The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัฒนธรรมภาคใต้ของไทย ปี64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sasina272545, 2021-10-24 07:46:08

วัฒนธรรมภาคใต้ของไทย ปี64

วัฒนธรรมภาคใต้ของไทย ปี64

Keywords: วัฒนธรรมภาคใต้ของไทย

SOUTHERN THAILAND CULTUREวัฒนธรรมภาคใต้ของไทย

ปีที่2|ฉบับที่1|(1สิงหาคม2564)

ปีที่2|ฉบับที่1|

ปีที่2|ฉบับที่1| SOUTHERN THAILAND CULTURE

วารสารวัฒนธรรมภาคใต้ของไทย

ISSN 19283746 (Print)
ISSN 91827364 (Online)

วัตถปุ ระสงค์
1.เพอ่ื เผยแพร่ความรูดา้ นวฒั นธรรมแขนงตา่ งๆในภาคใตข้ องประเทศไทย
2.เพื่อสนองความตอ้ งการของบคุ คลท่ีตอ้ งการทราบขอ้ มูลท่ีเก่ียวกบั วฒั นธรรมทางภาคใตข้ องไทย
3.เพ่อื เป็นแนวทางในการศึกษาขอ้ มลู ท่ีเก่ียวกบั วฒั นธรรมทางภาคใตข้ องไทยในดา้ นต่างๆแก่ นิสิต

นกั ศึกษา รวมถึงผสู้ นใจทวั่ ไปที่ตอ้ งการขอ้ มูลนาไปใชศ้ ึกษาต่อได้

บรรณาธิการท่ีปรึกษา นางสาวศศินา เมืองสพรรณ ประธานสภาอุตสาหกรรมการทอ่ งเท่ียวประจาภาคใต้
แห่งประเทศไทย

บรรณาธิการอานวยการ นางสาวดารีฉ๊ะ บาราสัน รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวประจาภาคใต้
แห่งประเทศไทย

บรรณาธกิ ารบริหาร

นางสาวจนั ธิดา มณียม หวั หนา้ ฝ่ายบริหารสภาอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวประจาภาคใตแ้ ห่ง
ประเทศไทย

นางสาวปรัชญาพร สง่างาม รองหวั หนา้ ฝ่ายบริหารสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจาภาคใต้
แห่งประเทศไทย

ผู้ช่วยบรรณาธิการ นางสาววนั เกอมีล่า ตูแวสุหลง เลขานุการสภาอตุ สาหกรรมการทอ่ งเท่ียวประจาภาคใต้
แห่งประเทศไทย

กองบรรณาธิการ

นางสาวฟารีดา้ บินสนั สภาอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวประจาภาคใตแ้ ห่งประเทศไทย
นางสาวสุปรีดา นวลนิ่ม สภาอตุ สาหกรรมการท่องเท่ียวประจาภาคใตแ้ ห่งประเทศไทย
นายราชนั แซ่ลิ้ม สภาอตุ สาหกรรมการท่องเที่ยวประจาภาคใตแ้ ห่งประเทศไทย
นายอมั พร รุ่งเรือง สภาอตุ สาหกรรมการท่องเท่ียวประจาภาคใตแ้ ห่งประเทศไทย
นางสาวณดา ใจดี สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจาภาคใตแ้ ห่งประเทศไทย

ผู้ทรงคุณวฒุ พิ จิ ารณาบทความ (Peer Review)

นายตะวนั เฉิดฉาย กระทรวงการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย
นายจุมพล สกุลดี กระทรวงการทอ่ งเท่ียวแห่งประเทศไทย
นายภผู า สูงสง่า กรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
นางสาวสุชาดา มีลาภ เจา้ หนา้ ท่ีอาวุโสอตุ สาหกรรมการท่องเท่ยี วประจาภาคใตแ้ หง่ ประเทศไทย
นางสาววีณา ผอ่ งพกั ตร์ เจา้ หนา้ ท่ีอาวุโสอตุ สาหกรรมการทอ่ งเท่ยี วประจาภาคใตแ้ หง่ ประเทศไทย
กาหนดตีพมิ พ์ ปี ละ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม– ตุลาคม

ฉบบั ที่2 พฤศจิกายน – ธนั วาคม
ฝ่ ายประสานงาน นายเมฆา มากมี, นายอคั นี ชูเลิศ, นางสาวอรอินทร์ เป่ี ยมลน้ , นางสาวสุนิสา วาจาดี
ผู้จดั ทา สภาอตุ สาหกรรมการท่องเท่ยี วประจาภาคใตแ้ ห่งประเทศไทย ตาบลอ่าวนาง อาเภอเมือง จงั หวดั
กระบ่ี 81000 โทรศพั ท์ 092-0325385 โทรสาร 0 2295 4675
Email : [email protected]
พมิ พ์ท่ี : Good Journal ตาบลอ่าวนาง อาเภอเมือง จงั หวดั กระบี่ 81000 โทรศพั ท์ 092-0325385
โทรสาร 0 2295 4675 Email : [email protected]

บทความท่ีตีพิมพท์ ุกเรื่องไดร้ ับการตรวจสอบความถกู ตอ้ งตามหลกั วชิ าการโดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ อน่ึง
ขอ้ คดิ เห็นตา่ งๆของผจู้ ดั ทาที่ปรากฏในวารสาร เป็นความคิดเห็นของผเู้ ขียน และไมถ่ ือเป็นความรับผิดชอบ
ของคณะบรรณาธิการ

บทบรรณาธิการ

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย จดั ทาข้นึ ในปี 2564 ซ่ึงเขา้ สู่ปี ท่ี2 ฉบบั ที่1 ท่ีจะไดอ้ อกเผยแพร่สู่
สื่อมวลชนอยา่ งกวา้ งขวางอีกคร้ัง มีการเผยแพร่วารสารใน 2 รูปแบบ คือ แบบตีพิมพ์ ISSN 19283746 และ
แบบอิเลก็ ทรอนิกส์(ออนไลน์) ISSN 91827364

วารสารฉบบั น้ี มีวตั ถุประสงคห์ ลกั เพ่ือเผยแพร่ความรู้ดา้ นวฒั นธรรมแขนงต่างๆในภาคใตข้ อง
ประเทศไทย และเพอ่ื สนองความตอ้ งการของบคุ คลท่ีตอ้ งการทราบขอ้ มูลที่เกี่ยวกบั วฒั นธรรมทางภาคใต้
ของไทย ตลอดจนเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาขอ้ มูลที่เกี่ยวกบั วฒั นธรรมทางภาคใตข้ องไทยในดา้ นต่างๆ
แก่ นิสิต นกั ศึกษา รวมถึงผสู้ นใจทว่ั ไปท่ีตอ้ งการขอ้ มลู นาไปใชศ้ ึกษาต่อได้ บทความวิชาการในวารสาร
ฉบบั น้ีไดผ้ า่ นการพิจารณาจากผทู้ รงคุณวฒุ ิและผพู้ จิ ารณาบทความ สาหรับวารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ อง
ไทย มีเน้ือหาสาระท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั วฒั นธรรมดา้ นตา่ งๆในภาคใตข้ องไทยเป็นหลกั ซ่ึงประกอบไปดว้ ย
บทความวิชาการ 6 เรื่อง ไดแ้ ก่ ประเพณีที่สาคญั ของภาคใต้ อาหารในภาคใต้ การแตง่ กายในภาคใต้ เทศกาล
ท่ีสาคญั ในภาคใต้ ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นใต้ และภาษาถิ่นใต้

ดิฉนั ขอขอบคุณทกุ ท่านที่ติดตามอา่ นวารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทยมาอยา่ งต่อเน่ือง
ขอขอบคุณผเู้ ขียนบทความที่เห็นความสาคญั ในการพฒั นาความรู้เก่ียวกบั วฒั นธรรมภาคใต้ กลนั่ กรองจนมา
เป็นบทความที่มีความสมบรู ณ์ ถกู ตอ้ งและมีคุณภาพเพ่ือเผยแพร่ความรู้ใหแ้ ก่ผอู้ ่านทกุ ท่าน ขอขอบคุณ
ผทู้ รงคุณวุฒิที่พิจารบทความทุกทา่ น ท่ีไดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะใหม้ ีการแกไ้ ขปรับปรุงบทความใหม้ ีความถูกตอ้ ง
สมบูรณ์ อีกท้งั กาลงั ใจจากผูท้ ่ีมีส่วนเก่ียวขอ้ งที่ทาใหว้ ารสารฉบบั น้ีประสบความสาเร็จ บรรณาธิการและ
กองบรรณาธิการเชื่อมน่ั วา่ วารสารฉบบั น้ีมีเน้ือหาที่น่าสนใจและมีคุณคา่ อนั ทาใหผ้ ทู้ ่ีสนใจนาไปเป็น
ขอ้ มูลอา้ งอิงเพอ่ื ใชใ้ นการศึกษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี

นางสาวฟารีดา้ บินสัน
กองบรรณาธิการ

สารบญั 1
5
บทความวิชาการ 9
1. อาหารใต้ แกงไตปลา 14
นางสาวศศินา เมืองสพรรณ 18
2. การแสดงพ้ืนเมืองภาคใต้ มโนราห์ 21
นางสาวจนั ธิดา มณียม
3. การแต่งกายในภาคใตข้ องไทย
นางสาวฟารีดา้ บินสนั
4. เทศกาลกินเจ
นางสาวดารีฉ๊ะ บาราสนั
5. ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินของภาคใต้
นางสาววนั เกอมีลา่ ตูแวสุหลง
6. ประเพณีสารทเดือนสิบ
นางสาวปรัชญาพร สงา่ งาม

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม

อาหารใต้ แกงไตปลา

บทนา

เดิมทีแกงไตปลาจะเรียกวา่ แกงพุงปลาเน่ืองจากเป็นแกงท่ีคนใตใ้ ชเ้ รียกกนั เนื่องจากภาคใตเ้ ป็นพ้นื ท่ีติด
ทะเลจึงสะดวกที่จะหาอาหารทะเลมาทาอาหารมาหมกั มาดอง ดงั น้นั การหมกั จึงทาใหเ้ กิดอาหารชนิดน้ีข้ึนมาคือ
แกงไตปลา รสชาติทางภาคใตจ้ ะเป็นนรสชาติเผด็ ร้อน ใหค้ วามรู้สึกเผด็ กวา่ ภาคอื่นเพราะภาคใตไ้ ดร้ ับ
วฒั นธรรมทางอินเดียมาจึงมีการนาพริกมาแกงมาใชร้ สชาติจึงใหอ้ ารมณ์เผด็ ร้อน หรือแมแ้ ตเ่ อกลกั ษณ์ของไต
ปลากจ็ ดั เป็นรสชาติไดอ้ ีกเพราะเน่ืองดว้ ยรสชาติของตวั แกงมีรสชาติที่เผด็ ร้อน ถึงพริกถึงเครื่องอีกดว้ ย

ความเป็ นมาของแกงไตปลา

ไตปลา (ภาคกลาง) หรือ พงุ ปลา (ภาคใต)้ เป็นการถนอมอาหารแบบหมกั ดองชนิดหน่ึง โดยใชก้ ระเพาะ
ของปลา เช่น ปลาทู ปลาลงั ปลาดุก ปลาช่อน หรือปลาอ่ืน ๆ มาหมกั กบั เกลือ โดยนาข้แี ละดีออกจากกระเพาะ
ก่อน หมกั ไว้ 10 - 30 วนั ก็ใชไ้ ด้ ไตปลาที่หมกั ไดท้ ่ีจะเหลวและมีมนั ไหลออกมา นาไปทาเป็นอาหารไดห้ ลาย
ชนิด เช่น ไตปลาที่เป็นเครื่องจิ้มคลา้ ยน้าพริกของทางภาคกลาง หรือแกงพงุ ปลาที่เป็นอาหารที่มีช่ือเสียงของ
จงั หวดั พทั ลุง นอกจากน้นั ยงั นาไตปลาไปผดั กบั น้าพริกแกง ใส่ปลาจ้ิงจา้ งและผกั เรียกไตปลาแหง้
(wikipedia.org, 2564)

วิธกี ารดาเนนิ ชีวิตและความเป็ นอยู่ของภาคใต้

ภาคใตจ้ ะนิยมสร้างริมแมน่ ้า ทะเลเพ่ือบริโภค สะดวกในการสญั จร คนไทยทาภาคใตจ้ ะมีคติการสร้าง
บา้ นเรือนวา่ ปลกู บา้ นโดยมีตีนเสารองรับเสาเรือนแทนการขดุ หลมุ ฝังเสา เพื่อสะดวกในการโยกยา้ ยและ
ป้องกนั มด ปลวก อีกท้งั ยงั มีคติที่วา่ หา้ มปลุกบา้ นขวางตะวนั เพราะจะขวางเสน้ ทางลมมรสุมอาจทาใหห้ ลงั คา
ปลิวและถกู พายพุ งั ไดง้ า่ ย มีใตถ้ ุนเต้ียเพราะมีพายเุ กือบท้งั ปี หากปลูกบา้ นสูงอาจตา้ นแรงลมทาใหเ้ สียหายได้
(อรอมุ า ทองมาก, 2554) ภมู ิภาคทางภาคใตจ้ ะเป็นภมู ิภาคท่ีมีชายฝั่งประกบเทือกเขาท้งั สองขา้ งซ่ึงไม่มีในภาค
อื่นเป็นที่ราบจะมีอยเู่ ป็นแนวแคบๆ และสองฝ่ังเป็นลาน้า การต้งั ถ่ินฐานจะอยชู่ ายฝ่ังทะเลท้งั สองดา้ นตะวนั ออก
และตะวนั ตก จากลกั ษณะภูมิศาสตร์ของภาคใตท้ าใหม้ ีตา่ งชาติเดินทางเขา้ มาบา้ งก็มาต้งั ถ่ินฐาน จึงทาใหก้ าร
การดารงชีวิตของคนแต่ละพ้ืนที่น้นั มีความแตกต่างกนั ในแตล่ ะพ้นื ที่(sites.google,ม.ป.ป.)

นกั ศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรีวิชยั

1

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม

รสชาติและความอร่อยทีแ่ ตกต่างของอาหารภาคใต้ แกงไตปลา

รสชาติของแกงไตปลาในภาคใตจ้ ะเนน้ ไปท่ีเผด็ ร้อน ถึงพริกถึงเคร่ืองแกงในภาคใตจ้ ะเป็นที่โดดเด่นใน
เร่ืองรสชาติท้งั จดั จา้ น เผด็ ร้อน ภาคใตม้ กั จะนาอาหารทะเลอยา่ งปลามาเป็นส่วนผสมตา่ งๆในแกงและมกั จะมี
ขมิ้นมาดบั กล่ินคาว อีกท้งั ยงั ช่วยสมานแผลอีกในช่องทอ้ งท่ีเกิดมาจากรสชาติท่ีจดั จา้ นเผด็ ร้อนจากแกง แกงไต
ปลาถือเป็นแกงที่นาเอาหลกั การถนอมอาหารมาใชก้ บั เครื่องในปลาท่ีไม่รู้วา่ จะเอาไปทาอะไรดี จึงนามาหมกั กบั
เกลือ รสชาติของแกงจึงออกเคม็ และเผด็ พร้อมใส่ผกั มากมายไมว่ า่ จะเป็นถว่ั พู มนั เทศ ฟักทอง มะเขอื เปราะ
มะเขอื พวง เมด็ มะมว่ งหิมพานต์ เป็นตน้ แต่สาหรับบางพ้นื ที่กไ็ ม่ใส่ผกั อะไรเลย ใส่แค่พุงปลาเพยี งอยา่ งเดียวกม็ ี
(ชรินรัตน์ จริงจิตร, 2562)

เอกลกั ษณ์และวัตถุดบิ อาหารใต้ แกงไตปลา

แกงไตปลาแพร่กระจายไปทุกภาค จะเดินทางไปภาคใดก็จะมีใหช้ ิมไตปลากนั แต่วา่ รสชาติอาจมีการ
ประยกุ ตใ์ หเ้ ขา้ กบั รสลิน้ ของคนในภาคน้นั ๆ หรือบางถิ่นก็ยงั คงไวซ้ ่ึงรสชาติแบบตน้ ตารับ ดงั น้นั ความเป็น
เอกลกั ษณ์ของไตปลากจ็ ะตอ้ ง เผด็ ร้อน และเคม็ หากเราใชไ้ ตปลาที่หมกั ไดท้ ี่ ไตปลาน้นั กจ็ ะมีความมนั ออกมา
ดว้ ย เพมิ่ ความอร่อยไดอ้ ยา่ งมาก การปรุงแกงไตปลา บา้ งกอ็ าจใส่กะทิ บา้ งกไ็ มใ่ ส่กะทิ หรือบา้ งก็นามาทาเป็น
น้าพริกไตปลาแหง้ แตท่ ่ีนิยมทานกนั เห็นจะเป็นน้าพริกไตปลาแบบปกติ (JADJANS, ม.ป.ป.) แกงไตปลา หรือ
แกงพุงปลาโดยปลาท่ีนามาใชท้ าเป็นแกงมีหลายชนิด ไดแ้ ก่ ปลาช่อน ปลาทู ปลากระด่ี เลือกใชเ้ ฉพาะเครื่องใน
ปลาเทา่ น้นั ไดแ้ ก่ ตบั ปลา ไส้ปลา และไตปลา ส่วนใหญจ่ ะเลือกใชไ้ ตปลาช่อนมาทาเป็นแกง เน่ืองจากมีรสชาติ
หวานมากกวา่ ปลาชนิดอื่น แกงไตปลาส่วนใหญ่รสชาติจะเผด็ ร้อน รสชาติเผด็ มาจากพริกข้หี นู รสร้อนแรงมา
จากพริกไทยดา อีกท้งั สมนุ ไพรท่ีช่วยเพิ่มความหอม ช่วยเพิม่ รสชาติท่ีจดั จา้ นมากข้นึ เคร่ืองแกงของแกงชนิดน้ี
คือ เคร่ืองแกงกะทิ มีส่วนประกอบ คอื ดีปลีสด หอม กระเทียม ตะไคร้พริกไทย หรืออาจจะใส่เคยเขา้ ไปบา้ ง
เลก็ นอ้ ย แลว้ โขลกเขา้ ดว้ ยกนั แกงชนิดน้ีมกั จะทานพร้อมกนั กบั ผกั พ้นื บา้ น ไดแ้ ก่ ใบมนั ปู สะตอ ลูกเนียง
กระถิน ถวั่ พู ถวั่ ฝักยาว เป็นตน้ แกงชนิดน้ีสามารถทานพร้อมกบั ขา้ วสวยหรือขนมจีนได(้ SAI, 2563)

บทสรุป

ภาคใตเ้ ป็นพ้ืนที่ติดชายฝั่งอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเลและคนใตส้ ่วนใหญ่มกั จะนาพุงหรือไตปลา
มาหมกั ดองไวเ้ พ่ือไวใ้ ชท้ าอาหารในภายภาคหนา้ ได้ โดยชาวบา้ นใชก้ ระเพาะของปลามาหมกั ดองแลว้ นามาแกง

2

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตลุ าคม
ปรุงรส โดยรสชาติที่ไดม้ ีรสเผด็ เพื่อลดกล่ินคาวของปลา อีกท้งั รสชาติเผด็ โดยรสเผด็ จะมีคุณสมบตั ิช่วยให้
เจริญอาหารและยงั เป็นเอกลกั ษณ์ภาพจาวา่ เมื่อไปถึงภาคใตก้ ็จะนึกถึงแกงไตปลา

3

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม
บรรณานุกรม

อรอุมา ทองมาก.(2554) “วิธีการดาเนินชีวิตและความเป็นอยขู่ องภาคใต”้ สืบคน้ เม่ือ 10 ตลุ าคม
2564 จาก
https://sites.google.com/site/damkwantratition/httpssitesgooglecomsitedamkwantratition03

sites.google.(ม.ป.ป.) “วิธีการดาเนินชีวิตและความเป็นอยขู่ องภาคใต”้ สืบคน้ เม่ือ 10 ตลุ าคม
2564 จาก
https://sites.google.com/site/prathesthiythailand/withi-chiwit-wathnthrrm-prapheni-phakh

ชรินรัตน์ จริงจิตร.(2562) “รสชาติและความอร่อยที่แตกต่างของอาหารภาคใต้ แกงไตปลา”
สืบคน้ เมื่อ 10 ตุลาคม 2564 จาก https://krua.co/food_story/

JADAJNS.(ม.ป.ป.) “รสชาติและความอร่อยที่แตกต่างของอาหารภาคใต้ แกงไตปลา” สืบคน้ เมื่อ
10 ตุลาคม 2564 จาก https://www.jadjans.com/index.php/source-taipla

JADJANS.(ม.ป.ป.) “เอกลกั ษณ์และวตั ถดุ ิบอาหารใต้ แกงไตปลา” สืบคน้ เม่ือ 10 ตุลาคม 2564
จาก https://www.jadjans.com/index.php/source-taipla

SAI.(2563) “เอกลกั ษณ์และวตั ถดุ ิบอาหารใต้ แกงไตปลา” สืบคน้ เม่ือ 10 ตลุ าคม 2564 จาก
https://aroi-mark.com/archives/823

4

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม

การแสดงพืน้ เมืองภาคใต้ มโนราห์

บทนา

มโนราหเ์ ป็นการแสดงพ้นื เมืองอีกอยา่ งหน่ึงของภาคใตเ้ ป็นการร่ายราตามแบบตน้ ฉบบั ที่มีการดดั
แปลงและสืบทอดกนั มาจากรุ่นสู่รุ่น การแสดงมโนราห์น้นั จะมีการร่ายราสลบั กบั การวา่ กลอนสด ผขู้ บั ร้องตอ้ ง
ใชไ้ หวพริบอยา่ งกระฉบั กระเฉงในการคดิ กลอนสด จะตอ้ งสรรหาคาใหส้ ัมผสั กนั อยา่ งรวดเร็ว และฉบั ไวมีการ
โตต้ อบกนั ในทนั ทว่ งที การแสดงมโนราหน์ ้นั จะเป็นการร่ายรา การขบั กลอนพร้อมกบั การบรรเลงดนตรีข้ึน
องคป์ ระกอบเหล่าน้ีจะทาใหก้ ารแสดงมโนราห์น่าชมและสามารถดึงดูดผชู้ มใหเ้ ขา้ มาชม เพอ่ื ทีจะไดส้ ืบทอดใน
รุ่นต่อๆไปได้
1.ประวัติความเป็ นมาและความสาคญั ของมโนราห์

เล่ากนั วา่ ในอดีตเมืองพทั ลงุ มีเจา้ เมืองชื่อเจา้ พระยาสายฟ้าฟาดไดค้ รองราชอยกู่ บั มเหสีและไดม้ ี
บตุ รสาวดว้ ยกนั ชื่อวา่ ศรีมาลา ซ่ึงแม่ศรีมาลาเป็นคนท่ีชอบร่ายราและเป็นผทู้ ี่มีทา่ ร่ายราสวยที่สุดในเมืองพทั ลุง
อยมู่ าแม่ศรีมาลาก็ไดต้ ้งั ครรภโ์ ดยไม่ไดแ้ ตง่ งานและไม่ไดม้ ีความสมั พนั ธก์ บั ชายใดมาก่อน เจา้ พระยาสายฟ้า
ฟาดจึงเกิดความอบั อาย จึงสั่งใหท้ หารจบั ตวั แมศ่ รีมาลาไปลอยแพกลางทะเลพร้อมกบั นางสนมของนางและลกู
ท่ีต้งั ครรภอ์ ยใู่ นทอ้ ง จากน้นั แพก็ไดล้ อยไปกลางทะเลพร้อมกบั เจอพายฝุ นพดั โหมกระหน่าอยา่ งแรง ทาใหแ้ ม่
ศรีมาลาและนางสนมไปติดอยทู่ ี่เกาะแห่งหน่ึงช่ือวา่ เกาะสีชงั จากน้นั แม่ศรีมาลาก็ไดใ้ หก้ าเนิดบตุ รเป็นผชู้ ายเลย
ต้งั ช่ือวา่ เทพสิงหล พอเทพสิงหลโตข้นึ แมศ่ รีมาลากไ็ ดส้ อนท่าราใหก้ บั สิงหลเพราะคิดวา่ ทา่ ราเหล่าน้ีสิงหล
สามารถนาไปใชใ้ นการป้องกนั ตวั ไดใ้ นภายหนา้ เทพสิงหลก็ต้งั ใจและจดจาทา่ ราท่ีผเู้ ป็นแมไ่ ดส้ อนไว้ จากน้นั
เทพสิงหลก็หมนั่ ฝึกฝนตลอดมา จนมีทา่ ราท่ีอ่อนชอ้ ยและมีช่ือเสียงมากจนเป็นท่ีเล่ืองลือไปจนขา่ วไปถึงเทพยา
สายฟ้าฟาด เทพยาสายฟ้าฟาดก็เกิดอยากดูทา่ ร่ายราของชายคนน้ี เลยไดเ้ ชิญเทพสิงหลเขา้ มาแสดงการร่ายราท่ี
ราชสานกั เทพสิงหลก็ไดไ้ ปถวายการร่ายราใหก้ บั เจา้ พระยาสายฟ้าฟาดดู เจา้ พระยาสายฟ้าฟาดตอ้ งตกตะลึงเมื่อ
ไดเ้ ห็นทา่ ราของเทพสิงหลเพราะนึกถึงทา่ ร่ายราของลกู สาวตน เจา้ พระยาสายฟ้าฟาดเลยตดั สินใจถอดเคร่ือง
ทรงใหก้ บั เทพสิงหลและไดบ้ อกกบั เทพสิงหลวา่ เครื่องทรงน้ีจะยกใหเ้ ป็นเคร่ืองทรงมโนราหน์ บั แตน่ ้ีเป็นตน้ ไป
หลงั จากน้นั เทพสิงหลกไ็ ดก้ ล่าวความจริงกบั เจา้ พระยาสายฟ้าฟาดวา่ ตนเป็นลกู ของแม่ศรีมาลาซ่ึงขา้ พเจา้ ได้
เป็นหลานของเจา้ พระยาสายฟ้าฟาดท่ีแทจ้ ริง หลงั จากน้นั เจา้ พระยาสายฟ้าฟาดกไ็ ดร้ ับมโนราห์เขา้ มาแสดงใน
ราชวงั ต้งั แตบ่ ดั น้นั เป็นตน้ มา จากน้นั มโนราห์กเ็ ร่ิมมีการขยบั ขยายการแสดงร่ายราออกไปแสดงไปทว่ั จนเป็นที่
นิยมแสดงการในภาคใตส้ ืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบนั (จอมยทุ ธ,2543)

มโนราห์มีความเช่ือเร่ืองการนบั ถือครูโนราและบรรพบรุ ุษ เรียกวา่ ‘ครูหมอโนรา’ การที่คนใตม้ ีการนบั
ถือครูหมอโนราห์น้นั เป็นทาใหเ้ รามีครูหมอโนราห์และบรรพบุรุษเป็นที่ยดึ เหนี่ยวทางจิตใจได้

5

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม

2.องค์ประกอบในการแสดง

2.1 เคร่ืองดนตรีสาหรับบรรเลงในการแสดงมโนราห์ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องตีให้ จงั หวะ ประกอบดว้ ย
ทบั (โทนหรือทบั โนรา) มี ๒ ใบ เสียง ตา่ งกนั เลก็ นอ้ ย ใชค้ นตีเพยี งคนเดียว เป็นเคร่ืองตีที่สาคญั ที่สุด เพราะทา
หนา้ ที่คมุ จงั หวะและเป็นตวั นาในการเปล่ียน จงั หวะทานองตามผรู้ า กลองทาหนา้ ท่ีเสริมเนน้ จงั หวะและ ลอ้
เสียงทบั ปี่ โหมง่ หรือฆอ้ งคู่ ฉิ่ง และแตระ (วิภาวี เธียรลีลา,2563)

2.2 เครื่องแต่งกายของมโนราห์ ประกอบดว้ ย เทริด เป็นเคร่ืองประดบั ศีรษะของตวั นายโรงหรือโนรา
ใหญห่ รือตวั ยนื เคร่ือง เครื่องลกู ปัดร้อยดว้ ยลูกปัดสีเป็นลายมีดอกดวง ใชส้ าหรับสวมลาตวั ท่อนบนแทนเส้ือ ปี ก
นกแอ่นหรือปี กเหน่ง ทบั ทรวงปี กหรือหางหงส์ ผา้ นุ่ง สนบั เพลา ผา้ หอ้ ยหนา้ ผา้ ห้อยขา้ งกาไลตน้ แขน-ปลาย
แขน และเลบ็ ท้งั หมดน้ีเป็นเครื่องแต่งกายของโนราใหญ่หรือโนรายนื เครื่อง ส่วนเคร่ืองแตง่ กายของตวั นางหรือ
นางราเรียกวา่ "เครื่องนาง” ไมม่ ีกาไลตน้ แขนทบั ทรวง และปี กนกแอน่ (อนุสรา บนั ลือพชื ,2555)

2.3 มโนราห์โรงครู เป็นพิธีกรรมที่มีความสาคญั ในวงการโนราเป็นอยา่ งยงิ่ เพราะ เป็นพิธีกรรมเพ่ือ
เชิญครูหรือบรรพบุรุษของโนรามายงั โรงพิธีเพอื่ ไหวค้ รูหรือไหวต้ ายายโนรา เพอื่ รับของแกบ้ น และ เพื่อครอบ
เทริดหรือผกู ผา้ แก่ผแู้ สดงโนรารุ่นใหม่ มี ๒ ชนิด คือ โนราโรงครูใหญ่ หมายถึง การราโนราโรงครูอยา่ งเตม็
รูปแบบ ซ่ึงจะตอ้ งกระทาต่อเนื่องกนั ๓ วนั ๓ คนื จึงจะจบพธิ ี โดยจะเริ่มในวนั พธุ ไปสิ้นสุดในวนั ศุกร์ และ
จะตอ้ งกระทา เป็นประจาทกุ ปี หรือทุกสามปี หรือทกุ หา้ ปี ท้งั น้ีข้ึนอยทู่ ี่การถือปฏิบตั ิของโนราแตล่ ะสาย
สาหรับโนราโรงครูเลก็ ใชเ้ วลา ๑ วนั กบั ๑ คืน โดยปกตินิยมเร่ิมในตอนเยน็ วนั พธุ แลว้ ไปสิ้นสุดในวนั
พฤหสั บดี (ศูนยข์ อ้ มูลกลางทางวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม,2552)

2.4 มโนราหเ์ พ่ือความบนั เทิง เป็นการแสดงแบบใหค้ วามบนั เทิงโดยตรง จะมีอยหู่ ลายลกั ษณะ
ประกอบดว้ ย การรา จะเป็นการราตามแบบฉบบั ผสมกบั ลกั ษณะทา่ ทาง ความออ่ นชอ้ ยของตนเอง การร้อง จะ
เป็นการขบั กลอนในลกั ษณะตา่ งๆมโนราหแ์ ต่ละตวั จะอวดลีลาการร้องของตนเองออกมา การทาบท จะเป็นการ
ขบั บทร้องและตีทา่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั จงั หวะและบทท่ีขบั ร้อง การราเฉพาะอยา่ ง เป็นการราที่จะใชแ้ สดงเฉพาะ
โอกาส และการเล่นเป็นเรื่อง การเลน่ เป็นเร่ืองจะเป็นการแสดงที่เนน้ ความสนุกสนาน โดยอิงจากเร่ืองที่คุน้ เคย
แลว้ มาแสดง แลว้ ขบั บทกลอนเน้ือหาจะตามทอ้ งเร่ืองที่แสดง (ศูนยข์ อ้ มูลกลางทางวฒั นธรรม กระทรวง
วฒั นธรรม,2552)

2.5 โอกาสที่แสดง ในการจดั การแสดงมโนราห์น้นั จะมีท้งั กลางวนั และกลางคนื มโนราหโ์ รงครูน้นั
การจดั มโนราห์โรงครูน้นั จะจดั โดยชาวบา้ นที่มีบรรพบุรุษเป็นมโนราห์ มีการนบั ถือครูหมอโนราห์ ส่วนการ

6

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตุลาคม
จดั การแสดงมโนราห์เพือ่ ความบนั เทิงน้นั มกั จะมีในงานวดั งานประเพณีสาคญั ตามนกั ขตั ฤกษ์ และการจดั การ
แสดงมโนราหใ์ นงานพธิ ีเฉลิมฉลองตา่ งๆท่ีชาวบา้ นจดั ข้ึนในโอกาสพเิ ศษ (อนุสรา บนั ลือพืช,2555)
3.การอนุรักษ์มโนราห์ให้คงอย่สู ืบไป

การท่ีเราจะอนุรักษว์ ฒั นธรรมการแสดงบางอยา่ งน้นั ใหค้ งอยสู่ ืบไปไมใ่ ช่เรื่องง่ายถา้ สิ่งน้นั ไม่ไดอ้ ยใู่ ต้
จิตสานึกและความชอบ แตก่ ารอนุรักษว์ ฒั นธรรมมโนราหใ์ หม้ ีการสืบทอดไปยงั รุ่นลกู รุ่นหลานก็ไมไ่ ด้
หมายความวา่ จะยากเสมอไป แคย่ งั มีการแสดงมโนราหใ์ ห้ชมอยู่ มีการสอนต่อจากมโนราห์รุ่นเก่าไปยงั เครือ
ญาติในรุ่นลกู รุ่นหลานเพ่ือที่จะไดม้ ีการเผยแพร่วฒั นธรรมสืบไป (ชวน เพชรแกว้ ,2559,หนา้ 11-13)
สรุป

มโราหเ์ ป็นการแสดงพ้ืนเมืองของภาคใตอ้ ีกอยา่ งหน่ึงที่มีตน้ กาเนิดเร่ืองราวของมโนราห์เกิดข้ึน ณ เมือง
พทั ลงุ และหลงั จากน้นั เป็นการแสดงที่มกั ชมกนั ทว่ั ท้งั ภาคใตแ้ ละเป็นการแสดงอีกอยา่ งหน่ึงท่ีมีการให้
ความสาคญั กบั คนใตม้ าตลอด และชาวใตส้ ่วนใหญ่จะมีครูหมอโนราห์เป็นเครื่องยดึ เหน่ียวจิตใจเสมอมา ในการ
แสดงมโนราห์น้นั จะตอ้ งประกอบดว้ ยเครื่องดนตรีที่หลากหลายเพอ่ื ใหเ้ กิดการผสมผสานกนั และน่าชมมาก
ยงิ่ ข้นึ อีกท้งั ตวั ของมโนราห์ยงั มีเคร่ืองการแต่งกายท่ีโดดเด่นเป็นเอกลกั ษณ์อีกดว้ ย ในการแสดงมโนราห์น้นั จะ
มีท้งั การแสดงมโนราห์โรงครูท่ีเป็นความเช่ือเรื่องเชิญครูหรือบรรพบรุ ุษของมโนราห์ และจะมีมโนราห์ที่จดั ข้ึน
เพ่ือความบนั เทิงอีกดว้ ย การแสดงมโนราห์น้นั จะมีการแสดงท้งั กลางวนั และกลางคนื จะข้ึนอยกู่ บั โอกาสที่ใช้
แสดง เราสามารถเขา้ ชมไดท้ ุกโอกาสและยงั เป็นการแสดงท่ีรับชมไดใ้ นทุกๆวยั อีกดว้ ย ดงั น้นั เราควรสืบทอด
วฒั นธรรมภาคใตไ้ ว้ และสานตอ่ ใหก้ บั คนรุ่นหลงั เพือ่ เป็นการอนุรักษว์ ฒั นธรรมไทยใหค้ งอยสู่ ืบไป

7

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตลุ าคม
บรรณานุกรม

จอมยทุ ธ. (2543,สิงหาคม) “ประวตั ิมโนราห์” สืบคน้ เมื่อ 5 ตุลาคม 2564 จาก
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/history_alive/index.html?fbclids

ชวน เพชรแกว้ . (2559,30 พฤศจิกายน) “โนรา: การอนุรักษ์และ
พฒั นา” 2540 หนา้ 11-13

ภิญโญ จิตตธ์ รรม. (2519)โนรา. พิมพค์ ร้ังที่2. สงขลา:ช่วยชมรมรา วิทยาลยั ครู
สงขลา หนา้ 1-4.

วิภาวี เธียรลีลา. (2563,ธนั วาคม) “ตามรอย “มโนราห์” เบ้ืองหลงั ศิลปะ
และศรัทธาท่ีเป็นไดม้ ากกวา่ การร่ายรา” สืบคน้ เมื่อ 5 ตลุ าคม 2564 จาก ตามรอย “มโนราห์” เบ้ืองหลงั ศิลปะและ

ศรัทธาท่ีเป็นไดม้ ากกวา่ การร่ายรา
ศนู ยข์ อ้ มูลกลางทางวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม. (2552) “โนรา”

สืบคน้ เม่ือ 21 กนั ยายน 2564 จาก http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/performing-arts/236-performance/158-
m-s?fbclid=IwAR1HxtUP1IAqcAQANp1b_Sh-VC-xinjnkdET9-6w46EqUzBzt0Sxp7WU4hc
อนุสรา บนั ลือพชื . (2555,ธนั วาคม) “เครื่องแต่งกายมโนราห์” สืบคน้ เม่ือ 21 กนั ยายน 2564 จาก๒.เคร่ืองแตง่ กาย
มโนราห์ - มโนราห์วฒั นธรรมปักษใ์ ต้
อนุสรา บนั ลือพืช. (2555,ธนั วาคม) “โอกาสที่แสดง” สืบคน้ เม่ือ 21 กนั ยายน 2564 จาก๖.โอกาสที่แสดง - มโนราห์
วฒั นธรรมปักษใ์ ต้

8

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม

การแต่งกายในภาคใต้ของไทย

บทนา

การแต่งกายในประเทศไทยน้นั เป็นการแต่งกายที่มีเอกลกั ษณ์ของแตล่ ะภาค ต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั การแต่ง
กายจะมีความสาคญั และมีอิทธิพลตอ่ วฒั นธรรม ประเพณี และการละเล่นของผคู้ นในแต่ละพ้นื ที่ ซ่ึงการแต่งกาย
ในภาคใตน้ ้นั จะเป็นการแต่งกายท่ีหลากหลายแตกตา่ งไปในแต่ละกลมุ่ เช้ือสาย ท้งั น้ี ผแู้ ต่งกายจะตอ้ งมีความรู้
เรื่องมารยาทการเเต่งกาย ดงั น้นั การแต่งกายถือเป็นส่ิงท่ีสาคญั เป็นอยา่ งมาก เพราะการแต่งกายจะบง่ บอกถึง
ตวั ตนของแตล่ ะบุคคล และการแต่งกายจะแสดงถึงการให้เกียรติผอู้ ื่น

1.การแต่งกายในภาคใต้

การแต่งกายภาคใต้ ภาคน้ีมีการแตง่ กายตา่ งกนั ตามเช้ือชาติ ถา้ เช้ือสายจีนจะแตง่ แบบจีน ถา้ เป็นชาวมุสลิม ก็จะ
แต่งคลา้ ยกบั ชาวมาเลเซีย การแตง่ กายของชาวใต้ จะแตกตา่ งกนั ในการใชว้ สั ดุ และรูปแบบโดยมีเอกลกั ษณ์ไป
ตามเช้ือชาติ Maeeam Thanaporn (2556) ไดจ้ าแนกเป็นกลุ่มใหญๆ่ ไดด้ งั น้ี

1.1 กล่มุ เช้ือสายจีน – มาลายู มีการแต่งกายอนั สวยงาม ท่ีผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเขา้ ดว้ ยกนั
อยา่ งงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เส้ือฉลลุ ายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอยา่ งงดงาม นิยมนุ่งผา้ ซ่ินปาเต๊ะ ฝ่ายชาย
ยงั คงแตง่ กาย คลา้ ยรูปแบบจีนด้งั เดิมอยู่

1.2 กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนด้งั เดิม ของดินแดนน้ีนบั ถือศาสนาอิสลาม และมี เช้ือสายมาลายู ยงั คงแต่งกายตาม
ประเพณี อนั เก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผา้ คลุมศีรษะ ใส่เส้ือผา้ มสั ลิน หรือลกู ไมต้ วั ยาวแบบมลายนู ุ่งซิ่นปาเตะ๊ หรือ ซิ่น
ทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เส้ือคอต้งั สวมกางเกงขายาว

1.3 กลุ่มชาวไทยพทุ ธ ชนพ้นื บา้ น แต่งกายคลา้ ยชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน ผา้ ยกอนั
สวยงาม ใส่เส้ือสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล สวมเส้ือผา้ ฝ้าย

2.มารยาทในการแต่งกาย

มารยาทในการแตง่ กาย เป็นส่ิงที่จะส่งผลตอ่ ภาพลกั ษณ์และบุคลิกภาพของแตล่ ะบคุ คล ซ่ึงการแตง่ กายจะแสดง
ถึงการเคารพและใหเ้ กียรติผอู้ ื่น เช่น ความสะอาด เป็ นส่ิงที่สาคญั ในทุกๆการแตง่ กาย หากเส้ือผา้ มีราคาแต่ไม่มี
ความสะอาดก็จะดูไมน่ ่าเคารพนบั ถือ littleshirt (2562 ) ไดแ้ บง่ หลกั สาคญั ของการแต่งกายไวด้ งั น้ี

9

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม

2.1 หลกั สาคัญในการแต่งกาย

1.ความสะอาด
ความสะอาดถือเป็นส่ิงสาคญั ในการแตง่ กาย ซ่ึงหากบุคคลแต่งตวั ดี ใชเ้ ส้ือผา้ ท่ีมีราคาเเพง แต่ไม่มีความสะอาด
น้นั ก็จะดูไมน่ ่าเคารพ ไมม่ ีความน่าเชื่อถือ

2.ความสุภาพเรียบร้อย
นอกจากความสะอาดแลว้ การแต่งกายใหส้ ุภาพเรียบร้อยก็เป็นส่ิงสาคญั เช่นเดียวกนั ควรแตง่ กายใหเ้ รียบร้อย
ต้งั แต่ศรีษะจรดเทา้

3.ความถูกต้องตามโอกาสและกาลเทศะ
การแตง่ กายใหถ้ กู ตอ้ งตามโอกาสและกาลเทศะน้นั ถือเป็นส่ิงท่ีสาคญั มาก เพราะจะบ่งบอกถึงตวั ตนของแต่ละ
บุคคลได้ และยงั เป็นการแสดงถึงการเคารพและใหเ้ กียรติผอู้ ื่น

4.ความเหมาะสมกบั อาชีพ
การแตง่ กายใหเ้ หมะสมกบั อาชีพก็เป็นสิ่งท่ีควรคานึงถึง เพราะบางอาชีพเสี่ยงอนั ตรายหรืออาจมีการติดเช้ือ จึง
ตอ้ งมีชุดเฉพาะในการปฏิบตั ิงาน เช่น นกั ดบั เพลิง พยาบาล หมอ เป็นตน้

5.ความเหมาะสมกบั วัย
การแต่งกายใหเ้ หมาะกบั วยั น้นั จะช่วยทาใหต้ วั เราเองมีความมนั่ ใจ ดูสดใส ร่าเริง เหมาะสมกบั วยั ไม่ดูแปลกตา
มากจนเกินไป

2.2 กูเกลิ ไซต์ ( 2560 ) ได้กว่าวว่า การปฎิบัตติ นเป็ นแบบอย่างท่ดี ีของการแต่งกาย การแต่งกายที่ดีเหมาะสมกบั
กาลเทศะ ควรปฎบิ ตั ิ ดงั นี้
1.การแต่งกายไปโรงเรียน แตง่ กายดว้ ยชุดถกู ระเบียบ เส้ือผา้ สะอาดเรียบร้อย เส้ือผา้ อยใู่ นสภาพสมบูรณ์
2.การแตง่ กายไปวดั แตง่ กายดว้ ยชุดที่รัดกมุ ไม่ควรสวมชุดท่ีมีสีฉูดฉาดจนเกินไป ควรใชเ้ ส้ือผา้ ที่สะอาด
3.การแตง่ กายไปท่องเที่ยว ควรชุดท่ีสวมใส่ควรมีความคล่องตวั สวมชุดให้เหมาะกบั กิจกรรม
4.การแต่งกายไปงานเล้ียง แต่งกายใหเ้ หมาะสมกบั สถานท่ีจดั งาน ควรใชเ้ ส้ือผา้ ที่เสริมบุคลิก

10

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม
3.วิวฒั นาการการแต่งกาย
รินบญุ นุชน้อมบุญ ( 2561 ) ไดก้ ลา่ ววา่ งานวจิ ยั เคร่ืองแต่งกายเพือ่ การแสดง : กรณีศึกษาเครื่องแต่งกายใน
ภาพยนตร์ไทยอิงประวตั ิศาสตร์ เรื่อง “ ตานานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เป็นการวิจยั เชิงคณุ ภาพ มี
จุดประสงคเ์ พื่อศึกษาเร่ืองเคร่ืองแต่งกายของไทย เป็นการนาโครงสร้างของเครื่องแต่งกายในประวตั ิศาสตร์มา
ผสมผสาน ภาพยนตร์ไทยอิงประวตั ิศาสตร์ในบริบทสงั คมไทยในปัจจุบนั น้นั นบั วา่ มีการนาเสนอรุปแบบ
เรื่องราวที่หลากหลาย และมีการผสมผสานระหวา่ งเทคโนโลยเี พื่อทาใหเ้ กิดความสมจริงในการยอ้ นรอยอดีต
การแสดงละครไทยมีมาต้งั แตโ่ บราณ ไดร้ ับววิ ฒั นาการข้ึนตามลาดบั ต้งั แต่สมยั อยธุ ยาจนถึงปัจจุบนั มีรุปแบบ
การแสดงโดยเฉพาะเเละกาหนดเป็นจารีต ในการแสดงและยดึ ถือกนั มาจนเป็นประเพณี ( ชวลติ สุนทรานนท์,
2547 )
“ศิลปะเครื่องแตง่ กายและละครราของไทย มีศิลปะท่ีประณีตงดงามของลวดลาย นานาประเทศยกยอ่ งวา่ เป็น
ศิลปะช้นั สูง และชอบดูเคร่ืองแตง่ กายละครราไทยมากกวา่ เครื่องแต่งกายของชาติอ่ืนๆ ถึงกบั สะสมเครื่องแต่ง
กายละครไทยไวเ้ หมือนของโบราณของไทย” (สุมนมาลย์ นิ่มเนตพิ นั ธ์, 2532 : 226)
3.1 การมสี ่วนร่วมในการอนุรักษ์มารยาทการแต่งกาย

ในปัจจุบนั การแตง่ กายแบบสมยั นิยมมีอิทธิพลตอ่ เยาวชน จนทาใหห้ ลงลืมวฒั นธรรมการแต่งกายแบบ
ไทยไปบา้ ง เพื่อใหไ้ ดม้ ีส่วนร่วมในการอนุรักษก์ ารแตง่ กาย ในเรื่องของเอกลกั ษณ์ไทย และความมีระเบียบวนิ ยั
ในการแตง่ กาย ควรปฎิบตั ิดงั น้ี ( กเู กลิ ไซต์, 2560 )
1.ตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของการแต่งกายแบบไทย ในฐานะที่เป็นเอกลกั ษณ์ชาติ
2.แตง่ กายถูกตอ้ งตามระเบียบแบบแผนของโรงเรียนและสงั คม
3.เป็นแบบอยา่ งที่ดีดว้ ยการแตง่ เครื่องแบบนกั เรียนใหถ้ กู ตอ้ ง

11

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตุลาคม
สรุปท้ายบท
การแตง่ กายในภาคใตข้ องไทย ส่วนใหญจ่ ะเป็นการแต่งกายที่แตกตา่ งกนั ไปในแต่ละเช้ือสายของตนเอง เช่น
เช้ือสายจีน จะมีการใส่เส้ือผา้ ลายดอกไม้ เช้ือสายอิสลาม จะมีผา้ คลุมศรีษะสาหรับผหู้ ญิง และเช้ือสายพทุ ธ
จะเเต่งกายคลา้ ยชาวภาคกลางในประเทศไทย ท้งั น้ี การแต่งกายน้นั ผแู้ ต่งกายจะตอ้ งมีความรู้เรื่องมารยาทการ
เเต่งกาย ซ่ึงจะส่งผลต่อการยอมรับของผคู้ นในสังคมและการใชช้ ีวิตประจาวนั

12

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม
บรรณานุกรม

กูเกิลไซต์ ( 2560, 6 มีนาคม). “วิธกี ารแต่งตวั ให้เหมาะสม” . สืบคน้ เมื่อ 15 คุลาคม 2564 จาก
https://sites.google.com/site/withikaretengtawhihemaasm/-maryath-ni-kar-taeng-kay

ชวลิต สุนทรานนท.์ (2547).เครื่องแต่งกายละครและการพฒั นา: การแต่งกายยืนเครื่องละครในของกรมศิลปากร.
(ม.ป.ท.).รุ่งศิลป์ การพิมพ์ จากดั .หนา้ 12 สืบคน้ จาก http://mobile.nlt.go.th/readall/

ทรูไอดี.(2563, 11 มกราคม).แต่งกายอย่างไรให้เหมาะสมกบั กาลเทศะ.สืบคน้ เม่ือ 3 ตลุ าคม 2564 จาก
https://intrend.trueid.net/article/%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9

รินบุญ นุชนอ้ มบุญ. ( 2561, กรกฎาคม-ธนั วาคม ). “เคร่ืองแต่งกายเพ่ือการแสดง : กรณศี ึกษา เคร่ืองแต่งกายใน
ภาพยนตร์ไทยอิงประวัตศิ าสตร์ เรื่อง “ ตานานสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช” วารสารวชิ าการ นวตั กรรม
ส่ือสารสงั คม มหาวิทยาลยั ศรีนครินทร์วิโรฒ. 6(2) , 1-3 สืบคน้ เมื่อ 27กนั ยายน 2564 จาก
https://so06.tci- thaijo.org/index.php/jcosci/article/view/169469

littleshirt. (2562, พฤษจิกายน) “หลกั สาคัญในการแต่งกาย” สืบคน้ เมื่อ 6 กนั ยายน 2564 จาก
https://littletshirt405.wixsite.com/little/post/

Thanaporn Maeeam.(2556, 12 กมุ ภาพนั ธ์) “การแต่งกายภาคใต้” สืบคน้ เม่ือ 6 กนั ยายน 2564 จาก
https://sites.google.com/site/cultureofthai/home/phakh-ti/kar-tae

13

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตลุ าคม

เทศกาลกนิ เจ

บทนา

เทศกาลกินเจ นบั วา่ เป็นเทศกาลท่ีสาคญั ของชาวภาคใต้ ซ่ึงมีความสวยงามในรูปแบบการสร้างสรรค์
และวธิ ีการปฏิบตั ิตนในเทศกาล เป็นกุสโลบายใหค้ นทาความดี โดยการละเวน้ การกินเน้ือสัตว์ และบริโภคแต่
อาหารประเภทผกั ผลไม้ ละเวน้ กิจกรรมใด ๆ อนั นามาซ่ึงการเบียดเบียนเดือดร้อนใหเ้ กิดแก่สัตวโ์ ลก เทศกาล
กินเจน้นั มีประโยชนต์ ่อผทู้ ี่ถือศีลมากมายโดยเฉพาะดา้ นสุขภาพและเป็นการแผเ่ มตตายดื ชีวิตใหก้ บั สัตวโ์ ลก
ท้งั หลาย

ความเป็ นมาและความสาคัญของเทศกาลกนิ เจ

คาวา่ "เจ" หรือ "แจ" เป็นภาษาจีนแตจ้ ๋ิว ภาษาจีนกลางออกเสียง "ไจ" หมายถึงการรักษาอโุ บสถศีล
หรือ ศีล 8 และการละเวน้ จากการกินเน้ือสัตว์

เทศกาลกินเจของทุกปี เริ่มตน้ ข้ึนเมื่อถึงวนั ข้นึ 1 ค่าเดือน 9 ตามปฏิทินจีน เป็นเวลา 9 วนั การเร่ิมกินเจ
เช่ือวา่ เกิดข้ึนมานานต้งั แตเ่ มื่อ 400 ปี ท่ีแลว้ สาเหตทุ ่ีตอ้ งกินเจ 9 วนั น้นั กม็ าจากความเล่ือมใสศรัทธาใน
พระพทุ ธศาสนานิกายมหายานที่หล่อหลอมร่วมกบั ลทั ธิขงจ้ือ ซ่ึงมกั เก่ียวขอ้ งกบั ดาวนพเคราะห์ ชาวจีนเชื่อวา่
เป็นสัญลกั ษณ์แทนพระพุทธเจา้ ในอดีต 7 พระองคแ์ ละพระโพธิสตั ว์ 2 พระองคร์ วมเป็น 9 พระราชาธิราชหรือ
ดาวนพเคราะห์ เพื่อถือเป็นการสักการะพระราชาธิราชท้งั 9 พระองคจ์ ึงตอ้ งทาการถือศีลกินเจเป็นเวลา 9
วนั (ช่อทิพยวรรณ พนั ธุแ์ กว้ , ม.ป.ป.)

จุดประสงค์ของการกนิ เจ

การกินเจน้นั มีจุดประสงคเ์ พือ่ สุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดตอ่ กนั ไปช่วงเวลาหน่ึง
จะทาใหร้ ่างกายเกิดการปรับตวั ใหอ้ ยใู่ นสภาวะสมดุลช่วยปรับใหร้ ่างกายมีเสถียรภาพ และกินดว้ ยจิตเมตตา
อาหารที่เรากินอยใู่ นชีวิตประจาวนั ประกอบดว้ ยเลือดเน้ือของสรรพสตั ว์ ผมู้ ีจิตเมตตา มีคณุ ธรรมและมี
จิตสานึกอนั ดีงามยอ่ มไม่อาจกินเลือดเน้ือของสตั วเ์ หล่าน้นั ซ่ึงมีเลือดเน้ือ จิตใจและท่ีสาคญั มีความรักตวั กลวั
ตายเช่นเดียวกบั คนเรา (สานกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ระนอง, 2562)

14

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตลุ าคม

แนวทางในการปฏบิ ตั ติ นเพื่อเข้าร่วมเทศกาลกนิ เจ

การเตรียมตวั และข้อปฏบิ ตั ิในการเข้าร่วมเทศกาลกนิ เจ
-รับประทาน “อาหารเจ”
-งดอาหารรสจดั ซ่ึงหมายถึงอาหารเผด็ หวานมาก เปร้ียวมาก เคม็ มาก
-รักษาศีลหา้ รักษาจิตใจใหบ้ ริสุทธ์ิ รักษาอารมณ์ (Sanook.com, 2564)
อาหารทส่ี ามารถรับประทานได้ในเทศกาลกินเจ
-ชา กาแฟ ที่ไม่ใส่นม เนย หรือครีมเทียม
-วติ ามินเสริมอดั เม็ด ที่ไมม่ ีสารสกดั จากสตั ว์
-ขนมกรุบกรอบ ท่ีไมม่ ีส่วนผสมของสัตว์
-พริกไทย เป็นสมนุ ไพร (แต่หากรู้สึกวา่ มีกล่ินฉุน สามารถเล่ียงได)้
-ขนมปัง (ที่เป็นขนมปังเจ หรือไม่มีส่วนผสมของนม)
-มาม่า หรือบะหม่ีก่ึงสาเร็จรูป (สูตรเจเท่าน้นั ) (Sanook.com,2564)

วธิ ีการสร้างสรรค์ เทศกาลกนิ เจ

ช่วงเทศกาลกินเจของทกุ ปี ตรงกบั วนั ข้นึ 1 ค่า ถึง 9 ค่า เดือน 9 ตามปฏิทินจีน ตรงกบั เดือน 11 หรือ
เดือนตลุ าคมของไทย ตามปฏิทินสากล รวมเป็นเวลาท้งั สิ้น 9 วนั 9 คืน โดยจะจดั ในศาลเจา้ ของจงั หวดั ต่างๆ ใน
ภาคใต้ ควรแตง่ กายดว้ ย เส้ือสีขาว หรือสีเรียบ ๆ อ่อนๆ เพ่ือใหร้ ่างกายสะอาด การแต่งตวั ก็ตอ้ งดูสะอาดตา
เช่นเดียวกนั ผทู้ ่ีถือศีลกินเจจึงควรใส่ชุดสีขาวเม่ือเขา้ สู่สถานท่ีทาพิธีกินเจ ธงเจ เป็นสัญลกั ษณ์แห่งอาหารของ
การปฏิบตั ิของผทู้ รงศีล ปราศจากเบียดเบียนส่ิงมีชีวิตใดๆ และยงั เป็นสิริมงคลใหแ้ ก่ผทู้ ่ีรับประทาน
(กลุ ดา เพช็ รวรุณ, 2559)

15

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตุลาคม

สรุป

เทศกาลกินเจเป็นเทศกาลที่ส่งเสริมใหค้ นทาความดีโดยการละเวน้ การกินเน้ือสัตว์ งดการกระทาทกุ
อยา่ งที่เป็นบาปและเบียดเบียนสตั วโ์ ลก โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พือ่ สุขภาพเพราะการงดกินเน้ือสัตวน์ ้นั จะทาให้
ร่างกายแขง็ แรงเป็นการแผเ่ มตตาใหก้ บั สตั วโ์ ลกท้งั หลาย โดยผทู้ ี่ถือศีลกินเจน้นั จะตอ้ งรักษาศีล 5 รักษาจิตใจให้
บริสุทธ์ิควบคมุ สติอารมณ์ให้ได้ และปฏิบตั ิตามขอ้ ปปฏิบตั ิอยา่ งเคร่งครัด

16

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม

บรรณานุกรม

ช่อทิพยวรรณ พนั ธุแ์ กว้ . ม.ป.ป. ถือศีล กินเจ ใชช้ ีวิต แบบใหช้ ีวิต. พมิ พค์ ร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ :
ตน้ ธรรม

สานกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ระนอง (2562, 7 กุมภาพนั ธ)์ “เทศกาลถือศีลกินเจ” สืบคน้ เม่ือ
13 กนั ยายน 2564 จาก
https://www.mculture.go.th/ranong/ewt_news.php?nid=574&filename=index

กลุ ดา เพช็ รวรุณ. (2559, กนั ยายน-ธนั วามคม) “โมเดลภาพลกั ษณ์เทศกาลกินเจจงั หวดั ภูเกต็ ”.
วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร. 36 (3) , 115-132

Sannook.com. (2564, 5 ตลุ าคม). “ขอ้ หา้ มการกินเจ การกินเจท่ีถกู ตอ้ ง และผกั ฉุนที่หา้ ม
กิน” สืบคน้ เมื่อ 12 ตุลาคม 2564. จาก www.sanook.com/horoscope

17

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตุลาคม

ภูมิปัญญาท้องถนิ่ ของภาคใต้

บทนา

ครอบครัวเป็นสถาบนั ทางสงั คมที่มีผลต่อพฒั นาการและการเจริญเติบโตของเด็ก เพราะครอบครัวเป็น
หน่วยที่คมุ้ ครอง ใหค้ วามรู้ ความคดิ ความเช่ือ วฒั นธรรมและภมู ิปัญญา เพ่ือเตรียมพร้อมเดก็ เขา้ สู่สังคม ดงั น้นั
ความรู้ทางภมู ิปัญญาจึงแทรกซึมเขา้ ไปในจิตสานึกของเด็กจากครอบครัว ภมู ิปัญญาจึงไดร้ ับการถ่ายทอดจากรุ่น
สู่รุ่น แต่เนื่องจากวธิ ีชีวติ ของคนเปล่ียนไปทาใหค้ นยคุ ใหม่ไมส่ นใจภมู ิปัญญาดง่ั เดิมของตนเอง ซ่ึงอาจทาใหภ้ ูมิ
ปัญญาเหลา่ น้นั ไม่ไดร้ ับการถ่ายทอดและหายไปตามกาลเวลา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน หมายถึง “พ้ืนเพรากฐานของความรู้ของชาวบา้ น หรือความรอบรู้ของชาวบา้ นท่ีเรียนรู้
และสั่งสมประสบการณ์สืบเนื่องต่อกนั มาท้งั ทางตรง คือ ประสบการณ์ดว้ ยตนเองหรือทางออ้ มซ่ึงเรียนรู้จาก
ผใู้ หญ่ หรือความรู้ท่ีสะสมสืบตอ่ กนั มา" (สามารถ จนั ทร์สูรย์,2533 อ้างถึงใน สาเนยี ง สร้อยนาคพงษ์, 2535:24)

ภมู ิปัญญาภาคใตเ้ กิดจากการหลอมรวมของวฒั นธรรมมาหลายร้อยหลายพนั ปี เน่ืองจากภาคใตเ้ ป็นพ้ืนท่ี
อดุ มสมบูณรณ์ที่มีท้งั ภูเขาและทะเล และยงั อยใู่ นคาบสมทุ ร์มลายู บางพ้ืนที่ยงั เป็นท่าเรือ จึงเป็นแหล่งดึงดูดผคู้ น
จากท่ีต่างๆมาต้งั ถ่ินฐาน คา้ ขายและแสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพยากรธรมมชาติ ภูมิปัญญาทางภาคใตจ้ ึงมี
ความหลากหลายเน่ืองจากการปรับตวั ไปตามธรรมชาติและผคู้ นที่มาจากหลากหลายเช้ือชาติ

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541 ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ินจาแนกไวร้ วม 10 สาขา
คือ (1) สาขาเกษตรกรรม (2) สาขาอตุ สาหกรรมและหตั ถกรรม (3) สาขาการแพทยไ์ ทย (4) สาขาการจดั การ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม (5) สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน (6) สาขาสวสั ดิการ (7) สาขาศิลปกรรม
(8) สาขาจดั การ (9) สาขาภาษาและวรรณกรรม (10) สาขาศาสนาและประเพณี

ภูมิปัญญาไทยกบั การศึกษาในระบบ หน่วยงานภาครัฐควรจะกาหนดใหโ้ รงเรียนมีหลกั สูตรการเรียนการ
สอนเก่ียวกบั ภมู ิปัญญาไทย รวมถึงใหม้ ีการปลูกจิตสานึกใหน้ กั เรียนเห็นความสาคญั และคุณค่าของภูมิปัญญา
ไทย โดยมีผทู้ รงซ่ึงองคค์ วามรู้ (ดวงฤทยั อรรคแสง, 2552, น.18) ภูมิปัญญาไทยกบั การศึกษานอกระบบ
หน่วยงานองคก์ รท้งั ภาครัฐและเอกชนควรจะประชาสัมพนั ธแ์ ละเผยแพร่ความรู้เก่ียวกบั เร่ืองภูมิปัญญาไทยแก่
นกั ศึกษาและประชาชนทวั่ ไป และจดั ใหม้ ีหลกั สูตรกิจกรรมเสริมหลกั สูตรเกี่ยวกบั ภมู ิปัญญาไทย เพ่ือปลกู ฝัง
เจตคติที่ดีและเห็นคณุ คา่ ของภูมิปัญญาไทย โดยมีผทู้ รงซ่ึงองคค์ วามรู้รวมท้งั ใหม้ ีการจดั ทาหนงั สือ เอกสาร สื่อ
ตา่ งๆ เกี่ยวกบั ภูมิปัญญาไทยในทอ้ งถิ่นเพอ่ื ประกอบการเรียนการสอน (สานักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา,
2551, น.25) ภูมิปัญญาไทยกบั การศึกษาตามอธั ยาศยั ชุมชน องคก์ ารบริหารส่วนทอ้ งถิ่น ควรส่งเสริมใหม้ ีแหล่ง
การเรียนรู้ หรือศูนยก์ ารเรียนรู้ภมู ิปัญญาไทยของผทู้ รงซ่ึงองคค์ วามรู้ในทอ้ งถิ่น รวมท้งั ใหก้ ารสนบั สนุนในดา้ น

18

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม

วสั ดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ จดั ทาหนงั สือ เอกสาร ส่ือต่างๆ ที่ใชใ้ นการประกอบกิจกรรมเพื่อการเผยแพร่
ความรู้ (สานกั งาน เลขาธกิ ารสภาการศึกษา, 2551, น.25)

ภูมิปัญญาหนังตะลุง

หนงั ตะลงุ เป็นภมู ิปัญญาดา้ นศิลปะการแสดงท่ีอยคู่ ู่คนใตม้ าอยา่ งยาวนาน ยงั สอดแทรกวถิ ีชาวใต้ เช่น วถิ ี
ชีวติ ,วธิ ีการเลา่ เร่ืองและสาเนียง,รวมถึงมุขตลก หนงั ตะลงุ ใชเ้ ครื่องดนตรีแบบเคร่ืองหา้ เร่ือยมา โดยเร่ิมมีการ
เปลี่ยนแปลงในราว พ.ศ. 2513-2514 และในปัจจุบนั ส่วนใหญ่ใชเ้ ครื่องดนตรีแบบใหม่คือ เป็นเคร่ืองดนตรีแบบ
เครื่องหา้ ในสมยั กลางผสมกบั เครื่องดนตรีสากล

ทัตพงศ์ เทยี่ วแสวง, อุดมศักด์ิ เดโชชัย, จติ ตมิ า ดารงวฒั นะ, และเดโช แขน้าแก้ว, 2560 ไดก้ ล่าวไวว้ า่
ข้นั ตอนการแกะหนงั ตะลุง (1)การร่างภาพ (2)การแกะฉลุ (3)การแกะรูปหนงั (4)การลงสีรูปหนงั (5)การตกแต่ง
รูปหนงั

อดุ ม หนูทอง, 2542 ไดก้ ล่าวไวว้ า่ ขนบนิยมในการแสดงหนงั ตะลุงคือ ลาดบั ข้นั ตอนในการแสดงหนงั ตะลงุ
ในปัจจุบนั มีดงั น้ี (1) ต้งั เคร่ืองเบิกโรง (2) โหมโรง (3) ออกฤาษี (5) ออกรูปปรายหนา้ บท (6) ออกรูปบอกเร่ือง
(7) เก้ียวจอ (8) ต้งั เมืองหรือต้งั นามเมือง (9) ดาเนินเร่ือง

วรรณกรรมเพ่ือการแสดงหนงั ตะลุงเป็นบทพากยท์ ้งั ร้อยแกว้ และร้อยกรองโดยมีผเู้ ขียนข้นึ เป็นเร่ืองราว
แบง่ เป็นฉากหรือเป็นตอนๆ ใชเ้ วลาเชิดประมาณ 20 นาที เม่ือจบตอนจะขบั กลอนเลยบท ยกตอนต่อไปนาตวั
ละครของแตล่ ะตอนมาสัมพนั ธ์กนั การแสดงแตล่ ะคนื ใชเ้ น้ือเร่ืองมีความยาวประมาณ 15 - 20 ตอน วรรณกรรม
หนงั ตะลุงจาแนกไดเ้ ป็น 3 สมยั คือวรรณกรรมหนงั ตะลุงสมยั เก่า วรรณกรรมหนงั ตะลงุ สมยั กลางและ
วรรณกรรมหนงั ตะลุงสมยั ใหม่

บทบาทหนงั ตะลุงต่อสังคม

หนงั ตะลุงเป็นทูตทางวฒั นธรรมปักษใ์ ต้ บทบาทหลกั ของหนงั ตะลงุ คอื ใหค้ วามบนั เทิง ใหข้ อ้ มลู ข่าวสาร
สงั่ สอนคุณธรรมจริยธรรม สร้างความสมั พนั ธท์ างสงั คม นอกจากน้นั ยงั มีบทบาทในการตอกย้า สานึก
ประวตั ิศาสตร์ทางเผา่ พนั ธุข์ องคนใต้

19

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม

บรรณานุกรม

เทศบาลนครปากเกร็ด. ม.ป.ป. "ภูมิปัญญาชาวบ้านและท้องถ่นิ " สืบคน้ เม่ือวนั ที่ 29 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.pakkretcity.go.th/index.php/2-uncategorised/2873-local-wisdom.html

รจนา นิลใจพงค.์ (2562). "ภูมิปัญญาท้องถ่ินภาคใต้" สืบคน้ เมื่อวนั ท่ี 29 สิงหาคม 2564,
จาก https://rotjananilipnong.wordpress.com/

เทศบาลนครปากเกร็ด ม.ป.ป. "ประเภทของภูมปิ ัญญา" สืบคน้ เมื่อวนั ที่ 29 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.pakkretcity.go.th/index.php/2-uncategorised/2873-local-wisdom.html

นนั ธวชั นุนารถ. (2560, มกราคม – เมษายน). “ภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ : เพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน”.
วารสารวิชาการและวจิ ยั สังคมศาสตร์. 12(34), 24 https://so05.tci-
thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/59467

สานกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั พทั ลงุ . (2561). "หนังตะลงุ " สืบคน้ เมื่อวนั ท่ี 30 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.m-culture.go.th/phatthalung/ewt_news.php?nid=509&filename=King

ไชยวธุ โกศล. (2561). ตรีหนงั ตะลุงรูปแบบปัจจุบนั “ยคุ เพลงสากล”.
ดนตรีหนงั ตะลงุ ในจงั หวดั สงขลา: ความเปล่ียนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบนั , 46-47
https://so02.tci-thaijo.org/index.php/faa/article/view/139090/110588

ทตั พงศ์ เท่ียวแสวง, อุดมศกั ด์ิ เดโชชยั , จิตติมา ดารงวฒั นะ, และเดโช แขน้าแกว้ (2560, มกราคม-มิถนุ ายน).
“ข้นั ตอนการแกะหนังตะลงุ ”. วารสารการศึกษาภมู ิปัญญาการแกะหนงั ตะลงุ . 4, 96

https://www.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&url=https://race.nstru.ac.th/home_ex/e-
portfolio//pic/academy/12486483.pdf%3F1610693253&ved=2ahUKEwix7_uJwL3zAhUVyzgGHTg
hDhQQFnoECBEQAQ&usg=AOvVaw0esY7Cz6RwrN0E6xNMV4tY
สารอาศรมวฒั นธรรมวลยั ลกั ษณ์ ม.ป.ป. “ขนบนิยมในการแสดงหนงั ตะลงุ ”.
วารสารหนงั ตะลุงภาคใต้ : รากเหงา้ และเบา้ หลอม “ตวั ตนของคนใต”้ , 14-17 https://so06.tci-
thaijo.org/index.php/cjwu/article/download/95341/74473/
สารอาศรมวฒั นธรรมวลยั ลกั ษณ์ ม.ป.ป. “วรรณกรรมเพ่ือการแสดงหนังตะลงุ ”.
วารสารหนงั ตะลงุ ภาคใต้ : รากเหงา้ และเบา้ หลอม “ตวั ตนของคนใต”้ , 18-19
https://so06.tci-thaijo.org/index.php/cjwu/article/download/95341/74473/
สารอาศรมวฒั นธรรมวลยั ลกั ษณ์ ม.ป.ป. “บทบาทหนงั ตะลุงต่อสังคม ”.
วารสารหนงั ตะลงุ ภาคใต้ : รากเหงา้ และเบา้ หลอม “ตวั ตนของคนใต”้ , 22-27 https://so06.tci-
thaijo.org/index.php/cjwu/article/download/95341/74473/

20

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ท่ี 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตลุ าคม

ประเพณีสารทเดือนสิบ

บทนา

เม่ือนึกถึงวนั สารทเดือนสิบ กต็ อ้ งนึกถึงประเพณีที่จดั ข้ึนอยา่ งอลงั การ ณ ภาคใต้ ซ่ึงประเพณีวนั สารทเดือน
สิบน้นั ถือเป็นประเพณีที่มีความสาคญั และมีการสืบทอดกนั มาอยา่ งยาวนาน เมื่อใกลถ้ ึงเทศกาลเดือนสิบ
ชาวบา้ นก็จะช่วยกนั ตระเตรียมอาหารเพอื่ นาไปวดั และหากชาวภาคใตค้ นใดที่ไปอยู่ตา่ งถ่ิน กม็ กั จะรีบกลบั บา้ น
เกิดทนั ทีเพ่ือมาทาบุญร่วมกบั ญาติพ่ีนอ้ งโดยพร้อมเพรียงกนั

วันสารทเดือนสิบ

ประเพณีสารทเดือนสิบ ถือวา่ เป็นประเพณีท่ีไดร้ ับอิทธิพลมากจากประเทศอินเดีย แตไ่ ม่มีหลกั ฐานที่บ่ง
บอกแน่ชดั วา่ เกิดข้ึนคร้ังแรกท่ีไหนและเมื่อไหร่ โดยคาวา่ “สารท” เป็นคาท่ีมาจากภาษาบาลี (สรท) ซ่ึงมี
ความหมายวา่ “เทศกาลทาบญุ ในวนั สิ้นเดือน 10” ซ่ึงถือว่าเป็นประเพณีที่ชาวภาคใตส้ ืบทอดกนั มาต้งั สมยั บรรพ
บุรุษจนถึงปัจจุบนั (สุดาวรรณ์ มีบวั , 2560 : 220-229)

วนั สารทเดือนสิบหรือที่ชาวภาคใตเ้ รียกกนั วา่ วนั ชิงเปรต เป็นประเพณีท่ีเกิดจากความเช่ือเร่ืองนรก สวรรค์
และวญิ ญาณ โดยเช่ือกนั วา่ ในวนั น้ีบรรพบุรุษที่ล่วงลบั ไปแลว้ จะกลบั มาหาลกู หลาน ณ เมืองมนุษย์ โดย
ลกู หลานท่ียงั คงมีชีวติ อยจู่ ะจดั เตรียมอาหารคาวหวานไปถวายแด่พระสงฆท์ ่ีวดั ใกลๆ้ บา้ นเพ่ือทาบุญอุทิศส่วน
กศุ ลแก่วญิ ญาณของบรรพบรุ ุษ เปรต และสัมภเวสีท่ีอยทู่ ้งั ในและนอกบริเวณวดั

นอกจากน้ียงั มีจุดมุ่งหมายอื่นเขา้ มาร่วมดว้ ย คือ

-เป็นการทาบุญแสดงความชื่นชมยนิ ดีในโอกาสที่ไดร้ ับผลิตผลทางการเกษตร

-เพื่อเป็นการอานวยประโยชนใ์ นดา้ นปัจจยั อาหารแก่พระภิกษสุ งฆใ์ นช่วงฤดูฝน (จาเป็น เรืองหิรัญ, 2564)

วนั เวลา และสถานท่ี

ประเพณีวนั สารทเดือนสิบ จะจดั ข้นึ วนั แรกในวนั แรม 1 ค่า เดือน 10 เรียกวา่ วนั ยกหฺมฺรับเลก็ ในวนั น้ีจะ
เป็นการรับตายาย โดยจะมีการนาอาหารไปถวายแด่พระสงฆท์ ่ีวดั และทาบญุ ให้แก่บรรพบุรุษ จากน้นั ในวนั แรม
13 ค่า เดือน 10 เรียกกนั วา่ วนั จ่าย เป็นวนั ท่ีชาวบา้ นไปจบั จ่ายซ้ือของท่ีตลาด และจดั เตรียมทาขนมสาหรับจดั หฺมฺ
รับไปวดั เมื่อเขา้ สู่ช่วงเชา้ ตรู่ของแรม 14 ค่า เดือน 10 ชาวบา้ นจะช่วยกนั จดั หฺมฺรับ โดยการนาอาหาร ส่ิงของ

21

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ที่1 สิงหาคม – ตุลาคม

และขนม บรรจุลงในกะละมงั หรือถาด โดยจดั เป็นช้นั ๆ และในวนั แรม 15 ค่า เดือน 10 จะเป็นวนั สารทหรือวนั
ฉลองหฺมฺรับ ชาวบา้ นจะพากนั ยกหฺมฺรับไปวดั ใกลบ้ า้ น (เมธินีย์ ชอมุ่ ผล, 2562)

กจิ กรรม

1.การจัดหฺมฺรับและการยกหฺมฺรับ
การจดั หฺมฺรับ เป็นการบรรจุสิ่งของลงในกะละมงั หรือถาด โดยจะจดั เป็น 4 ช้นั
-ช้นั แรก บรรจุอาหารแหง้ เช่น ขา้ วสาร
-ช้นั ท่ี 2 บรรจุผกั ที่เกบ็ ไวไ้ ดน้ าน เช่น มะพร้าว ขา้ วโพด ออ้ ย
-ช้นั ท่ี 3 บรรจุของใช้ เช่น เทียน ดา้ ย เขม็
-ช้นั ท่ี 4 บรรจุขนม 5 อยา่ งคือ ขนมลา ขนมพอง ขนมกงหรือ ขนมไข่ปลา ขนมบา้ และขนมดีซา

และเม่ือจดั หฺมฺรับเสร็จแลว้ ชาวบา้ นก็จะทาการยกหฺมฺรับไปถวายแด่พระสงฆ์ ณ วดั ใกลบ้ า้ น
2.การฉลองหฺมฺรับและบังสุกลุ
เมื่อยกหฺมฺรับไปถึงวดั ก็จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทาบุญเล้ียงพระเสร็จแลว้ จึงมีการบงั สุกลุ การทาบญุ วนั น้ี
เป็นการส่งวิญญาณบรรพบรุ ุษใหก้ ลบั ไปยงั เมืองนรก
3.การต้งั เปรตและการชิงเปรต
หลงั จากกิจกรรมทาบุญแลว้ ก็จะมีการนาอาหารใส่กระทงใบตองเล็กๆ ไปวางไวต้ ามโคนตน้ ไมห้ รือกาแพง
วดั เรียกวา่ “การต้งั เปรต” หลงั จากน้นั ชาวบา้ นบางกลุม่ ก็จะไปรวมตวั กนั บริเวณลานกวา้ ง ซ่ึงจะมีการวางเสาที่
ชโลมไปดว้ ยน้ามนั จนลื่น และมีการนาอาหาร ผกั ผลไมไ้ ปวางไวข้ า้ งบน เรียกวา่ “หลาเปรต” และจะแข่งกนั ปี น
เสา ใครถึงยอดเสาก่อนจะเป็นผชู้ นะ พิธีกรรมน้ีเรียกวา่ “การชิงเปรต” นอกจากน้ียงั มีความเช่ือกนั วา่ การ
รับประทานของเหลือจากการเซ่นไหวจ้ ะทาใหไ้ ดบ้ ุญกศุ ลมาก (ฐิติรัตน์ เกิดหาญ และคามิน ทีม, 2554 : 225-
230)

22

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม

อาหาร

ในวนั สารทเดือนสิบชาวภาคใตจ้ ะจดั เตรียมอาหารคาวหวาน ผกั และผลไมเ้ พ่อื นาไปวดั ไปหลากหลายชนิด
แตกต่างกนั ไปในแต่ละพ้นื ท่ี แต่จะขนมมีขนมอยู่ 5 ชนิดดว้ ยกนั ท่ีขาดไมไ่ ดเ้ ลย
คือ
1. ขนมพอง ใชแ้ ทนแพขา้ มห้วงแมน่ ้าล่องพาดวงวิญญาณขา้ มสังสารวฏั สู่สุคติ
2.ขนมกง หรือขนมไข่ปลา ใชแ้ ทนเคร่ืองประดบั สาหรับตกแตง่ ร่างกายใหแ้ ก่บรรพบุรุษ
3.ขนมดีซา ใชแ้ ทนเบ้ียหรือเงินทอง สาหรับใหบ้ รรพบุรุษนาไปใชส้ อยในโลกวญิ ญาณ
4.ขนมบา้ ใชแ้ ทนลกู สะบา้ สาหรับเล่นรับวนั สงกรานต์ เพื่อสร้างความเพลิดเพลินใหแ้ ก่บรรพบุรุษ
5.ขนมลา ใชแ้ ทนแพรพรรณเครื่องนุ่มห่ม (สมพร เก้ือไข่, 2563)

สรุป

ประเพณีสารทเดือนสิบถือเป็นประเพณีที่แสดงใหเ้ ห็นถึงความเช่ือ และความกตญั ญูกตเวทีของคนไทยที่มี
ตอ่ บรรพบุรุษมาอยา่ งชา้ นาน และยงั ถือวา่ เป็นประเพณีที่สามารถช่วยใหม้ ีความสัมพนั ธ์ท่ีดีระหวา่ งคนใน
ครอบครัวไดอ้ ีกดว้ ย เน่ืองจากทุกคนจะไดก้ ลบั มาทากิจกรรมดว้ ยกนั ภายในวนั สารทเดือนสิบ

23

วารสารวฒั นธรรมภาคใตข้ องไทย ปี ที่ 2 ฉบบั ฉบบั ท่ี1 สิงหาคม – ตลุ าคม

บรรณานุกรม

จาเป็น เรืองหิรัญ. (2564, 23 กนั ยายน). “ประเพณีทาบุญเดือนสิบ” สืบคน้ เม่ือวนั ท่ี 6 ตุลาคม 2564
จาก https://www.m-culture.go.th/phatthalung/ewt_news.php?nid=3308&filename=faq

ฐิติรัตน์ เกิดหาญ และคามิน ทีม. (2554). ประเพณไี ทย ๔ ภาค. ปทุมธานี : สกายบุ๊กส์
หนา้ 225-230. สืบคน้ จาก https://www.2ebook.com/new/library/book_detail/nlt/02001864

เมธินีย์ ชอุม่ ผล. ( 2562,10 ตุลาคม). “บญุ สารทเดือนสิบ” สืบคน้ เมื่อวนั ท่ี 27 กนั ยายน 2564
จาก http://www.muangboranjournal.com/post/Sart-Duean-10

สุดาวรรณ์ มีบวั . (2560, กรกฎาคม - ธนั วาคม). “ประเพณีบญุ สารทเดือนสิบเมืองนคร” วารสาร
นาคบตุ รปริทรรศน์. 9(2), 220-229. สืบคน้ จาก
http://dspace.nstru.ac.th:8080/dspace/handle/123456789/2280

สมพร เก้ือไข่. (2563, 19 กนั ยายน) ขนมเดือนสิบ. สืบคน้ เมื่อวนั ท่ี 2 กนั ยายน 2564,
จาก https://www.m-culture.go.th/phatthalung/ewt_news.php?nid=2407&filename=King

24

ปีที่2|ฉบับที่1| SOUTHERN THAILAND CULTURE

ปีที่2|ฉบับที่1| SOUTHERN THAILAND CULTURE


Click to View FlipBook Version