The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่คำแสน-คุณาลังกาโร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suchananthkhirmul, 2022-03-11 23:02:46

หลวงปู่คำแสน-คุณาลังกาโร

หลวงปู่คำแสน-คุณาลังกาโร

“หลวงปคู่ าํ แสน คุณาลังกาโร” วัดดอนมลู อําเภอสนั กาํ แพง จงั หวัดเชียงใหม่ อดตี พระเกจิ
ช่ือดังแห่งลา้ นนา ต้นตํารับการสรา้ งววั ธนู

ประวตั หิ ลวงปคู่ าํ แสน

หลวงปูค่ าํ แสน เกดิ วนั องั คาร 30 เมษายน พ.ศ.2436 ปมี ะเมีย บดิ า-มารดาช่ือ พ่อเป็ง
แม่จนั ทรต์ า เพง็ ทนั มีพนี่ ้องทัง้ หมด 8 คน หลวงปู่เป็นคนลาํ ดับที่ 7 ปจั จบุ ันพ่ีนอ้ งของหลวงปู่เสียชีวิต
หมดแลว้ ภมู ิลาํ เนาหลวงปเู่ ปน็ คนบา้ นดอนมูล ตําบลทรายมูล อําเภอสนั กําแพง จงั หวดั เชยี งใหม่

อายุ 15 ปี บิดามารดาไดน้ ํามาฝากเปน็ ลูกศิษย์วัดเพื่อศึกษาเล่าเรียน ท่านมีความขยัน
อดทนมาก พร้อมท้ังเจียมตนเสมอ เพราะบิดามารดาเป็นคนท่ีมีฐานะยากจน อยู่วัดได้ 2 ปี ท่านก็
สามารถอ่านออกเขียนได้คล่องแคล่ว จนเป็นท่ีรักของครูบาอาจารย์ ประกอบด้วยนิสัยท่านเป็นคน
อ่อนน้อม วาจาเพราะซื่อตรงดี อายุ 17 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร มีพระอธิการโพธ์ิ เป็นพระ
อุปัชฌาย์ ท่ีวัดสันโค้ง และได้ศึกษาพระธรรมวินัยเป็น เวลา 4 ปี สมัยเป็นสามเณร นับว่ามีภูมิธรรม
มากทีเดียว อายไุ ด้ 21 ปี ทา่ นได้อปุ สมบท ณ พัทธสีมาวัดดอนมูล เม่ือวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2458
โดยมี ทา่ นพระอธิการโพธ์ิ วดั สันโค้ง เป็นพระอุปชั ฌาย์

แต่เดิมไม่ได้มีวัดดอนมูล ณ ตรงน้ี เดิมทีวัดแรกของชุมชนน้ี คือวัดสันโค้งเก่า แต่เดิม
ไม่ได้มีช่อื ว่าสันโคง้ เก่า แต่ ชื่อว่าวดั หลวง ตอ่ มาเมื่อประชากรเพิม่ ข้นึ เร่มิ ขยับขยาย ทางวัดสันโค้งเก่า
จึงส่งพระมาสร้างอาราม แต่ก่อนจะมีลักษณะเป็นดอน และมีต้นไม้ต้นหน่ึง ไม่แน่ใจว่าเป็นต้นอะไร
แตม่ คี นเช่อื วา่ เป็น ต้นผง้ึ ทีม่ าของตน้ ผ้งึ คือ เนื่องจากมีผึ้งหลวงมาทํารัง เมื่อก่อนจะช่ือว่าวัดต้นผ้ึงแต่
เดยี๋ วนีเ้ ปลย่ี นมาเปน็ วัดดอนมลู เพราะวา่ จะมีลักษณะเป็นดอนเป็นเนนิ ณ ขณะนั้นหลวงปู่คําแสนเกิด
แล้ว แต่ยังเป็นเด็กอยู่ หลวงปู่คนแรกที่หลวงปู่คําแสนติดตามคือ ครูบาคํามูล ธรรมเสนา จากน้ัน
หลวงปู่คําแสนก็บวชเป็นเณร ได้เร่ิมบุกเบิกกับอาจารย์หลายๆ ท่าน จนได้มาเป็นเจ้าอาวาส
พอหลวงปู่เจริญวัยข้ึน อายุได้ประมาณ 21 ปี ซึ่งจะตรงกับปีพ.ศ. 2458 หลวงปู่ได้อุปสมบทเป็นพระ
ยกเปน็ พระภกิ ษุ ณ วดั ดอนมลู แหง่ นี้ ต้ังแต่อายุ 21 ปี เป็นตน้ มา หลวงปู่คําแสนค่อนข้างจะมีความใฝ่
รู้ไปทางเรือ่ งกาํ มะถนั และการเรยี นเลขอกั ขระเลขยนั ต์

วัดดอนมูล ตาํ บลทรายมูล อาํ เภอสันกําแพง จงั หวัดเชยี งใหม่

เมื่อบวช 3 พรรษา ไปศึกษาต่อกับพระอธิการแก้ว ชยเสโน (ครูบาแก้ว) ท่ีวัดนํ้าจํา
ต.ร้องวัวแดง อ.สันกําแพง จ.เชียงใหม่ โดยได้ศึกษาพระธรรมวินัยและเรียนกัมมัฏฐาน ก่อนหน้าน้ัน
ทราบข่าวจากชาวบ้านว่าทางราชการได้จับครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา มากักขังไว้ที่วัดศรีดอน
ไชย จ.เชียงใหม่ ครูบาคําแสนมีความเคารพ และเล่ือมใสในครูบาศรีวิชัยเป็นอย่างย่ิง ได้ชักชวน
พระสงฆ์และชาวบ้านให้พากันไปเย่ียม แต่คนท้ังหลายกลัวจะถูกตําหนิหรือถูกกล่ันแกล้งจากทาง
ราชการ ในท่ีสุดก็เดินทางไปกับเณรและลูกศิษย์เพียง 2-3 คนเท่าน้ัน เดินทางประมาณ 15-16
กิโลเมตรกวา่ จะถงึ วดั ศรีดอนไชย เม่อื เข้าไปภายในวิหารนั้นมีพระสงฆ์สูงอายุรูปหนึ่งน่ังอยู่ด้วยอาการ
สงบ ในลักษณะขดั สมาธิ หม่ ผ้าสกี รัก ในขณะท่ีกราบลงไปน้ันก็เกิดความออ่ นไหว จนร้องไห้ด้วยความ
สงสารในครูบาศรีวชิ ัยท่ีต้องมาถูกจองจําและจะถูกจบั สึกที่ กรุงเทพฯ

เสียงร้องไห้ของครูบาคําแสนในขณะนั้น ทําให้ครูบาศรีวิชัยเอื้อมมือมาตบที่ไหล่
พร้อมกล่าวว่า “ท่านเป็นพระจะร้องไห้ไม่ได้ พระเป็นผู้ตัดแล้วซ่ึงกิเลส เม่ือเป็นเช่นนั้นต้องระงับ
อารมณไ์ มใ่ ห้มีการรอ้ งไหเ้ ด็ดขาด” ขณะเดียวกันก็เรมิ่ สอนให้น่ังขัดสมาธิ เอามือประสานกันวางไว้บน
ตัก หลับตาพร้อมกับท่องคําว่า “นะโม” ในใจหลายสิบหลายร้อยจบให้ท่องไปเรื่อย ครูบาคําแสน
ปฏิบัติตามคําสั่ง ท่องไปท่องมาไม่นานอาการสะอึกสะอื้นและน้ําตาก็หายไป ครูบาศรีวิชัยจึงส่ังให้ลืม
ตาขึ้น ครูบาศรีวิชัยเทศน์อบรมเก่ียวกับขันติให้ครูบาคําแสนฟัง พร้อมกับแนะนําสั่งสอนให้ศึกษา
วิปัสสนา แล้วครูบาคําแสนก็นมัสการลา จึงนับว่าเป็นบทเรียนแรกในชีวิตเกี่ยวกับการศึกษาวิปัสสนา
และทา่ นกห็ าทางจะศึกษาในเรอื่ งน้ี ตอ่ มาเมื่อท่านเรยี นกมั มฏั ฐานจากครบู าแกว้ ชยั ยะเสโน ท่านก็ขอ
ลาครบู าแก้วออกเดนิ ธุดงคจ์ ารกิ ไปในท่ีต่างๆ เม่ือคราวเข้าพรรษาท่านจึงจะกลบั มาอยู่ทว่ี ดั ดอนมูล

พออายุ 34 ปี พระอธกิ ารธรรมเสนา เจ้าอาวาสวัดดอนมูลมรณภาพ คณะศรัทธาจึงได้
นิมนต์ครูบาคําแสนเป็นเจ้าอาวาสสืบมา จนท่านมีอายุ 39 ปี มีพระธุดงค์ชื่อพระอาจารย์แหวน
สุจิณโณ เดินธุดงค์มาพักอาศัยอยู่ที่วัดอู่ทรายคํา ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อทราบดังน้ันท่านได้ให้โยม
คนหนงึ่ ไปนิมนตพ์ ระอาจารยแ์ หวน ใหม้ าเผยแผ่พระธรรมและอบรมท่ีวัดดอนมูล ต่อมาพระอาจารย์
ม่ัน ภูริทัตโต มาพํานักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง พระอาจารย์แหวนและครูบาคําแสนได้ไปนมัสการ และได้

ถวายเป็นศิษย์พระอาจารย์ม่ันตั้งแต่บัดนั้นมา ต่อมาพระอาจารย์แหวนท่านได้จาริกไปมาในเมือง
เชียงใหม่ และไปจําพรรษาท่ีวัดป่าห้วยน้ําริน อ.แม่แตง ส่วนครูบาคําแสน หลังจากได้เรียนพระ
กัมมัฏฐานจากพระอาจารย์ม่ัน แล้วท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่า ย่างกุ้ง หงสาวดี แล้วเดิน
ย้อนกลับไปสภู่ าคอสี าน ไปอยกู่ บั ท่านอาจารย์สิงห์ทจี่ ังหวดั นครราชสีมา จากนั้นจึงได้เดินทางกลับข้ึน
ไปทางเหนอื ไปอยู่ถํ้าเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถ้ําพระ จ.เชียงราย ถํ้าดอกคําพร้าว พระบาทส่ีรอย อ.แม่
ริม จ.เชียงใหม่ ที่ใดเป็นท่ีวิเวก เป็นป่าเปลี่ยวท่านก็ได้พักภาวนาเร่ือยไปไม่หยุดไม่หย่อน ตามโอวาท
ของพระอาจารย์ม่ัน ที่ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “ทําจริงก็คงจะได้ของจริงเท่านั้น” ท่านเป็นลูกศิษย์ท่ีอยู่ใน
มหานิกาย ไม่ต้องญัตติใหม่เปน็ ธรรมยุต

หลวงป่คู าํ แสนนัง่ บนเสลี่ยง แหร่ อบอุโบสถวดั ท่าซุง หลวงปูค่ ําแสนออกเดนิ ธดุ งคจ์ ารกิ ไปในทีต่ ่างๆ

โดยมคี ณะศษิ ย์หลวงพ่อฯ รวมทงั้ ทา่ นเจ้าอาวาสวัดทา่ ซงุ

องคป์ ัจจบุ ันด้วย

ครูบาคําแสนสร้างเครื่องรางของขลังหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตะกรุดโทน ผ้ายันต์มหา
สิทธิมงคล มหาสทิ ธิโชค และเคร่ืองราง ท่ีถือว่าท่านได้สร้างตามหลักโบราณ คอื วัวธนู

ตาํ นาน แห่ง สุดยอดววั ธนโู ลหะยอดนยิ ม วัวธนูครบู าคาํ แสน คณุ าลังกาโล วดั ดอนมูล
จังหวัดเชียงใหม่

วัวธนูของล้านนานั้น สมัยก่อนเป็นเคร่ืองรางที่พวกพ่อค้า หรือนักเดินทาง
นยิ มพกพากันมาก เพือ่ ปอ้ งกนั พวกโจรขโมย เสอื สมิง สง่ิ ชั่วรา้ ย และ กันพวกภูตผีปีศาจต่างๆ มิให้มา
หลอกหลอน การสร้างวัวมีหลายประเภท ทั้งประเภท ดิน ผง ว่าน ไม้ไผ่ หญ้าคาสาน ขี้ผึ้ง และ
ประเภทหล่อโลหะและถ้ากล่าวถึง วัวธนูล้านนาประเภทเน้ือโลหะน้ัน วัวธนูของครูบาคําแสน วัดป่า
ดอนมูล อ.สนั กําแพง จ.เชียงใหม่ ถือไดว้ า่ เป็นวัวธนูโลหะยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ได้รับ
ความนิยมสูง และ มีผู้แสวงหากันมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน นับวันจะกลายเป็นตํานาน ไปเสียแล้วกับ
วัวธนู ครูบาคําแสน หายากมากๆ นานๆ จะเจอสักตัว วัวธนูหลวงปู่คําแสนทุกรุ่น เร่ิมหายากข้ึน
เร่ือยๆ ราคาขยับสงู ข้นึ ตามความตอ้ งการท่ีมีเพ่มิ มากขึ้น

จากการสัมภาษณ์ผู้รู้และชาวบ้านในพ้ืนท่ีมีปฏิหาริย์ที่เกิดข้ึนจริง คือลูกศิษย์
เอาไปใช้ สมัยก่อนบ้านแต่ละบ้าน หลวงปู่ก็ได้ให้วัวธนูไป บางคนก็ไปฝังท่ีเสาบ้าน บางบ้านก็ไปลงที่
เสาเอก บางบ้านก็ไวเ้ ฝา้ บ้าน กเ็ ลยเป็นจุดเริม่ ตน้ จดุ เรมิ่ ต้นของปาฏหิ ารยิ ์ คอื เมื่อถึงกลางคืนจะมีเรื่อง
เล่าว่า มีวัวเดินรอบๆ บ้านทั้งคืนแม้กระทั่งวันท่ีฝนตก แดดออก มันก็จะมีเสียงวัวตลอด ทั้งๆ ท่ีบาง
บา้ นก็ไม่ไดเ้ ลี้ยงววั หรอื บางบา้ นกจ็ ะเลี้ยงววั พอหลวงปูค่ าํ แสนให้ววั ธนไู ปก็เก็บไว้ท่ีบ้าน วัวท่ีเขาเลี้ยง
ไวจ้ ากท่ีมันเงียบๆ สงบ กลายเปน็ แตกกระเจิง

วัวธนูยังสามารถป้องกันโจรขโมยได้ ถ้ามีวัวธนูของหลวงปู่คําแสนไว้ในบ้าน
ขโมยขึ้นบ้านจะขโมยของ ไปไม่ได้ อาจจะมีอันเป็นไป หรืออาจจะไม่ได้ของเลย มีเรื่องเล่าว่า จะมี
ขโมยท่ีจะข้ึนบ้านของชาวบ้าน พอตกเช้าก็จับได้เลยโดนคุมขัง ผู้คุมถามว่า ไปทําอะไรท่ีบ้านของ
ชาวบ้านมา ขโมยก็ตอบว่าจะไปขโมยของจากบ้านแถววัดดอนมูลมา แต่ไปเจอแต่วัวเป็นฝูงเต็มบ้าน
เกียรติศกั ดขิ์ องหลวงป่กู ็เลยดงั เร่ืองววั ธนู

วัวธนูเป็นวัตถุมงคลชนิดหน่ึง ข้ึนช่ือของหลวงปู่คําแสน วัตถุมงคลแกจะเริ่ม
สรา้ งเมื่อตอนอายุ 70-84 พรรษา ก่อนหน้าท่ีจะเป็นวัวธนูก็มีวัตถุมงคล มาประมาณ 2-3 รุ่น ก่อนจะ
มาเกิด วัวธนู รุ่นแรกจะเป็นเหรียญ ปีพ.ศ.2510 และปีพ.ศ.2515 จะมีเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ และ
วัวธนู แต่ข้ึนชื่อที่สุดก็ จะมีอยู่ 2 อย่าง วัวธนู แล้วก็เหรียญชาตรีทวีลาภ แต่วัวธนูค่อนข้างท่ีจะเป็นที่
ยอมรบั

วตั ถุมงคลข้นึ ชอ่ื ของหลวงปู่คําแสน

ววั ธนูรุน่ แรกของหลวงปู่คําแสน
วัวธนูตัวน้ีถือเป็นวัวรุ่นแรกของท่าน จัดสร้างเม่ือปีพ.ศ.2518 จํานวน 1,000
ตัว ตอกโค้ดชดั เจน หายากข้ึนเรือ่ ยๆ นับวนั จะกลายเปน็ ตํานาน ใครมีก็ต่างหวงแหนกนั ท้งั นน้ั

กล่าวกันว่า เมื่อคราวท่ีพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดําได้มรณภาพลง ในย่ามของหลวงพ่อจะมี
เครื่องรางทที่ า่ นพกตดิ ตัวไปตลอดดว้ ย นัน่ กค็ อื วัวธนูของหลวงปู่ครูบาคาํ แสน ซ่งึ จากเหตุการณ์น้ีเป็น
จึงเป็นเร่ืองราวที่สําคัญอีกเร่ืองหน่ึงท่ียืนยันความศักด์ิสิทธ์ิของ วัวธนูหลวงปู่ครูบาคําแสน ได้เป็น
อยา่ งดี

วธิ ีปฏบิ ัติตอ่ ววั ธนู ของหลวงปู่คําแสน คุณาลังกาโล วดั ดอนมลู

ให้หาหญ้าและนํ้าใส่ภาชนะเป็นอาหาร ครบ 7 วันให้เปล่ียนทั้งหญ้าและนํ้า
เสียคร้ังหนึ่ง ห้ามเอาวัวธนูไว้ปะปนกับพระพุทธรูปและเครื่องรางของขลังต่างๆ และท้ังห้ามเอาไว้สูง
กว่าพระพุทธรูป วัวธนูมีไว้สําหรับป้องกันภัย ภูตผีปีศาจอันจะมารบกวนเราทั้งท่ีอยู่อาศัย และยัง
ป้องกันพวกมิจฉาชีพเหล่าโจรกรรมทั้งหลายได้อีกด้วย หรือว่าถ้าจะเอาใช้ไปในทางเมตตามหานิยม
หรือทางโชคลาภ ในเวลากลางคืนให้หันหน้าวัวธนูออกนอกบ้าน เพ่ือป้องกันภูตผีปีศาจและพวกเหล่า
โจรกรรมไดอ้ กี ด้วย ในเวลากลางวันให้หันหน้าวัวธนูเขา้ บา้ นให้อธิษฐานเอาในทางโชคลาภ ให้จุดธูป 3
ดอก ทุกเช้าคํ่า

ข้อมูลผใู้ ห้สัมภาษณ์ : พระอณุพงศ์ ปญั ญาวชโิ ร (วดั ดอนมลู )

รายชื่อสมาชิกในกลมุ่
นางสาวกานต์พิชชา ขตั ิรตั น์ เลขท่ี 23
นางสาวอรวรรยา ประจวบสาย เลขท่ี 29
นางสาวอาทิตยา ไชยเฟย เลขที่ 30
นางสาวภคพร ใจบญุ มา เลขที่ 34
นางสาวอัจฉรา หลง เลขท่ี 35
นางสาวสุชานนั ท์ ไครม้ ูล เลขที่ 39
นางสาวปานประดบั ปักกาถงั เลขที่ 41
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/6


Click to View FlipBook Version