รายงาน เรอ่ื ง หิน
จดั ทำโดย นำงสำวศิรำภรณ์ เหลำ่ เลิศ ชน้ั มธั ยมศึกษำป่ีท่ี๔
คานา
รำยงำนเลม่ น้ีจดั ทำข้ึนเพ่ือเป็นสว่ นหน่ึงของวิชำ โลกและดำรำศำสตร์ชนั้ มธั ยมศึกษำป่ีท่ี4 เพ่ือใหไ้ ดศ้ ึกษำหำควำมรูใ้ นเร่ืองหินและไดศ้ ึกษำ
อยำ่ งเขำ้ ใจเพ่ือนประโยชน์กบั กำรเรียน
ผูจ้ ดั ทำหวงั วำ่ รำยงำนเลม่ น้ีจะเป็นประโยชน์กบั ผูอ้ ำ่ น หรือนักเรียนนักศึกษำท่ีกำลงั หำขอ้ มูลเร่ืองน้ีอยูห่ ำกมีขอ้ แนะนำหรือผิดพลำดประกำรใด
ผูจ้ ดั ทำขอนอ้ มรับไวแ้ ละขออภยั มำ ณ ท่ีน้ีดว้ ย
สารบญั
หนำ้
4
หิน(Rocks). 5
วฎั จกั รหิน(Rock cycle). 6
หินอคั นี (Igneous rocks). 9
หินตะกอน (Sedimentary rocks). 11
กำรกร่อน (Erosion) .
ประเภทของหินของตะกอน 12
หินแปร (Metamorphic rocks) 14
บทสรุปของวฏั จกั รหิน 15
หนิ (Rocks)
หิน คือ มวลของแข็งท่ีประกอบไปดว้ ยแร่ชนิดเดียวกนั หรือหลำยชนิดรวมตวั กนั อยตู่ ำมธรรมชำติ
เน่ืองจำกองคป์ ระกอบของเปลือกโลกสว่ นใหญเ่ ป็นสำรประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ดงั นั้นเปลือก
โลก สว่ นใหญม่ กั เป็นแร่ตระกลู ซิลิเกต นอกจำกนั้นยงั มีแร่ตระกูลคำรบ์ อเนต เน่ืองจำกบรรยำกำศโลกใน
อดีตสว่ นใหญเ่ ป็นคำร์บอนไดออกไซด์ น้ำฝนไดล้ ะลำยคำร์บอนไดออกไซดบ์ นบรรยำกำศลงมำสะสมบนพ้ืน
ดินและมหำสมุทร ส่ิงมีชีวิตอำศยั คำรบ์ อนสรำ้ งธำตุอำหำรและร่ำงกำย แพลงตอนบำงชนิดอำศยั ซิลิกำสรำ้ ง
เปลือก เม่ือตำยลงทบั ถมกนั เป็นตะกอน หินสว่ นใหญบ่ นเปลือกโลกจึงประกอบดว้ ยแร่ตำ่ งๆ ดงั ตำรำงท่ี 1
วฏั จกั รหนิ (Rock cycle)
นักธรณีวิทยำแบง่ หินออกเป็น 3 ประเภท ตำมลกั ษณะกำรเกิดคือ หินอคั นี หินตะกอน และหินแปร เม่ือหินหนืดรอ้ นภำยในโลก
(Magma) และ หินหนืดรอ้ นบนพ้ืนผิวโลก (Lava) เย็นตวั ลงกลำยเป็น “หินอคั นี” ลมฟำ้ อำกำศ น้ำ และแสงแดด ทำใหห้ ินผุพงั สึก
กร่อนเป็นตะกอน ทบั ถมกนั เป็นเวลำนำนหลำยลำ้ นปี แรงดนั และปฏิกิริยำเคมีทำใหเ้ กิดกำรรวมตวั เป็น “หินตะกอน” หรือเรียกอีกอยำ่ งหน่ึงวำ่
“หินชน้ั ” กำรเปล่ียนแปลงของเปลือกโลกและควำมรอ้ นจำกแมนเทิลขำ้ งลำ่ ง ทำใหเ้ กิดกำรแปรสภำพเป็น “หินแปร” กระบวนกำรเหลำ่ น้ี
เกิดข้ึนเป็นวงรอบเรียกวำ่ “วฏั จกั รหิน” (Rock cycle) อยำ่ งไรก็ตำมกระบวนกำรไมจ่ ำเป็นตอ้ งเรียงลำดบั หินอคั นี หินชน้ั และหิน
แปร กำรเปล่ียนแปลงประเภทหินอำจเกิดข้ึนยอ้ นกลบั ไปมำได้ ข้ึนอยกู่ บั ปจั จยั แวดลอ้ ม ตำมท่ีแสดงในภำพท่ี 1
หนิ อคั นี (Igneous rocks)
หินอคั นี เป็นหินท่ีเกิดจำกกำรแข็งตวั ของหินหนืด (Magma) จำกชน้ั แมนเทิลท่ีโผลข่ ้ึนมำ เรำแบง่ หินอคั นีตำมแหลง่ ท่ีมำออกเป็น 2
ประเภท คือ
หินอคั นีแทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เป็นหินท่ีเกิดจำกหินหนืดท่ีเย็นตวั ลงภำยในเปลือกโลกอยำ่ งชำ้ ๆ
ทำใหผ้ ลึกแร่มีขนำดใหญ่ และเน้ือหยำบ เชน่ หินแกรนิต หินไดออไรต์ และหินแกบโบร
หินอคั นีพุ (Extrusive ingneous rocks) บำงทีเรียกวำ่ หินภูเขำไฟ เป็นหินหนืดท่ีเกิดจำกลำวำบนพ้ืนผิวโลกเย็นตวั อยำ่ ง
รวดเร็ว ทำใหผ้ ลึกมีขนำดเล็ก และเน้ือละเอยี ด เชน่ หินบะซอลต์ หินไรออไรต์ และหินแอนดีไซต์
นอกจำกน้ันนักธรณีวิทยำยงั จำแนกหินอคั นี โดยใชอ้ งคป์ ระกอบของแร่ เป็น หินชนิดกรด หินชนิดปลำงกลำง หินชนิดดำ่ ง และ
หินอลั ตรำเมฟิก โดยใชป้ ริมำณของซิลิกำ (SiO2) เป็นเกณฑจ์ ำกมำกไปหำนอ้ ยตำมลำดบั (รำยละเอยี ดในตำรำงท่ี 2) จะเห็นไดว้ ำ่ หินท่ีมี
องคป์ ระกอบเป็นควอรตซแ์ ละเฟลดส์ ปำรม์ ำกจะมีสีออ่ น สว่ นหินท่ีมีองคป์ ระกอบเป็นเหล็กและแมกนีเซียมมำกจะมีสีเขม้
หินแกรนิต (Granite) เป็นหินอคั นีแทรกซอนท่ีเย็นตวั ลงภำยในเปลือกโลกอยำ่ งชำ้ ๆ จึงมีเน้ือหยำบซ่ึงประกอบดว้ ยผลึกขนำดใหญ่
ของแร่ควอรตซส์ ีเทำใส แร่เฟลดส์ ปำร์สีขำวขุน่ และแร่ฮอรน์ เบลนด์ หินแกรนิตแข็งแรงมำก ชำวบำ้ นใชท้ ำครก เชน่ ครกอำ่ งศิลำ ภูเขำ
หินแกรนิตมกั เต้ียและมียอดมน เน่ืองจำกเปลือกโลกซ่ึงเคยอยชู่ น้ั บนสึกกร่อนผุพงั เผยใหเ้ ห็นแหลง่ หินแกรนิตซ่ึงอยเู่ บ้ืองลำ่ ง
หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอคั นีพุ เน้ือละเอียด เกิดจำกกำรเย็นตวั ของลำวำ มีสีเขม้ เน่ืองจำกประกอบดว้ ยแร่ไพร็อกซีนเป็นสว่ นใหญ่
อำจมีแร่โอลิวีนปนมำดว้ ย เน่ืองจำกเกิดข้ึนจำกแมกมำใตเ้ ปลือกโลก หินบะซอลตห์ ลำยแหง่ ในประเทศไทยเป็นแหลง่ กำเนิดของอญั มณี
(พลอยชนิดตำ่ งๆ) เน่ืองจำกแมกมำดนั ผลึกแร่ซ่ึงอยลู่ ึกใตเ้ ปลือกโลก ใหโ้ ผลข่ ้ึนมำเหนือพ้ืนผิว
หินไรโอไลต์ (Ryolite) เป็นหินอคั นีพุซ่ึงเกิดจำกกำรเย็นตวั ของลำวำ มีเน้ือละเอียดซ่ึงประกอบดว้ ยผลึกแร่ขนำดเล็ก มีแร่องคป์ ระกอบ
เหมือนกบั หินแกรนิต แตท่ วำ่ ผลึกเล็กมำกจนไมส่ ำมำรถมองเห็นได้ สว่ นมำกมีสีชมพู และสีเหลือง
หินแอนดีไซต์ (Andesite) เป็นหินอคั นีพุซ่ึงเกิดจำกกำรเย็นตวั ของลำวำในลกั ษณะเดียวกบั หินไรโอไรต์ แตม่ ีองคป์ ระกอบของ
แมกนีเซียมและเหล็กมำกกวำ่ จึงมีสีเขยี วเขม้
หินพมั มิซ (Pumice) เป็นหินแกว้ ภูเขำไฟชนิดหน่ึงซ่ึงมีฟองกำ๊ ซเล็กๆ อยใู่ นเน้ือมำกมำยจนโพรกคลำ้ ยฟองน้ำ มีสว่ นประกอบเหมือนหิน
ไรโอไลต์ มีน้ำหนักเบำ ลอยน้ำได้ ชำวบำ้ นเรียกวำ่ หินสม้ ใชข้ ดั ถูภำชนะทำใหม้ ีผิววำว
หินออบซิเดียน (Obsedian) เป็นหินแกว้ ภูเขำไฟซ่ึงเย็นตวั เร็วมำกจนผลึกมีขนำดเล็กมำก เหมือนเน้ือแกว้ สีดำ หินออบซิเดียน
หินตะกอน (Sedimentary rocks)
แมว้ ำ่ หินจะเป็นของแข็ง แตม่ นั ก็มิสำมำรถดำรงอยไู่ ดอ้ ยำ่ งถำวร หินเม่ือถูกแสงแดด ลมฟ้ำอำกำศ และน้ำ หรือ ถูกกระแทก ก็แตกเป็น
กอ้ นเล็กๆ หรือผุกร่อน เส่ือมสภำพลง เศษหินท่ีผุพงั ทง้ั อนุภำคใหญแ่ ละเล็กถูกพดั พำไปสะสมอดั ตวั กนั เป็นชน้ั ๆ เกิดควำมกดดนั และปฏิกิริยำ
เคมีจนกลบั กลำยเป็นหินอีกครงั้ หินท่ีเกิดใหมน่ ้ีเรำเรียกวำ่ “หินตะกอน” หรือ “หินชนั้ ” ปัจจยั ท่ีทำใหเ้ กิดหินตะกอนหรือหินชนั้ มีดงั ตอ่ ไปน้ี
กำรผุพงั (Weathering) คือ กำรท่ีหินผุพงั ทำลำยลง (อยกู่ บั ท่ี) ดว้ ยกรรมวิธีตำ่ งๆ จำกลมฟำ้ อำกำศ สำรละลำย และรวมทงั้ กำรกระทำ
ของตน้ ไม้ แบคทีเรีย ตลอดจนกำรแตกตวั ทำงกลศำสตร์ มีกำรเพ่ิมอณุ หภูมิและลดอุณหภูมิสลบั กนั เป็นตน้ ภำพท่ี 5 แสดงใหเ้ ห็นถึงกำรผุพงั
ของหินชน้ั บน ประกอบกบั กำรดนั ตวั จำกใตเ้ ปลืหินตะกอน (Sedimentary rocksอกโลก ทำใหเ้ กิดภูเขำหินแกรนิต
ตารางท่ี 3 ตวั อย่างกระบวนการผพุ งั ทางเคมี (Chemical
Weathering)
การกรอ่ น (Erosion)
กำรกร่อน (Erosion) หมำยถึง กระบวนกำรท่ีทำใหส้ ำรเปลือกโลกหลุด ละลำยไป หรือกร่อนไป (โดยมีกำรเคล่ือนท่ีกระจดั กระจำยไป
จำกท่ีเดิม) โดยมีตน้ เหตุคือตวั กำรธรรมชำติ ซ่ึงไดแ้ ก่ ลมฟ้ำอำกำศ กระแสน้ำ ธำรน้ำแข็ง กำรครูดถู ภำยใตอ้ ิทธิพลของแรงโนม้ ถว่ ง
กำรพดั พำ (Transportation) หมำยถึง กำรเคล่ือนท่ีของมวลหิน ดิน ทรำย โดยกระแสน้ำ กระแสลม หรือธำรน้ำแข็ง ภำยใตแ้ รง
ดึงดดู ของโลก อนุภำคขนำดเล็กจะถูกพดั พำใหเ้ คล่ือนท่ีไปไดไ้ กลกวำ่ อนุภำคขนำดใหญ่
กำรทบั ถม (Deposit) เกิดข้ึนเม่ือตวั กลำงซ่ึงทำใหเ้ กิดกำรพดั พำ เชน่ กระแสน้ำ กระแสลม หรือธำรน้ำแข็ง ออ่ นกำลงั ลงและยตุ ิลง
ตะกอนท่ีถูกพดั พำจะสะสมตวั ทบั ถมกนั ทำใหเ้ กิดกำรเปล่ียนแปลงทำงอุณหภูมิ ควำมกดดนั ปฏิกิริยำเคมี และเกิดกำรตกผลึก หินตะกอนท่ีอยู่
ชน้ั ลำ่ งจะมีควำมหนำแน่นสูงและมีเน้ือละเอียดกวำ่ ชนั้ บน เน่ืองจำกแรงกดดนั ซ่ึงเกิดข้ึนจำกน้ำหนักตวั ทบั ถมกนั เป็นชนั้ ๆ (หมำยเหตุ: กำรทบั
ถมบำงครง้ั เกิดจำกกำรระเหยของสำรละลำย สว่ นท่ีเป็นน้ำระเหยไปในอำกำศท้ิงสำรท่ีเหลือใหต้ กผลึกไวเ้ ชน่ เดียวกบั กำรทำนำเกลือ)
กำรกลบั คืนเป็นหิน (Lithification) เม่ือเศษตะกอนทบั ถมกนั จะเกิดโพรงข้ึนประมำณ 20 – 40% ของเน้ือตะกอน น้ำพำ
สำรละลำยเขำ้ มำแทนท่ีอำกำศในโพรง เม่ือเกิดกำรทบั ถมกนั จนมีน้ำหนักมำกข้ึน เน้ือตะกอนจะถูกทำใหเ้ รียงชิดติดกนั ทำใหโ้ พรงจะมีขนำด
เล็กลง จนน้ำท่ีเคยมีอยถู่ ูกขบั ไลอ่ อกไป สำรท่ีตกคำ้ งอยทู่ ำหนำ้ ท่ีเป็นซีเมนตเ์ ช่ือมตะกอนเขำ้ ดว้ ยกนั กลบั เป็นหินอีกครง้ั
ประเภทของหินตะกอน
นักธรณีวิทยำจำแนกหินตะกอนตำมลกั ษณะกำรเกิดออกเป็น 3 กลุม่ คือ
1. หินตะกอนอนุภำค (Clastic rocks) ไดแ้ ก่
o หินกรวดมน (Congromorate) เป็นหินเน้ือหยำบเกิดจำกตะกอนซ่ึงเป็นหิน กรวด ทรำย ท่ีถูกกระแสน้ำ
พดั พำมำอยรู่ วมกนั สำรละลำยในน้ำใตด้ ินทำตวั เป็นซิเมนตป์ ระสำนใหอ้ นุภำคใหญเ่ ล็กเหลำ่ น้ี เกำะตวั กนั เป็นกอ้ นหิน
o หินทรำย (Sandstone) เป็นหินตะกอนเน้ือละเอยี ดปำนกลำง เกิดจำกกำรทบั ถมตวั ของทรำย มี
องคป์ ระกอบหลกั เป็นแร่ควอรตซ์ คนโบรำณใชห้ ินทรำยแกะสลกั สรำ้ งปรำสำท และทำหินลบั มีด
o หินดินดำน (Shale) เป็นหินตะกอนเน้ือละเอียดมำก เน่ืองจำกประกอบดว้ ยอนุภำคทรำยแป้งและอนุภำคดิน
เหนียวทบั ถมกนั เป็นชนั้ บำงๆ ขนำนกนั เม่ือทุบหินจะแตกตวั ตำมรอยชนั้ (ฟอสซิลมีอยใู่ นหินดินดำน) ดินเหนียวท่ีเกิดดินดำนใชท้ ำ
เคร่ืองปน้ั ดินเผำ
2. หินตะกอนเคมี (Chemical sedimentary rocks) ไดแ้ ก่
o หินปูน (Limestone) เป็นหินตะกอนคำรบ์ อเนต เกิดจำกกำรทบั ถมของตะกอนคำรบ์ อเนตในทอ้ งทะเล ทง้ั
จำกสำรอนินทรีย์ และซำกส่ิงมีชีวิต เชน่ ปะกำรงั และกระดองของสตั วท์ ะเล ซ่ึงถบั ถมกนั ภำยใตค้ วำมกดดนั และตกผลึกใหมเ่ ป็นแร่แคลไซต์
จึงทำปฏิกิริยำกบั กรด หินปูนใชท้ ำเป็นปูนซิเมนต์ และใชใ้ นกำรกอ่ สรำ้ ง
o หินเชิรต์ (Chert) หินตะกอนเน้ือแน่น แข็ง เกิดจำกกำรตกผลึกใหม่ เน่ืองจำกน้ำพำสำรละลำยซิลิกำเขำ้ ไป
แลว้ ระเหยออก ทำใหเ้ กิดผลึกซิลิกำแทนท่ีเน้ือหินเดิม หินเชิรต์ มกั เกิดข้ึนใตท้ อ้ งทะเล เน่ืองจำกแพลงตอนท่ีมีเปลือกเป็นซิลิกำตำยลง เปลือก
ของมนั จะจมลงทบั ถมกนั หินเชิร์ตจึงปะปะอยใู่ นหินปูน
3. หินตะกอนอินทรีย์ (Organic sedimentary rocks) ไดแ้ ก่
o ถำ่ นหิน (Coal) เกิดจำกกำรทบั ถมของซำกพืชท่ียงั ไมเ่ น่ำเป่ื อยไปหมดเน่ืองจำกสภำวะออกซิเจนต่ำ สภำวะ
เชน่ น้ีเกิดตำมหว้ ยหนองคลองบึง ในแถบภูมิอำกำศแบบเสน้ ศูนยส์ ูตร กำรทบั ถมทำใหเ้ กิดกำรแรงกดดนั ท่ีจะระเหยขบั ไลน่ ้ำและสำรละลำย
อ่ืนๆออกไป ย่ิงมีปริมำณคำร์บอนมำกข้ึนถำ่ นหินจะย่ิงมีสีดำ ลิกไนต์ (Lignite) เป็นถำ่ นหินคุณภำพปำนกลำง มีมำกท่ีเหมืองแมเ่ มำะ
จ.ลำปำง แอนทรำไซต์ (Anthracite) เป็นถำ่ นหินคุณภำพสูง ตอ้ งนำเขำ้ จำกตำ่ งประเทศ
หมำยเหตุ น้ำมนั และกำ๊ ซเช้ือเพลิง เกิดจำกกำรทบั ถมของส่ิงมีชีวิตเล็กๆ ในทะเล เชน่ ไดอะตอม (Diatom) และสำหร่ำยเซลลเ์ ดียว
(Algae) เกิดตะกอนใตม้ หำสมุทร ตะกอนโคลนเหลำ่ น้ีขำดกำรไหลถำ่ ยเทของน้ำ กำรเน่ำเป่ื อยผุพงั จึงหยดุ ส้ินกอ่ นเน่ื องจำกออกซิเจน
หมดไป ตะกอนท่ีถูกทบั ถมไวภ้ ำยใตค้ วำมกดดนั และอณุ ภูมิสูง เป็นเวลำนำนหลำยรอ้ ยลำ้ นปีจึงกลำยเป็นน้ำมนั (Oil)
หนิ แปร (Metamorphic rocks)
หินแปร คือหินท่ีแปรสภำพไปจำกโดยกำรกระทำของควำมรอ้ น แรงดนั และปฏิกิริยำเคมี หินแปรบำงชนิดยงั แสดงเคำ้ เดิม บำงชนิดผิดไปจำก
เดิมมำกจนตอ้ งอำศยั ดูรำยละเอียดของเน้ือใน หรือสภำพส่ิงแวดลอ้ มจึงจะทรำบท่ีมำ อยำ่ งไรก็ตำมหินแปรชนิดหน่ึงๆ จะมีองคป์ ระกอบ
เดียวกนั กบั หินตน้ กำเนิด แตอ่ ำจจะมีกำรตกผลึกของแร่ใหม่ เชน่ หินชนวนแปรมำจำกหินดินดำน หินออ่ นแปรมำจำกหินปูน เป็นตน้
หินแปรสว่ นใหญเ่ กิดข้ึนในระดบั ลึกใตเ้ ปลือกโลกหลำยกิโลเมตร ท่ีซ่ึงมีควำมดนั สูงและอยใู่ กลก้ ลบั หินหนืดรอ้ นในชน้ั แอสทีโนสเฟียร์ แตก่ ำร
แปรสภำพในบริเวณใกลพ้ ้ืนผิวโลกเน่ืองจำกส่ิงแวดลอ้ มโดยรอบก็คงมี นักธรณีวิทยำแบง่ กำรแปรสภำพออกเป็น 2 ประเภท คือ
กำรแปรสภำพสมั ผสั (Contact metamorphism) เป็นกำรแปรสภำพเพรำะควำมรอ้ น เกิดข้ึน ณ บริเวณท่ีหินหนืดหรือลำวำ
แทรกดนั ข้ึนมำสมั ผสั กบั หินทอ้ งท่ี ควำมรอ้ นและสำรจำกหินหนืดหรือลำวำทำใหห้ ินทอ้ งท่ีในบริเวณนั้นแปรเปล่ียนสภำพผิดไปจำกเดิม
กำรแปรสภำพบริเวณไพศำล (Regional metamophic) เป็นกำรแปรสภำพของหินซ่ึงเกิดเป็นบริเวณกวำ้ งใหญไ่ พศำล
เน่ืองจำกอุณหภูมิและควำมกดดนั โดยปกติกำรเปรสภำพแบบน้ีจะไมม่ ีควำมเก่ยี วพนั กบั มวลหินอคั นี และมกั จะมี “ร้ิวขนำน”
(Foliation) จนแลดูเป็นแถบลำยสลบั สี บิดยว้ ยแบบลูกคล่ืน ซ่ึงพบในหินชีสต์ หินไนส์ ทง้ั น้ีเป็นผลมำจำกกำรกำรตกผลึกใหมข่ องแร่
ในหิน ทงั้ น้ีร้ิวขนำนอำจจะแยกออกไดเ้ ป็นแผน่ ๆ และมีผิวหนำ้ เรียบเนียน เชน่ หินชนวน
บทสรุปของวฏั จกั รหิน
ภำพท่ี 12 แสดงใหเ้ ห็นถึงวฏั จกั รกำรเกิดหินทง้ั สำมประเภท ดงั น้ี
แมกมำในชนั้ แมนเทิล แทรกตวั ข้ึนสูเ่ ปลือกโลก เน่ืองจำกมีอณุ หภูมิสูง ควำมหนำแน่นต่ำ แรงดนั สูง แมกมำท่ีตกผลึกภำยในเปลือก
โลกกลำยเป็นหินอคั นีแทรกซอน (มีผลึกขนำดใหญ)่ สว่ นแมกมำท่ีเย็นตวั บนพ้ืนผิวกลำยเป็นหินอคั นีพุ (มีผลึกขนำดเล็ก)
หินทุกชนิดเม่ือผุพงั สึกกร่อน จะถูกพดั พำใหเ้ ป็นตะกอน ทบั ถม และกลำยเป็นหินตะกอน
หินทุกชนิดเม่ือถูกกดดนั หรือทำใหร้ อ้ น เน้ือแร่จะตกผลึกใหม่ กลำยเป็นหินแปร
หินทุกชนิดเม่ือหลอมละลำย จะกลำยเป็นแมกมำ เม่ือมนั แทรกตวั ข้ึนสูเ่ ปลือกโลก จะเย็นตวั ลงกลำยเป็นหินอคั นี
บรรณานกุ รม
http://www.pw.ac.th/emedia/media/science/lesa/8/rocks/properties/rocks_
properties.html