1
ความรหู้ รือความเช่ียวชาญท่ใี ช้ในการทาใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลง
แผนแม่บทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ ประเดน็ การทอ่ งเทยี่ ว ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ มงุ่ เนน้ การเสรมิ สรา้ ง
ศักยภาพผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อให้มี ทักษะและองค์ความรู้ในธุรกิจตลอด
ห่วงโซ่อุปทานของการท่องเที่ยว ทั้งด้านการออกแบบ การวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี การ
บริหารจัดการธุรกิจและการตลาด เพื่อสร้างความแตกต่างและความโดดเด่น ของสินค้าและบริการ ให้สอดคล้อง
กบั ความต้องการของตลาดทอ่ งเท่ียว
ตลาดโอ๊ะป่อยมีจุดเด่นมากมายที่สามารถเป็นจุดขายในการดึงดดู นักท่องเที่ยวกลุ่มเปา้ หมายแล้ว การจะ
สร้างความสาเร็จให้แก่แหล่งทอ่ งเที่ยวนั้น ปัจจัยสาคัญอีกสิง่ หนึ่งท่ี โอ๊ะป่อย แหล่งท่องเที่ยว ได้ให้ความสาคัญไม่
คือ การสร้างวัฒนธรรม องค์กรที่ดีผ่านการการปลูกฝังจิตสานึกของชมุ ชนในแหล่งท่องเที่ยวใหม้ ี ความรับผิดชอบ
ตอ่ ตนเองและสังคม ความสาคัญในการปลูกจิตสานึกให้ คนรูจ้ กั เสียสละ ร่วมแรงรว่ มใจ ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กันและกัน มี
ความร่วมมือ ในการทาประโยชน์เพื่อส่วนรวม อีกทั้งต้องช่วยกันพัฒนาศักยภาพตนเอง โดยพัฒนาสินค้าและ
บริการใหม้ ีคุณภาพ มีมาตรฐาน ปลอดภัยอยู่เสมอ เพอื่ มอบความพงึ พอใจสูงสดุ ใหแ้ กน่ ักท่องเทยี่ ว
นอกจากนนั้ คณะกรรมการตลาดโอ๊ะปอ่ ยมุ่งเนน้ การพัฒนาบุคลากรตามหลักสมรรถนะ ซึ่งการทาให้คนใน
ชุมชน ใช้ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานตามหน้าที่
รับผดิ ชอบท่สี ง่ ผลให้สมาชกิ สามารถปฏบิ ัติงานได้อย่างมีประสทิ ธิผลตามเกณฑม์ าตรฐานท่กี าหนดไว้ โดยได้รับการ
สนับสนความช่วยเหลือทางด้านองค์ความรู้จาก พัฒนาชุมชนอาเภอสวนผึ้ง ในการสนับสนุนพัฒนา แนวคิด องค์
ความรู้ บุคลากรในการพัฒนาชุมชน ภาคีสถานศึกษา ได้แก่โรงเรียนบ้านท่ามะขาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏ
หมู่บ้านจอมบงึ ไดส้ นบั สนุนองค์ความรู้ บคุ ลากรในการพัฒนา การดาเนนิ การ และเพิม่ คุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์ท้องถ่ิน
จนสามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเทย่ี วได้
1. องค์ความรหู้ รือความเชย่ี วชาญทางด้านการจัดการท่องเที่ยวอยา่ งยั่งยนื
1.1 ศกั ยภาพของคน
ศักยภาพของคน ต้องเริ่มที่คนในชุมชนที่จะต้องรู้จักรากเหง้า ของตนเองให้ดีเสียก่อนเพื่อความพร้อมในการ
บอกเลา่ ข้อมูลแลtคนใน ชมุ ชนตอ้ งมคี วามพร้อมท่จี ะเรยี นรู้มีความสามคั คีทางานร่วมกันได้
1.2 ศกั ยภาพของพ้ืนท่ี
2
ศักยภาพของพ้ืนท่ี หมายรวมถึงทรพั ยากรธรรมชาติและ วัฒนธรรมประเพณีภูมิปญั ญาท้องถิ่นทสี่ ืบสานต่อกัน
มาคนในชุมชนตอ้ ง รูจ้ กั ตอ้ งรกั และหวงแหนเหน็ คุณค่าของทรัพยากรในชมุ ชนของตนสามารถ ทจี่ ะนามาจัดการได้
อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนทั้งนี้แล้วชุมชนต้องมีความพร้อม ในการเรียนรู้ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องแนวคิด
พ้ืนฐาน ทางด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการจดั การในพ้ืนท่ีได้ด้วย
1.3 ศักยภาพการจดั การ
การจัดเปน็ เร่ืองท่ีไมง่ ่ายนกั ทจี่ ะทาอะไรเพ่ือให้เกิด ประโยชน์สูงสดุ เกดิ ความยงั่ ยนื สมดลุ ในกลุ่มคนหมู่มาก
ดังนั้นชุมชนที่จะ สามารถบริหารจัดการ“การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ได้ต้องเป็นชุมชนที่เป็นที่ยอมรับมีความคิดมี
วสิ ยั ทศั น์ความเข้าใจเรื่องการท่องเทยี่ ว โดยชมุ ชนท้ังยังต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานท้ังภาครัฐท่ีเก่ียวข้อง
ต้องมีการพูดคุยกาหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมชุมชนรู้ว่าพื้นที่ ของตนจะมีรูปแบบการท่องเที่ยวอย่าง
ยั่งยืนได้อย่างไรควรมีกิจกรรม อะไรบ้างและจะมีการกระจายจัดสรรรายได้อย่างไรทั้งหลายทั้งปวงที่ กล่าวมานั้น
สิ่งสาคัญที่สุดของชุมชนก็คือการมีส่วนร่วมอันหมายรวมถึง ร่วมในทุก ๆ สิ่งทุกอย่างเพื่อส่วนรวม การจัดการการ
ทอ่ งเที่ยว ควรเปน็ ไปอยา่ งมีขัน้ ตอน มีคณะการทางานท่ีมี ประสทิ ธภิ าพ มีโครงสรา้ งอยา่ งเป็นระบบ มีบุคลากร มี
ทักษะ และรวมไปถึงการมีส่วนร่วมใน การปฏิบัติงานในทุกกระบวนการ เพราะการจัดการที่ดีและมีระบบจะ
ป้องกนั การสบั สน ซ้าซ้อน ในการปฏบิ ตั ิงานไปอกี ดว้ ย ซง่ึ สามารถพัฒนาองค์ความรดู้ ังนี้
1. Strategy หมายถึง กลยุทธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความผสมกลมกลืนกันระหว่าง วัตถุประสงค์ การ
จดั ลาดบั ความสาคัญ การควบคุม และขอบเขตของกจิ กรรมต่าง ๆ ของ การท่องเทยี่ วเชิงอนรุ ักษ์ โดยการเลือกกล
ยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งต้องประกอบไปด้วยกลยุทธ์ ในการวางแผน การดาเนินงานที่สามารถปฏิบัติได้ และต้อง
เปน็ ไปตามนโยบายของการทอ่ งเท่ียว แหง่ ชาตดิ ว้ ย
2. Structure หมายถึง โครงสร้างในองค์กรซึ่งควรจะเกี่ยวข้องกับการจัดลาดับขั้นและ การแบ่งหน้าที่ให้
เหมาะสม เพราะโครงสร้างทีด่ จี ะเปน็ กญุ แจท่ีสาคัญท่นี าไปสู่ความสาเรจ็ ใน การจัดการการท่องเที่ยว
3. System หมายถึง ระบบในการจัดการการท่องเที่ยวซึ่งมีความหมายที่ครอบคลุมไปถึง ระบบการ
จัดการขอ้ มูล ระบบการดาเนินงาน การปฏบิ ัตกิ าร การเงิน การจัดการทรพั ยากรมนุษย์ การตลาดและระบบอ่ืน ๆ
ดว้ ย โดยทกุ ระบบต้องมกี ารประสานร่วมมือกันและมีความสัมพนั ธ์กนั ในทกุ ข้ันตอน
4. Staff บุคลากรนับเป็นส่วนสาคัญที่ทาให้เกิดการดาเนินการต่าง ๆ สาเร็จลุล่วงไป ด้วยดี โดยเฉพาะ
บุคคลท่ที าหนา้ ท่ีบริการนกั ท่องเทยี่ วจะตอ้ งพจิ ารณาอย่างรอบคอบโดยจดั สรร บคุ คลทม่ี คี วามละเอียดรอบคอบ มี
3
ความผูกพันกับงาน มีความรับผิดชอบ ให้ความช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวด้วยความเต็มใจ มีความจริงใจซื่อสัตย์
ทางานดีประสลผลสาเรจ็ และสามารถทาให้ นกั ทอ่ งเทีย่ วพงึ พอใจเป็นสาคัญ
5. Skill ในการทางานทุกอย่างต้องอาศัยความชานาญ งานจึงจะมีประสิทธิภาพ โดย ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3
อย่างคือ ความรู้ ทกั ษะ และทศั นคตติ ่องาน
6. Style การรวมกันระหวา่ ง Staff และ Skill แต่ละคนจะมีรูปแบบในการดาเนินงานที่ ตา่ งกัน
7. Share การแบ่งปนั แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็น ความร้ซู ึ่งนาไปสกู่ าร จัดการการทอ่ งเที่ยวได้
2. องคค์ วามร้หู รือความเช่ียวชาญทางดา้ นการจัดการสิง่ แวดลอ้ ม
การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จาเป็นจะต้องรักษาความสมดุลของทรัพยากรการ ท่องเที่ยวซึ่งมี
ความสาคญั และมีความสัมพันธโ์ ดยตรงกับ ประชาชนในพนื้ ทแ่ี ละสังคม ดงั นน้ั การจัดการทรัพยากรการท่องเท่ียว
อย่างยั่งยืนจึงควรการกาหนดแนวทางการใช้ประโยชน์และการ พัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว รวมทั้งปัจจัย
แวดล้อมท่เี กีย่ วข้องกบั การทอ่ งเทยี่ วเพือ่ ตอบสนอง ความจา เปน็ ทางเศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม และสุนทรยี ภาพ
แก่สมาชิกของสงั คมทั้งในปัจจบุ นั และอนาคต โดยใช้ทรพั ยากรอย่างชาญฉลาด ให้สามารถใชป้ ระโยชนไ์ ดต้ ลอดไป
การอนรุ กั ษ์และพัฒนาทรัพยากรการท่องเท่ียว หมายถงึ การปรับปรงุ และการรกั ษาทรัพยากร การท่องเท่ียว
ที่มีอยใู่ นท้องถิน่ เช่น แหล่งท่องเทย่ี วทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมกิจกรรมใหค้ งความงดงาม และมีคุณค่าเป็น
ทรพั ยากรของชาติสบื ไป พรอ้ มท้ังใช้เปน็ สง่ิ ดงึ ดดู ใจนกั ทอ่ งเที่ยวใหเ้ ข้ามาเยือนในท้องถ่นิ ของ ตน การอนุรกั ษ์
สถานที่ท่องเที่ยว หมายถึง การนาเอาสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมาใช้อย่างถูกต้องและก่อให้ เกิดประโยชน์ต่อ
มวลชนมากที่สุด รวมทง้ั พยายามที่จะรักษาหรือคงสภาพเดิม ของสถานทท่ี อ่ งเทยี่ วเหล่านนั้ ไว้ ให้ไดน้ านท่ีสุดเท่าท่ี
จะทาได้ การจัดการการทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศ จะต้องพิจารณาถงึ สาระสาคญั ดังน้ี
1. การจัดการทรพั ยากร จาเปน็ ต้องมีการจดั การทด่ี มี ีประสิทธิภาพ
2. ความต้องการทางเศรษฐกิจโดยคานึงว่าการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ต้องมี
ความสามารถในการสรา้ งกาไรเพ่ือความอยรู่ อด และผลประโยชนข์ องชุมชน
3. การตอบสนองความต้องการ หรือพันธะทางสังคม หมายถึงการให้ความเคารพต่อวิถีชีวิตและ วัฒนธรรม
ของชุมชนต่าง ๆ รวมตลอดจนความหลากหลายและมรดกเชิงวฒั นธรรม
4
4. สนุ ทรยี ภาพของส่ิงแวดล้อมและวัฒนธรรมต่าง ๆ การธารงรักษาไวซ้ งึ่ สุนทรยี ภาพของสถานที่ เหลา่ นั้น คือ
ภารกจิ สาคญั ของการพฒั นาการทอ่ งเท่ียว
5. การคานงึ ถึงกระบวนการและขอบเขตทางนิเวศวิทยา เพ่ือใหก้ ารพัฒนาสามารถดารงสภาพแวด ล้อมต่าง ๆ
ทง้ั ทางกายภาพและชีวภาพทีเ่ ปราะบางเอาไว้ได้
6. การรักษาไว้ซง่ึ ความหลากหลายทางชวี ภาพของพืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ
7. การดารงไว้ซง่ึ ระบบสนับสนุนชีวติ (Life-supporting System) ซ่งึ จะช่วยใหม้ นุษย์และสิ่งมชี วี ติ ทงั้ หมดใน
โลกมชี ีวิตอยู่รอด
3. องคค์ วามร้หู รอื ความเชีย่ วชาญทางดา้ นการตลาด
การตลาดการท่องเทยี่ ว หมายถงึ ความพยายามของผู้ประกอบการธุรกิจทจี่ ะวิเคราะหใ์ ห้ทราบว่า มที รัพยากร
การท่องเที่ยวและ การบริการท่องเที่ยวอะไรบ้างที่จะสามารถขายให้แก่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มได้แล้วจึงใช้
ส่วนผสม ทางการตลาดท่องเที่ยวจูงใจให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้น เกิดความต้องการอยากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
และซื้อบริการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวนั้น โดยทาให้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผล กาไรตามต้องการจาก
ความพงึ พอใจของนักทอ่ งเทีย่ ว
1. การส่งเสรมิ การจัดจาหน่าย(Promotion)
การจัดการส่งเสรมิ การจัดจาหนา่ ยถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดท่ีสาคญั ในการจัดการตลาด ของสินค้าทางด้าน
การท่องเที่ยวนอกจากกลยุทธ์ทางด้านราคาหรอื อื่นๆ การจัดการส่งเสริมการจัด จา หน่ายของสินค้าทางด้านการ
ท่องเที่ยวนั้น สามารถจัดทาได้หลายลักษณะดังต่อไปนี้ การจัดส่งเสริมการจัดจาหน่ายแบบเน้นในตัวสินค้าเอง
(Product Promotion) เป็นการ จัดสง่ เสริมการขายโดยตรงสร้างความคุน้ เคยในตัวสนิ คา้ (Product Awareness)
อาจใชก้ ลยุทธห์ ลาย วีเชน่ การโฆษณาการลดราคาการจับ รางวัลหรอื ข้อเสนอราคาพเิ ศษ
2. ชอ่ งทางการจดั จาหน่าย(Place)
การท่องเที่ยวและสินคา้ ทีเ่ กีย่ วกับการท่องเที่ยวนั้น สามารถเปลี่ยนแปลง และเลือก ช่องทางการจา หน่ายได
โดยไมม่ กี ฎตายตัว ซ่ึงจะถูกกาหนดโดยสภาวะตลาด และผ้ปู ระกอบการ อย่างไรก็ตามช่องทางการจัดจาหน่ายนั้น
สามารถแบง่ เปน็ จดั จาหนา่ ยโดยตรงให้กบั ลูกค้า (Direct Sale) หรือ(B to C - Business To Customer) ชอ่ งทาง
5
ดงั กลา่ วนอ้ี าจกล่าวไดว้ ่า เป็นช่องทางที่เหมาะสมกับธุรกิจขนาดเล็ก หรือกบั แหล่งท่องเท่ียว ที่ได้รับการนิยมแบบ
ถาวร ผู้ให้บริการหรือสนิ ค้าจะจัดจาหน่ายโดยตรงกบั ลูกค้า โดยอาจจะใช้ เครื่องมือบางอย่างเช่น Internet หรือ
การโฆษณาโดยตรง สาหรับการจัดจาหน่ายในลกั ษณะนี้ มีจุดเด่น กล่าวคือ สินค้าสามารถขายไดร้าคาโดยที่มิต้อง
เสยี คา่ นายหน้า และผูข้ ายสามารถควบคมุ ระบบการขายได้โดยตรง
3. ผลิตภัณฑ์(Product)
สินค้าทางการท่องเท่ียวจะต้องแตกต่างจากจากสินค้าในกลุ่มธุรกิจอื่นโดยสิ้นเชงิ สินค้าจากการท่องเทีย่ วเป็น
สินค้าที่ไม่สามารถจับตอ้ งได้(Intangible Product) ก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ที่สามารถจับ
ต้องได้(Tangible Product) หรือทดลองใช้ หรือสัมผัสก่อนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น
และความตอ้ งการของลูกค้าโดยตรง ซึง่ การตดั สนิ ใจดงั กล่าว คือการซอื้ ความคาดหวัง (Expectation)
4. ราคา (Price)
การกาหนดราคาของสินค้าของการท่องเที่ยวนั้นค่อนข้างลาบาก เนื่องจากสภาวะ ความต้องการของตลาด
(Demand) และจานวนของสินคา้ ทมี่ ีอยู่ในตลาด (Supply) อีกท้ังยังมปี จั จยั อื่นทเ่ี ป็นตวั กาหนดราคาดงั น้ี
4.1 ฤดูกาล (Seasonal) ความปกติราคาสินค้าจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งในสินค้าชนิดเดียวกันอาจมี
ราคาทแ่ี ตกต่างกนั มากกว่าเทา่ ตัวในชว่ งฤดกู าลทอ่ งเท่ียว
4.2 มาตรฐานการบริการ (Service Standard) ที่ต่างกันจะเป็นตัวกาหนดราคาสินค้า ซึ่งผู้ซื้อสินค้าจะต้อง
ยอมรบั ในมาตรฐานดังกล่าว
4.3 ทิศทางและแนวโน้มความนิยม (Trend) จะเป็นตัวกาหนดราคาของสินค้าทางด้าน การท่องเที่ยวและ
นบั เปน็ สิ่งสาคญั อย่างยิง่ ทศิ ทางและแนวโน้มความนยิ ม
4. องค์ความร้หู รือความเชี่ยวชาญทางดา้ นการประชาสัมพันธ์
1. การประชาสัมพันธ์(Public Relations) หมายถึง การปฏิบัติงานของหน่วยงาน องค์กร สถาบัน บริษัทใน
การเผยแพรข่ ่าวสารและดาเนินงานวิธีอน่ื ๆ อย่างมแี บบแผนการกระทาอยา่ งต่อเนื่อง ซึง่ สามารถทาได้ดังน้ี
1) เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร ชี้แจงการดาเนินงาน กิจกรรมการเคลื่อนไหวของตลาด ให้กลุ่มเป้าหมายและ
ประชาชนทว่ั ไปรบั ทราบ
6
2) ชักชวนให้กลมุ่ เป้าหมายและสาธารณชนมสี ่วนรว่ มสนับสนนุ และเห็นชอบกับวัตถุประสงค์ของตลาดและให้
ความเชอื่ ถือ
3) สร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจอันดี มีมนุษยสัมพันธ์และทัศนคติที่ดีทั้งภายใจ และภายนอกหน่วยงาน
การประชาสมั พนั ธข์ องธรุ กิจท่องเท่ยี ว สามารถทาไดห้ ลายวธิ ี ดังน้ี
1. การเผยแพร่ต่อสาธารณชน (Publicity) คือ การตีพิมพ์บทความต่าง ๆ ของธุรกิจ ท่องเที่ยวลงในสื่อ
โซเชียลมเี ดยี ในตลาดนักทอ่ งเท่ยี วอาจไมเ่ สยี คา่ ใช้จา่ ยโดยตรงในการลง
2.กจิ กรรมการเผยแพรต่ อ่ สาธารณชนของการท่องเทีย่ ว ท่กี ระทาอยู่ท่วั ไป ได้แก่
2.1.การจดั ทศั นศึกษา (Educational Trip) คอื การเชญิ ผู้แทนส่อื มวลชนและบรษิ ัท นาเทยี่ วมาทศั นศึกษา
ในตลาด เพื่อนาข้อ มูลที่ได้ไปเสนอในหนังสือพิมพ์โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่างๆ ซึ่งได้รับความน่าเชื่อถือจาก
นักทอ่ งเที่ยว
2.2.การทาจดหมายแจ้งข่าว (Business News or Newsletter) สานักงานการท่องเที่ยวจั ดขึ้นเพื่อ
นาเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และความเคล่ือนไหวทางการท่องเทีย่ ว
2.3.การแจ้งขา่ วเป็นคร้ังคราว (Press/News Release) เปน็ การแจง้ ข่าวหรือ แถลงการณ์เมื่อมีเหตุการณ์
ใหมๆ่ เกิดข้นึ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สนิ คา้ และตลาดโอะ๊ ปอ่ ย
2.4.การสมั ภาษณ์บุคคล (Photo Release) เปน็ การเผยแพรข่ ่าวการสมั ภาษณ์พร้อม รูปถา่ ยของบุคคลใน
ตลาดหรอื ในวงการธุรกิจทเ่ี กี่ยวข้องกับการทอ่ งเทย่ี ว หรอื การใชอ้ ินฟลเู อนเซอร์
3. การเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนต่าง ๆ (Community Relations) เช่น ร่วมงานประจาปี ของเมือง
สาคญั หรือของประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
4. การจัดกิจกรรมในโอกาสพิเศษ (Special Event) เป็นการจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราวใน โอกาสหรือ
วาระพิเศษ เช่น งานกฬี าการประกวาดแข่งขัน ตา่ งๆ เพ่ือเปน็ การประชาสมั พันธ์เผยแพร่ และสรา้ งภาพลักษณ์ท่ีดี
ให้แก่ตลาดโอ๊ะป่อย
7
5. องค์ความรู้หรือความเชี่ยวชาญทางด้านการมสี ว่ นร่วม
การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เป็นการ ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผน ร่วมการตัดสินใจ
ร่วมดาเนินการ ร่วมพัฒนา และติดตามประเมินผลของการท่อง เที่ยวโดยชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนจะ
เกิดข้ึนไม่ตอ่ เนอ่ื ง จะมกี ารเรยี ก ประชมุ เปิดเวทีเสวนาเปน็ วาระ หากมีโครงการ งบประมาณ หรอื มปี ัญหาเทา่ นั้น
ชุมชนจึงเสนอกับผู้วิจัยถึงแนวทางในการเสริม สร้างการมีส่วนร่วม ควรจะจัดประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชน มี
ส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับรู้ ปัญหา รับรู้ถึงการดาเนินการ เพื่อหาแนวทางที่
เหมาะสมหรอื หา ทางแกไ้ ขและป้องกนั ไดเ้ ทา่ ทันเหตุการณ์มากย่ิงข้นึ ซึ่งรปู แบบการใหป้ ระชาชน เขา้ มามสี ว่ นรว่ ม
ในการจดั การชุมชนท้องถ่ิน วา่ ชุมชนจัดการ พฒั นาการท่องเทย่ี วดว้ ยตนเอง จะเป็นผู้จัดการควบคุมและ วางแผน
พัฒนาการใชท้ รัพยากรการท่องเท่ียวด้วยตนเองเป็น การพงึ่ ตนเองอย่างแท้จรงิ โดยไม่อาศยั ความคิดรเิ ร่ิม และชัก
จูง จากบุคคลภายนอกหรือรัฐบาลเลย ชุมชนสามารถคิดวิเคราะห์ และตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหา และวางแนว
ทางการพฒั นาการท่อง เท่ียวตลอดจนติดตามประเมินผลดว้ ยตนเอง
6. องคค์ วามรู้หรือความเช่ยี วชาญทางดา้ นการพฒั นาคน
ความภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่น หรือชาติพันธุ์ความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชุมชน การมี พื้นที่
ทางสงั คม ได้รับการยอมรับจากคนภายนอก เป็นหวั ใจสาคญั ของการดารงไว้ซึง่ ความเป็นชุมชน การ ท่องเท่ียวโดย
ชมุ ชนชว่ ยให้คนในชุมชนไดม้ ีสว่ นรว่ มและกาหนดบทบาทของชุมชนต่อการท่องเทย่ี ว มี กระบวนการในการจัดการ
ความรู้ภายในชุมชน สร้างระบบในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการ ท่องเที่ยวภายในชุมชนโดยชุมชนเอง มี
การพัฒนาทักษะและเพิ่มเติมความรู้ใหม่ให้กับสมาชิกในชุมชนในการ บริหารจัดการท่องเที่ยว ให้คนในชุมชนมี
ความเชอื่ ม่นั ในการนาเสนอปัญหาและความตอ้ งการกบั หน่วยงาน ภายนอก นาเสนอประสบการณแ์ ละความสาเร็จ
ในการพฒั นากับคนและหนว่ ยงานที่มาศึกษา-ดงู าน นอกจากเป็นการพฒั นา “คนใน” แลว้ ยงั ใหก้ ารศกึ ษากบั “คน
นอก” ดว้ ย
ตลาดโอะ๊ ปอ่ ยมกี ารเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และความตระหนักให้กับบุคลากรดา้ นการ ท่องเที่ยวของ
องค์กรในทุกระดับ รวมทั้งผู้ที่เก่ียวขอ้ งกับการท่องเที่ยว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรเหล่านั้นมี ความรู้ ความเข้าใจ
และความสามารถในการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลตามทิศทางการจัดการการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนที่กาหนดไว้
โดย
1) จดั ทาและดาเนนิ การตามแผนพัฒนาบุคลากรตามบทบาทหน้าที่ เพอ่ื เสรมิ สร้าง ความรู้ ความสามารถ
และความตระหนกั ใหก้ ับบคุ ลากรดา้ นการท่องเทยี่ วของ องค์กรในทกุ ระดบั ดังน้ี
8
ทศิ ทางการจัดการการท่องเทยี่ วอยา่ งยง่ั ยนื ขององคก์ ร
แผนการดาเนนิ งาน
ทกั ษะทจ่ี าเปน็ ในการดาเนนิ งานเพ่ือการท่องเทย่ี วอย่างย่ังยืน
การฝึกอบรมประจาปีเพ่ือตอบสนองต่อแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉนิ และ สภาวะวกิ ฤต
2) พฒั นากระบวนการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ และความตระหนกั ใหก้ ับ เด็กรนุ่ ใหมใ่ นชุมชน เมือ่ มี
การสบั เปลีย่ นตาแหน่ง
7. องคค์ วามรู้หรือความเช่ยี วชาญทางดา้ นการพฒั นาทมี
สมาชิกตลาดโอ๊ะป่อยมีรูปแบบการทางานเป็นทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่ต้องอาศัยความช่อย
เหลอื ซึ่งกันและกัน เพอ่ื ให้การดาเนินงานในตลาดประสบความสาเรจ็ หัวใจของการทางานเพื่อใหบ้ รรลเุ ป้าหมายท่ี
วางไวอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ตองอาศัย ความร่วมมือร่วมใจจากการทางานร่วมกันของคณะบุคคล ทุกคนใน
องคก์ รตองรู้สึกว่าตนอยู่ใน “ทมี ” เดียวกัน ร่วมแรงรว่ มใจให้ประสบผลสาเร็จรว่ มกัน ผู้บรหิ ารจงึ ต้องสร้างทีมงาน
ขนึ้ ในตลาด และกระตนุ้ ให้ทกุ คนมีความรู้สึกวา่ เป็นส่วนหน่งึ ของทีม
1) โดยทั่วไปพบว่าผลการปฏิบตั ิงานของกลุม/ทมี จะมปี ระสิทธิผลดีกวา่ การทางาน โดยบุคคลเพยี งคนเดียว
2) เม่ือมกี ารเปรียบเทียบการตัดสินใจโดยกลุ่มกบั การตัดสนิ ใจ โดยบุคคลเพยี งคนเดยี ว พบว่าการตดั สินใจโดย
กลมุ่ จะมีประสทิ ธิภาพมากกวา่ และแกปญั หาไดอย่างมีประสิทธิภาพสูงกวา่
3) บุคคลเรียนรูที่จะเป็นผู้มีค่านิยมในการช่วยเหลือผู้อื่นเมตตาปรานีมีความรับผิดชอบ เข้าใจผู้อื่น เสียสละ
ฯลฯจากการท่เี ขาได้เข้าเปน็ สมาชิกกลุ่ม
4) การแสดงออกของอารมณ์ต่างๆ เช่น สนุกสนาน ตื่นเตน ร่าเริง ผิดหวัง สมหวังฯลฯ เหล่านี้จะมีความ
เขม้ ขน้ สูงกวา่ ปกติเมอ่ื บุคคลอยู่ในกลมุ่
5) คณุ ภาพการใช้ชีวิตประจาวันจะสูงขึ้นเพราะกลุ่ม เนื่องจากไดมีการแบ่งงานกนั ทาตามความเชี่ยวชาญของ
แตละคน
6) การขจัดความขัดแย้งสามารถทาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่า เมื่อไดอยู่รวมกัน ในกลุ่ม การจัดการกับ
อิทธพิ ลทางสงั คมกด็ ีกว่าถ้าไม่มีกลุม่ ก็จะไมมมี าตรฐานของสังคม ไม่มคี ่านิยม ของสังคม ไมมกี ฎระเบียบของสังคม
ความเจรญิ ยอมเกิดขนึ้ ไมได
9
7) เอกลักษณ์ของบุคคล การยอมรับนับถือในตนเอง สมรรถภาพทางสังคมของ คนเรา ล้วนแล้วแต่ไดรับการ
กลอมเกลาหรือหลอหลอมจากสงั คมทงั้ ส้ิน และเพ่ิมพนู การยอมรับ นบั ถอื ระหวา่ ง
8) ถา้ ปราศจากการรว่ มมอื กนั ระหวา่ งสมาชิกแลว กลุ่มและตลาดทง้ั หลาย ย่อมอยู่รอดไมได
9) สร้างขวญั และกาลังใจในการทางานให้กับสมาชิก
10) สร้างความม่ันคงในอาชีพ
11) สร้างความสมั พนั ธ์ในงาน สร้างมิตรสัมพันธ์
12) งานดมี คี ณุ ภาพ
13) เพม่ิ ผลผลติ ของงาน
14) รับรูบทบาทหน้าทขี่ องตนเอง
15) บอกถึงความรบั ผิดชอบ
16) พฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์
นอกเหนือจากน้ันผู้เช่ียวชาญเกี่ยวกับกระบวนการกลุม เสนอแนะหลกั การพัฒนาทีมงานของการทางาน แบบ
เปน็ ทมี ท่ีมปี ระสิทธิภาพไวดังนี้
1) การสร้างความไววางใจระหว่างกัน เป็นบันไดขั้นแรกที่นาไปสูการเปิด และการปฏิบัติต่อกันด้วยความ
จริงใจ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกร่วมมือกันแกปัญหาและพัฒนางานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ เพราะสมาชิกต่างมี
ความเชื่อม่ัน เชื่อใจในเพื่อนร่วม และเป้าหมายของทีมงานว่าสามารถจะทางานมุ่งสู่เป้าหมายอยา่ งถูกต้องและมีผู้
สนบั สนุนอย่างแนน่ อน
2) การสื่อสารระหว่างกันแบบเปิดเผย เป็นบันไดขั้นสาคัญที่เปิดโอกาสให้ประสาน ความรูสึกและประสาน
ความร่วมมือระหว่างสมาชิก โดยเริ่มต้นด้วยการทาความคุ้นเคยจากการพูดคุย ซักถาม โตตอบกันอย่างเปิดเผย
และจริงใจ ซ่ึงจะชว่ ยเปิดชอ่ งว่างของความระแวงและความรูสึก ไมปลอดภยั ของแต่ละคน สมาชกิ ตา่ งรวู ธิ ีพูดจาโต
ตอบ รูบทบาทในการพูด การแสดงออกที่ เหมาะสม ทาให้สมาชิกในกลุ่มทุกคนเกิดความรูสึกที่ดีต่อกัน สามารถ
ปฏิบตั งิ านร่วมกันอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
10
3) การปรึกษาหารือกัน เปิดโอกาให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ อย่างเปิดเผยเมื่อเกิดปัญหา
หรอื ความรูสกึ ขัดแยง้ โดยการนาประเด็นปัญหาขดั แขง้ มาแจกแจง วิเคราะห์และรว่ มกนั พจิ ารณา สมาชิกแตล่ ะคน
จะเปิดใจแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยไมตองสงวนท่าที เกรงใจหรือพยายามจะรักษาศักดิ์ศรีเฉพาะตัว ทุกคนต่างมี
ความรูสึกว่าความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน ไมใช่ปัญหาใหญ่ ทุกคนสามารถเปิดเผยไววางใจกันได ปัญหาที่แท้จริงใน
การทางานของทมี งานน้ัน อยู่ทีผ่ ลงาน ทตี่ อ้ งทางานให้สาเร็จตามที่ ทมี งานองการ ไมใ่ ช่อยู่ท่ีศักด์ิศรีและผลประโย
ชนเฉพาะตวั ของสมาชิกแตล่ ะคน
4) การสร้างความร่วมมือกันอย่างแข็งขัน อาศัยกิจกรรมการการทางานแบบเป็นทีม โดยให้สมาชิกแต่ละคนมี
สว่ นร่วม ตามขอบเขตและบทบาทท่ีเหมาะสมของแต่ละคน เปิดโอกาส ให้กลุ่มมีนวตั กรรม มีผลลพั ธ์ที่ก้าวหน้า มี
เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยในการทางานให้ดีขึ้น เพราะ กระบวนการทางานในทีม จะส่งเสริมการมีส่วนร่วม การ
ช่วยกันคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งจะสร้าง บรรยากาศแบบมีชีวิตชีวา มีพลวัต และเป็นการเสริมสร้างพฤติกรรมของ
ความรว่ มมือกันเป็นอยา่ งดี
5) การตดิ ตามและสง่ เสรมิ การพฒั นาทีมงาอย่างต่อเน่ือง เปน็ สง่ิ สาคญั ทผี่ ู้บริหาร หรือผู้ทรี่ บั ผิดชอบระบบงาน
ตองติดตามเอาใจใสอยา่ งสมา่ เสมอ โดยอาจทาไดโดยการใหร้ างวัล