ตำ นานนกหัสดีลิงค์ ห้องเรียนคติชนวิทยา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มจร.วิทยาเขตขอนแก่น
ตํานานนกหัสดีลิงค์ นางสาวเมธาวี แคว้นเขาเม็ง รหัส๖๔๐๕๕๐๒๐๓๑ ชั้ นปี ๓ รายงานประกอบการศึกษารายวิชาคติชนวิทยา หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน ภาคการศึกษาที่ ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๖
เรื่ องตํานานนกหัสดีลิงค์ นางสาวเมธาวี แคว้นเขาเม็ง รหัส๖๔๐๕๕๐๒๐๓๑ ชั้ นปี ๓ อาจารยประจำรายวิชา พระมหาอธิวัฒน ภทฺรกวี ผูบรรยายประจำรายวิชาคติชนวิทยา บทคัดยอ พัฒนาการและรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคใน ภาคอีสาน เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ คณะผูวิจัยไดทำการทบทวนขอมูลภาคสนามขอมูลจากการ สัมภาษณ จากนั้นนำขอมูลทั้งหมดมาวิเคราะหเพื่อจำแนก และจัดกลุมกอนสังเคราะหโดยใชแนวคิด และทฤษฎีมาอภิปรายรวมกับงานวิจัยที่เกี่ยวของเพื่อใหเกิดองคความรูใหมในสาขาที่เกี่ยวของ ผลการวิจัยพบวา รูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคในภาคอีสานมีพัฒนาการมาอยางตอเนื่องในดาน เทคนิคการสราง แตยังคงองคประกอบของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคไวตามขนบธรรมเนียมเดิม รูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคโดยรวมแลวมี 3 รูปแบบใหญๆ คือ 1) เมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคเทิน บุษบกทรงมณฑป หรือหอแกว 2) เมลอยรูปนกหัสดีลิงคเทินบุษบกทรงมงกุฎโดยตั้งเสาทำหลังคาทรง เจดียหรือมงกุฎบนตัวนกหัสดีสิงค และ 3) เมรุลอยรูปนกหัสดีสิงคเทินบุษบกมีหลังคาทรงมงกุฎคลุม โดยตั้งเสาบนพื้นดิน
บทนำ ชาวอีสานมีวัฒนธรรมที่สำคัญและเปนสิ่งชวยควบคุมสังคมใหมีที่พึ่งทางใจและอยูรวมกันอยางผาสุก คือ วัฒนธรรมที่เกี่ยวของกับ "ศาสนา" ซึ่งการจัดการศาสนาในภาคอีสานนั้น ไดแบงคณะสงฆเปน 4 สมัย คือ สมัยแรกเกิดขึ้นที่เมืองอุบลราชธานี โดยมีทานหอเจาแกวเปนเจาอาวาส ที่วัดของพระประ ทุมวรราชสุริยวงศ(คำผง ซึ่งเปนวัดแรกของเมืองอุบลราชธานี สมัยที่สอง มีทานเทวธมมี (มาว) เปน พระเถระ และไดรับพระราชทานเปนพระอุปชฌายตอมาในสมัยที่สองนี้ เกิดสงครามเจาอนุวงศ ทาน ไดมีวิธีสอนใหทั้งฝายไทยและฝายลาว ลดความขัดแยงกันลงไดบางสวน และในสมัยที่สาม มีทานเจา ประคุณพระอริยกวี (ขมุมราชิโต ออน) เปนเจาคณะใหญเมืองอุบลฯ รูปแรก สำนักอยูที่วัดศรีทอง ใน สมัยนี้ไดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไดวางระเบียบการปกครองคณะสงฆจัดการใหเปนหมวดหมู และทำบัญชีพระสงฆสงกระทรวง เหตุการณดังกลาวถือวาเปนการเริ่มตนในการยกฐานะหรือ บรรดาศักดิ์ใหแกพระอริยสงฆที่ถึงพรอมดวยคุณสมบัติตามพระธรรมวินัยของพระสงฆในภาคอีสาน ซึ่งถือวาเปนที่มาของการประกอบพิธีกรรมตางๆ ใหแกพระอริยสงฆเหลานั้น รวมทั้งพิธีกรรมการปลง ศพที่ใชรูปแบบการสรางพระเมรุรูปนกหัสดีลิงคดวยแนวคิด หรือคติในการสรางพระเมรุรูปนกหัสดี ลิงคเกิดขึ้นเมื่อครั้ง ร.ศ. 122(พ.ศ. 2546) ทานเจาประคุณพระอริยกวี (ออน) มรณภาพเนื่องจากใช พิษ คำนวณปที่ 14 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2565อายุได 58 ป พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวง สรรพสิทธิประสงค ขาหลวงตางพระองคฯ ทรงเปนประธานนำขาราชการ กรมการตลอดพอคาคหบดี ราษฎรชวยในการทำมาปนกิจตามประเพณีบานเมือง คือ สรางรูปนกหัสดีสิงค พรอมทั้งหอแกวบน หลังนกแลวเชิญ หีบศพขึ้นประดิษฐานในหอแกวบนหลังนกนั้น ชักลากออกไปสูเมรุกลางทุงศรีเมือง เพื่อบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานตามประเพณี เสร็จแลวเจาหลวงตางพระองค ทรงจุดฝกแกเปน การพระราชทานเพลิงดวยความเรียบรอยทุกประการ (เติม วิภาคยพจนกิจ, 2542) การสรางพระเมร รูปนกหัสดีสิงคก็เพื่อแสดงฐานันดร และเพื่อเปนการใหเกียรติแกพระอริยสงฆที่ครองตน และสรางคุณ งามความดีใหแกพระพุทธศาสนา เกียรติที่พระอริยสงฆทานนั้นไดรับก็เทียบเทากับฐานนันดรของ บุคคลชั้นสูงซึ่งเปรียบไดดั่งสมมุติเทพ หรือเหลาเทพเทวดาบนสรวงสวรรคภูเดช แสนสา (2556 ได สันนิษฐานวา นกหัสดีสิงคไดแพรเขาสูอีสาน 2 ทางคือ ลานชางรับอิทธิพลพิธีศพแบบการสราง ปราสาทศพตางบนสัตวหิมพานตจากพมามาโดยตรง และลานชางอาจไดรับธรรมเนียมการปลงศพ เชนนี้จากลานนาโดยตรง ดวยเหตุผลสองประการนี้ ภูเดช แสนสา (2556) จึงไดตั้งสมมุติฐานไวสอง
ประการตามเหตุการณที่ปรากฎขึ้นตามประวัติศาสตร พรอมทั้งไดอธิบายเหตุผลดังกลาวมาขางตนวา การสรางปราสาทศพตางบนนกหัสดีลิงคนี้ จะเห็นไดเฉพาะในลานชางเปนสวนใหญ สวนพมานั้น ปรากฎปราสาทตางชางเผือก หรือนกการเวก(ภูเดช แสนสา, 2556) เหตุที่เชื่อวาการสรางปราสาทศพ ตางบนนกหัสดีสิงคนี้ จะเห็นไดเฉพาะในลานชางเปนสวนใหญนั้น เนื่องจากในป พ.ศ. 2321 อาณาจักรลานชางสามอาณาจักรไดเปนประเทศราชของสยามจึงไดรับอิทธิพลของสยามบางสวน เชน การบรรจุพระศพเจานายชั้นสูงลงในโกศเหมือนกษัตริยสยาม ซึ่งสันนิษฐานวาในอดีตธรรมเนียมลาน ชางนาจะบรรจุศพลงใสในหีบศพเทานั้น ตอมาเมื่อไดรับการอุปถัมภจากกษัตริยสยามแลวจึงไดนำ พระศพลงใสในโกศ ดังปรากฎภาพโกศพระเจาอุปราช(เจาเพชรราช) ตางบนนกหัสดีลิงคสามหัว ใน เมืองนครหลวงพระบาง เมื่อปพ.ศ. 2502 จะเห็นวามีการรับอิทธิพลธรรมเนียมพิธีศพของสยามเขาไป ปรับใชเปนบางสวนแลวเมื่ออิทธิพลการสราปราสาทศพตางนกหัสดีลิงคของลานชางสงไปยังอีสานที่ เมืองอุบลราชธานี จึงไดมีการสรางปราสาทศพตางบนสัตวหิมพานตแบบรูปนกสักกะไดลิงค อยาง เดียวเทานั้น (ภูเดช แสนสาม, 2556) ซึ่งสอดคลองกับ บำเพ็ญณ อุบล (2545) ไดกลาววา การฆานก หัสดีลิงคนี้มีเฉพาะแตที่เมืองอุบลนี้เทานั้นการฆานกจะตองมีการประทับทรงรางทรงที่ประทับนั้น จะตองเปนผูหญิงที่สืบเชื้อสายมาจากตักสิลา เมืองลา คือแมนางสีดา การฆานกจะใชธนูประจำเมือง ฆานกคนที่อยูขางในตัวนกจะตองชักสายชักใหสวนหัวนกดิ้นไปมา แลวใชธนูยิงใสนกคนขางในก็จะเท เลือดออกมา เมื่อนกสงบลง งวงก็จะมวน คอก็จะหมุนไปขางหลังเมื่อนกตายแลวก็จะนำผาขาวไปคลุม หัวนกไว แลวก็นำศพตางบนนกหัสดีลิงคนั้นเผาไปพรอมกับนก และบำเพ็ญ ณ อุบล ยังกลาวอีกวา "นกที่ฆาไมไดคือ นกของพระเถระซึ่งผูที่จะขี่นกไดนี้คือ เจาเมือง กับพระเถระ แตพระเถระไมไดฆานก แตในกรณีที่ฆาในงานของยาคูเมืองเสล (เสลภูมิ) นั้น ทานมีความประสงคตองการใหฆาเทานั้น"ในการ ทำนกหัสดีลิงคนั้นจะสรางดวยไมไผนำมาจักเปนริ้ว แลวทำการสานเปนโครงรูปนก ทำเมรุหีบศพบน หลังนก เมื่อสรางโครงรูปนกดวยไมไผ เสร็จแลวก็จะนำกระดาษผามากรุใหทั่ว แลวเขียนลายดวยสีให เหมือนนกจริง สวนสำคัญ คือหัวนกจะตองใหเคลื่อนไหวได เชน งวงมวนได ตากระพริบได หันคอได หูขยับได และอาปากรองได เมรุนกหัสดีลิงค โดยสวนใหญสามารถทำได 2 รูปแบบ คือ ตัวนกหัสดี ลิงคอยูภายในกรอบเสาเมรุ และตัวนกหัสดีลิงคอยูภายนอกเสาเมรุ ซึ่งตัวนกจะมีขนาดใหญกวาแบบที่ ตัวนกหัสดีสิงคอยูภายในกรอบเสาเมรุ แบงการทำงานออกเปน3 สวน คือ 1. โครงรูปนก 2. หัวนก และกลไกการเคลื่อนไหว และ3. ปก ขน และหาง(ประทับใจ สิกขา, 2556)พิธีกรรมฆานกหัสดีลิคตาง บนปราสาทศพ โดยรางทรงเจานางสีดานี้ไมเคยปรากฏขั้นตอนพิธีกรรมนี้ใน พมา รัฐฉาน ลานนา
และลานชาง มากอน (ภูเดช แสนสา, 2556 ซึ่งปรากฎพบแตที่เมืองอุบลราชธานี และจึงแพรขยายไป ทั่วอีสานในเวลาตอมาผูไดขึ้นนกหัสดีลิงคของอีสานในสมัยกอนตองเปนกลุมอัญญาสี่ ซึ่งประกอบไป ดวย 1. เจาเมือง 2. อุปฮาด/อุปราช 3. ราชวงศ และ 4. ราชบุตร ผูที่ไดขึ้นนกปที่ 14 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2565หัสดีลิงคคนแรกในอีสานอาจจะเปนพระเจาตา (ป พ.ศ.2310) รางทรงเจา นางสีดาคือ เจาแมนางงัว ซึ่งเปนเจานางสีดาสายเมืองอุบลราชธานี โดยผูที่ไดขึ้นนกหัสดีสิงคกลุมแรก คือ กลุมอาญาสี่ ไดแก 1. ป พ.ศ.2310 เจาพระตา เชื่อสายกษัตริยเมืองเชียงรุงแสนหวีฟา สถานที่ใน การประกอบพิธีศพนกหัสดีลิงค ไมปรากฎ นางเทียมเจานางสีดา เจาแมนางงัว ตอมานอกจากกลุม อัญญาสี่ที่ไดขึ้นขี่นกหัสดีลิงคแลวกลุมพระเถระชั้นผูใหญ ก็ไดขึ้นขี่นกหัสดีลิงคดวยเชนกัน ไดแก 1. หมอมเจียงคำ2. พระอุบลการประชานิตย (สิทธิบุญชู พรหมวงศฐานนท) 3. พระอุบลกิจประชากร (บุญเพ็ง บุตโรบล) 4. พระอุบลศักดิ์ประชาบาล (ทาวกุคำ สุวรรณกุฎ) เปนตน(วิราณี แวนทอง, 2551) จากผูที่ขึ้นนกหัสดีลิงคคนแรกในอีสานอาจจะเปนพระเจาตา(ป พ.ศ.2310) และจนถึงปจจุบัน ในภาคอีสานผูที่ขึ้นนกหัสดีสิงคที่เปนพระเถระชั้นผูใหญ คือ หลวงพอคูณ ปริสุทโธ (พ.ศ. 2562) รวม เปนเวลากวา 252 ป ที่มีการสืบทอดการสรางเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค ซึ่งมีคุณคาทางสถาปตยกรรม ของทองถิ่นอีสานอยางมาก โดยรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคนั้นเปนภูมิปญญาของชาวอีสานที่ได คิดคน สรางสรรค พัฒนาสืบเนื่องมาจากอดีตจนถึงปจจุบันจากความเปนมาและสำคัญดังกลาว จึง เปนเหตุผลสำคัญในการศึกษาประเด็นวิจัยเรื่อง พัฒนาการและรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงคในภาค อีสานเพื่อตองการทราบถึงรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงความีพัฒนาการเปนมาอยางไรเพราะมีคุณคา ตอแนวคิดและภูมิปญญาของคนอีสานที่รังสรรคผลงานดานสถาปตยกรรมเปนการพิสูจน ความสามารถของชางอีสานไดอยางนาชื่นชม และผลจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปบันทึกเปน มรดกและภูมิปญญาของชาติได จุดมุ่งหมายการศึกษา เพื่อวิเคราะหคติชนความเชื่อและพิธีกรรมแหงหลังความตาย
ประเภทของข้อมูลทีใช้ในการศึกษา่ ตํานานนกหัสดีลิงค์คติชนความเชื่อพิธีกรรม เอกสารและงานวิจัยทีเกี่ ่ ยวข้อง ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร สรุปผลการศึก พัฒนาการของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาคอีสานได้ข้อสรุปว่ารูปแบบของเมรุลอยรูปนก หัสดีลิงค์เริ่มต้นจากพิธีกรรมปลงศพด้วยนกที่มีมาตั้งแต่ยุคโลหะที่พบหลักฐานทางวัตถุจาก ลวดลายบนกลองมโหระทึกที่บันทึกเรื่องราวการทําพิธีศพในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพิธีปลงศพ ดังกล่าวนี้ปฏิบัติสืบเนื่องมาโดยตลอดซึ่งพบเห็นได้ทั้งในพิธีศพบนเกาะบาหลี ประเทศอินโคนีเซีย พิธีศพของไทดําในเวียดนาม พิธีศพของประเทศพม่า พิธีศพของประเทศลาว รวมทั้งในประเทศ ไทยซึ่งมีหลักฐานว่ามีการปฏิบัติกันในทางภาคเหนือ และภาคอีสาน โดยเฉพาะในแถบอีสานตอน ใต้ แถบจังหวัดอุบลราชธานี การสร้างเมรลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาคอีสานมีการสร้างโดยสืบ เนื่องมาจากอดีต รูปแบบของเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงค์ในภาคอีสานมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องใน ด้านเทคนิคการสร้าง แต่ยังคงองค์ประกอบของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ไว้ตาม ขนบธรรมเนียมเดิม และยังคงยึดถือปฏิบัติเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ โดยรวมแล้วมี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ รูปแบบเทินบุษบก หรือเทินหอแก้วที่บรรจุโกฏ รูปแบบเทินโกฎ มีหลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนตัวนก เมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์รูปแบบเทินบุษบกที่บรรจุโกฎ หลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนพื้นดิน องค์ประกอบสําคัญของเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงค์มี 3 ส่วนประกอบไปด้วย บุษบก โกฏ และตัวนก องค์ประกอบในตัวนกมี 14 ส่วนประกอบไปด้วย หัว
ดวงตา ปาก งวง เครื่องทรงส่วนหัว ใบหู คอ เครื่องกรองคอท้องนก ปีกนอก ปีกใน โคนหาง หาง ล่าง และหางบน รูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาคอีสาน จากการศึกษาพัฒนาการของนกหัสดีลิงค์ที่เรียงลําดับตามช่วงเวลาจากอดีตจนเกือบถึงปัจจุบันทําให้ทราบว่า ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๖๐-พ.ศ. ๒๕๐๐ เช่น งานศพพระราชมุนี (อ้อน)ในปีพ.ศ. ๒๔๖๒ งานศพพระอุบลการ ประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์)ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ และงาพศพพระครูวิโรจน์รัตโนบล (ญาท่านดีโลด) อดีต เจ้าคณะเมืองอุบลราชธานี ตามข้อมูลรูปภาพที่แสดงรูปแบบนกหัสดีสิงค์ที่ปรากฎในภาคอีสานโดยส่วนใหญ่ จะเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่สําคัญ รูปแบบที่เห็นจะมีบุษบก หรือ หอแก้วที่มีขนาดใหญ่ และมีหลังคาคลุม โดย ที่ลักษณะของหลังคาหอแก้วที่มีทั้งแบบตั้งบนหลังนก และแบบตั้งบนพื้นคร่อมตัวนก ตามตัวอย่างลายเส้น ด้านล่างนี้ ภาพลายเส้นลักษณะของหลังคาหอแก้วที่มีทั้งแบบตั้งบนหลังนก และแบบตั้งบนพื้นคร่อมตัวนก ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2500-2525 จะพบรูปแบบของนกหัสดีลิงค์ที่มีลักษณะที่คล้ายกัน หากแต่รายละเอียดของ บุษบก หรือหอแก้วมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ยังคงนิยมที่จะสร้างให้มีขนาดใหญ่ รูปแบบโดยรวมเมื่อ
สังเกตแล้วจะพบว่ามีความต่อเนื่องมาจากรูปแบบในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เช่น พระอุปัชฌาย์เคน อดีตเจ้า คณะตําบลหนองบ่อ วัดบูรพาพิสัย จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2504นอกจากนั้นแล้วยังพบรูปแบบของนกหัสดี ลิงค์ที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะในแถบจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร และศรีสะเกษ แต่ไม่ทราบข้อมูลว่าเป็นงานศพของใครลักษะของนกหัสดีลิงค์จะสร้างโดยมีหอแก้วหรือบุษบกอยู่บนหลังตัวนก หัสดีลิงค์ขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก ดูแล้วสัดส่วนมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของตัวนก และมีรายละเอียดที่ งดงาม เลียนแบบมาจากซุ้มเรือนแก้วแบบวิมารของเทพเจ้า ที่น่าสังเกตคือ การสร้างนกหัสดีลิงค์นิยมตั้งเสา ขนาดยาว 4 ต้น เพื่อโยงผ้าคลุมคล้ายหลังคา ตามภาพลายเส้นตัวอย่างด้านล่างนี้ ภาพลายเส้นการสร้างนกหัสดีลิงค์นิยมตั้งเสาขนาดยาว 4 ต้น เพื่อโยงผ้าคลุมคล้ายหลังคาต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน การสร้างนกหัสดีลิงค์ยังคงสืบเนื่องมา โดยตลอด รูปแบบที่พบจะยังคงรูปแบบ และองค์ประกอบแบบเดิมดั่งเช่นในอดีต เช่น งานศพของพระราชวัด โนบล (พิมพ์ นารโท) จังหวัดอุบลราชธานีในปีพ.ศ. 2548 งานศพพระครูศิริวรรณาภรณ์ (พันธ์ ฉวิวัณุโณ) จังหวัดร้อยเอ็ดในปี พ.ศ. 2549 งานงานพระราชทานเพลิงศพญาท่านเหลื่อน จังหวัดอุบลราชธานีในปี พ.ศ. 2550 งานศพพระครูปภัศรคุณ (หลวงปู่ ญาท่านบุญเลิศปภัส.สโร) จังหวัดหนองบัวลําภู ในปีพ.ศ. 2552 งาน พระราชทานเพลิงศพพระครูสิริธรรมากร(บุดดา สุภท.โท) จังหวัดอุบลราชธานี ในปีพ.ศ. 2555 งาน พระราชทานเพลิงศพเจ้าคุณพระปริยัติมุนี จังหวัดนครราชสีมา ในปีพ.ศ.2555 งานพระราชทานเพลิงศพพระ ครูพินิตศาสนการ (ลี อุตุ.ตโม) จังหวัดศรีสะเกษในปี พ.ศ. 2555 งานพระราชทานเพิลงศพเจ้าคณะพระศีลวิ สุทธาจารย์(พรหมา ญาณจารี ป.ธ.6) จังหวัดอุบลราชธานีในปี พ.ศ. 2555 พิธีพระราชทานเพลิงศพ พระเทพ
กิตติมุนี จังหวัดอุบลราชธานี ในปี พ.ศ. 2558 งานพระราชทานเพลิงศพพระครูสิริสารธรรม(สมจิตร ปฏิมิตโต) หลวงพ่อโคกสี จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2561 และงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูเขมกิจโสภิต จังหวัด อุบลราชธานี ในปี พ.ศ. 2562จากตัวอย่างเมรุนกหัสดีลิงค์ของบุคคล และพระเถระสําคัญที่กล่าวนี้ จะเห็นได้ ว่าในภาคอีสานนั้น ให้ความสําคัญต่อการจากไปของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นบุคคลสําคัญ เป็นที่เคารพนับถือ ของประชาชนโดยทั่วไป จึงเป็นเรื่องที่ชาวอีสานต้องให้ความสําคัญกับการสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์เช่นกันลักษณะ ของรูปแบบเมรุนกหัสดีลิงค์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ รูปแบบแรกเป็นเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ เทินบุษบกที่บรรจุโกฐ โดยลักษณะการสร้างจะวางองค์บุษบกไว้บนตัวนกหัสดีลิงค์ และรูปแบบที่สองเป็นเมรุ ลอยรูปนกหัสดีลิงค์เทินโกฎมีหลังคาทรงเจดีย์ หรือทรงมงกุฎครอบอยู่ โดยลักษณะการสร้างจะวางองค์บุษบก ไว้บนตัวนกหัสดีลิงค์แล้วทําหลังคารูปทรงคล้ายเจดีย์ หรือมงกุฎครอบไว้อีกที่หนึ่ง โดยรวมเป็นดังภาพลายเส้น นี้ด้านล่างนี้ ภาพประกอบที่ 34 ภาพลายเส้นรูปแบบเมรลอยรูปนกหัสดีสิงค์ระหว่างเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก และ เมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์เทินโกฎมีหลังคาทรงเจดีย์ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2565วารสารศิลปกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจากที่กล่าวมาสามารถสรุปรูปแบบโดยรวมของเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาค อีสานได้ 3 รูปแบบดังต่อไปนี้ 1) เมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์เทินบุษบกทรงมณฑหรือหอแก้ว 2) เมรุลอยรูปนกหัสดี ลิงค์เทินบุษบกทรงมงกุฎโดยตั้งเสาทําหลังคาทรงเจดีย์ หรือมงกุฎบนตัวนกหัสดีลิงค์ และ 3) เมรุลอยรูปนก หัสดีลิงค์เทินบุษบกมีหลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนพื้นดิน ซึ่งแต่ละรูปแบบสามารถใช้กับบุคคลที่มี ฐานันดรสูง รวมทั้งพระอริยะสงฆ์โดยไม่มีข้อกําหนดของรูปแบบที่ชัดเจน ซึ่งต่างจากพระเมรุในราชพิธีของ พระมหากษัตริย์ รูปแบบโดยรวมของเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาคอีสานมีลักษณะดังภาพลายเส้นด้านล่างนี้
เนื่องจากการสร้างนกหัสดีสิงค์นี้จะมีขนบและธรรมเนียมในการสร้างที่ยึดถือตามแบบที่ปฏิบัติกันมา ดังนั้นจึง ส่งผลให้รูปแบบ และองค์ประกอบต่างๆ ในการสร้างนกหัสดีลิงค์ยังคงเหมือนเดิม ถึงอย่างไรก็ตาม หากสังเกต โดยละเอียดจะพบว่ามีความแตกต่างกันบ้างโดยเฉพาะในส่วนของหอแก้ว หรือบุษบก และลวดลายวารสาร ศิลปกรรมศาสตร์ ประดับต่างๆ ที่สําคัญคือ การสร้างนกหัสดีสิงค์ที่ผ่านมานิยมใช้สีสันที่โดดเด่น ฉูดฉาดในการ ตกแต่งนกหัสดีลิงค์ ทั้งนี้ การใช้สีในการตกแต่งจะแตกต่างกันไปตามความนิยมของผู้สร้าง จากการสังเกต ลักษณะของรูปแบบนกหัสดีสิงค์ พบว่ามีทั้งที่เหมือนและที่ต่าง สิ่งที่เหมือนกันคือองค์ประกอบสําคัญต่างๆ ใน ตัวนก ที่ต้องยึดองค์ประกอบให้เหมือนเดิมดั่งที่กล่าวไว้แล้ว เช่น ตัวนก หัวนก งวง ใบหู ลูกตา ปีก และหางเป็น ต้นรูปแบบที่ศึกษาจากข้อมูลภาพถ่ายในการสร้างนกหัสดีสิงค์จากอดีตจนถึงปัจจุบันสามารถสรุปได้ว่า รูปแบบของเมรุรูปนกหัสดีสิงค์จะต้องมีองค์ประกอบที่สําคัญคือ บุษบก หรือหอแก้ว ศพผู้วายชนม์ และตัวนก รายละเอียดตามภาพลายเส้นด่านล่างนี้
ภาพลายเส้นองค์ประกอบที่สําคัญของเมรูรูปนกหัสดีสิงค์ในส่วนของตัวนกมีองค์ประกอบที่สําคัญได้แก่ หัว ดวงตา ปาก งวงเครื่องทรงส่วนหัว ใบหู คอ เครื่องกรองคอ ท้องนก ปีกนอก ปีกใน โคนหาง หางล่างและหาง บน รายละเอียดตามภาพลายเส้นด่านล่างนี้
ภาพลายเส้นองค์ประกอบที่สําคัญของตัวนกหัสดีสิงค์จากการศึกษารูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาค อีสานได้ข้อสรุปการสร้างเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงค์มีการสร้างโดยสืบเนื่องมาจากอดีตและยังคงยึดถือปฏิบัติ เช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน โดยรวมแล้วมี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ รูปแบบเทินบุษบกหรือเทินหอแก้วที่บรรจุโกฎฏ รูปแบบเทินโกฎมีหลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนตัวนกเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์รูปแบบเทินบุษบกที่บรรจุ โกฎหลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนพื้นดิน องค์ประกอบสําคัญของเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์มี 3 ส่วนประกอบไปด้วย บุษบก โกฎ และตัวนก องค์ประกอบในตัวนกมี 14 ส่วน ประกอบไปด้วย หัว ดวงตา ปาก งวง เครื่องทรงส่วนหัว ใบหู คอ เครื่องกรองคอ ท้องนกปีกนอก ปีกใน โคนหาง หางล่าง และหางบนเมื่อทราบ ถึงพัฒนาการของรูปแบบ และลักษณะโดยรวมของรูปแบบองค์ประกอบต่างๆ ในการสร้างเมรลอยรูปนกหัสดี สิงค์แล้ว สิ่งสําคัญอีกอย่างที่ต้องทราบก็คือที่มาของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์เหล่านี้มีการแพร่กระจาย จากศูนย์กลางของการเริ่มต้นจนมาถึงภาคอีสานได้
สรุปผลการศึกษา สรุปผลพัฒนาการของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงค์ในภาคอีสานได้ข้อสรุปว่ารูปแบบของ เมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์เริ่มต้นจากพิธีกรรมปลงศพด้วยนกที่มีมาตั้งแต่ยุคโลหะที่พบหลักฐานทาง วัตถุจากลวดลายบนกลองมโหระทึกที่บันทึกเรื่องราวการทําพิธีศพในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพิธี ปลงศพดังกล่าวนี้ปฏิบัติสืบเนื่องมาโดตลอดซึ่งพบเห็นได้ทั้งในพิธีศพบนเกาะบาหลี ประเทศอิน โคนีเซีย พิธีศพของไทดําในเวียดนาม พิธีศพของประเทศพม่า พิธีศพของประเทศลาว รวมทั้งใน ประเทศไทยซึ่งมีหลักฐานว่ามีการปฏิบัติกันในทางภาคเหนือ และ ภาคอีสาน โดยเฉพาะในแถบ อีสานตอนใต้ แถบจังหวัดอุบลราชธานี การสร้างเมรลอยรูปนกหัสดีสิงค์ในภาคอีสานมีการสร้าง โดยสืบเนื่องมาจากอดีต รูปแบบของเมรลอยรูปนกหัสดีลิงค์ในภาคอีสานมีพัฒนาการมาอย่าง ต่อเนื่องในด้านเทคนิคการสร้าง แต่ยังคงองค์ประกอบของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ไว้ตาม ขนบธรรมเนียมเดิม และยังคงยึดถือปฏิบัติเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ โดยรวมแล้วมี 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ รูปแบบเทินบุษบก หรือเทินหอแก้วที่บรรจุโกฏ รูปแบบเทินโกฎ มีหลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนตัวนก เมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์รูปแบบเทินบุษบกที่บรรจุโกฎ หลังคาทรงมงกุฎคลุมโดยตั้งเสาบนพื้นดิน องค์ประกอบสําคัญของเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงคมี 3 ส่วนประกอบไปด้วย บุษบก โกฏ และตัวนก องค์ประกอบในตัวนกมี 14 ส่วนประกอบไปด้วย หัว ดวงตา ปาก งวง เครื่องทรงส่วนหัว ใบหู คอ เครื่องกรองคอท้องนก ปีกนอก ปีกใน โคนหาง หาง ล่าง และหางบน อภิปรายผลการวิจัย รูปแบบของเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงค์เริ่มต้นจากพิธีกรรมปลงศพด้วยนกที่มีมาตั้งแต่ยุคโลหะ พิธีปลงศพดังกล่าวนี้ปฏิบัติสืบเนื่องมาโดยตลอดซึ่งพบเห็นได้ทั้งในปีที่ 14 ฉบับที่ 2 กรกฎาคมธันวาคม 2565วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพิธีศพบนเกาะบาหลี ประเทศ อินโดนีเซีย พิธีศพของไทดํา ในเวียดนาม พิธีศพของประเทศพม่า พิธีศพของประเทศลาว รวมทั้ง ในประเทศไทย ซึ่งมีหลักฐานว่ามีการปฏิบัติกันในทางภาคเหนือ และภาคอีสาน การรับเอารูปแบบ
การสร้างเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์นี้ เป็นปรากกฎการณ์ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่าการแพร่กระจายทาง วัฒนธรรม สอดคล้องทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมของ โครเบอร์ เสนอแนวความคิดว่า วัฒนธรรมจะแพร่กระจายจากจุดศูนย์กลาง จุดกําเนิดไปตามพื้นที่เท่าที่มันจะ เป็นไปได้ในยุคสมัย ใกล้เคียงกัน เขตภูมิศาสตร์เดียวกัน และภูมิศาสตร์ต้องไม่มีอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ขวางกั้น ซึ่งการ แพร่กระจายของรูปแบบเมรุลอยรูปนกหัสดีสิงค์ในภาคอีสานนั้น สอดคล้องตามแนวคิดดังกล่าว ในประเด็นการใช้หลักภูมิศาสตร์ คือ แกะรอยไปตามเขตพื้นที่ ในวิธีนี้จะต้องดูสถานที่อาณาเขต ติด รอยต่อของวัฒนธรรม ซึ่งคนมีวัฒนธรรมแบบผสมผสานกัน ศึกษาภูมิประเทศโดยรอบ ซึ่ง ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว จะช่วยในการวิเคราะห์การพัฒนาของวัฒนธรรมเนื่องจากการแพร่กระจาย ทางวัฒนธรรม ซึ่งในแถบภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งในภาคอีสานนั้น มีลํานํ้าโขงเป็น เส้นทางที่สําคัญในการแพร่กระจาย เพราะลํานํ้าโขงสายนี้เชื่อมโยงกับพื้นที่ต่างๆ ที่กล่าวมา ดังนั้น ลํานํ้าโขงจึงเป็นส่วนสําคัญที่ส่งให้เกิดการแพร่กระจายทางรูปแบบของเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ใน ภาคอีสานซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมในเรื่องของการ คมนาคมที่ดี เป็นปัจจัยเอื้อต่อการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมอีกด้วย ประโยชน์ทีได้รับจากการศึก่ 1 ความเชื่อของชาวอีสานนั้น มาจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนา คือความเชื่อ เรื่อง ผลกรรม ดีกรรมชั่วเป็นผลพวงมาจากอดีตชาติเนื่องปจจุบัน เป็นพิธีกรรมของสังคมส่วนรวม เป็น ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีปฏิบัติที่ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกัน มิใช่เรื่อง เฉพาะของ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือครอบครัวกลุ่มญาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากแต่พิธีกรรม เผาศพ ถูกถือ เป็นวัฒนธรรมของชุมชนที่คนในชุมชนต้องประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อคงไว้ซึ่ง วัฒนธรรมแก่คนรุ่นหลัง ทุกคนจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ พิธีกรรมเผาศพนี้ จึงเป็นการ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันของ ชุมชน ของคนเข้าร่วม ของเจ้าภาพตลอดจนถึงระเบียบพิธีขั้นตอน ต่าง ๆ พิธีกรรมการสร้าง เมรุนก หัสดีลิงค์นี้ จะเห็นการทําบุญโดยยึดพระภิกษุสงฆ์เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งหรือเป็นฐานในการสร้าง กุศลนอกจากจะทําให้บุญสําเร็จด้วยดีแล้ว และยังเป็นการทํานุ
บํารุงพระพุทธศาสนาไปในตัวอีกด้วย หากผู้ตายมีส่วนบุญที่ตนจะได้รับทางอื่น บุญกุศลที่บุคคล ได้บําเพ็ญในครั้งนี้ ผู้กระทําเหล่านั้นย่อม ได้รับเป็นส่วนของตนอีกด้วย เพื่อเป็นการแสดงออก ซึ่ง ความกตัญ�ูกตเวทีแก่ท่านเหล่านั้นด้วย หาก ผู้ตายไม่เคยทําความดีให้แก่เราก็เป็นการแสดงออก ถึงความกตัญ�ูกตเวทีต่อพระภิกษุสงฆ์ ใน พระพุทธศาสนา
เอกสารอ้างอิง กรวิช เป่ าฮวง. [ม.ป.ป.J. เปิดตํานานนกหัสดีลิงค์ ที่คนขอนแก่นไม่คุ้นชิน แต่จะมีพิธีนี้ในงาน พระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อโคกสี. ค้นเมื่อ 15 กุมภาพัน2561, จาก htps://www.khonkaenlink.info/home/news/ 5641.htmlงานประชาม พันธ์ เทศบาลเมืองวารินชําราบ. (2558). พิธีพระราชทานเพลิงศพพระเทพกิตติมุนี อดีตเจ้าอาวาส วัดมหาวนาราม พระอารามหลวง. ค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2561, จาก htp://warincity.go.th/index.php?op�on=com content&view=ar�cle&id=2269:2015-0521-10-36-11&ca�d=116:2013-06- 24-08-34-49<emid=414ชมรมคนฮักผาสาทส่งสการดอทคอม. [ม.ป.ป.J. ค้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2562,จาก htps://web.facebook.com/ groups/268603303165017เติม วิภาคย์พจนกิจ. (2542). ประวัติศาสตร์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.บําเพ็ญ ณ อุบล. (2545). เรื่องเล่... เมืองอุบล. สํานักวิทยบริการ มหาวิทยาลัอุบลราชธานี. อุบลราชธานี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี.ประทับใจ สิกขา. (2556). นกหัสดีลิงค์. อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.ภู เดช แสนสา. (2556). โลกหน้าล้านนา พัฒนาการการสร้างปราสาทศพต่างสัตว์หิมพานต์และการ ก่อกู่. เชียงใหม่ : สถาบันภาษาศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่.วิราณี แว่น ทอง. (2551). การรําในพิธีทําศพแบบนกหัสดีลิงค์ในอุบลราชธานี.วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศา สตรมหาบัณฑิต สาขานาฏยศิลป์ ไทยบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.