www.coOlkiz.com X
Hot (บทท่ี 3)
✦ ✦ Cell &
การทางาน
✦ ของ Cell
Get Sample Buy 299 Baht
5.0 41 Rating
Group? A Class 4/3
What? E-book
Subject? Biology Wish List
My Cart
File Type? .pdf
Organelle
ออร์แกเนลล์
– สว่ นท่ีมีชีวิตในไซโทพลำสซึม
(Cytoplasm) โดยจะมีหน้ำท่ีเฉพำะ
อย่ำงในเซลล์ จำแนกตำมลักษณะ
กำรมเี ยือ่ หุม้ ได้ดังนี้
1. ออร์แกเนลล์ (Organelle) กลุ่มท่ไี มม่ ีเย่อื หุ้ม
เซลล์
(1) ไรโบโซม (Ribosome) ทำหน้ำท่สี ังเครำะห์
โปรตีน ประกอบด้วยหน่วยย่อย (Subunit) สอง
หน่วย แต่ละหน่วยยอ่ ยมชี นิดของ RNA ไรโบโซม
กับโปรตีนทแี่ ตกต่ำงกัน พบบริเวณเยอ่ื หุ้ม
นิวเคลียส (Nuclear membrane) บน RER (สร้ำง
โปรตีนส่งออกนอกเซลล์ ) อยู่ใน Cytosol (สร้ำง
โปรตีนใชใ้ นเซลล์) ใน Mitochondria และ
Chloroplast (สร้ำงโปรตีนใชเ้ องใน
Mitochondria และ Chloroplast ตำมลำดับ )
- ใน Prokaryotic cell ไรโบโซมมขี นำด
70S หน่วยยอ่ ยใหญ่ขนำด 50S และหน่วยยอ่ ย
เล็ก ขนำด 30S
- ใน Eukaryotic cell ไรโบโซมมขี นำด
80S หน่วยยอ่ ยใหญ่ขนำด 60S และหน่วยยอ่ ย
เล็กขนำด 40S
** S = Svedberg unit of
sedimentation coefficient
ซ่ึงเปน็ ค่ำควำมเร็วในกำร
ตกตะกอน
ribosome
11:11 300%
(2) Cytoskeleton – เส้นใย
โปรตีนซ่ึงมีบทบำทสำคัญใน
ก ำ ร ท ำ ใ ห้ เ กิ ด รู ป ร่ ำ ง เ ซ ล ล์
กำรเค ลื่อน ท่ีท้ั งของเ ซลล์
และออร์แกเนลภำยในเซลล์
กำรแบ่งเซลล์ มี 3 ชนิด โดย
แ ต่ ล ะ ช นิ ด มี ข น ำ ด แ ล ะ
โ ป ร ตี น ท่ี เ ป็ น ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ
ต่ำงกัน
- ไมโครทบู ลู (Microtubule) เกิดจำกโปรตีน Tubulin มลี ักษณะ
เปน็ ทอ่ กลวง พบในไซโทซอล (Cytosol) ใต้เย่อื หมุ้ เซลล์ เปน็
สว่ นประกอบของ เซนทรโิ อล (Centriole) แบซอลบอดี (Basal body)
เสน้ ใยสปนิ เดิล (Spindle fiber) ซเี ลีย (Cilia) และแฟลกเจลลำ
(Flagella)
- Intermediate filament เกิดจำกโปรตีนหลำยชนดิ ขนึ้ อยกู่ ับ
หนำ้ ท่ี เชน่ โปรตีน Keratin พบใน ผม ขน เขำ เปน็ ต้น Tonofilament
เกิดจำก โปรตีน Cytokeratin ทำหนำ้ ทตี่ ่อต้ำนต่อแรงกด พบทเ่ี ยอ่ื บุ
ผวิ
- ไมโครฟิลำเม้น (Microfilament) เกิดจำกโปรตีนแอคติน
(Actin) เก่ียวขอ้ งกับรูปร่ำงเซลล์ กำรหดตัวของกล้ำมเนอื้ โดยทำงำน
ร่วมกับโปรตีน Myosin กำรไหลของไซโทพลำสซมึ (Cyclosis) กำร
ยนื่ เทำ้ เทยี ม (Pseudopodium) กำรแบง่ ไซโทพลำซมึ ของสตั ว์
(Cytokinesis)
??? Centriole
(3) เซนทริโอล (Centriole) ประกอบด้วยไมโคร
ทบู ูล (Microtubule) อย่กู ันเป็นกลุ่ม กล่มุ ละ 3 อัน
(Triplet) จำนวน 9 กล่มุ (9 triplets) เซนทรโิ อล
สองอันวำงตั้งฉำกกัน เรียกว่ำ เซนโทรโซม
(Centrosome) ทำหนำ้ ทสี่ ร้ำงเสน้ ใยสปนิ เดิล
(Spindle fiber) เพือ่ ยึดและดึงโครโมโซม พบใน
เซลล์สัตว์ โปรโตซัว รำบำงชนดิ แต่ไม่พบในพืช
ขัน้ สงู (Higher plant) พวกไม้ดอกและ
Gymnosperm และฟังไจส่วนใหญ่
เอนโดพลาสมิค เรตคิ ลู มั
Endoplasmic Reticulum-ER
Endoplasmic =ภายในไซโทพลาสซึม/Reticulum= ร่างแห , โดย
กระจายเป็นรา่ งแหอยูใ่ นไซโทพลาสซึม และอาจเช่ือมต่อกับเย่ือ
หุ้มนวิ เคลยี สหรือเย่ือหมุ้ เซลล์ แบง่ เปน็ 2 ชนิดคือ
ชนดิ ขรุขระ (Rough Endoplasmic Reticulum-RER) มีไรโบโซม
เกาะบนเยื่อหุ้ม ER
ชนิดเรียบ (Smooth Endoplasmic Reticulum-SER) ไมม่ ีไรโบโซม
เกาะบนเย่อื หุ้ม ER
1.1 Rough Endoplasmic Reticulum-RER
เก่ียวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน โดยโปรตีนท่ีสังเคราะห์ได้ถูกส่งเข้าสู่ช่อง ลู
เมน (Lumen=ช่องว่างภายในท่อ/ถุง ER)และหลุดออกเป็นถุงเล็กๆ (Vesicle)
เพื่อส่งต่อไปยัง Golgi complex นอกจากน้ันยังเก่ียวข้องกับการเปลี่ยนโปรตีน
เปน็ ไกลโคโปรตีน (โปรตนี + คารโ์ บไฮเดรต) และสามารถขนส่งโปรตีนไปยังส่วน
ตา่ งๆในไซโทพลาสซึม หรือออกนอกเซลล์
1.2 SmoothEndoplasmic Reticulum-SER
เก่ียวข้องกับการสังเคราะห์ ไขมัน ฟอสโฟ
ลิพิ ด เ ส ตี ย ร อ ย ด์ ฮ อ ร์ โ ม น เ พ ศ แ ล ะ
คอเลสเตอรอล เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึม
ของคาร์โบไฮเดรต และการกาจัดสารพิษ
(Detoxification)
2 กอลจิ คอมเพลก็ ซ์
Golgi Complex / Golgi body / Golgi apparatus
พบครัง้ แรกโดย นายคามิลโล กอลจิ (Camillo Golgi) มลี ักษณะเป็นถุงแบน
เรียงซ้อนกันเป็นชน้ั ๆ เรยี กแตล่ ะถุงว่า ซสิ เทอร์นี มีหน้าท่ีเก่ียวข้องกับการ
หล่ังสาร (Secretion) ซึ่งเป็นสารที่สร้างจาก ER และมีการเปล่ียนแปลง
เพ่ือให้เหมาะสมพร้อมที่จะปล่อยออกนอกเซลล์ ด้วยวิธี Exocytosis
นอกจากน้ันยังทาหน้าที่เปล่ียนเอนไซม์ในไลโซโซม (Lysosome) ให้พร้อม
ใช้งาน ทาหน้าที่สังเคราะห์สารพวกพอลีแซ๊กคาไรด์ ท่ีเป็นส่วนประกอบ
ของผนงั เซลลแ์ ละสารเคลือบเซลล์สัตว์ เก่ียวข้องกับการสร้างเซลล์เพลท
(Cell plate) ในกระบวนการแบง่ ไซโทพลาซึม (Cytokinesis) ของเซลลพ์ ืช
3 ไลโซโซม
Lysosome
ลกั ษณะ
เป็นถุงมีเยื่อหุ้มช้ันเดียวขนาด 0.1-1 ไมครอน ภายในบรรจุเอนไซม์
ยอ่ ยโปรตนี คาร์โบไฮเดรต ไขมัน กรดนวิ คลีอิค (พบเอนไซม์ประมาณ
60 ชนิด) ทางานได้ดที ส่ี ภาพเป็นกรด (pH ประมาณ 5)
หนา้ ท่ี
ย่อยสารประกอบภายในเซลล์ อาหาร เช้ือโรคท่ีเข้าสู่เซลล์ ออร์
แกเนลล์ที่อายุมาก (Autophagy)และย่อยเซลล์ตัวเอง (Autolysis) ซึ่ง
พบในช่วงที่มีการเจริญ เช่น การสร้างน้ิวมือ น้ิวเท้า ถ้าร่างกายขาด
เอนไซมข์ องไลโซโซมจะทาให้เกิดโรคพอมพี (Pompe’disease)คือขาด
เอนไซมย์ อ่ ยไกลโคเจน จงึ ทาให้สะสมท่ตี ับและกล้ามเนือ้ มากเกินไป
4 เพอรอกซโิ ซม
(Peroxisome)
เป็นถุงกลม รูปไข่ มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว ภายในบรรจุเอนไซม์ท่ี
เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึม เช่น Oxidase,Catalase ช่วยสลาย
H2O2ซึง่ เปน็ พษิ ให้กลายเปน็ H2O + O2พบในเซลล์พืช ตับและไต
เก่ียวขอ้ งกบั เมแทบอลิซมึ ของไนโตรเจน ไขมัน พิวรีน
เพอรอกซิโซมสามารถเพมิ่ จานวนได้คล้ายไมโตคอนเดรยี โดยมีการ
สร้างโปรตีนและไขมันที่สาคัญของเพอรอกซิโซมที่ไซโทซอลก่อน
และสารเหล่าน้จี ะถูกสง่ ไปยงั เพอรอกซโิ ซมกันเก่า เมื่อ
เพอรอกซโิ ซมกนั เกา่ โตเตม็ ท่ีก็จะแบ่งจากหนึง่ เปน็ สอง
แวคิวโอล 5
(Vacuole)
มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น ถุ ง เ ย่ื อ หุ้ ม ช้ั น เ ดี ย ว
เ รี ย ก ว่ า เ ยื่ อ หุ้ ม ว่ า โ ท โ น พ ล า ส ต์
(Tonoplast) ข อ ง เห ล ว ใ นถุ ง เ รี ยก ว่ า
เซลลแ์ ซพ (Cell sap)
แวคิวโอลเกิดจากการหลุดขาดของ ER
หรือ Golgi Complex
มีหน้าท่ีหลากหลาย โดยถ้ามีอาหารสะสมอยู่
เรียกว่า Food vacuole ถ้าทาหน้าที่ในการ
รักษาสมดุลน้า (พบในโปรตีสน้าจืด) เรียกว่า
Contractile vacuole ในพืชมีแวคิวโอลขนาด
ใหญ่เกือบเต็มเซลล์ เรียกว่า Central vacuole
มีหน้าที่สะสมสารต่างๆ
1.
ไมโตคอนเดรยี
มีเยื่อหุ้ม 2 ช้ัน โดยเยื่อหุ้มช้ันในย่ืนเข้าไป (เรียกว่า Cristae)
ในช่องว่างภายในไมโตคอนเดรียซ่ึงมีของเหลวอยู่ (เรียกว่า
Matrix)ซ่ึงบรรจุเอนไซม์สาหรับการหายใจระดับเซลล์ ,
Ribosome (ขนาด 70s), DNA, RNA จึงสามารถสังเคราะห์
โ ป ร ตี น แ ล ะ จ า ล อ ง ตั ว เ อ ง โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง อ า ศั ย นิ ว เ ค ลี ย ส
(Semiautonomous organelle)
ทาหนา้ ที่
สรา้ งและสะสมสารพลังงานสงู
(ATP= Adenosine triphosphate)
2.
พลาสตดิ
มี 3 ชนิด คือ
(1) Chloroplast
พลาสติดสีเขียว มีรงควัตถุ (Pigment) ซึ่งสามารถจับพลังงานแสงและเปล่ียนเป็น
พลังงานเคมไี ด้ ทาหน้าท่ใี นกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง (Photosynthesis) เย้ือหุ้ม
ด้านในย่ืนพับไปมาซ้อนกันเรียกทั้งหมดว่าThylakoid membraneซ่ึงบนเย่ือหุ้ม
Thylakoid จะมีสารสี/รงควัตถุ (Pigment) โดยเย่ือหุ้มนี้ซ้อนเป็นช้ันคล้ายเหรียญ
เรียกว่า Granum แต่ละช้ันเชื่อมด้วย Stroma ซึ่งบรรจุเอนไซม์สาหรับสังเคราะห์ด้วย
แสง, RNA, DNA และ Ribosome (70s) จาลองตัวเองไดเ้ ชน่ เดยี วกบั ไมโตคอนเดรยี
2) Chromoplast เป็นพลาสติดสีอื่นๆ
เช่น สแี ดงในพรกิ
(3) Leucoplast เป็นพลาสตดิ สขี าว
ท า ห น้ า ที่ เ ก็ บ แ ป้ ง ที่ ไ ด้ จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร
สังเคราะห์ด้วยแสง พบในเซลล์ในส่วนท่ีใช้
สะสมอาหารเชน่ มันฝรงั่ มนั เทศ
ท้ังไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ มีลักษณะ
บ า ง ป ร ะ ก า ร ค ล้ า ย กั บ เ ซ ล ล์ โ ป ร ค า ริ โ อ ต
(แบคทีเรียและไซยาโนแบคทีเรยี )
คือ มีสารพันธุกรรม และRibosome (ขนาด 70s) ทาให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
ไมโตคอนเดรียและคลอโรพลาสต์เคยเป็น พวกเซลล์โปรคาริโอต แล้วเข้าไป
อาศยั อยูใ่ นเซลลย์ คู าริโอต จนกลายเป็น Organelle ในเซลล์ยูคาริโอต เรียกว่า
ทฤษฎี Endosymbiosis
3. นวิ เครยี ส
เป็นส่วนท่ีมีสารพันธุกรรมอยู่ มีหน้าที่
ควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิตและเม
แทบอลิซึมที่เกดิ ข้นึ ภายในเซลล์
ประกอบดว้ ยส่วนตา่ งๆ ดังนี้
1. เยือ่ หมุ้ นวิ เคลยี ส (Nuclear membrane/Nuclear envelope)
มลี ักษณะเปน็ เยอื่ ห้มุ สองชน้ั โดยระหว่างเยอื่ หมุ้ ชั้นนอกและชั้นในมีช่องว่าง
เรียกว่า Perinuclear space ท่ีเย่ือหุ้มมีช่อง Nuclear pore กระจายอยู่รอบ
นิวเคลยี ส และมไี รโบโซมเกาะอย่รู อบนอก
2. สารพันธุกรรม คือ DNA
ซึง่ จบั อยู่กบั โปรตนี ขดกลายเปน็ เส้นไยโครมาทนิ (Chromatin)และจะขดส้ัน
พรอ้ มทง้ั เปน็ แทง่ โครโมโซมเม่ือเกดิ การแบง่ เซลล์
3. นวิ คลโี อลสั (Nucleolus)
เป็นก้อนอยใู่ นนิวเคลยี ส สารทพี่ บในนวิ คลีโอลัส คือ RNA ไรโบโซมกับโปรตีน
มีหน้าท่ีสังเคราะห์ไรโบโซม ขณะแบ่งเซลล์จะสลายไป และสร้างข้ึนใหม่เมื่อ
แบ่งเซลล์เสร็จ
4. นวิ คลีโอพลาสซมึ (Nucleoplasm)
คือบริเวณที่เหลือภายในนิวเคลียส มีสารพวก เอนไซม์ที่ใช้สังเคราะห์
RNA DNA และ Coenzyme
กลอ้ งจุลทรรศน์
กล้องจุลทรรศน์ เปน็ อุปกรณส์ ำหรบั มองดวู ัตถุทม่ี ีขนำด
เลก็ เกนิ กวำ่ มองเห็นดว้ ยตำเปลำ่
ชว่ งปี พ.ศ. 2133 แซคำเรยี ส แจนเซน
ชำ่ งทำแว่นชำวดัตช์ ประดษิ ฐก์ ลอ้ งจลุ ทรรศน์
ชนิดเลนสป์ ระกอบ ประกอบด้วยแวน่ ขยำยสองอนั
ตอ่ มำ กำลิเลโอ กำลเิ ลอี ได้สรำ้ งแวน่ ขยำยสอ่ งดู
สิ่งมีชีวติ เลก็ ๆ
ในปี พ.ศ. 2208 รอเบริ ์ต ฮกุ ไดป้ ระดษิ ฐ์กล้อง
(แซคาเรียส แจนเซน) จุลทรรศนช์ นิดปอ้ งกันกำรรบกวนจำกแสง
ภำยนอกได้ และไมต่ ้องถอื เลนสใ์ หซ้ ้อนกนั
ในปี พ.ศ. 2215 อันโตนี ฟนั เลเวินฮุก ชำวดตั ช์ สร้ำงกล้อง
จุลทรรศน์ชนิดเลนสเ์ ดยี วจำกแว่นขยำยทเี่ ขำฝนเอง
ขยำยไดถ้ ึง 270 เทำ่
กลอ้ งจุลทรรศนส์ ำมำรถแบง่ ออกเปน็ ประเภทใหญ่ ๆ
ได้ 2 ประเภท คอื กลอ้ งจุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สง (optical
microscopes) และกล้องจุลทรรศนอ์ เิ ลก็ ตรอน (electron
microscopes)
จนปี พ.ศ. 2475 นกั วิทยำศำสตรช์ ำวเยอรมันคือ
แอนสท์ รสั กำ และ มกั ซ์ นอลล์ ได้สร้ำงกลอ้ ง
แบบใชล้ ำแสงอิเล็กตรอน
จนปัจจบุ นั มีกำลงั ขยำยกวำ่ 5 แสนเท่ำ
กลอ้ งจุลทรรศน์แบบใชแ้ สง
Light microscope เปน็ กล้องจุลทรรศนท์ ่ีพบอยทู่ ั่วไป
• Stereo microscope สอ่ งดเู ปน็ 3 มติ ิ สว่ นใหญ่
จะใช้ในกำรศึกษำแมลง
• Dark field microscope มีพ้ืนหลังเป็นสีดำ เหน็
เช้ือจลุ ินทรยี ์สว่ำง ใชส้ อ่ งจุลนิ ทรยี ท์ ่ตี ดิ สียำก
• Phase contrast microscope ใชส้ ำหรับสอ่ ง
เชอ้ื จุลนิ ทรยี ์ท่ยี งั ไมไ่ ด้ทำกำรยอ้ มสี
• Fluorescence microscope ใช้ UV ส่องดู
จุลินทรยี ์ท่ีย้อมดว้ ยสำรเรืองแสง สำรจะเปลย่ี นเปน็
แสงช่วงที่มองเห็นได้ พ้ืนหลงั มกั มสี ีดำ
กล้องจุลทรรศนอ์ เิ ล็กตรอน
ใชล้ ำแสงอิเลก็ ตรอน
และใชส้ นำมแม่เหลก็
ไฟฟ้ำ เป็นกลอ้ งทใ่ี ชใ้ น
กำรศึกษำโครงสรำ้ ง และ
ส่วนประกอบ ของเซลล์ ได้
อยำ่ งละเอยี ด มี
กำลังขยำย 1,600 เท่ำ
สว่ นประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์
• ฐำน (Base) ทำหน้ำท่ีรับ
นำ้ หนกั ทัง้ หมดของกลอ้ ง
จลุ ทรรศน์ ทฐี่ ำนจะมปี มุ่
สำหรับปิดเปิดไฟฟำ้
• แขน (Arm) เป็นส่วน
เชอ่ื มตวั ลำกลอ้ งกับฐำน ใช้
เปน็ ที่จบั เพื่อเคล่ือนย้ำย
กล้องจุลทรรศน์
• ลำกล้อง (Body tube)
เป็นสว่ นที่ปลำยด้ำนบนมี
เลนส์ตำ สว่ นปลำย
ด้ำนลำ่ งตดิ กบั เลนสว์ ัตถุ
ซึ่งติดกับแผ่นหมนุ ได้ • ปุม่ ปรับภำพหยำบ (Coarse
adjustment) ทำหน้ำทปี่ รับ
ภำพโดยเปลี่ยนระยะโฟกัสของ
เลนส์ใกล้วัตถุ เพื่อทำใหเ้ หน็
ภำพชดั เจน
• ปุ่มปรบั ภำพละเอียด (Fine
adjustment) ทำหน้ำทป่ี รบั
ภำพ ทำให้ไดภ้ ำพท่ีชดั เจนมำก
ขึ้น
• เลนส์ใกล้วตั ถุ (Objective
lens) เปน็ เลนส์ทีอ่ ยูใ่ กล้กับแผ่น
สไลด์ หรือวตั ถุ ปกตติ ดิ กับแปน้
วงกลมซง่ึ มีประมำณ 3-4 อัน แต่
ละอนั มีกำลังบอกเอำไว้ เช่น
x3.2, x4, x10, x40 และ x100
เปน็ ต้น ภำพทีเ่ กิดจำกเลนส์ใกล้
วัตถเุ ป็นภำพจริงหวั กลบั • เลนส์ใกลต้ ำ (Eye piece) เปน็
เลนส์ทีอ่ ยู่บนสดุ ของลำกล้อง
โดยทว่ั ไปมกี ำลังขยำย 10x หรือ
15x ทำหนำ้ ที่ขยำยภำพที่ได้จำก
เลนส์ใกล้วัตถใุ ห้มขี นำดใหญข่ น้ึ ทำ
ให้เกิดภำพ โดยภำพทีไ่ ดเ้ ป็น
ภำพเสมอื นหัวกลบั
• เลนสร์ วมแสง (Condenser)
ทำหนำ้ ที่รวมแสงใหเ้ ขม้ ขน้ึ เพ่ือ
สง่ ไปยังวัตถทุ ่ตี อ้ งกำรศกึ ษำ
• ไดอะแฟรม (Diaphragm)
อย่ใู ต้เลนส์รวมแสงทำหนำ้ ทป่ี รับ
ปรมิ ำณแสงให้เขำ้ สเู่ ลนส์
• แท่นวำงวตั ถุ • ทหี่ นบี สไลด์ (Stage
(Speciment Stage) Clip) ใชห้ นบี สไลดใ์ หต้ ิดอยู่
เป็นแท่นใช้วำงแผ่นสไลดท์ ี่ กับแทน่ วำงวัตถุ ในกล้องรุ่น
ต้องกำรศกึ ษำ ใหม่จะมี Mechanical stage
แทนเพื่อควบคุมกำรเลอื่ น
• จำนหมุน (Revolving สไลดใ์ หส้ ะดวกยงิ่ ขนึ้
nosepiece) ใชห้ มุนเมอ่ื
ตอ้ งกำรเปลย่ี นกำลังขยำย
ของเลนสใ์ กลว้ ัตถุ
✦✦
ข้อสอบชีววทิ ยา เร่อื ง กล้องจลุ ทรรศน์ ✦
✦
1. นกั ชวี วทิ ยาต้องการศึกษาสว่ นประกอบของเซลล์พืช โดยเฉพาะเยื่อหุ้มเซลล์ จึงไดเ้ ตรียม
ชนิ้ ตวั อย่างใหบ้ างมากๆและย้อมดว้ ยสารประกอบโลหะชนดิ หน่ึง นักเรยี นคิดวา่ นักชีววทิ ยาจะ
เลอื กใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ในขอ้ ใดในการศึกษาคร้งั นี้ (ข้อสอบ PAT 2 ปี 2560)
1 กล้องจุลทรรศนแ์ รงอะตอม
2 กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงแบบสเตอริโอ
3 กลอ้ งจลุ ทรรศน์อิเลก็ ตรอนแบบสอ่ งผ่าน
4 กล้องจลุ ทรรศนอ์ เิ ล็กตรอนแบบสอ่ งกราด
5 กลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสงแบบเลนส์ประกอบ
2. การใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาเซลล์ การดูภาพคร้ังแรกควรใชเ้ ลนส์ใกล้วตั ถุทีม่ ี
กาลงั ขยายเท่าใด (ขอ้ สอบ O-NET ไม่ทราบปี)
1. 10X 2. 20X
3. 40X 4. 100X
3. วิธกี ารถอื กลอ้ งจุลทรรศนท์ ีถ่ ูกวิธีคือขอ้ ใด
1 ถือ 2 มือ บริเวณแขนกลอ้ ง
2 ถอื 2 มือทีบ่ รเิ วณฐานกลอ้ ง
3 มอื หน่ึงถอื บริเวณแขนกลอ้ ง และอีกมอื หน่ึงถอื บริเวณฐานกลอ้ ง
4 มอื หน่ึงถือบริเวณแขนกลอ้ ง และอกี มอื หนง่ึ ถือบริเวณลากล้อง
4. เมอื่ นาเอาเลนส์ใกลว้ ตั ถกุ าลังขยาย 40X และเลนส์ใกล้ตากาลงั ขยาย 10X ตรวจดูวตั ถุ จะ
สามารถขยายวตั ถไุ ด้เท่าใด
1 100 เท่า
2 200 เทา่
3 300 เทา่
4 400 เทา่
5. ถา้ ภาพในกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ ห็นไมช่ ัดเจนควรทาอยา่ งไร
1 หมุนป่มุ ปรับภาพหยาบ
2 หมุนปุ่มปรับภาพละเอียด
3 เล่ือนสไลดไ์ ปมา
4 หมุนกระจกเพือ่ ให้แสงเข้า
6. เมื่อดูสเกลด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้ objective Iens ท่ีมีกาลังขยาย 4X (ภาพ ก) และดู
เซลล์สาหร่ายสีเขียว 2 เชลล์ติดกัน โดยใช้ objective Iens ท่ีมีกาลังขยาย 100X (ภาพ ข)
สาหรา่ ยแต่ละเซลล์มีความยาวประมาณท่าใด (ขอ้ สอบ 9 วิชาสามัญ ปี2558)
1. 300 ไมโครเมตร
2. 150 ไมโครเมตร
3. 120 ไมโครเมตร
4. 60 ไมโครเมตร
5. 45 ไมโครเมตร
7. ในการติดตามการพัฒนาของดอกข้าวระยะด่างๆ ต้ังแต่ดอกอ่อนจนกระท่ังดอกข้าวบาน
เต็มท่ี และบันทึกภาพดอกข้าวโดยการวาดภาพ ควรเลือกใช้เครื่องมือใดในการศึกษาจึง
เหมาะสมท่ีสุด (ข้อสอบ PAT2 ปี2561)
1.กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบธรรมดา เน่ืองจากมีกาลังขยายสูงและมีความ เหมาะสม
ในการศึกษาดอกขา้ วเป็นวัตถทุ ึบแสง
2. กล้องจุลทรรศน์ใช้เสงแบบสเตอริ ไอ เน่ืองจากจะได้ภาพ 3 มิติที่มีความชัดลึก ทาให้
เหน็ สว่ นประกอบต่างๆ ของดอกไดอ้ ย่างชัดเจน
3. กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เน่ืองจากมีกาลังขยายสูงมากสามารถเห็น
ภาพภายนอกของดอกขา้ วท่คี มชดั มาก
4. กล้องจุลทรรศน์อิเล็กกตรอนแบบส่องผ่าน เนื่องจากสามารถศึกษาองค์ประกอบของ
ดอกขา้ วไดท้ งั้ ภายนอกและภายในอยา่ งละเอยี ด
5. ไม่จาเป็นต้องใช้เครอ่ื งมือใด เนอื่ งจากสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
8. พิจารณาการศึกษาตอ่ ไปน้ี
ก. การศึกษาคอนแทร็กไทล์แวคิลโอลของพารามเี ชียม
ข. การศึกษาไรโบโซมในเซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง
ค. การศึกษารปู รา่ งของละอองเรณู
ง. การศกึ ยาองคป์ ระกอบของเยื่อหุม้ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว
ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ข้ อ ใ ด ต่ อ ไ ป นี้ ท่ี ส า ม า ร ถ ใ ช้ ก ล้ อ ง จุ ล ท ร ร ศ น์ ใ ช้ เ ส ง เ พื่ อ ข ย า ย ใ ห้ เ ห็ น
รายละเอยี ดของโครงสรา้ งได้ (ข้อสอบ PAT2 ปี2563)
1. ก และ ข
2. ก ข และ ค
3. ข และ ง
4. ค และ ง
5. ก และ ค
9. เมื่อส่องดู protozoa A โดยใช้ objective lens ทม่ี ีกาลังขยาย 10X มคี วามยาว 1/3
ของเส้นผ่านศนู ยก์ ลางของจอภาพ และเม่ือส่องดู protozoa B โดยใช้ objective lens
ที่มีกาลงั ขยาย 40Xมคี วามยาว 2/3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของจอภาพ
เมื่อเปรียบเทียบความยาวของ protozoa A และ B ข้อใดถูกต้อง
(ขอ้ สอบ 9 วชิ าสามัญ ปี2559)
1. A = 2B
2. A = 3B
3. A = 1/2B
4. A = 1/3B
5. A = 4/3B
10. เมอื่ ดูณกลด้วยกลอ้ งจุลทรรศนโ์ ดยใช้เลนส์ใกล้วัตถทุ ่มี ีกาลงั ขยาย 10X (ภาพ ก)
และดู Spirogyra โดยใชเ้ ลนส์ใกล้วัตถุขนาด 40X (ภาพ ข) Spirogyra
หนง่ึ เซลล์มีความยาวประมาณท่าใด (ขอ้ สอบ 7 วชิ าสามัญ ปี2557)
1. 1.00 ม.ม.
2. 0.375 ม.ม.
3. 0.250 ม.ม.
4. 0.150 ม.ม.
5. 0.125 ม.ม.
โครงสรา้ งและ
หนา้ ทข่ี องเซลล์
โครงสรา้ งพื้นฐานของเซลล์
เซลล์มีโครงสรา้ งพื้นฐาน 3 สว่ นหลักๆ ดังนี้
1. สว่ นทท่ี ำหนำ้ ทห่ี อ่ หมุ้ ได้แก่ ผนงั เซลล์ (Cell wall)
เย่อื หมุ้ เซลล์ (Cell membrane)
2. ไซโตพลำสซมั แบง่ เป็น สว่ นทไี่ ม่มีชีวิต
(Cytoplasmic inclusion) และ สว่ นทมี่ ีชีวิต (Organelle)
3. นวิ เคลียส ประกอบด้วย เยื่อหมุ้ นวิ เคลียส (Nuclear
membrane) นวิ คลีโอลัส (Nucleolus) และ สำรพนั ธุกรรม
ประเภทของเซลล์
1. เซลล์โปรคำร์ริโอต (Prokaryotic cell)ไม่มเี ยือ่ หมุ้
นวิ เคลียส ไม่มีออรแ์ กเนลทม่ี ีเยื่อหมุ้ มไี รโบโซมขนำด 70s
และสำรพันธุกรรมอยู่ในไซโทพลำสซมึ
2. เซลล์ยคู ำรร์ ิโอต (Eukaryotic cell)มีเยื่อหมุ้
นวิ เคลียส มที งั้ ออร์แกเนลทมี่ เี ยอื่ หมุ้ และไมม่ เี ยอื่ หมุ้ มไี ร
โซโครงสรำ้ งพืน้ ฐำนของเซลล์-เยอ่ื หมุ้ เซลล์ (Cell
Membrane)
Cell Membrane / Plasma membrane
- มีคุณสมบตั ิเป็นเยอื่ เลือกผำ่ น
(Semipermeable membrane) สว่ น
ใหญ่เปน็ สำรพวกโปรตีนและไขมัน
- มีโครงสร้ำงแบบ fluid mosaic model
ประกอบด้วย
Phospholipid bilayer ไขมันพวก
ฟอสโฟลิพิดสองชั้น โดยหันส่วนที่ไม่ชอบ
นำ้ (Hydrophobic) ชนกันและหนั สว่ นท่ี
ชอบนำ้ (Hydrophilic) ออกข้ำงนอกโซม
ขนำด 80s และสำรพันธุกรรมอยู่ใน
นวิ เคลียส
Phospholipid
bilayer
!
Cholesterol (เพิม่ ควำมแข็งแรงและยืดหยุน่ )
Protein (ทำหน้ำทีเ่ ปน็ ชอ่ งทำงลำเลียงสำรเขำ้
ออกเซลล์ ทำให้เซลล์เกำะติดกัน และเก่ียวกับรูปร่ำง
ของเซลล์)
Carbohydrate (ทำหนำ้ ทส่ี อื่ สำรระหว่ำงเซลล์
ถ้ำคำร์โบไฮเดรตจบั กับโปรตีน เรยี กว่ำ Glycoprotein
หรือถ้ำจบั กับไขมันเรียกว่ำ Glycolipid)
หน้าทข่ี องเยอ่ื หมุ้ เซลล์ คือ แยกเซลล์ออกจำก
สิง่ แวดล้อมรอบๆเซลล์ คัดเลือกสำรทจี่ ะผำ่ นเข้ำ-ออก
จำกเซลล์ และเปน็ ส่วนสำคัญสำหรับกำรติดต่อ
ระหว่ำงเซลล์ด้วยกัน
Cell wall
- พบในพืช ฟงั ไจ สำหรำ่ ย
แบคทีเรยี แต่ไม่พบในเซลล์
สัตว์
- เซลล์พืชมีผนังเซลล์
ล้อมรอบเยื่อหุ้มเซลล์ มี
หนำ้ ทีใ่ ห้ควำมแข็งแรง
ปอ้ งกันอันตรำยและ ช่วยให้
เซลล์คงรปู อยูไ่ ด้ ผนงั เซลล์
พืชมี 2 ช้ัน
ผนังเซลล์ปฐมภูมิ
(Primary cell wall) พบมำก
ในเซลล์พชื ท่ีกำลัง
เจรญิ เติบโต หรอื เซลล์ทีม่ ี
ชีวิต
ผนังเซลล์ทุติยภูมิ
(Secondary cell wall) เกิด
ภำยหลังผนงั เซลล์ปฐมภมู ิ
ถ้ำพอกหนำขน้ึ จะทำให้
เซลล์ตำย เชน่ ไฟเบอร์
และเวสเซล
- ระหว่ำงเซลล์พชื มชี ้นั เชอื่ มระหว่ำงเซลล์เรยี กว่ำ
Middle lamella (เกิดขณะมีกระบวนกำรแบง่ เซลล์) และ
ระหว่ำงเซลล์พชื สองเซลล์มชี ่องเล็กเปิดสเู่ ซลล์ทตี่ ิดกัน
เรยี กว่ำ Plasmodesmata
- สำรสำคัญในผนังเซลล์ของพืชและสำหร่ำย ส่วนใหญ่
คือ เซลลโู ลส (Cellulose) อำจมลี ิกนนิ และเพคติน ใน
แบคทเี รียและไซยำโนแบคทีเรยี (สำหร่ำยสีเขยี วแกม
นำ้ เงนิ ) ประกอบด้วยสำรพวก Peptidoglycan และใน
ฟงั ไจเป็น Chitin ** เซลล์สัตว์ไมม่ ีผนังเซลล์
แต่มีสำรเคลือบเซลล์ล้อม
รอบเย่อื หมุ้ เซลล์ สว่ นใหญ่
เป็นสำรพวกโปรตีน และ
คำรโ์ บไฮเดรต ได้แก่
คอลลำเจน อีลำสติน และ
ไกลโคโปรตีน เป็นต้น กำร
** เช่ือม (Junctions) ของ
เซลล์สตั ว์มี 3 รปู แบบ คือ
Tight junctions,
Desmosomes หรือ
Anchoring junctions แบะ
Gap junctions (คล้ำยกับ
Plasmodesmata ของพชื )
Cytosol / Cytoplasmic inclusion
ไซโทซอล / ไซโทพลาสมคิ อินคลูชนั
คือ ส่วนท่ีเปน็ ของเหลวในไซโทพลำสซมึ
(Cytoplasm) ซ่ึงเปน็ ส่วนท่ีไมม่ ีชีวิต เชน่
น้ำ โปรตีน คำร์โบไฮเดรต ไขมนั
จำกภำพ เปรยี บเทียบให้เห็นว่ำ ถ้ำกล่ำวถึง
Cytoplasm หมำยถึง ส่วนที่อยู่นอก
นิวเคลียสท้ังหมด ท้ังของเหลวและของแข็ง
แต่ถ้ำกล่ำวถึง Cytosol หมำยถึง สว่ นของ
ของเหลวทอี่ ยู่ใน Cytoplasm เทำ่ นนั้
ข้อสอบชีววทิ ยา เรอ่ื ง เซลล์
ข้อสอบวชิ าชวี วทิ ยาเพอ่ื คดั เลอื กนักเรยี นเขา้ รับการอบรมคา่ ย 1 สอวน ปกี ารศึกษา 2560
1. องคป์ ระกอบของเซลลใ์ ดพบเฉพาะในเซลล์พืชแตไ่ มพ่ บในเซลล์สัตว์
ก. Ribosome ข. Gap junction
ค. Endoplasmic reticulum ง. Plasmodesmata
2. จากลกั ษณะของโครงสร้างภายในเซลล์ต่อไปนีข้ อ้ ใดถูก
ก. nucleosome 1 หน่วยมขี นาด 34 นาโนเมตร
ข. flagellum ของโพรคารโิ อตประกอบดว้ ย microtubule ลกั ษณะ 9+2
ค. ผนังเซลลข์ องแบคทเี่ รียมอี งค์ประกอบเป็น peptidoglycan เหมอื นในรา
ง. gap junction ทีเ่ ซลล์กล้ามเน้ือหวั ใจช่วยทาใหก้ ารเต้นของหัวใจเกดิ เป็นจงั หวะ
3. สารประกอบขอ้ ใดทาหนา้ ทร่ี ับและขนย้ายelectron ทไี่ ดจ้ ากปฏิกิริยาออกชิเดชันของ
กลโู คสไปยงั electrontransport system
ก. NAD ข. NADP
ค. NADH ง. NADPH
4. ผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากการสลายกรดไขมัน จะผ่านเข้าสู่กระบวนการหายใจระดับเซลล์
ข้นั ตอนใด
ก.glycolysis ข. Krebs cycle
ค. electron transport system ง. Fermentation
5. ขอ้ ใดไมถ่ กู ตอ้ งเก่ียวกับข้ันตอน oxidative decarboxylation เพื่อสร้าง acetyl COA
ของการหายใจระดับเซลล์
ก. เกิดข้นึ ที่ matrix ของ mitochondria
ข. มีการสรา้ ง FADH2และปลดปล่อย CO2
ค. มี pyruvate dehydrogenase ชว่ ยเร่งปฏิกิริยา
ง. เป็นการออกซไิ ดซ์ pyruvate เพ่ือสร้าง acetyI COA
6. เซลล์ใดทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การใหค้ วามแขง็ แรงแกโ่ ครงสรา้ งพืชน้อยท่สี ดุ
ก. vessel member ข. fiber
ค. parenchyma cell ง. collenchyma cell
7. ข้อใดผิดเกยี่ วกับกระบวนการสลายสารอาหารระดบั เซลล์
ก. ในการเข้าสู่ไกลโคลิซิส จะเกิดการเติมหมู่ฟอสเฟตจานวน 2 หมู่ลงบนกลูโคส
แต่ละโมเลกลุ
ข. กลีเซอรอลทีไ่ ดจ้ ากการยอ่ ยลิพดิ จะถูกใช้เปน็ สารตง้ั ต้นได้โดยเขา้ สกู่ ระบวนการ
ในชว่ งไกลโคลิซิส
ค. กรดไขมันจะถูกตัดคาร์บอนออกจากสายไฮโดรคาร์บอนทีละอะตอมเพื่อสร้าง
เป็น acetyl-CoA ซ่งึ เขา้ สูก่ ระบวนการในช่วงวัฏจักรเครบส์
ง. กรดอะมิโนจะถูกตัดหมู่อะมิโนออกจากโมเลกุลหรือย้ายหมู่อะมิโนไปอยู่กับ
โมเลกุลของสารประกอบชนิดอ่ืนเพ่ือเข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์สารอาหารระดับ
เซลล์
ข้อสอบวิชาชวี วิทยาเพือ่ คดั เลือกนกั เรยี นเข้ารบั การอบรมค่าย 1 สอวน
ปกี ารศกึ ษา 2562
8. โครงสรา้ งในข้อใดเกย่ี วข้องกับการยอ่ ยสลายภายในเซลล์สตั ว์
ก. Golgi body, lysosome, endosome
ข. endoplasmic reticulum, Golgi body, vacuole
ค. endoplasmic reticulum, Golgi body, mitochondria
ง. nuclear membrane, endoplasmic reticulum, Golgi body
9. ขั้นตอนการเติมน้าตาลเพ่ือสังเคราะห์ไกลโคโปรตีนบนเยื่อหุ้มเซลล์เร่ิมต้นและ
ส้ินสุดที่ออรแ์ กเนลลใ์ ด
ก. nucleus -> Golgi body
ข. ribosome -> cell membrane
ค. endoplasmic reticulum -> Golgi body
ง. ribosome -> Golgi body
10.ขอ้ ใดไมถ่ กู ต้อง
ก. องค์ประกอบท่ีสาคัญของสาร D คือ Fe2+
ข. โครงสร้างทส่ี าร E เคล่อื นผ่านคือ ATP synthase
ค. สาร G คอื ตัวรับอิเล็กตรอนสดุ ท้ายของกระบวนการ
ง. ในเซลล์พืช ด้านล่างของภาพที่มีการสังเคราะห์สาร F คือ intermembrane
space ของไมโทคอนเดีรีย
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. (2563).
หนงั สือเรยี นรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี4
ตัวชวี้ ดั และสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.2560) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551(พิมพ์คร้ังที่ 1). กรุงเทพฯ : พิมพ์
ที่โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.(2554). กล้องจุลทรรศน์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0
%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%
E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C?fbclid=IwAR04VSe1v9zwh-G-
OpQlu10LoRwNz_SJLfudhlspJLveYr03962cDImN7rY. (วันท่ีสืบค้นข้อมูล : 9 กันยายน
2564).
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์. (2558) . กล้องจุลทรรศน์. [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก :
https://anisahcheana.wordpress.com/2015/11/29/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%
89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B
8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C/?fbclid=IwAR2RvMn8vvVu-
vPt9dQYf2xbbf9Vbc_0qhP3fpPzcRQ1b-HHGdjm5IIYveI. (วันท่ีสบื คน้ ขอ้ มูล : 9 กันยายน
2564).d
เนยี รวรรณ มีเจรญิ .(2561). กล้องจลุ ทรรศน์ และสว่ นประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7873-2018-02-
27-02-46-18?fbclid=IwAR0QyIUVcO-
EkdPafuuEJwN1qmFXUW4yRcEONARiyFmtnvCy9CMQYzrs2d8. (วันที่สืบค้นข้อมูล : 9
กันยายน 2564).
อาภรณ์ รับไซ. (2560). โครงสรา้ งและหน้าที่ของเซลล์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.scimath.org/lesson-biology/item/6937-2017-05-15-13-01-
38?fbclid=IwAR1VXNgGU0lJ-
iTW1wkPPUd5a2myW8_QPqrvkFFXJIv98BbYUqXW04NG8RE. (วันท่ีสืบค้นข้อมูล : 10
กนั ยายน 2564).
299 Baht