Edward C. Tolman เอ็ด อ็ เวิร์ วิ ด ร์ ซี ทอลแมน
หนังสือ สื อิเ อิ ล็ก ล็ ทรอนิกส์ (E-book) นี้ จัด จั ทำ ขึ้น ขึ้ เพื่อ พื่ให้ผู้ ห้ อ่ผู้ า อ่ นได้รู้ ด้ จัรู้ ก จั Edward C. Tolman มากขึ้น ขึ้ เช่น ช่ ได้ท ด้ ราบชีว ชีประวัติ วั ติ แนวคิด คิ และทฤษฎีต่ ฎี า ต่ งๆ และอื่น อื่ ๆ ผู้จัผู้ ด จั ทำ หวัง วั เป็นอย่า ย่ งยิ่ง ยิ่ ว่า ว่ หนังสือ สื อิเ อิ ล็ก ล็ ทรอนิกส์ (E-book) เล่ม ล่ นี้จะเป็นประโยชน์สำ หรับ รั คนที่ส ที่ นใจอยาก รู้จัรู้ ก จั Edward C. Tolman และได้ปด้ ระโยชน์จากหนังสือ สื E-book ไม่ม ม่ ากก็น้ ก็น้ อย หากผิด ผิ พลาดประการใดขออภัย ภั ณ โอกาสนี้ด้ว ด้ ย ผู้จัดทำ นายปรัญ รั า ชรากลาง คำ นำ รหัสนักศึกษา 6622610424
สารบัญ 2 1.ชีวประวัติ - ด้านการทำ งาน 2.อัตชีวประวัติที่เขียนโดยทอลแมน 3.การเรียนรู้โดยเครื่องหมายของทอลแมน - หลักการเรียนรู้ของทฤษฎี - การคาดหมายรางวัล (Reward expectancy) - การเรียนรู้สถานที่ (Place learning) - การเรียนรู้แฝง (Latent learning) 4.การประยุกต์ทฤษฎีของทอลแมน - การนำ ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน - ข้อสรุปจากทฤษฎีการเรียนรู้ 5.สรุปทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) 3 4 5 6 7 8 6.อ้างอิง 9
ชีวประวัติ 3 เอ็ด อ็ เวิร์ วิ ด ร์ ซี ทอลแมน (Edward C. Tolman) เป็นนักจิต จิ วิท วิ ยาชาวอเมริกั ริ น กั มีช่ มี ว ช่ ง ชีวิ ชี ต วิ อยู่รยู่ ะหว่า ว่ งปี ค.ศ 1886-1959 รวมอายุไ ยุ ด้ 73 ปี เกิด กิ ที่ West Newton รัฐ รั แมซซาชูเ ชู สท จบชั้น ชั้ มัธ มั ยมที่ Newton ได้ปด้ ริญ ริ ญาตรีท รี างด้า ด้ นเคมีไมีฟฟ้าต่อ ต่ มาได้ ศึก ศึ ษาทางด้า ด้ นจิต จิ วิท วิ ยาในระดับ ดัปริญ ริ ญาโทและปริญ ริ ญาเอกมหาวิท วิ ยาลัย ลั ฮาวาร์ด ร์ เมื่อ มื่ปี ค.ศ. 1915 เมื่อ มื่ จบปริญ ริ ญาเอก ได้เ ด้ ดิน ดิ ทางไปประเทศเยอรมนีขณะนั้น นั้ เป็น ยุค ยุ ที่ก ที่ ลุ่มลุ่ เกสตัล ตั ท์กำ ท์ กำลัง ลั มีชื่ มี ชื่ อ ชื่ เสีย สี งโด่ง ด่ ดัง ดั เป็นที่ย ที่ อมรับ รั กัน กั อย่า ย่ งกว้า ว้ งขวางทำ ให้ เขาได้รั ด้ บ รั อิท อิ ธิพ ธิ ลจากแนวความคิด คิ ของกลุ่มลุ่ เกสตัล ตั ท์ด้ ท์ ว ด้ ย ด้านการทำ งาน เขากลับ ลั มาที่ส ที่ หรัฐ รั อเมริก ริ าและสอนอยู่ที่ยู่ ที่ North West Newton เป็นเวลา 3 ปี จน กระทั่ง ทั่ปี ค.ศ. 1918 จึง จึ ย้า ย้ ยมาที่ม ที่ หาวิท วิ ยาลัย ลั Berkeley รัฐ รั แคลิฟลิ อร์เ ร์ นีย จนปลด เกษีย ษี ณในปี ค.ศ. 1954 ทอลแมนได้รั ด้ บ รั การยกย่อ ย่ งมากในสัง สั คม เขาได้รั ด้ บ รั เชิญ ชิ เป็นประธานสามคมจิต จิ เวชชาวอเมริกั ริ น กั และตำ แหน่งต่า ต่ งๆอีก อี มากมาย Edward C. Tolman มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น
อัตชีวประวัติที่เขียนโดยทอลแมน 4 “ข้า ข้ พเจ้า จ้ เกิด กิ ในนิวตัน ตั รัฐ รั แมซซาชูเ ชู สท ในปี ค.ศ. 1886 ได้ได้ปเรีย รี นในชั้น ชั้ มัธ มั ยม ในโรงเรีย รี นรัฐ รั บาลที่แ ที่ มซซาชูเ ชู สท จนจบปริญ ริ ญาตรีใรี นสาขา Electrochemistry ในปีค.ศ. 1911 จึง จึ หัน หั ไปศึก ศึ ษาต่อ ต่ ที่ส ที่ ถาบัน บั เอ็ม อ็.ไอ.ที (M.I.T.) มิใมิ ช่เ ช่ พราะต้อ ต้ งการ เป็นวิศ วิ วกร แต่ข้ ต่ า ข้ พเจ้า จ้ ถนัดทางคณิต ณิ ศาสตร์ และวิท วิ ยาศาสตร์ตั้ ร์ ง ตั้ แต่อ ต่ ยู่ใยู่นระดับ ดั มัธ มั ยม และเพราะแรงผลัก ลั ดัน ดั ในครอบครัว รั เนื่องจากบิด บิ าของข้า ข้ พเจ้า จ้ เป็นประธาน ในบริษั ริ ท ษั ประดิษ ดิ ฐกรรม พี่ช พี่ ายของทอลแมนแก่ก ก่ ว่า ว่ 5 ปี เป็นคนแรกที่ทุ ที่ ก ทุ คนใน ครอบครัว รั คาดหวัง วัไว้ว่ ว้ า ว่ ให้ปห้ ระกอบงานทางด้า ด้ นธุร ธุ กิจ กิ กับ กั บิด บิ า แต่พี่ ต่ ช พี่ ายทอลแมน ได้ได้ปประกอบอาชีพ ชี เป็นนักเคมีฟิมี ฟิ สิก สิ ส์ ทอลแมนได้อ่ ด้ า อ่ นหนังสือ สื ของวิล วิ เลีย ลี มเจมส์ ในระหว่า ว่ งศึก ศึ ษาอยู่ปียู่ ปี สุด สุ ท้า ท้ ยของระดับ ดัปริญ ริ ญาตรี ทำ ให้เ ห้ ขาอยากเป็นนักปรัช รั ญา เมื่อ มื่ จบการศึก ศึ ษาจากเอ็ม อ็.ไอ.ทีง ที จึง จึได้ได้ปเรีย รี นภาคฤดูร้ ดู อ ร้ นที่ฮ ที่ าวายจึง จึได้รั ด้ บ รั คำ แนะนำ ให้ศึ ห้ ก ศึ ษาต่อ ต่ ทางด้า ด้ นปรัช รั ญาโดย Perry และ Yerkes ในฤดูใ ดู บไม่ร่ ม่ ว ร่ งปี ค.ศ. 1911 หลัง ลั จากได้เ ด้ รีย รี นจิต จิ วิท วิ ยาและปรัช รั ญาครั้ง รั้ แรก ได้เ ด้ ข้า ข้ ร่ว ร่ มกิจ กิ กรรมกับ กั คณะปรัช รั ญาและจิต จิ วิท วิ ยา และได้รั ด้ บ รั คำ แนะนำ ต่า ต่ งๆ จากบุค บุ คลที่ มีชื่ มี ชื่ อ ชื่ เสีย สี งหลายท่า ท่ นอาทิ Giessen จนกระทั่ง ทั่ปี ค.ศ. 1915 เรีย รี บจบและได้ได้ป สอนที่ Northwestern เป็นเวลา 3 ปี ในระหว่า ว่ งฤดูร้ ดู อ ร้ นปี ค.ศ. 1918 ได้รั ด้ บ รั เชิญ ชิ ให้ไห้ปสอนที่แ ที่ คลิฟลิ อร์เ ร์ นีย Edward C. Tolman
การเรียนรู้โดยเครื่องหมายของทอลแมน 5 ทฤษฎีข ฎี องทอลแมนครั้ง รั้ แรกเรีย รี กว่า ว่ ทฤษฎีข ฎี องการแสดงพฤติก ติ รรมไปสู่จุสู่ ด จุ หมายต่อ ต่ มาเปลี่ย ลี่ นเป็นทฤษฎี เครื่อ รื่ งหมาย (Sign theory) หรือ รื ทฤษฎีค ฎี วามคาด หมาย (Expectancy Theory) เน้นถึง ถึ การเกิด กิ การเรีย รี นรู้โรู้ดยการใช้ค ช้ วามรู้ครู้ วาม เข้า ข้ใจ (Congnitive) ซึ่ง ซึ่ มีลั มี ก ลั ษณะคล้า ล้ ยคลึง ลึ กับ กั ของเกสตัล ตั ท์ จัด จั อยู่ใยู่นกลุ่มลุ่ ทฤษฎี ความรู้ครู้ วามเข้า ข้ใจ (Congnitive Theori) ทอลแมนกล่า ล่ วว่า ว่ “การเรีย รี นรู้เรู้กิด กิ จากการใช้เ ช้ ครื่อ รื่ งหมายเป็นตัว ตั ชี้ท ชี้ างให้แ ห้ สดง พฤติก ติ รรมไปสู่จุสู่ ด จุ หมายปลายทาง” แนวความคิด คิ ของทอลแมนคล้า ล้ ยคลึง ลึ กับ กั แนว ความคิด คิ ของพาฟลอฟ คือ คื เน้นสิ่ง สิ่ เร้า ร้ มากกว่า ว่ การตอบสนอง ดัง ดั นั้น นั้ ถ้า ถ้ บทเรีย รี น เป็นสิ่ง สิ่ เร้า ร้ สิ่ง สิ่ หนึ่งที่จ ที่ ะต้อ ต้ งมีก มี ารตอบสนองบางอย่า ย่ งจะต้อ ต้ งใช้เ ช้ ครื่อ รื่ งหมายมาเน้น อีก อี สิ่ง สิ่ เร้า ร้ หนึ่งคู่กัคู่ บ กั บทเรีย รี น เพื่อ พื่ให้มี ห้ ก มี ารตอบสนองตามต้อ ต้ งการแสดงเป็น ไดอะแกรมดัง ดั นี้ บทเรีย รี น (S1)+ เครื่อ รื่ งหมาย (S2) การตอบสนองคือ คื การเรีย รี นรู้ (R) ในการเรีย รี นรู้โรู้ดยใช้เ ช้ ครื่อ รื่ งหมายนี้ เกิด กิ ดการเรีย รี นรู้ไรู้ด้ 3 ลัก ลั ษณะคือ คื Edward C. Tolman หลักการเรีย รี นรู้ของทฤษฎี การคาดหมายรางวัล (Reward expectancy) ทอลแมนกล่า ล่ วว่า ว่ การตอบสนองหรือ รื การเรีย รี นรู้ขรู้ องอิน อิ ทรีย์ รี ย์ จะเกิด กิ จากการคาด หมายรางวัล วั ที่พ ที่ อใจ กล่า ล่ วคือ คื เนื่องจากมีค มี วามแตกต่า ต่ งระหว่า ว่ งบุค บุ คล ดัง ดั นั้น นั้ รางวัล วั แต่ล ต่ ะอย่า ย่ งย่อ ย่ มทำ ให้อิ ห้ น อิ ทรีย์ รี พ ย์ อใจแตกต่า ต่ งกัน กั ออกไป บ้า บ้ งชอบสิ่ง สิ่ หนึ่ง บ้า บ้ ง ก็ช ก็ อบอีก อี สิ่ง สิ่ หนึ่ง เช่น ช่ แมวชอบปลา สุนั สุ นั ขชอบเนื้อ ฯลฯ ดัง ดั นั้น นั้ ถ้า ถ้ รางวัล วั ผู้เผู้รีย รี น คาดว่า ว่ จะได้รั ด้ บ รั ไม่ต ม่ รงตามที่พ ที่ อใจและต้อ ต้ งการ จะแสดงพฤติก ติ รรมมองหาสิ่ง สิ่ ที่ ต้อ ต้ งการต่อ ต่ ไป การทดลองที่ส ที่ นับสนุน นุ เรื่อ รื่ งการคาดหมายรางวัล วั เป็นการทดลองของ Tinkle paugh ในปี ค.ศ. 1928 เริ่ม ริ่ แรกมีจ มี านอยู่ 2 ใบเขานำ อาหารใส่จ ส่ านใบหนึ่งไว้ ใน ขณะที่ใที่ ส่อ ส่ าหารที่จ ที่ านเพีย พี งใบเดีย ดี วนั้น นั้ ลิง ลิ ที่ใที่ ช้ท ช้ ดลองจะจับ จั ตาดูอ ดู ยู่ด้ยู่ ว ด้ ย และ ถูก ถู กัน กั ไม่ใม่ ห้ที่ ห้ จ ที่ านอาหาร ต่อ ต่ มาจับ จั ลิง ลิ มาที่จ ที่ าน 2 ใบ ลิง ลิ จะเลือ ลื กจานที่มี ที่ อ มี าหารคือ คื กล้ว ล้ ยได้อ ด้ ย่า ย่ งถูก ถู ต้อ ต้ ง ต่อ ต่ มาได้เ ด้ อากล้ว ล้ ยซ่อ ซ่ นไว้แ ว้ ล้ว ล้ เปลี่ย ลี่ นเอาใบผัก ผั กาดหอมใส่ ลงไปในจานแทน พบว่า ว่ ลิง ลิไม่ย ม่ อมกิน กิ ผัก ผั แต่เ ต่ ลือ ลื กจานที่มี ที่ ผั มี ก ผั โดยพฤติก ติ รรมมอง หากล้ว ล้ ยต่อ ต่ ไป
6 ทอลแมนกล่า ล่ วว่า ว่ ผู้เผู้รีย รี นจะเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รื แสดงพฤติก ติ รรมการเรีย รี นรู้จรู้ ากจุด จุ เริ่ม ริ่ ต้น ต้ ไปยัง ยั จุด จุ หมายปลายทางเป็นลำ ดับ ดั ขั้น ขั้ ตอนตามแต่ส ต่ ถานการณ์ที่ ณ์ เ ที่ ปลี่ย ลี่ นไป กล่า ล่ วคือ คื ถ้า ถ้ มีก มี ารเริ่ม ริ่ ต้น ต้ ไปยัง ยั จุด จุ หมายปลายทางได้สำ ด้สำเร็จ ร็ ผู้เผู้รีย รี นจะเลือ ลื กแสดง พฤติก ติ รรมนั้น นั้ ก่อ ก่ น แต่เ ต่ มื่อ มื่ ต่อ ต่ มามีอุ มีป อุ สรรคหรือ รื มีก มี ารปิดกั้น กั้ เส้น ส้ ทางที่เ ที่ คยเดิน ดิ ทาง มาสู่จุสู่ ด จุ หมายปลายทางได้สำ ด้สำเร็จ ร็ ผู้เผู้รีย รี นจะปลี่ย ลี่ นเส้น ส้ ทางหรือ รื วิธี วิ ก ธี ารเรีย รี นรู้ไรู้ป เรื่อ รื่ ยๆเพื่อ พื่ไปยัง ยั จุด จุ หมายปลายทางให้ไห้ ด้ การทดลองที่ส ที่ นับสนุน นุ เรื่อ รื่ งการเรีย รี นรู้สรู้ ถานที่ เป็นการทดลองของทอลแมนร่ว ร่ ม กับ กั ริช ริ ชี่ (Ritchie) และแคลิช ลิ (Kalish) ในปี ค.ศ. 1946 เรีย รี กว่า ว่ Place-learni experiment เครื่อ รื่ งมือ มื ที่ใที่ ช้ใช้ นการทดลองเป็นเขาวงกตรูป รู ตัว ตั ที (T maze) เขาฝึกให้ห ห้ นูวิ่ นู ง วิ่ ไปในเขาวงกตรูป รู ตัว ตั ที ถ้า ถ้ หนูวิ่ นู ง วิ่ ไปทางซ้า ซ้ ยจะไม่มี ม่ อ มี าหารแต่ถ้ ต่ า ถ้ วิ่ง วิ่ ไปทางขวาจะมีอ มี าหาร ฝึกเช่น ช่ นี้ไม่น ม่ าน ทดสอบโดยเอาเขาวงกตรูป รู ตัว ตั ทีที่ ที ไที่ ม่มี ม่ มี อาหารทั้ง ทั้ ซ้า ซ้ ยและขวาแล้ว ล้ปล่อ ล่ ยให้ห ห้ นูวิ่ นู ง วิ่ หนูจ นู ะวิ่ง วิ่ ไปทางขวาทุก ทุ ครั้ง รั้ไม่ว่ ม่ า ว่ จะมี อาหารหรือ รืไม่ก็ ม่ ต ก็ ามแสดงว่า ว่ หนูเ นู รีย รี นรู้สรู้ ถานที่ม ที่ ากกว่า ว่ เรีย รี นรู้สิ่รู้ ง สิ่ ที่ต ที่ อบสนองคือ คื อาหาร Edward C. Tolman การเรีย รี นรู้แฝง (Latent learning) ทอลแมนกล่า ล่ วว่า ว่ การเรีย รี นรู้เรู้ป็นการเปลี่ย ลี่ นแปลงทางด้า ด้ นความคิด คิ (Congnitive Domain) ซึ่ง ซึ่ เป็นนามธรรมสัง สั เกตเห็น ห็ ได้ เมื่อ มื่ อิน อิ ทรีย์ รี เ ย์ กิด กิ การเรีย รี นรู้มรู้ ากเท่า ท่ ใดไม่ ทราบได้เ ด้ พราะไม่ไม่ ด้แ ด้ สดงออกมา จนกว่า ว่ จะถึง ถึ เวลาที่จำ ที่ จำเป็นหรือ รื เหมาะสมจึง จึ จะ นำ ออกมาใช้ การทดลองที่ส ที่ นับสนุน นุ การเรีย รี นรู้แรู้ ฝง เป็นการทดลองของทอลแมนร่ว ร่ มกับ กั ฮอน ซิค ซิ (Honzik) ในปี ค.ศ. 1930 โดยแบ่ง บ่ หนูอ นู อกเป็น 3 กลุ่มลุ่ ให้วิ่ ห้ ง วิ่ ในเขาวงกตรูป รู ตัว ตั ที (T maze) (กลุ่มลุ่ ที่ 1) ให้วิ่ ห้ ง วิ่ ในเขาวงกตทีเ ทีป็นเวลา 10 วัน วั โดยไม่ไม่ ด้รั ด้ บ รั อาหารปลายทางเขาวงกต จนกระทั่ง ทั่ วัน วั ที่ 11 จึง จึได้รั ด้ บ รั อาหาร (กลุ่มลุ่ ที่ 2) ให้วิ่ ห้ ง วิ่ ใน เขาวงกตทีโที ดยได้รั ด้ บ รั อาหารสม่ำ เสมอทุก ทุ วัน วั (กลุ่มลุ่ ที่ 3 เป็นกลุ่มลุ่ ควบคุม คุ ) ให้สิ่ ห้ ง สิ่ ใน เขาวงกตโดยไม่ไม่ ด้รั ด้ บ รั อาหารเลย ผลปรากฏว่า ว่ กลุ่มลุ่ ที่ 1 และกลุ่มลุ่ ที่ 2 วิ่ง วิ่ ในเขา วงกตถูก ถู ต้อ ต้ งและใกล้เ ล้ คีย คี งกัน กั มากกว่า ว่ กลุ่มลุ่ ที่ 3 แสดงว่า ว่ วิธี วิ ก ธี ารให้ร ห้ างวัล วั มีผ มี ลต่อ ต่ การเรีย รี นรู้บ้รู้ า บ้ ง แต่ไต่ ม่ม ม่ ากนักเพราะไม่ว่ ม่ า ว่ จะให้ร ห้ างวัล วั สม่ำ เสมอ หรือ รืให้บ้ ห้ า บ้ งไม่ใม่ ห้ บ้า บ้ ง ก็มี ก็ ก มี ารแสดงพฤติก ติ รรมไม่แ ม่ ตกต่า ต่ งกัน กั มากนัก การเรีย รี นรู้สถานที่ (Place learning)
การประยุกต์ทฤษฎีของทอลแมน 7 ทองแมนถือ ถื ว่า ว่ การเรีย รี นรู้ไรู้ม้ไม้ ด้อ ด้ ยู่ใยู่นลัก ลั ษณะที่จ ที่ ะสร้า ร้ งการตอบสนองที่ถู ที่ ก ถู ต้อ ต้ งต่อ ต่ สิ่ง สิ่ เร้า ร้ เฉพาะอย่า ย่ งแต่ก ต่ ารเรีย รี นรู้เรู้ป็นเรื่อ รื่ งของกระบวนการทางความคิด คิ เป็นการ สร้า ร้ งความรู้ครู้ วามเข้า ข้ใจในสิ่ง สิ่ ที่เ ที่ รีย รี นมามากกว่า ว่ ห้อ ห้ งเรีย รี นในความคิด คิ ของทอล แมน อยู่ใยู่นรูป รู ของการเรีย รี นเป็นกลุ่มลุ่ เล็ก ล็ ๆ เพื่อ พื่ ที่ผู้ ที่ เผู้รีย รี นจะได้ที่ ด้ โที่ อกาสคิด คิ และ อภิปภิ ราย ครูจ รู ะอยู่ใยู่นฐานะให้คำ ห้ คำปรึก รึ ษาและแนะนำ เพื่อ พื่ให้นั ห้ นั กเรีย รี นเกิด กิ ความ กระจ่า จ่ งในปัญหานั้น นั้ ๆ ทอลแมนถือ ถื ว่า ว่ การเรีย รี นด้ว ด้ ยการอภิปภิ รายหรือ รืได้รั ด้ บ รั คำ อธิบ ธิ ายจากหลายๆความคิด คิ ย่อ ย่ มจะมีผ มี ลต่อ ต่ การพัฒ พั นาแผนที่ข ที่ องความรู้ครู้ วาม เข้า ข้ใจของผู้เผู้รีย รี น Edward C. Tolman การนำ ไปประยุกต์ใช้ในการเรีย รี นการสอน 1) ถ้า ถ้ ต้อ ต้ งการให้ผู้ ห้ เผู้รีย รี นเกิด กิ การเรีย รี นรู้แรู้ บบหยั่ง ยั่ เห็น ห็ จะต้อ ต้ งใช้เ ช้ ครื่อ รื่ งหมายบาง อย่า ย่ งชี้ท ชี้ างควบคูไ คู ปด้ว ด้ ย การเรีย รี นรู้เรู้ครื่อ รื่ งหมายกฎจราจร หรือ รื เรีย รี นรู้สัรู้ ญ สั ลัก ลั ษณ์ ต่า ต่ งๆเป็นวิธี วิ ก ธี ารเรีย รี นรู้โรู้ดยใช้เ ช้ ครื่อ รื่ งหมายของทอลแมน 2) ผู้สผู้ อนต้อ ต้ งตระหนักว่า ว่ ผู้เผู้รีย รี นนั้น นั้ อาจเกิด กิ การเรีย รี นรู้แรู้ ล้ว ล้ แต่มิ ต่ ไมิ ด้แ ด้ สดงออกมา ดัง ดั นั้น นั้ ผู้สผู้ อนควรมีก มี ารทดสอบบ่อ บ่ ยๆ จึง จึ จะทราบว่า ว่ ผู้เผู้รีย รี นเรีย รี นรู้ไรู้ปแล้ว ล้ มากน้อย เพีย พี งใด 3) การเรีย รี นรู้ไรู้ม่จำ ม่ จำเป็นต้อ ต้ งให้ก ห้ ารเสริม ริ แรงมากเท่า ท่ กับ กั การจูง จู ใจ โดยการสร้า ร้ งให้ เกิด กิ แรงขับ ขั ( Drive) มากๆ เพื่อ พื่ ตองสนองพฤติก ติ รรมไปยัง ยั จุด จุ หมายปลายทางที่ ต้อ ต้ งการ 4) การปรับ รั เปลี่ย ลี่ นสถานการณ์ก ณ์ ารเรีย รี นรู้ สามารถช่ว ช่ ยให้ผู้ ห้ เผู้รีย รี นปรับ รั เปลี่ย ลี่ น พฤติก ติ รรมของตนได้ ข้อสรุปจากทฤษฎีการเรีย รี นรู้ การเรีย รี นรู้มีรู้ ห มี ลายทฤษฎี แต่ล ต่ ะทฤษฎีก็ ฎี แ ก็ ตกต่า ต่ งกัน กั ไปตามความเชื่อ ชื่ ถือ ถื ความคิด คิ เห็น ห็ การทดลองของนักจิต จิ วิท วิ ยาแต่ล ต่ ะกลุ่มลุ่ ทฤษฎีก ฎี ารเรีย รี นรู้ใรู้นแต่ล ต่ ะทฤษฎีจ ฎี ะ อธิบ ธิ ายการเรีย รี นรู้บรู้ างส่ว ส่ นไม่ส ม่ ามารถที่จ ที่ ะครอบคลุม ลุ ไปทุก ทุ ส่ว ส่ น ปัจจุบั จุ น บั ยัง ยัไม่มี ม่ มี ทฤษฎีก ฎี ารเรีย รี นรู้ใรู้ดที่ส ที่ ามารถอธิบ ธิ ายพฤติก ติ รรมการเรีย รี นรู้ขรู้ องมนษย์ไย์ ด้แ ด้ จ่ม จ่ ชัด ชั และคลอบคลุม ลุ ได้ห ด้ มด
สรุปทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) 8 เอ็ด อ็ เวิร์ วิ ด ร์ ซี.ซี ทอลแมน (Edward C. Taolman) กล่า ล่ วว่า ว่ “การเรีย รี นรู้เรู้กิด กิ จากการ ใช้เ ช้ ครื่อ รื่ งหมายเป็นตัว ตั ชี้ท ชี้ างให้แ ห้ สดงพฤติก ติ รรมไปสู่จุสู่ ด จุ หมายปลายทาง” ทฤษฎี ของทอลแมนสรุป รุ ได้ดั ด้ ง ดั นี้ 1. ผู้เผู้รีย รี นมีก มี ารคาดหมายรางวัล วั (reward expectancy) หากรางวัล วั ที่ค ที่ าดว่า ว่ จะ ได้รั ด้ บ รั ไม่ต ม่ รงตามความพอใจและความต้อ ต้ งการ ผู้เผู้รีย รี นจะพยายามแสวงหารางวัล วั หรือ รื สิ่ง สิ่ ที่ต้ ที่ อ ต้ งการต่อ ต่ ไป 2. ขณะที่ผู้ ที่ เผู้รีย รี นจะพยายามไปให้ถึ ห้ ง ถึ จุด จุ หมายปลายทางที่ต้ ที่ อ ต้ งการ ผู้เผู้รีย รี นจะเกิด กิ การเรีย รี นรู้เรู้ครื่อ รื่ งหมาย สัญ สั ลัก ลั ษณ์ สถานที่ (place learning) และสิ่ง สิ่ อื่น อื่ ๆที่เ ที่ ป็น เครื่อ รื่ งชี้ต ชี้ ามไปด้ว ด้ ย 3. ผู้เผู้รีย รี นมีค มี วามสามารถที่จ ที่ ะปรับ รั การเรีย รี นรู้ขรู้ องตนไปตามสถานการณ์ที่ ณ์ เ ที่ ปลี่ย ลี่ น ไป จะไม่ก ม่ ระทำ ซ้ำ ๆ ในทางที่ไที่ ม่ส ม่ ามารถสนองความต้อ ต้ งการ หรือ รื วัต วั ถุป ถุ ระสงค์ ของตน 4. การเรีย รี นรู้ที่รู้ เ ที่ กิด กิ ขึ้น ขึ้ ในบุค บุ คลใดบุค บุ คลหนึ่งนั้น นั้ บางครั้ง รั้ จะไม่แ ม่ สดงออกในทัน ทั ที อาจจะแฝงอยู่ใยู่นตัว ตั ผู้เผู้รีย รี นไปก่อ ก่ นจนกว่า ว่ จะถึง ถึ เวลาที่เ ที่ หมาะสมหรือ รื จำ เป็นจึง จึ จะ แสดงออก (latent learning) Edward C. Tolman
Edward C. Tolman 9 พนารัตน์ วงศ์อกนิษฐ์. ทฤษฎีการเรียนรู้ของทอลแมน. 2549. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า. http://panaratkmitl1.blogspot.com/2006/08/edward-ctolman.html ชูชีพ อ่อนโคกสูง. จิตวิทยาการศึกษา. 2522 พิมพ์ครั้ง รั้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์.ษ์ จิตวิทยาการศึกษา. 2523 กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิต ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. จิตวิทยาการศึกษา. 2530. กรุงเทพฯ :โครงการตำ ราคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและ วิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้คุณทหาร ลาดกระบัง พงษ์พั ษ์ พั นธ์ พงษ์โษ์ สภา. จิตวิทยาการศึกษา. 2544. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึก อ้างอิง
thanl you EDWARD C. TOLMAN