หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑
สื่อสารคล่องต้องรู้วิธี
บทอ่าน การอา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๑ เร่ือง ส่ือสารคลอ่ งต้องร้วู ธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ ๑ เรอ่ื ง การอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้
รายวชิ า พน้ื ฐานภาษาไทย รหัส ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๕
เร่ือง กล้วยไม้
มีไม้ดอกชนิดหน่ึง ซ่ึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ กล้วยไม้ มีดอกที่สวยงามหลากสี เช่น สีแดง
สีชมพู สีขาว และสีมว่ ง เป็นต้น บางชนิดเกาะอยู่บนตน้ ไมแ้ ละหนิ บางชนิดอยู่ตามพ้ืนดิน คนส่วนใหญ่
นิยมปลูกไว้ในกระถางเพราะง่ายต่อการดูแล กล่ินของกล้วยไม้บางชนิดหอมช่ืนใจ บางชนิดมีกลิ่นจาง
ลักษณะที่แตกต่างเช่นนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธ์ุ การผสมพันธุ์กล้วยไม้ มีการนำมาผสมพันธุ์ใหม่
เพื่อให้ได้หลากหลายสายพันธ์ุและสีสันแปลกใหม่ ยามที่แสงแดดตกกระทบกับกล้วยไม้ในตอนเช้า
จนถงึ ตอนสาย ๆ กลีบของดอกกล้วยไมจ้ ะแยม้ บานสวยงาม
ดอกกลว้ ยไม้บางชนิดสามารถนำมารับประทานได้ โดยนำมาประกอบอาการ เช่น ชุบแป้งทอด
ยำดอกกล้วยไม้ วนุ้ ดอกกลว้ ยไม้ นอกจากน้ีกล่ินของกล้วยไม้ทห่ี อมสดชื่นนั้น ยังสามารถนำไปสกัดเปน็
หัวเช้ือน้ำหอมได้ และยังมีสรรพคุณทางยา เช่น รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ปัญหาประจำเดือน
รักษาโรคติดเช้ือทางเดินปัสสาวะ บรรเทาอาการท้องผูก ท้ังยังมีการเพาะปลูกไว้ขาย นำไปไหว้พระ
ประดับตกแต่งตามงานต่าง ๆ เพื่อความสวยงาม กล้วยไม้จึงถือเป็นพืชที่มีประโยชน์ และเหมาะแก่
การปลูกไว้ท่ีบ้านหรอื ทสี่ วนก็ได้
เรียบเรยี งโดย ครชู ลภักดิ์ คงกำเนิด โรงเรียนวังไกลกงั วล ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
ใบความรทู้ ี่ ๑ เร่ือง การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแก้ว
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๑ เรอ่ื ง สือ่ สารคลอ่ งตอ้ งรู้วธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑ เรอ่ื ง การอ่านออกเสยี งบทร้อยแก้ว
รายวิชา พื้นฐานภาษาไทย รหัส ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๕
การอ่านออกเสียงบทร้อยแกว้
บทร้อยแก้ว เป็นข้อเขียนที่นำคำและสำนวนมาเรียบเรียงเป็นข้อความหรือเร่ืองราวท่ีสละสลวยด้วย
กระบวนการเขียนแบบต่างๆ เช่น บรรยาย พรรณนา อธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ ฯลฯ ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึก
คล้อยตามหรือเกดิ จินตนาการตามจดุ ประสงคข์ องผู้เขยี น
การอ่านรอ้ ยแก้ว อ่านได้ท้ังออกเสียงและอ่านในใจ มีขอ้ ควรปฏิบัติดังน้ี
๑. ศึกษาคำอ่านและความหมายของคำศพั ทย์ ากในบทอา่ นใหเ้ ขา้ ใจก่อนอา่ น
๒ ฝึกอ่านออกเสียงคำให้คล่อง ชัดเจนถูกต้องตามอักขรวิธี เช่น คำประสม คำท่ีมี ร ล และคำควบกล้ำ
อักษรนำ คำพอ้ ง คำทม่ี ี รร (ร หัน) ฯลฯ
๓. อ่านคล่อง ไม่อ่านติดขัดและตะกุกตะกัก หรือหยุดชะงัก โดยพยายามกวาดสายตาล่วงหน้าไปก่อนและ
ออกเสียงตามหลงั
๔. เว้นจังหวะวรรคตอนให้ถกู ตอ้ ง รจู้ ักการเนน้ คำ ขอ้ ความ เพ่ือไมใ่ หเ้ ขา้ ใจความหมายผิดไป
๕. เน้นท่าทางในการอ่านให้ถูกต้องเหมาะสม เช่น การจับหนังสือ ระยะการวางหนังสือห่างจากสายตา
ท่ายนื การมองผฟู้ งั ฯลฯ
๖. เข้าใจความหมายของข้อความที่อ่านโดยจับใจความสำคัญ สรุปความ อธิบายรายละเอียด หรือแสดง
ความคดิ เหน็ เกยี่ วกับขอ้ ความทีอ่ ่าน
๗. อา่ นเสียงดังพอประมาณ ชัดเจน ไม่ตะโกน น้ำเสียงต้องไดอ้ ารมณ์และความรู้สึกตามใจความของเรอ่ื ง
เช่น
- อ่านข้อความเชิงบรรยาย ควรใช้เสียงธรรมดาหรือเสียงพูด เว้นวรรคตอนได้ถูกต้อง เน้นคำบางคำและ
บางตอนใหห้ นักแน่น
- อ่านข้อความเชิงพรรณนา ควรใช้เสียงธรรมดาเหมือนเสียงพูด แต่เพ่ิมน้ำเสียงให้นุ่มนวล อ่อนโยนหรือ
อืน่ ๆ เพอ่ื ให้สอดคลอ้ งกบั ลักษณะของขอ้ ความที่เปน็ การพรรณนา
- อ่านข้อความเชิงอธิบาย ควรใชเ้ สียงธรรมดา เวน้ จังหวะเป็นข้อๆ เน้นจังหวะการทำความเข้าใจข้ันตอน
ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมีการอ่านลักษณะน้ีมาก เช่น การอ่านฉลากยา คู่มือวิธีใช้เครื่องใช้ต่างๆ วิธีอ่านและใช้
หนงั สอื ฯลฯ
มารยาทในการอา่ น
มารยาทในการอ่านหนงั สอื ในที่สาธารณะ มีข้อควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
๑. ไม่เสยี งดงั รบกวนผอู้ นื่
๒. ไมเ่ ลน่ กันในขณะอา่ น
๓. นง่ั สำรวม เหมาะสมขณะอา่ น
๔. ไม่ทำลายหนังสือ หรือทำหนงั สอื ชำรดุ
๕. ไมช่ ะโงกหน้าไปยังหนังสือขณะทผ่ี อู้ ื่นอา่ นอยู่
๖. ไม่ยา้ ยหนงั สอื หรือแอบซ่อนหนังสือเพอ่ื ใหป้ ระโยชนเ์ ฉพาะตน ทำใหผ้ อู้ ่ืนไมส่ ามารถหาจากช้นั หนงั สือได้
๗. ปฏิบัติตามระเบียบการยืมหนังสอื กรณีท่อี นญุ าตให้ยมื ได้
(เรยี บเรียงจากหนงั สอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน ภาษาไทย ชดุ ภาษาเพ่อื ชีวติ ภาษาพาที ช้นั ป.๕)
ใบความรูท้ ่ี 2 เร่อื ง การอ่านออกเสยี งบทร้อยกรอง
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๑ เร่อื ง สอื่ สารคล่องตอ้ งรู้วิธี
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 2 เรอ่ื ง การอา่ นออกเสยี งบทร้อยกรอง
รายวิชา พ้นื ฐานภาษาไทย รหสั ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๕
การอา่ นออกเสยี งบทร้อยกรอง
บทรอ้ ยกรอง คอื ถ้อยคำท่ีเรยี บเรียงใหเ้ ป็นระเบียบถกู ต้องตามข้อกำหนดฉันทลักษณ์
กลอนสุภาพ คือ กลอนทว่ี รรคหนงึ่ มจี ำนวนคำระหว่าง 7 - 9 คำ
สำหรับการอา่ นออกกเสยี งบทร้อยกรองนน้ั กอ่ นอา่ นควรศกึ ษาประเดน็ ต่อไปนี้ เพ่ือให้สามารถอ่านไดถ้ ูกต้อง
1. คำศพั ท์ยากในบทรอ้ ยกรอง ตอ้ งศกึ ษาคำอา่ นและความหมายให้เขา้ ใจกอ่ น
2. รูปแบบของบทร้อยกรอง ตอ้ งศกึ ษาประเภทของบทร้อยกรอง จำนวนคำในวรรค
3. จังหวะการอา่ น ต้องศึกษาจังหวะการอา่ นของบทร้อยกรองประเภทนั้น ๆ เพราะบทร้อยกรอง
ถา้ มี 7 คำ ใหอ้ ่านเป็น 2/2/3 ถา้ มี 8 คำ ใหอ้ ่านเป็น 3/2/3 ถ้ามี 9 คำใหอ้ า่ นเป็น 3/3/3
วธิ กี ารอ่านออกเสยี งบทร้อยกรองมี 2 วิธี ดังน้ี
1. อ่านออกเสียงปกติ คือ อา่ นออกเสยี งปกติเหมือนกับการอา่ นบทร้อยแก้วท่ัวไปแต่จะมีการเวน้ วรรค
และเน้นจังหวะกี่สมั ผัสตามบทร้อยกรองแตล่ ะประเภท ซึ่งแตกต่างกัน
2. อ่านออกเสียงเป็นทำนอง คือ อ่านให้มีสำเนยี งสงู ต่ำ หนัก เบา ยาว สั้น เอื้อนเสียง และเน้นสัมผัส
ให้ชดั เจน ไพเราะ เสียงเปน็ กังวาน แสดงอารมณต์ ามเนอื้ หาของบทรอ้ ยกรอง
หลักสำคญั ในการอ่านออกเสียงบทรอ้ ยกรอง
1. อ่านออกเสยี งใหช้ ัดเจนและถูกตอ้ งตามอักขรวธิ ี
2. อ่านเว้นจังหวะวรรคตอนให้ถูกต้องตามลักษณะของบทร้อยกรองแต่ละประเภท รู้จักทอดจังหวะ
เออ้ื นเสยี ง หรอื หลบเสียง
3. น้ำเสียงไพเราะชดั เจน นุ่มนวลน่าฟงั เสียงไม่เบาหรอื ดังมากจนเกนิ ไป
4. เน้นเสียงแสดงอารมณ์ให้เป็นไปตามเนื้อเรื่อง เช่น รัก ร่าเริง โกรธ เศร้า โดยใช้น้ำเสียงให้เข้ากับ
สถานการณน์ ั้น ๆ
มารยาทในการอา่ น
1. อา่ นดว้ ยนำ้ เสียงสภุ าพ เสียงดงั พอประมาณ ไมต่ ะโกนเสียงดงั
2. มีทา่ ทางที่สุภาพในการอ่าน บคุ ลกิ ภาพเรียบรอ้ ย สงา่ งาม
3. ถ้าเปน็ การนง่ั อา่ น ควรนั่งหลังตรง ถ้าเปน็ การยืน ควรยนื ตรงดว้ ยท่าทางท่ีสุภาพ
4. ถ้าเป็นการอ่านบทร้อยกรอง ควรอา่ นใหถ้ ูกต้องตามฉันทลกั ษณ์
ใบความรทู้ ่ี 3 เร่อื ง การคดั ลายมอื
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ เรือ่ ง สอื่ สารคลอ่ งต้องรู้วธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 เรือ่ ง การคดั ลายมือตวั บรรจงเต็มบรรทัด
รายวชิ า พน้ื ฐานภาษาไทย รหสั ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๕
มารยาทในการเขียนควรปฏบิ ัติ ดงั นี้
๑. ควรเขยี นดว้ ยลายมือตัวบรรจง เพอ่ื ให้อา่ นเข้าใจง่าย
๒. ควรเขียนโดยใช้ภาษาท่สี ุภาพถกู ต้องตามหลักภาษาไทย
๓. ไม่ควรเขยี นว่าร้ายผู้อืน่ ใหไ้ ด้รบั ความเสียหาย
๔. เมอื เขียนผิดควรใชย้ างลบ หรอื น้ำยาลบคำผดิ ลบให้สะอาด
๕. ไมค่ วรขีดเขียนโตะ๊ เก้าอี้ หรือในท่ีที่ห้ามเขยี น
๖. ควรเขียนในกระดาษที่มีสขี าว สะอาด ไมย่ ับ หรอื ฉีกขาด
๗. ใชห้ มึกปากกาสีดำ หรอื สีน้ำเงิน ไมค่ วรใชห้ มึกปากกาสีฉดู ฉาดในงานนำเสนอ
๘. หากนำงานเขยี นของผอู้ ่ืนมาใช้ ควรเขียนอ้างอิงแหลง่ ที่มาใหช้ ัดเจน
๙. มคี วามรับผิดชอบในงานเขียนของตนเอง
กลอนหลกั การคัดลายมอื
เขียนลายมอื มีหลกั รู้จกั นั่ง
ตวั ต้องตั้ง ตรงแนบ ถกู แบบอยา่ ง
จับดินสอ ปากกา ถูกท่าทาง
สมุดวาง พลางเพง่ แล้วเลง็ แล
ค่อยเขยี นไป ให้งาม ตามสว่ นสัด
ช่องไฟจัด วดั กะ ระยะแน่
สระหรือ เครือ่ งหมาย อยา่ ยา้ ยแปร
ต้งั ใจแน่ มีระเบยี บ เรยี บรอ้ ยเอย
ใบความรทู้ ่ี 4 เร่อื ง การคดั ลายมือ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ เรอื่ ง สอื่ สารคลอ่ งตอ้ งรวู้ ิธี
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เร่ือง การคัดลายมือตวั บรรจงครึ่งบรรทัด
รายวชิ า พื้นฐานภาษาไทย รหัส ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนท่ี ๑ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๕
มารยาทในการเขียนควรปฏบิ ัติ ดงั นี้
๑. ควรเขยี นดว้ ยลายมือตัวบรรจง เพอ่ื ใหอ้ า่ นเข้าใจง่าย
๒. ควรเขียนโดยใช้ภาษาท่สี ุภาพถกู ต้องตามหลักภาษาไทย
๓. ไม่ควรเขยี นว่าร้ายผู้อืน่ ใหไ้ ด้รบั ความเสียหาย
๔. เมอื เขียนผิดควรใชย้ างลบ หรอื น้ำยาลบคำผดิ ลบให้สะอาด
๕. ไมค่ วรขีดเขียนโตะ๊ เก้าอี้ หรือในท่ีที่หา้ มเขยี น
๖. ควรเขียนในกระดาษที่มีสขี าว สะอาด ไมย่ ับ หรอื ฉีกขาด
๗. ใชห้ มึกปากกาสีดำ หรอื สีน้ำเงิน ไมค่ วรใชห้ มึกปากกาสีฉดู ฉาดในงานนำเสนอ
๘. หากนำงานเขยี นของผอู้ ่ืนมาใช้ ควรเขียนอ้างอิงแหลง่ ที่มาใหช้ ัดเจน
๙. มคี วามรับผิดชอบในงานเขียนของตนเอง
ตัวอยา่ งการคดั ลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดท่ีไดร้ ับรางวัล
แหล่งท่ีมาข้อมลู : https://www.winnews.tv/news/17867
ตวั อย่างตวั อกั ษร ตัวบรรจงครึ่งบรรทดั
ใบความรูท่ี 5 เรือ่ ง การอา นจบั ใจความและวิเคราะหแสดงความคิดเหน็ จากเรื่องที่อาน
หนว ยการเรียนรูท่ี ๑ เร่ือง สอ่ื สารคลองตอ งรวู ธิ ี
แผนการจัดการเรยี นรูที่ 5 เรอื่ ง การอา นจับใจความและวิเคราะหแสดงความคิดเหน็ จากเร่ืองท่ีอา น
รายวชิ า พ้ืนฐานภาษาไทย รหสั ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนที่ ๑ ช้ันประถมศึกษาปที่ ๕
การอา นจับใจความสำคญั
การอานจับใจความเปนการอานเพ่ือจับใจความหรือขอคิด ความคิดหลักของขอความ หรือเรื่องที่อาน
เปน ขอความทค่ี รอบคลมุ ขอความอื่น ๆ ในยอ หนา หน่งึ ๆ ไวท ้ังหมด
ใจความสำคัญ หมายถึง ใจความท่ีสำคญั และเดนที่สดุ ในยอหนา เปน แกนของยอ หนาท่ีสามารถครอบคลุม
เน้อื ความในประโยคอ่นื ๆ ในยอ หนาน้นั หรือประโยคทส่ี ามารถเปนหวั เรื่องของยอ หนาน้ันได ถ า ตั ด
เน้ือความของประโยคอ่ืนออกหมด หรือสามารถเปนใจความหรือประโยคเดี่ยวๆ ได โดยไมตอง มีประโยคอื่น
ประกอบ ซงึ่ ในแตละยอหนาจะมีประโยคใจความสำคญั เพยี งประโยคเดยี ว หรืออยา งมากไมเ กนิ ๒ ประโยค
ใจ ค ว าม รอ งห รือ พ ล
ความ (พน-ละ-ความ) หมายถึง ใจความหรือประโยคท่ีขยายความประโยคใจความสำคัญ เปนใจความสนับสนุน
ใจความสำคัญใหชัดเจนขึ้น อาจเปนการอธิบายใหรายละเอียด ใหคำจำกัดความ ยกตัวอยาง เปรียบเทียบ หรือ
แสดงเหตุผลอยางถี่ถวน เพ่ือสนับสนุนความคิด สวนที่มิใชใจความสำคัญ และมิใชใจความรอง แตชวยขยายความ
ใหมากขนึ้ คอื รายละเอียด
หลักพืน้ ฐานการอา นจับใจความสำคญั
๑. ตง้ั จุดมงุ หมายในการอานใหชดั เจน
๒. อา นเร่อื งราวอยา งคราวๆ พอเขาใจ และเก็บใจความสำคัญของแตล ะยอหนา
๓. เมือ่ อานจบใหตงั้ คำถามตนเองวา เรื่องที่อาน มใี คร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร
๔. นำสิ่งท่ีสรุปไดม าเรียบเรียงใจความสำคัญใหมดวยสำนวนของตนเองเพ่อื ใหเ กดิ ความสละสลวย
วธิ ีจบั ใจความสำคญั
วธิ ีการจับใจความมีหลายอยา ง ข้ึนอยูกบั ความชอบวา อยา งไร เชน
- การขีดเสน ใต
- การใชสีตา ง ๆ กัน เพื่อแสดงความสำคัญมากนอ ยของขอความ
- การบันทกึ ยอเปนสวนหนึ่งของการอานจบั ใจความสำคญั ท่ีดี แตผูท่ยี อควรยอ ดวยสำนวนภาษาและสำนวน
ของตนเองไมควรยอดวยการตัดเอาขอความสำคัญมาเรียงตอกัน เพราะอาจทำใหผูอานพลาดสาระสำคัญบางตอน
ไปอันเปนเหตใุ หการตีความผิดพลาดคลาดเคลอ่ื นได
วธิ จี ับใจความสำคัญ
๑. อา นพจิ ารณาเน้อื หาทลี ะยอหนา และคนหาประโยคใจความสำคญั ของแตล ะยอหนา
๒. ตัดสวนที่เปนรายละเอียดออก เชน ตัวอยาง สำนวนเปรียบเทียบ) ตัวเลข สถิติ ตลอดจนคำถามหรือ
คำพดู ของผูเขยี นซึ่งเปน สวนขยาย
๓. สรปุ ใจความสำคัญดว ยสำนวนภาษาของตนเอง โดยเขียนใหเ ขาใจใหม ากท่สี ุด เพอื่ ใหเ นอ้ื หากระชบั
การพิจารณาตำแหนงของใจความสำคัญ
ใจความสำคญั ของขอความ แตละยอหนา จะปรากฏ ดังนี้
๑. ประโยคใจความสำคญั อยูตอนตนของยอหนา
๒. ประโยคใจความสำคญั อยูตอนกลางของยอ หนา
๓. ประโยคใจความสำคัญอยูตอนทา ยของยอหนา
๔. ประโยคใจความสำคัญอยูตอนตน และตอนทา ยของยอหนา
ขอสังเกต ในกรณีท่ีใจความสำคัญหรือความคิดสำคัญนั้น อาจอยูรวมในความคิดยอย ๆ โดยไมมี
ความคิดท่ีเปนประโยคหลัก หรือไมมีประโยคหลักอยูตอนตน ตอนกลาง และตอนทาย ผูอานอาจจะสรุปขึ้นเอง
โดยการอา นทงั้ ยอหนา แลวสรปุ
แหลงทมี่ าขอมูล : ปรบั ปรุงและเรยี บเรยี งมาจากเทคนคิ การอา นหนงั สือใหเ รว็ และจบั ใจความได
https://www.sites.google.com/site/technicalreading
การวิเคราะหแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อาน เปนการแยกแยะสวนตาง ๆ ของเร่ืองท่ีอาน
อยางมีระบบ ผูอา นจะตอ งอานจับใจความเนอื้ หาของเรื่องใหเ ขาใจอยางถองแท เพื่อจะไดวิเคราะหและแสดง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระความรู ขอคิด และประโยชนจากเรื่อง สามารถนำสิ่งท่ีไดจากการอานไป
ประยกุ ตใ ชในการดำเนินชีวติ
ใบความรทู ี่ 6 เรอ่ื ง การจับใจความสำคัญจากการฟง และดู
หนว ยการเรียนรูที่ ๑ เรื่อง สือ่ สารคลองตอ งรวู ธิ ี
แผนการจัดการเรียนรูท ี่ 6 เรอ่ื ง การจับใจความสำคัญจากการฟง และดู
รายวชิ า พ้นื ฐานภาษาไทย รหสั ท๑๕๑๐๑ ภาคเรยี นท่ี ๑ ชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ ๕
การจบั ใจความสำคัญจากการฟง และดู
การจบั ใจความสำคญั จากการฟงและดู เปนการจับใจความสำคัญหรอื ขอคดิ หรือความคิดหลักของเรือ่ ง ที่
ฟง และดู โดยใจความสำคญั นนั้ จะเปน ส่งิ ทค่ี รอบคลุมเร่อื งราวทงั้ หมดท่ีฟง และดู
ใจความสำคญั หมายถงึ ใจความที่สำคญั ทสี่ ุด หรอื เรียกวา เปน หวั ใจหลกั ของเรือ่ งน้ันทง้ั หมด เชน
- การฟงและดูครูเลานิทาน : ในนิทาน 1 เรื่องจะมีใจความสำคัญหรือความคิดหลักของเรื่อง อาจเปน
ขอ ความหรือประโยคทค่ี รอบคลุมเน้อื หาท้งั หมดของเร่อื ง หรืออาจเปนขอคดิ ของเรือ่ ง
- การฟง และดขู าว/เหตกุ ารณใ นชวี ติ ประจำวัน : ในแตละวนั เราจะไดฟ งและดขู าวหรอื เหตุการณ ตา ง
ๆ ในชีวิตประจำวันซ่ึงทำใหเราไดร แู ละเปนประสบการณน้ัน ในเร่ืองท่ีไดฟ งและดู มักจะมีความคิดหลัก
หรือที่เรยี กวา “ประเด็นหลกั ”ของขา ว/เหตุการณน น้ั ๆ ซ่ึงจะทำใหเราเขาใจภาพรวมไดโดยงา ย
หลักการจบั ใจความสำคัญจากการฟง และดู
๑. ตัง้ จดุ มงุ หมายในการฟง และดใู หช ดั เจน
๒. ฟงและดเู ร่อื งราวอยา งคราว ๆ พอเขา ใจ และเกบ็ ประเด็นที่สำคญั ๆ ของเรอื่ ง
๓. เมื่อฟง และดจู บใหต ้ังคำถามตนเองวาเรอ่ื งที่อานมี “ใคร ทำอะไร ท่ีไหน เมือ่ ไร อยางไร”
๔. นำสง่ิ ท่สี รุปไดม าเรียบเรยี งใจความสำคญั ใหมดว ยสำนวนของตนเอง เพื่อใหเ กดิ ความสละสลวย
จุดมงุ หมายของการสรปุ ความจากการฟงและดู
การจับใจความสำคัญจากเร่ืองท่ีฟงและดู แลวนำมาเรียบเรียงใหมอยางส้ัน ๆ เพื่อใหรูวาเปนเรื่องอะไร
โดยมี “ใคร ทำอะไร มีใครทำอะไร ทีไ่ หน เมือ่ ไร อยา งไร” จุดมงุ หมายของการสรุปความจากการฟง และดมู ดี ังนี้
๑. เพ่ือการนำไปใช เชน เพื่อขอมูลท่ีไดมาเขียนเรียงความ เพื่อชวยทบทวนความรู ความคิด และความจำ
เพือ่ นำใจความสำคญั ไปใชใ นการตดิ ตอ สือ่ สาร ชว ยใหการฟงและการดไู ดผลดีย่ิงขนึ้
๒. เพ่ือความเพลิดเพลิน ไดแก การรับสารเพ่ือความสนุกสนาน ผอนคลายความตึงเครียด ไมเนน
ความสำคัญของเน้ือหาสาระ ไมจำเปนตองมีสมาธมิ ากนกั ในการรับสาร
๓. เพ่ือความจรรโลงใจ ไดแ ก การรับสารที่กอ ใหเกดิ สติปญญาหรือชว ยยกระดบั จิตใจใหส ูงขึ้น ผรู บั สาร
ตองมีวิจารณญาณทจ่ี ะเช่ือหรือปฏิบัตใิ นสิง่ ทถ่ี กู ตอ ง
๔. เพื่อประเมินผลและวิจารณ ไดแก การรับสารที่ตองอาศัยความรูอยางละเอียด ถูกตองในเร่ืองท่ีจะ
ประเมินหรือวจิ ารณ นอกจากน้นั ตอ งมคี วามเปนธรรม ไมม อี คตติ อ ผูสงสารหรือตวั สาร
กระบวนการฟง และการดูมี ๖ ข้ันตอน ดงั น้ี
๑. ข้ันไดยินหรือเห็นเปนข้ันตน ของการรับสาร เมื่อมีคล่ืนเสียงมากกระทบกับโสตประสาทหรือไดเห็นภาพที่
ปรากฏอยใู นสายตา
๒. ข้ันพิจารณาแยกแยะเสียงท่ีไดยินหรือภาพท่ีเห็น วาเปนเสียงอะไรหรือภาพอะไร คน สัตว สิ่งของ หรือ
ปรากฏการณทางธรรมชาติ
๓. ข้ันยอมรับ เปนข้ันตอนที่ตอ จากการพจิ ารณาแลว ผูฟงหรือผูดูอาจยอมรับหรือปฏเิ สธวา ขอความที่ไดย ิน
หรอื ภาพทีเ่ หน็ สื่อความหมายไดหรือไม
๔. ข้ันตีความ เปนข้ันท่ีผูฟงหรือผูดูแปลความหมายหรือตีความหมายของส่ิงที่ไดยินหรือไดเห็นใหตรงกับ
จดุ ประสงคของผสู งสารท่ตี องการสือ่ ถงึ ผรู บั สาร เน่ืองจากสารท่สี ง มาอยใู นรูปของความหมายโดยนยั
๕. ข้นั เขาใจ เปน ขนั้ ท่ีผูฟ ง หรอื ผูดทู ำความเขาใจกบั ขอ ความที่ไดยนิ หรอื ภาพที่ไดเ ห็น
๖. ขัน้ นำไปใช เปน ขั้นที่พจิ ารณาจนเขา ใจ อยางถอ งแทแลว ผูฟง และผดู ูกจ็ ะมปี ฏิกิริยาตอบสนอง
หลกั การฟงท่ดี ี
๑. ฟง ใหตรงจุดประสงค คอื กำหนดจุดประสงคในการฟง เชน ฟงเพอ่ื เอาความรู ฟงเพอ่ื สรุปความรู
๒. ฟงดว ยความพรอ ม คือ ตองมคี วามพรอมทงั้ ทางรา งกาย จติ ใจ และสติปญ ญา
๓. ฟงอยางมสี มาธิ คือ มีความตัง้ ใจ จดจออยูก บั เร่ืองท่ฟี งหรือดู ไมฟงุ ซา นคดิ ถึงเรอื่ งอืน่
๔. ฟง ดวยความกระตือรอื รน คอื มีความสนใจ เหน็ ประโยชนหรือคุณคา ของเรอ่ื งทฟ่ี ง
๕. ฟงโดยไมม อี คติ คือ ไมมคี วามลำเอยี ง ซ่งึ ความลำเอียงเกดิ จากความรัก ความโกรธ
๖. ฟง โดยใชว ิจารณญาณ คือ นำส่ิงทฟ่ี ง มาประเมินวา มีประโยชนหรอื นา เชอ่ื ถือมากนอ ยเพียงใด
มารยาทในการฟงและดู
๑. ฟง และดูดว ยความสงบ เพราะจะชว ยใหมีสมาธมิ ากขน้ึ
๒. ฟงและดูดว ยความตั้งใจ และจดบนั ทกึ ประเดน็ สำคญั
๓. ปรบมอื แสดงอาการ เม่ือประทับใจ
๔. มองหนาและสบตาของผพู ูด
๕. เมอ่ื มขี อสงสยั ควรยกมือถามหลังผพู ดู เปดโอกาสใหถาม ไมควรถามแทรกขณะท่ผี พู ูดกำลังพดู อยู
๖. ไมสงเสียงดงั รบกานผอู ื่นขณะฟง
๗. ไมควรแสดงทา ทาง สีหนา เมือ่ ไมพอใจผูพูด
๘. ตง้ั ใจฟง และดูเรื่องราว ตงั้ แตตน จนจบ ไมควรลกุ เดินหนอี อกจากท่ปี ระชุม
๙. ไมค วรแสดงกิรยิ าทไ่ี มเหมาะสม เชน โหร อ ง หวั เราะเสยี งดัง พูดตะโกนถาม หรือน่ังกระดิกเทา
๑๐. ไมค วรเดนิ เขา เดินออกขณะทผ่ี ูพดู กำลงั พูด หากมีความจำเปน ควรทำความเคารพกอน
ใบความรทู ี่ 7 เร่อื ง การพดู แสดงความรูและความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งทฟ่ี ง และดู
หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๑ เรือ่ ง ส่อื สารคลองตองรวู ิธี
แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 7 เรอ่ื ง การพดู แสดงความรแู ละความคดิ เหน็ จากเรอ่ื งที่ฟงและดู
รายวิชา พ้ืนฐานภาษาไทย รหสั ท๑๕๑๐๑ ภาคเรียนที่ ๑ ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๕
การพูดแสดงความรู
การพูดแสดงความรู เปนการถายทอดความรูท่ีมีอยูใหผูอื่นไดรับรูโดยการพูด ซ่ึงสะทอนจากความรูท่ีไดพบ
เหน็ จากภาพ เหตกุ ารณ สถานการณต า ง ๆ สถานที่ หรอื สงิ่ ของตาง ๆ ดว ยการพูดใหผ อู ่ืนฟง
การพูดแสดงความคดิ เหน็
การพูดแสดงความคิดเห็น เปนการพูดขยายความจากเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง โดยการพูดอธิบายหรือพูดแสดง
ความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั เรอ่ื งน้ัน ๆ อยางมหี ลกั ฐานหรอื เหตผุ ลประกอบ
ดังนั้น การพูดแสดงความรูและความคิดเห็น เปนการพูดแสดงความรูและความคิดเห็นตอเรื่องใด
เร่ืองหนึ่ง ควรพจิ ารณาอยางรอบคอบ ผูพูดจะตองตรวจสอบขอเท็จจริงกอนที่จะพูดวาถูกตอ งหรอื ไม จากน้ัน
พดู ใหก ระจา ง ชัดเจน โดยใชเหตผุ ลประกอบหรอื มีหลักฐานอางองิ
หลักการพูดแสดงความรสู ึกและความคดิ เหน็
1. ศกึ ษาเรื่องที่สนใจจะพูดใหเขา ใจ ชัดเจน แจม แจง
2. มคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกับเรอื่ งท่ีจะพดู เปนอยางดี
3. กลา วถงึ ขอ มลู หรอื ขอ เทจ็ จรงิ กอ น (ภาคความร)ู หลงั จากนั้นจงึ กลาวความคดิ เหน็ (ภาคความคดิ เห็น)
โดยใชเหตุผลหรอื หลกั ฐานประกอบ เพือ่ ขยายความเขาใจใหชัดเจนยงิ่ ข้ึน 4. พูดใน
เชงิ สรางสรรค และมขี อ เสนอแนะ โดยไมมอี คตหิ รือความลำเอียง 4. มีมารยาทใน
การพดู พูดดว ยนำ้ เสียงสภุ าพ ไมใ ชถ อ ยคำภาษาทร่ี นุ แรง 5. ควรเขียนแบบรางกอน
พดู แลว ตรวจสอบปรบั ปรงุ สำนวนภาษา และการเขียนสะกดคำใหถ กู ตอ ง 6. พูดดวยความเปนกัลยาณมิตร
บุคลกิ ภาพตอ งเหมาะสม นา เช่ือถือ เพอื่ ใหผูฟ งเกดิ ความไวใ จและ ยอมรับในตวั ผูพูด
7. ไมพูดใหราย และไมพูดเสียดผูอื่นใหไดรับความ
เสยี หาย เพราะจะมผี ลกระทบตามมาในภายหลงั 8. หลักเล่ียงการพูดแสดงความคิดเห็นเรื่องสวนตัวของผูอื่น
ไมพูดจาสอ เสยี ด ทับถม เยาะเยยผอู น่ื
9. พดู มีหางเสยี ง หรือมคี ำลงทา ยทสี่ ภุ าพ เปนทางการ เชน ครับ/คะ
10. พดู ดว ยความปรารถนาดี จริงใจ และบรสิ ทุ ธิใ์ จตอผอู น่ื
มารยาทในการพูด
๑. พดู จาไพเราะ
๒. ไมแยง กนั พดู
๓. พดู ดวยคำสุภาพไมหยาบคาย
๔. พดู ดวยนำ้ เสยี งทไ่ี พเราะนุมนวล
๕. ไมพ ดู แทรกจงั หวะผอู ืน่
๖. พูดดวยหนา ตายมิ้ แยม แจม ใส
๗. ใชความดังของเสียงใหพ อเหมาะ ไมเสยี งเบาหรอื ดังเกินไป
๘. ไมพดู นินทาวา รา ยผอู ื่น
ขอควรคำนึงในการพดู
การพูดแสดงความรูและความคิดเห็นจากเรอ่ื งทีฟ่ งและดู เราควรพจิ ารณาใหรอบคอบกอนพูด เพ่อื ไมใหเ กิด
ความขัดแยง กบั ผอู น่ื เพราะในเร่อื งเดียวกนั แตละคนอาจมมี ุมมองและความคดิ เหน็ ที่แตกตางกันได
6.
5
,, ,
2
1.
2.
2
1.
2.