ชนิดของประโยค
ความหมาย ประโยค คือ หน่วยทางภาษาที่ประกอบด้วยค าหรือค าหลายค า เรียงต่อกัน ค าเหล่านั้นต้องมีความสัมพันธ์กันทางไวยากรณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ประโยคเป็นหน่วยทางภาษาที่สามารถสื่อความได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น หรืออะไรมีสภาพเป็นอย่างไร โดยทั่วไปประโยคประกอบด้วยส่วนส าคัญ ๒ ส่วน คือ นามวลีกับกริยาวลี
ลองสังเกตข้อความต่อไปนี้ - ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย - พวกเรานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ทั้งหมด ๔๐ คน - เจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรมที่ตัวผอม ๆ **ข้อความข้างต้นไม่เป็นประโยคเพราะมีแต่นามวลีไม่มีกริยาวลี
ลองสังเกตข้อความต่อไปนี้ - กรุณาลุกขึ้น - อย่ายอมแพ้เป็นอันขาด - รู้สึกพะอืดพะอมมาตั้งแต่เช้าแล้ว **ข้อความข้างต้นเป็นประโยคถึงแม้จะประกอบด้วยกริยาวลีเพียงตัวเดียว แต่ผู้อ่านหรือผู้ฟังก็เข้าใจได้ว่ามีการละนามวลีที่ท าหน้าที่เป็นประธานคือใคร
ส่วนประกอบของประโยค โดยทั่วไปประโยคประกอบด้วยส่วนส าคัญ ๒ ส่วนคือนามวลีท าหน้าที่เป็น ภาคประธานกับกริยาวลีท าหน้าที่ภาคแสดง ดังตัวอย่างต่อไปนี้ นามวลี นามวลี ภาคประธาน ภาคแสดง พ่อ เหนื่อย พ่อของผม เหนื่อยมาก คนไทย ควรมีวินัย คนไทยรุ่นใหม่ ควรมีวินัยในการใช้จ่าย
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. ประโยคสามัญหรือประโยคพื้นฐาน ๒. ประโยคซ้อน ๓. ประโยครวม
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. ประโยคสามัญหรือประโยคพื้นฐาน คือ ประโยคที่ประกอบด้วยนามวลีท าหน้าที่ประธาน กับกริยาวลีท าหน้าที่ ภาคแสดง ประโยคสามัญต้องไม่มีอนุประโยคเป็นส่วนขยายและไม่มีค าเชื่อม กริยา ค าเชื่อมกริยาวลีหรือค าเชื่อมประโยค เเบ่งออกเป็น ๒ ชนิด
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. ประโยคสามัญหรือประโยคพื้นฐาน ๑.๑ ประโยคสามัญกริยาเดียว คือ ประโยคพื้นฐานที่มีกริยาตัวเดียว เช่น - แมวกระโดด - น้องกินหมูปิ้ง - นักเรียนคนนั้นอ่านหนังสือ
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. ประโยคสามัญหรือประโยคพื้นฐาน ๑.๒ ประโยคสามัญที่มีหลายกริยา คือ ประโยคพื้นฐานที่มีกริยาหลายตัวเรียงกัน เป็นการแสดงเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเป็นผลจากเหตุการณ์แรก ตัวอย่าง เหตุการณ์ในประโยคเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น - ใบบัวโบกมือ - ลาพวกเรา - ออมสินขับรถ - ข้ามสะพาน - กล้ากับน้องก าลัง - นั่งอ่านหนังสือพิมพ์
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ตัวอย่าง เหตุการณ์ในประโยคเกิดต่อเนื่องกันหรือเกิดก่อนหลังตามล าดับ เช่น - อุ๋มอิ๋มพับเสื้อ – เก็บ - เข้าตู้ - แก้ววิ่ง – ไป – เปิดประตูบาน - เราแวะ – ไป - เยี่ยมเด็กๆที่บ้าน ๑.๒ ประโยคสามัญที่มีหลายกริยา คือ ประโยคพื้นฐานที่มีกริยาหลายตัวเรียงกัน เป็นการแสดงเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเป็นผลจากเหตุการณ์แรก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ตัวอย่าง เหตุการณ์หลังเป็นผลของเหตุการณ์แรก เช่น - คลื่นซัดบ้าน - พังหมด - เขาดีใจ – หัวเราะเสียงดัง - ลมพัด – สังกระสี - ปลิว ๑.๒ ประโยคสามัญที่มีหลายกริยา คือ ประโยคพื้นฐานที่มีกริยาหลายตัวเรียงกัน เป็นการแสดงเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเป็นผลจากเหตุการณ์แรก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน คือประโยคที่ประกอบด้วยประโยคหลักกับอนุประโยค - ประโยคหลัก หรือมุขยประโยค คือประโยคที่มีอีกประโยคหนึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของประโยค ได้แก่ เป็นประธาน เป็นหน่วยเติมเต็ม หรือเป็นส่วนขยาย - อนุประโยค คือ ประ โยคที่ขึ้นต้นด้วยค าเชื่อมอนุประโยค ท าหน้าที่ได้ อย่างนามวลี คือ เป็นประธาน กรรม หน่วยเติมเต็ม หรือขยายส่วนใดส่วนหนึ่ง ของประโยค หรือท าหน้าที่อย่างวิเศษณ์วลี คือ ท าหน้าที่ขยายกริยาวลี
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน ตัวอย่างประโยคซ้อนที่มีอนุประโยคท าหน้าที่เป็นประธาน เช่น “ ที่คุณพูดไม่เป็นความจริง “ **ที่คุณพูด เป็นอนุประโยคท าหน้าที่เป็นประธานของประโยคหลัก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน ตัวอย่างประโยคซ้อนที่มีอนุประโยคท าหน้าที่เป็นกรรม เช่น “ เราต้องบอกเฟื่องฟ้าว่าณดลจะไปงานคืนนี้ด้วย “ ** ว่าณดลจะไปงานคืนนี้ด้วย เป็นอนุประโยคท าหน้าที่ เป็นกรรมของกริยา บอก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน ตัวอย่างประโยคซ้อนที่มีอนุประโยคท าหน้าที่เป็นหน่วยเติมเต็ม เช่น “ แพรดีใจที่สอบชิงทุนรัฐบาลได้” ** ที่สอบชิงทุนรัฐบาลได้ เป็นอนุประโยคท าหน้าที่เป็น หน่วยเติมเต็มของกริยา ดีใจ ซึ่งเป็นกริยาของประโยคหลัก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน ตัวอย่างประโยคซ้อนที่มีอนุประโยคท าหน้าที่ขยายนาม เช่น “ คนที่ไม่มั่นใจตนเองมักชอบถามความเห็นจากคนรอบข้าง ” ** ที่ไม่มั่นใจตนเอง เป็นอนุประโยคท าหน้าที่เป็นขยายค านาม คนซึ่งท าหน้าที่เป็นส่วนหลักของนามวลีซึ่งเป็นประธานของประโยคหลัก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน ตัวอย่างประโยคซ้อนที่มีอนุประโยคท าหน้าที่ขยายกริยา เช่น “ เขาท างานหนักจนล้มป่วย “ ** จนล้มป่วย เป็นอนุประโยคท าหน้าที่เป็นขยายกริยา ท างานหนักซึ่งเป็นกริยาของประโยคหลัก
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๑ ประโยคซ้อนที่มีนามานุประโยค นามานุประโยค คือ อนุประโยคที่ท าหน้าที่เหมือนนามวลีกล่าวคือ อาจท าหน้าที่เป็นประธาน กรรม หน่วยเติมเต็ม หรือหน่วยเสริมความ มีค าเชื่อม ได้แก่ ที่ ที่ว่า ว่าให้ น าหน้า
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๑ ประโยคซ้อนที่มีนามานุประโยค ตัวอย่าง - ที่เขาเล่ามานั้นถูกต้องแน่นอน ท าหน้าที่เป็นประธาน - ฟ้าไม่ชอบให้ใครมาว่าครูของเธอ ท าหน้าที่เป็นกรรม - ครูดีใจที่นักเรียนสอบผ่าน ท าหน้าที่เป็นหน่วยเสริมความ - ผู้ช่วยคนนี้เป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย ท าหน้าที่เป็นหน่วยเติมเต็ม
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๒ ประโยคซ้อนที่มีคุณานุประโยค คุณานุประโยค คือ อนุประโยคท าหน้าที่ขยายนามที่น ามาข้างหน้า อนุประโยคชนิดนี้มีค าเชื่อม ที่ ซึ่ง อัน และค าเชื่อมนั้นเป็นประธานของ อนุประโยคด้วย
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๒ ประโยคซ้อนที่มีคุณานุประโยค ตัวอย่าง - เสื้อที่พี่เปาใส่อยู่สวยมาก ขยายนาม “เสื้อ” - ผลของการกระท าอันชั่วร้ายของผู้บริหารย่อมตกแก่ส่วนรวม ขยายกลุ่มค านาม “ผลของการกระท า”
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค วิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ท าหน้าที่อย่างวิเศษณ์วลี คือ ขยายกริยาวลี เช่น - เขาท างานหามรุ่งหามค ่าซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย **ขยายกริยาวลี“ท างานหามรุ่งหามค ่า”
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค วิเศษณานุประโยคอาจอยู่หน้าหรือหลังประโยคหลักก็ได้ เช่น - เมื่อเขาทุจริต เราก็คงต้องให้เขาออก - เราคงต้องให้เขาออก เมื่อเขาทุจริต
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค วิเศษณานุประโยคอยู่หน้าประโยคหลัก มักจะมีค าเชื่อม ก็ จึง เลย ถึง อยู่ในประโยคหลักด้วย เช่น - เพราะมัวแต่เล่นมือถือเลยเกิดอุบัติเหตุ - เพราะไม่ขยันท ามาหากินถึงยังจนอยู่จนถึงทุกวันนี้
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยค มีหลายกลุ่ม ที่พบบ่อยมีดังนี้ ๑. ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกเวลา เช่น เมื่อ ขณะ ที่ ก่อน หลัง หลังจากที่ แต่ ตั้งแต่ ๒. ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกเหตุ เช่น เพราะ เนื่องจาก ๓. ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกผล เช่น จน กระทั่ง จนกระทั่ง ๔. ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกความมุ่งหมาย เช่น เพื่อ ๕. ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกเงื่อนไข เช่น ถ้า หาก หากว่า ถ้าหากว่า ๖. ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกความขัดแย้ง เช่น ทั้งที่ แม้ว่า
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ❑ ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกเวลา เช่น เมื่อ ขณะ ที่ ก่อน หลัง หลังจากที่ แต่ ตั้งแต่ - เด็ก ๆ กลับบ้านหลังจากงานเลิก - แม่มาเมื่อเธอหลับแล้ว - หลังเลิกเรียนนักเรียนก็พากันเข้าห้องสมุด ตัวอย่าง
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ❑ ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกเหตุ เช่น เพราะ เนื่องจาก - เขานอนตัวสั่นเพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง - ลูกโป่งเป็นหวัดเนื่องจากตากฝนอยู่นาน - เพราะกังวลเธอจึงโทรมาปรึกษาฉัน ตัวอย่าง
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ❑ ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกผล เช่น จน กระทั่ง จนกระทั่ง - พี่พูดเร็วกระทั่งฉันฟังไม่ทัน ตัวอย่าง - เขาอ้วนจนเดินไม่ไหว
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ❑ ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกความมุ่งหมาย เช่น เพื่อ - เพื่อให้ลูกเพลิดเพลินเธอจึงร้องเพลงกล่อม ตัวอย่าง - เขาท างานหนักเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ❑ ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกเงื่อนไข เช่น ถ้า หาก หากว่า ถ้าหากว่า - หากเขาไม่มาฉันจะเป็นคนด าเนินการเอง ตัวอย่าง - เธอจะประสบความส าเร็จถ้าเธอตั้งใจท างานจริง
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๒. ประโยคซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่น ามาเชื่อมได้ ๓ ชนิด ๒.๓ ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค ❑ ค าเชื่อมวิเศษณานุประโยคบอกความขัดแย้ง เช่น ทั้งที่ แม้ว่า - ทั้งที่ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนเขาก็ปฏิบัติตาม ตัวอย่าง - แม้ว่าเขาจะไม่สบายเขาก็พยายามท างานจนเสร็จ
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๓. ประโยครวม คือ ประโยคย่อยตั้งแต่สองประโยคขึ้นไปมารวมเข้าเป็น ประโยคเดียวกัน ประโยคย่อยนั่นอาจเป็นประโยคสามัญหรือ ประโยคซ้อนก็ได้และต้องมีค าเชื่อมสมภาค และ ก็ แต่ ทว่า แต่ทว่า หรือ ท าหน้าที่เชื่อมประโยคย่อยที่มารวมกัน
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๓. ประโยครวม ตัวอย่างประโยครวมที่เกิดจากประโยคสามัญรวมกับ ประโยคสามัญ - น้อยหน่าออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าเอง - พ่อจะไปเชียงใหม่และแม่ก็จะไปด้วย - ภรรยาผมตั้งครรภ์แต่แท้งเสียก่อน
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๓. ประโยครวม ตัวอย่างประโยครวมที่เกิดจากประโยคสามัญรวมกับประโยคซ้อน - ได้ยินเขาพูดอยู่เหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ - เกษตรกรแถวนี้นิยมท านาและเลี้ยงปลาที่กินวัชพืชไว้ในนา
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๓. ประโยครวม ตัวอย่างประโยครวมที่เกิดจากประโยคซ้อนกับประโยคสามัญ - หลังคาที่รั่วนั้นซ่อมแล้วแต่น ้าฝนก็ยังซึมลงมาได้ - ครูสั่งให้นักเรียนอ่านบทที่ ๕ และท าแบบฝึกหัดท้ายบท
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๓. ประโยครวม ตัวอย่างประโยครวมที่เกิดจากประโยคซ้อนกับประโยคซ้อน - อันดารับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และดื่มแต่น ้าที่บริสุทธิ์ - เขาบอกว่าเธอจะมาถึงพรุ่งนี้แต่ไม่ได้บอกว่าจะมาถึงกี่โมง
แบ่ง ตามโครงสร้างได้เป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๓. ประโยครวม ประโยครวมที่มี ประธาน กรรม หน่วยเติมเต็มหรือหน่วยเสริมความเป็นคน หรือสิ่งเดียวกัน มักละประธาน กรรม หน่วยเติมเต็มหรือหน่วยเสริมความ ในประโยคย่อยประโยคใดประโยคหนึ่ง เช่น - ผมชอบหมาแต่คุณไม่ชอบนี่ - พี่เคยเป็นนักร้องหรือไม่เคยเป็นกันแน่ - พลอยชอบแตงโมแต่ไม่ชอบทุเรียน - ฉันเคยอ่านเรื่องกรุงศรีอยุธยาแต่ฉันไม่เคยไป ละกรรม ละหน่วยเสริมความ ละหน่วยเติมเต็ม ละประธาน
แผนผังสรุป ประโยค สามัญ ประโยคสามัญกริยาเดียว ประโยคสามัญหลายกริยา กริยาตัวเดียว กริยาเรียง หลายตัว
แผนผังสรุป เพจภาษาไทยไม่จั๊กเดียม ประโยค ซ้อน ประโยคซ้อน นามานุประโยค ประโยคซ้อน คุณานุประโยค หน้าที่ เหมือนนาม ประโยคซ้อน วิเศษณานุประโยค ที่ ว่า ที่ว่า ให้ ขยายนาม ที่ ซึ่ง อัน ซึ่ง ถ้า เพราะ เมื่อ ขยายกริยา
แผนผังสรุป ประโยค รวม ค าเชื่อมสมภาค กับ แต่ และ หรือ
ส านวนโวหาร
การใช้โวหารในภาษาไทย งานเขียนประเภทต่าง ๆ ต้องอาศัยโวหารเพื่อให้เกิด ความไพเราะ สละสลวย สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ท าให้ผู้อ่านเกิด ความซาบซึ้งประทับใจ โวหารแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร อุปมาโวหาร
บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร ยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง เล่าเรื่องราว บอกเล่า เหตุการณ์ไปตามล าดับ เล่ารายละเอียด แทรก อารมณ์ความรู้สึกให้เห็นภาพ สอนใจให้คิด อุปมาโวหาร เปรียบเทียบให้เข้าใจความหมาย
ใช้ถ้อยค าธรรมดา ใช้ภาษาง่าย ๆ ตรงไปตรงมา เห็นแบบไหนก็เขียน แบบนั้น บรรยายโวหาร ตัวอย่าง วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณยาย แม่ของฉันตื่นแต่เช้า เพื่อหุงข้าวและท ากับข้าวเตรียมไว้ให้คุณยายใส่บาตรในตอนเช้า ส่วนฉันกับคุณยายก าลังนั่งพับดอกบัวรออยู่หน้าบ้าน คุณยาย บอกว่า การพับดอกบัว เป็นงานละเอียดอ่อน ต้องอาศัยสมาธิและ ใจที่หยุดนิ่ง ผ่องใส ประณีต จึงนับเป็นการฝึกสมาธิ และฝึกใจให้ ผ่องใสไปในตัว โวหารที่ใช้ในการเล่าเรื่อง บอกเล่า หรืออธิบายเรื่องต่าง ๆ
หลักการเขียนบรรยายโวหาร 1. เรื่องที่เขียนต้องเป็นเรื่องจริง ผู้เขียนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน เป็นอย่างดี โดยอาจรู้มาจากประสบการณ์ หรือการค้นคว้าก็ได้ 2. เลือกเขียนเฉพาะสาระส าคัญ ไม่เน้นรายละเอียด แต่เขียนตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม กระชับ ชัดเจน 3. ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย หากต้องการจะกล่าวให้ชัด อาจใช้อุปมาโวหารและสาธก โวหารเข้าช่วยได้บ้าง แต่ต้องไม่มาก จนส่วนที่เป็นสาระส าคัญกลายเป็นส่วนด้อยไป 4. เรียบเรียงความคิดให้ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กัน
พรรณนาโวหาร ตัวอย่าง ทะเลหมอกในยามเช้าเรียงรายกันเหมือนกับท้องทะเลไม่มีผิด แสงหมอกอุ่น ๆ กระจายเต็มทั่วบริเวณ ความงดงามยามรุ่งอรุณที่ คอยต้อนรับให้เราเดินทางสู่วันใหม่ด้วยความอบอุ่นใจ อากาศหนาว พร้อมทั้งความเย็นที่มาสัมผัสร่างกาย เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังมากับ สายลมอ่อน ๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขท่ามกลางธรรมชาติที่ แสนสวยงาม ในยามเช้าที่แสนจะสดใส โวหารที่ใช้ในการเขียนเรื่องราวอย่างละเอียด เพื่อให้ ผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เข้าใจอารมณ์และความรู้สึก ใช้ภาษาที่ไพเราะ
หลักการเขียนพรรณนาโวหาร 1) ต้องใช้ค าดี หมายถึง การเลือกสรรถ้อยค า เพื่อให้สื่อความหมาย สื่อภาพ สื่ออารมณ์เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ต้องการบรรยาย ควรเลือกค า ที่ให้ความหมาย ชัดเจน ทั้งอาจต้องเลือกให้เสียงค าสัมผัสกันเพื่อเกิดเสียงเสนาะอย่างสัมผัสสระ สัมผัสอักษร ในงานร้อยกรอง 2) ต้องได้ใจความ แม้จะพรรณนายืดยาว แต่ใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณ์ความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่ก าลังพรรณนา 3) อาจต้องใช้อุปมาโวหาร คือ การเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพชัดเจน และมักใช้ ศิลปะการใช้ค าที่เรียกว่า ภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นวิธีการที่จะท าให้ พรรณนาโวหารเด่น ทั้งการใช้ค า และการใช้ภาพที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้วเกิด จินตนาการและความรู้สึกคล้อยตาม
หลักการเขียนพรรณนาโวหาร (ต่อ) 4) ในบางกรณีอาจต้องใช้สาธกโวหารประกอบด้วย คือ การยกตัวอย่าง เพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยยกตัวอย่างสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้เกิดภาพ และอารมณ์เด่นชัดพรรณนาโวหารมักใช้กับการชม ความงามอื่น ๆ เช่น ชมสถานที่ สรรเสริญบุคคล หรือใช้พรรณนา อารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด โกธร แค้น เศร้าสลด เป็นต้น
เทศนาโวหาร โวหารที่มีจุดมุ่งหมายในการเขียนเพื่อแนะน า สั่งสอน หรือมุ่งให้ผู้อ่านปฏิบัติตาม ตัวอย่าง “ความส าเร็จ” ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ และไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แค่ความคิดอย่างเดียว ไม่ได้ท าให้เราประสบความส าเร็จ หากเราไม่เริ่มลงมือท า หากไม ่อยากล้มเหลว ผิดหวัง ก็ต้องลองเปลี ่ยนแปลงตัวเองดูสักครั้ง “คาดหวังให้น้อย ลงมือท าให้มาก” ในทุก “ความพยายาม” อาจจะไม่ประสบ ความส าเร็จ แต่ทุกความส าเร็จ ต้องใช้ “ความพยายาม” โดย สโรชา สุพันธ์
หลักการเขียนเทศนาโวหาร 1) การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ กล่าวคือ ทั้งใช้ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร อุปมาโวหาร และสาธกโวหารด้วย เพื่อให้ใจความ ชัดเจนแจ่มแจ้ง จนเกิดความรู้สึกนึกคิดคล้อยตาม 2) หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หรือแสดงเหตุและผล 3) ผู้เขียนต้อง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี สามารถอธิบายอย่าง ชัดเจน อีกทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้จักใช้เหตุผล และหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นที่ตนเสนอด้วย