The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปริทัศน์วรรณกรรม เรวตะ-ลีลาวดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ปริทัศน์วรรณกรรม เรวตะ-ลีลาวดี

ปริทัศน์วรรณกรรม เรวตะ-ลีลาวดี

Keywords: เรวตะ,ลีลาวดี

ห้องเรียนวรรณกรรม ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มจร.วิทยาเขตขอนแก่น ปริทัศน์วรรณกรรม เรวตะ ลีลาวดี


รายงาน เรื่อง นิยายรักอมตะลีลาวดี:แหล่อิสาน ภาค 1 เสนอ พระมหาอธิวัฒน ภทฺรกวี จัดทำโดย พระพงศธร เขมโก/พิมพ์โกทา รหัสนิสิต 6505502002 รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 204 202 วรรณกรรมไทยปริทัศน ภาคเรียนที่ 2/๒๕๖๖ คณะครุศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน


ก คำนำ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ปรัชญาการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร รหัสวิชา 200 204เพื่อให้ได้ ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่อง นิยายรักอมตะลีลาวดี:แหล่อิสาน ภาค 1 โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิ เช่น ตำรา หนังสือ ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่องนิยายรักอมตะลีลาวดีแหล่อิสาน ภาค 1หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ พระพงศธร เขมโก/พิมพ์โกทา


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข นิยายรักอมตะลีลาวดี 1 โครงเรื่องนิยายรักอมตะลีลาวดี 2 การสร้างความขัดแย้งในเรื่อง 3 เนื้อเรื่องย่อ 7 วิเคราะห์นิยาย เรื่องลีลาวดี 10 ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง 12 สรุป 13 บรรณานุกรม 14


๑ นิยายรักอมตะลีลาวดี ลีลาวดีเป็นวรรณกรรมนิยายได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย สันนิษฐานว่าแต่งมาจากเรื่องราว ของพระ อานนท์กับนางโกลิกะ นำมาประพันธ์ โดย ธรรมโฆษ (แสง จันทร์งาม) มีความดีในด้านการผูกร้อยเรื่องราวและ แทรกข้อคิดตลอดเรื่อง ในที่นี้จะได้ยกสำนวนการประพันธ์ ที่เป็นบทเทศน์แหล่อิสานโดยหลวงพ่อทองเพชร วีระธมฺโม (ทองเพชร พ.กวี) ได้ประพันธ์ไว้มาจากที่ ธรรมโฆษ แต่งไว้ มีเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้งกินใจ มีการใช้คำ ใช้บทกลอนที่สละสลวย ทำ ให้ผู้ที่ได้ฟังเกิดความเพลิดเพลินเเละมีหลักธรรมนำไปใช้ ผู้แต่ง ธรรมโฆษ (แสง จันทร์งาม) บทเทศน์แหล่อิสานโดยหลวงพ่อทองเพชร วีระธมฺโม (ทองเพชร พ.กวี) ความมุ่งหมาย ให้ผู้ที่ได้ฟังเกิดความเพลิดเพลินเเละมีหลักธรรมนำไปใช้ ลักษณะคำประพันธ์เป็นบทเทศน์แหล่อีสาน ฉันทลักษณ์ กลอนบทหนึ่งมี 4 บาท บาทล่ะ9-12คำ คำ สุดท้ายของบาทส่งสัมผัสไปยังคำที่ 1-6 หรือคำสุดท้ายของวรรคเเรกในบาท ต่อไป สัมผัสนอกของบท เทศน์ไม่เคร่งครัดนักบางครั้งอาจพบการทิ้งสัมผัสหรือไร้สัมผัสก็มี เนื้อหาสาระ เป็นเรื่องราวแห่งความรักที่ต่างขนชั้นวรรณะของหญิงชายคู่หนึ่งในสังคมอินเดียสมัย พุทธกาล ตัวละครเอกฝ่ายหญิงคือลีลาวดีอยู่ในวรรณะพราหมณ์"ส่วนตัวละครเอกฝ่ายชายคือเรวัตตะ เป็นชนนอก วรรณะที่เรียกว่าจัณฑาล"" ความรักของคนทั้งสองถูกกีดกันจากญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างความรักกับการแบ่งช่วงชั้นทางสังคม และขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต ของตัวละครเอกฝ่ายชายเริ่มต้นจากเด็กจัณฑาลเลี้ยงโคอยู่แถวชานกรุงสาวัตถี"ต่อมาบิดาส่งไปเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน ของเศรษฐีผู้เป็นบิดาของลีลาวดี ทำให้ทั้งสองได้รู้จักกันฉันท์กัลยาณมิตร" จนกระทั่งกลายเป็นความรักแรกพบแต่ก็ มีอุปสรรคขัดขวางอยู่ตลอดเวลาจากมารดาของฝ่ายหญิง เรวัตตะจึงตัดสินใจออกจากบ้านของลีลาวดี เพื่อยุติและ คลี่คลายปัญหาต่าง ๆ แล้วได้ใช้ชีวิตเป็นโจร เพราะความจำเป็นต่อมาเมื่อได้ฟังคำสอนจากพระสาวกของพระบรม ศาสดาก็เกิดความศรัทธา จึงได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ส่วนลีลาวดียังมีจิตใจที่มั่นคงต่อพระเรวัตตะ ได้เพียรพยายามที่จะให้พระเรวัตตะลาสิกขา เพื่อที่จะให้มา ใช้ชีวิตคู่กับตน ซึ่งเป็นเหตุให้พระเรวัตตะต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายในจิตใจ ในการที่จะใช้ชีวิตแบบฆราวาสกับ การดำรงอยู่ในสมณเพศ และในช่วงการตัดสินใจ บรรดากัลยาณมิตรได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาขี้นำ พระเรวัตตะ ให้เห็นถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของฆราวาส ประกอบกับมีเหตุการณ์ที่ทำให้ลีลาวดีและ พระเรวัตตะเข้าใจผิดซึ่งกันและกันเป็นเหตุให้พะเรตตะตั้งสัจจอธิษฐานขออยู่ในเพศบรรพชิตตลอดไป แม้ว่าลีลาวดี จะติดตามมาเพื่อชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้นแต่ก็ได้รับการปฏิเสธพระเรวัตตะทำให้ลีลาวดีได้รับความทุกข์ถึงกับป่วย หนักจนวาระสุดท้าย พระเรวัตตะ จึงได้มาพบพร้อมกับได้รู้ความจริงด้วยความเสียใจที่ตลอดเวลาตนเข้าใจผิดลีลาวดีหลังจากนั้นพระเรวัตตะ ได้อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาด้วยการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆเพื่ออบรมสั่งสอนและเผยแผ่พุทธธรรมของ


๒ พระบรมศาสดาให้กับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปในชมพูทวีป" เวลาผ่านไป ลีลาวดีได้มาเกิดใหม่เป็นรัตตปาณีด้วยจิตที่ผูกพันกับพระเรวัตตะไม่เสื่อมคลาย และระลึก เหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายท่ามกลางความแตกต่างแห่งวัยและ สถานภาพทางสังคมรวมทั้งอุปสรรคด้านการนับถือศาสนา ทำให้ญาติผู้ใหญ่ของลีลาวดีมุ่งจะทำลายชื่อเสียงของ พระเรวัตตะด้วยการให้ลีลาวดีเป็นสื่อ เมื่อพระเรวัตตะทราบเรื่องจึงปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนรักเก่าของลีลา วดี ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับลีลาวดีมาก แต่ในที่สุดเมื่อมีโอกาลฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา ลีลาวดีก็ คลายความยึดมั่นถือมั่นในความรัก พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงประสบภาวะการบรรลุธรรมอุปสมบทเป็นภิกษุณี ส่วนพระเรวัตตะยังคงเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารต่อไป โครงเรื่องนิยายรักอมตะลีลาวดี โครงเรื่องในนวนิยายเรื่องลีลาวดี เป็นโครงเรื่องที่มีความขัดแย้งที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งความขัดแย้ง ต่างๆ มีส่วนในการสร้างเหตุการณ์และเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของตัวละครในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ คลี่คลายไปด้วยดี เช่น ความขัดแย้งของตัวละครที่เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องกรรมเก่าระหว่างลัทธินิครนด์กับคำ สอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งลัทธินิครนถ์เชื่อว่าการกระทำทุกอย่างเป็นผลมาจากกรรมเก่าที่ทำไว้ในอดีตชาติ จะโดย เจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่ในทางพระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมโดยเน้นที่เจตนาเป็นสำคัญ ซึ่งถ้ามองในแง่ปรัชญา ความขัดแย้งเป็นตัวนำไปสู่ความกลมกลืน เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนวงดนตรีกับเสียงดนตรีดนตรีแต่ละขึ้นแม้จะ แตกต่างกัน แต่เมื่อเราสามารถประสานเสียงให้เข้ากันก็จะเกิดความไพเราะลัทธินิครนถ์และพระพุทธศาสนาต่างก็ เป็นกัมมวาทีสอนเน้นเรื่องกรรมเหมือนกันแต่มีความหมายต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่ากรรมเป็นสิ่งลึกลับเกินขีด ความสามารถที่สามัญชนจะรู้กรรมเป็นอจินไตย และการสร้างจุดสุดยอดในโครงเรื่องลีลาวดีได้นำหลักธรรมของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเครื่องขี้นำจิตใจของตัวละครให้คลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองให้พบกับความสุขที่ แท้จริง ซึ่งนำไปสู่การปิดเรื่องอย่างพลิกความคาดหมายของผู้อ่านที่คาดว่าการพบกันครั้งสุดท้ายของตัวละครเอก คือลีลาวดีและเรวัตตะจะจบลงด้วยความสมหวังในความรัก แต่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเพราะเป็นการปิดเรื่องที่ตัว ละครทั้งสองต่างมีความเข้าใจกันและยินดีที่คนรักพันทุกข์ตามคำสอนของพระบรมศาสดา เป็นลักษณะการปิดเรื่อง ที่สัมพันธ์กับการเปิดเรื่องในตอนต้นที่ผู้ประพันธ์ ได้เกริ่นนำถึงความเจริญ และความเสื่อมสลายของกรุงสาวัตถีที่ ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ดังเช่นเรื่องราวความรักที่มีแต่ความทุกข์ของลีลาวดี ย่อมมีการสิ้นสุดความ โศกเศร้าเสียใจจากความรักเช่นกัน ดังคำสอนที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า ปิยโต ชายเต โสโก ความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ปิยโต ชายเต ภ ภัยก็เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ปียโต วิปปมุตตสส ผู้พ้นจากสิ่งเป็นที่รักได้เด็ดขาด นตถิ โสโก กุโต ภ ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย


๓ การสร้างความขัดแย้งในเรื่อง ในเรื่องลีลาวดี มีความขัดแย้ง 3 ลักษณะ คือ ลักษณะคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความ ขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม และความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละคร ดังนี้ - ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือความขัดแย้งระหว่างตัวละคร โดยมีสาเหตุมาจากวัย ความคิด ความเชื่อด้านศาสนาหรือขนบประเพณีที่ต่างกัน ดังตัวอย่างความขัดแย้งที่ทำให้ปัญหาเริ่มปรากฏกับตัวละคร เช่น ในเรื่องลีลาวดี คือ - ความขัดแย้งระหว่างพระเรวัตตะกับวีรสีหะ" ซึ่งเป็นชื่อนักบวชในศาสนาเชนสาเหตุมาจากความเชื่อด้าน ศาสนาเรื่องกรรมวาทีเชื่อว่า""ความสุขความทุกข์ ความดีความชั่ว เป็นผลแห่งกรรมที่ตนเองกระทำ ซึ่งเป็นการ โต้วาทีธรรมระหว่างวีรสีหะตัวแทนของลัทธินิครนถ์กับพระเรวัตตะ ดังตัวอย่างบทสนทนา ท่านเรวัตตะผู้มีอายุ! หลักกรรมในศาสนาของเรามีลักษณะแตกต่างจากกรรมในศาสนาของท่านอยู่บ้าง คือหลักกรรมในศาสนาของท่าน ถือว่า การกระทำที่จะจัดเป็นกรรมได้นั้นจะต้องมีเจตนาหรือความตั้งใจอยู่ด้วยจึงจะเป็นกรรมส่วนในศาสนาของ เราถือว่าการกระทำการพูด และการคิดไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาจัดเป็นกรรมทั้งนั้นมีผลทั้งนั้น เพราะฉะนั้น หลักกรรมของท่านจึงมีขอบเขตจำกัด ส่วนหลักกรรมของเราละเอียดกว่ามีขอบเขตกว้างกว่า พระเรวัตตะได้โต้ตอบว่าโดยพยัญชนะแล้วกรรมกับกีริยาเป็นอันเดียวกันแต่โดยอรรถแล้วกรรมกับกิริยา ต่างกัน กรรมหมายถึง การกระทำของบุคคลผู้มีสติสมบูรณ์ด้วยเจตนาหรือความตั้งใจ ส่วนกิริยา หมายถึงอาการ เคลื่อนไหวของคน สัตว์ หรือแม้สิ่งของที่ปราศจากชีวิตจิตใจ สวนวิบากกรรมหรือผลกรรมคือผลสะท้อนที่ผู้กระทำ กรรมจะได้รับช้าหรือเร็วแล้วแต่แรงกรรม . . .ท่านวีรสีหะโปรดตอบมาตามความเป็นจริง ว่าความทุกข์ทรมานนั้น เกิดจากกรรมในอดีตชาติหรือเกิดจากกรรมในชาตินี้ ? คำถามของพระเรวัตตะทำให้วีรสีหะไม่ตอบ เพราะถ้าตอบตามความจริง ก็จะต้องตอบว่า ความทุกข์ ทรมานนั้นเป็นผลแห่งการกระทำของตนเองในชาตินี้ ก็จะคัดค้านกับคำยืนยันของตนเองว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเป็นผล แห่งกรรมในอดีตชาติ" - ความขัดแย้งระหว่างตัวละครเอกฝ่ายชายคือพระเรวัตตะกับวีรสีหะ สาเหตุความขัดแย้งมาจากการ กระทำของพระเทวทัตสาวกของพระบรมศาสดา ได้ยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูให้" ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร"" โดยฝ่ายนิครนถ์กล่าวหาว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไม่มีผลเพราะไม่สามารถทำให้พระเทวทัตเป็นคนดีได้ ซึ่งการกล่าวหาครั้งนี้หวังจะทำลายความศรัทราของพุทธบริษัทที่มีต่อพระรัตนตรัย"" พระเรวัตตะจึงแก้ข้อกล่าวหา ดังกล่าวด้วยการถามวีระสีหะว่า คนชั่วที่กลับตนเป็นคนดีได้ เพราะได้ฟังคำสอนของพระศาสดา กับคนชั่วที่กลับตนเป็นคนดีไม่ได้ แม้จะได้ ฟังคำสอนของพระศาสดาอย่างพระเทวทัต พวกไหนมีจำนวนมากกว่า วีรสีหะได้ตอบว่า คนชั่วที่กลับตนเป็นคนดี ได้เมื่อได้ฟังคำสอนของพระสมณโคดมมีจำนวนมากกว่า" พระเรวัตตะจึงอธิบายเชิงเปรียบเทียบอย่างมีเหตุผลพร้อมยกตัวอย่างว่าเวชการคนหนึ่ง มียารักษาโรค อันมีผลซงัดอยู่ในมือ มีคนเจ็บป่วยจำนวนมากได้ไปหาเพื่อขอยารับประทานเจ็บเพียงคนเดียวหรือสองคนเท่านั้นที่ บริโภคยาแล้วไม่หายจากโรค การที่คนๆหนึ่งจะเอาคนผู้ไม่หายเจ็บสองคนนั้นป็นเลิศ แล้วตำหนิยาของเวชการคน


๔ นั้นไม่มีผล ท่านเห็นว่าข้อกล่าวหาของเขามีเหตุผลความเชื่อได้หรือไม่? ปรากฎว่าวีรสีหะไม่ตอบคำถามของพระเร วัตตะ ในที่สุดพระเรวัตตะก็แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยความสำเร็จ โดยให้ฝ่ายนิครนถ์ทำความ เข้าใจใหม่ให้ถูกต้องว่าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดามีผล และให้เลิกตำหนิติเตียนต่อไป" - ความขัดแย้งระหว่างพระเรวัตตะกับกัปปีนเศรษฐี " เป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับ คำสอนทางศาสนาที่ ต่างกัน โดยกัปปีนเศรษฐีเชื่อในเรื่องความมีอยู่แห่งเทพเจ้า และกล่าวถึงคำสอนในศาสนาของพราหมณ์กับพระเร วัตตะ ดังที่กัปปันเศรษฐีกล่าวว่าท่านสมณะ! ในศาสนาของเรามีทางปฏิบัติเพื่อโมกษะ ๓ ประการคือภักติมารคะ ทางแห่งความภักดี จะต้องมีความรักเคารพบูชาไว้วางใจในเทพเจ้าอย่างแท้จริงกรรมมารคะ ทางแห่งกรรมจะต้อง กระทำการกราบไหว้ บวงสรวง บูชายัญแก่เทพเจ้าจะต้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ญาณมารคะ ทางแห่งความรู้จะต้องพิจารณาให้รู้ว่า อาตมันของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิญญาณของเทพเจ้าแต่ทางทั้ง " ใน ที่สุดก็นำไปสู่เทพเจ้าองค์เดียวกัน ซึ่งพระเรวัตตะได้แสดงความคิดเห็นขัดแย้งว่า ความจริงนั้นพระบรมศาสดาของ เรามิได้ทรงปฏิเสธหรือยอมรับความมีอยู่แห่งเทพเจ้า พระองค์เพียงแต่นิ่งเฉยเสีย มิได้ทรงสั่งสอนสาวกเกี่ยวกับ เทพเจ้า และมิได้ทรงสอนพระสาวกให้จงรักภักดีในเทพเจ้าองค์ใดเพราะพระองค์ทรงพิจารณาเห็นแล้วว่า ปัญหา เรื่องความมีอยู่แห่งเทพเจ้าไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อความบริสุทธิ์" "พระเรวัตตะได้ตั้งคำถามให้กัปปีนเศรษฐีโดยสมมติว่า มีชายคนหนึ่งถูกข้าศึกยิงด้วยลูกศรถูกลูกศรเสียบ อยู่ที่อก ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ๒ คนมาพบเข้าคนหนึ่งแนะนำว่าอย่าเพิ่งถอนลูกศรออก ควรจะสืบดูให้รู้ก่อน ว่าลูกศรกว้างยาวเท่าไร ทำด้วยอะไร ใครเป็นคนยิงมาจากไหน เมื่อทราบแล้วจึงควรถอนลูกศรและรักษาบาดแผล ภายหลัง ส่วนชายอีกคนหนึ่งแนะนำว่าควรรีบถอนลูกศรออกทันทีแล้วรีบรักษาพยาบาลบาดแผล เมื่อบาดแผลหาย ดีแล้วถ้าอยากทราบเกี่ยวกับลูกศรและคนยิงลูกศรก็ควรทำการสืบสวนภายหลัง"พระเรวัตตะได้ถามกัปปีนเศรษฐีว่า ควรฟังคำแนะนำของชายคนใดเมื่อกัปปันเศรษฐีตอบว่าควรฟังคำแนะนำของชายคนที่ ๒ พระเรวัตตะจึงบอกกัปน เศรษฐีให้ทราบว่าบุรุษคนที่ ๒ คือพระบรมศาสดา และสรุปว่าลูกศรที่เสียบอกมนุษย์ทุกคนอยู่เวลานี้คือความทุกข์ มีประการต่างๆ พระบรมศาสดาของเราจึงทรงสอนแต่เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุของทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ และทาง ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์" จากความขัดแย้งดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพระเรวัตตะได้เผยแพร่พุทธธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาแก่ กัปปีนเศรษฐีให้ได้รับความรู้และเข้าใจในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้ปฏิบัติตามคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า - ความขัดแย้งระหว่างลีลาวดีกับกิมพิละ สาเหตุมาจากกิมพิละไม่เห็นด้วยกับความรักของลีลาวดี ซึ่ง ตลอดเวลามีแต่ความทุกข์ เพราะเรวัตตะไม่เคยสนใจไยดี หรือให้ความหวังใดๆ แม้ลีลาวดีจะมาเกิดใหม่เป็นรัตต ปาณีก็ยังไม่สมหวังในความรัก กิมพิละจึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ และเยเวลาที่ลีลาวดีจะเฝ้าติดตามหาพระเรวัตตะ ดังคำสนทนาระหว่างลีลาวดีกับกิมพิละ . . . การที่เรารักใครคนหนึ่งเราก็หวังที่จะได้รับความรักอันเท่าเทียมกันเป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมชีวิต กันและมีความสุขในที่สุดเมื่อเรารักเขาแล้วเขาไม่รักเราตอบ ไม่อาลัยยดีต่อเรา ไม่ให้ความหวังใดๆ จะรักเขาไปให้ เสียแรงเสียเวลาทำไม . . . อย่างน้อยที่สุดความรักควรจะมีประโยชน์บ้างแก่ตัวเราหรือคนอื่นถ้าความรักไม่มี


๕ ประโยชน์ ก็เปลี่ยนความรักเป็นอย่างอื่นเสีย . . . ความรักของเธอยังไม่ใช่รักแท้ เพราะมันยังคลุกเคล้าด้วย ความเห็นแก่ตัวด้วยความหวังตอบแทนฉันไม่หวังอะไรเลย นอกจากหวังให้คนรักของฉันมีความสุขเท่านั้น " - ความขัดแย้งระหว่างตัวละครเอกฝ่ายหญิงคือลีลาวดีกับนางพราหมณีผู้เป็นมารดาเป็นความขัดแย้งที่มี สาเหตุมาจากความคิดและขนบประเพณีที่ต่างกัน เนื่องจากนางพราหมณีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ลีลาวดีรักกับเรวัตตะ เพราะเรวัตตะเป็นจัณฑาลแต่ลีลาวดีคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายและลอบไปพบกับเรวัตตะ จนกระทั่งนางพราหมณี รู้เรื่องถึงกับลงโทษอย่างรุนแรง พร้อมกับที่แสดงอารมณ์โกรธและไม่พอใจมาก ดังถ้อยคำที่ว่า อีลูกทรยศ! แกเกิด มาเพื่อทำลายวงศ์ตระกูลโดยแท้ ขัตติยมหาศาลพราหมณ์มหาศาลมีดาษดื่นในกรุงสาวัตถี แต่กลับยินดีไปคลุกคลี กับเจ้าคนจัณฑาลเดนมนุษย์ ข้ายินดีที่จะยอมเสียลูกทรยศอย่างแกแต่จะไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีของพราหมณ์เป็นอัน ขาด เอ้า! เจ้าทาสผู้กำยำจงโบยอีก ๘ ที ความขัดแย้งครั้งนี้ ทำให้เรวัตตะตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยการออกจากบ้านของลีลาวดี เพื่อไม่ต้องการให้ คนรักได้รับความทุกข์และเดือดร้อน เพราะตนเองเป็นต้นเหตุ ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นำไปสูการเปลี่ยนแปลง ต่อวิถีชีวิตของเรวัตตะ ผู้ประพันธ์ได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พฤติกรรมของตัวละครอื่น ๆ ดังจะได้ศึกษาต่อไป ความขัดแย้งภายในใจของตัวละคร ได้แก่ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวละคร และมีผลทำให้เกิด ความทุกข์ หรือความสับสนวุ่นวายใจ เช่นการต่อสู้ระหว่างการเห็นแก่ตัวกับการเห็นแก่สวนรวม การต่อสู้ระหว่าง การเป็นผู้ชนะกับผู้แพ้ หรือการต่อสู้ระหว่างการเห็นแก่ผู้มีบุญคุณกับการเห็นแก่เงินเป็นต้นความขัดแย้งประเภทนี้ เกิดขึ้นกับพระเรวัตตะ เมื่อท่านได้ทราบข่าวว่าลีลาวดีป่วยหนักทำให้มีความรู้สึกขัดแย้งภายในใจ ซึ่งเป็นการต่อสู้ ระหว่างความสงสารกับความเกลียดชัง และทำให้พระเรวัตตะต้องแยกแยะความรู้สึกต่างๆ ที่เคยมีต่อลีลาวดี เพื่อ ตัดสินใจว่าควรจะไปพบลีลาวดีในวาระสุดท้ายหรือไม่ ดังที่พระเรวัตตะพูดว่าข่าวนี้ทำให้ผมรู้สึกใจหายวาบอย่างที่ ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความสงสารเริ่มมีในจิตใจของผมอีก แต่ความเข้มแข็งก็มิได้หายไป ความสงสารและความเกลียด ชังต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่งความสงสารกระซิบบอกผมว่า ลีลาวดีรักท่านยิ่งกว่าชีวิตของตนเองซื่อสัตย์ต่อท่านไม่มีวัน เปลี่ยนแปลงช่วยชีวิตท่านไว้หลายครั้ง แต่ก็ผิดหวังไม่ได้รับอะไรจากท่าน ท่านทำทารุณแก่สตรีเกินไป ฝ่ายความ เกลียดชังก็ตะโกนบอกว่าลีลาวดีเป็นผู้ทรยศต่อท่าน หลอกให้ท่านหลงรัก แล้วก็สลัดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี .... อย่างไรก็ ตามฝ่ายเมตตากรุณาก็เป็นผู้ชนะ"ความรู้สึกขัดแย้งดังกล่าว ได้ปรากฎกับลีลาวดีเช่นกันในชาติที่เกิดเป็นรัตตปาณี เกลียดเรวัตตะ และลีลาวดีได้ปฏิเสธกับพระเรวัตตะว่าตนม่ใช่ลีลาวดีแต่เธอคือรัตตปาณีทั้งไม่เคยรู้จักเรวัตตะ ซึ่ง หลังจากการกระทำดังกล่าว ทำให้ลีลาวดีเสียใจและเป็นทุกข์คับแค้นใจมากที่ทำร้ายจิตใจคนที่ตนรัก ดังที่บรรยาย ว่าฝ่ายลีลาวดี หลังจากวันที่ได้เผชิญหน้ากับพระเรวัตตะ และได้ทำการแก้แค้นแล้วแทนที่จะดีใจ กลับเสียใจอย่าง ใหญ่หลวงที่ได้กระทำการอันทารุณต่อน้ำใจของคนรัก เพราะความรู้สึกชั่วแล่นของเธอเองบัดนี้ดูเหมือนว่า ความ โกรธแค้นของเธอที่มีต่อพระเถระได้หายไปหมดสิ้นแล้ว ยังเหลือแต่ความสงสารเห็นใจและความอาลัยคิดถึงอย่าง ลึกขึ้ง เพิ่มพูนบีบคั้นหัวใจทุกวัน จนเธอไม่สามารถจะทนทานได้ ในที่สุดเธอก็ขออนุญาตบิดาเพื่อเดินทางไปอยู่กับ แม่เก่าที่กรุงสาวัตถี"


๖ นอกจากนี้ ยังปรากฎความขัดแย้งในใจของพระเรวัตตะที่เป็นการต่อสู้ระหว่างความเห็นแก่ตัวกับสวนรวม สาเหตุจากการที่พระเรวัตตะมีความคิดจะลาสิกขาเพื่อแต่งงานกับลีลาวดี จึงมีความรู้สึกว่าชีวิตทางโลกเป็นชีวิตที่ จะให้ความสุขกว่าการอยู่ในเพศบรรพชิตดังการบรรยายความรู้สึกเชิงเปรียบทียบในลักษณะที่ค่อนข้างจะเห็นแก่ ความสุขส่วนตัวมากกว่าวิสัยของการเป็นสมณะ ธรรมดาคนเรา เมื่อตนชอบสิ่งใดก็มักหาเหตุผลเข้ากับสิ่งนั้น ความจริงข้อนี้ได้ปรากฏกับผมเอง. . . ผม อยากลาเพศสมณะไปสู่ฆราวาสวิสัยผมก็เห็นว่าความเป็นฆราวาสดี ชาวโลกจะมีความสุขอยู่ได้ ต้องอาศัยกามคุณ ๕ คือ รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส สำหรับบำรุงบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อตาได้เห็นรูปสวยงาม หูได้ยินเสียง ไพเราะ จมูกได้ดมกลิ่นหอม ลิ้นได้ลิ้มรสอร่อยกายได้ถูกต้องสัมผัสอันสบาย คนก็สบายเป็นสุขสำราญใจเหมือน พันธุ์พฤกษชาติที่มีน้ำหล่อเลี้ยงบริบูรณ์ย่อมเจริญงอกงาม ผมเห็นว่าชีวิตของพระภายในกรอบแห่งพระธรรมวินัย ขาดสิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตที่แห้งแล้งเกินไป ... เมื่อหวนคิดดูสมณเพศอีกทีผมยังรู้สึกเสียดายอยู่แต่ไม่เป็นไร เมื่อได้ เสวยโลกิยสุขพอสมควรแก่เวลาแล้ว เมื่อริ้วรอยแห่งความชราเริ่มครอบงำ ผมจะออกสู่สมณพศอีกครั้งหนึ่งตามที่ โบราณจารย์แนะนำไว้ว่า เมื่อเห็นหน้าหลานคนแรก เมื่อเห็นผมหงอกเส้นแรก จงออกสู่บรรพชิตเพศดังนี้ - ความขัดแย้งของเรวัตตะกับค่นิยมทางสังคม สาเหตุเพราะเรวัตตะเป็นคนจัณฑาลที่เกิดนอกวรรณะ ซึ่ง ในสมัยพุทธกาลยังมีการแบ่งช่วงชั้นวรรณะของบุคคล พวกจัณฑาลจะไม่ได้รับการยอมรับ และเป็นที่รังเกียจจาก หมู่คนในวรรณะที่ต่างกัน จะเห็นได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่นำความขัดแย้งมาสู่สังคมมนุษย์ ดังตัวอย่างคำสนทนา ต่อไปนี้ตลอดชีวิตของข้าพเจ้าเคยได้ยินแต่ถ้อยคำว่า เจ้าคนเดนมนุษย์เจ้าคนไม่มีวรรณะ เจ้าคนมีค่าต่ำกว่า เดียรัจฉาน ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นมนุษย์กับเขาคิดว่าตัวเป็นเช่นตัวอัปมงคล ที่เข้าบ้านใดจะต้องถูกขับไสไล่ ส่ง....ลีลาวดี อย่าลืมว่าตระกูลของเธอเป็นตระกูลใหญ่ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วแคว้นโกศล เธอเกิดใน ตระกูลพราหมณ์ ผู้มีกำเนิดมาแต่โอษฐ์ของพระพรหม ส่วนอาตมาเป็นคนไร้วรรณะเป็นจัณฑาลผู้ไม่มีชาติไม่มีสกุล ฐานะของเธอกับฐานะของอาตมาห่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อรู้ว่าเธอแต่งงานกับอาตมาเขาจะลงประชาทัณฑ์แก่ ตระกูลของเธอ เธอจะได้รับการประณามอย่างหนัก คนทั้งเมืองจะดูถูกเหยียดหยามตระกูลของเธอ แล้วชีวิตสมรส ของเราจะมี ความสุขได้อย่างไร? ฝ่ายลีลาวดีก็มีความคิดเห็นขัดแย้งกับการแบ่งชนชั้นวรรณะว่าคนเรานั้นถึงจะสมมุติให้ต่างกันโดยวรรณะ โดยชาติ โดยสกุลก็ตามความเป็นจริงก็คือคนเหมือนกัน ... คนจะดีหรือชั่วสูงหรือต่ำ ไม่อยู่ชาติชั้นวรรณะแต่อยู่ที่ การกระทำของแต่ละบุคคล คนวรรณะสูงแต่ทำชั่วก็ชื่อว่าต่ำ คนวรรณะต่ำแต่ทำความดีก็ย่อมชื่อว่าสูง รัตนชาติมี แก้วไพฑูรย์เป็นต้น แม้ตกอยู่ในเปือกตก็ย่อมเป็นของดีใครๆก็ปรารถนา ซากศพแม้จะบรรจุไว้ในโลงทองตั้ง ตระหง่านไว้บนแท่นอันงามวิจิตรก็ยังเป็นของเน่า ใครๆ ไม่ปรารถนา - ความขัดแย้งของตัวละครกับประเพณี สาเหตุจากความเชื่อที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษของสังคม อินเดียสมัยโบราณ ซึ่งในนนิยายเรื่องลีลาวดีได้กล่าวถึงพิธีสดี"*พระเรวัตตะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับประเพณีนี้ ดังที่ท่านพูดว่าประเพณีเผาตัวตายตามสามีนี้ ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครมีแต่ก่อความทุกข์เดือดร้อนให้แก่ผู้ตายเองก่อ ความเศร้าสลดใจให้แก่เหล่าญาติเพื่อนฝูงผู้ตายเองก็ตายด้วยความไม่เต็มใจตายด้วยความทุกข์ก็เมื่อเขามีจิตใจที่


๗ เศร้าหมองก่อนตายเช่นนี้ เมื่อตายไปแล้วเขาจะไปเกิดในสวรรค์เสวยทิพย์สุขได้อย่างไร เพราะฉะนั้นพิธีสตีนี้แทนที่ จะเป็นบุญกลับเป็นบาปอย่างแท้จริง"* เนื้อเรื่องย่อ ณ หมู่บ้านจัณฑาลนอกกรุงสาวัตถี มีครอบครัวเฒ่าพันธุมะมีภรรยาชื่อสุธานีมีอาชีพตัดฟืนขายส่งให้ท่านสุ มังคละเศรษฐีอยู่เป็นประจำ สองตายายมีลูกชายชื่อว่าเรวัตตะ มีมานะยิ่งไม่หยิ่งยโส ทุก ๆ วันเรวัตตะเลี้ยงแต่โค จนเติบโต 15 ปีเต็มพอดีท่านเศรษฐีว่าอยากจะมีเด็กรับใช้ ถ้าหากได้เรวัตตะดีหนักหนา ท่านจะเพิ่มค่าจ้างให้เกิน อัตตาเป็นบุญญาได้พึ่งบุตรฉุดจากจน เฒ่าพันธุมะจึงได้เรียกเรวัตตะเข้ามาหาเมื่อเรวัตตะเข้ามาหาพ่อพันธุมะจึงได้ บอกว่าทันเศรษฐีสุมังคละอยากได้เรวัตตะไปเป็นเด็กรับใช้เรวัตตะจึงตอบกลับว่า“เรวัตตะน้อยกลอยพาทีแถลง กล่าว จิตกระสันโอ้อ่าวถึงความจนบีบคั้นโสตตันตื้ออยู่หว่างคอ ชาติที่หนอยอนิลแก้วบ่อสมพลอยอันสูงค่า แนวไก่ ป่าแล่นเข้าบ้านบ่อมีมื้อว่าสิขัน อั่นแนววังน้ำจั้นบ่อสมหมู่กุลชโร โสสิเอาพลายสารล่องลงกะคงแย้โตเป็นแพรผืนโป้ ดำหมากโกฝ้ายเส้นใหญ่ ห่มเข้าเมืองศรีวิลัยย้านคนหัวเยาะเย้ย อายหน้าด่าประจารบุญสมภารผลาน้อย บ่อสม กลอยได้ชดบ่วงดอกพ่อเอ้ย เฮาเป็นเชื้อไพร่บ้านอย่าหารสู้ไพร่เมือง หลังจากเรวัตตะได้บอกความในใจที่ตนไม่อยากไปอยู่เป็นคนรับใช้ของท่านเศรษฐีสุมังคละเเล้ว พ่อพันธุมะ จึงได้สอนเรวัตตะเป็นบทเเหล่ดังนี้“พันธุมะเฒ่าเว้าต่อเรวัตตะทำใจโพธิ์ใจพระต่อลูกชายขยายร้องว่าเรวัตตะเอ้ย… ทุกข์บ่อมีเสื้อผ้าฝาเฮือนดีพอลี้อยู่กระจริงแหล่ว ทุกข์บ่อมีข้าวอยู่ท้องสินอนลี้อยู่บ่อเป็น กระเลนเต้นไต่ไม้กระฮอก ไต่ไปตามโกนมันกะเป็นคือคนคั่วแสวงหากินใส่พุงให้เต็มท้องกาดำตกถึงห้องเมืองหงษ์ทองเพศบ่อโองบ่อฝักไฝ่ อยากเป็นหงษ์ ๆ กะคงสิสิบ่อเย้ยอีดูหน้าส่องปีกกา ชินชาตาพาคนคร้าน บ่อเอาการบ่อเอางานคาแต่เว้าว่าชินหน่อ คอยถ้ากินน้องช้างเขาผัดห่างแหย่งหนี เผิ่นว่าชีวิตมีลมอยู่หายใจอีกจักวันคงสมหวังหากบ่อตายวายสิ้น ถ้าหากบ่อ มีดินจ้างกะบ่อมีหญ้าบ่อมีชุมชาวนานายสิเอาอีหยังย่อ คารมณ์ปากสอพลอ แม่นสิคุยอยู่ยั่งมื้อบ่อคือเว้าว่า เที่ยงตรงคุณโยม” เรวัตตะจึงตอบพ่อพันธุมะไปว่า“ยามพ่อแม่หวังดีเผิ่นกะมีหวังได้ตกลงใจสิไกลห่างจากหมู่บ้าน จันฑาลไปเผชิญต่อสู้ให้มันฮู้ชั่วดีลาจากบ่วงจิบจี้ไปชดบ่วงกระจองคำลาจากคอนกาดำไปฮ่วมคอนกระยางกั้ว ลา ผ้านวมผืนอี่โป้ไปหานวมกำมะหยี่ แม่นชีวิตมันสิดับยังบ่อทันได้ดี บ่อยอมถอยอ่วยโค้งคืนบ้านให้หมู่หยันแห่งคิดไป ผัดแฮงอั้นตันป่องมโนทุกข์อุกแท้น้อ พอปานหินมาทับคอเต็งไว้จึงจำใจจำฮ้าง เตรียมเดินทางไปต่างถิ่น ยินเสียงฟ้า แผดฮ้องคนองตึ้งฮ่วนนภา คุณของแม่ดุจดั่งฟ้า คุณของพ่อนั้นคือดิน น้ำตาลินไหลนองบาดแต่งของสิเดินเคลื่อน พ่อพาย่างลงเฮือนขึ้นขี่เกวียนลำฮ้าง ชื่อว่าการเดินทางนับแต่มื้อสิไกลห่าง” พันธุมะนำเอาเรวัตตะจากบ้านเข้าสู่กรุงสาวถี ฝากเรวัตตะกับท่านๆ ก็รับโดยดีฟืนที่มีท่านก็ซื้อเป็นกันเอง ก่อนจะกลับสู่ดินถิ่นกำเนิดจึงได้เปิดคำโบราณอ่านเตือนสอน เรวัตตะให้ทราบทุกๆ ตอนมีสุนทรว่าดังนี้จงฟังเอา “เรวัตตะเอย. เจ้าผู้สมภารกล้ามาทำงานอยู่บ้านเผิ่น อย่าได้เฮ็ดเกิ้อเขินเมื่อเจ้านายเผิ่นใช้อันใดนั้นให้ค่อยเพียร ถ้า เจ้าขึ้นบนบ้านอย่าขี้ลดหลังมือของตนอย่าได้เอาตีนลบอ่านกระบวนให้มันแจ้งอย่าเป็นคนแขนสั้นมือฮีคิดให้ถี่ ชื่อ ว่าคุณความดีบ่อแม่นของสิซื้อได้แม่นถือไว้กะบ่อเซ” ลีลาวดี ลูกเศรษฐีสุมังคละนับแต่เรวัตตะมาอยู่บ้านไม่นานนัก เธอคิดรักเรวัตตะอย่างล้นเหลือ สงสารเธอ


๘ ทำแต่งานคงจะเพรียหาทางเกื้อให้เธอสุขคงจะดี ในวันนี้พ่อเศรษฐีหนีไปค้าอยู่ต่างเขต ดิฉันสังเกตพี่และแม่ของ ดิฉันพากันด่าเรวัตตะทุกวี่วันด่าอ้ายนั้นอ้ายนี้ทั้งอ้ายโง่คนเดนคนในตอนนี้ สมมุติว่า เรวัตตะจะเอาชนะใจลีลาวดี อย่างสุขขุม เธอไม่พักอยู่ในกระท่อมที่สุมทุมเมื่อยามกลุ้มลาวดีหนีไปคุย ทั้งฝากหมอนฝากผ้าสารพัด กลางคืนนัด พบเธอในเขตสวน กัณนิกาพี่สาวและแม่ทราบกระบวนทั้งผูกตรวนตี เฆี่ยนฆ่าลาวดียิ่งนานวันนานเดือนเปลี่ยนไป กับอันความรักนับแต่วันถูกเปิดเผย โอ้ความรักหนักเพียงใดใครที่เคย อกข้าเอ๋ยยิ่งนานวันยิ่งอั้นทรวง ลาวดีถูกแม่ตี พี่สาวด่าว่าเธอมาสัมพันธ์กับคนจันฑาลเขลาในคืนนี้ เธอมาพบกับตัวเราดูเธอเศร้า คงมีเรื่องขุ่นเคืองใจ เรวัตตะจึง ตัดพ้อพรรณนาว่า“ ความสาบานทั้งสองข้างระหว่างลาวดีนางกับหนุ่มน้อยผู้คนซื่อเป็นจั่งทรงสีบบ่อคือ แนวหมา วัดปองดอกฟ้า อีดายื้อดอกใส่หงษ์ หงษ์ผู้สูงค่าลอยเวหาเหินเมฆสิมาลอยล่องเล่นปนเชื้อดอกหมู่กา ผิดตำราทั้งผิด เบื้อง ผิดครองเมือง ทั้งผิดแง่ ลูกลื่นแม่พอปานคามลื่นหม้อมาทาป้ายญาติตระกูล”ส่วนลีลาวดีก็มีใจให้เรวัตตะจึง กล่าวว่า“รักสุดอกสุดใจไผสิฆ่ากระส่างไผ ๆ สิตีกะส่างสิ้นบ่อยินร้ายและดี ชาติศักดิ์ศรีบ่อแม่นแนวสิกินได้ ลาวกับ ไทยแตกต่างควายกะดีท่อควาย ช้างกะดีท่อช้างคั้นจางเปรี้ยวให้ตื่มเกลือเผิ่นว่าเชื้อชาติช้างขาวเผือกงานิลเกิดอยู่ ดินแดนผา ป่าพนอมแนวไม้คนของเฮาเรียกเกิดเองบ่อมีได้กรรมไผมันได้ฮ้ำหั่น อันความรักความแพงสิขีดขั่นฝันกะ ได้ท่อฝัน ” เมื่อลีลาวดีมาคุยกับเรวัตตะดึกดื่นพอสมควรแล้วเธอก็ขึ้นสู่คฤหาสน์ มารดารู้ก็เฆี่ยนตีเช่นเคยนางก็ทน ความโศกเศร้ารำพันอยู่ก็มี ณ กาลครั้งนั้นแลฯ เมือนางคหปตนีทราบชัดว่าลีลาวดีมีความสัมพันธ์รักกับเรวัตตะจึง เรียกเข้ามาด่าว่าเฆี่ยนตีสั่งสอนฯ ว่า“เผิ่นว่าฟานไปกินหมากขามป้อมผัดไปคาคอมั่งๆบ่อขี้สามมื้อกระต่ายตาย ตายกะตายๆแล้วจอนฟอนผัดเหม็นเน่า โบราณสอนบอกไว้โพดคือฮ้ายอันถืกหลาย ”ลาวดีจึงได้บอกแม่ถึงเรื่อง ความรักของตนที่มีให้เรวัตตะ“แม่สิมาห้ามน้ำไหล เฮ็ดจั่งใดสิห้ามได้ ยามเมื่อโลกมันหมุน บุญไผมันแบ่งปันแต่เทิง ฟ้า กาบ่อขาวคือฝ้าย หญิงกับชายต้องม่คู่ ถึงบ่อเป็นคู่นอนเป็นแต่เพียงคู่เว้า ความเศร้ากะส่วนหาย” เรวัตตะผูกสมัครลาวดี ลาวดีถูกแม่พี่สาวด่า เรวัตตะสงสารเธออย่างเต็มที่เพราะตนนี้เป็นต้นเหตุให้เธอ หมอง เราต้องหนีไปดีกว่า เพื่อให้เธอสุขสมปองจะได้ครองความสุขใสในครอบครัวเฮือนคือเก่า เรวัตตะกะเลยเขียน จดหมายส่งถึงที่ ฝากนางทาสีไปให้เธอในภายหลัง โอกาสดีให้เขาเล่าสู่เธอฟัง กำซับสั่งนางทาสีหนีไปตอนกลางคืน ขืนอยู่ไปจะไม่ดีจะมีเหตุ เนระเทศตัวดีกว่าหมดปัญญา ไปหาพ่อคืนหาแม่ผู้เลี้ยงมา แม่ลาวดีเอยพี่ขอลาจร.แล้ววยัง ได้สั่งลาหญิงสาวสุดที่รักว่า “ความรักที่ขอฝากไว้ในจดหมายลายเซนต์หมุ่นคือฮอยปู ฮู้ว่าเธอนั้นหมายมักรักพี่ชาย อย่างเต็มร้อย ตราบใดกลอยหัวสั้นมันยังคันบ่อถืกแซ่ พี่สิขอรักตั้งแต่ลาวดีผู้เลิศฟ้า บ่อไปเว้าผู้อื่นอือ วันสิได้ห่าง มื้อพวกคนซื่อกะสิลาคนโกง โองสิไลลาฟานมั่งเมยสิลาเก้ย คือลูกเขยคนจนสิไลวงค์แม่เฒ่าผู้เอาเงินเป็นแก่น แตน สิลาตอเผิ่งไปบินเซิ้งอยู่ป่าหันลาวดีเอย หากว่าน้องเจ้านั้นอยากมีคู่กระอาสาอย่าห่วงคนจันฑาลผู้ต่ำตอยบุญก้อม” เมื่อลาวดีได้รับจดหมายจากชายสุดที่รักจึงได้พร่ำเพ้ออาวรณ์ว่า “เรวัตตะเอยช่างมาทำให้น้องซ้ำอุกอั่งขวัญกระเจิง รักมาเหิงเรรวนป่วนฤทัยใจร้อน บ่อนเคยนอนกลายเป็นหนาม บ่อนเคยนอนกลายเป็นเสี้ยน เฮือนสองหลังสามหลัง บ่อมีหม่องสิฮองนั่ง มีแต่อุกแต่อั่งพอปานน้ำแก่งท้วม เมื่อนั้น เรวัตตะได้ออกตามหาพ่อแม่ก็ไม่พบในที่สุดจึงกลายเป็นโจร 500 ครั้งหนึ่งได้พบสาวกพระ อรหันต์เทศน์โปรด จึงกลับใจบวชเป็นภิกษุ พอบวชแล้วก็เที่ยวออกธุดงค์เห็นชายชราอยู่กลางป่าเมื่อถามไถ่จึง ทราบว่าเป็นพ่อตน พันธุมะจึงได้ออกบวชตามลูกชายมาอยู่กรุงสาวัตถี เรวัตตะได้พบลาวดีอีกครั้งเกิดไฟรักเผาใจ


๙ ของภิกษุหนุ่ม ลาวดีจึงได้เข้ามาไถ่ถามว่า“ลาวดีได้ทราบรู้เนื้อคู่แฟนหลัง เดียวนี้ยังบ่อทันตายได้ขูดผมโกนคิ้ว เดิน ตามครองพระโคลิ้วแพรสีเหลืองได้หุ่มห่อ หลวงพี่เอยบุญนางมีจึงได้พ้อเห็นก้อนต่อนคำ”เรวัตตะตอบกลับว่า“โอ้ย ลาวดีเอ้ยอย่าสิมาหาล้ำเอาไฟตำแผลเก่าเถาะตี้ แผลมันหายเหือดแห้งอย่าทำให้เน่าคืน บัดนี้ถึงเวลาแล้ว อาตมา ขอลาก่อนพรใดดีประเสริฐแล้วให้โยมได้ฮับเอาเด้อลาวดี.” ภิกษุเรวัตตะเคลื่อนเดินลงเฮือนเคลื่อนจากที่ ขืนอยู่ไปคงบ่อดีรอยแผลเก่าถูกขยี้ รับฉันข้าวแล้วเล่าหนีลาว ดีเอ้ยหล้า หลวงพี่ขอสั่งอำลาอย่ามาเว้าเรื่องเก่า เดียวจีวรพี่สิเศร้าครองเค้าพี่สิหมอง น้องให้อยู่ส่วนส่วนน้องกับแม่ พระมารดา โลกของโยมกับของพระมันห่างไกลกันเยิ้น พี่เซาเดิน หลวงพี่เซาวิ่ง หยุดจริง ๆ หมดทุกสิ่งหยุดจริง ๆ หยุดจังๆ หยุดจริงๆ บาปบ่อทำกรรมบ่อสร้างได้วางแล้วคู่สู่แนว บำเพ็ญเพียรแน่แล้วตั้งต่อพระนิพพาน จากนั้นลีลาวดีก็ขยันส่งจังหันเพลมิได้ขาด ในวันนี้ก็เช่นเคยลาวดีเตรียมหาเอาแกงและอาหารดีๆ เพื่อจะ ไปส่งเพลหลวงพี่ เมื่อหลวงพี่เรวัตตะทุกวันแล้วจึงถามความจริง ว่าหลวงพี่ยังมีใจให้เธอหรือไม่ แต่หลวงพี่เรวัตตะก็ พยายามที่ปฏิเสธ จนตัดพ้อว่า “ลาวดีน้อยหญิงคนพลอยผู้อัปโชคโลกความรักเข้าบีบคั้นสิทนกลั้นปั่นสมอง คัน หลวงพี่บ่อตอบน้องแสดงว่าซังดิฉัน ความสัมพันธ์ที่เคยรักก็ขาดลงเป็นบั้บ บ่อมีวันสนิทแน่นเป็นแฟนกันเพียงแต่ ชื่อดนนานไปมากมื้อสิเหลือไว้ตั้งแต่ฮอย” หลวงพี่เรวัตตะจึงบอกว่าบอกรักไม่ได้เพราะผิดวินัย บัดนี้กล่าวถึง นายทหารวังออกล่าโจรคนร้ายจับเอาชายที่เคยปล้นท้าวปะเสนธิโกศลเป็นคนออกคำสั่ง ข่าวไปถึงในวังว่าพวกโจร ห้าร้อยได้คอยล่าบวชพระกันเชตะวันวัดนั้น มีโจรใหญ่เรวัตตะทหารวังจับเอามาแห่ประจารประหารฆ่าขึ้นหลังลา แห่ตามบ้านนั้นแม่นกฏมนเทียนบาลประหารโทษแต่ครั้งก่อนผ่านปราสาทแม่บังอร ลาวดีเจ้าหล่อนดึงลูกกอน ป่องเอี้ยมออกมาเยี่ยมเบิ่ง นางจึงสลบไป ด้วยความสงสารลูกสาว แม่เศรษฐีคหปตณี จึงได้ไถ่เรวัตตะมา แล้วเรวัตตะจึงได้คืนเพศสมณะดังเดิม ลีลา วดียังมีความรักต่อเรวัตตะ แต่เเม่บังคับให้แต่งกับสุวัฒนกุมารซึ่งเป็นลูกเศรษฐีต่างเมืองลีลาวดีจึงได้ไปแจ้งให้แก่ พระเรวัตตะ จึงตกลงกันอีก7 วันจะสึก เมื่อนางคหปตนีทราบเรื่องว่าลีลาวดีรักกับเรวัตตะจึงหาทางออกด้วยวิธีรับ หมั่นสุวัฒนะกุมารให้ปลอมจดหมาย ๒ ฉบับ ๆ หนึ่งส่งให้เรวัตตะบอกว่าเป็นจดหมายลาวดีขอลาแต่งงานกับสุ วัฒนะกุมารอีกสองวันข้างหน้านี้ อีกฉบับที่สองส่งให้ลาวดีบอกว่าเป็นจดหมายเรวัตตะ บอกว่าหลวงพี่ไม่สึกแล้วจึงขอลาลาวดีไปแสวงหา โมกธรรม เมื่อเรวัตตะได้อ่านจดหมายแล้วจึงเกิดน้อยใจความว่าจะสึกก็ไม่สึกอีกแล้วจึงหนีจากบุพพารามไปสู่กรุง ราชคฤห์ก็มี ณ กาลครั้งนั้นแลลีลาวดีตัดสินใจออกบวชเป็นภิกษุณี เพื่อติดตามพระเรวัตตะ พอติดตามมาถึงเเล้ว พระเรวัตตะก็ปฏิเสธในการบอกของลีลาวดี“ฉันบ่อหารสิเปิดได้บ่อว่าแต่ผากุฏิ แม่นประตูหัวใจส่วนบ่อยอมสิเผยอ้า มาทำไมไกลปานนี้บ่ออายคนตี้บาดย่าง เขาปะเธอเป็นแม่ฮ้างชั่นตี้หล่าจั่งค่อยมา เธอสิเอาน้ำตามาล้อให้หลวงพี่ สงสารชาติน้ำตาลธรรมปีบ่อหารเอิ้น ย้านเสียท้องหนองนะทีธารน้ำขุ่นควายลงกวนจนว่าขุ่นปิงส่ำเส้นข้าวปุ้นสิมา ล้อให้พี่หลง เธอนั้นจงมั่นสลัดฉันไปเอาคนอื่นเดียวนี้ยามกลางคืน พระบ่อควรเกียวข้อจาเว้าต่อผู้หญิง” ลาวดีตัดสินใจออกบวชเป็นภิกษุณี เพื่อติดตามพระเรวัตตะ พอติดตามมาถึงเเล้ว พระเรวัตตะก็ปฏิเสธใน การบอกของลีลาวดี“ฉันบ่อหารสิเปิดได้บ่อว่าแต่ผากุฏิ แม่นประตูหัวใจส่วนบ่อยอมสิเผยอ้า มาทำไมไกลปานนี้บ่อ อายคนตี้บาดย่าง เขาปะเธอเป็นแม่ฮ้างชั่นตี้หล่าจั่งค่อยมา เธอสิเอาน้ำตามาล้อให้หลวงพี่สงสารชาติน้ำตาลธรรมปี บ่อหารเอิ้น ย้านเสียท้องหนองนะทีธารน้ำขุ่นควายลงกวนจนว่าขุ่นปิงส่ำเส้นข้าวปุ้นสิมาล้อให้พี่หลง เธอนั้นจงมั่น


๑๐ สลัดฉันไปเอาคนอื่นเดียวนี้ยามกลางคืน พระบ่อควรเกียวข้อจาเว้าต่อผู้หญิง”เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว พระเรวัตตะจึง ออกเดินทางหนีมุ่งหน้าไปเขาคิชฌกูฏไปพักถ้ำสุกรขาตา ส่วนลาวดีเกิดล้มป่วยหนักเพ้อหาแต่เรวัตตะทุกวี่ทุกวัน ขอร้องภิกษุสุภูตะให้ติดตามหาเรวัตตะเมื่อพบแล้วเล่าเรื่องสู่ท่านฟัง เรวัตตะสงสารเธอจึงกลับมาดูอาการป่วย ของ ลาวดีเป็นครั้งสุดท้ายก็มี ณ กาลครั้งนั้นแลฯ เมื่อลีลาวดีใกล้จะตายจึงต้องการพบบีลาวดี เมื่อพบเเล้วจึงได้บอกความจริง “หลวงพี่เอ้ยก่อนหลวงพี่สิหนี มาได้รับจดหมายน้อยที่เขาปลอมเข้าใส่หลวงพี่หาว่าลาวดีเป็นผู้เขียนภาคข้อขอร้องให้แต่งงาน สุวัฒนะกุมารเป็น คนแจ้งหาแนวทางหลอกหลวงพี่ สำหรับลาวดีกะได้รับดั่งนั้นจดหมายน้อยกะดั่งกันในข้อความจดหมายนั้นว่าหลวง พี่เป็นคนเขียน เพราะเขาเพียรหาทางอยากกินดองกับน้อง เฮาทั้งสอง ต่างบ่อทันได้ฮู้อั่นความจริงถ้วนถี่ หลวงพี่ ฟ้าวลักหนีลาวดีบ่อได้เว้าเพราะไกลเยิ้นหางเหินหลวงพี่เอ้ย ” ลีลาวดีตายไปแล้ว พระเรวัตตะจึงได้สร้างเจดีย์ให้ลีลาวดีเป็นอนุสรณ์“พี่สิพิมพ์ลายมือไว้อนุสรณ์บรรจุธาตุ พี่สิสร้างเจดีย์ใส่กระดูกน้องให้สมค่าเกียรติคุณลืมคาวมหลังที่ว้าวุ้นให้มันอุ่นหัวใจ ชาติต่อไปให้เฮาได้พบกันได้รัก กันอย่างเต็มที่พี่สิรักแต่ลาวดีท่อนั้นชาติใดๆกะตามส่าง จนชีวิตสิอัปปรางค์ถึงนิพพานท่อนั้นคำหมั่นจั่งค่อยคลาย ว่าบรรทัดที่ ๑ ลีลาวดีบูชาความรักยิ่งกว่าเทพเจ้า บรรทัดที่ ๒ ว่าลีลาวดีบูชาความรักเหนือยิ่งกว่าชีวี บรรทัดที่ ๓ ว่าลีลาวดีบูชาความรักยิ่งกว่าชีวิตตน สาธุชนให้จำไว้รักมีอยู่ในที่ใดทุกข์กะมีมาพร้อมเป็นคติเตือนสอนเป็นคำ กลอนสอนพี่น้องไปเห็นแล้วให้อ่านดูแล้วหล่ะน่าศรัทธาโยม……น้อ.ฯ เอวัง” วิเคราะห์นิยาย เรื่องลีลาวดี เป็นวรรณกรรมอิงพระพุทธศาสนา มีจุดประสงค์เน้นการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา และความเพลิดเพลิน เค้าเรื่องกล่าวถึงความขัดแย้งงระหว่างตัวละครต่างๆ โดยใช้ฉากที่มีความสมจริงในประเทศ อินเดียสมัยพุทธกาล เช่น “ณ หมู่บ้านจัณฑาลนอกกรุงสาวัตถี” ทำให้คิดภาพเห็นความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้น บทสนทนาส่วนมากชี้แนะถึงข้อคิดเเละคติธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องราวแห่งงความรักที่ต่างชน ชั้นวรรณะของหญิงชายคู่หนึ่ในสังคมอินเดียสมัยพุทธกาลที่เเบ่งวรรณะเป็น กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร ซึ่ง จัณฑาลเป็นชนนอกวรรณะ การเปิดเรื่อง ผู้ประพันธ์เปิดเรื่องด้วยการบรรยายฉากถึงสถานที่อันเป็นบ่อเกิดของนวนิยายเรื่องนี้ ก่อนที่จะให้ข้อมูล เกี่ยวกับลักษณะและนิสัยของตัวละคร ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ทางสังคม เช่น “ณ หมู่บ้านจัณฑาลนอกกรุงสา วัตถี มีครอบครัวเฒ่าพันธุมะมีภรรยาชื่อสุธานีมีอาชีพตัดฟืนขายส่งให้ท่านสุมังคละเศรษฐีอยู่เป็นประจำ สองตา ยายมีลูกชายชื่อว่าเรวัตตะ มีมานะยิ่งไม่หยิ่งยโส ทุก ๆ วันเรวัตตะเลี้ยงแต่โค จนเติบโต 15 ปีเต็มพอดี ท่านเศรษฐี ว่าอยากจะมีเด็กรับใช้ ถ้าหากได้เรวัตตะดีหนักหนา ท่านจะเพิ่มค่าจ้างให้เกินอัตตาเป็นบุญญาได้พึ่งบุตรฉุดจาก จน”


๑๑ ในนวนิยายจะปรากฏปัญหาหรืออุปสรรคด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ซึ่งเป็นกลวิธีหนึ่งในการประพันธ์ เช่น ความขัดเเย้งภายในใจตัวละคร เกิดขึ้นกับพระเรวัตตะ ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างความสงสาร ความรัก ความ เกลียด ทำให้เป็นอุปสรรค เพื่อเป็นการตัดสินใจของพระเรวัตตะที่จะไปเยี่ยมลีลาวดีในวาระสุดท้ายเช่น ฉันบ่อหาร สิเปิดได้บ่อว่าแต่ผากุฏิ แม่นประตูหัวใจส่วนบ่อยอมสิเผยอ้า มาทำไมไกลปานนี้บ่ออายคนตี้บาดย่าง เขาปะเธอเป็น แม่ฮ้างชั่นตี้หล่าจั่งค่อยมา เธอสิเอาน้ำตามาล้อให้หลวงพี่สงสารชาติน้ำตาลธรรมปีบ่อหารเอิ้น ย้านเสียท้องหนอง นะทีธารน้ำขุ่นควายลงกวนจนว่าขุ่นปิงส่ำเส้นข้าวปุ้นสิมาล้อให้พี่หลง เธอนั้นจงมั่นสลัดฉันไปเอาคนอื่นเดียวนี้ยาม กลางคืน พระบ่อควรเกียวข้อจาเว้าต่อผู้หญิง อย่าสำออยอิ่นอ้อยอีกจักหน่อยสิโมโหพระกะคนคือคนบ่อแม่นตอ ขอนไม้ ฉันซ้ำใจพอแฮงแล้วเจ็บระทมไข้บ่มแผลบวมเซาระทมเธอสิมาตื่มซ้ำให้ฉันยุ่งบ่อเอา จุดวิกฤตของเรื่อง คือตอนที่พระเรวัตตะ และลาวดี ไปพบกันที่กรุงสาวัตถีในตอนสุดท้าย ลีลาวดีขอร้อง ให้พระเรวัตตะลาสิกขามาใช้ชีวิตอยู่กับตน แต่ในขณะนั้นพระะรวัตตะยังมีความโกรธที่ได้เห็นจดหมายจึงไม่ยุ่ง เกี่ยวกับลีลาวดี จนทำให้ลีลาวดีป่วยและตาย จะเห็นได้ว่า ถึงจะมีความรักให้กันมากเท่าไหร ก็ไม่หนีไม่พ้นจาก ความตาย คุณค่าของมนุษย์และความเท่าเทียม ในตอนที่ แม่คฤหพรามมณี จับได้ว่าลีลาวดี มีความสัมพันธ์กับเรวัตตะโดยการกีดกัน เพราะเหตุผลที่ว่า เป็นคนล่ะชนชั้นวรรณะ จนทำให้เรวัตตะได้หนีออกบวช แล้วจึงบังคับให้ลีลาวดีหมั้นกับสุวัฒนกุมารลูกชายเศรษฐี ต่างเมือง จะเห็นถึงการแบ่งชนชั้นวรรณะ ตั้งแต่อดีตของอินเดีย และในปัจจุบันยังคงมีอยู่ คุณค่าของเรื่องลีลาวดี คุณค่าด้านเนื้อหา ๑.แสดงถึงค่านิยมในสังคม ๒.การทดแทนคุณบิดามารดา ๓.แสดงให้เห็นถึงความรักอมตะ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑.ความสวยงามในการใช้ภาษา ๒.มีสำนวนสุภาษิตอีสาน ที่เป็นคำกลอนสอนใจ ค่านิยม ๑.ค่านิยมในเรื่องความเท่าเทียม ๒.ค่านิยมในการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ๓.ค่านิยมความรักอมตะที่ไม่สามารถขว้างกันได้ ความเชื่อ ๑.วรรณะต่างกันไม่สามารถแต่งงานกันได้


๑๒ ๒.เชื่อในบาปบุญคุณโทษ ๓.ความเชื่อในอุดมการณ์ ๔.เชื่อในความรักอมตะ วิถีชีวิต การทำงานของกลุ่มจัณฑาล ที่ต้องรับใช้เจ้านายผู้เป็นเศรษฐี เพื่อหาเลี้ยงชีพตนและจุนเจือครอบครัว บางสวนที่ไม่ได้ทำงานก็ตัดฟืนขายส่งให้บ้านเศรษฐีเป็นต้น บริบททางสังคม - อัดเทปเทศน์ ลีลาวดี โดยวาทะธรรมเสียงทอง ประพันธ์โดย ทองเพชร พ.กวี - หนังสือ - ลำเรื่องต่อกลอน ลีลาวดี โดยประถมบันเทิงศิลป์ - เพลงเรวัตตะฮักลีลาวดี - เพลงสายแนนสายใจ โดยระเบียบวาทศิลป์ ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง เรื่องราวความรักที่มีแต่ความทุกข์ของลีลาวดี ย่อมมีการสิ้นสุดความโศกเศร้าเสียใจจากความรักเช่นกัน ดัง คำสอนที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า ปิยะโต ชายเต โสโก ความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ปียโต ชายเต ภยํ ภัยก็เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ปียโต วิปปมุตตสส ผู้พ้นจากสิ่งเป็นที่รักได้เด็ดขาด นตถิ โสโก กุโต ภยํ ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย


๑๓ สรุป ด้านโครงเรื่องและองค์ประกอบของนวนิยาย พบว่าโครงเรื่องเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคมใน ด้านศาสนา ประเพณี และความเชื่อในลัทธิคำสอนของศาสนาที่ต่างกัน ผูกเรื่องจากความรักที่มีอุปสรรคระหว่าง ชั้นวรรณะของคนในสังคมประเทศอินเดียสมัยโบราณ และเปิดเรื่องแบบบรรยายสถานที่ที่มีความสมจริงกับ เหตุการณ์ของเรื่องพร้อมกับแนะนำตัวละครที่นำไปสู่เรื่องราวความรักท่ามกลางความแตกต่างทางสถานภาพของ บุคคลทางสังคม โดยเป็นพฤติกรรมความรักระหว่างบรรพชิตกับคฤหัสถ์สตรี นวนิยายเรื่องลีลาวดีจึงเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่สอนจริยธรรมในเรื่องความรักให้แก่เยาวชนและคน ทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เป็นอย่างดี คือ ความรักที่เจือด้วยกิเลสราคะเป็นความรักของปถุชนทั่วไปที่อาจ นำมาซึ่งความสุขและทุกข์ในชีวิต และความรักที่เป็นความผูกพันทางสายโลหิต หรือหน้าที่การงานในฐานะ กัลยาณมิตรทั่วไป รวมถึงความรักที่เกิดจากจิตใจอันบริสุทธิ์และปรารถนาดีต่อผู้อื่นคือ เป็นรักแบบเมตตาในพรหม วิหาร โดยไม่มีปริมาณหรือขอบเขตจำกัด และไม่คาดหวังสิ่งใดจากความรักนั้น เป็นความรักที่ก่อให้เกิดความสงบ สุขแก่สังคมมนุษย์ ตรงข้ามกับความรักที่เจือด้วยกิเลสและแฝงด้วยตัณหาราคะ ซึ่งมีแต่จะนำความทุกข์ตนเองและ ผู้อื่นได้ในภายหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ความทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากความรักเสมอไป ดังที่ลีลาวดีได้มีโอกาสฟัง ธรรมในพระพุทธศาสนา และใช้ปัญญาสามารถพลิกวิกฤตแห่งความทุกข์ที่พันธนาการชีวิตมาโดยตลอด ให้ได้รับ อิสระทางใจสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด ซึ่งเป็นกลวิธีการสร้างตัวละครที่น่าสนใจสามารถชักนำอารมณ์ความรู้สึก ของผู้อ่านให้เกิดความสงสารตัวละครราวกับมีชีวิตจริงๆ โดยผ่านการบรรยายและการสนทนาของตัวละครด้วย โวหารในรูปแบบการบรรยาย พรรณนา เทศนาและอุปมาโวหาร เพื่อที่จะสื่อความหมายของเรื่องให้เข้าใจง่ายและ ชัดเจนแก่ผู้อ่านในลักษณะที่สัมพันธ์กับบทบาทของตัวละครแนวคิดของเรื่องชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ของมนุษย์ที่หลง อยู่ในวังวนแห่งบ่วงเสน่หามาช้านานเป็นเหตุให้หลงติดอยู่ในตัณหาจนถึงวาระสุดท้าย เช่นการปิดเรื่องลีลาวดีใน ภาค ๑ ด้วยความตายของลีลาวดี ซึ่งสื่อความเป็นอนิจจังของชีวิตที่ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน


๑๔ บรรณานุกรม กิตติกร มีทรัพย์. จิตวิทยาแห่งความรัก. กรุงเทพมหานคร : เจริญวิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๕. จิตรลดา สุวัตถิกุล. วรรณกรรมไทยร่วมสมัย. นครปฐม : แผนกบริการกลางสำนักงานอธิการบดี พระราชวังสนามจันทร์มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๖. ชวน เพชรแก้ว. การศึกษาวรรณคดีไทย. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์,๒๕๒๐. ทิวาทิพย์ เทียมชัยภูมิ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์วรรณกรรมอิงพระพุทธศาสนา:ศึกษาเฉพาะกีณีเรื่องลีลาวดี. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา.2546 ธวัช ปุณโณทก. แนวทางการศึกษาวรรณกรรมปัจจุบัน. กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๗.


Click to View FlipBook Version