลทาํ ใหบุคคลแตกตางกนั เชน การอบรมเล้ยี งดู ของครอบครัว สังคม ศาสนา วฒั นธรรม การศกึ ษาและระบบ
เศรษฐกจิ เปนตน นอกจากน้ี ส่ิงแวดลอ มภายในครรภและส่ิงแวดลอ มภายหลงั การเกิดยังมีความสาํ คญั อกี ดวย
2.1 สง่ิ แวดลอ มภายในครรภ คือผลรวมของสิ่งตา งๆทมี่ ีผลตอ ทารก ซึ่งเปนระยะของการอยใู นครรภมารดา
ดงั น้ัน สุขภาพรางกายของมารดา การเจ็บปวย การบริโภคอาหารของมารดา สารอาหาร รวมถงึ ภาวะสุขภาพจิต
เชน ความเครียด ความวิตกกังวล เศรา โกรธ หงุดหงดิ ของมารดาจะสง ผลตอ ทารกได
2.2 สิ่งแวดลอมภายหลังการเกดิ เชน การตอบสนองความตองการของทารกอยา งทนั ทวงที การอบรมเล้ียง
ดจู ากครอบครัว การสงเสรมิ ใหเดกมีสุขภาพท่ีสมบูรณแ ขง็ แรง ไดรบั สารอาหารดี มคี ุณคา ปลอดภัยจากโรคตางๆ
และไดรบั การอบรมส่ังสอนดวยความรัก ความเอาใจใส การใหเด็กไดรับแนวคิดและปฏิบตั ิตนตามหลกั ของเหตุผล
สงเสริมประสบการณที่เหมาะสมตามวัย มุงเนนการสงเสริมใหเด็กเปนผูมีการเจริญเติบโตทางกาย อารมณ สังคม
และสตปิ ญญาอยา งสมบรู ณ
3
ทั้งนี้สิ่งแวดลอมเปนปจ จัยหนง่ึ ทสี่ าํ คัญตอพฒั นาการของมนษุ ยโดยทําใหมนุษยแ ตละคนมคี วามแตกตา งกัน
การสงเสริมดา นการศกึ ษา จัดเปนส่ิงสาํ คญั เนือ่ งจากเดก็ ที่ไดรับโอกาสทางการศึกษา ยอมเปน คนที่มีโอกาสพัฒนา
ดา นความรู ความสามารถ ดังนน้ั ผูสอนจึงมีบทบาทสําคญั ในการสงเสริมความรูและปลูกฝงเก่ียวกับคา นิยม วถิ ีการ
ประพฤติปฏิบตั ทิ ่ีเหมาะสมและสอดคลองกบั ความตอ งการของสังคม
ลกั ษณะความแตกตา งท่สี าํ คัญของผเู รียนซ่งึ มผี ลตอ การจัดการเรยี นการสอน
1. ความแตกตา งทางดานรางกาย
2. ความแตกตา งทางดานอารมณ
3. ความแตกตา งทางดานสังคม
4. ความแตกตางทางดา นสติปญ ญา
1.ความแตกตา งทางดานรา งกาย สามารถแบง ได 2 ลักษณะ คือ
1.ลักษณะทางรางกายซง่ึ สามารถมองเหน็ ไดเ ดนชดั เชน รูปราง หนาตา อายุ เพศ ลักษณะของสีผวิ เสนผม
เล็บฯลฯ และลักษณะอวัยวะตา งๆ ของรา งกาย ซง่ึ จะแตกตางกันไปในแตละบุคคล
2.ลกั ษณะทางรางกายซงึ่ ไมส ามารถมองเหน็ ไดเดนชัด เชน การทํางานของระบบตา งๆ ในรางกาย การเตน
ของหัวใจ ความดนั โลหิต กลุม เลือด ปฏิกิริยาท่มี ตี อ ยาและสารเคมอี ่ืนๆ ฯลฯ
ความแตกตางทางดานอารมณ
อารมณ หมายถึงความรูสึกที่เกิดขึ้นเม่ือบุคคลที่ถูกกระตุนจากสิ่งเรา ท้ังส่ิงเราภายในและภายนอกและ
ความรูสึกท่ีเกิดขึ้นนี้ มีผลตอการแสดงพฤติกรรมของบุคคล โดยทั่วไปอารมณจะมีลักษณะอารมณดานบวก คือ
อารมณดี พอใจ สบายใจ สุขใจฯลฯ และอารมณดา นลบ คอื อารมณไมดี ไมพอใจ หงุดหงดิ ทุกขใ จ ฯลฯ คนแตละ
คนมีอารมณแ ตกตางกนั นอกจากนย้ี ังมีความสามารถในการควบคุมอารมณไดแ ตกตางกนั ดวย ซ่ึงลักษณะดังกลาว
อาจจะชว ยสง เสรมิ ใหบ ุคคลมีชีวติ ทม่ี คี วามสขุ หรอื อาจเปนตวั บั่นทอนความสุขในชีวิตก็ได
นักจิตวิทยาเชอื่ วาอารมณเปนสิ่งทีส่ ามารถปลูกฝง ใหเกดิ ขึน้ ได เพราะสาเหตทุ ่ีทําใหคนเราเกิดอารมณตา งๆ
นน้ั เปนผลจากการท่ีบุคคลเรียนรูตงั้ แตแรกเกิด เชน วิธีการอบรมเลยี้ งลูก ในวัยเด็ก ซ่ึงสง ผลอยางมากตอ ลักษณะ
อารมณของบุคคล นอกจากน้ยี งั มสี ิ่งแวดลอมอน่ื ๆ ที่มีอิทธพิ ลทําใหบ คุ คลมีอารมณแ ตกตางกัน ไดแกการศึกษาจาก
ครอบครัว โรงเรยี น สภาพของสงั คมท่ีบคุ คลอาศัยอยู ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
ตลอดจนสอ่ื มวลชนตางๆ
ความแตกตา งทางดา นสังคม
บุคคลแตละบุคคลมีพฤติกรรมดา นสังคมแตกตา งกัน นับตั้งแตลักษณะการพูดจาส่อื สาร การแตงกาย การ
คบเพ่ือน และบุคลิกภาพทางสังคมอ่ืนๆ ท้ังน้ีเพราะแตละบุคคลมาจากสงั คมท่ีแตกตางกัน เชน มาจากครอบครัวที่
แตกตางกัน ซึ่งหมายถึงไดรับการอบรมเลี้ยงดูท่ีแตกตางกัน บิดามารดามีอาชีพการศึกษา ฐานทางเศรษฐกิจและ
ลักษณะอ่ืนๆ ที่แตกตางกัน ยอมสงผลใหบุคคลมีลักษณะสังคมที่ไมเหมือนกัน นอกจากครอบครัวแลวยังมีหนวย
สังคมอื่นๆ ท่ีมีอิทธิพลทําใหบุคคลมีความแตกตางกันทางดานสังคม เชน กลุมเพื่อน ผูรวมงาน โรงเรียน ชุมชนท่ี
4
บคุ คลอาศัยอยู และบุคคลท่ีเก่ียวขอ ง ฯลฯ และความแตกตา งทางดานสังคมดังกลาวจะสงผลใหบุคคลมีแนวโนมที่
จะมลี ักษณะของความสนใจ ความตอ งการ คา นิยมและแรงจูงใจในการทาํ พฤตกิ รรมตางๆ แตกตางกนั ไปดวย
ความแตกตางทางดานสติปญญา
ความแตกตางทางดานสติปญญา ไดแก ความสามารถของบุคคลในการจํา การคิด การตัดสินใจ การ
แกปญ หา การเรยี นรู และการกระทาํ สิ่งตา งๆ รวมทง้ั ความสามารถในการปรับตวั ถาบุคคลใดทาํ ส่ิงเหลานีไ้ ดด ี แสดง
วา บคุ คลนน้ั มีสตปิ ญ ญาสูง
นักจติ วทิ ยาและนกั การศกึ ษาคน พบวา คนเรามีระดบั สตปิ ญญาแตกตางกัน ต้งั แตระดบั สูง-ตา่ํ ซ่ึงมีผลทาํ ให
เกิดความแตกตางในดานประสิทธิภาพของบุคคล ทั้งในแงของการทํางานและการทําพฤติกรรมอื่นๆในชีวิต
ความสามารถทางสติปญญาเปนตัวแปรสําคัญท่ีสงผลตอประสิทธิภาพในการเรียนรขู องบุคคล ระดับสติปญญาของ
คนเรามีความแตกตางกันต้ังแตร ะดับสูง (อัจฉริยะ) จนถึงระดับต่าํ (เชาวนปญญาตํา่ กวาปานกลาง) ในการเรียนการ
สอนครสู วนมากจะคิดถึงผูเรยี นทั้งหองเปนภาพรวม และคาดหวังใหผูเ รียนสวนมากซ่ึงมีสติปญญาระดับปานกลาง
เกิดการเรยี นรู แตในความเปนจริงในหองเรยี นหนึ่งๆ มักจะมีผูเ รียนสติปญญาระดับสูง และระดับต่ํากวา ปานกลาง
รวมอยูดวยเสมอ ซึ่งผูเรียนทั้งสองประเภทน้ีตองการความชวยเหลือจากครูเปนพิเศษ เพราะการสอนรวมกับผูอื่น
ตามปกติเปนอุปสรรคตอการเรียนรขู องผูเรียนท้ังสองประเภท กลาวคือ ผเู รียนระดับสติปญญาสูงจะเกดิ ความเบ่ือ
หนายและอาจแสดงออกในรูปแบบตางๆ เชน ขาดความสนใจในบทเรียน ทําพฤติกรรมกอกวนชั้นเรียนเน่ืองจาก
ทาํ งานเสร็จและไมมีอะไรทํา ขาดแรงจงู ใจในการเรียน เพราะงานท่ีครูใหทํา งายเกินไปและไมทาทาย ดังนั้นครูจึง
ควรจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อสงเสริมผูเรียนประเภทนี้ใหมีโอกาสไดพัฒนาตนเองอยางเต็มท่ี และเพื่อปองกันการเกิด
พฤตกิ รรมทีไ่ มพ ง่ึ ประสงคในการเรียน โปรแกรมท่ีนกั การศึกษาของประเทศสหรฐั อเมรกิ าจัดใหเดก็ ทมี่ สี ติปญญาสงู มี
3 ประเภท คือ
1. การขามชัน้
2. การจดั โปรแกรมพิเศษเพื่อสง เริมการเรียนรู
3. การแบง เรียนเปนกลุม สอนตามความสามารถ
สาํ หรบั ประเทศไทย มีการเปดโอกาสใหส อบเทียบความรูในระดบั ประถมศกึ ษาและระดบั มัธยมศึกษา
นอกจากนี้โรงเรยี นบางโรงเรียนยงั จัดโปรแกรมพเิ ศษสําหรบั นกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย คอื โปรแกรมการเรยี น
2 ป และ 3 ป
สาํ หรับผูเรียนท่มี สี ติปญ ญาต่ํากวา ปานกลางหรือเด็กเรียนชา ซงึ่ มกั มีพฤตกิ รรมแตกตางไปจากเดก็ ปกติ คอื
ขาดความมั่นใจในตนเอง มคี วามจําระยะสั้น มคี วามสนใจส้นั ไมสามารถสํารวมความคิดและพฤติกรรมไดน าน และ
เม่ือเผชิญกับสภาพทเ่ี ปนปญ หามกั จะเกดิ ความทอ ถอยหรอื คับของใจ การสอนเด็กเรียนชา ทีไ่ ดผลดีกค็ อื การสอน
เปน รายบุคคล แตอ าจมีขอ จํากัดในทางปฏิบตั ิ อยางไรกต็ าม สุรางค โควตระกูล (2533) ไดเสนอหลักในการสอนเดก็
เรียนชาไวด ังน้ี
1.ครจู ะตองแสดงใหนักเรยี นทราบวา ครเู ต็มใจท่จี ะชวยนักเรียนใหเกดิ การเรียนรู
2.หลกี เลีย่ งสภาวะทกี่ อใหน กั เรยี นทเี่ รียนชา เกิดความคบั ของใจ โดยการจัดบทเรียนใหเหมาะสม กับ
ความสามารถเชน เลอื กงานทง่ี า ยและมอบหมายใหท าํ งานนอยกวา เพอื่ น
3.ครูควรเลือกถามคาํ ถามท่นี กั เรยี นสามารถตอบได และใหเวลาในการตอบ
4.จดั หนว ยเรียนใหสัน้ และจบไดใ นตวั
5
5.ครูควรทบทวนบทเรียนท่เี รียนมาแลวทกุ ครั้ง กอนจะเร่ิมบทเรยี นใหม
6.ใหขอ มลู ยอนกลบั ทนั ทจี ะชว ยใหนกั เรยี นรูถงึ ความกาวหนาทางการเรยี นของตนเอง เพื่อใหมีกาํ ลังใจ
ความแตกตางทางดานบคุ ลกิ ภาพอน่ื ๆ
นอกจากบคุ คลจะแตกตา งกนั ในดา นตา งๆ ดังที่กลาวมาแลว ยงั มคี วามแตกตา งกันดานบคุ ลิกภาพอ่นื ๆ เชน
ความถนัดตาธรรมชาติ ความสนใจ ทศั นคติ แรงจูงใจ ความคิดสรางสรรค ความรับผดิ ชอบ วธิ ีคิดและแบบของการ
เรียนรู ฯลฯ ซงึ่ ลักษณะดงั กลาวมีผลตอการเรยี นทัง้ ส้ิน โดนเฉพาะอยา งยงิ่ แบบการเรยี นรซู ึ่งจะแตกตางกนั ไปในแต
ละบุคคล เชน คนบางคนเรียนรูไดดีดว ยการใชส ายตาหรือการสงั เกต (Visual) บางคนเรยี นรูไดดดี วยการฟง
(Auditory) บางคนเรียนรไู ดดีดวยการพูด (Talking) และบางคนเรียนรูไดดีโดยการใชมอื หรือการสัมผสั (Touching)
นอกจากนี้ผเู รยี นบางคนเรียนรไู ดดีถามีการกําหนดเวลาท่ีแนนอน แตบางคนจะทําไดไมดี บางคนตองการใหค อยดู
หรอื จา้ํ จีจ้ ้ําไช แตบ างคนชอบอสิ ระ เปนตน ในหอ งเรยี นหนง่ึ ๆ ประกอบดวยนกั เรยี นทมี่ คี วามแตกตางกนั อยา ง
หลากหลายปละความแตกตางเหลาเปนตัวแปรสาํ คัญทีม่ อี ทิ ธิพลตอ ประสิทธภิ าพในการจดั การเรียนการสอน ถาครู
ตระหนักถึงความแตกตา งระหวางผูเรยี นอยางจรงิ จงั ก็สามารถจัดการเรยี นการสอนเพื่อตอบสนองผูเ รียน และ
พฒั นาศกั ยภาพผเู รียนอยางเต็มท่ี
การจดั การเรียนการสอนใหเ หมาะกับผูเรยี นในแตละวัย ควรคํานึงถึงความแตกตางระหวางบคุ คล ในเรื่อง
ของความคิด การเรียนรู ความสามารถ แรงจูงใจ สมรรถภาพทางกายหลายๆเร่ืองประกอบกัน ซึง่ ความแตกตา งนี้ถา
เรามองในเร่อื งของชวงวัย เชน วยั เด็ก วัยรุน กจ็ ะมีความแตกตา งระหวางวัยเกดิ ข้ึน เราอาจจะใชในเร่อื งของทฤษฏี
ทางพฒั นาการเขามาเก่ยี วของ โดยมองในเรอื่ งของพัฒนาการทางรา งกาย อารมณ สังคมและสติปญ ญา 4 อยางนมี้ า
ประกอบกนั
พฒั นาการทางกาย
เราตองมีการสังเกต ในฐานะผูสอนวาผูเรียนในแตละวัยนี้มีพัฒนาการในแตละชวงวัยเปนอยางไร เชน
ผูเรียนระดับในระดับประถม การเคลื่อนไหวของรางกายเปนสิ่งสําคัญจะไมหยุดนิ่ง อยูกับที่ เพราะฉะนั้นในการ
จัดการเรียนการสอนคงจะตอ งมกี ารสง เสรมิ ใหผเู รยี นไดแสดงออก มีการเคล่ือนไหว ออกมาหนา ชัน้ เรียนพูดสื่อสาร
หรอื ไดทํากจิ กรรมรวมกับเพอ่ื นๆ
พฒั นาการทางดานอารมณ
จะมีภาวะที่เปลี่ยนแปลงตอสภาพแวดลอมไดงาย เชน มีความวิตกกังวล มีความคิด กังวลใจในเร่ืองตางๆ
เชน เคาจะปฏิบัติตัวตอเพ่ือนอยางไร ส่ิงสําคัญในฐานะผูสอน จะตองเสริมสรางใหผูเรียนมีความกลาแสดงออก มี
ความม่ันใจ สามารถทํากจิ กรรมรวมกบั เพ่ือนๆไดเปน อยา งดี
พัฒนาการทางดา นสังคม
เด็กในวัยนี้จะมีความอยากรูอ ยากเห็น การสงเสริมใหผูเรียนไดคน ควา เผชิญโลกกวาง โดยผูสอนควรเปนผู
สงั เกตหรอื อยใู นความดูแลของผูส อนเพื่อไมใ หเกิดอันตรายกบั ตัวเด็กน่ันเอง ส่งิ สําคญั ผเู รยี นจะสามารถเรยี นรใู นการ
ปรับตวั สรางมนุษยส มั พันธรว มกบั ผูอืน่ แมวาจะเปนเพื่อนตางเพศหรอื เพื่อนเพศเดียวกันก็ตาม
6
พฒั นาการทางสตปิ ญ ญา
ผูเรยี นในวัยระดับประถมศึกษา เรื่องของความคิดในเชิงนามธรรมหรือการคิดวิเคราะหในเชิงลึกอาจจะยัง
ไมสมบรู ณมากนัก ผูสอนอาจจะตองกระตุนใหค ดิ ในระดับแรกเรม่ิ เชน มีสื่อประกอบใหเ ห็นเปน รูปธรรมมากขึน้ เพ่ือ
เชื่อมโยงระบบความคิดของผเู รียนไดอยา งชัดเจน เพอ่ื พัฒนาชวงวยั ตอ ไป
ผูเรียนนวัยรุนในเรื่องของความคิดเชิงนามธรรมก็จะพัฒนาการเกิดขึน้ แบบตอ เนอ่ื ง ผูสอนควรพิจารณาวา
ผเู รียนแตละคนจะมีความแตกตางกันในดานใด บางคนเรียนรูไดเร็ว บางคนอาจจะเรียนรูไดชา การจัดการเรียน
การสอนของครูผสู อน ก็เปนอีกส่ิงหน่ึงท่จี ะชวยใหเด็กๆมคี วามม่ันใจ พรอ มทีจ่ ะเผชิญกับส่ิงตางๆทเ่ี กิดข้นึ ในชว งวัย
ไดอยางเขมแข็ง ความคิดในลักษณะเปนการคิดวิเคราะห การคิดเชอ่ื มโยง สามารถท่ีจะจัดการรบั มือกับปญหาตางๆ
ไดอยางมีเหตุมีผล พรอมทั้งสงเสริมในเรื่องของการคิด สติปญญาเหลานี้ท่ีใหเขาไดรวมสรางสรรค คิดวิเคราะห
สามารถที่จะแสดงออกหรือวาวางแผนสิ่งตางๆไดดวยตัวเอง เพ่ือนจะเปนบุคคลท่ีมีอิทธิพลสูงกับวัยรุน เชน เวลา
เผชิญปญหาตา งๆบุคคลแรกทจี่ ะนึกถงึ กค็ อื เพื่อนท่ีอยากจะพูดคุย ปรกึ ษา ขอขอมูลเพ่มิ เติมหรือแมแตร ะบายความ
ในใจก็จะเปนกับกลุมเพ่ือนดวยกันเอง อารมณของผเู รียนในชวงวัยรุนจะมีความเปลี่ยนแปลงไดโดยงาย เปนวยั ท่ีมี
อารมณแปรปรวนงาย เน่ืองจากจะตองเผชญิ กับสภาวะการเปลย่ี นแปลงตางๆท่ีเกดิ ข้ึนท้งั กับภายในตวั และภายนอก
ตวั ครู พอแม เปนบุคคลที่จะสงเสริมหรือเปนคนสําคัญที่คอยอยูเบื้องหลัง และก็สนับสนุนใหตัวเด็ก และวัยรุนท่ี
เราเรียกโดยรวมวาผเู รียน สามารถเผชญิ กับสิง่ ตา งๆทเ่ี กิดขึน้ ได
การศึกษาความแตกตางระหวางบุคคล นําไปสูการศกึ ษาหลักวิธีการสอน กระบวนการสอน และทําความ
เขาใจธรรมชาตขิ องผเู รียนเพื่อใหเ ปนประโยชนในการจัดการเรยี นการสอนตอไป
1.ชวยใหรูจักลักษณะนิสัย (Characteristics) ของนักเรียนที่ตองสอนโดยทราบหลักพัฒนาการท้ังทางรางกาย
สติปญญา อารมณ สงั คม และบคุ ลิกภาพเปนสวนรวม
2.ชวยใหมีความเขาใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรยี น เชน อัตมโนทัศน (Self concept) วาจะ
เกดิ ข้นึ ไดอ ยา งไร และเรยี นรถู ึงบทบาทของครใู นการทจี่ ะชว ยนกั เรียนใหม ี อัตมโนทศั น ทดี่ ีและถกู ตอ งไดอยางไร
3. ชวยใหมีความเขาใจในความแตกตางระหวางบุคคล เพ่ือจะไดช วยนักเรียนเปนรายบุคคลใหพ ัฒนาตามศักยภาพ
ของแตละบุคคล
4.ชว ยใหรูวธิ ีจัดสภาพแวดลอมของหองเรียนใหเหมาะสมแกวยั และขนั้ พัฒนาการของนักเรยี น เพื่อจูงใจใหนกั เรียน
มีความสนใจและอยากจะเรียนรู
5.ชว ยใหท ราบถึงตัวแปรตางๆ ท่มี ีอทิ ธพิ ลตอ การเรยี นรขู องนกั เรยี น เชน แรงจูงใจ และการตัง้ ความคาดหวังของครู
ท่ีมตี อนกั เรียน
6.ชวยในการเตรียมการสอนวางแผนการเรยี น เพอ่ื ทาํ ใหการสอนมปี ระสทิ ธภิ าพสามารถชว ยใหนกั เรียนทกุ คนเรียนรู
ตามศกั ยภาพของแตล ะบคุ คล โดยคํานงึ หัวขอ ตอไปน้ี
6.1 ชวยเลือกวัตถุประสงคของบทเรียนโดยคํานึงถึงลักษณะนิสัยและความแตกตางระหวางบุคคลของ
นักเรียนที่จะตองสอน และสามารถที่จะเขียนวัตถุประสงคใหนักเรียนเขาใจวาส่ิงท่ีครูคาดหวังใหนักเรียนรูมี
7
อะไรบาง โดยถือวาวัตถุประสงคของบทเรียนคือส่ิงท่ีจะชวยใหนักเรียนทราบวา เมื่อจบบทเรียนแลวนักเรียนจะ
สามารถทาํ อะไรไดบาง
6.2 ชวยในการเลือกหลกั การสอนและวิธีสอนที่เหมาะสม โดยคาํ นึงถึงลักษณะนิสัยของนกั เรียนและวชิ าท่ี
สอนและกระบวนการเรยี นรูของนกั เรียน
6.3 ชวยในการประเมินผล ไมเพยี งแตเฉพาะเวลาครูไดสอนจนจบบทเรยี นเทานั้นแตใชประเมินความพรอม
ของนักเรยี นกอ นเรียน ระหวา งเรยี นและหลังจากเรียนแลว เพอ่ื จะทราบวานักเรียนมคี วามกาวหนาหรือมปี ญ หาใน
การเรยี นรูอะไรบา ง
7.ชวยครูใหทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรูท่ีนักจิตวิทยา ไดพิสูจนแลววาไดผลดี เชน การเรียนรูจากการ
สงั เกตหรอื การเลยี นแบบ (Observational learning หรอื Modeling)
8.ชวยใหทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมท้ังพฤติกรรมของครูที่มีการสอนอยางมี
ประสิทธภิ าพวา มอี ะไรบาง เชน การใชค าํ ถาม การใหแ รงเสรมิ และการทาํ ตนเปนตนแบบ
9.ชวยใหทราบวานักเรียนท่ีมผี ลการเรียนดี ไมไดเปนเพราะระดับเชาวนปญญาเพียงอยางเดียว แตมีองคประกอบ
อ่นื ๆ เชน แรงจงู ใจ (Motivation) ทศั นคติ ความเขาใจของนกั เรยี นและความคาดหวงั ของครูทมี่ ตี อ ตวั นกั เรียน
10.ชวยใหการดูแลในช้ันเรียนและการสรางบรรยากาศของหองเรียนเอ้อื ตอการเรียนรแู ละเสริมสรา งบุคลิกภาพของ
นกั เรยี น ครูและนักเรียนมีความรักและไววางใจซ่งึ กันและกัน นักเรยี นตางก็ชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทําใหหองเรียน
เปน สถานท่ีทท่ี กุ คนมคี วามสุขและนกั เรยี นรกั โรงเรยี น อยากมาโรงเรยี น
จากส่ิงท่ีกลาวมาแลวนั้น ชวยใหผูสอนสามารถนําไปใชในการออกแบบหรือวางแผนการสอนไดอยางมี
ประสิทธภิ าพมากขนึ้ เพราะสง่ิ นี้ยอมสงผลตอ รูปแบบและวิธีการเรียนการสอนทเ่ี หมาะสม ซึ่งจะเกิดประโยชนส ูงสุด
ตอ ผเู รียน
1.การจดั หลกั สตู รการเรยี น (Curriculum)
เพื่อใหผูสอนเขาใจวา ผูเรียนแตละคนมีความแตกตางกันท้ังทางรางกาย อารมณ สังคมและสติปญญา
ผูสอนควรมีการประเมนิ ความตองการ ความสนใจ ทักษะและความสามารถของผูเรยี น จึงตัดสนิ ใจวา จะจัดการเรียน
การสอนโดยใชกิจกรรมอะไรกับผูเรียนและผูสอนตองคํานึงถึงเรื่องของสภาพแวดลอม ทองถิ่นท่ีอาศัย วิถีชีวิต
วฒั นธรรมและประเพณี เปน ควรนํามาพจิ ารณาประกอบการจดั การเรียนการสอนดว ย
2.วธิ กี ารสอน (Method of Teaching)
เพอื่ ใหเ หมาะกับหลกั สูตรการสอนท่จี ัด ผูส อนควรพิจารณาวธิ ีการสอนที่เหมาะสมกับหวั ขอ เรือ่ งที่สอนและ
เหมาะสมกับผูเรียน เชนวิธีการสอนโดยใชการบรรยาย การสาธิต การทดลอง การแสดงบทบาทสมมติ การใช
สถานการณจําลอง การอภิปรายกลุมยอย ซ่งึ ในการเลือกวิธกี ารสอน ควรคํานึงถึง ควาแตกตางระหวางบุคคลของ
ผูเ รียนในแตล ะระดบั ชนั้ ที่มีความแตกตา งกนั ดวย
8
3.อุปกรณแ ละสิ่งชว ยสอน (Teaching Aids)
ควรมีอุปกรณชวยสอนอยางเพียงพอและเปดโอกาสใหผูเรียนไดเลือกใชอยางเต็มที่ อุปกรณการสอนตอง
เหมาะกับวัยของผูเรยี น
4.การวดั ผล (Evaluation)
การวัดผลควรใชวิธีการท่ีหลากหลาย เพ่ือใหไดขอมูลที่ใกลเคียงกับความเปนจริงและใหความเปนธรรมกับผูเรียน
ซงึ่ จะชว ยใหผสู อนเขา ใจสภาพปญหาท่ีเกดิ ข้นึ กบั ผูเรียน จงึ สามารถหารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม
กบั ผูเรยี นได
5.การจดั กิจกรรมพิเศษ(Extra Activities)
ผูสอนควรสงเสรมิ ใหผูเรียนไดมีโอกาสใชความสามารถของตนอยางเต็มที่ เชนการเขา รวมกิจกรรมนอกชั้น
เรียน เพื่อสงเสริมใหผูเรียนรูจักการทํางานรวมกัน รูจักการวางแผน การคิดอยางมีเหตุผล สามารถแสดงความ
คดิ เห็นและรับฟง ความคิดเห็นของผูอื่น รจู ักเปน ผูน ําและผูตาม เปนตน การสงเสริมการเรียนรูเปน รายบุคคลหรือ
รายกลุม ผูสอนควรพจิ ารณาถึงความถนัดและความสามารถของผูเรียนเปนรายบุคคล ความสามารถพิเศษในดาน
อ่ืนๆ เชนความถนัดทางดานดนตรี กีฬา ศิลปะ เปนตน เพ่ือเปนการสงเสริมความสามารถของผูเรียนในดานนั้นๆ
อยา งเต็มตามศกั ยภาพ
บทบาทของครูผูสอนควรไดชวยสงเสริม สนับสนุนผูเรียนในดานความสนใจ แรงจูงใจในการเรียน และ
ความสามารถของผูเรียนแตละคนตามศักยภาพท่ีแตกตางกันในแตละบุคคล เพ่ือเปนประโยชนในแนวทางการ
พัฒนาผูเรียนตอไป
อางองิ
ภาษาไทย
กันยารัตน สอาดเยน็ , 2558 ความแตกตา งระหวา งบุคคล, ระบบออนไลน สาํ นักงานคณะกรรมการการอดุ มศึกษา
สรุ างค โคว ตระกลู , 2544 จิตวิทยาการศกึ ษา สาํ นักพมิ พจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย,กรุงเทพมหานคร
ภาษาองั กฤษ
Buss,D.M.,& Greiling,H.(1999). Adaptive individual differences. Journal of Personality, 67, 209–243.
Journal of Psychology and Education 2020 “Learning and Individual Differences” See also
Elsevier Educational Research Programme home Editor: P. Cirino ISSN: 1041-6080
Kuzgun, Y., & Deryakulu, D. (Eds.). (2004). Egitimde bireysel farkliliklar [Individual differences in
education]. Ankara: Nobel.
ออนไลน
https://www.journals.elsevier.com/learning-and-individual-differences
https://link.springer.com/referenceworkentry/10.1007%2F978-1-4419-1428-6_370
9