รายงาน
การบรหิ ารงานตามแนวพทุ ธ
จัดทาโดย
เสาวณีย์ ปญั ญาบุญ รหสั 6328404018
รายงานนเ้ี ปน็ ส่วนหน่ึงของรายวชิ าจรยิ ธรรมทางการบริหาร
ตามหลกั สตู รปรญิ ญารฐั ประศาสนศาสตร์บณั ฑิต
สาขาวิชารฐั ประศาสนศาสตร์
วทิ ยาลยั สงฆเ์ ชยี งราย
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓
รายงาน
การบรหิ ารงานตามแนวพุทธ
จดั ทาโดย
นางสาวเสาวณยี ์ ปญั ญาบุญ รหัส 6328404018
รายงานนเี้ ป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาจรยิ ธรรมทางการบรหิ าร
ตามหลักสูตรปริญญารฐั ประศาสนศาสตร์บณั ฑิต
สาขาวิชารฐั ประศาสศาสตร์
วิทยาลยั สงฆเ์ ชยี งราย
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๖๓
ข
คานา
รายงานเร่อื ง “การบรหิ ารงานตามแนวพทุ ธ” ฉบับนี้ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวิชาจรยิ ธรรม
ทางการบริหาร ตามหลักสตู รปรญิ ญารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑติ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
ซงึ่ รายงานท่ไี ด้จดั ทาขึน้ ฉบบั น้ี มเี น้ือหาเก่ียวกับความหมายของจริยธรรม ประโยชนข์ องจรยิ ธรรม
และพทุ ธศาสนากบั การบริหาร หลักธรรมทีน่ ามาใชก้ ับการบรหิ ารจดั การ กลยกุ ลยุทธ์การบรหิ ารงาน
ผ้จู ัดทาหวังเป็นอยา่ งยิ่งวา่ เนือ้ หาในรายงานฉบบั นี้ จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์กับผอู้ ่าน
และ ผู้ท่ีสนใจทุกทา่ นเป็นอยา่ งดี
ผ้จู ัดทา
นางสาวเสาวณยี ์ ปัญญาบุญ
16 มกราคม 2564
สารบญั 1
เร่ือง หน้า
ข
คานา 1
สารบัญ 2
บทท่ี ๑ จริยธรรม 2
3
ความหมายของจริยธรรม 3-8
ประโยชน์ของจรยิ ธรรม 9
ระดับช้นั ของจริยธรรม 10-11
บทที่ ๒ หลกั การบรหิ ารทางพทุ ธศาสนา 12
หลกั การบรหิ ารเชิงพุทธศาสตร์ 12
12
บทท่ี ๓ หลกั ธรรมทน่ี ามาใช้ในการบริหารงาน 13-18
หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา 18-19
19-20
หลกั เก่ยี วกบั การบรหิ ารองคก์ ร คือ อทิ ธบิ าท 4 20
หลกั ธรรมของนักบรหิ าร 21
หลักธรรมแห่งความสาเร็จ
กลยกุ ลยุทธ์การบริหารงาน
สรุป
บรรณานุกรม
2
ความหมายของจรยิ ธรรม (Ethics)
๑ ความหมายของคณุ ธรรมและจริยธรรม
จรยิ ธรรม หมายถึง ความประพฤติปฏิบัติท่ีมีธรรมะเป็นตัวกากับ จริยธรรมก็คือ ธรรมที่เป็นไป ธรรมท่ี
เป็นข้อประพฤติปฏบิ ัติ ศีลธรรม กฎศลี ธรรม ( พระเทวินทร์ เทวินโท, 2544)
จริยธรรม ในความหมายของ สุนทร โคตรบรรเทา (2544) กล่าวว่า ถ้าจะตีความแคบ ๆ จริยธรรมคง
หมายถึง ศลี ธรรมประการหนึ่งและคุณธรรมอกี ประการหนง่ึ รวมเปน็ สองประการดว้ ยกัน
นอกจากนี้ วริยา ชินวรรโณ (2546) ได้ประมวลความหมายของคาว่าจริยธรรม ตามท่ีบุคคลต่าง ๆ ได้
กลา่ วไว้ ดงั น้ี
พระราชชัยกวี (ภกิ ขุพุทธทาส อนิ ทปญั โญ) กล่าวว่า จริยธรรมเป็นสิ่งพึงประพฤติ จะต้องประพฤติ ส่วน
ศลี ธรรม น้ัน คอื สิง่ ที่กาลงั ประพฤตอิ ยู่หรือประพฤตดิ ีแลว้
วิทย์ วิศทเวทย์ อธิบายว่า จริยธรรมคือความประพฤตติ ามคา่ นิยมที่พึงประสงค์
สาโรช บัวศรี ให้ความหมายของจริยธรรมว่า คือ หลักความประพฤติท่ีอบรมกิริยาและปลูกฝังลักษณะ
นสิ ยั ให้อยใู่ นครรลองของของคุณธรรมหรือศีลธรรม
สุลกั ษณ์ ศิวรักษ์ กลา่ วว่า จริยธรรม คอื สง่ิ ทค่ี นในสังคมเกดิ ความเชือ่ ถอื ซ่งึ มีตวั ตนมาจากปรมตั ถสจั จะ
กอ่ สวสั ดพิ าณชิ ย์ กลา่ วว่า จรยิ ธรรม ประมวลความประพฤตแิ ละความนกึ คิดในสง่ิ ทีด่ ีงามและเหมาะสม
จากความหมายของทัง้ สองคาดังกล่าว พบว่ามีความใกล้เคียงกันเป็นอย่างมากจึงมักเป็นคาท่ีใช้คู่กัน แต่
อยา่ งไรก็ตามสรปุ ไดว้ ่าการมีคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของบุคคลทง้ั ในการดารงชีวติ ประจาวันและในการทางานหรือ
การประกอบวิชาชพี จะสง่ ผลให้บุคคลมคี วามสขุ ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม
1.2 จริยศาสตรก์ ับศีลธรรม และจริยธรรม
คาว่า “จริยศาสตร์” เปน็ คาศัพท์สันสกฤต แยกออกได้เป็น 2 คา คือ จรยิ ะ แปลว่า ความประพฤติ และ
คาวา่ ศาสตร์ แปลว่า ความรู้ หรอื วิชา
จริยศาสตร์จึงมีความหมายว่า วิชาที่ว่าด้วยความประพฤติ แปลมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Ethics
ซึ่งมาจากคาในภาษากรีกว่า Peri ethikesโดยมีรากศัพท์มาจากคาว่า Ethos แปลว่า ขนบธรรมเนียม ภาษา
ละตินทับศัพท์กรีกว่า Ethica แปลว่า จริยศาสตร์ มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น Moral Philosophy ปรัชญา
ศีลธรรม Ethical Philosophy ปรชั ญา จรยิ ะ
ดงั นน้ั สรปุ ว่า จริยศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยความดี ความชว่ั ความถูก ความผิด ส่ิงท่ีควรเว้น ส่ิงที่ควรทา
หมายถึง The science of morals ; the principles of morality ; rules of conduct and behaviour
แปลว่า ศาสตร์ท่ีวา่ ด้วยศลี ธรรม หลักศลี ธรรม กฎทวี่ ่าดว้ ยความประพฤตแิ ละพฤติกรรม
3
จริยธรรม หมายถึง คุณสมบัติทางความประพฤติ ท่ีสังคมมุ่งหวังให้คนในสังคมน้ันประพฤติ มีความถูก
ต้องในความประพฤติ มีเสรีภาพภายในขอบเขตของมโนธรรม (Conscience) เป็นหน้าท่ีที่สมาชิกในสังคมพึง
ประพฤตปิ ฏิบัตติ ่อตนเอง ต่อผ้อู นื่ และตอ่ สงั คม ทัง้ นเ้ี พอ่ื ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองข้ึนในสังคม การท่ีจะปฏิบัติ
ให้เป็นไปเช่นนัน้ ได้ ผูป้ ฏิบตั จิ ะต้องรวู้ ่าสิ่งใดถกู ส่ิงใดผิด
1.3 ประโยชนข์ องจรยิ ธรรม
1. มคี วามเพียรพยายามประกอบความดี
2. เปน็ ผทู้ ่มี ีความ ซื่อสัตย์สุจริต และเมตตากรุณา
3. เป็นผู้มีสติปัญญา ไมป่ ระมาท
4. เปน็ ผู้ใฝหุ าความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ
5. มีความอุตสาหะ
6. มคี วามเสยี สละไม่เห็นแกต่ ัว
7. มีความสามัคคี
8. มีความรบั ผิดชอบ
9. มีความกตัญญูกตเวที
10. มคี วามประหยัด
11. มคี วามรู้จักพอ
12. มีความเปน็ ระเบยี บวินัย
13. มีความอดทนอดกลน้ั
14. มีความถ่อมตน
15. เคารพตนเอง
16. มีสติสัมปชัญญะ
1.4 ระดบั ชัน้ ของจรยิ ธรรม
พุทธจริยศาสตร์เป็นหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานความ
ประพฤติของมนุษย์ โดยแบ่งออกเปน็ 3 ระดบั ไดแ้ ก่
1. พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น บัญญัติไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลักธรรม คือ ศีล 5 ธรรม 5
ทศิ 6 เปน็ ตน้
2. พทุ ธจริยศาสตรร์ ะดับกลาง บัญญัตไิ ว้เพ่ือให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติอบรมขัดเกลาตนเองให้มีคุณธรรม
สูงขน้ึ หลกั ธรรม คอื ศลี 5 กุศลกรรมบถ 10
3. พุทธจริยศาสตรร์ ะดบั สูง เปน็ จริยศาสตร์เพือ่ พัฒนาตนเปน็ อรยิ บุคคล หลักธรรม คือ มรรค 8
สว่ นหวั ใจสาคัญของพุทธจรยิ ศาสตร์ หรือหวั ใจสาคัญของพระพุทธศาสนาก็คอื
1. ไมท่ าช่ัวทัง้ ปวง
2. ทากุศลคอื ความดใี ห้พร่ังพรอ้ ม
3. ทาจติ ของตนใหผ้ อ่ งแผ้ว
4
วศิน อินทสระ (2541 : 11-12) กลา่ ววา่ พทุ ธจริยศาสตร์นั้นเปน็ หลักเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่งท่านผรู้ ู้มี
พระพุทธเจา้ เป็นตน้ ไดท้ รงวางไว้ เพ่ือเปน็ มาตรฐานความประพฤตขิ องมนษุ ย์ ตงั้ แตพ่ น้ื ฐานเบอ้ื งต้น ทา่ มกลาง
และระดับสงู เพ่อื ใหม้ นษุ ย์ดาเนินชวี ติ อนั ดีงามตามอดุ มคตเิ ทา่ ทีม่ นษุ ยจ์ ะข้นึ ใหถ้ งึ ได้ ให้เป็นมนุษยท์ ีส่ มบูรณ์มี
สตปิ ญั ญา มคี วามสุขอนั สมบูรณ์ที่สุด เพราะจรยิ ศาสตรเ์ ปน็ ศาสตรท์ ี่วา่ ดว้ ยอุดมคตขิ องชีวติ หรอื ความดอี ันสงู สุด
(supreme good )เพ่อื ขึน้ ใหถ้ งึ ความดีงามอนั สงู สุดนัน้ จะตอ้ งมีปฏิปทา (path : way : method) สาหรบั ดาเนิน
คือ เปน็ การสรา้ งเหตุบรรลุผล ถ้าตอ้ งการผลอันสูงสดุ กต็ ้องสร้างเหตใุ ห้สมควรกนั พทุ ธศาสนาเป็นกมั วาทะ กิริ
ยวาทะ
วริ ิยวาทะ กล่าวคือการกระทา และความเพยี รเป็นเบื้องตน้ แหง่ ความสาเร็จผลท้ังปวง ไม่ประสงค์ใหใ้ คร
ไดด้ ี หรือประสงค์ความสาเร็จลอย ๆ หรือดว้ ยการอ้อนวอน แตใ่ หส้ าเรจ็ ดว้ ยการกระทาเอง พระพทุ ธศาสนาจงึ
ไดร้ บั การยกยอ่ งจากนักปราชญช์ าวตา่ งประเทศบางคนวา่ A – Self - do – it –Religion (ศาสนาท่ตี ้องทาเอง)
หลกั จรยิ ธรรมของพระพุทธศาสนา 3 ระดบั ดังกล่าวข้างตน้ มีรายละเอยี ดดังนี้
พุทธจริยธรรมขน้ั พืน้ ฐาน เพอื่ ความสงบเรยี บร้อยของสังคม หลักธรรม คือ เบญจศีลเบญจธรรม ได้แก่
เบญจศลี เบญจธรรม
1. เวน้ จากการฆ่าสัตว์ 1. มเี มตตากรุณา
2. เว้นจากการลักทรัพย์ 2. เลย้ี งชวี ติ ในทางทีถ่ ูกตอ้ ง
3. เวน้ จากการประพฤติผิดในกาม 3. มีความสารวมในกาม
4. เวน้ จากการพดู เท็จ 4. พดู แตค่ าสัตย์
5. เวน้ จากการด่มื สรุ าเมรัย 5. มสี ติ รักษาตนไว้เสมอ
ทศิ 6 หมายถึง บุคคลตา่ งๆ ทเ่ี ราเกย่ี วขอ้ งสมั พันธ์ทางสังคมดจุ ทิศที่อยรู่ อบตวั
1. ทศิ เบอื้ งหนา้ ได้แก่ มารดา บิดา เพราะเป็นผ้อู ุปการะเรามาก่อน บุตรธดิ าพงึ บารุงบดิ า มารดา ดงั นี้
1. ท่านเลยี้ งเรามาแล้ว เล้ยี งท่านตอบ
2. ทา่ นเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
3. ชว่ ยทาการงานของทา่ น
4. ดารงวงศ์สกลุ
5. ประพฤตติ นให้เหมาะสมกับความเปน็ ทายาท
6. เม่อื ท่านล่วงลับไปแล้ว ทาบญุ อทุ ิศให้ท่าน
บิดามารดายอ่ มอนุเคราะห์บตุ รธดิ า ดังน้ี
1. ห้ามปรามจากความชั่ว
2. ใหต้ ัง้ อยู่ในความดี
3. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
4. หาคู่ครองท่ีสมควรให้
5. มอบทรัพย์สมบตั ิให้ในโอกาสอันสมควร
5
2. ทิศเบอ้ื งขวา ไดแ้ ก่ ครอู าจารย์ เพราะเปน็ ทกั ขิไณยบุคคลควรแก่การบชู าคุณ ศิษย์พงึ บารงุ ครอู าจารย์
ดงั นี้
1. ลุกตอ้ นรับ
2. เข้าไปหา
3. ใฝใุ จเรียน
4. ปรนนบิ ัติ ช่วยบริการ
5. เรยี นศิลปะวทิ ยาโดยเคารพ
ครู อาจารย์ ยอ่ มอนเุ คราะห์ศษิ ย์ ดังนี้
1. ฝึกฝนแนะนาให้เป็นคนดี
2. สอนให้เข้าใจแจม่ แจ้ง
3. สอนศิลปะวทิ ยาใหส้ ้ินเชิง
4. ยกยอ่ งให้ปรากฏในหมคู่ ณะ
5. สรา้ งเคร่อื งคุ้มภยั ในสารทิศ
3. ทิศเบอ้ื งหลัง ได้แก่ บตุ รภรรยา เพราะมขี ้ึนภายหลงั และคอยเป็นกาลงั สนับสนนุ อย่ขู า้ งหลัง สามีพงึ บารงุ
ภรรยา ดังน้ี
1. ยกยอ่ งใหเ้ กยี รตสิ มกับฐานะท่เี ป็นภรรยา
2. ไม่ดูหมิน่
3. ไม่นอกใจ
4. มอบความเปน็ ใหญ่ในงานบ้านให้
5. หาเคร่อื งประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส
ภรรยายอ่ มอนุเคราะหส์ ามี ดงั นี้
1. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
2. สงเคราะห์ญาตมิ ิตรทง้ั สองฝุายดว้ ยดี
3. ไม่นอกใจ
4. รกั ษาทรัพยส์ มบตั ทิ ่ีหามาได้
5. ขยนั ไม่เกยี จคร้านในงานทั้งปวง
4. ทิศเบอื้ งซ้าย ได้แก่ มติ รสหาย เพราะเปน็ ผู้ชว่ ยใหข้ า้ มพ้นอุปสรรคภยั อันตราย และเปน็ กาลงั สนับสนุน ให้
บรรลุความสาเรจ็
บคุ คลพงึ บารุงมิตรสหาย ดงั นี้
1. เผ่ือแผ่แบง่ ปนั
2. พูดจามีน้าใจ
3. ชว่ ยเหลอื เก้ือกูลกัน
4. มตี นเสมอ รว่ มสขุ รว่ มทุกขก์ ัน
5. ซือ่ สัตย์จรงิ ใจตอ่ กัน
6
มติ รสหายย่อมอนุเคราะหต์ อบ ดังนี้
1. เมื่อเพอ่ื นประมาท ช่วยรักษาปอู งกัน
2. เมื่อเพอื่ นประมาท ชว่ ยรักษาทรัพยส์ มบัติของเพื่อน
3. ในคราวมีภยั เป็นท่พี ่งึ ได้
4. ไม่ละท้งิ ในยามทุกขย์ าก
5. นับถือตลอดถงึ วงศญ์ าตขิ องมติ ร
5. ทิศเบ้ืองบน ได้แก่ สมณพราหมณ์ คือ พระสงฆ์ เพราะเป็นผ้สู งู ดว้ ยคุณธรรมและเปน็ ผนู้ าทางจติ ใจ
คฤหัสถย์ ่อมบารงุ พระสงฆ์ ผเู้ ปน็ ทิศเบื้องบน ดังนี้
1. จะทาส่ิงใด กท็ าด้วยเมตตา
2. จะพดู สิง่ ใด กพ็ ูดดว้ ยเมตตา
3. จะคดิ สง่ิ ใด ก็คดิ ด้วยเมตตา
4. ตอ้ นรบั ดว้ ยความเตม็ ใจ
5. อุปถัมภ์ดว้ ยปจั จยั 4
พระสงฆ์ยอ่ มอนุเคราะหค์ ฤหัสถ์ ดังน้ี
1. ห้ามปรามจากความชัว่
2. ใหต้ ้งั อยู่ในความดี
3. อนุเคราะห์ดว้ ยความปรารถนาดี
4. ใหไ้ ด้ฟังสง่ิ ที่ยังไม่เคยฟงั
5. ทาส่ิงท่เี คยฟงั แล้วให้แจ่มแจ้ง
6. บอกทางสวรรค์ คือ ทางชวี ติ ทีม่ คี วามสุขความเจรญิ ให้
6. ทศิ เบื้องล่าง ได้แก่ คนรบั ใชแ้ ละคนงาน เพราะเปน็ ผ้ชู ่วยทาการงานต่างๆ เป็นฐานกาลังให้ นายพงึ บารงุ
คนรบั ใชแ้ ละคนงาน ดังน้ี
1. จดั การงานให้ทาตามความเหมาะสมกับกาลงั ความสามารถ
2. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเปน็ อยู่
3. จดั สวัสดิการดี มีช่วยรกั ษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นตน้
4. ได้ของแปลกๆ พิเศษมา กแ็ บ่งปันให้
5. ใหม้ ีวนั หยุดและพักผอ่ นหย่อนใจตามโอกาสอันควร
คนรับใช้และคนงานยอ่ มอนุเคราะห์นาย ดงั น้ี
1. เร่ิมการงานก่อนนาย
2. เลิกงานหลังนาย
3. ถอื เอาแต่ของทีน่ ายให้
4. ทาการงานใหเ้ รยี บรอ้ ยและดีย่ิงขนึ้
5. นาเกียรตคิ ณุ ของนายไปเผยแพร่
7
พุทธจริยธรรมระดับกลาง เพอื่ ให้บคุ คลขัดเกลาตนเองให้มคี ุณธรรมสูงขน้ึ หลักธรรม คอื ศลี 8 กุศลกรรมบถ
10 มีรายละเอียดดังนี้
ศีล 8 หรือ อฎั ฐศลี การรักษาระเบียบทางกาย วาจา ให้ดียิ่ง ๆ ขน้ึ ไป
1. เว้นจากทารา้ ยรา่ งกายผู้อ่นื และสัตวท์ ัง้ หลาย
2. เว้นจากถือเอาของทีเ่ ขามไิ ด้ให้
3. เวน้ จากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี
4. เวน้ จากพดู เทจ็
5. เวน้ จากของเมา คือ สุราเมรยั อันเปน็ ทีต่ ั้งแหง่ ความประมาท
6. เวน้ จากบริโภคอาหารในเวลาวกิ าล คือเท่ียงแล้วไป
7. เวน้ จากฟงั ฟูอนรา ขบั รอ้ ง ดนตรี ทัดทรงดอกไม้ ใสข่ องหอม
8. เว้นจากทีน่ อนอันสงู ใหญห่ รหู รา ฟุมเฟอื ย
กุศลกรรมบถ 10 ทางแหง่ กศุ ล กรรมดีอันเป็นทางนาไปสสู่ คุ ติ จาแนกเป็นการประพฤติผิดทางกาย 3 วาจา
4 และ ทางใจ 3 ดงั น้ี
กายกรรม การกระทาทางกาย มี 3 ขอ้ คอื
1. เวน้ จากการทาชีวิตสตั ว์ให้ล่วงไป
2. เว้นจากการถอื เอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ - ขโมย
3. เว้นจากการประพฤตผิ ิดลกู เมียคนอนื่
วจีกรรม การกระทาทางกาย มี 4 ขอ้ คือ
4. เวน้ จากการพดู เท็จ
5. เวน้ จากการพดู สอ่ เสียด
6. เว้นจากการพดู คาหยาบ
7. เวน้ จากการพดู เพ้อเจอ้
มโนกรรม การกระทาทางกาย มี 3 ข้อ คือ
8. ไม่โลภอยากได้ของเขา
9. ไม่พยาบาทปองรา้ ยเขา
10. ทาความเหน็ ให้ถกู ต้องตามครรลองครองธรรม
พุทธจริยธรรมระดับสูง คือ จรยิ ธรรม เพอ่ื พฒั นาคนเป็นอริยชน มี อริยมรรค 8 ไดแ้ ก่
1. สัมมาทิฐิ ความเหน็ ถกู ตอ้ งตามครรลองครองธรรม เช่น ความรู้เห็นอรยิ สัจ 4
2. สัมมาสังกัปปะ ความคดิ ถูกตอ้ ง ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบยี น
3. สมั มาวาจา เจรจาในสิง่ ที่เปน็ ความจรงิ ประสานสามคั คีอ่อนหวาน มีประโยชน์
4. สมั มากมั มนั ตะ การเว้นจากการกระทาไม่ดี เช่น การฆา่ การเบยี ดเบยี น การลักทรัพย์
5. สมั มาอาชวี ะ การเวน้ มิจฉาชีพทกุ รูปแบบ ประกอบอาชพี สุจริต
6. สัมมาวายามะ ทาความเพยี ร เช่นเพียรระวงั อกศุ ลทุกรูปแบบ เพียรใหก้ ุศลเกดิ ขน้ึ
7. สัมมาสติ ความระลกึ ชอบ คอื ระลึกแล้วเกิดสติสมบรู ณ์ กลายเปน็ ปญั ญา
8. สมั มาสมาธิ การตัง้ จติ ม่นั ในอารมณ์อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ไม่หวน่ั ไหว ไมฟ่ ูงุ ซ่าน
8
หลักคาสอนและแนวคิดของศาสดา และนกั ปราชญท์ ้งั หลายทกี่ ล่าวมาแลว้ ล้วนมจี ุดมงุ่ หมายอย่าง
เดยี วกัน คอื ให้มนุษย์กระทาความดี ละเว้นความชั่ว ให้ปฏบิ ัติตอ่ กันอย่างมีคุณธรรม ไม่เบียดเบียนซึ่งกนั และกัน
ใหอ้ ยู่ร่วมกนั อย่างมคี วามสันตสิ ขุ การศึกษาคุณธรรมจรยิ ธรรม จะต้องศึกษาถงึ ทม่ี า หลักการ แนวคิดทางศาสตร์
ของจรยิ ธรรมทีม่ นุษยไ์ ด้ศกึ ษา และปฏบิ ัตกิ ันมาต้ังแตโ่ บราณ เพราะแนวคดิ หลักการเหล่าน้ีเป็นพ้ืนฐานของความ
เขา้ ใจในคุณธรรมจรยิ ธรรม ซึ่งทุกศาสนามีความเปน็ เอกลักษณ์แตกต่างกันไป อนั เปน็ ทมี่ าของความเช่ือ และ
พฤตกิ รรมทแี่ สดงออกของคนในกลุ่มต่างกันด้วย เป็นการช่วยใหม้ นษุ ยต์ ่างชาตติ ่างเผา่ พนั ธุ์มคี วามเข้าใจซ่งึ กนั และ
กนั อนั เป็นผลใหเ้ กดิ ความผาสุกในมวลมนษุ ยชาติ.
ลกั ษณะพเิ ศษของหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา
“...ธรรมในพระพทุ ธศาสนามีความหมดจดบริสทุ ธิ์
และสมบูรณบ์ ริบูรณด์ ้วยเหตุผล
ซ่ึงบคุ คลจะสามารถศกึ ษาและปฏบิ ตั ิดว้ ยปญั ญา
ด้วยความเพ่งพนิ ิจใหเ้ กิดประโยชน์ คอื ความสาคัญ
ความผาสุกแก่ตนโดยอย่างเท่ยี งแท้
ต้ังแต่ประโยชน์ข้ันพน้ื ฐาน
คอื การตัง้ ตัวให้เปน็ ปรกตสิ ุข
จนถงึ ประโยชนน์ นั้ ปรมตั ถ์
คือหลดุ พน้ จากเครอ่ื งเกาะเกยี่ วรอ้ ยรัดทกุ ประการ
ข้อนเ้ี ปน็ ลักษณะพเิ ศษในพระพุทธศาสนา
ซ่งึ ทาใหพ้ ระพุทธศาสนามคี า่ ประเสริฐสุด...”
9
บทท่ี 2
พุทธศาสนากบั การบริหาร
การบริหารงานองค์กรมีองค์ประกอบสาคัญท่ีนักบริหารงาน ควรคานึง เพื่อให้การบริหารงานประสบ
ความสาเร็จ ประกอบไปด้วย เงิน (money) วัตถุดิบ (materials) เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ (machine or
equipment) และแรงงาน หรือคน (man) องค์ความรู้ในการบริหารงาน ในยุคต้น ๆ ของการพัฒนาการ
บริหารงานสมัยใหม่ จะคิดถึงองค์ประกอบสาคัญดังกล่าว เพื่อพิจารณากาหนดเปูาหมายขององค์กร ว่าจะมี
ทิศทางหรือแนวทางในการบริหารองค์กรอย่างไร แต่ต่อมามีการพัฒนาระบบการบริหารงาน เพื่อรองรับการ
เปลี่ยนแปลงขององคก์ รตามโลกาภวิ ัฒนท์ ่ีมีการแข่งขันสูง จึงมีการสร้างระบบการบริหารงานท่ีเน้นคนมากย่ิงข้ึน
รวมท้ังปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารงานสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปล่ียนแปลงที่หลากหลายข้ึน จึงได้มี
แนวความคิดในการบริหารคนหรือทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรของตน เพื่อความสาเร็จและบรรลุผลสาเร็จ โดยให้
สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการ บริหารงานขององค์กร เพราะ
เนือ่ งจากประเทศไทยตอ้ งยอมรับการเปลีย่ นแปลง ซง่ึ ถือวา่ เป็นประเด็นท่ีสาคญั ของสังคมไทย หรือองค์กร ต้องให้
ความสนใจ เพราะว่าการบริหารจัดการจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เน่ืองจากโลกในอนาคตเป็นโลกท่ี
ทางานในส่ิงแวดล้อมที่เป็นพลวัตรมากข้ึน การแข่งขันจะมีอัตราท่ีสูงข้ึน และเป็นการเปล่ียนแปลงในเร่ืองของ
ความคาดหวงั ทางสงั คมเพมิ่ ขึ้น และจะกดดนั เรยี กร้องในองค์กร มกี ารปรบั ตัวเพอ่ื แสวงหาแนวทางใน การบริหาร
จัดการองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะการพยายามให้เกิด “การมีส่วนร่วม
(Participation)” มากขึ้น “การให้อานาจ (Empowerment)“ “ การเข้าไปเกี่ยวข้อง (Involvement)” “การ
ทางานเป็นทีม (Teamwork)” ท้ังหมดจะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน โดยผ่านกระบวนการจัดการอย่างมี
ประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจจาก องค์ประกอบสาคัญข้างต้น คือ บุคคล (man) เงิน (money) วัสดุ
อุปกรณ์ (materials) และ การจัดการ (management) หรือกระบวนการทางการบริหาร (Administration)
นักวิชาการ ช่ือ Luther Gulicks และคณะได้เสนอแนวคิดเก่ียวกับกระบวนการบริหารที่เรียกว่า “POSDCORB”
ไว้ 7 ประการ คอื
1. การวางแผนงาน (Planing) หมายถึง องค์กรควรจะกาหนดแผนงานกิจการ เพื่อให้ หมู่สมาชิก หรือ
บุคลากรในองค์กรมที ศิ ทางในการปฏบิ ตั ิงานหรือทางานรว่ มกนั อย่างกลมกลืนไปในทางเดียวกัน
2. การจัดองค์การ (Organizing) คือ การจัดการโครงสร้างองค์กรให้มีสายบังคับบัญชา ท่ีคล่องตัว การ
เช่ือมสายบังคบั บญั ชาใหแ้ น่นแฟูน และมีความจงรกั ภกั ดตี ่อองคก์ ร เพอ่ื สนบั สนนุ นโยบายของผู้บริหารในระดับสูง
เป็นอย่างดี
3. การบริหารงานบุคคล (Staffing) การส่งเสริมและพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร เพ่ือ
เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการปฏบิ ัติงานขององค์กร
4. การวินิจฉัยส่งั การ (Directing) องคก์ รต้องมีการวินิจฉัยส่งั การทรี่ วดเร็วแม่นตรง รวมท้ังข้อมูลข่าวสาร
ทท่ี ันสมยั เพ่อื เปน็ ข้อมลู ในการตดั สนิ ใจของผ้บู ริหารองค์กรเพ่ือเพิม่ ประสิทธภิ าพและประสิทธิผลขององค์กร
10
5. การประสานงาน (Co – ordinating) เป็นการประสานงานในเชงิ ระบบในองค์กร หรอื นอกระบบนอก
องค์กร เพือ่ ให้องคก์ รสามารถดาเนนิ กจิ การอย่างมปี ระสิทธิภาพตรงตามนโยบายและวัตถุประสงคข์ ององค์กร เพ่ือ
แก้ไขปญั หาความขัดแยง้ ท้ังในองค์กรและ นอกองค์กร
6. การเสนอรายงาน (Reporting) องค์กรจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลผลการปฏิบัติงานอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ การรายงานขอ้ มูลอย่างสม่าเสมอ และเปน็ ขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ มาตรฐาน เทย่ี งตรง มีมาตรวัด รวมทั้งการใช้
เทคโนโลยที ี่ทันสมัยเขา้ มาสนับสนุนขอ้ มูลจะทาใหก้ ารบรหิ ารองค์กรได้อยา่ งแมน่ ตรง รวดเรว็ ต่อผู้บริหาร
7. การจดั ทางบประมาณ (Budgeting) องค์กรควรจดั ทาระบบบญั ชี และงบประมาณเป็น แบบมาตรฐาน
ซึง่ สามารถตรวจสอบระบบบัญชี (Balance Sheet) ไดอ้ ยา่ งมรี ะบบในการบรหิ ารงานองคก์ ร
หลกั การบริหารเชิงพทุ ธศาสตร์
หลกั การบรหิ ารเชิงพทุ ธศาสตร์ เกี่ยวขอ้ งกบั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีมีคุณค่า มากกว่าสองพันห้า
ร้อยกว่าปี ในยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคทุนนิยมในปัจจุบัน การบริหารจัดการสมัยใหม่ ต่างก็กลับมาทบทวนบทบาท
ทางวิชาการในการบรหิ ารจัดการสมัยใหมว่ า่ ยงั คงเป็นแนวทางเดียวหรือไม่ ท่ีการบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพ
จะตอ้ งสนองตอบตอ่ ระบบทนุ นิยมทเ่ี นน้ การแขง่ ขัน และสรา้ งผลกาไร หรอื การบรรลุวัตถุประสงคข์ ององคก์ รเพียง
อยา่ งเดยี ว การบริหารจัดการสมัยใหม่ ยังขาดอะไรบ้างท่เี ปน็ นามธรรมท่เี กีย่ วกับมนุษย์ท่ีจะตอ้ งอยู่ร่วมกัน รวมท้ัง
สิ่งแวดล้อมในโลกที่กาลังเปล่ียนแปลงและ มีผลกระทบต่อสังคมและองค์กร หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ี
กล่าวถึงการบริหารจัดการมีอยู่มากมาย เป็นคาสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่ียังทันสมัยอยู่จนถึง
ปัจจุบันและในอนาคต แต่ในที่น้ี จะได้นาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาบางประการ ได้แก่ หลักสัปปุริสธรรมท่ี
พระพทุ ธเจ้าทรงแสดง ไวใ้ นสัปปุริสสูตร ( พระไตรปิฎกเล่มท่ี 23) อันเป็นแนวทางในการบริหารจัดการเชิงพุทธ
ศาสตร์เพียง หลักธรรมหน่ึง เพื่อประกอบการพิจารณาว่า หลักการบริหารเชิงพุทธศาสตร์มิได้มุ่งหวังกาไร หรือ
การแข่งขัน เพียงอย่างเดียว แต่ได้บรรจุหลักการท่ีสร้างความย่ังยืน การไม่เบียดเบียน การอยู่ร่วมกันอย่างสงบ
สนั ติ มีความเมตตาตอ่ กัน และรู้เท่าทนั โลก โดยมิได้ปฎเิ สธกระแสโลกาภิวตั น์ หรอื ระบบทุนนิยมในปัจจุบัน แต่ให้
ยดึ หลักการอยรู่ ว่ มกนั และรู้เทา่ ทันโลก หลกั สัปปรุ สิ ธรรม ท่ีเกย่ี วขอ้ งกับ การบรหิ ารจดั การ มี 7 ประการ คอื
1. ธัมมัญญุตา (Knowing the Law, Knowing the Cause) ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือรู้ความจริง รู้
หลักการ รู้กฎเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมได้ รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้จักหลักการท่ีจะทา ให้เกิดผล รวมความว่า
การบริหารจดั การในองค์กร ผบู้ ริหารจาเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เพ่ือบรรลุเปูาหมายขององค์กร
ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รู้จักการวิเคราะห์ความจริงที่เกิดข้ึน ตามธรรมชาติ อันว่า “ ส่ิงทั้งหลายเกิดข้ึน
ตง้ั อยดู่ ับไป เปน็ ธรรมดา” โดยพจิ ารณาหลกั การและเกณฑ์แหง่ เหตุผลมาบริหารจดั การองค์กร
2. อัตถัญญุตา (Knowing the Meaning, Knowing the Purpose) ความเป็นผู้รู้จักผล หรือความมุ่ง
หมาย คอื รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ท่ีประสงค์ รู้จักผลที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากการกระทาตามหลัก
หมายถึง การบรหิ ารงานองค์กรใหบ้ รรลุถงึ วัตถุประสงค์ และรู้ถึงประโยชน์ของ องค์กรที่นาไปสู่ความมั่นคง และ
ไมม่ ผี ลกระทบใดๆ ต่อองคก์ ร ในทนี่ ก้ี ็หมายถงึ การมีแผนงานทด่ี ี การวางแผนทีว่ ิเคราะห์ผลกระทบด้านต่าง ๆ
11
3. อัตตญั ญุตา (Knowing Oneself) ความเปน็ ผู้รจู้ กั ตน คอื ร้จู ักเราวา่ เราน้ันโดยฐานะภาวะเพศ ความรู้
ความสามารถ และคณุ ธรรมเปน็ อย่างไร และเทา่ ใด แล้วประพฤติใหเ้ หมาะสม และรู้จักท่ีจะปรับปรุงต่อไป ในท่ีน้ี
หมายถงึ รจู้ กั องคก์ รทเี่ ราบริหารเป็นอย่างดีว่ามีจุดด้อย จุดแข็งอย่างไร มีขีดความสามารถอย่างไร และรู้จักการ
ปรับปรุงองค์กรให้ทันต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบ รวมท้ังการบริหาร ความแตกต่างที่จะทาให้องค์กรเป็นเลิศมี
ประสทิ ธิภาพ และมั่นคงถาวร
4. มตั ตญั ญตุ า (Moderation, Knowing how to be temperate) ความผู้รจู้ ักประมาณ คือ ความพอดี
ในการจ่ายโภคทรัพย์ ในท่ีน้ีหมายถึงการบริหารการเงิน หรือการขยายกิจการต้องพิจารณาให้รู้จักประมาณใน
ความเพยี งพอขององค์กรขดี ความสามารถขององค์กร ขดี ความสามารถของทรพั ยากรมนุษย์ในองค์กร รวมท้ังการ
แขง่ ขันทีร่ อบคอบและรูจ้ ักประมาณขดี ความสามารถขององคก์ ร
5. กาลัญญุตา (Knowing the Propertime) ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลา อันเหมาะสม และ
ระยะเวลาในการประกอบกจิ ในท่นี ้ีหมายถึง การบริหารจัดการ จะต้องมีความเขา้ ใจถึงระยะเวลาที่เหมาะสม การ
สร้างโอกาสขององค์กรจะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ ว่า ควรจะดาเนินการอย่างไร อะไรควรงด
อะไรควรกระทา เวลาใดควรขยายกิจการ หรือช่วงเวลาใดท่ีจะบริหารองค์กรให้ประสบผลสาเร็จต่อองค์กรมาก
ทสี่ ุด
6. ปริสัญญุตา (Knowing the Assembly, Knowing the Society) ความเป็นผู้รู้จัก ชุมชน คือ รู้กริยา
ทีจ่ ะประพฤตติ อ่ ชมุ ชนนนั้ ว่าควรจะดาเนินการอย่างไร การบริหารจดั การ จาเปน็ ต้อง ปฏิสัมพนั ธ์กับองค์กรต่าง ๆ
ทั้งทีเ่ ปน็ พันธมิตร และคู่แขง่ การสรา้ งสรร หรอื การประสานงานกับชุมชน หรือกลุ่มบุคคลที่มีผลต่อองค์กร ก็คือ
เขา้ ถึง เข้าใจ และพัฒนา เป็นการบรหิ ารจดั การท่สี รา้ งความสัมพนั ธ์ด้วยเมตตา ความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ต่อชุมชนหรือ
สาธารณะชน จะเปน็ ภาพลักษณ์ทดี่ ีขององคก์ ร
7. ปุคคลัญญุตา (Knowing the individual, Knowing the different individuals) ความเป็นผู้รู้จัก
บคุ คล คอื รู้จักความแตกต่างของบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม ตลอดถึงรู้ในความสามารถ
ของบุคคล และใช้มอบงานท่ีเหมาะสมให้การบริหารจัดการในการรู้บุคคล เปรียบเสมือนการพัฒนาและบริหาร
ทรัพยากรมนษุ ยท์ ี่จะต้องมกี ารพัฒนา และบริหารบคุ คลในองค์กรใหม้ ีความรคู้ วามสามารถ และภักดีต่อองค์กร มี
ความสามัคคี สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคให้แก่ บุคลากรในองค์กร รวมถึงการทางานเป็นหมู่คณะการ
ติดต่อสอื่ สารกบั บคุ คลต่าง ๆ ดว้ ยความเปน็ มติ รไมตรี รวมท้งั มีความจรงิ ใจตอ่ กัน
12
บทที่ 3
หลกั ธรรมที่นามาใช้กับการบริหารจัดการ
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา
เป็นทมี่ าของขนบธรรมเนยี มประเพณี วิถีชวี ิต ทัศนคติ ในดา้ นความรูส้ ึกนึกคิดตา่ ง ๆ ของคนไทยจะมี
หลักพระพุทธศาสนามาเก่ียงขอ้ ง ซ่ึงหลักธรรมของพระพุทธศาสนา จะมอี ิทธิพลตอ่ ชวี ิตจิตใจของคนไทยมากและ
สามารถนามาประยกุ ต์ใชใ้ นการบรหิ ารจัดการ โดยยดึ แนวทางการปฏิบัตทิ ่เี รยี กว่า ทางสายกลาง ซึ่งในทางสาย
กลางของพุทธศาสนาเก่ยี วขอ้ งท้งั กาย วาจา ใจ สมาธิหรือว่าปญั ญาสามารถนาประยุกตใ์ ชก้ ับการบริหารจดั การ
ธุรกจิ ได้
หลกั ในการพิจารณาเลือกคาสอนพุทธศาสนามาใช้ในการบรหิ ารจดั การนนั้ ตอ้ งเลอื กมาให้เหมาะกับวถิ ี
ชีวติ และองคก์ รโดยหลกั ๆ เกี่ยวกับการปกครอง เกี่ยวกบั การบริหารองค์กรตา่ ง ๆ จะต้องใชห้ ลักธรรมท่ีเรียกว่า
สังคหวตั ถุ 4 คือ เป็นหลักธรรมทเ่ี ปน็ เครื่องยดึ เหนย่ี วนา้ ใจของกันและกัน ประสานใจทุกคนท่ีอย่ใู นองคก์ ร
เดียวกนั ใหอ้ ยอู่ ยา่ งมคี วามสุข สามัคคี ซงึ่ ประกอบไปดว้ ย
1. การให้ทาน คอื การอนเุ คราะห์หรอื สงเคราะห์ การชว่ ยเหลือซ่งึ กนั และกันตามถานานรุ ปู ในโอกาส
ต่าง ๆ เช่น งานบุญกุศลงานอัคคีร้าย หรอื หลาย ๆ อย่าง
2. ปิยวาจา คือ การกล่าวดว้ ยคาทีเ่ ป็นท่รี ัก มปี ระโยชน์ ถูกตอ้ งดีงาม และก็จรงิ ใจต่อผ้รู ว่ มงาน
3. อัตถจรยิ า คอื ความประพฤตทิ ่เี ปน็ ประโยชน์กันคนอื่น เช่นวา่ เราชว่ ยเหลอื กิจการตา่ ง ๆ ที่เปน็
ประโยชน์ตอ่ สงั คมทัว่ ไปแนะนาแกไ้ ขปญั หาตา่ ง ๆ และชกั ชวนให้คนอน่ื สนใจธรรมะ ใหป้ ระพฤติ
4. สมานตั ตา คอื ความเป็นผ้มู ีตนเสมอ วางตนเสมอตน้ เสมอปลายปฏบิ ัติต่อคนอืน่ อยา่ งเสมอภาค
วางตัวใหเ้ หมาะสมกบั ฐานะทเ่ี ป็นอยู่ เขา้ กับคนอืน่ ให้ได้ ไม่เอาเปรยี บคน อย่างท่กี ลา่ วมาทง้ั หมดเรียกว่า สงั คห
วัตถุ
หลกั เก่ยี วกับการบริหารองค์กร คือ อทิ ธบิ าท 4
อิทธบิ าท 4 คือ ธรรมะของความสาเร็จเป็นทางแหง่ ความก้าวหน้า ซงึ่ สามารถมาใช้ในธรุ กจิ ได้ มหี ลักอยู่
4 ประการ ดงั นี้
1. ฉันทะ คือ ความพอใจ รกั ในสง่ิ ที่เราทาและสิ่งที่ถูกต้อง ตามทานองคลองธรรม
2. วิรยิ ะ คือ ต้องมีความพยายาม ขยัน หม่ันเพียร เข้มแข็งอดทน ไมย่ อ่ ทอ้ ต่ออปุ สรรค
3. จิตตะ คือ เอาใจมุง่ มน่ั ต่อส่งิ ที่ทา มสี ติ ไม่เหม่อลอยฟูงุ ซา่ น ตอ้ งมสี มาธิ และต้ังอกตงั้ ใจ
4. วมิ ังสา คือ การรู้จกั พจิ ารณาหาเหตุผลใช้ปัญญาในการทางาน ประกอบไปดว้ ยการวางแผนงาน วัดผล
งาน เมื่อมขี ้อบกพร่องต้องรู้จกั แกไ้ ขปรับปรงุ
วธิ กี ารผสมผสานระหว่างบริหารจัดการกับคาสอนทางพระพุทธศาสนาแลว้ เกดิ ความเปล่ียนแปลงภายใน
องค์การทีเ่ ห็นชดั คือองค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางท่ีดขี ึน้ โดยเฉพาะตัวบุคคล ผ้นู าองคก์ รประพฤติปฏบิ ัติใน
ส่งิ ท่ถี ูกตอ้ งอยใู่ นศีลธรรม พนกั งานในองค์กรก็จะถือเป็นแบบอย่างท่ดี ี ถา้ หากผ้บู ริหาร และบุคลากรในองค์การมี
หลักธรรมเป็นเครอื่ งชีน้ าแนวทาง การทางานกจ็ ะสอดคล้องไปในแนวทางเดยี วกัน
13
หลกั ธรรมของนักบรหิ าร
หลกั ธรรม หรือคาสั่งสอนของพระพทุ ธเจา้ นน้ั ถึงแมว้ ่าจะมีมาต้ังแตส่ มัยพุทธกาล นบั ถงึ ปจั จบุ นั เป็นเวลา
2550 กว่าปแี ล้ว แต่ทกุ หลกั ธรรมยงั คงทนั สมยั อยูเ่ สมอ สามารถนาไปประยุกต์ใชเ้ ป็นเครื่องดาเนินชวี ติ และ
แนวทางในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี ทเี่ ปน็ เช่นนก้ี ็เพราะหลกั ธรรมดงั กลา่ วเปน็ ความจริงท่ี สามารถพสิ ูจนไ์ ดท้ ี่
เรียกวา่ “สจั ธรรม” ปฏิบตั ไิ ดเ้ ห็นผลได้อยา่ งแท้จรงิ อยู่ทเ่ี ราจะนาหลกั ธรรมข้อใดมาใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรามาก
ทส่ี ดุ สาหรบั นักบริหารก็มหี ลกั ธรรมสาหรบั ยึดถอื และปฏิบตั อิ ยา่ งมากมาย ซง่ึ ได้นาเสนอไวบ้ า้ ง เรอ่ื งทส่ี าคัญ
ดังต่อไปน้ี
1. พรหมวหิ าร 4 เป็นหลักธรรมของผู้ใหญ(่ ผู้บังคบั บัญชา) ท่คี วรถือปฏบิ ัติเป็นนิตย์ มี 4 ประการ คอื
1. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้ผอู้ ่นื มคี วามสุข
2. กรณุ า ความสงสาร คดิ ช่วยเหลือผ้อู ื่นใหพ้ น้ ทุกข์
3. มทุ ติ า ความพลอยยินดีเมื่อผู้อน่ื ไดด้ ีมสี ขุ
4. อุเบกขา วางตนเป็นกลาง ไมด่ ีใจ ไม่เสียใจ เมื่อผูอ้ ่ืนถงึ วิบัติ มีทุกข์
2. อคติ 4 อคติ หมายความว่า การกระทาอนั ทาให้เสียความเที่ยงธรรม มี 4 ประการ
1. ฉันทาคติ ลาเอยี งเพราะรกั ใคร่
2. โทสาคติ ลาเอยี งเพราะโกรธ
3. โมหาคติ ลาเอยี งเพราะเขลา
4. ภยาคติ ลาเอยี งเพราะกลวั
อคติ 4 น้ี ผูบ้ ริหาร/ผู้ใหญ่ ไมค่ วรประพฤติเพราะเป็นทางแห่งความเสื่อม
3. สงั คหวัตถุ 4 เปน็ หลักธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้าใจของกันและกันเห็นเหตุให้ตนเอง และหมคู่ ณะกา้ ว
ไปสคู่ วามเจรญิ รุ่งเรอื ง
1.ทาน ใหป้ ันส่งิ ของแก่คนที่ควรให้
2.ปยิ วาจา เจรจาด้วยถ้อยคาไพเราะออ่ นหวาน
3.อัตถจริยา ประพฤตใิ นสง่ิ ทเี่ ปน็ ประโยชน์
4.สมานนตั ตตา วางตนให้เหมาะสมกบั ฐานะของตน
4. อิทธบิ าท 4 เปน็ หลักธรรมถือให้เกิดความสาเรจ็
1.ฉันทะ ความพงึ พอใจในงาน
2.วิรยิ ะ ความขยนั มั่นเพยี ร
3.จติ ตะ ความมีใจฝกั ใฝเุ อาใจใส่ในงาน
4.วมิ ังสา ไตร่ตรองหาเหตผุ ล
14
5. ทศพธิ ราชธรรม 10 ประการ เปน็ หลักธรรมสาหรบั พระมหากษตั รยิ ์จะพึงถือปฏบิ ัตมิ าแตโ่ บราณกาลแดน่ กั
บรหิ าร เช่น สรรพสามิตจงั หวดั สรรพสามิตอาเภอ ก็นา่ จะนาไปอนุโลมถอื ปฏบิ ตั ิได้ หลกั ทศพิธราชธรรม 10
ประการ มอี ยดู่ งั น้ี
1. ทาน คือ การให้ปัน ซึง่ อาจเป็นการให้เพื่อบูชาคณุ หรอื ให้เพอ่ื เป็นการอนเุ คราะห์
2. ศลี ไดแ้ ก่การสารวม กาย วาจา ใจ ให้เรียบรอ้ ยสะอาดดงี าม
3. บรจิ าค ไดแ้ ก่ การให้ทรัพย์สิ่งของเพือ่ เปน็ การช่วยเหลือหรือความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อน่ื หรือเปน็
การเสียสละเพื่อหวงั ใหผ้ ู้รบั ได้รบั ความสุข
4. อาชวะ ไดแ้ ก่ ความมีอัธยาศยั ซอื่ ตรงมั่นในความสจุ รติ ธรรม
5. มัทวะ ได้แก่ ความมอี ธั ยาศยั ดงี าม ละมุนละไม ออ่ นโยน สุภาพ
6. ตบะ ได้แก่ การบาเพญ็ เพยี รเพื่อขจดั หรอื ทาลายอกุศลกรรมใหส้ ิน้ สูญ
7. อโกรธะ ได้แก่ ความสามารถระงบั หรือขจัดเสียได้ซง่ึ ความโกรธ
8. อวิหงิ สา ไดแ้ ก่ การไม่เบียดเบยี นคนอ่ืน
9. ขันติ ไดแ้ ก่ ความอดกลั้นไมป่ ลอ่ ยกาย วาจา ใจ ตามอารมณห์ รอื กิเลสที่เกิดมีขน้ึ นน้ั
10. อวิโรธนะไดแ้ ก่ การธารงคร์ กั ษาไวซ้ ่งึ ความยตุ ธิ รรม
6. บารมี 6 เป็นหลักธรรมอันสาคัญทจี่ ะนิยมมาซ่ึงความรักใครน่ บั ถอื นับว่าเป็นหลักธรรมทเ่ี หมาะมากสาหรับนัก
บรหิ ารจะพึงยึดถอื ปฎบิ ัติ มีอยู่ 6 ประการคอื ทาน
1. ทาน การให้เปน็ ส่งิ ทค่ี วรให้
2. ศลี การประพฤตใิ นทางทีช่ อบ
3. ขันติ ความอดทนอดกลนั้
4. วริ ิยะ ความขยนั หมน่ั เพียร
5. ฌาน การเพง่ พจิ ารณาใหเ้ หน็ ของจริง
6. ปรัชญา ความมปี ัญญารอบรู้
7. ขันติโสรัจจะ เปน็ หลกั ธรรมอนั ทาให้บคุ คลเป็นผูง้ าม (ธรรมทาให้งาม)
1. ขนั ติ คือ ความอดทน มีลกั ษณะ 3 ประการ
1.1 อดใจทนได้ตอ่ กาลังแหง่ ความโกรธแคน้ ไมแ่ สดงอาการ กาย วาจา ทีไ่ ม่น่ารักออกมาให้เปน็ ทป่ี รากฏ
แกผ่ ู้อน่ื
1.2 อดใจทนได้ตอ่ ความลาบากตรากตราหรอื ความเหนด็ เหนอื่ ย
2. โสรจั จะ ความสงบเสงย่ี ม ทาจิตใจให้แชม่ ชน่ื ไมข่ นุ หมอง
8. ธรรมโลกบาล เปน็ หลกั ธรรมท่ชี ว่ ยคุม้ ครองโลก หรือมวลมนษุ ยใ์ ห้อย่คู วามร่มเยน็ เป็นสขุ มี 2 ประการคือ
1. หริ ิ ความละอายในตนเอง
2. โอตปั ปะ ความเกรงกลวั ต่อทุกข์ และความเส่ือมแลว้ ไมก่ ระทาความชวั่
15
9. อธิฐานธรรม 4 เป็นหลกั ธรรมท่ีควรตง้ั ไว้ในจติ ใจเป็นนิตย์ เพ่อื เปน็ เคร่อื งนิยมนาจติ ใจให้เกดิ ความรอบรู้ความ
จรงิ ร้จู กั เสียสละ และบงั เกิดความสงบ มี 4 ประการ
1. ปญั ญา ความร้ใู นสง่ิ ทค่ี วรรู้ รูใ้ นวชิ า
2. สัจจะ ความจริง คือประพฤตสิ งิ่ ใดกใ็ หไ้ ดจ้ รงิ ไม่ทาอะไรจับจด
3. จาคะ สละสง่ิ ที่เป็นขา้ ศึกแห่งความจริงใจ คอื สละความเกียจครา้ น หรอื ความหวาดกลวั ตอ่ ความ
ยงุ่ ยาก ลาบาก
4. อปุ สมะ สงบใจจากส่ิงที่เปน็ ขา้ ศึกตอ่ ความสงบ คอื ยับยั้งใจมิให้ปัน่ ปุวนต่อความพอใจรักใคร่ และ
ความขัดเคืองเปน็ ต้น
10. คหบดีธรรม 4 เปน็ หลักธรรมของผคู้ รองเรอื นพงึ ยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ มี 4 ประการ คอื
1. ความหมนั่ เพียร
2. ความโอบออ้ มอารี
3. ความไม่ตืน่ เตน้ มวั เมาในสมบตั ิ
4. ความไมเ่ ศร้าโศกเสียใจเม่ือเกดิ ภัยวิบัติ
11. ราชสังคหวัตถุ 4 เปน็ หลกั ธรรมอนั เป็นเคร่ืองชว่ ยในการวางนโยบายบริหารบา้ นเมืองให้ดาเนนิ ไปดว้ ยดี มี 4
ประการ คอื
1. ลัสเมธงั ความเป็นผ้ฉู ลาดปรีชาในการพจิ ารณาถึงผลิตผลอันเกิดขน้ึ ในแผ่นดิน แล้วพิจารณาผอ่ นผัน
จดั เกบ็ เอาแตบ่ างสว่ นแหง่ ส่งิ นน้ั
2. ปรุ สิ เมธงั ความเปน็ ผู้ฉลาดในการดูคนสามารถเลือกแต่งตงั้ บุคคลให้ดารงตาแหนง่ ในความถกู ตอ้ งและ
เหมาะสม
3. สัมมาปาลัง การบริหารงานใหต้ ้องใจประชาชน
4. วาจาเปยยัง ความเปน็ บคุ คลมีวาจาไพเราะร้จู ักผอ่ นสนั้ ผ่อนยาวตามเหตุการณ์ ตามฐานะและตาม
ความเปน็ ธรรม
12. สติสมั ปชัญญะ เปน็ หลกั ธรรมอันอานวยประโยชนแ์ กผ่ ปู้ ระพฤตเิ ป็นอันมาก
1. สติ คือ ความระลึกได้กอ่ นทา ก่อนบชู า ก่อนคัด คนมสี ติจะไม่เลินเลอ่ เผลอตน
2. สมั ปชญั ญะ คือ ความรตู้ วั ในเวลากาลงั ทา กาลงั พูด กาลงั คดิ
13. อกศุ ลมูล 3 อกศุ ลมูล คือ รากเหง้าของความชั่ว มี 3 ประการคือ
1. โลภะ ความอยากได้
2. โทสะ ความคิดประทษุ ร้ายเขา
3. โมหะ ความหลงไมร่ ู้จริง
16
14. นวิ รณ์ 5 นวิ รณ์ แปลวา่ ธรรมอันกล้นั จติ ใจไม่ให้บรรลคุ วามดี มี 5 ประการ
1. กามฉันท์ พอใจรกั ใครใ่ นอารมณ์ มีพอใจในรูป เปน็ ตน้
2. พยาบาท ปองร้ายผูอ้ นื่
3. ถนี มิทธะ ความทีจ่ ิตใจหดหแู่ ละเคลิบเคลิ้ม
4. อธุ จั จะกุกกจุ จะ ความฟูงุ ซา่ นและราคาญ
5. วจิ ิกจิ ฉา ความลงั เลไมต่ กลงใจได้
ผูก้ าจดั หรอื บรรเทานิวรณ์ได้ ย่อมได้นิสงส์ 5 ประการคอื
1. ไมข่ ้องติดอย่ใู นกายตนหรอื ผอู้ ื่นจนเกินไป
2. มีจิตประกอบด้วยเมตตา
3. มีจติ อาจหาญในการประพฤตคิ วามดี
4. มคี วามพนิ จิ และความอดทน
5. ตดั สินใจในทางดไี ด้แน่นอนและถูกตอ้ ง
15. เวสารชั ชกรณะ 5 เวสารชั ชกรณะ แปลวา่ ธรรมที่ยงั ความกล้าหาญใหเ้ กดิ ข้ึนมี 5 ประการ คือ
1. ศรทั ธา เชอื่ ในสิง่ ที่ควรเชื่อ
2. ศีล ประพฤตกิ ารวาจาเรยี บร้อย
3. พาหุสัจจะ ความเปน็ ผู้ศกึ ษามาก
4. วิรยิ ารัมภะ ตั้งใจทาความพากเพียร
5. ปญั ญา รอบรสู้ ่งิ ที่ควรรู้
16. อรยิ ทรัพย์ 7
1. ศรัทธา เชอื่ ในสิ่งที่ควรเชื่อ
2. ศลี ประพฤตกิ ารวาจาเรียบรอ้ ย
3. หิริ ความละอายตอ่ บาปทุจรติ
4. โอตปั ปะ ความสะดุง้ กลัวตอ่ บาปทจุ ริต
5. พาหสุ ัจจะ ความเป็นคนไดย้ ินไดฟ้ งั มามาก
6. จาคะ การให้ปันสงิ่ ของแก่คนท่คี วรให้
7. ปญั ญา ความรอบรูท้ ั้งส่ิงทีเ่ ป็นประโยชนแ์ ละส่ิงที่เปน็ ไท
17. สปั ปรุ ิสธรรม 7 เป็นหลกั ธรรมอันเป็นของคนดี (ผู้ประพฤตชิ อบ) มี 7 ประการ
1. ธัมมญั ญตุ า ความเป็นผรู้ วู้ า่ เป็นเหตุ
2. อัตถญั ญุตา ความเปน็ ผูร้ จู้ ักผล
3. อัตตัญญตุ า ความเปน็ ผรู้ ้จู ักตน
17
4. มัตตัญญุตา ความเป็นผ้รู ู้จกั ประมาณ
5. กาลญั ญุตา ความเป็นผรู้ จู้ ักกาลเวลาอันเหมาะสม
6. ปุรสิ ญั ญุตา ความเปน็ ผรู้ ู้จักสงั คม
7. บคุ คลโรปรชั ญญุตา ความเปน็ ผู้รู้จกั คบคน
18. คุณธรรมของผู้บริหาร 6 ผู้บรหิ าร นอกจากจะมีคุณวฒุ ใิ นทางวิชาการตา่ ง ๆ แล้วยังจาเป็นต้องมีคุณธรรม
อีก 6 ประการ
1. ขมา มคี วามอดทนเก่ง
2. ชาตรยิ ะ ระวังระไว
3. อฎุ ฐานะ หมน่ั ขยัน
4. สังวิภาคะ เออ้ื เฟ้อื เผื่อแผ่
5. ทยา เอน็ ดู กรุณา
6. อกิ ขนา หม่นั เอาใจใส่ตรวจตราหรือติดตาม
19. ยตุ ธิ รรม 5 นกั บรหิ ารหรือผู้นามกั จะประสบปญั หาหรอื รอ้ งเรียนขอความเป็นธรรมอยู่เป็นประจาหลักตัดสนิ
ความเพอื่ ใหเ้ กิดความ “ยุตธิ รรม” มี 5 ประการ คอื
1. สัจจวา แนะนาด้วยความจรงิ ใจ
2. บัณฑติ ะ ฉลาดและแนะนาความจรงิ และความเสื่อม
3. อสาหะเสนะ ตดั สินด้วยปัญญาไมต่ ัดสินดว้ ยอารมณ์ผลนุ ผลัน
4. เมธาวี นึกถงึ ธรรม (ยตุ ิธรรม) เปน็ ใหญ่ไมเ่ ห็นแก่อามสิ สนิ จา้ ง5. ธัมมฎั ฐะ ไม่ริษยาอาฆาต ไม่ตอ่ เวร
20. ธรรมเคร่อื งใหก้ ้าวหนา้ 7 นักบรหิ ารในตาแหน่งตา่ ง ๆ ย่อมหวังความเจรญิ ก้าวหนา้ ได้รบั การเลื่อนชนั้ เลือ่ น
ตาแหนง่ สูงข้ึนพระพุทธองค์ทรงตรัสธรรมเครือ่ งเจรญิ ยศ (ความกา้ วหนา้ ) ไว้ 7 ประการ คอื
1. อฎุ ฐานะ หม่ันขยัน
2. สติ มีความเฉลยี ว
3. สุจกิ มั มะ การงานสะอาด
4. สัญญตะ ระวงั ดี
5. นสิ ัมมการี ใครค่ รวญพจิ ารณาแลว้ จึงธรรม
6. ธมั มชวี ี เลีย้ งชีพโดยธรรม
7. อปั ปมัตตะ ไมป่ ระมาท
21.ไตรสกิ ขา เพือ่ เป็นการสนบั สนุนใหเ้ กดิ ความตง้ั ใจดแี ละมีมือสะอาด นักบริหารต้องประกอบตนไวใ้ นไตรสิกขา
ข้อที่ตอ้ งสาเหนียก 3 ประการ คอื
1. ศลี
2. สมาธิ
18
3. ปญั ญา
ท้ังน้ีเพราะ ศีล เป็นเคร่อื งสนบั สนนุ ใหก้ าย (มอื ) สะอาด สมาธิ เปน็ เคร่อื งสนบั สนุนให้ใจสงบปญั ญา เป็น
เครอ่ื งทาใหใ้ จสว่าง รูถ้ กู รู้ผดิ
22.พระพทุ ธโอวาท 3 นกั บริหารทที่ างานได้ผลดี เนอื่ งจากได้ ”ต้ังใจดี” และ “มอื สะอาด” พระพุทธองคไ์ ด้วาง
แนวไว้ 3 ประการ ดังน้ี
1. เวน้ จากทุจรติ การประพฤติช่ัว ทางกาย วาจา ใจ
2. ประกอบสุจริต ประพฤติชอบ ทางกาย วาจา ใจ
3. ทาใจของตนให้บริสุทธสิ์ ะอาด ไมโ่ ลภ ไมโ่ กรธ ไม่หลง
การนาหลกั ธรรมทปี่ ระเสริฐมาปฏิบัติ ยอ่ มจกั นาความเจรญิ ตลอดจนความสขุ กาย สบายใจ ให้บังเกิดแก่
ผ้ปู ระพฤติท้งั สิ้น สมดงั พทุ ธสุภาษิตทวี่ ่า “ ธมั โม หเว รักขติ ธัมมจารงิ ” ธรรมะย่อมคุ้มครองรกั ษาผูป้ ระพฤตธิ รรม
หลกั ธรรมแหง่ ความสาเร็จ
ฉันทะ คือ ความพอใจในงาน วริ ยิ ะ คือ ความเพยี รพยายาม จติ ตะ คือ ความใส่ใจม่งุ ม่ันกับงานทท่ี า และ
วมิ ังสา คอื การไตรต่ รองรอบคอบในการทางาน
นกั บรหิ าร คอื “ผู้ทางานใหป้ ระสบผลสาเร็จโดยอาศัยความร่วมไมร้ ่วมมอื ของพนี่ ้องในองค์กรนนั้ ๆได้
ชว่ ยกันทา” นักบริหารคงไมส่ ามารถจะทางานให้ประสบผลสาเรจ็ ไดถ้ ้ายดึ อัตตาหรอื เอาตนเองเปน็ ทีต่ ้ัง การ
บรหิ ารทจ่ี ะได้ท้ังคนและงานหรอื คาโบราณกล่าวไวว้ ่า “จะทาอะไรก็ตาม ควรทาในลักษณะ “บวั ไมใ่ หช้ ้า น้าไมใ่ ห้
ขนุ่ ” หรอื ซ่งึ คาพังเพยก็มไี ว้ คือ“น้าร้อนปลาเปน็ น้าเยน็ ปลาตาย” การบรหิ าร คือการทางานให้ประสบผลสาเร็จ
โดยอาศยั ความรว่ มมอื รว่ มใจของคนในหน่วยงานนั้น ๆ ช่วยกนั ทา
นอกจากนแ้ี ลว้ คงจะต้องอาศัยคนท่ีเก่ยี วข้องดว้ ย ได้ชว่ ยกนั ทา นี้ คอื จุดสาคัญ เปน็ คาสาคัญท่ีนกั บรหิ าร
จะตอ้ งท่องใหข้ นึ้ ใจ
นักบริหาร หรอื ผบู้ ริหาร ไมส่ ามารถทางานสาเรจ็ ได้ถา้ ไมไ่ ดร้ บั ความร่วมมือร่วมใจจากคน เหลา่ นน้ั
ฉะนน้ั ผูบ้ รหิ ารจะต้องอาศัยศิลปะในการบริหารหรือใชภ้ าวะผนู้ าจึงจะสามารถบรหิ ารงานไดอ้ ย่างราบรื่น
และประสบผลสาเร็จได้ การบริหารที่จะไดท้ ง้ั คนและงาน ตอ้ งใชท้ ้ัง “ศาสตร์ และศิลป์” เปน็ เร่ืองสาคัญ และควร
เพมิ่ เขา้ มาอกี คือต้องใชท้ ั้ง “ศาสน์ และศลี ” คอื ต้องนาหลักคุณธรรมทางศาสตร์นามาใชใ้ นการบริหารด้วย จึงจะ
ทาใหเ้ ป็นเกราะค้มุ ครองตนเองให้พ้นภัยท้ังหลายทั้งปวง
กลยทุ ธ์การบริหารทไี่ ด้ท้งั คนและงาน
กลยทุ ธก์ ารบรหิ ารคน
1. ควรทาตนเปน็ กัลยาณมติ รมากกว่าเปน็ เจา้ นาย หลกั ธรรมทค่ี วรนามาปรับใช้คือ ร้จู ักเปน็ ผใู้ ห้และเป็น
ผู้รับทด่ี ี รู้จักพดู ให้เหมาะกับกาลเทศะ รูจ้ กั ทาประโยชน์และวางตนเสมอตน้ เสมอปลาย นอกจากนแ้ี ลว้ ควรเป็น
คนมเี หตุ มีผล ร้ตู น รูป้ ระมาณ รู้จกั กาลเทศะ รจู้ ักบคุ คล และรู้จกั ชมุ ชนดว้ ย
2. ควรใหเ้ กียรตเิ พือ่ นรว่ มงาน บอ่ ยครั้งทีห่ ัวหนา้ งานมกั จะพดู หรือทาอะไรโดย“ไมเ่ อาใจเขามาใส่ใจเรา”
อยากพูดอะไรกไ็ ด้ ไมเ่ กรงใจใคร ไม่ถนอมนา้ ใจเพอ่ื นร่วมงาน คดิ วา่ ตนเองมอี านาจ มักใช้พระเดช มากกว่าการใช้
พระคณุ ข้อน้นี บั วา่ เป็นภยันตรายอย่างใหญห่ ลวงยงิ่ การบริหารทไ่ี ดใ้ จคน คอื การใหเ้ กียรติ ให้ความเคารพ ความ
เปน็ กัลยาณมิตรกบั เพื่อนร่วมงาน มองเพือ่ นร่วมงานเสมอื นเพือ่ นร่วมวิชาชพี ใชว้ ัฒนธรรมการอยู่แบบพี่แบบน้อง
19
3. ควรยดึ หลกั การทางานแบบประชาธิปไตย การทางานโดยยดึ หลักประชาธิปไตยนน้ั ในทาง
พระพุทธศาสนาเน้นมาก เชน่ จะต้องแสดงออกทาง คารวะธรรมสามคั คีธรรม และปญั ญาธรรม น้นั คอื การให้
ความเคารพกันดว้ ยคณุ วฒุ ิ ดว้ ยวยั วฒุ ิ และดว้ ยคุณงามความดี การจะทาอะไรกพ็ รอ้ มเพรยี งกนั ยึดมติเสยี งสว่ น
ใหญ่ แตไ่ มใ่ ช่เสียงสว่ นใหญ่พวกมากลากไป หรือมตมิ หาโจร เพราะถา้ เสียงสว่ นใหญแ่ บบพวกมากลากไป และไม่
ถกู ตอ้ งแล้ว กค็ งไมใ่ ช่ประชาธปิ ไตยในทางพระพุทธศาสนา
4. ควรมคี วามเปน็ กลาง ไมห่ ูเบาเชือ่ คนงา่ ย มคี ากลอนทีว่ ่า
“ก่อนจะเช่ือสง่ิ ใด ให้พสิ ูจน์
ก่อนจะพดู ให้ยงั้ คิด วินิจฉยั
กอ่ นจะทา กจิ การ งานใดใด
คิดให้รอบคอบ จึงจะชอบดี”
คากลอนน้ี ถือวา่ เป็นเรอื่ งเตอื นสตนิ ักบริหารได้ ว่า จะต้องฟังหูไว้หู คิดดูให้แน่ ขอ้ ไหนเทจ็ ขอ้ ไหนแทเ้ รา
นามาใครค่ รวญก่อน อย่าด่วนตดั สินใครโดยไมม่ ีข้อมูล เพราะไมเ่ ชน่ น้ัน จะทาให้ขาดความเช่ือม่ัน ความศรทั ธา
จากเพื่อนร่วมงาน
นอกจากนแ้ี ลว้ ผบู้ รหิ าร ควรนาหลกั กาลามาสูตร ๑๐ ประการมาเป็นเครอ่ื งยึดเหน่ียวดว้ ย คอื อยา่ เพง่ิ
ปลงใจเช่ือ เพราะการฟงั ตามๆ กันมา ดว้ ยการถอื สบื ๆ กันมา ดว้ ยการเลา่ ลือ กันมา ดว้ ยการอ้างว่ามีในตาราหรือ
คัมภีร์ เพราะตรรกะ เพราะการอนมุ าน ดว้ ยการคดิ ตรองตามแนวเหตุผล เพราะเข้ากนั ไดก้ ับทฤษฎีทีพ่ นิ ิจไวแ้ ล้ว
เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ หรอื เพราะนบั ถอื วา่ ทา่ นสมณะน้ี เปน็ ครูของเรา ในหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนา หลักธรรมข้อไหนกล่าวถงึ เรือ่ งศรัทธา หรอื ความเช่อื ไว้ กจ็ ะกากับด้วยหลักของปัญญาไว้ดว้ ยทกุ
ครัง้ คอื เชื่อ ศรทั ธา แต่จะขาดเสยี ซึ่งปญั ญาไมไ่ ด้ เพราะก่อนเช่อื ตอ้ งใชป้ ญั ญาพจิ ารณากอ่ นน้ันเอง ไมด่ ว่ นเชอ่ื งม
งาย เชื่อง่าย หรือหเู บา
5. ไมค่ วรหลงหรือบ้าอานาจ นักบริหารที่ดี
“ไม่ควรเปน็ ผหู้ ลงอานาจ ฉ้อราษฎรบ์ งั หลวง
หลอกลวงลูกน้อง ยกย่องคนประจบสอพลอ”
เพราะน้ันคือจุดตายของนกั บริหาร มีคาพังเพยกล่าวไวว้ า่
ขอ้ แรก ผู้บริหาร คอื ผู้ทาอะไรถกู ตอ้ งเสมอ
ขอ้ สอง ถา้ สงสัยให้กลับไปดขู ้อแรก คาเชน่ นี้ เป็นคาเปรียบเปรยของนกั บริหารที่ คิดวา่ ตนเองมอี านาจ
จะทาอะไรกไ็ ด้ ข้อนพ้ี งึ ละเวน้ โดยเดด็ ขาด
กลยุกลยทุ ธ์การบรหิ ารงาน
กลยทุ ธใ์ นการบริหารงาน ผบู้ ริหารสามารถทาได้หลายรปู แบบ แตข่ อ้ เสนอแนะเปน็ ทางเลอื ก ไว้ ดงั น้ี
1. สรา้ งศรทั ธา คอื การกระตนุ้ ใหค้ นในหน่วยงานรกั งานที่เรากาลังทา หรือท่ีได้รับ มอบหมายให้ทา
เพราะถ้าคนในหน่วยงานมีใจรกั งาน ศรทั ธางานที่ทาแลว้ เสมอื นวา่ งานน้ันประสบผลสาเรจ็ ไปแล้วครงึ่ หนงึ่ แต่
การทจ่ี ะปลูกจิตได้ด่งั ว่า ต้องใช้วิธีการเสริมขวัญกาลังใจและใหค้ วามยุติธรรมในเรื่องผลการปฏิบตั ิงานดว้ ย นนั้ คอื
ปูนบาเหน็จความชอบตามสมควร มีความยุตธิ รรมในการประเมินผลการปฏิบัตงิ าน
20
2. ปลูกจิตให้อาสาพากเพยี ร การท่ีจะส่งเสรมิ ให้คนขยนั ทางาน หรอื ทางานโดยไมต่ ้องไปกากบั ตดิ ตาม
อยา่ งใกลช้ ิดมากนักนั้น นกั บริหารต้องใชภ้ าวะผู้นา คอื เทคนิคความสามารถโนม้ นา้ วคนในองค์กรใหค้ ล้อยตาม
ความคิดเห็นทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อหนว่ ยงาน และจะสามารถนาองคก์ รไปสูเ่ สน้ ชยั ได้
3. ส่งเสรมิ ให้คนในหนว่ ยงานเรยี นให้เขา้ ใจงาน นกั บริหารจะตอ้ งมวี ธิ พี ฒั นาคนในหน่วยงานให้มีความรู้
ความเข้าใจในงานทท่ี าใหไ้ ด้ เพราะถ้าคนในหน่วยงานขาดความรคู้ วามเข้าใจในเรอ่ื งทจี่ ะทาแลว้ กย็ ากทจ่ี ะทางาน
ประสบผลสาเรจ็ นกั บริหารต้องสารวจว่า เพ่อื นร่วมงานพร้อมหรือยงั เขา้ ใจหรอื ยงั ถ้ายัง ก็ต้องทาให้เพ่อื น
รว่ มงานให้ เข้าใจ เช่น อบรมพฒั นากอ่ นทางาน เปน็ ต้น
4. ประสานสัมพันธ์ในการปรบั ปรุงพฒั นางาน นักบรหิ ารตอ้ งเป็นผปู้ ระสานงานที่ดี หรือท่กี ล่าวกนั วา่ นกั
ประสานสบิ ทิศ มอี ะไรท่ยี งั คลมุ เครอื ควรทาใหก้ ระจ่างใหไ้ ด้ และงานทม่ี ขี ้อบกพร่อง ควรหาวิธีให้คนในหน่วยงาน
ได้ชว่ ยกนั ปรับปรงุ พัฒนางานให้ได้
สรปุ
การบรหิ ารท่ีจะได้ทง้ั คนและงานนั้น ควรเปน็ การบรหิ ารท่ีเกิดมาจากความร่วมมือร่วมใจ จากผู้เก่ยี วขอ้ ง
นกั บรหิ ารจาตอ้ งบรหิ ารโดยการเข้าไปครองใจคนในหน่วยงานใหไ้ ด้ ซงึ่ การจะทาเช่นน้นั ได้ นกั บริหาร จาต้องใช้
ท้งั ศาสตร์ และศิลป์ หรอื นาศาสน์ และศีล มาเปน็ หลกั ยดึ เหนี่ยวในการทางานให้ได้ สงิ่ ไหนดี นามาปฏบิ ัติ สิ่งไหน
ไม่ดี ก็หลกี เลี่ยง สิ่งเหลา่ น้ี จะเปน็ แรงผลักดันให้ผู้บรหิ ารสามารถครองตน ครองคน ครองงาน ประสานสัมพนั ธ์
หรอื ท่ีเรยี กว่า “เกง่ คน เก่งงาน และเก่งคิด” กจ็ ะทาให้ผู้บรหิ ารสามารถบรหิ ารงานทไ่ี ด้ท้งั คนและงานตามความ
มงุ่ หวงั นนั้ เอง และสง่ิ ดงั กล่าว จะทาให้การทางานมคี ณุ ภาพและมีความสขุ ไปพร้อม ๆ กัน
21
บรรณานุกรม
สานักงานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ . เรยี กใช้วันที่ 15 มกราคม 2564. จาก http://www.onab.go.th/articles
กิจตญิ า นาบญุ . กระบวนการบรหิ ารจัดการ. เรียกใช้วนั ท่ี 15 มกราคม 2564. จาก
https://kittiyanabun.wordpress.com
ววิ ฒั นาการทางการบรหิ าร, เรยี กใชว้ นั ที่ 15 มกราคม 2564. [ข้อมลู ออนไลน]์ จาก
http://www.oknation.net /blog/pttpoy/2008/12/22/entry-1.
[ข้อมลู ออนไลน]์ :http://kanborihan.blogspot.com/2012/06/management-component.html/เมื่อ
วันท่ี 15 มกราคม 2564
[ข้อมูลออนไลน]์ : จาก https://www.baanjomyut.com. เมื่อวนั ท่ี 15 มกราคม 2564
[ขอ้ มูลออนไลน]์ : จาก https://sites.google.com/site/buddha2554year. เมอื่ วันท่ี 15 มกราคม 2564
[ขอ้ มลู ออนไลน]์ : จาก http://www.softbizplus.com/general/717-management-good-performance/
วนั ที่ 15 มกราคม 2564
[ข้อมูลออนไลน]์ : จาก https://sites.google.com/site/praputtasadsana65/bth-thi-1-prawati-khwam-
pen-ma-phraphuthth-sasna /เมอ่ื วนั ที่ 15 มกราคม 2564