The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเรื่อง หิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirapornlaoloes687, 2021-02-02 00:22:24

รายงานเรื่อง หิน

รายงานเรื่อง หิน

รายงานเร่ือง หิน
จัดทาโดย

น.ส.เอมมิกา สุระสระ
เลขที่ 22 ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4/1

เสนอ
ครู จิรศกั ด์ิ ดวงสุข
รายวชิ า โลกดาราศาสตร์และอวกาศ 31262
ภาคเรียนท่ี2 ปี การศึกษา 2563
โรงเรียนบุญเรืองวทิ ยาคม

คานา

รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ าโลกดาราศาสตร์และอวกาศซ่ึงเน้ือหาจะประกอบ
ไปดว้ ย ความรู้เก่ียวกบั หินท้งั หมด ผเู้ ขียนจดั ทาข้ึนเพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจใน หิน
วา่ มีลกั ษณะอยา่ งไรเพอ่ื สามารถนาความรู้ที่ไดร้ ับไปปรับใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์และใชเ้ ป็น
พ้ืนฐานความรู้ในการศึกษาวชิ า

เอมมิกา สุระสระ

สารบญั
เรื่อง หน้า

คานา...............................................................................................................ก
สารบญั ............................................................................................................ข
ความหมายของหิน..........................................................................................1
วฏั จกั รหิน (Rock cycle)..................................................................................4
หินอคั นี (Igneous rocks).................................................................................5
หินตะกอน (Sedimentary rocks).....................................................................8
บทสรุปของวฏั จกั รหิน....................................................................................11
บรรณานุกรม....................................................................................................12

หิน (Rock)

หมายถึง มวลของแขง็ ที่ประกอบข้ึนดว้ ยแร่ชนิดเดียวกนั หรือหลายชนิดรวมตวั กนั อยู่
ตามธรรมชาติ แบ่งตามลกั ษณะการเกิดได้ 3 ชนิดใหญ่

1. หินอคั นี (Igneous Rock)

เกิดจากหินหนืดที่อยใู่ ตเ้ ปลือกโลกแทรกดนั ข้ึนมาแลว้ ตกผลึกเป็นแร่ต่างๆ และเยน็ ตวั ลง
จบั ตวั แน่นเป็นหินที่ผวิ โลก แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

 หินอคั นีแทรกซอน (Intrusive Igneous Rock) เกิดจากการเยน็ ตวั ลงอยา่ งชา้ ๆ
ของหินหนืดใตเ้ ปลือกโลก มีผลึกแร่ขนาดใหญ่ (>1 มิลลิเมตร) เช่นหินแกรนิต
(Granite) หินไดออไรต์ (Diorite) หินแกบโบร (Gabbro)

 หินอคั นีพุ (Extruisive Igneous Rock) หรือหินภเู ขาไฟ (Volcanic Rock) เกิด
จากการเยน็ ตวั ลงอยา่ งรวดเร็วของหินหนืดที่ดนั ตวั พอุ อกมานอกผวิ โลกเป็น
ลาวา (Lava) ผลึกแร่มีขนาดเลก็ หรือไม่เกิดผลึกเลยเช่น หินบะซอลต์ (Basalt)
หินแอนดีไซต์ (Andesite) หินไรโอไลต์ (Rhyolite)

2. หินช้ันหรือหินตะกอน (Sedimentary Rock)

เกิดจากการทบั ถม และสะสมตวั ของตะกอนต่างๆ ไดแ้ ก่ เศษหิน แร่ กรวด ทราย ดิน
ท่ีผพุ งั หรือสึกกร่อนถกู ชะละลายมาจากหินเดิม โดยตวั การธรรมชาติ คือ ธารน้า ลม ธาร
น้าแขง็ หรือคล่ืนในทะเล พดั พาไปทบั ถมและแขง็ ตวั เป็นหินในแอ่งสะสมตวั หินชนิดน้ี
แบ่งตามลกั ษณะเน้ือหินได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ

 หินช้นั เน้ือประสม (Clastic Sedimentary Rock) เป็นหินช้นั ท่ีเน้ือเดิมของ
ตะกอน พวกกรวด ทราย เศษหินและดิน ยงั คงสภาพอยใู่ หพ้ ิสูจน์ได้ เช่น
หินทราย (Sandstone) หินดินดาน (Shale) หินกรวดมน (Conglomerate)
เป็ นตน้

 หินเน้ือประสาน (Nonclastic Sedimentary Rock) เป็นหินท่ีเกิดจากการตก
ผลึกทางเคมี หรือจากส่ิงมีชีวติ มีเน้ือประสานกนั แน่นไม่สามารถพิสูจน์
สภาพเดิมได้ เช่น หินปนู (Limestone) หินเชิร์ต (Chert) เกลือหิน (Rock
Salte) ถ่านหิน (Coal) เป็นตน้

หนิ ทรายแสดงชนั้ เฉียงระดบั ชนั้ หนิ ทรายสลบั ชนั้ หนิ ดนิ ดาน หนิ กรวดมน

3. หินแปร (Metamorphic Rock)

เกิดจากการแปรสภาพโดยการกระทาของความร้อน ความดนั และปฏิกิริยาทางเคมี ทาให้
เน้ือหิน แร่ประกอบหินและโครงสร้างเปล่ียนไปจากเดิม การแปรสภาพของหินจะอยใู่ น
สถานะของของแขง็ ซ่ึงจดั แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

 การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกิดเป็นบริเวณกวา้ ง
โดยมีความร้อนและความดนั ทาใหเ้ กิดแร่ใหมห่ รือผลึกใหม่เกิดข้ึน มีการ
จดั เรียงตวั ของแร่ใหม่ และแสดงริ้วขนาน (Foliation) อนั เนื่องมาจากแร่เดิมถูก
บีบอดั จนเรียงตวั เป็นแนวหรือแถบขนานกนั เช่น หินไนส์ (Gneiss) หินชีสต์
(Schist) และหินชนวน (Slate) เป็นตน้

การแปรสภาพสมั ผสั (Contact metamorphism) เกิดจากการแปรสภาพโดยความ
ร้อนและปฏิกิริยาทางเคมีของสารละลายท่ีข้ึนมากบั หินหนืดมาสมั ผสั กบั หิน
ทอ้ งท่ี ไม่มีอิทธิพลของความดนั มากนกั ปฏิกิริยาทางเคมีอาจทาใหไ้ ดแ้ ร่ใหม่
บางส่วนหรือเกิดแร่ใหม่แทนท่ีแร่ในหินเดิม หินแปรที่เกิดข้ึนจะมีการจดั เรียง
ตวั ของแร่ใหม่ ไม่แสดงริ้วขนาน (Nonfoliation) เช่น หินอ่อน (Marble) หินค
วอตไซต์ (Quartzite)

หินไนส์ (Gneiss) หินควอตไซต์ (Quartzite)

วฏั จักรหิน (Rock cycle)

นกั ธรณีวทิ ยาแบ่งหินออกเป็น 3 ประเภท ตามลกั ษณะการเกิดคือ หินอคั นี หิน
ตะกอน และหินแปร เมื่อหินหนืดร้อนภายในโลก (Magma) และ หินหนืดร้อนบน
พ้ืนผวิ โลก (Lava) เยน็ ตวั ลงกลายเป็น “หินอคั นี” ลมฟ้ าอากาศ น้า และแสงแดด ทาใหห้ ิน
ผพุ งั สึกกร่อนเป็นตะกอน ทบั ถมกนั เป็นเวลานานหลายลา้ นปี แรงดนั และปฏิกิริยาเคมีทา
ใหเ้ กิดการรวมตวั เป็น “หินตะกอน” หรือเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ “หินช้นั ” การเปล่ียนแปลง
ของเปลือกโลกและความร้อนจากแมนเทิลขา้ งล่าง ทาใหเ้ กิดการแปรสภาพเป็น “หิน
แปร” กระบวนการเหล่าน้ีเกิดข้ึนเป็นวงรอบเรียกวา่ “วฏั จกั รหิน” (Rock cycle) อยา่ งไรก็
ตามกระบวนการไม่จาเป็นตอ้ งเรียงลาดบั หินอคั นี หินช้นั และหินแปร การเปล่ียนแปลง
ประเภทหินอาจเกิดข้ึนยอ้ นกลบั ไปมาได้ ข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั แวดลอ้ ม ตามท่ีแสดงในภาพที่ 1

หินอคั นี (Igneous rocks)

หินอคั นี เป็นหินท่ีเกิดจากการแขง็ ตวั ของหินหนืด (Magma) จากช้นั แมนเทิลท่ีโผล่
ข้ึนมา เราแบ่งหินอคั นีตามแหล่งที่มาออกเป็น 2 ประเภท คือ
หนิ อคั นีแทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เป็นหินท่ีเกิดจากหินหนืดที่เยน็ ตวั ลง
ภายในเปลือกโลกอยา่ งชา้ ๆ ทาใหผ้ ลึกแร่มีขนาดใหญ่ และเน้ือหยาบ เช่น หินแกรนิต หิน
ไดออไรต์ และหินแกบโบร

หนิ อคั นีพุ (Extrusive ingneous rocks) บางทีเรียกวา่ หินภูเขาไฟ เป็นหินหนืดท่ีเกิด
จากลาวาบนพ้นื ผวิ โลกเยน็ ตวั อยา่ งรวดเร็ว ทาใหผ้ ลึกมีขนาดเลก็ และเน้ือละเอียด เช่น
หินบะซอลต์ หินไรออไรต์ และหินแอนดีไซต์
นอกจากน้นั นกั ธรณีวิทยายงั จาแนกหินอคั นี โดยใชอ้ งคป์ ระกอบของแร่ เป็น หินชนิด
กรด หินชนิดปลางกลาง หินชนิดด่าง และหินอลั ตราเมฟิ ก โดยใชป้ ริมาณของซิลิกา
(SiO2) เป็นเกณฑจ์ ากมากไปหานอ้ ยตามลาดบั (รายละเอียดในตารางท่ี 2) จะเห็นไดว้ า่
หินท่ีมีองคป์ ระกอบเป็นควอรตซแ์ ละเฟลดส์ ปาร์มากจะมีสีออ่ น ส่วนหินที่มี
องคป์ ระกอบเป็นเหลก็ และแมกนีเซียมมากจะมีสีเขม้

หินอคั นีทสี่ าคญั

หินแกรนิต (Granite) เป็นหินอคั นีแทรกซอนที่เยน็ ตวั ลงภายในเปลือกโลกอยา่ ง
ชา้ ๆ จึงมีเน้ือหยาบซ่ึงประกอบดว้ ยผลึกขนาดใหญ่ของแร่ควอรตซส์ ีเทาใส แร่เฟลดส์ ปาร์
สีขาวข่นุ และแร่ฮอร์นเบลนด์ หินแกรนิตแขง็ แรงมาก ชาวบา้ นใชท้ าครก เช่น ครกอา่ ง
ศิลา ภูเขาหินแกรนิตมกั เต้ียและมียอดมน เน่ืองจากเปลือกโลกซ่ึงเคยอยชู่ ้นั บนสึกกร่อนผุ
พงั เผยใหเ้ ห็นแหลง่ หินแกรนิตซ่ึงอยเู่ บ้ืองล่าง

หนิ บะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอคั นีพุ เน้ือละเอียด เกิดจากการเยน็ ตวั ของลาวา มีสี
เขม้ เน่ืองจากประกอบดว้ ยแร่ไพร็อกซีนเป็นส่วนใหญ่ อาจมีแร่โอลิวนี ปนมาดว้ ย
เน่ืองจากเกิดข้ึนจากแมกมาใตเ้ ปลือกโลก หินบะซอลตห์ ลายแห่งในประเทศไทยเป็น
แหล่งกาเนิดของอญั มณี (พลอยชนิดต่างๆ) เน่ืองจากแมกมาดนั ผลึกแร่ซ่ึงอยลู่ ึกใตเ้ ปลือก
โลก ใหโ้ ผล่ข้ึนมาเหนือพ้ืนผวิ

หินไรโอไลต์ (Ryolite) เป็นหินอคั นีพุซ่ึงเกิดจากการเยน็ ตวั ของลาวา มีเน้ือละเอียด
ซ่ึงประกอบดว้ ยผลึกแร่ขนาดเลก็ มีแร่องคป์ ระกอบเหมือนกบั หินแกรนิต แต่ทวา่ ผลึกเลก็
มากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนมากมีสีชมพู และสีเหลือง

หนิ แอนดไี ซต์ (Andesite) เป็นหินอคั นีพุซ่ึงเกิดจากการเยน็ ตวั ของลาวาใน
ลกั ษณะเดียวกบั หินไรโอไรต์ แต่มีองคป์ ระกอบของแมกนีเซียมและเหลก็ มากกวา่ จึงมีสี
เขียวเขม้

หินพมั มซิ (Pumice) เป็นหินแกว้ ภเู ขาไฟชนิดหน่ึงซ่ึงมีฟองก๊าซเลก็ ๆ อยใู่ นเน้ือ
มากมายจนโพรกคลา้ ยฟองน้า มีส่วนประกอบเหมือนหินไรโอไลต์ มีน้าหนกั เบา ลอยน้า
ได้ ชาวบา้ นเรียกวา่ หินสม้ ใชข้ ดั ถภู าชนะทาใหม้ ีผวิ วาว

หนิ ออบซิเดยี น (Obsedian) เป็นหินแกว้ ภเู ขาไฟซ่ึงเยน็ ตวั เร็วมากจนผลึกมีขนาด
เลก็ มาก เหมือนเน้ือแกว้ สีดา หินออบซิเดียน

หินตะกอน (Sedimentary rocks)

แมว้ า่ หินจะเป็นของแขง็ แต่มนั กม็ ิสามารถดารงอยไู่ ดอ้ ยา่ งถาวร หินเมื่อถูก
แสงแดด ลมฟ้ าอากาศ และน้า หรือ ถูกกระแทก กแ็ ตกเป็นกอ้ นเลก็ ๆ หรือผกุ ร่อน
เส่ือมสภาพลง เศษหินที่ผพุ งั ท้งั อนุภาคใหญ่และเลก็ ถูกพดั พาไปสะสมอดั ตวั กนั เป็นช้นั ๆ
เกิดความกดดนั และปฏิกิริยาเคมีจนกลบั กลายเป็นหินอีกคร้ัง หินที่เกิดใหม่น้ีเราเรียกวา่
“หินตะกอน” หรือ “หินช้นั ” ปัจจยั ท่ีทาใหเ้ กิดหินตะกอนหรือหินช้นั มีดงั ต่อไปน้ี

การผพุ งั (Weathering) คือ การท่ีหินผพุ งั ทาลายลง (อยกู่ บั ที่) ดว้ ยกรรมวธิ ีต่างๆ
จากลมฟ้ าอากาศ สารละลาย และรวมท้งั การกระทาของตน้ ไม้ แบคทีเรีย ตลอดจนการ
แตกตวั ทางกลศาสตร์ มีการเพ่ิมอุณหภูมิและลดอุณหภูมิสลบั กนั เป็นตน้ ภาพที่ 5 แสดง
ใหเ้ ห็นถึงการผพุ งั ของหินช้นั บน ประกอบกบั การดนั ตวั จากใตเ้ ปลือกโลก ทาใหเ้ กิดภูเขา
หินแกรนิต

การกร่อน (Erosion) หมายถึง กระบวนการท่ีทาใหส้ ารเปลือกโลกหลุด ละลายไป หรือ
กร่อนไป (โดยมีการเคล่ือนที่กระจดั กระจายไปจากท่ีเดิม) โดยมีตน้ เหตุคือตวั การ
ธรรมชาติ ซ่ึงไดแ้ ก่ ลมฟ้ าอากาศ กระแสน้า ธารน้าแขง็ การครูดถู ภายใตอ้ ิทธิพลของแรง
โนม้ ถ่วง

การพดั พา (Transportation) หมายถึง การเคล่ือนท่ีของมวลหิน ดิน ทราย โดย
กระแสน้า กระแสลม หรือธารน้าแขง็ ภายใตแ้ รงดึงดูดของโลก อนุภาคขนาดเลก็ จะถูก
พดั พาใหเ้ คล่ือนท่ีไปไดไ้ กลกวา่ อนุภาคขนาดใหญ่

การทบั ถม (Deposit) เกิดข้ึนเมื่อตวั กลางซ่ึงทาใหเ้ กิดการพดั พา เช่น กระแสน้า
กระแสลม หรือธารน้าแขง็ อ่อนกาลงั ลงและยตุ ิลง ตะกอนที่ถกู พดั พาจะสะสมตวั ทบั ถม
กนั ทาใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงทางอุณหภมู ิ ความกดดนั ปฏิกิริยาเคมี และเกิดการตกผลึก
หินตะกอนท่ีอยชู่ ้นั ล่างจะมีความหนาแน่นสูงและมีเน้ือละเอียดกวา่ ช้นั บน เน่ืองจากแรง
กดดนั ซ่ึงเกิดข้ึนจากน้าหนกั ตวั ทบั ถมกนั เป็นช้นั ๆ (หมายเหตุ: การทบั ถมบางคร้ังเกิดจาก
การระเหยของสารละลาย ส่วนท่ีเป็นน้าระเหยไปในอากาศทิง้ สารท่ีเหลือใหต้ กผลึกไว้
เช่นเดียวกบั การทานาเกลือ)

การกลบั คืนเป็นหิน (Lithification) เมื่อเศษตะกอนทบั ถมกนั จะเกิดโพรงข้ึน
ประมาณ 20 – 40% ของเน้ือตะกอน น้าพาสารละลายเขา้ มาแทนที่อากาศในโพรง เม่ือเกิด
การทบั ถมกนั จนมีน้าหนกั มากข้ึน เน้ือตะกอนจะถูกทาใหเ้ รียงชิดติดกนั ทาใหโ้ พรงจะมี
ขนาดเลก็ ลง จนน้าที่เคยมีอยถู่ ูกขบั ไล่ออกไป สารที่ตกคา้ งอยทู่ าหนา้ ท่ีเป็นซีเมนตเ์ ช่ือม
ตะกอนเขา้ ดว้ ยกนั กลบั เป็นหินอีกคร้ัง

บทสรุปของวฏั จกั รหิน

ภาพท่ี 12 แสดงใหเ้ ห็นถึงวฏั จกั รการเกิดหินท้งั สามประเภท ดงั น้ี แมกมาในช้นั แมน
เทิล แทรกตวั ข้ึนสู่เปลือกโลก เน่ืองจากมีอุณหภมู ิสูง ความหนาแน่นต่า แรงดนั สูง แมกมา
ท่ีตกผลึกภายในเปลือกโลกกลายเป็นหินอคั นีแทรกซอน (มีผลึกขนาดใหญ่) ส่วนแมกมา
ท่ีเยน็ ตวั บนพ้นื ผวิ กลายเป็นหินอคั นีพุ (มีผลึกขนาดเลก็ )หินทุกชนิดเม่ือผพุ งั สึกกร่อน จะ
ถูกพดั พาใหเ้ ป็นตะกอน ทบั ถม และกลายเป็นหินตะกอน หินทุกชนิดเม่ือถกู กดดนั หรือ
ทาใหร้ ้อน เน้ือแร่จะตกผลึกใหม่ กลายเป็นหินแปร หินทุกชนิดเมื่อหลอมละลาย จะ
กลายเป็นแมกมา เมื่อมนั แทรกตวั ข้ึนสู่เปลือกโลก จะเยน็ ตวั ลงกลายเป็นหินอคั นี

บรรณานุกรม

http://www.pw.ac.th/emedia/media/science/lesa/8/rocks/properties/ro
cks_properties.html


Click to View FlipBook Version