การพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้วยแนวคิด การจัดการเรียนรู้ (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 The development of speaking skill for communication through communicative language teaching (CLT) technique สุธาสิณีย์ รอบรู้¹, พลวัฒน์ ไหลมนู² Suthasinee Robroo¹, Ponlawat Laimanoo² บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนภาษาแบบ CLT กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนสุมเส้าพิทยาคาร จังหวัดอุดรธานี ที่ กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 1 ห้องเรียน จำนวน 32คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 แผน มีค่าความเทียงตรงเชิงโครงสร้าง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยใช้ ลิคเคิร์ท (Likert) จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.31 คะแนน และ 23.09 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง คะแนนก่อนและหลังเรียนพบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วย CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.66) คำสำคัญ : การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนภาษาแบบ CLT, การพัฒนาความสามารถในการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ¹ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่4 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี Emai :[email protected] ² อาจารย์สังกัดศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี Email : [email protected]
การพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้วยแนวคิด การจัดการเรียนรู้ (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 The development of speaking skill for communication through communicative language teaching (CLT) technique สุธาสิณีย์ รอบรู้¹, พลวัฒน์ ไหลมนู² Suthasinee Robroo¹, Ponlawat Laimanoo² Abstract The purpose of this research was to develop learning management with Communicative Language Teaching. The sample consisted of the 32 eight grade students in the first semester of academic year 2023 at Sumsaopittayakarn School, Amphoe Phen, Udon Thani Province by using Cluster Random Sampling. The research instruments were 1) four lesson plans with CLT technique that has 0.67-1.00 of construct validity. 2) one questionnaire asking for the satisfaction of the students consisting of 10 items with the 5-rating scale of Likert. The data were analyzed statically using percentage, mean, standard deviation and t-test. The results of this research were as follow: 1). Posttest learning achievement of the eight-grade students who learned through CLT technique was higher than pretest, the pretest mean score was 9.31 and the posttest mean score was 23.09. 2). The satisfaction of the students towards learning management with CLT technique in English subject entitled Healthy living for the eight-grade students was at high level in general ( = 4.66) Keywords : Communication through communicative language teaching (CLT), the development of speaking skill for communication through communicative ¹ 4 th year student, Faculty of Education, English major, Udon Thani Rajabhat University Email : [email protected] ² Lecturer at the language Center, Udon thani Rajabhat Udon Thani University Email : [email protected]
บทนำ (Introduction) ในสังคมโลกยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่งในชีวิต ประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหา ความรู้ การประกอบอาชีพ การค้าขาย ธุรกิจ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชน โลกและตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความ ร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในสังคมโลกปัจจุบันเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร ความก้าวหน้า และการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมซึ่งมีผลกระทบทั่วถึงกัน บุคคลในสังคมต้องดำเนิน กิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่ง ในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน (กรมวิชาการ, 2545 หน้า 1) ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสําคัญของภาษาอังกฤษ โดยการศึกษาของชาติได้กำหนดให้มีการ เรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน (อารีรักษ์ และ สิริพร, 2553) โดยเฉพาะหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดให้มีการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับชั้น ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา (อรพรรณ, 2554) เพื่อใหผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้ เหมาะสม และได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรูขึ้นในแตละชวงชั้นเพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาใหผู้เรียนมี คุณลักษณะอันพึงประสงคตรงตามจุดหมายของหลักสูตร (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545: 3-6) จากข้อมูลการรายงานผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test) หรือ O-NET ปีการศึกษา 2561-2562 ของสถาบันทดสอบทางการศึกษา แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีค่า คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ 39.24 และ 34.42 ตามลำดับปีการศึกษา จะเห็นว่าค่าคะแนนเฉลี่ย ระดับประเทศลดลงถึง 4.82 (พัชราพรรณ จันสม. 2559 : 3) ทักษะการพูด เป็นทักษะที่สำคัญลำดับต้นๆที่สุดที่จะช่วยพัฒนาทักษะอื่น ๆ (Ur,2003) ทักษะการพูด มีความสำคัญเนื่องจาก เป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และยังเป็นทักษะที่จะช่วยให้ นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ (Bailey and Savage, 2005) ซึ่งสอดคล้อง (Bygate, 2004) ซึ่งกล่าวว่า ทักษะที่ จำเป็นสำหรับมนุษย์ในการสร้างมิตรภาพที่ดีกับผู้อื่น คือ การพูด การพูดสามารถบ่งบอกสถานะทางสังคมได้ และความก้าวหน้าในอาชีพการงานและเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยเสริมสร้างความสำเร็จในการเรียน เพราะ นอกจากภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารแล้ว ยังเป็นภาษาในการทำงานในสังคมปัจจุบัน โดยหลาย หน่วยงานให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่นักศึกษาไทย มีปัญหามากที่สุดทั้ง ๆ ที่ทักษะการพูดถือว่ามี ความสําคัญต่อนักศึกษาในประเทศไทยเป็นอย่างมาก (Tribolet, 2012; Sarkis, 2012) ซึ่งปัญหาและอุปสรรค หลายประการ เช่น ทัศนคติที่ไม่ดีต่อภาษาอังกฤษของ ผู้เรียนไม่มั่นใจในตนเอง ขี้อาย กลัวพูดผิด ไม่กล้า แสดงออก ไม่มั่นใจในตนเอง และคิดว่าภาษาอังกฤษยากเกินไป (สิรี แหวนทอง, 2539) และการจัดการเรียน การสอนในประเทศไทยส่วนใหญ่เน้นการเรียนการสอนที่การใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์มากกว่าการสื่อสาร จึง ทำให้ผู้เรียนขาดโอกาสในการฝึกใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ปัญหาเหล่านี้อาจนำมาซึ่งปัญหาและอุปสรรค ในการพูดภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยจึงนำรูปแบบการสอนแบบ CLT (Communicative Language Teaching – CLT) ซึ่งเป็นการ สอนภาษาที่เน้นการสื่อสารผ่านการเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และความสามารถในการสื่อสารภาษา เพื่อให้ สามารถใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถสื่อสารได้ในสถานการณ์ที่ต่างกันออกไปได้และมีความถูกต้อง ในการใช้ภาษา โดยเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมทักษะการสื่อสาร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการพูดสื่อสารภาษาอังกฤษระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ (CLT) 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้านการพูดสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนแบบ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ (CLT) กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual framework) ตัวแปรต้น : การจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบCLT ตัวแปรตาม: Skill ตัวแปรตาม: Attitude ความสามารถในการพูด ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การเรียนการสอน ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology) การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยเทคนิค 2W3P วิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุมเส้าพิทยาคาร จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้อง จำนวน 87 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 32 คน โรงเรียนสุมเส้าพิทยาคาร จังหวัดอุดรธานีที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่1ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียนได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling) โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนโดยรูปแบบ CLT
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school ทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ 2.2 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ CLT เรื่อง Around school แบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง Around school 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง Around school 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school 4) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ CLT เรื่อง Around school 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ CLT 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างโดยคละความสามารถ เพื่อดูความ เหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551, กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศคู่มือการสอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
2.3 การพัฒนาชุดกิจกรรมการสื่อสารโดยแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ และ 4) ใบกิจกรรม 2.4 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหากระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน พิจารณาตรวจสอบให้คะแนน 2.5 ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญนำชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างโดยคละความสามารถ เพื่อดู ความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.6 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนภาษาอังกฤษทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนภาษาอังกฤษ วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ 3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จากนั้นสร้าง ตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษที่วัด 1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ 3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ โดยพิจารณาจาก ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์ การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน 3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้ว นำไปทดสอบกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วนำคะแนน การ ทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่ายระหว่าง 0.21– 0.75 และอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่คัดเลือกไว้มาวิเคราะห์ หาความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.72 3.7นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษที่หาคุณภาพเรียบร้อย แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้
4.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจตามวิธี ของลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นแบบวัดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามวิธีของไลเคิร์ท (Likert’s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มาก ที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับพิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้สึกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้านการแสดงออกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.3 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความ เหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน ภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัดความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ 4.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมาหาคุณภาพ 4.5 หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 4.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) 4.7 นำแบบวัดความพึงพอใจที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อนำไป เก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้ว นำคะแนนมาทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 165-167) 2. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หาคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำคะแนนการประเมินมาเทียบกับเกณฑ์การประเมิน โดยหาค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การแปลความหมาย คะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท (Likert, 1961 อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด, 2556: 103)
ผลการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.31 คะแนนและ 23.09 คะแนนตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อน และ หลังเรียนพบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วย CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.66) สรุปและอภิปรายผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.31 คะแนน และ 23.09 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วย CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ( =4.66) การจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยด้วย CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นรูปแบบการสอนแบบ Communicative Language Teaching หรือ CLT เป็นการสอนภาษาที่เน้น การสื่อสารผ่านการเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และความสามารถในการสื่อสารภาษา เพื่อให้สามารถใช้ ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความถูกต้องในการใช้ภาษา ซึ่งการสอนแบบนี้จะเน้นพัฒนา ทักษะ การฟังและการพูดของผู้เรียน โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนผ่านบรรยากาศที่สนุกสนาน ผ่อน คลายและเกิดการละลายพฤติกรรม ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทักษะการพูด และเทคนิคการ สอนแบบ CLT ควบคู่ไปกับทักษะการฟัง Globish ได้นำทฤษฎี Communicative Language Teaching มาปรับใช้กับ บทเรียน ที่มุ่งสู่การเรียนรู้จากการสอดแทรกทักษะต่างๆโดยเน้นการจำลอง สถานการณ์จริงมาให้ผู้เรียนได้ทำ ความเข้าใจกับการใช้ภาษาซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำภาษาไปใช้ งานในชีวิตจริงได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่า จะทั้งด้านการฟัง (Listening) และการพูด (Speaking) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้ โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้วิจัยได้มีการออกแบบการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของชวาร์ท และมาเรีย (Schwartz and Maria. 1998 : 20-21) ได้นำเสนอขั้นตอน แนวการสอนภาษาเพื่อการ สื่อสารอย่างชัดเจนทั้ง 3 ขั้นตอน วิธีการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนมีดังต่อไปนี้ 1). ขั้นการนำเสนอเนื้อหา (Presentation) ในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ การนำเสนอ เนื้อหาใหม่ จัดเป็นขั้นการสอนที่สำคัญขั้นหนึ่ง ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่ผู้เรียน ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้น การเรียนรู้ มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และรูปแบบภาษาที่ใช้กันจริงโดยทั่วไป รวมทั้งวิธีการใช้ภาษา ไม่ว่าเป็นด้านการออกเสียง ความหมาย คำศัพท์ และโครงสร้างไวยากรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆควบคู่ไปกับการเรียนรู้กฎเกณฑ์
2). ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่เพิ่งจะเรียนรู้ใหม่จาก ขั้นการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะของการฝึกแบบควบคุมหรือชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้นำในการฝึกไปสู่การฝึกแบบค่อยๆปล่อยให้ทำเองมากขึ้นเป็นแบบกึ่ง ควบคุม (Semi-Controlled) การฝึกในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนจดจำรูปแบบของภาษาได้ จึงเน้นที่ความ ถูกต้องของภาษาเป็นหลัก แต่ก็มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและวิธีการใช้ รูปแบบภาษานั้นๆด้วยเช่นกัน ในการฝึกนั้นครูผู้สอนจะเริ่มจากการฝึกปากเปล่า (Oral) ซึ่งเป็นการพูดตาม แบบง่ายๆก่อน จนได้รูปแบบภาษาแล้วค่อยเปลี่ยนสถานการณ์ไปสถานการณ์เหล่านี้จะเป็นสถานการณ์ที่สร้าง ขึ้นภายในห้องเรียน เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องให้ข้อมูลป้อนกลับด้วย เพื่อให้ผู้เรียนรู้ว่าตนใช้ภาษาได้ถูกต้องหรือไม่นอกจากนี้อาจตรวจสอบความเข้าใจด้านความหมายได้ (ไม่ควรใช้เวลามากนัก) ต่อจากนั้นจึงให้ฝึกด้วยการเขียน (Written) เพื่อเป็นการผนึกความแม่นยำในการใช้ 3). ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร นับเป็นขั้น ที่สุดขั้นหนึ่ง เพราะการฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารเปรียบเสมือนการถ่ายโอนการเรียนรู้ภาษาจากสถานการณ์ ในชั้นเรียนไปสู่การนำภาษาไปใช้จริงนอกชั้นเรียน การฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารโดยทั่วไป มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้ ลองใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆ ที่จำลองจากสถานการณ์จริง หรือที่เป็นสถานการณ์จริงด้วยตนเอง โดย ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะแนวทางเท่านั้น การฝึกใช้ภาษาในลักษณะนี้มีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้ทั้งครูผู้สอนและ ผู้เรียนได้รู้ว่า ผู้เรียนเข้าใจและเรียนรู้ภาษาไปแล้วมากน้อยเพียงใด สามารถนำไปปรับใช้ตามความต้องการ ของตนเอง ซึ่งการที่จะถือว่าผู้เรียนได้เรียนรู้แล้วอย่างแท้จริงคือการที่ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ เองอย่างอิสระ ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่จะพบในชีวิตจริงนอกจากนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสนำความรู้ทางภาษาที่ เคยเรียนมาแล้วมาใช้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ในการฝึกในขั้นตอนนี้อีกด้วยเพราะผู้เรียนไม่จำเป็นต้องใช้ภาษา ตามรูปแบบที่กำหนดมาให้เหมือนในขั้นการฝึก และการได้เลือกใช้ภาษาเองนี้ช่วยสร้างความมั่นใจ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารให้แก่ผู้เรียนได้เป็นอย่างดีวิธีการฝึกมักฝึกในรูปของการทำกิจกรรมแบบต่างๆ โดยครูผู้สอนเป็นเพียงผู้กำหนดภาระงาน หรือสถานการณ์ต่างๆให้ผู้เรียน 4). ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Around school ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.21) ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ผู้วิจัยได้ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ Communicative Language Teaching เป็นการสอนที่มุ่งเม้นให้ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาในการสื่อสารได้ถูกต้องเหมาะสมตาม บริบทต่างๆ ซึ่งตามที่นักวิชาการหลายๆท่านได้กล่าวภาษาไม่เป็นเพียงระบบไวยากรณ์ที่ประกอบด้วยศัพท์ เสียง โครงสร้างเท่านั้น แต่ภาษาคือระบบที่ใช้ในการสื่อสารหรือสื่อความหมาย ดังนั้นการภาษาเพื่อสื่อสาร จึงควรให้ผู้เรียนสามารถนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารหรือสื่อความหมายและใช้ภาษาอย่างเหมาะสมกับสภาพ สังคมไม่ควรสอนให้ผู้เรียนรู้เฉพาะรูปแบบหรือโครงสร้างทางภาษาเท่านั้น ข้อเสนอแนะ (Recommendation) ข้อเสนอแนะเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน 1. รูปแบบการสอนแบบ Communicative Language Teaching เป็นการสอนที่มุ่งเม้นให้ ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาในการสื่อสารได้ถูกต้องเหมาะสมตามบริบทต่างๆ ซึ่งตามที่นักวิชาการ หลายๆท่านได้กล่าว ภาษาไม่เป็นเพียงระบบไวยากรณ์ที่ประกอบด้วยศัพท์เสียง โครงสร้างเท่านั้น แต่ภาษาคือ
ระบบที่ใช้ในการ สื่อสารหรือสื่อความหมาย ดังนั้นการสอนภาษาเพื่อสื่อสาร จึงควรให้ผู้เรียนสามารถนำภาษา ไปใช้ในการสื่อสารหรือสื่อความหมายและใช้ภาษาอย่างเหมาะสมกับสภาพสังคมไม่ควรสอนให้ผู้เรียนรู้เฉพาะ รูปแบบหรือโครงสร้างทางภาษาเท่านั้นส่งผลให้ทักษะการสื่อสารของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ ร้อยละ 75 2. การจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT นอกจากจะได้พัฒนา ความสามารถการ อ่านภาษาอังกฤษแล้วยังสามารถพัฒนาความสามารถการเขียนอีกด้วย 3. ผู้สอนควรสังเกตนักเรียนว่ามีพื้นฐานในการอ่านที่ดีหรือไม่ในบางเรื่องที่เนื้อหา ค่อนข้างยาก ควรเพิ่มเติมเวลาให้กับนักเรียนที่อ่านและเขียนไม่คล่องครูจึงจำเป็นต้องมีการเตรียม เนื้อหาที่มีความน่าสนใจ เหมาะสมกับผู้เรียน ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาตัวแปรอื่นกับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT ด้วย เช่น ความสามารถในด้านการเขียนหรือการอ่านจับใจความ 2. ควรมีการวิจัยเพื่อการศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนด้วยรูปแบบ CLT กับ นักเรียนระดับชั้นอื่น และกลุ่มสาระอื่น
บรรณานุกรม การประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ. (2559). ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2: บูรณาการงานวิจัย ใช้องค์ความรู้ สู่ความยั่งยืน (ครั้งที่ 3). นครราชสีมา: วิทยาลัยนครราชสีมา อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. กุลยา เบญจกาญจน์. (2530-22). “การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร.” มิตรครู 29,3 (มีนาคม2530): 22. คำผัส สารมาคม. (2563). การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมทักษะการสื่อสารด้านการพูด ตามกิจกรรม การเรียนรู้แบบ CLT สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔. โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม. จุฑามาศ ชนะภัย. (2561). การพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร. มหาวิทยาลัย ราชภัฏมหาสารคาม. ชไมพร ชาญวิจิตร และดนิตา ดวงวิไล. (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง English in Daily Life ตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (CLT) ที่มีผลต่อความสามารถด้านการฟัง การพูด และความมั่นใจ ในการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ชนาธิป พรกุล. (2551). การออกแบบการสอนการบูรณาการ การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน. กรุงเทพฯ : วี. พริ้นท์. ชนาธิป พรกุล. (2552). การออกแบบการสอนการบูรณาการการอ่านการคิดวิเคราะห์และการเขียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชวลิต ชูกำแพง. (2550). การประเมินการเรียนรู้. มหาสารคาม : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ชวลิต ชูกำแพง. (2551). การพัฒนาหลักสูตร. มหาสารคาม: ทีคิวพี จำกัด. ชวลิต ชูกำแพง. (2553). การวิจัยหลักสูตรและการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2 : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพเครื่องมือหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากร. ชูเกียรติ จารัตน์. (2535). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและสอนตามคู่มือครู. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร/กรุงเทพฯ. ณัชปภา โพธิ์พุ่ม พระปรัชญา ชยวุฑฺโฒ นายทองพูล ขุมคำ. (2561). การพัฒนาทักษะสื่อสาiภาษาอังกฤษ ของนักเรียนในจังหวัดสุรินทร์โดยใช้กระบวนการทฤษฎีCLT. มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ปณัชปภา โพธิ์พุ่ม. (2561). การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนในจังหวัดสุรินทร์โดยใช้ กระบวนการทฤษฎี CLT. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์. ประภัสสร ผะแดนนอก. (2563). การพัฒนาความสามารถด้านทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนแบบ Communicative Language Teaching (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. ปัทมา ยิ้มสกุล. (2560). การจัดการเรียนรู้ด้านทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสารในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี. งานวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี.
ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะ การคิดเลขในใจของ นักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปาโดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้น ทักษะการคิดเลขในใจกับนักเรียนที่ ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตร และการสอน). พระนครศรีอยุธยา: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้: ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :เฮาสออฟ เคอร์. พิมพันธ์ เตชะคุปต์. (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แบเนจ เม็นท์. พรพิไล เลิศวิชา. (2552). โรงเรียนอนุบาลตามแนวคิด Brain-based learning. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ภนิดา ชัยปัญญา. (2541). การวัดความพึงพอใจ. กรุงเทพฯ: แสงอักษร. วราพรรณ จิตรัมย์. (2559). ผลการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสําหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการเรียนรู้เทคนิค CLT. วิทยาลัยนครราชสีมา. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2549). นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ช้างทอง. วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์. (2553). การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Backward Design. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ. สุขุมาวดี ขาหิรัญ. (2537). วิธีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. สุรกานต์ จังหาร. (2546). เอกสารประกอบการสอน รายวิชาหลักการสอน. มหาสารคาม : คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏมหาสารคาม. สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2535). วิธีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์. สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2536). แนวคิดและเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์. สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2540). แนวคิดและเทคนิควิธีการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2540 ). วิธีสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2540). กิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ภาควิชามัธยมศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมพร เชื้อพันธ์. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองกับ การจัดการเรียนการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). พระนครศรีอยุธยา: บัณฑิตวิทยาลัยสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. อนัญญา ศิริเกตุ. (2553). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องคำยากชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมแบบ 4MAT. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
อารีย์ ปรีดีกุล. (2554). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนทักษะการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ ตามหลักการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานเพื่อเสริมสร้าง ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ. มป.ท.: มหาวิทยาลัยนเรศวร. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2553). หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 5 กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์ เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. (2552). กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา แนวคิดสู่ปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : บุ๊คพอยท์. อรญา บํารุงกิจ. (2558). กลวิธีการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย: กรณีศึกษา โรงเรียนสาธิตอุดมศึกษาจังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์ มหาบัณฑิต. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ :มหาวิทยาลัยบูรพา. Bartz, W.H. (1979). Testing Oral Communication, in the Foreign Language Classroom: Language in Education: Theory and Practice. Virginia : The Centre for AppliedLinguistic. Bryrne, D. (1976). Teaching Oral English. London : Longman, Group Ltd. Canale M.;& Swain M. (1980). Theoretical bases of communicative approaches to second language teaching and testing. Chen, Y.-M. (2016). Collaborating with English teachers in developing and implementing a context-sensitive communicative approach in Taiwanese EFL secondary school classes. Finocchiaro, M. (1982). The Functional National Approach: From the Theory to Practice. New York: Oxford University. Herzberg, Frederick and Others. (1969). The Motivation to work. New York : Jon Wiley and Sons. Thomas E. Robinson. (1997). Communication apprehension and the basic public Speaking course: a national survey of in-class treatment techniques. Retrieved December 15th , 2007. Larsen-Freeman, D. (2000). Techniques and Principles in Language Teaching. 2nd Ed. Oxford: OUP. Littlewood, W. (1988). Communicative language teaching. New York: Cambridge University Press. Littlewood, W. (1990). Communicative Language Teaching. 18th ed. Cambridge : Cambridge University Press. Littlewood. (1998). Communicative Language Teaching. 18th ed. Cambridge : Cambridge University Press. Maslow, Abraham H. (1970). Motivation and Personality. New York : Harpers and Row. Savignon, Sandra J. (1972). Communicative Competence in An Experiment in Foreign Language Teaching. 24. Edited by C. Roger. Montreal : Marcel Dedier.
Savignon, S.J. (1982). Communicative Competence:Theory and classroom practice. Reading, MA: Addison-Wesley. Savignon, S. (1983). Communicative Competence: Theory and Classroom Practice. Massachustts: Addison-Wesley Publishing Company. Savignon, Sandra J.(1983). Communicative Competence:Theory and Classroom Practice: Text & Contents in Second Language Learning. Reading Mass: Addison-Wesley Publishing Company. Savignon, S. J. (1991). Communicative language teaching state of the art. TESOL Quarterly, 25, 261-275. Savignon, S. (1997). Communicative competence: Theory and classroom practice (2nd ed.). New York: McGrawHill. Schwartz, Ana Maria. (1998). Center for Language Initiatives. University of Maryland Baltimore County. Scott, R. (1981). Speaking in Communication in the Classroom. Longman Group Ltd. Valette, R. & Disick, R. (1977). Modern Language Testing. New York : Harcourt BraceJovanovich Inc. Vroom V. H. (1964). Work and motivation. New York : Wiley. Weir, C. J. (1993). Understanding and developing language tests. Hemel Hempstead: Prentice Hall Wilkins, D.A.(1976). National Syllabuses. London: Oxford University Press.