¡ÕÌÒ
¾Êé×¹ÕèÀºÒÒ ¤¹
คํานาํ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK)
เรือง เกมการละเล่นกีฬาสีภาค ได้จัดทาํ
ขึ น เ พื อ ใ ห้ ผู้ ที ส น ใ จ ศึ ก ษ า ห า ค ว า ม รู้ เ รื อ ง
การละเล่นกีฬาพืนบ้าน โดยการละเล่นนีมี
มาแต่โบราณ และแต่ล่ะภาคก็จะมีความ
แตกต่างกันเนืองจากปจจัยหลายอย่าง
โดยหนังสือเล่มนีจะพู ดถึงการละเล่นกีฬา
พืนบ้านของแต่ล่ะภาค อาทิเช่น การละ
เล่น "งูกินหาง" ของภาคกลาง การเล่น
"อุ่ย" ของภาคใต้ และอืนๆอีกมากมาย
โดยผู้จัดทําหวังว่า หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์เล่มนี จะเปนประโยชน์แก่ผู้
ทีศึกษาหาความรู้ไม่มากก็ข้อ และหากผิด
พลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี
ผู้จัดทาํ
นัจญดีย์ บุญผลึก
สารบัญ ประวตั ิความเปนมา.............................................4-5
กีฬาพนื บา้ นภาคกลาง........................................6-14
กีฬาพนื บา้ นภาคอีสาน........................................15-17
กีฬาพบื า้ นภาคเหนือ...........................................18
กีฬาพนื บา้ นภาคใต้.............................................19-21
ประวตั ิความเปนมา
กีฬาพืนบ้านไทย
พบวา่ มกี ารเลน่ กฬี าพนื เมอื งไทยกนั แล้วตังแต่สมัยกรุง
สโุ ขทยั ( พ.ศ. 1781 – 1921 )
โดยมจี ดุ มุ่งหมายในการเล่นเพอื เปนการฝกฝนต่อสู้ปองกนั
ตัวเตรยมพร้อมสาํ หรับการสงครามและเพอื เปนการ
สนุกสนานรนเรงในยามวา่ ง โอกาสทเี ล่นมกั เลน่ เปนการ
สมโภชในงานพระราชพธิ ขี องพระเจ้าแผน่ ดินและเลน่ ใน
เทศกาลรนเรงของชาวบา้ น
ในสมัยกรุงศรอยุธยา จุดมุ่งหมายในการเล่น
และโอกาสในการเล่นกีฬาพืนเมืองไทยมลี กั ษณะเปนการ
สบื ทอดมาจากสมยั กรุงสุโขทยั แตม่ กี ารพัฒนาการเลน่ กีฬา
พืนเมอื งไทยมากขึน โอกาสในการเล่นมีมากขึน และมกี ีฬา
พนื เมืองไทยมากชนดิ ขึน
ในสมัยกรุงธนบุรการเลน่ กฬี าพนื เมอื งไทยสืบทอดต่อ
มาจากสมัยกรุงศรอยธุ ยาแต่ไม่มีการพฒั นาเปลยี นแปลง
พบวา่ มกี ารเลน่ กฬี าพนื เมืองไทยกันแล้วตังแตส่ มยั กรุง
สโุ ขทยั ( พ.ศ. 1781 – 1921 ) โดยมีจดุ มุง่ หมายในการเล่น
เพอื เปนการฝกฝนตอ่ สู้ปองกันตวั เตรยมพร้อมสาํ หรับการ
สงครามและเพือเปนการสนกุ สนานรนเรงในยามวา่ ง
โอกาสทีเล่นมักเล่นเปนการสมโภชในงานพระราชพธิ ีของ
พระเจ้าแผ่นดนิ และเล่นในเทศกาลรนเรงของชาวบ้าน
ประวัตคิ วามเปนมา
กฬี าพืนบ้านไทย
ในสมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์เปนช่วงทีบา้ นเมืองมกี าร
เปลยี นแปลงไปมาก โดยเฉพาะชว่ งรัชกาลที 5 พ.ศ.2411
จนถึงช่วงเรมการเปลียนแปลงการปกครองประเทศใน
พ.ศ.2475 เปนช่วงทมี กี ารฟนฟแู ละพัฒนาการเลน่ กฬี าพนื
เมอื งไทยอย่างมาก จุดมุ่งหมายของการเล่นกฬี าพืนเมือง
ไทยไมไ่ ดม้ ุ่งเนน้ ทกี ารต่อสเู้ หมือนในสมยั สงคราม แต่มุง่ เน้น
เพอื เปนการเลน่ ออกกําลงั กาย สนกุ สนาน และเพอื ผ่อน
คลายความตงึ เครยดจากงาน โอกาสในการเล่นเนอื งในงาน
พระราชพธิ ตี ่างๆมนี ้อยลง แตโ่ อกาสในการเลน่ ตามประเพณี
ตามเทศกาลของชาวบ้านมมี ากขึน มีการสนบั สนนุ และสง่
เสรมใหม้ กี ารเลน่ กฬี าพนื เมอื งไทยอย่างแพร่หลายแทบทุก
จังหวดั มกี ารดดั แปลงปรับปรุงการเล่นกีฬาสากล กจิ กรรม
ของลูกเสอื ใหส้ อดคล้องกับกีฬาพนื เมืองไทย มกี ารจัด
แข่งขันกฬี าพนื เมอื งไทยระดบั นักเรยนอย่างเปนทางการ มี
การเรยนการสอนกฬี าพืนเมืองไทยในสถานศึกษา มกี ารจดั
ทาํ หนงั สอื ประกอบการสอนและการเล่นกฬี าพืนเมอื งไทย
นอกจากนยี งั มีกฬี าพนื เมอื งไทยเพิมขนึ มากมายหลายชนดิ ใน
ช่วงหลงั จากมีการเปลยี นแปลงการปกครองประเทศจนถงึ
ปจจุบัน การเลน่ กฬี าพนื เมอื งไทยซบเซาลง เพราะประชาชน
หันไปสนใจเลน่ และแขง่ ขนั กีฬาสากล และรัฐบาลขาดการ
สนบั สนุนส่งเสรมกีฬาพนื เมอื งไทยอย่างจรงจงั
กีฬาพืนบ้านภาคกลาง
งูกินหาง
ความเปนมา
งกู นิ หางเปนเกมพนื เมอื งเกา่ เลน่ กนั ทุกภาคของประเทศ ทงั ภาค
เหนอื ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ พบวา่ มี
การเล่นงกู นิ หางกันแลว้ ในงานตรุษสงกรานต์ ณ จังหวดั
พระนครศรอยธุ ยา เมือ พ.ศ. 2475 คําวา่ “งู” ตรงกับคําในภาษา
อังกฤษวา่ “a snake” คาํ วา่ “กิน” ตรงกับคาํ ในภาษาองั กฤษวา่
“to eat” และคาํ วา่ “หาง” ตรงกับคาํ ภาษาองั กฤษวา่ “a tail”
การเลน่ งูกนิ หางเปนการเลน่ เลียนแบบชวี ตสัตว์ คือ เลียนแบบ
ลกั ษณะทา่ ทางของงูทมี ีลําตัวยาวเลอื ยคดไปคดมา นิยมเลน่ ใน
งานเทศกาล งานประจาํ ป และงานรนเรงต่างๆ ในสมยั กอ่ น
กีฬาพืนบ้านภาคกลาง
งูกินหาง
วธีเล่น
1. กําหนดผู้เล่นเปน 2 ทีมๆละ 6 คน แต่ละฝายยืนเปนแถวตอนใช้มือจบั เอวต่อกนั
ไว้
ทงั สองทมี ยืนหันหน้าเขา้ หากันอยู่คนละด้านของนอกวงกลม คนสุดท้ายของแตล่ ะ
ทมี ใหเ้ หน็บหางไวด้ า้ นหลงั โดยใหห้ างโผลอ่ อกมาขา้ งนอกอย่างนอ้ ย3เซนตเิ มตร
2. เมือได้สัญญาณเรมเลน่ ให้หวั แถว (หวั ง)ู แตล่ ะฝานนําขบวนเดินเคลือนเข้าหา
กัน คนทีอยหู่ ัวแถวจะตอ้ งพยายามหาทางเข้าแยง่ หางของฝายตรงข้าม
ส่วนคนทีอย่หู างแถวต้องพยายามหลบหลกี ไม่ใหถ้ กู แย่งหางออกจากตวั ไปได้
3. ทีมใดสามารถควา้ หางของฝายตรงข้ามมาถอื ไวใ้ นมือได้ จะเปนฝายชนะ
กติกา
1. ขณะเคลือนทไี ล่ควา้ หางกนั นัน แตล่ ะทีมต้องระวงั ไม่ให้มือทีจบั กันหลุดจาก
ขบวน
2. อนญุ าตใหค้ นหัวแถวของแตล่ ะฝาย ใช้การแบมอื เพอื ผลกั ดนั ปด ปองการแยง่
ของฝายตรงข้ามได้ แตจ่ ะตอ้ งไมก่ าํ มอื หรอชก ตอ่ ย ทุบ ตี ทมิ แทง ต้องไมใ่ ช้
ความรุนแรงใดๆ ส่วนผเู้ ล่นคนอนื ๆ ในขบวนจะใช้มือผลักดัน ปดปองไมไ่ ด้โดยเดด็
ขาด
3. หา้ มไม่ให้ผู้เลน่ ของแต่ละทีมใช้มือจับหางไว้ หรอใชช้ ายเสอื หรอสิงอนื มาปกคลุม
หางของทีมตนไว้
4. ทีมใดมือทจี ับตอ่ กนั เปนขบวนนันหลุดออกจากขบวนทงั สองมอื หรอหางของ
ทมี ตนหลุดลงส่พู ืน หรอฝาฝนกติกา จะถกู ปรับเปนฝายแพ้
กีฬาพืนบ้านภาคกลาง
เตย
ความเปนมา
“เตย” เปนเกมพืนเมืองทนี ยิ มเลน่ กันมากในภาคกลาง สมยั ก่อน
พบวา่ มกี ารเลน่ กนั แลว้ ในช่วงป พ.ศ. 2470 ในจังหวดั ชยั นาท
พระนครศรอยุธยา อ่างทอง ฉะเชิงเทรา กรุงเทพ สมุทรสงคราม
เปนต้น สนั นิษฐานวา่ การเลน่ เตยน่าจะพฒั นามากจากการวงเลน่
บนคนั นาในชนบท เพราะลักษณะสนามเล่นจะเปนตารางคลา้ ยกบั
พนื ทีนาในชนบท โดยเส้นต่างๆ จะเปรยบเสมือนคันนาทีใช้เดิน
วงเล่นกนั ได้ สว่ นชอื ทีเรยกวา่ “เตย” นัน สันนิษฐานวา่ นา่ จะมา
จากลักษณะสนามเลน่ ทเี ปนตารางยาว มเี ส้นกลางเปนแกนมเี สน้
ตัดเปนลาํ ดับขัน แตกกิงกา้ นออกไปคลา้ ยลําต้นและใบของพรรณ
ไม้ชนิดหนงึ ทชี อื วา่ “เตย” ซงึ ชาวบา้ นนิยมนาํ มาใชป้ รุงกลนิ หอม
ในการทาํ ขนมและอาหารไทยบางชนิด บางทอ้ งถินมชี อื เรยกแตก
ต่างกนั ไป เช่น เรยกวา่ “ตาลอ่ ง” หรอ “บลั ลนู ” กม็ ี เลน่ กนั ทงั ใน
หมู่ผใู้ หญ่ คนหนมุ่ สาวและเดก็ ๆ นิยมเลน่ ในงานเทศกาลตรุษ
สงกรานต์ หรองานรนเรงทัวไป
กีฬาพืนบา้ นภาคกลาง
เตย
วธเี ลน่
1. กําหนดผ้เู ล่นเปน 2 ทมี ๆ ละ 5 คน ใหท้ ีมหนึงเปนฝายรับ อกี ทีมเปนฝายรุก
ฝายรับจะลงยืนรับประจาํ เส้นจากเส้นหน้าไปเสน้ หลงั คนละ 1 เสน้ ให้หัวหนา้ ฝาย
รับยืนอยู่เส้นหน้า ส่วนฝายรุกใหย้ นื อยู่นอกสนามด้านเส้นหนา้ หนั หน้าเข้าสนาม
กระจายเตรยมตัวพร้อมเลน่
2. เมือไดส้ ญั ญาณเรมเลน่ ให้ฝายรุกวงเขา้ ในสนามเลน่ ผ่านเส้นตา่ งๆ จากเสน้
หนา้ ไปออกเสน้ หลงั เรยกวา่ “วงลง” แล้ววงยอ้ นกลบั จากเสน้ หลังออกมาเส้น
หน้า เรยกวา่ “วงขนึ ” ให้ได้ โดยต้องพยายามไมใ่ ห้ผูเ้ ล่นฝายรับแตะถกู ตัว ส่วยผู้
เล่นฝายรับทียืนประจาํ เส้นแต่ละเสน้ อยู่นัน สามารถวงเคลือนทไี ปบนเสน้ ของตน
เพอื ไล่แตะฝายรุกได้ สําหรับผู้เลน่ ทียนื อย่บู นเสน้ หน้าสามารถวงบนเสน้ ได้ทงั เส้น
หน้าและเส้น กลาง
3. การทีผเู้ ลน่ ฝายรุกคนหนงึ วงจากเสน้ หนา้ ทะลไุ ปออกเส้นหลัง และสามารถวง
กลับจากเสน้ หลงั ออกมาเสน้ หนา้ ได้ อยา่ งนีเรยกวา่ “เตย”
4. หากผู้เล่นคนใดคนหนงึ ในฝายรุก ถูกฝายรับแตะตัว จะถอื วา่ ตายทังทีม ฝาย
รุกทังทีมจะต้องรบออกไปเรมต้นเลน่ ใหมจ่ ากนอกเส้นหน้าทกุ ครัง
5. เมอื ครบกาํ หนดเวลาแล้ว ใหเ้ ปลยี นฝายรุกเปนฝายรับ และฝายรับกลับมาเปน
ฝายรุก
6. ทีมใดทาํ คะแนนทเี รยกวา่ เตย ได้มากกวา่ จะเปนฝายชนะ
กีฬาพืนบา้ นภาคกลาง
แขง่ ว่าว
ความเปนมา
แข่งวา่ วเปนกฬี าพนื เมืองเกา่ แก่ทสี ุดชนดิ หนึงทเี ลน่ กนั โดยทวั ไป
ในจงั หวดั สุพรรณบรุ และจงั หวดั อืนๆ ในภาคกลาง เชน่
กาญจนบรุ อ่างทอง ฉะเชิงเทรา เปนต้น กีฬาแขง่ วา่ วเปน
ลกั ษณะการเลน่ แข่งขันวา่ วอีกลักษณะหนงึ ทมี ลี ักษณะและวธี
การแตกต่างออกไปจากการแขง่ ขนั วา่ วโดยทวั ๆไป ซึงมกั จะมี
การแข่งวา่ วเพือความสูงและการแข่งวา่ วมีเสยี ง แตก่ ารแข่งวา่ ว
ของจังหวดั สุพรรณบุรจะมลี ักษณะเปนการแขง่ ขนั ชกั วา่ วให้มี
ขนึ ในระยะทางทีกาํ หนด และดว้ ยความยาวของดา้ ยหรอเชอื กที
ใช้ชกั ทีจํากัดดว้ ย จึงเปนการเลน่ แข่งขนั อีกลักษณะหนึงทชี าว
บา้ นสมยั ก่อนนยิ มเลน่ กันอยา่ งสนกุ สนานโดยทวั ไป และมักจะ
จัดใหม้ กี ารแข่งขันกนั ในโอกาสงานรนเรงตา่ งๆด้วย กฬี าวา่ ว
เปนกีฬาพนื เมอื งเก่าแก่ทีมกี ารเลน่ สบื ทอดมาแตโ่ บราณ มี
ประวตั คิ วามเปนมามากมาย จากหลักฐานพบวา่ มีการเลน่ วา่ ว
มาตงั แต่ครังสุโขทยั และเปนทนี ยิ มสบื ทอดกันมาจนถงึ ปจจบุ ัน
ปจจบุ นั กีฬาวา่ วเปนกฬี าทีมีกฏระเบยี บกติกาเคร่งครัด มีการ
แข่งขนั หลายประเภท งการแขง่ ขนั เพือความสนกุ สนานและการ
แข่งขนั ในลักษณะวา่ วพนัน มีรูปแบบทเี ปนกีฬาสากลไปมาก
แลว้ ในทีนีจะกล่าวเฉพาะกีฬาแข่งวา่ วของภาคกลางทยี ังมี
ลกั ษณะเปนกฬี าพืนเมอื งอยูเ่ ท่านัน
กฬี าพืนบา้ นภาคกลาง
แขง่ ว่าว
วธีเล่น
๑. ผู้เลน่ แต่ละคนถือวา่ วพร้อมเชอื กถูกวา่ ว ยนื เตรยมพร้อมอยหู่ ลงั เสน้ เรมเปน
ระยะห่างกันพอประมาณ
๒. เมือได้สญั ญาณเรมเลน่ ให้ผเ็ ล่นแตล่ ะคนปลอ่ ยวา่ วของตนใหล้ อยขึนในอากาศ
แข่งกันวงชักวา่ วใหล้ อยอยูใ่ นอากาศจนสดุ ความยาวเชือกทมี อี ยู่จากนนั วงนาํ เชอื ก
ไปผกู ไวก้ ับหลกั ของตน เมอื ผูกเชือกเรยบร้อยแลว้ ให้รบวงไปควา้ ธงมาถอื ไว้
๓. ผเู้ ลน่ คนใดสามารถชกั วา่ วขนึ ในอากาศและวงไปควา้ ธงได้กอ่ นโดยวา่ วของตน
ไม่ตกดนิ จะเปนผู้ชนะ
กติกา
๑. วา่ วแขง่ ขันและเชอื กแข่งขัน ต้องมขี นาดและความยาวเท่ากันทกุ คน
๒. ตลอดระยะเวลาแขง่ ขนั เมอื สามารถชักวา่ วลอยอยู่ในอากาศไดแ้ ล้วต้องปลอ่ ย
จนสดุ ความยาวเชอื กทมี ีอยู่ และเมือผูกเชอื กตดิ กับหลักจนวงไปควา้ ธงมาถอื นัน
วา่ วจะตอ้ งลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลา ถ้าวา่ วตกลงดินกอ่ นควา้ ธงมาถือจะต้อง
กลับไปชักวา่ วใหล้ อยในอากาศใหม่กอ่ นจงึ จะวงมาควา้ ธงได้
๓. ให้มีกรรมการอย่างน้อย ๑ คน ทําหนา้ ทีควบคุมการเล่นและตดั สินผลการ
แข่งขัน
กฬี าพืนบ้านภาคกลาง
มอญซอ่ นผา้
มอญซ่อนผา้ (การเลน่ ในสมัยอยธุ ยา)
การเล่นมอญซอ่ นผ้า เปนการเลน่ ทีงา่ ย ไมม่ ีกฎกตกิ ามากมายนกั
มักเปนการละเลน่ ของหนมุ่ สาว โดยมากจะซ่อนเปนคู่ ๆ เปนการ
เจาะจงตวั ผ้ซู อ่ น
นิยมเลน่ ในงานเทศกาลตา่ ง ๆ โดยเฉพาะเทศกาลตรุษสงกรานต์
วัตถปุ ระสงค์
เพอื การคบค้าสมาคมกบั บุคคลอืน
โดยเฉพาะเพอื นต่างเพศเพอื เปนการออกกาํ ลังกายกลางแจง้ เพือ
ฝกไหวพรบ
อุปกรณ์
ผา้ ขาวม้ามดั ปลายให้เปนปมใหญ่ ๆ เรยกวา่ ผา้ ตีหรอลกู ตมู
จํานวนของลูกตูม จะมี 1 ใน 3 ของจํานวนผเู้ ลน่ หรอแลว้ แตจ่ ะ
ตกลงกนั
ผู้เล่น
ไมจ่ ํากดั จํานวนผเู้ ล่น แต่นิยมให้มีผูเ้ ลน่ มากกวา่ 8 คน เปนชาย
และหญงิ ฝายละครง
กีฬาพืนบ้านภาคกลาง
มอญซ่อนผ้า
วธกี ารเล่นให้ผ้เู ล่นนังเปนวงกลม ทงั สองฝายนังคละสลับกันโดย
ปกตถิ ้าแบง่ เปนชายฝายหนึงหญิงฝายหนึง จะให้ฝายชายเปนผู้
ถือผ้ากอ่ น โดยให้ตวั แทนฝายชาย 1 หรอ 2 คน แล้วแต่วา่ จะมี
ผ้าอยู่ในกลุม่ ของตนกผี นื ยืนอยู่นอกวง หรอจะใหฝ้ ายหญิงออก
มาถอื ผา้ คละรวมกบั ฝายชายดว้ ยกไ็ ด้ แต่จะต้องมจี าํ นวนผเู้ ลน่ ที
ออกมาฝายละเทา่ กนั ผ้เู ลน่ ทนี ังอยู่ในวงตอ้ งนงั อยเู่ ฉย ๆ จะหนั
หน้าไปมองผ้ทู ถี ือผ้าอย่นู อกวงไมไ่ ด้ หรอจะบอกผู้หนงึ ผู้ใดทถี กู
ซอ่ นผ้าไม่ไดใ้ ห้ผเู้ ลน่ ทีถอื ผา้ อยนู่ อกวงนนั เดินรอบวง แล้วใหห้ าที
ซอ่ นลกู ตูมโดยซอ่ นไวท้ ีข้างลําตวั ของผเู้ ล่นทีนังอยู่เปนผ้เู ลน่ คนละ
ฝายกันหรอผลู้ ่นเพศตรงข้าม แล้วเดินวนไปเรอย ๆ จนมาถึงตวั ผู้
ทถี ูกซ่อนลูกตมู เอาไว้ ใหต้ ีผู้ทีถูกซ่อน 1 ทีด้วยลูกตูมแล้ววงหนี
หรอถา้ ผเู้ ล่นทีถูกซ่อนรู้สกึ ตวั ให้วงไลผ่ ูเ้ ลน่ ทนี ําลูกตมู มาวาง แลว้
พยายามให้ลกู ตมู ตผี ้เู ล่นผู้นันใหไ้ ด้ ผู้เล่นทีนํา ลูกตูมไปซอ่ นไวก้ ็
จะตอ้ งวงหนีรอบวงและพยายามวงไปนังแทนทีของผ้ทู ีตนนาํ ลกู
ตมู ไปซอ่ นเอาไวใ้ ห้ได้ ถ้าถูกตเี สียก่อนจกั ตอ้ งมาทําหน้าทเี ช่นเดมิ
แต่ถา้ วงหนไี ปนังทัน ผทู้ ีถกู ซอ่ นลูกตูม จกั ต้องทาํ หน้าทแี ทนใน
การเล่นรอบต่อไป
กีฬาพืนบา้ นภาคกลาง
มอญซอ่ นผา้
1. กติกาการเลน่ ผู้ทีถอื ลูกตมู จะต้องเดินหรอวงไปรอบวงในทาง
เดียวกันผู้เลน่ ทีนังจะต้องนังอยู่เฉย ๆ ไมส่ ามารถลกุ เดนิ มือเปลา่
ไปมาได้ หรอหา้ มมองผูเ้ ล่นทเี ดนิ ถือลูกตมู เมอื ผ้เู ล่นเดินจบครบ
รอบแลว้ จะตอ้ งซอ่ นลกู ตมู ไวข้ า้ งหลงั ผู้เลน่ ทนี ังอยแู่ ตต่ ้องไม่ให้
ลกู ตูมอยู่หา่ งจากตัวมากนักจะตอ้ งซอ่ นฝายตรงข้ามเท่านันจะ
ซ่อนฝายเดยี วกันไม่ได้ เช่น ถ้าแบ่ง เปนฝายหญงิ และฝายชาย
ฝายชายจะต้องซอ่ นฝายหญิง และฝายหญิงจะตอ้ งซอ่ นฝายชาย
เมือซอ่ นแลว้ จะต้องวงหนีไปรอบ ๆ วงกลม จะวงยอ้ นทางหรอ
ตัดวงไมไ่ ด้
2. ระเบยี บการตัดสนิ อํานาจการตัดสนิ จะตกอยู่กับผทู้ ถี ือลูกตมู
เปนหลัก ถ้าลูกตมู ตกอยู่กบั ฝายใดฝายหนงึ ทังหมด อาํ นาจการ
ตดั สินชีขาดจะขึนอยกู่ ับฝายนนั เมือผถู้ อื ลกู ตูมเดินไปหลายรอบ
แล้วยงั ไม่ซอ่ นลูกตูม ผูท้ ีถูกลูกตูมอีก ฝายหนึงจะใช้อาํ นาจรุม
แยง่ เอาลกู ตูมมาเปนของฝายตน ผู้เล่นทีเสยี ลูกตูมต้องกลบั
เข้าไปนังในวงถ้าผใู้ ดไมม่ ลี กู ตูมแลว้ ยนื ขนึ หรอเดนิ ใหผ้ ทู้ มี ีผา้ ของ
ฝายตรงข้ามมารุมตีถ้าวงย้อนทาง จะถูกตีกนิ เปล่าจากผู้เดินถกู
ทาง คือผ่านใคร ๆ ตีถ้าวงผา่ วงด้วยเหตุใดก็ตาม จะถูกพวกนัง
ล้อมวงจับ และใช้ลกู ตมู ตีจนกวา่ จะกลบั ไปนงั ถูกทีของตนถา้
กรณีทผี ซู้ อ่ นและผู้ถกู ซอ่ นหยิบลูกตูมพร้อมกนั ให้ผู้เล่นแต่ละ
ฝายเขา้ ร่วมแยง่ ลกู ตูมช่วยกัน ถ้าผแู้ ย่งฝายใดไม่สามารถทนการ
ถกู ตดี ว้ ยลูกตมู ได้ ฝายตรงขา้ มจะได้ ลกู ตมู ไปครอบครอง
กฬี าพืนบา้ นภาคอสี าน
ขีม้าฟนดาบ
ความเปนมา
ขีมา้ ฟนดาบเปนกีฬาพืนเมืองเก่าแก่ของจังหวดั อุบลราชธานี
สันนษิ ฐานวา่ เปนกีฬาทีจําลองหรอเลียนแบบมาจากการขมี ้าทํา
สงครามในสมัยโบราณ เชือได้วา่ กีฬาขีม้าฟนดาบนา่ จะเปนกีฬาที
เกา่ แกม่ ากอกี ชนดิ หนงึ ของไทย เพราะปรากฏหลกั ฐานวา่ มกี าร
เลน่ ต่อสกู้ นั บนหลงั ม้า หลังช้าง ตลอดจนการเลน่ ขีม้าตคี ลีมา
ตงั แตส่ มัยสโุ ขทัยแล้ว
โอกาสทเี ล่น
เลน่ ไดท้ กุ โอกาสทีวา่ งตามปกติมกั จดั ให้มกี ารแขง่ ขนั ประจาํ ป
หรองานรนเรงต่างๆ ของชาวบา้ น ผ้เู ล่น เล่นกันในหมชู่ าย ทงั
เด็ก ทังผูใ้ หญ่
กฬี าพืนบา้ นภาคอสี าน
ขีม้าฟนดาบ
อุปกรณก์ ารเล่น
๑. หมวกมพี กู่ นั สตี ดิ ทปี ลายหมวก จํานวน ๒ ชดุ ชดุ ลพเทา่ ๆ กัน
คอื เท่ากบั จาํ นวนผเู้ ลน่ ของแต่ละชุด หมวกแต่ละชดุ จะมีสแี ตก
ตา่ งกนั
๒. ก้านกล้วยทรี ดเอาใบออกหมดแล้ว สถานทเี ล่น บรเวณสนาม
กวา้ ง เชน่ สนามหญา้ โรงเรยน ลานวดั หรอชายทงุ่
วธเี ล่น
๑. ผเู้ ลน่ แตล่ ะคนตอ้ งตกลงกนั วา่ ใครจะเปนมา้ ใครจะเปนคนขี
ให้คนขีสวมหมวก มอื ถือดาบก้านกลว้ ย และขนึ ขีหลงั คนเปนมา้
๒. ใหผ้ ้เู ลน่ แตล่ ะฝายขหี ลงั เปนค่กู ันยืนเปนแถวหนา้ กระดาน
๓. เมือกรรมการใหส้ ญั ญาณเรม ผู้เลน่ จะตอ้ งวงเขา้ หากนั
พยายามใช้ดาบฟนพบู่ นหมวกของฝายตรงขา้ ม ฝายใดใชด้ าบ
ก้านกลว้ ยฟนพ่เู ปนหมวกค่ตู ่อสไู้ ดส้ ําเร็จ เปนฝายชนะ
กฬี าพืนบา้ นภาคอีสาน
โคเกวยน
ความเปนมา
โคเกวยนเปนกฬี าพนื เมืองของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ นยิ มเล่น
กนั มากในจงั หวดั ร้อยเอด็ การเล่นโคเกวยนเปนการเล่นเลียน
แบบชีวตประจําวนั ของชาวบา้ นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ซึงใช้
โคเทยี มเกวยนเปนพาหนะ มีลักษณะการเลน่ คลา้ ยกบั การแขง่
เกวยน แต่มีจาํ นวนผู้เล่นแต่ละทีมนอ้ ยกวา่ และมีลกั ษณะการ
เทียบเกวยนต่างกัน สนั นษิ ฐานวา่ กฬี าโคเกวยนน่าจะเปนกีฬาที
เกา่ แก่ชนิดหนึง เพราะพบวา่ มีการเลน่ ววั เกวยนกันแล้วตังแต่
สมัยกรุงศรอยุธยา
ผ้เู ล่น
เลน่ ในหมู่เดก็ ๆ ทงั ชายและหญิง โดยแบ่งผูเ้ ลน่ ออกเปนทมี ทีม
ละสามคน
กฬี าพืนบ้านภาคเหนือ
แนดขอนทงุ
ความเปนมา
ในสมัยกอ่ นทางภาคเหนอื ของประเทศมีการทาํ ปาไม้กันมาก เมอื
ตัดไม้ไม่ได้แลว้ ก็จะชักลากไมท้ ีตัดไดซ้ งึ เรยกวา่ ไมซ้ ุงลงไปในแมน่ าํ
และผูกมัดไมซ้ งุ ไปยังสถานทีต่างๆระหวา่ งทางกจ็ ะมกี ารพักไม้ซุง
ตามรมแม่นําเปะระยะๆ จงึ มีแพไม้ซุงมากมายตามรมฝงแมน่ ํา
เด็กๆทอี าศยั อยู่รมแมน่ ํา มาํ จะชอบวงเล่นตามไมซ้ งุ มกี ารวงไล่
จบั กนั เปนทสี นกุ สนานเรยกวา่ การเล่นแนดขอนทุง
ผูเ้ ลน่
สว่ นใหญ่จะเลน่ ในหมู่เด็กชาย ไม่จํากัดจาํ นวนผู้เล่น ยิงมีจํานวนผู้
เลน่ เลน่ มากยงิ สนกุ
อปุ กรณ์
การเลน่ ไมใ่ ช้ แต่จะใช้แพไม้ซุงซงึ มีอยแู่ ล้ว
สถานทเี ล่น
บรเวณแพไม้ซงุ หรอกองไมซ้ ุงทีอยูใ่ นแมน่ าํ รมตลิง
กีฬาพืนบ้านภาคใต้
เปากบ
การละเล่นในภาคใต้จงั หวดั นราธวิ าส
อุปกรณแ์ ละวธกี ารเล่นอปุ กรณ์
๑. ยางกวง (ยางเสน้ ) วงใหญ่ หรอวงเล็กก็ได้ แลว้ แตค่ วามชอบ
และความถนัด
๒. ผ้เู ลนจํานวนตงั แต่ ๒ คน หรอมากกวา่ เล่นทังเด็กชายและ
เด็กหญงิ บางครังอาจเล่นเปนทมี ก็ได้๓. สถานที เช่น พืนซเี มนต์
พนื กระดาน หรอพืนโตะ๊
โอกาสหรอเวลาทเี ลน่
การเลน่ เปากบของเด็ก ส่วนใหญ่เลน่ กนั ในเวลาทีวา่ ง และมี
อุปกรณพ์ ร้อมทจี ะเล่นกนั ทงั สองฝาย
คณุ คา่ / แนวคิด/ สาระ
๑. การเลน่ เปากบ เปนการเล่นทใี ห้ความสนุกสนานแล้วยงั
เปนการฝก การรู้กาํ หนดจงั หวะและกะระยะด้วย
๒. การเลน่ เปากบเปนการฝกสังเกต ไหวพรบในการเปาของคู่
ต่อสซู้ ึงจะเปนวธหี นงึ ทจี ะทําให้เดก็ รู้จักคิดใหร้ อบคอบก่อนทจี ะ
เปา ถา้ เปาโดยไมค่ ิดอาจจะผิดพลาดได้ จนทําให้ตอ้ งแพ้
๓. เปนการฝกเด็กรู้จกั ความรัก ความสามัคคี
กฬี าพืนบ้านภาคใต้
เปากบ
วธกี ารเล่นเปากบ
เปนการเลน่ อย่างหนึงของเด็ก เลน่ กนั ทงั เด็กชายและหญงิ ผู้เล่น
มจี าํ นวน ๒ คน หรอเปนทีมก็ได้ สถานทีเล่น ในทรี ่ม ใชพ้ ืนที
เรยบ ๆ เช่น พนื ซีเมนต์ พนื กระดาน หรอพนื โต๊ะซงึ ผู้เลน่ จะเอา
ยางเสน้ (ยางวง) จะเปนวงเล็กหรอวงใหญ่ หรออาจจะเปนวงสี
ตา่ ง ๆ อย่ทู คี วามชอบ ได้แก่ สเี ขียว สแี ดง สนี าํ ตาล เปนต้น นํา
มาวางบนพนื คนละ ๑ เส้นให้ อยหู่ า่ งกันประมาณ ๑ ฟตุ ผเู้ ลน่
จะผลดั กนั เปายางเสน้ (ยางวง) ของตนไปขา้ งหน้าทีละนอ้ ย ๆ
จนยางเส้นทงั สองมาอยู่ใกลก้ ันผุ้เลน่ คนใดเปาให้ยางเส้นของตน
ไปทบั ยางเส้นของ ฝายตรงขา้ มได้กจ็ ะเปนผชู้ นะ ฝายแพจ้ ะตอ้ ง
จ่ายรางวลั ให้กับผ้ชู นะ ซึงสว่ นใหญจ่ ะเปนยางเสน้ (ยางวง) แต่
อาจให้รางวลั อนื ๆ กไ็ ดต้ ามแตจ่ ะตกลงกนั
กีฬาพืนบา้ นภาคใต้
ชักกะเยอ่
ภาค ภาคใต้
จงั หวัด พงั งา
อปุ กรณแ์ ละวธีเล่น
เชือกเสน้ ใหญๆ่ ๑ เส้น สาํ หรับจับดงึ กนั วธีเล่นจัด คนเลน่ ออก
เปน ๒ พวก ให้มีกาํ ลงั พอๆ กัน เมือแบง่ พวกเสร็จแลว้ ใหไ้ ปอยู่
คนละข้างของไม้หรอเชอื กนัน ใหค้ นหัวแถวจบั กอ่ นข้างละคน
นอกนนั ใหจ้ ับเอวกันตลอดทงั สองขา้ งเมอื ให้สัญญาณแล้วตา่ ง
ฝายก็ลงไปขา้ งหลงั ทกุ คนระเบียบการตดั สนิ ใชต้ ัดสนิ กันเองหรอ
ใหม้ ผี ูต้ ัดสิน ๑ คน ยนื ตรงกลางให้สญั ญาณและตดั สนิ ได้ เพอื ให้
รู้แนว่ า่ ฝายใดแพช้ นะจะปกธงไวต้ รงกลางก็ได้ ฝายใดถกู ดึงเลย
เขตได้หมดตงั แต่หนงึ ศอกขึนไปนับเปนแพ้ เมอื แพ้แล้วไม่มีปรับ
ให้ร้องรําอย่างใดเลย
โอกาสทเี ลน่ เล่นแข่งขนั ในงานกิจกรรมตา่ งๆ หรอในเทศกาล
พเิ ศษ
คณุ คา่ /แนวคิด/สาระ เพอื ออกกําลงั และรับความรนเรงในเมือ
แพ้ชนะกันเทา่ นัน
บรรณานกุ รม
kulwaran sriputtira. (2554). สบื คน้ เมอื 20 ตลุ าคม 2563.
จาก:https://sites.google.com/site/31839kulwarang/
home/kila-thiy-laea-kila-phun-ban
พัชรดา โพธฤิ ทธ.ิ (2558). สืบค้นเมือ 20 ตุลาคม 2563.
จาก:https://pacharida.wordpress.com/2016/02/12/%
E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E
0%B8%95%E0%B9%89-2/